- เปิดบิ๊กนักการเมืองในอดีต-ปัจจุบันทำชาติเสียดินแดน
- สาวลึกพบผลประโยชน์มหาศาล ล่อใจนักการเมือง-ข้าราชการ-ทหาร ยอมให้เขมรฮุบแผนดินไทย
- ฟันธงทุกพรรคการเมืองวัวสันหลังหวะ ไม่กล้าเดินหน้าแก้ปัญหา
- นักวิชาการกฎหมายระหว่างประเทศพบช่องทางทวงแผ่นดินคืน
ประเด็น เรื่องเสียดินแดนให้เขมรยังคุกรุ่น เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องแก้ไขให้ได้ แต่ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวไปได้เสียที จากการพลิกปูมย้อนหลังพบว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งพรรคการเมืองใหญ่ อย่างประชาธิปัตย์ เครือข่ายของระบอทักษิณ ข้าราชการ ทหาร ล้วนอยู่ในเครือข่ายเชื่อมโยงกันด้วผลประโยชน์ส่วนตัวเหนือผลประโยชน์ชาติ เหนืออธิปไตยดินแดน แทบทั้งสิ้น จนอาจนำไปสู่การเสียดินแดนที่คนไทยทุกคนล้วนไม่ต้องการให้เกิดขึ้นซ้ำรอย ประวัติศาสตร์อีกครั้ง
1.ชวน หลีกภัย
หัว ขบวน มาตราส่วน 1:200,000
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อเท็จจริงสำคัญ คือ MOU 2543 หรือ บันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก เกิดขึ้นในยุคสมัยที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ในปี 2543 โดยมีการอนุมัติให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศในครั้งนั้นไปลงนาม เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 หรือ 10 ปีที่ผ่านมา
เนื้อหาของเอ็ม โอยู ดังกล่าว มีการกล่าวถึงแผนที่ แต่ไม่ได้ระบุถึงแผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 เพียงแต่ กำหนดว่า “แผนที่ ซึ่งจัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยาม กับอินโดจีน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 หรือสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ.1907...” แต่ด้วยเหตุความเข้าใจผิดหรือตีความผิดของข้าราชการกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศในยุคนั้น หรือเพราะยอมจำนนด้วยคำพิพากษาของศาลโลก ทำให้เข้าใจว่า แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสทำขึ้น และกัมพูชานำมาใช้ เป็นแผนที่จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนจริงๆ
ยิ่งตอกย้ำความเข้าใจชัดเจนขึ้นไปอีก เมื่อหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง คือ บันทึกผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ครั้งที่ 2 โดย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักการเมืองต่างประเทศ เสนอโดย รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอให้อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย เป็นผู้ลงนามอนุมัติ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 ก่อนให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศไปลงนาม MOU 2543 เพียง 2 วัน
ในบันทึกผลการประชุม JBC ครั้งนั้น ระบุ แผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งจัดขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนอย่าง ชัดเจนในเนื้อหา ข้อ 2.1 หัวข้อ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำ หลักเขตแดนทางบก เรื่อง พื้นฐานทางกฎหมาย เกี่ยวกับ การสำรวจและปักปันเขตแดนทางบกจะดำเนินการ โดยใช้เอกสารหลักฐานที่ผูกพันไทยและกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ คือ อนุสัญญา ลงวันที่ 13 กุมภาพันธุ์ ค.ศ. 1904 สนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1907 กับพิธีสารแนบท้ายและแผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา มาตราส่วน 1:200,000 ผลของการลงนามมอบหมายให้ตัวแทนรัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศไปเซ็นMOU 2543 และบันทึกผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ครั้งที่ 2 จึงทำให้ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาเกี่ยวโยงกับ แผนที่มาตราส่วน1:200000 ซึ่งจัดทำขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามและอินโดจีน อันเป็นพื้นฐานของการใช้แบ่งเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งที่ในข้อเท็จจริงตั้งแต่ปี 2505 เป็นต้นมาประเทศไทยยังยึดถือสันปันน้ำตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 เป็นแนวเขตแดนตลอดมา
จากคำยืนยันของผู้เชี่ยวชาญ กฎหมายระหว่างประเทศ ดร.สมปอง สุจริตกุล ระบุว่า เนื่องจากปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนเขาพระวิหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา ดงรักหรือเขาบรรทัดในเขตแดนไทยซึ่งต่อกับเขตแดนกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ.1905-1907 คณะกรรมการปักปันเขตแดนผสม สยาม-ฝรั่งเศสได้ไปตรวจสอบแล้วเห็นว่า การกำหนดเขตแดนในบริเวณทิวเขาดงรักโดยใช้สันปันน้ำเป็นหลักตามสนธิสัญญา ค.ศ.1904 นั้นชัดแจ้งอยู่แล้ว ดังนั้น เส้นสันปันน้ำจึงเป็นเส้นกำหนดเขตไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นที่ยอมรับมาโดยตลอดและไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขตั้งแต่ปี ค.ศ.1904 จนถึงปัจจุบันโดยไม่เคยมีผู้ใดโต้แย้งหรือให้ความเห็นเป็นอย่างอื่น และไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปได้นอกจากได้รับความยินยอมเห็นชอบจากภาคี คู่สัญญา
