เมื่อตะกี้ มีคนชวนให้ไปอ่านเว็บเกี่ยวกับวรรณกรรม
บอกว่า มีคนมาโพสต์ชวนทะเลาะ กับคนวรรณกรรม แบบนักเลงปากซอย
พอเปิดเข้าไปอ่าน
นึกว่าใครที่หนวย
สมศักดิ์ ไม่เจียมฯ เจ้าเก่าเล่ายี่ห้อ นี่เอง
รู้สึกว่า เหมือนคนเมนส์ไม่มาตามปกติ จะคับข้อง ขัดแย้ง แล้วก็ตอบโต้แบบดูหมิ่นดูแคลนคนอื่น ไปซะทุกครั้ง
(มึงกระจอก รู้ไม่จริง กูนี่สิ รู้จริง เก่งจริง แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย)
ลองอ่านกันดูนะครับ
อ่านแล้ว รู้สึกยังไง ก็คิดเอาเองแล้วกัน
ส่วนผม คิดแค่ว่า คนอย่างนี้ ไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือได้อย่างไร
ลูกศิษย์ลูกหา ที่คิดไม่เหมือนกับแก แกจะมิให้ F สอบตก (แถมด่าประจานว่าโง่) หมดเหรอ
-----------------------------------------
อันแรกนี้ เป็นปาฐกถา ของ มนตรี ศรียงค์ กวีซีไรท์คนล่าสุด
อัีนเป็นที่มาของการ "ฉุนขาด" ว่านักเขียนโง่เง่า รู้ไม่จริง อย่ามาอวดฉลาด (กว่ากู)
การสร้างสรรค์วรรณกรรมในภาวะวิกฤติสังคมไทย: บทวิเคราะห์กรณีศึกษาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ, บ้านทรายทองและปีศาจโลก ผ่านภาวะวิกฤติมานับครั้งไม่ถ้วน เกิดความแห้งแล้งอดอยาก เกิดสงครามล้างเผ่าพันธุ์ เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายมาโดยเสมอ ภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นล้วนแล้วเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาแต่การกระทำของมนุษย์ ทั้งสิ้น มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงในแต่ละครั้ง วิกฤติโลกครั้งใหญ่ๆก็คงหนีไม่พ้นการล่าอาณานิคม การทำสงครามลัทธิ การทำสงครามตัวแทน การปั่นหุ้น การป่วนค่าดอลลาร์และบาท ภาวะโลกร้อน และราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจนแทบจะเอาน้ำคลองมาเติมรถยนต์แทน
กระชับเข้ามาโฟกัสเพียงละติจูดประเทศไทย ปรับเลนส์ซูมอีกนิดให้กล้องจับตั้งแต่เหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งใหญ่โตมโหฬารนั้น สังคมไทยผ่านพบความแปลกใหม่หลากหลายมากมาย ผู้ปกครองเปลี่ยนจากศักดินามาเป็นไพร่ที่มียศตำแหน่ง เกิดความวุ่นวายทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง ครั้งที่น่าปีติยินดีที่สุดคือ 14 ตุลาคม 2516 และครั้งที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ 6 ตุลาคม 2519 ประเทศไทยมีการสู้รบในเขตป่าเขาในทุกพื้นที่ กรณีถีบลงเขา-เผาถังแดง ในเขตพัทลุงและรอยต่อของเทือกบรรทัด ที่ต่อมาพบร่องรอยการสูญเสียไม่ต่ำกว่า 3000 ศพ นี่ยังไม่นับรวมถึงรายที่สูญหายไร้ร่องรอยอีกไม่รู้เท่าไหร่ ย่างเข้าสู่พฤษภาคม 2535 เราก็เกิดเหตุการณ์ฆ่าหมู่กลางถนนอีกครั้ง ประวัติศาสตร์ส่วนนี้ทำให้สังคมไทยเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อย่างน้อยที่สุด-ก็อยู่ร่วมกันโดยลดความขัดแย้งชิงชังในความคิดในทัศนะที่ แตกต่างต่อกัน แทบไม่น่าเชื่อว่าคนคนเดียวที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะสามารถสร้างรอยปริแยกให้แก่สังคมขึ้นมาอีกได้อย่างกว้างขวาง ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเลวหรือดี แต่เป็นความหมายของปัจเจกคนหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อสังคมทั้งประเทศได้ใหญ่ หลวง และปัจจุบันเราพบว่าทุกคนต่างตกอยู่ในวังวนความขัดแย้ง ที่ลุกลามขยายวงกว้างออกไปไม่สิ้นสุด เราต้องเลือกฝ่ายแม้จะไม่เลือก เพราะเราจะโดนผลักให้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแม้ไม่เต็มใจ
