ไม้บรรทัดยี่ห้อ "ปุระชัย" จาก "อัลไพน์" ถึง "สสส."คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย นงนุช สิงหเดชะ มติชนรายวัน วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9657
วันที่ 18 สิงหาคมนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาดขึ้นมาอีก ก็คงจะมีการประชุมคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ หรือ สสส.เป็นครั้งแรกนับจากว่างเว้นมา 4 เดือน ภายหลังจากเกิดความขัดแย้งในแนวทางการบริหารงานระหว่างคณะกรรมการ สสส.กับ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ประธาน สสส.
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส. ซึ่งเป็นบุคคลอาวุโส เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของสังคมที่ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าเป็น "คนดี" คนหนึ่งของสังคม ต้องถ่อสังขารไปพบ ร.ต.อ.ปุระชัย ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 9 สิงหาคม เพื่อทำความเข้าใจ เพื่อให้งาน สสส.เดินหน้าต่อไปได้
เป็นการถ่อสังขารไปภายหลังจากที่ สสส. ร้าวหนักภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติปลด น.พ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ออกจากรองประธาน สสส. เมื่อ 27 กรกฎาคม ตามข้อเสนอของ ร.ต.อ.ปุระชัย ในข้อหา "บกพร่อง" กรณีจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วรถยนต์ในราคาแพง และกรณีกล่าวหาว่าโอนเงินของ สสส.ไปเข้ามูลนิธิรามาธิบดี แทนคณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี เป็นวงเงิน 265 ล้านบาท
หลังการพบปะพูดคุยเสร็จ แทนที่ ร.ต.อ.ปุระชัย จะร่วมแถลงข่าวกับนายไพบูลย์ เพื่อขจัดบรรยากาศอึมครึม ก็ส่งเพียงนายนพดล อินนา เลขานุการ มาแถลงแทน ทั้งที่โดยวัยวุฒิ คุณวุฒิ เกียรติคุณนั้น นายไพบูลย์ไม่ได้ด้อยไปกว่า ร.ต.อ.ปุระชัย และนายไพบูลย์นั้นได้แสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะเต็มที่แล้ว ที่อุตส่าห์ไปพบ ร.ต.อ.ปุระชัย ก็เพราะเห็นแก่งานส่วนรวมเป็นตัวตั้ง
ก่อนหน้าที่จะนำมาสู่การปลดหมอประกิตนั้น ทางฝ่ายคณะกรรมการ สสส. โดยนายไพบูลย์ ได้พยายามจะขอนัดพบ ร.ต.อ.ปุระชัย เพื่อพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานและเจตนารมณ์ของ สสส. เพื่ออธิบายว่าสิ่งที่ ร.ต.อ.ปุระชัยเป็นห่วงเรื่องการโอนเงินไปไว้มูลนิธินั้นไม่ใช่มุ่งหวังทุจริตแต่เพื่อความคล่องตัวในการทำงาน ทางคณะกรรมการได้พยายามอธิบายว่าตามระเบียบแล้ว สสส.สามารถทำได้ แต่ก็ปรากฏว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้พบ ร.ต.อ.ปุระชัย
ดูเหมือนว่าอยู่ที่ไหน ร.ต.อ.ปุระชัยก็ทะเลาะกับคนดี เมื่อมาอยู่กระทรวงยุติธรรม "สไตล์" การทำงานของ ร.ต.อ.ปุระชัย ก็ทำให้หมอพรทิพย์ โรจนสุนันทน์ รอง ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนดีคนหนึ่งของสังคมเสียน้ำตามาแล้ว
การพยายามทำหน้าที่ของ ร.ต.อ.ปุระชัย ในฐานะประธาน สสส. เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาตินั้น เป็นเรื่องน่ายกย่อง แต่หากจะเป็น "ไม้บรรทัด" แล้ว ร.ต.อ.ปุระชัย ก็ควรเป็นไม้บรรทัดที่มีความตรงอย่างสม่ำเสมอในทุกกรณี หากทำได้เช่นนี้มาโดยตลอด สังคมก็คงไม่สงสัยในยี่ห้อ"คนดี" ของ ร.ต.อ.ปุระชัย