อีกทั้งประเทศไทยก็ไม่เคยยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสทำเพียงฝ่ายเดียว เพราะแผนที่ดังกล่าวไม่ได้ยึดหลักตามภูมิศาสตร์ หรือไม่ยึดหลักสันปันน้ำที่ถูกต้องตามหลักสากล อีกทั้ง ยังส่งผลให้กินพื้นที่วัดเข้ามาในดินแดนไทย ตัวปราสาทพระวิหารและรอบปราสาทพระวิหารกว่า 3,000 ไร่ และยังกินดินแดนเข้ามาอีกหลายจังหวัด เช่น อุบลราชธานี ศรีษะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราดรวมพื้นที่เกือบ 2 ล้านไร่ นำมาซึ่งการประท้วงของเครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ และชาวบ้านในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
2.ม.ร. ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
MOU 2543 จุดเริ่มต้นปัญหา
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่าง ประเทศ สมัยรัฐบาลชวน 2 ที่มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับ MOU 2543 เพราะเป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของประเทศไปลงนามบันทึกความ เข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก เมื่อ 10ปีที่ผ่านมา อันเป็นจุดเริ่มต้นของปมปัญหาเรื้อรังเขตแดนไทย-กัมพูชามายาวนาน เนื่องจาก ทำให้มีการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 กันถ้วนหน้า ในการทำบันทึกข้อตกลง MOU 2543 MOU 2544 TOR 2546 และ JC 2551 ตั้งแต่นับตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน ผ่านรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย อาทิ รัฐบาลยุคชวน หลีก ยุคทักษิณ ชินวัตร ยุคสมัคร สุนทรเวช ยุคสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และล่าสุดรัฐบาลภายใต้การนำของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบัน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
ทั้งนี้ ท่าทีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ต่อเรื่องนี้ ปรากฏแต่เพียงว่า “เราปฏิเสธประวัติศาสตร์ไม่ได้” กระทั่ง ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันไทยคดีศึกษา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเครือข่ายภาคประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 2543 รวมทั้งให้พรรคประชาธิปัตย์แสดงความรับผิดชอบด้วยการบอกต่อ ประชาชนว่า ตนมีส่วนทำให้เกิดความผิดพลาดและจะมีผลกระทบรุนแรงต่อประเทศชาติ เนื่องจากประเทศไทยไม่เคยรับรองหรืออ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 เลย อีกทั้งยังเสนอให้รัฐบาล อันมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ สมควรแสดงความเป็นผู้นำยกเลิก MOU 2543อย่างเร่งด่วน
ไม่ เพียงกำหนดแผนที่ ซึ่งจัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยาม กับอินโดจีน ใน MOU 2543 ยังได้กำหนดโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และเครือข่ายภาคประชาชน ว่า ถูกครอบงำหรือยอมจำนนด้วยคำพิพากษาของศาลโลกตั้งแต่ปี 2505 เพราะบรรดาตัวแทนที่รัฐบาลไทยและกัมพูชาแต่งตั้ง โดยฝ่ายไทยล้วนเป็นผู้มีหน้าที่รักษาความมั่นคงในอธิปไตยและผลประโยชน์ดิน แดนไทย ไม่ว่า ตำแหน่งประธาน JBC เป็นของกระทรวงต่างประเทศ และกรรมการ ได้แก่ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้แทนกองบัญชาการทหารสูงสุด เจ้ากรมแผนที่ทหาร เจ้ากรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ ผู้แทนมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน อธิบดีกรมการปกครองและอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เป็นต้น
3.วศิน ธีรเวชญาณ
ประธาน เจซีบีฝ่ายไทย-ใฝ่เขมร
บทบาทของประธาน JBC คนนี้ เริ่มเป็นที่จับตาต่อสาธารณชนทันที เมื่อเขาออกมายอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่กัมพูชาเปิดเผยขึ้นมา และปรากฏต่อสื่อหลายต่อหลายครั้งว่า เขามีข้อมูลและทัศนคติเรื่องแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ นำไปสู่การสืบค้นประวัติ พบว่า วศินดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายในปี 2543 โดยเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของกระทรวงต่างประเทศตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีและได้รับตำแหน่ง ประธาน JBC ฝ่ายไทยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 สมัยอดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนถึงปัจจุบันก็ยังได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลปัจจุบัน
จุด ยืนในการยอมรับเรื่องการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ในการเจรจาเพื่อผลประโยชน์ ทำให้มีเสียงสะท้อนจากสื่อสาธารณะและสังคมให้เปลี่ยนตัว หรือเสนอให้ปลดออกจากประธาน JBC ฝ่ายไทย โดยนักวิชาการด้านโบราณคดีที่ศึกษาในบริเวณพื้นที่แถบชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดศรีษะเกษที่เคยไปร่วมให้ข้อมูลกับ วศิน ต่อคณะกรรมาธิการศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ได้ส่งความเห็นมายังภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทพระวิหาร ด้วยเหตุผลหลายประการ ที่สำคัญๆ เช่น เขาทำงานโดยแสดงความเชื่อมั่นว่า ศาลโลกตัดสินไทยแพ้คดี โดยให้ประสาทและแผ่นดินเป็นของเขมร ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลโลกที่ตัดสินให้เสียเฉพาะตัวปราสาทเท่า นั้น
นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สนับสนุนผลงานที่นภดล ปัทมะไปทำแถลงการณ์ร่วม ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง โดยให้ความเห็นแย้งกับปปช.และศาลในวันที่ 28 ตุลาคม 2552 และยังถูกตั้งข้อสังเกตในการทำงานว่าไม่ศึกษาปัญหาสำคัญที่เกิดต่อประเทศ ชาติและไม่รับรู้ว่า ถ้าไทยยอมรับการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งทำโดยฝรั่งเศสฝ่ายเดียว และไทยไม่ยอมรับมาโดยตลอดในการต่อสู้ระหว่างถูกฟ้องต่อศาลโลก ทำให้เกิดความเสียหายมากหรือน้อยเพียงใด อีกทั้งยังมีความเห็นในหลักเจรจาสนับสนุนการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจา เรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา
4.ทักษิณ ชินวัตร
นำทีม ทำไทยเสียพื้นที่
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสำคัญที่สุดอีกบุคคลหนึ่งซึ่งมีส่วนทำให้ประเทศ ไทยมีโอกาสเสียเขตแดนซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนให้กัมพูชามากที่สุด เพราะในสมัยที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทักษิณได้วางตัวบุคคลใกล้ชิดและไว้ใจมากที่สุดมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศ รวมถึงตำแหน่งสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสานต่อภาระกิจที่จะยกพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา ให้กัมพูชาโดยโปร่งใส ไม่มีข้อครหานินทาจากทุกฝ่าย เพื่อแลกกับการเข้าไปทำธุรกิจในเกาะกง
รวมทั้งผล ประโยชน์ที่จะได้จากการทำธุรกิจพลังงานในอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของโลกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งและยังไม่เคยมีการขุดเจาะ ขึ้นมาใช้เลย ซึ่งทักษิณรู้ดีว่าธุรกิจพลังงานจะสร้างรายได้อย่างมหาศาลในอนาคต ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจไอทีอีกต่อไปเริ่มจากสมัยรัฐบาล ทักษิณ 1 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ได้มีการลงนามแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชาในเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ ทางทะเล (โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา) โดยข้อความในแถลงการณ์ร่วมข้อ 13 ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความตั้งใจมั่นที่จะดำเนินการปักปันเขตแดนทางบกระหว่างกัน ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
นอกจาก นี้ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ได้มีการจัดทำแผนแม่บทและข้อกำหนดหน้าที่ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วม ทางบกของ JBC หรือTOR2546โดยระบุในข้อ 1.1.3 และข้อ 4 เรื่องขั้นตอนการสำรวจและจัดวางหลักเขตแดนว่า ให้ใช้แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 เป็นพื้นที่ของการดำเนินงานในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ซึ่งเป็นมาตราส่วนของ“แผนที่ซึ่งฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเองเพียงฝ่ายเดียว”
5. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย
แลก พื้นที่ทับซ้อน ทำธุรกิจ
สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นบุคคลที่ทักษิณวางตัวให้เข้ามาจัดการเรื่องความขัดแย้งระหว่าง ไทย-กัมพูชา โดยแลกพื้นที่ทับซ้อนกับการเข้าทำธุรกิจในกัมพูชา โดยสุรเกียรติ์ได้ประชุมกับฝ่ายกัมพูชา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2547 ณ กรุงพนมเปญ โดยทั้งสองฝ่ายตกลงในหลักการพื้นฐาน เกี่ยวกับการพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร โดยฝ่ายกัมพูชาเห็นชอบที่จะเชื่อมโยง ช่องตาเฒ่า ซึ่งเป็นพื้นที่ผลประโยชน์ที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามผลักดันให้เปิดเป็นจุดผ่าน แดนเพื่อการค้าและการท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการก่อสร้าง Casino และ Entertainment Complex รองรับอยู่แล้ว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร
6. สมชาย วงศ์สวัสดิ์
นอมินี "ทักษิณ"
สมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และน้องเขย ทักษิณ ชินวัตร โดยรัฐสภาไทยได้มีการประชุมลับ และลงมติเรื่องกรอบการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา ให้รับรอง MOU 2543 และ TOR 2546 ซึ่งมีการระบุว่าการเจรจา การสำรวจและปักปันเขตแดนให้เป็นไปตามมาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ซึ่งเป็นแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเองเพียงฝ่ายเดียว โดยสมาชิกรัฐสภา(ฝ่ายค้าน รัฐบาล และวุฒิสภา) ลงมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากด้วยคะแนนเสียง 406 ต่อ 8 งดออกเสียง 2 คน ไม่เว้นแม้แต่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านที่ลงมติ เห็นชอบ กับวาระดังกล่าวด้วยความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของสมชาย กับกัมพูชา เห็นได้จากการเปิดถนนหมายเลข 48 และสะพาน 4 แห่ง เชื่อม จ.ตราด-เกาะกง เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2551 จึงปรากฏร่างของสมชายทั้งที่ไม่ได้กำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศ
7. นพดล ปัทมะ
รับไม่ต่อ ขึ้นทะเบียนมรดกโลก
นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศ อดีตทนายความ และโฆษกประจำตัว ทักษิณ ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมและแผนที่แนบท้าย ตามที่ สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เสนอให้เปลี่ยนชื่อแผนที่เป็นแผนผังแทน โดยให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่ากรณีข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนอยากระบุให้ชัดเจน เมื่อขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกจะไม่ครอบคลุมถึงพื้นที่ทับซ้อนดัง กล่าว
โดยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 มีการหารือร่วมกันระหว่าง นพดล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา สก อัน ในประเด็นที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยนพดล ยืนยันท่าทีของไทยว่าจะให้การสนับสนุนในหลักการการขึ้นทะเบียนดังกล่าว แต่จะต้อง หารือถึงพื้นที่ทับซ้อนบริเวณรอบตัวปราสาทพระวิหาร
ต่อ มา วันที่ 6 มิถุนายน 2551 รัฐบาลกัมพูชาได้ส่งแผนที่ให้ฝ่ายไทย ตามที่ได้ตกลงเบื้องต้นในเดือนพฤษภาคม 2551 แต่รัฐบาลไทยยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดให้สาธารณชนและรัฐสภาได้รับทราบ แต่นำเข้าอนุมัติอย่างมีเงื่อนงำในวัน ที่ 17 มิถุนายน 2551 โดยอ้างเพียงว่าได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคง แห่งชาติแล้ว
**********
แผนเบื้องลึก ขุมทรัพย์เขาพระวิหาร
เป็นเรื่องที่คา รังคาซังมานาน สำหรับปัญหาบริเวณเขาพระวิหาร และการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย 1 ในเรื่อง ซึ่งเป็นที่มาเหตุความขัดแย้งคือ “ผลประโยชน์” เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มนักการเมือง และนักธุรกิจกลุ่มนายทุนได้วางแผนฮุบพื้นที่ขุมทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่อง จากบริเวณนี้กันอย่างมีขั้นตอน โดยพื้นที่ซึ่งกลุ่มผู้มีประโยน์เหล่านี้ร่วมมือกับเขมรหวังยึดพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ ใน 7 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไล่ตั้งแต่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้วจันทบุรี และตราด ซึ่งเป็นผลจากการใช้แผนที่ตามแบบฝรั่งเศสวัดจากมาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ที่รัฐบาลยุคทักษิณฉวยโอกาสต่อยอดตอนที่รัฐบาลชุดชวน หลีกภัย ไปลงนามไว้
ที่สำคัญ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเสียดินแดนเท่านั้น เพราะหากมองในแง่มุมเศรษฐกิจ นั่นหมายถึงมูลค่าทางการค้าชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าการเกษตรที่มีมูลค่ามากมาย โดยปี 2552 มูลค่าการค้าระหว่างไทย-กัมพูชามีถึ 56,578.4 ล้านบาท แบ่งเป็นส่งออก 53,918.4 นำเข้า 2,660 ล้านบาท และ 5 อันดับแรกที่มีการส่งออกสูงสุดคือ สระแก้ว ตราด จันทบุรี สุรินทร์ และตราด
การค้าตลอดแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา ถือว่ามีแนวโน้มที่ดี เพราะมีหลายจุดจะมีแผนการพัฒนา เช่น บริเวณด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชาช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นช่องทางที่มีการค้าขายและประชาชนไปมาหาสู่กันจำนวนมาก แต่ยังขาดความสะดวก ศุลกากร, ตรวจคนเข้าเมือง ต่างมีความเห็นตรงกันว่าจะทำให้บริเวณนี้มีความสะดวกมากขึ้น และมีการจัดระเบียบกันใหม่ทั้งหมด
ไม่เพียงการเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ จากกรณีพิพาทครั้งนี้ หมายถึง การยึดพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว แนวปราสาท โบราณสถานต่างๆ โดยสร้างแนวการท่องเที่ยวจากเขาพระวิหารเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงไปยังชายแดน หลายจังหวัดดังกล่าว นอกจากนั้นยังกินพื้นที่ป่าสงวนอุทยานแห่งชาติ พื้นที่อุทยานเกาะกูด จังหวัดตราด ซึ่งมีแหล่งแก๊สธรรมชาติระหว่างไทยกับเขมรอยู่ 2 จุด ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ ที่หมายปองมาครอบครองของนักธุรกิจ-นักการเมือง