ตั้งแต่มนุษย์เริ่มเรียนรู้ที่จะถ่ายทอดกันด้วยภาษาภาพในถ้ำ มนุษย์ก็เริ่มที่จะสื่อความในใจให้กันและกันได้รับสาร จนวิวัฒนาการมาเป็นวรรณกรรมอันละเมียดละไม ซับซ้อน และดิ่งลึก การตรวจตราวรรณกรรมอย่างหยาบๆพบว่า วรรณกรรมถูกสร้างขึ้นมาด้วยความกดดันรู้สึกอึดอัดกับอะไรบางอย่างที่เกี่ยว อยู่กับการเมือง การเมืองอันส่งผลกระทบต่อคนทุกคนอย่างแยกไม่ออกในชีวิตประจำวัน ดั่งคำกล่าวที่ว่าแม้เราไม่ยุ่งการเมือง แต่การเมืองมันก็จะเข้ามายุ่งกับเราถึงในมุ้ง และวรรณกรรมระดับโลกทั้งมวล ล้วนแล้วเป็นเรื่องราวของความกดดันอึดอัดทางการเมืองทั้งสิ้น เราจึงได้รู้จักชื่อ แมกซิม กอร์กี้, ดอสโตเยฟสกี้,ตอลส์ตอย,เชคอฟ,ปุชกิ้น จากรัสเซีย ได้ยินชื่อ หลู่ซิ่น จากจีน , ปราโมทยา อนันตาตู จากอินโดนีเซีย, จอห์น สไตน์เบค,เฮมมิงเวย์ ,แจ๊ค ลอนดอน จากอเมริกา, การ์เบรียล การ์เซ มาเกส จากโคลัมเบีย และอีกมากมายทั่วโลกตลอดจนจิตร ภูมิศักดิ์,เสกสรร ประเสริฐกุล,นายผี,กุหลาบ สายประดิษฐ์, และพนม นันทพฤกษ์ ที่เราจำเป็นต้องเอ่ยนามในสถานที่แห่งนี้
วรรณกรรมคือผลิตผลจากสังคม สังคมเช่นไรก็ย่อมก่อกำเนิดวรรณกรรมที่แอบอิงแนบชิดกับสังคมนั้น ย้อนกลับไปศตวรรษที่ 18 เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ เทคโนโลยี่ใหม่ที่ค้นพบได้ก่อกำไรมหาศาลให้แก่พ่อค้า เงินได้กลายเป็นอำนาจแทนที่ศรัทธาเดิมที่เคยมีต่อศักดินา การเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารได้กระทบไปทุกภาคส่วนของสังคมทั่วโลก ชนชั้นนายทุนได้เข้ามามีบทบาทอำนาจชี้นำและการปกครองแทนที่ศักดินา ได้ทำการบุกเบิกสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่เป็นของตนอย่างมีลักษณะเฉพาะ รุกล้ำก้าวล่วงไปยังพื้นที่ของเจ้าที่ดิน การแต่งกายที่ออกแบบให้มีความสง่างามทัดเทียมกับชุดราชสำนัก อิริยาบถต่างๆที่ถูกบัญญัติพิธีรีตองให้เข้มขลังทัดเทียมกับราชพิธี ยื้อแย่งอำนาจชี้นำของกษัตริย์ที่อิงอยู่กับกองทัพ ให้เป็นอำนาจของชนชั้นใหม่นายทุนที่เงินกลายเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุด และที่ดินอันเป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานที่สำคัญสุด ได้ถูกยึดครองเปลี่ยนมือแทนที่ รวมกับสภาพของสถาบันกษัตริย์ในแต่ละประเทศกำลังง่อนแง่นอับจน
เป็นช่วง ศตวรรษที่ศักดินาเองเริ่มอ่อนแรง ผลจากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ และบริหารราชการงานเมืองไม่ทันโลก ทำให้ศักดินาต้องยากจนลง ปราสาทราชวังหลายแห่งถูกกว้านซื้อโดยนายทุนเพื่อทำเป็นบ้านพักตากอากาศ สถานที่รับรอง และฉากภาพยนตร์ เครื่องประดับสิ่งของมีค่าราคาสูงได้ถูกซื้อไปเสริมบารมีชนชั้นกลาง ชีวิตที่ศักดินาเคยเป็นอยู่ ได้ถูกผ่องถ่ายมายังชนชั้นกลางโดยการจำลองและพยายามลอกเลียนแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่ชนชั้นกลางยุคนั้นไม่สามารถสร้างขึ้นมาเพื่อให้เทียบเทียม ศักดินาได้ก็คือบารมี บารมีที่ศักดินาได้สั่งสมจนกลายเป็นศรัทธาต่อไพร่ฟ้ามาอย่างยาวนานหลายร้อย ปี