แต่ชวนให้อดสงสัย "มาตรฐานความตรง" ของไม้บรรทัดยี่ห้อนี้ไม่ได้ เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์ ของนายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย ซึ่งต่อมาขายให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในครั้งนั้นเรื่องดำเนินอยู่นาน ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ในที่สุดคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ มีมติเป็นเอกฉันท์ 55 ต่อ 3 เสียง เมื่อต้นปี 2545 ว่าที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์เป็นที่ดินธรณีสงฆ์จะต้องคืนให้กับวัด
แต่เมื่อผลการวินิจฉัยออกมา ร.ต.อ.ปุระชัย ในฐานะเจ้ากระทรวงมหาดไทย ก็ไม่ได้ทำตามคำวินิจฉัยนั้น มิไยที่เลขาธิการกฤษฎีกาจะทำหนังสือท้วงติงมาอีกรอบว่าต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัย แต่ท้ายที่สุดกระทรวงมหาดไทย ยกเอา พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางการปกครองมาหักล้างคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา อ้างว่าไม่จำเป็นต้องทำตามกฤษฎีกา
สรุปแล้วที่ดินยายเนื่อมที่บริจาคให้วัด ก็ยังคงตกเป็นของสนามกอล์ฟอัลไพน์ ร.ต.อ.ปุระชัยอ้างว่าเรื่องนี้เป็นข้อขัดแย้งเรื่องมุมมองทางกฎหมายและการตีความ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าแตกต่างจากกรณีของ สสส.ตรงไหน ที่ทาง ร.ต.อ.ปุระชัย และ สสส.ต่างก็อ้างข้อกฎหมายมาโต้แย้งกัน โดย สสส.ตีความว่าการโอนเงินเข้ามูลนิธิรามาธิบดีฯ สามารถทำได้ แต่ ร.ต.อ.ปุระชัยบอกว่าทำไม่ได้
ผลการสอบข้อเท็จจริง ออกมาเพียงว่า น.พ.ประกิต "บกพร่อง แต่ไม่ได้ทุจริต" แต่ก็ปรากฏว่า น.พ.ประกิตถูกเล่นแรง ถึงขนาดถูกปลดออก
นอกจากนี้ในกรณีค่าโง่ทางด่วน 6,200 ล้านบาท ที่ ร.ต.อ.ปุระชัยได้รับมอบหมายให้เป็นหัวเรือใหญ่ในการสอบข้อเท็จจริง ก็ปรากฏว่าจบลงด้วยการที่ ร.ต.อ.ปุระชัยยอม "จับมือรอมชอม" กับนายสุขวิช รังสิตพล ในคดีที่นายสุขวิชฟ้องว่า ร.ต.อ.ปุระชัยหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 200 ล้านบาท
นายสุขวิชยื่นฟ้องโดยระบุว่า ร.ต.อ.ปุระชัยหมิ่นประมาทกรณีให้สัมภาษณ์ว่าพรรคไทยรักไทยไม่ควรรับนายสุขวิชเข้าพรรคไทยรักไทยเพราะเกี่ยวข้องกับค่าโง่ทางด่วน(ตามผลการสอบสวนของคณะกรรมการของมหาดไทย ระบุว่านายสุขวิชในฐานะอดีตผู้ว่าการ กทพ.มีความผิด)
ในที่สุดในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งเป็นวันขึ้นศาล ร.ต.อ.ปุระชัย ยินยอมตามคำเรียกร้องของนายสุขวิช ด้วยการเขียนคำแถลงว่า "ข้าพเจ้า ร.ต.อ.ปุระชัยไม่เคยกล่าวหาว่านายสุขวิชเกี่ยวพันกับคดีค่าโง่ทางด่วนแต่อย่างใด" เพื่อแลกกับการที่นายสุขวิชยอมถอนฟ้อง
การรอมชอมนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่พรรคความหวังใหม่มีมติยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย ตามความต้องการของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยนายสุขวิชนั้นสังกัดพรรคความหวังใหม่และสนิทกับ พล.อ.ชวลิต ยงใยยุทธ หัวหน้าพรรคในขณะนั้น ซึ่งในช่วงแรก ร.ต.อ.ปุระชัยได้ออกมาคัดค้านที่จะให้นายสุขวิชเข้าไทยรักไทย เนื่องจากนายสุขวิชเกี่ยวพันกับคดีค่าโง่ทางด่วน
ในสิ้นปี 2545 นักข่าวทำเนียบรัฐบาล ได้ตั้งฉายาให้ ร.ต.อ.ปุระชัยว่า "ไม้บรรทัดงอ" อันเนื่องมาจากผลงานกรณีอัลไพน์และค่าโง่ทางด่วน!!
http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q ... ug18p2.htm