ผลประโยชน์มหาศาลที่ได้หากยึดพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ ดูจากความสัมพันธ์ระหว่างฮุนเซนกับทักษิณ ซึ่งรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ โดยสนธิ ลิ้มทองกุล ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในยุทธศาสตร์ของโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ได้มีการสำรวจพลังงานทั่ว ซึ่งในทะเลของประเทศไทยมีอยู่ 2 จุด คือจุดที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับเขมรในอ่าวไทย และอีกจุดหนึ่งก็คือ แอ่งปัตตานี
จากผลประโยชน์ทางพลังงานนี่เอง ทำให้ปฎิบัติการยึดพื้นที่ของเขมรเริ่มขึ้นเมื่อฮุน เซน เป็นนายกรัฐมนตรี และมีการเจรจากับฝรั่ง โดยมีทักษิณร่วมมือกับโมฮัมหมัด อัลฟาเยด เจ้าของห้างแฮร์ร็อดส์ ซึ่งทักษิณเคยพาไปดูพื้นที่ในทะเล เพราะโมฮัมหมัด อัล ฟาเยด อยากจะมาลงทุนที่นั่น
ขณะที่ข้อมูลบางส่วนจากข้อเขียนในนิตยสาร ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ เรื่อง “ 25 กรกฎาคม 53 วันฉลองเส้นเขตแดนกัมพูชากับการสูญเสียดินแดนไทย!!” ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ทำให้รัฐบาลไทยส่งสัญญาณยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว ประการหนึ่ง่ทหาร ข้าราชการ และนักการเมืองบางส่วนก็ได้รับประโยชน์ทำมาหากินกับฝ่ายกัมพูชาทั้งการค้า สินค้าหนีภาษี สินค้าลักขโมย บ่อนการพนัน การรับเหมาก่อสร้างถนน และการขายสิ่งปลูกสร้างให้กับชาวกัมพูชาเป็นอีกประการหนึ่ง
ผลประโยชน์ทางด้าน พลังงานแสดงให้เห็นจากปรากฏการณ์ วันที่ 25 กรกฎาคมนี้ จะมียักษ์ใหญ่เชฟรอนของอเมริกา ทั้งซีนูกของจีน และโทเทลสัญชาติฝรั่งเศส 3 มหาอำนาจทางด้านพลังงาน ซึ่งมีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการ 7 ชาติที่จะเข้าไปเสนอแผนบริหารจัดการกับพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารหากกัมพูชา ได้รับอนุมัติเป็นมรดกโลกครั้งนี้ด้วย
เพราะผลประโยชน์ทางพลังงานในอ่าวไทยนั้น ยั่วยวนให้มหาอำนาจพร้อมที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ในอ่าวไทยมาก ที่สุด เกมการขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก และการบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารและพื้นที่รอบในฐานะเป็นมรดกโลก จึงเกิดขึ้นเป็นฉากแรก
ขณะที่มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก เขาพระวิหารดอทเน็ต ที่กล่าวในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของ ทักษิณ ชินวัตร กับฮุนเซน ซึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี2551 พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าทักษิณจะลงทุนธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะการเช่าเกาะกง
อย่างไรก็ ตาม ข้อมูลซึ่งโยงใยจากความสัมพันธ์ของ ทักษิณ กับบริษัทที่ทำธุรกิจพลังงาน เพิร์ล ออยล์ ที่มีกลุ่มทุนเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์ และ แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่(ประเทศไทย)ที่ทักษิณพยายามชักชวนเข้าไปลงทุนในกัมพูชา รวมทั้งนำบริษัท ปตท.สผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) หรือPTTEPI ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปตท. ซึ่งทักษิณและเครือข่าย มีหุ้นได้ไปร่วมทุนกับบริษัทอื่นที่จดทะเบียนในกัมพูชา ขอรับสัมปทานจากกัมพูชาในการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ ในบล็อก B หรือที่ PTTEPI ตั้งรหัสโครงการว่า โครงการ G9/43 และปรากฏด้วยว่า PTTEPI มีความสัมพันธ์ในการลงทุนกับเพิร์ล ออยล์ ในที่สุด
ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลในเชิงประชา สัมพันธ์ของ Te Duong Tara ผู้อำนวยการ Cambodian National Petroleum Authority เมื่อต้นปี พ.ศ. 2549 และมีข้อมูลประกอบที่น่าสนใจอีกด้วยว่า Te Duong Tara ผู้อำนวยการ องค์กรที่คล้ายปตท. ซึ่งสมเด็จฮุน เซน ตั้งขึ้นมาคนนี้ เป็นคนเชื้อสายเวียดนาม และตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ก็ถูกชาวบ้านและนักลงทุนต่างชาติตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาลใน การบริหารองค์กร วิพากษ์วิจารณ์ว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มมากกว่าประเทศชาติ
***************
'เลิกฝัน' ทวงคืนเขาพระวิหาร
“ปชป.-พท.” สันหลังหวะ-หวังผลยาก
ฝันที่ยากจะเป็นจริง กรณีทวงคืนเขาพระวิหาร ฝ่ายการเมืองยากจะเดินหน้า เพราะมีชนักติดหลังทั้งคู่ คนปชป. ชี้ ไทยยังมีสิทธิสู้แต่ต้องใช้เวลา ขณะที่ ส.ว. เชื่อ รัฐบาลจำเป็นต้องพิสูจน์และชี้แจงข้อเท็จจริงทุกปมบนโต๊ะเพื่อกรุยทางแก้ ปัญหา-ทำงานประสานภาคสังคม แต่ข้อเท็จจริง ระบุชัด ทั้ง “ปชป.-พท.” สันหลังหวะ หวั่นเกมการเมืองขยายแผล ฝ่ายความมั่นคง ระบุชัด “เขาพระวิหาร” ถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมืองมากกว่าการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง...