จะเป็นเจตนาของ ก.สุรางคนางค์ หรือไม่ไม่ทราบได้ แต่การปรากฏตัวของ พจมาน สว่างวงศ์ ในชุดกระโปรงสีหวานสวมหมวกปีกกว้าง ยืนอยู่เบื้องหน้าคฤหาสน์บ้านทรายทอง มันคือการมาปรากฏตัวของโรแมนติก ของชนชั้นใหม่เบื้องหน้าปราสาทราชวัง ของชนชั้นกลางยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม นายทุนได้ลอกเลียนและดัดแปลงจำลองศิลปะยุควิกตอเรียของศตวรรษที่17 จากเรื่องราวของจักรๆวงศ์ๆ ก็กลายมาเป็นเรื่องราวของคนชั้นกลาง ชนชั้นกลางได้พัฒนาวรรณกรรมของตนจนเป็นรูปแบบใหม่ที่เรียกกันว่าสกุล โรแมนติก โรแมนติกที่ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าสกุลคลาสสิคอย่างท้าทาย การเผชิญหน้าเป็นไปอย่างดุเดือด และเนื่องจากราชสำนักทั้งหลายกำลังอ่อนแอทั้งในแง่ของความมั่งคั่งและมั่นคง จึงเป็นการง่ายที่โรแมนติกจะยึดครองพื้นที่วรรณกรรมได้มากกว่าคลาสสิคที่ปิด ตัวเองให้อ่านกันเพียงเฉพาะราชสำนัก สกุลโรแมนติกขยายขอบเขตไปถึงประชาชนอย่างทั่วถึง
เมื่อชนชั้นกลางช่วงชิงการนำสังคมได้เบ็ดเสร็จ ราชสำนักก็ยิ่งอยู่ในภาวะถอยหลัง แต่สิ่งที่ชนชั้นกลางไม่มีและไม่สามารถมีได้นั้นคือความจงรักภักดีของ ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ราชสำนักมี ความจงรักภักดีฝังอยู่ในจิตใจของประชาชนทั่วทุกหัวระแหง ชนชั้นกลางจึงจับมือร่วมกับศักดินาเจ้าที่ดิน เพื่ออาศัยสิ่งที่ตนไม่มีให้มีขึ้น เพื่อให้ประชาชนยอมรับการมีอยู่ของชนชั้นนายทุนใหม่ที่เพิ่งก่อกำเนิดขึ้น มา ราชสำนักเองก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือนี้ ด้วยต่างพึ่งพาอาศัยกันอยู่ และนั่นส่งผลกระทบไปยังประชาชนผู้ต่ำชั้นกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้การกดขี่ที่นายทุนร่วมมือกับศักดินา ก่อเกิดความเคียดแค้นชิงชังขึ้น อันนำไปสู่การลุกฮือครั้งใหญ่ในรัสเซีย ในจีน และวรรณกรรมแนวสัจจนิยมที่กุสตาฟ โฟร์แบร์ ริเริ่ม ก็ได้ทำหน้าต้นแบบของสกุลเพื่อชีวิตเป็นอาวุธวัฒนธรรมขึ้นมา จนโลกเกิดการสั่นสะเทือนเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง
ร้อยแก้วแบบตะวันตกเริ่มแพร่หลายเข้ามายังเมืองไทยประมาณสมัยรัชกาลที่ ๕ ก่อนหน้านี้ร้อยแก้วของไทยยังอยู่ในรูปแบบนิทาน-ตำนาน ไม่ได้เป็นเรื่องเล่า พจมาน สว่างวงศ์ที่เดินเข้าบ้านทรายทองด้วยชุดกระโปรงสีหวานถักเปียสองข้าง คือการก้าวย่างของงานสกุลโรแมนติกเข้าไปเผชิญหน้าสกุลคลาสสิกอย่างท้าทาย ก.สุรางคนางค์ได้สร้างชายน้อยให้เป็นตัวละครง่อยเปลี้ยไม่สมประกอบ เพื่อแสดงถึงลักษณะของศักดินาที่อ่อนแรงลงและเป็นภาระอย่างเสียดสีเหน็บแนม ให้การมาถึงของพจมานสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายแก่บ้านทรายทองตลอดเวลา โดยมี สาย สีมา ตัวเอกในหนังสือเรื่อง ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ยืนมองข้างนอกด้วยดวงตาจับจ้องจริงจัง การเปิดเรื่องปีศาจด้วยประโยค “ปีศาจตนหนึ่ง ปีศาจแห่งลัทธิคอมมิวนิสม์ กำลังสยายปีกเหนือฟากฟ้ายุโรป” นั่นคือการยกประโยคสุดแสนจะคลาสสิกของ The Communism’s Manifesto: แถลงการณ์ของพรรคคอมมิวนิสม์มาขึ้นนำ บทความมากมายของ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ก่อเกิดกระแสพลังของหนุ่มสาว ภาวะการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ การปกครองกดขี่ขูดรีดของนายทุนขุนศึก และภาวะอึดอัดหายใจไม่ออกในระบอบเผด็จการทหาร งานสกุลเพื่อชีวิตที่ได้รับอิทธิพลความคิดจากตอลสตรอยใน “ศิลปะเพื่อชีวิต” และจิตร ภูมิศักดิ์ได้ย้ำอีกครั้งในหนังสือเรื่อง “ศิลปะเพื่อชีวิตศิลปะเพื่อประชาชน” จึงกลายเป็นงานสกุลใหญ่อีกสกุลหนึ่งที่ขึ้นมามีบทบาททางการเมือง ในฉากที่คุณพ่อของคุณรัชนี หญิงสาวสูงศักดิ์คนรักของสาย สีมาในเรื่องปีศาจ ได้เชิญสาย สีมาร่วมรับประทานอาหารเย็นท่ามกลางหมู่ญาติเพื่อนฝูง เพื่อกล่าวประณามความยากจนของสาย สีมาที่ไม่ยอมเจียมเนื้อเจียมตัว การประณามนั้นลุล่วงไปอย่างอึดอัด แล้วสาย สีมาก็ได้ลุกขึ้นพูดอะไรบางอย่างที่ยาวเหยียด ก่อนเดินออกจากห้องรับประทานอาหารนั้นอย่างสง่างาม ฉากนี้คือการตอกย้ำความจริงหนึ่ง นั่นคือการลุกขึ้นยืนอย่างอหังการ์ของชนชั้นล่างท่ามกลางวิกฤติสังคมกดขี่ ข่มเหง และของวรรณกรรมเพื่อชีวิตวรรณกรรมฝ่ายก้าวหน้าว่ามีอยู่จริง และมีอยู่อย่างยิ่งใหญ่ไม่ด้อยน้อยหน้ากว่าสกุลคลาสสิกและโรแมนติกเลย
จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ล้อมฆ่านักศึกษาประชาชนในธรรมศาสตร์เมื่อ ๖ ตุลา ๑๙ หนังสือฝ่ายซ้ายฝ่ายก้าวหน้า ศิลปะเพื่อชีวิตทุกแขนงได้ถูกกำจัดออกไปจากสังคมไทย หนังสือหลายร้อยเล่มยังคงต้องห้ามอยู่ในปัจจุบัน การอ่านการเขียนของสังคมไทยจึงขาดช่วงตอนทางประวัติศาสตร์อย่างน่าเสียดาย ยิ่ง ในช่วงที่งานสกุลเพื่อชีวิตล้มหายตายจาก งานสกุลโรแมนติกก็ได้โอกาสกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ช่วงนี้เองที่วัฒนธรรมญี่ปุ่นรุกคืบเข้ามา เด็กสาวหลายคนยุคนั้นอยากเป็นสาวนิปปอน การ์ตูนซึ่งเป็นวัฒนธรรมหลักของชาวญี่ปุ่นถูกลำเลียงเข้ามาสังคมไทยอย่าง หลามหลาก ส่วนใหญ่เป็นตัวการ์ตูนน่ารักๆตาโตๆ และเนื้อเรื่องที่วนเวียนอยู่เพียงเรื่องของความรักแบบป๊อบปี้เลิฟ นิตยสารวัยรุ่นอย่างเธอกับฉัน-วัยหวาน ก็เน้นไปที่ความบันเทิงไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์, เพลง, แฟชั่น และแน่นอนที่มันย่อมอิงกระแสญี่ปุ่นเป็นหลัก ฮาราจูกุเป็นสถานที่ในฝันของเด็กหนุ่มสาว และสยามสแควร์ก็ได้กลายเป็นฮาราจูกุย่อยๆขึ้นมา วัฒนธรรมใหม่ที่เรียกในปัจจุบันว่าแอ๊บแบ๊ว, คาวาอี้ ได้ถือกำเนิดในสังคมไทยมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๒๐ กว่าปีแล้ว
โลกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อกำแพงเบอร์ลินได้ถูกทุบทิ้งทำลาย จักรวรรดินิยมโซเวียตแตกย่อยเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย และจีนได้เข้าสู่แผนพัฒนาประเทศด้วยทุนนิยม ความโกลาหลอลหม่านครั้งมโหฬารนี้ ส่งผลกระเทือนไปยังศิลปะทุกแขนง สกุลงานศิลปะใหม่ที่เกิดขึ้นเรียกกันว่าอัลเทอร์เนถีฟ ได้เปิดตัวขึ้นมาอย่างงุนงงกับความเปลี่ยนแปลงของโลก จนมาเป็นโพสต์โมเดิร์นผู้ขี้หงุดหงิด