เงื่อนปมกรณีการทวงคืน เขาพระวิหารยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใด ก็ไม่อาจเดินหน้าในอย่างจริงจังได้ เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่อาจเปลี่ยนแปลงคำตัดสินของศาลโลกเมื่อ ปี 2505 ที่ให้สิทธิ์เหนือตัวปราสาทพระวิหารแก่ประเทศกัมพูชาไปแล้วได้
ปชป. ไม่คืบ-สันหลังหวะเซ็น “MOU 43”
แต่พรรคประชาธิปัตย์ถูกจับตามองและตั้ง ข้อครหาในกรณีดังกล่าวมากขึ้น หลังจากที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อครั้ง ชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมี ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รมช.การต่างประเทศ ที่ไปลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่ง ราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 2543) เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2543 ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นปมสำคัญที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกจับตาถึงการ เดินหมากที่อาจผิดพลาดนั้น จนทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ไม่อาจทำอะไรให้คืบหน้าเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติเท่าที่ควร
“เบื้องต้นที่ต้องเร่ง ดำเนินการคือการยื่นหนังสือคัดค้านการพัฒนาพื้นที่โดยรอบตัวปราสาท โดยทีมของของสุวิทย์ คุณกิตติ และมีการประสานกับคณะทำงานของดร.ไตรรงค์ที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งความไม่ชัดเจนในเรื่องของเขตแดนนี้ยังต้องใช้เวลา และกระทรวงต่างประเทศเชื่อว่ากัมพูชาจะยังไม่สามารถทำอะไรหากยังไม่ได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐบาลไทย”
ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุ พร้อมอธิบายว่า การดำเนินการโดยกระทรวงการต่างประเทศนั้นยังคงยึดหลักเดิม คือ ยังคงสงวนท่าทีในการยินยอมให้มีการพัฒนาพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารโดยพุ่ง เป้าไปที่การยื่นหนังสือคัดค้านแผนการบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหาร หรือ พื้นที่กันชน (BUFFER ZONE)ที่ต้องได้รับการเห็นชอบจากไทยในการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 34 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศบราซิล ระหว่าง 25 ก.ค. - 3 ส.ค.53 นี้ โดยมี สุวิทย์ คุณกิตติ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นตัวแทนรัฐบาลในการยื่นหนังสือคัดค้าน
รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมแห่งชาติว่าด้วย อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ซึ่งมี ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแต่ก็ยังไม่ปรากฎผลงานมากนัก รวมถึงการชี้แจงกรณีการลงนามMOU 43 ในครั้งนั้นโดย ศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ผ่านเครือข่ายเฟซบุ๊คเท่านั้น ดังนั้น กรณีดังกล่าวจึงเป็นงานหนักที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องตอบคำถามสังคมเนื่อง จากพรรคมีความเกี่ยวพันกับกรณีดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น
“แม้ว่า MOU 43 จะถูกมองว่าเป็นปัญหาเริ่มต้นของเรื่องดังกล่าว แต่การจะไปยกเลิกคงทำไม่ได้ เพราะ MOU43 นั้นมีการสำรวจเส้นทางไปทั่วประเทศแล้ว แต่ควรจะแก้ไขเป็นบางจุดที่มีปัญหาแทนเท่านั้น” ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ
ขณะที่ มุมมองของ อนุศักดิ์ คงมาลัย ส.ว.สรรหา 1ใน 8 ส.ว.ที่งดลงมติในการลงมติอนุมัติกรอบการเจรจาไทย-กัมพูชาการลง เมื่อวันที่ 28 ต.ค.51 กล่าวว่าโดยข้อเท็จจริงแม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีส่วนเกี่ยวข้องในหลายประการ แต่ในฐานะเป็นรัฐบาลก็ควรที่จะหยิบข้อมูลในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ หรือชี้ประเด็นปัญหาทั้งกรณี MOU 43 และแผนแม่บทและข้อกำหนดหน้าที่ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกปี 2546 (TOR 46) รวมถึงข้อจำกัดในการดำเนินการเพื่อทวงคืนเขาพระวิหาร หรือ แนวทางและความเป็นไปได้ในการดำเนินการดังกล่าวฯเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับ สังคมและมีความเข้าใจที่ตรงกันต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“พรรคประชาธิปัตย์จำ เป็นต้องเดินหน้าในเรื่องนี้ในฐานะผู้นำ แม้ว่าในข้อเท็จจริงบางส่วนจะมีความเกี่ยวพันอยู่ก็ควรชี้แจงและให้ข้อมูล และข้อจำกัดทั้งในอดีตและอนาคตเพื่อให้สังคมรับทราบและยอมรับในผลที่อาจจะ เกิดขึ้น มิฉะนั้นหากรัฐบาลยังคงนิ่งหรือไม่มีความชัดเจนก็จะถูกถามถึงกรณีการเซ็นข้อ ตกลงในปี 43 อยู่เสมอ”