กระแสนิยมเกาหลีได้เริ่มพรั่งพรูเข้ามาสังคมไทยแทนที่ญี่ปุ่น ด้วยยุทธศาสตร์ยุทธวิธีซ้ำรอยที่ญี่ปุ่นและฮอลลีวู้ดเคยประสบผลสำเร็จมาแล้ว โลกไร้พรมแดนด้วยโลกาภิวัตน์ อินเทอร์เนตเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตของคนรุ่นใหม่ และที่นี่ก่อเกิดนักเขียนหน้าใหม่วัยรุ่นมากมายหลายคน เวบบอร์ดอันเปิดกว้างที่ใครก็สามารถเข้าไปแต่งเรื่องให้อ่านกันได้ง่าย มากมายที่กลายมาเป็นหนังสือเล่ม เนื้อเรื่อง, ประเด็นเรื่อง, ภาษา, ทัศนะ, รสนิยม, ความสนใจของนักเขียนเหล่านี้สะท้อนได้ชัดเจนยิ่งถึงสังคมไทยปัจจุบัน เป็นบทสรุปที่ดีในประเด็นศิลปะกับสังคมแยกกันไม่ออก และเห็นพัฒนาการของวรรณกรรมไทยชัดเจนว่าเป็นอย่างไร
ฉากจบของบ้านทรายทอง ชายกลางได้แต่งงานกับ พจมาน สว่างวงศ์ อย่างมีความสุขชื่นมื่น ขณะที่ สาย สีมา เดินกลับไปยังบ้านหลังทรุดโทรม พบ รัชนี ยืนรออยู่ ประเทศไทยภายใต้การปกครองของรัฐบาลสมัครนี้ เราไม่สามารถทราบได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับลูกหลานของชายกลางกับพจมาน แต่เราได้เห็น สาย สีมา หลายๆคนกำลังยืนเผชิญหน้าจ้องตากันอย่างเคียดแค้น สาย สีมา คนหนึ่งได้เขียนบทกวีตัดพ้อต่อว่าไปยังสาย สีมา 2 คน และสาย สีมา อีกหนึ่งคนก็เขียนบทกวีประณามสาย สีมา คนแรกอย่างรวดร้าวกราดเกรี้ยว บทเพลงอันนับเป็นวรรณกรรมชนิดหนึ่ง ถูกผลักให้เลือกข้างตามผู้สร้าง ขณะที่เวที นปก.ไม่อาจร้องเพลงของคาราวานได้ เวทีพธม.ก็ไม่สามารถร้องเพลงของวิสา คัญทัพ ได้เช่นกัน แต่ไม่ทราบว่าด้วยเพราะเหตุไร ทั้งสองเวทีกลับไม่เล่นเพลงของแอ๊ด คาราบาว เลย
นับแต่ พ.ต.ท.ทักษิณก้าวเข้ามาเล่นการเมือง เป็นช่วงที่กวีและนักเขียนหันมาสนใจประเด็นการเมืองกันอย่างกว้างขวางอีก ครั้ง อินถา ร้องวัวแดง ได้ขยับปากกาอยู่ในมติชนสุดสัปดาห์ติดต่อกันหลายสัปดาห์ เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำเนิดขึ้น คมทวน คันธนู ได้ออกไปยืนบนเวทีอ่านฉันท์อย่างดุเดือด วิกฤติสังคมช่วงนั้นจบลงด้วยการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พรรคไทยรักไทยถูกตีแตกหนี ญญ่าย พ่ายจ๊ะแจ๋ ก่อนรวบรวมกำลังพลขึ้นใหม่ในนามพรรคพลังประชาชน เวทีพันธมิตรฯได้กำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้นักสร้างวรรณกรรมได้แยกตัวเป็น2 ฝั่งฝ่ายชัดเจนกว้างขวางขึ้น ในขณะที่วิสา คัญทัพขึ้นเวทีของ นปก. และวัฒน์ วรรลยางกูร ได้เขียนสอดแทรกลงคอลัมน์ประจำในข่าวสด และไม้หนึ่ง ก กุนที เขียนบทกวีลงในมติชนสุดสัปดาห์ อังคาร กัลยาณพงศ์และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ก็ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ก่อเกิดการสร้างวรรณกรรมการเมืองยุคใหม่ขึ้นมาทั้ง2ฟากฝั่ง สังคมวิกฤติแล้ววิกฤติเล่า การสร้างวรรณกรรมในภาวะวิกฤติกำเนิดขึ้นมาอย่างร้อนแรง เพื่อยืนยันว่าวรรณกรรมคือสื่อที่ส่งสารไปยังผู้รับชนิดหนึ่ง เพื่อระบายความรู้สึกกดดันอึดอัดกับอะไรบางอย่างอันเกี่ยวเนื่องอยู่กับการ เมือง สังคมแตกหักครั้งแล้วครั้งเล่า วรรณกรรมกลายเป็นตัวเร่งหนึ่งไม่ว่าเราจะใช้คำเรียกมันว่าอาวุธทางปัญญา, อาวุธทางวัฒนธรรม หรือการโจมตีด้วยปากกา วรรณกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้ทัศนะความคิดใดหนึ่ง ที่เมื่อความขัดแย้งลุกลามบานปลาย มันก็พร้อมที่จะเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพ ที่ทั้งสร้างและทำลาย กว่าจะคลี่คลายไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เราต้องผ่านการเผชิญหน้าปะทะกันอย่างรุนแรงเสมอมา เราต้องสูญเสียกันก่อน เราจึงจะสำนึกได้ในความสงบสุข การเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายเอาทักษิณกับไม่เอาทักษิณ ตามความเข้าใจนั้น ทรท.หรือพปช. มี 2 กลุ่มอยู่ในพรรค หนึ่งนั้นคือนายทุน และหนึ่งนั้นคือฝ่ายซ้ายเก่า ไม่กี่ปีที่ผ่านมา สุรชัย แซ่ด่าน แกนนำ นปก. คนหนึ่งได้ประกาศจัดตั้งและเปิดตัวพรรคคอมมิวนิสม์แห่งประเทศไทยใหม่(เฟส2) ต่อมามีข่าวความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักของสหายเก่าในเขตภาคเหนือและอีสานใต้ ตอกย้ำด้วยการเดินสายพบปะสหายเก่าในพื้นที่ดังกล่าวของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ภายหลังที่ได้รับแต่งตั้งเข้ามาเป็นนายกฯเฉพาะกิจเฉพาะกาล ฝั่ง พธม. เองนั้น ก่อน 19 กันยายน 2549 เล็กน้อย สนธิ ลิ้มทองกุล ได้พูดถึงที่มาของผ้าพันคอสีฟ้า และการถวายคืนพระราชอำนาจ ด้วยการร้องขอนายกฯพระราชทาน ล่วงเข้าวิกฤติสังคมครั้งใหม่ พธม. เองรุกด้วยการนำเสนอความจงรักภักดีต่อสถาบัน ขุดคุ้ยนำเสนอเปิดโปงกระบวนการล้มล้างสถาบันอย่างต่อเนื่อง และปลุกกระแสปราสาทพระวิหารขึ้นมาเป็นคนแรก บรรยากาศอึดอัดเช่นนี้ เสมือนหนึ่งเราย้อนกลับไปสู่ยุค 14 ตุลาคม 2516 เพียงแต่ภาวะการเมืองที่แสนสับสนสลับขั้วสลับหางผิดที่ผิดทางนี้ ฝ่ายซ้ายได้จับมือกับนายทุน และหลงลืมประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 ฝ่ายซ้ายอีกกลุ่มหนึ่ง ก็จับมือร่วมกับตัวแทนศักดินา
ช่วงปีที่ทักษิณก้าวเข้ามาเล่นการเมือง เป็นช่วงที่โลกเริ่มไร้พรมแดน กระแสโลกาภิวัฒน์พัดพาทุนนิยมโหมไปทั่วทุกภูมิภาคโลก เป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกอีกครั้งหนึ่ง สังคมไทยที่เป็นประเทศสังคมเปิด รับกระแสทุนนิยมข้ามชาติไว้เต็มอ้อมแขน ทุกสิ่งทุกอย่างมีราคาซื้อขายได้ นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนทำให้เกิดการรวบหัวรวบหางผูกขาด รัฐวิสาหกิจบางส่วนได้ถูกแปรรูปไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่บางแห่งมีการต่อต้านตอบโต้จากสหภาพแรงงาน โลกดูเหมือนจะไม่มีศรัทธาอื่นใดนอกจากเงินที่ทุนนิยมโปรยหว่าน แต่ความเป็นจริงที่ก่อตัวเงียบๆจนเติบใหญ่ นั่นคือมีบางที่บางแห่งในโลกได้ปฏิเสธทุนนิยมอย่างสิ้นเชิง เวเนซูเอล่าและหลายประเทศในละตินอเมริกา ได้ปฏิเสธกระแสโลกาภิวัตน์ที่คุกคามดินแดนอย่างไม่ใยดี รัฐบาลของซาเวชได้ยึดกิจการโรงกลั่นน้ำมันจากบรรษัทข้ามชาติกลับคืนมาเป็น ของรัฐ ยึดกิจการรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปไปแล้วกลับมาเป็นของหลวง โดยไม่แยแสต่อมหาอำนาจอเมริกาและอื่นใด โลกมีทฤษฎีเศรษฐกิจเพียงสองทฤษฎี นั่นคือถ้าไม่ใช่ทุนนิยมก็ต้องเป็นสังคมนิยม ฝ่ายซ้ายทั้งโลกที่ว่ากันว่าสูญสิ้นไปหลังโซเวียตแตกและจีนเปิดประเทศ กลับดำรงอยู่ตลอดมาอย่างเข้มแข็ง โดยมีคิวบาเป็นสังคมนิยมตัวอย่าง และเมื่อพรรคคอมมิวนิสม์นิยมลัทธิเหมาได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมืองเนปาล ก็ยิ่งตอกย้ำการมีอยู่ของฝ่ายซ้ายในโลกนี้
การเมืองไทยได้แตกรูปไปเป็นขวาเฉียงซ้าย กับซ้ายทแยงขวา วรรณกรรมที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาสับสนนี้ จึงส่วนใหญ่เลือกที่จะปิดดวงตาข้างหนึ่ง เพื่อเปิดดวงตาข้างหนึ่งแล้วเข้าร่วมฝ่ายที่ตรงกับอุดมการณ์ตนที่สุด ด้วยเงื่อนไขภายใต้วิกฤติการณ์ของสังคมที่กลุ่มริบบิ้นสีขาวไม่อาจเปล่ง เสียงใดออกมาผิดกาลเทศะได้แล้วนั้น เราต้องเลือกข้าง เพราะแม้เราจะไม่เลือกเราก็ถูกถีบให้ไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งอยู่ดี และไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ สังคมไทยก็จะมีการเผชิญหน้าสร้างวิกฤติสังคมครั้งใหม่ขึ้นมา ด้วยเรายังไม่เคยปูพื้นฐานมั่นคงแข็งแรงให้แก่ประชาชนในด้านการศึกษา ที่เราเรียนวิชาประวัติศาสตร์แล้วยังรู้สึกโกรธแค้นชิงชังพม่า ทั้งที่การเรียนประวัติศาสตร์นั้นเรียนเพื่อรู้อดีต เพื่อการอยู่ร่วมในปัจจุบันและอนาคตอย่างสงบสุข แต่เรากลับเรียนเพื่อเจ็บแค้นฝังใจไม่รู้สิ้นไปยังลูกหลาน เราเรียนทฤษฎีการเมืองรัฐศาสตร์ เพียงเพื่อเข้าใจการเมืองอย่างผิวเผินในรูปแบบ โดยไม่เคยเรียนเพื่อรู้ว่าเนื้อหาของการปกครองระบอบนั้นๆเป็นอย่างไร ผู้ปกครองปฏิบัติต่อประชาชนอย่างไร อย่างไรจึงเรียกว่าประชาธิปไตย อย่างไหนเผด็จการ เราเรียนเราสอนเพียงการวิเคราะห์วาทกรรมจำนวนหนึ่งเท่านั้นเอง การศึกษาที่อ่อนแอเช่นนี้ ก็จะยังสร้างวิกฤติครั้งใหม่ขึ้นมาบนความไม่รู้จริง และพร้อมที่จะแห่แหนตามผู้นำไหนก็ได้ ขอเพียงให้มีวาทกรรมน่าพึงพอใจตน ภาระหนักหน่วงนี้ตกอยู่กับนักเขียน ที่จะต้องสร้างความรู้โดยใช้กลวิธีอันแนบเนียน ภาระอันหนักหนาสาหัสสากรรจ์นี้ นักเขียนจึงต้องติดตามข่าวการเมือง เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และสร้างศรัทธาต่อการอยู่ร่วมในสังคมขึ้นมาให้ได้
โลกผ่านวิกฤติการณ์มานับครั้งไม่ถ้วน สังคมไทยก็เช่นเดียวกัน เราผ่านพบแล้วพ้นผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าไปแล้วมันคือวัตถุดิบและข้อมูลที่ดีในการหยิบเอามาเขียน แต่การสร้างงานภายใต้แรงอัดหนักหน่วงนี้ นักเขียนต้องมั่นไว้ให้ได้ในบริบทความเชื่อของตน ในความสับสนอลหม่านของเหตุการณ์อันซับซ้อนซ่อนเงื่อน นักเขียนต้องดูสถานการณ์ให้ออก และพึงรำลึกไว้เสมอว่าการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ เพราะบางครั้งการทุ่มสุดตัวลงคลุกกับเหตุการณ์นั้น นักเขียนเองนั่นแหละที่สุดท้ายจะกลายเป็นหมาหัวเน่า
อย่าได้ลืมเป็นอันขาด ว่าบทจบของบ้านทรายทองนั้น ชายกลางแต่งงานกับพจมาน
ขอบคุณ พิเชฐ แสงทอง และ ชามา ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล
๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑
“ปาฐกถาในงานการสร้างสรรค์วรรณกรรมภายใต้วิกฤติสังคมไทย ณ สถาบันทักษิณคดี สงขลา เมื่อ ๒๓ กรกฎาคม
๒๕๕๑”
หมายเหตุ- บ้านทรายทอง นิยายของ ก.สุรางคนางค์, ปีศาจ นิยายของ เสนีย์ เสาวพงศ์
. . . . . . . . .