อนุศักดิ์ ยังชี้ว่า ผู้นำรัฐบาลควรมีบทบาทนำในการเดินหน้าทวงคืนเขาพระวิหารในฐานะตัวแทนของ ประเทศ ด้วยการประสานการทำงานกับผู้เชี่ยวชาญ องค์กร หรือภาคประชาสังคมที่ทำงานในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง
"ขั้วแม้ว" ผลประโยชน์อื้อซ่า
หากมองไปยังขั้วของพรรคการเมืองใหญ่อย่าง พรรคเพื่อไทย ที่อาจจำต้องมีบทบาทในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเช่นกันในอนาคตหากชนะการ เลือกตั้งและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ถือว่าเป็นเรื่องยากเช่นกันที่พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าในเรื่องนี้อย่าง จริงจัง โดยเฉพาะในยุคของรัฐบาลพ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นที่ได้ลงนามในข้อตกลง TOR 46 ซึ่งถือว่าเป็นตราบาปที่ส.ส.ในขั้วดังกล่าวไม่อาจที่จะเดินหน้าได้เช่นเดียว กัน
“ การมีข้อตกลงหรือผลประโยชน์ที่พัวพันในการใช้ทรัพยากรหรือการพัฒนาพื้นที่ ต่างๆในยุครัฐบาลคุณทักษิณนั้นทำให้มีการตั้งข้อสังเกตได้ว่าการมีเรื่องของ ผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็เป็นจุดอ่อนของพรรคการเมืองขั้วนี้อยู่และอาจจะถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตี ได้ในอนาคต ”
โดยเฉพาะข้อเท็จจริงในยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวพันในหลายกรณีทั้งการอ อกMOU ในปี 2544 ด้วยข้อตกลงเรื่องพลังงานในอ่าวไทยกับกัมพูชา รวมถึงการปล่อยให้มีการทำผิดข้อตกลงตามข้อตกลงMOU 43 ของฝ่ายกัมพูชารวมถึงการออกTOR 46 และการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาในเวลาต่อ มา
ปม ปัญหาหลายประการที่ทับซ้อนกันนี้ จึงยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามกับภาคการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้หรือหากประเมินอย่างสุด ขั้ว กรณีการเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซน ผู้นำกัมพูชาหรือที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแก่รัฐบาลกัมพูชา ของพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ก็อาจจะมีความเกี่ยวพันกับประเด็นทรัพยากรธรรมชาติในน่านน้ำก็เป็นได้
พรรคใหญ่ล้วนมี แผล
ด้วยเหตุนี้ คำถามถึงการดำเนินการอย่างจริงจังที่ไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนัก เนื่องจากเจ้าภาพหลักในฝ่ายการเมืองล้วนแล้วแต่มีจุดอ่อนในเรื่องดังกล่าว ทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทยก็ตาม ที่ต่างก็หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นต้นเหตุสำคัญ ของปัญหามากกว่าที่จะหาทางออกอย่างแท้จริง
“ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนในพรรคประชา ธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยก็มีแผลในกรณีดังกล่าวเช่นกันการที่จะหยิบยกขึ้นมา ก็จะเจอการมุ่งโจมตีทางการเมือง ทางออกที่พอจะมองได้ก็คือรัฐบาลชุดใดก็ตามต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจและหา ทางเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวร่วมกันทั้ง 2 ประเทศจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ความคืบหน้าและความหวังที่ประชาชนจะได้ เห็นแนวทางหรือแผนการทวงคืนเขาพระวิหาร กลับมาเป็นของไทยนั้น จึงยังไม่อาจที่จะตั้งความหวังได้เท่าใดนัก เพราะสถานการณ์เฉพาะหน้าที่รับทราบก็คือก็การประวิงเวลาหรือยื้อเวลาในการ กระทำของไม่ให้ต้องสูญเสียดินแดนหรือผลประโยชน์ ของชาติในยุคที่ฝ่ายตนเป็นรัฐบาลอยู่เท่านั้น” แหล่งข่าวสายความมั่นคง ระบุ
***********
ปลดล็อกพิพาทไทย-เขมร
เสนอวัด 3 มิติคู่แผนที่ไทยโบราณ
เมื่อปมปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหารส่อเค้าไม่อาจยุติลงได้ง่ายๆเลย ความพยายามของแต่ละฝ่าย เพื่อคลี่คลายวิกฤตระหว่างประเทศในครั้งนี้จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดแวดวงนักกฏหมายระหว่างประเทศได้เสนอมาตราส่วนวัด แบบผสมผสมทั้งแมทริกซ์ของ “ ฝรั่งเศส อาหรับ และอิตาลี” สำหรับแบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชา ใช้คู่กับ แผนที่ไทยโบราณที่ไทยทำขึ้นเองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 เพื่อเอาแผ่นดินไทยคืน
แหล่งข่าวจากวงการกฏหมายระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า มาตราส่วน 1ต่อ200000ที่ประเทศไทยใช้คำนวนแบ่งเขตพื้นที่ไทยกับกัมพูชา เป็นระบบคำนวนพื้นที่แบบแมทริกซ์ของฝรั่งเศสนั้น ที่มีจุดอ่อนค่อนข้างมาก เพราะมักปัดเศษเป็นศูนย์หมด แต่ในความเป็นจริงของโลกมีลักษณะกลม ทำให้พื้นที่จึงไม่ได้ราบเรียบ แต่มีลักษณะเป็นรูปโค้ง ซึ่งถ้าหากต้องการคำนวนพื้นที่ให้ได้ตามความเป็นจริง จึงไม่ควรใช้อัตราส่วนวัดแบบแมทริกซ์ เพราะทำให้เกิดความผิดพลาดสูงในพื้นที่วัด อันจะทำให้พื้นที่ของไทยหายไปเป็นจำนวนมาก
อีกทั้ง ความละเอียดในการคำนวนสู้กับระบบอื่นๆ ไม่ได้ เห็นได้ชัดจาก แบบอิตาลี หรือ แบบอาราบิก ไม่ได้ ทั้งนี้ มาตราส่วนแบบอิตาลี กำหนดระยะทาง 1 ไมล์ เท่ากับ 1,238 เมตร ส่วนแบบอาราบิก ระยะทาง 1ไมล์ เท่ากับ 1,830เมตร และแบบแมทริกซ์ 1 ไมล์ เท่ากับ 1000 เมตร โดยเฉพาะแบบอาราบิก มีจุดเด่นคือ สามารถคำนวนส่วนโค้ง เว้าของพื้นที่ได้ดี ทั้งนี้ หากมีการนำมาตราส่วนแต่ละแบบมาผสมผสานใช้ร่วมกันก็จะทำให้ได้เขตแดนที่เป็น จริง
“ยิ่ง มีระยะห่างมากของมาตราส่วนแต่ละแบบน้อย เมื่อนำไปวัดกับระยะทางจำนวนมากหลายหมื่นกิโลเมตร ความผิดพลาดจะเหลือเพียงเล็กน้อย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้วิธีผสมผสานจึงทำให้ความถูกต้องและแม่นยำ”
อเมริกา-นาซ่า ใช้สูตรผสม
พื้นที่แม่นยำ-กันข้อขัดแย้ง
ดังนั้น หากต้องการแก้ไขข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอย่างถาวร ประเทศไทย โดยรัฐบาลควรนำมาตราส่วนวัดพื้นที่ทั้ง 3 แบบดังกล่าวมาใช้แบบผสมผสานควบคู่ไปแผนที่ไทยโบราณที่ได้มีการจัดทำขึ้นมา ตั้งแต่รัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 ซึ่งฝรั่งเศสได้ให้การยอมรับในสมัยนั้นมาใช้ ก็จะทำให้การแบ่งเขตแดนเป็นไปอย่างไร้ข้อถกเถียง
ดังเช่น คริสโตเฟอร์โคลัมบัส นักสำรวจผู้ค้นพบดินแดนอเมริกาใช้ในการสำรวจเส้นทางเดินเรือของตัวเองจากซีก โลกหนึ่งของคาบสมุทรแอตแลนติกมายังโลกใหม่ ทั้งนี้ หากโคลัมบัสใช้มาตราส่วนแมทริกซ์เพียงแบบเดียว เสบียงอาหาร น้ำที่เตรียมสำหรับเดินทางสำรวจคงไม่เพียงพอ ลูกเรือคงไม่มีชีวิตรอดไปค้นพบทวีปอื่นๆเพราะเกิดความคลาดเคลื่อนในระยะทาง เวลา
รวม ไปถึงองค์การนาซ่าก็ยังใช้วิธีคำนวนการแบบผสมผสาน ในการยิงยานอวกาศจากพื้นโลกไปยังดาวอื่นๆอย่างแม่นยำ หรือหากเกิดความผิดพลาดก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“อเมริกากับแคนาดา เม็กซิโก มีเขตแดนประเทศติดต่อกัน แต่แทบจะไม่เคยเกิดความขัดแย้งหรือถกเถียงกัน เรื่องเขตแดนเลยในประวัติศาสตร์ เหตุเพราะช่วงก่อตั้งชาติอเมริกา Amerigo Vesppuci เป็นนายทหารและช่างเดินสำรวจและใช้การจำลองพื้นที่ลงบนโต๊ะ โดยชื่อของเขาภายหลังถูกนำมาตั้งเป็นชื่อประเทศ America”
ทั้งนี้ ในการเดินสำรวจ พื้นที่สูง เมื่อใช้เครื่องมือกล้องส่องลงมาเจอหุบเหวลึก จะเห็นความมืดของพื้นที่บริเวณนั้น ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่ามีขนาดพื้นที่เท่าไหร่ ก็ต้องใช้องศาของเส้นรุ้ง เส้นแวงมาคำนวนด้วย ดังนั้นวิธีการผสมผสานทั้งอิตาลี อาราบิก และแมทริกซ์ ทำให้อเมริกาคำนวนพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง
แนะข้อต่อสู้เผือกร้อน MOU
กรณีพิพาทไทยกับกัมพูชา ที่ถกเถียงกันเรื่อง พื้นที่ดินแดน แหล่งข่าวจากวงการกฏหมายระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่า เพราะเหตุว่า กัมพูชาต้องการให้ไทยยอมรับระบบแมทริกซ์ ซึ่งมีข้อผิดพลาดสูงไทยยอมรับไม่ได้อีกทั้งในสมัยนั้นฝ่ายบริหารของประเทศ คือ รัฐบาลได้ไปดำเนินการทำ MOU โดยไม่ได้ขออนุญาติรัฐสภา จึงไม่มีผลผูกพันระหว่างรัฐต่อรัฐ
“ฝ่ายบริหารประเทศคนใดไปทำไว้เมื่อไหร่ก็ มีผลผูกพันกับคนนั้น เพราะเป็นเพียงข้อตกลงระหว่างประเทศ ไม่ใช่สนธิสัญญา ดังนั้นจึงมีผลผูกพันและเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารประเทศชุดดำเนินการ เท่านั้นไม่ผูกพันรัฐ เมื่อฝ่ายบริหารชุดนั้นหมดวาระไปแล้ว ก็ไม่ควรไปยอมรับแต่สามารถยกเป็นข้อต่อสู้ได้ ในทางตรงกันข้ามหากจะมีผลผูกพันรัฐได้ ต้องดำเนินการครบทั้ง 4 ส่วน ตั้งแต่ ฝ่าย บริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลากร รวมถึงการลงพระปรมาภิไธยจากประมุขของประเทศอีกด้วย ”แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวในตอนท้าย