และ สมศักดิ์ ไม่เจียมฯ
ก็เข้ามาด่ากราด ถึงที่ (โพสต์) ดังกระทู้นี้แล
ก็อปมาเฉพาะ คำผรุสวาท ของเขา คนเดียว ก็แล้วกัน
ที่เหลือ ตามไปอ่านกันเอง ว่าด้วยกระทู้"การสร้างสรรค์วรรณกรรมในภาวะวิกฤตสังคมไทย"
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:04:10 pm »
พอดีมีผู้เอา link กระทู้ "การสร้างสรรค์วรรณกรรมในภาวะวิกฤตสังคมไทย"
http://www.thaiwriter.net/forum01/index ... pic=2107.0 ไปโพสต์ที่ บอร์ด ฟ้าเดียวกัน ผมเลยตามเข้ามาอ่าน
อ่าน แล้วก็ "อึ้ง" ว่า ทำไมกระทู้นี้จึง "ฮ้อต" ได้ถึงเพียงนี้ ทั้งที่ พูดตรงๆนะ จข.กท. นี่ ออกจะ อ่อน เหลือเกินในสิ่งทีตัวเองเขียน (เห็นบอกว่า เป็นส่วนหนึ่งของ "ปาฐกถา" ยิ่งทำให้อึ้งไปใหญ่ ว่า "ปาฐกถา" เดี่ยวนี้ อ่อนแบบนี้ได้หรือ?)
การที่ จข.กท.สนับสนุนพันธมิตร (แม้จะออกตัวว่าไม่ใช่ทุกเรื่อง) สงสัยจะเกี่ยวกับความไม่รู้ หรือรู้แบบงูๆปลาๆ ที่แสดงออกในกระทู้นี้ด้วยกระมัง
ก่อนอื่นนะครับ ไอ้สไตล์การ"นำเสนอ" แบบนี้ คือ เอา "ชื่อ" หรือ "เรื่อง" มาทำ montage กัน ซึ่งเลียนแบบมาจาก "พี่เถียร" นั้น สมัยเมื่อ 3-40 ปีก่อน ที่"พี่เถียร" แกเขียนแบบนี้ ที่วงวิชาการบ้านเรา ทั้ง วรรณกรรมวิจารณ์ และ สังคมศาสตร์ ยังไม่ไปถึงไหน ก็พอจะไหวอยู่ แต่มาในยุคนี้ที่ วงการศึกษาพวกนี้ พัฒนาไปถึงไหนๆแล้ว การทำ montage หรือ พูดแบบไม่เกรงใจคือ name-dropping แบบนี้ ถ้าคนทำ ไม่แน่นพอจริงๆ ชวนให้ขำเสียมากกว่า
เอาง่ายๆเลยนะครับ ชื่องานของ Marx น่ะ เรียกว่า The Manifesto of the Comunist Party (แปลตรงๆมาจากชื่อเยอรมันดั้งเดิม) หรือ (ในชื่อภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วไป) The Communist Manifesto ไม่มีหนังสือชื่อ Communism's Manifesto ที่ จข.กท. บอกวา Marx เขียนหรอกครับ
การปฏิวัติอุตสาหกรรมทีว่า "ศตวรรษที่ 18 ในอังกฤษ" น่ะ แม้จะไม่ผิด แต่แสดงว่า คงไม่รู้จริง การปฏิวัติอุตสาหกรรม แม้จะมองกันทั่วไปว่า "เริ่ม" ในศตวรรษที่ 18 แต่ก็เป็น 18 ช่วงปลายๆแล้ว (ประมาณทศวรรษ 1780) แต่ที่มีผลแสดงให้เห็นอย่างสำคัญจริงๆ คือ ต้นศตวรรษที่ 19 ดังนั้น การเขียนเช่นนี้ แสดงว่า คงไม่รู้จริง
"ศิลปวิกตอเรีย ศตวรรษที่ 17"?? อันนี้ ผิดไปประมาณ 2 ศตวรรษ เลยนะครับ ที่ถูกคือ ศตวรรษที่ 19 มาจนถึงขึ้นต้นศตวรรษที่ 20 แล้วครับ
เรื่อง "สกุลโรแมนติก" ทีว่าเป็นของชนช้นกลาง ขึ้นมาแข่งกับสกุลคลาสสิคนั่นก็เหมือนกัน จข.กท.แน่ใจว่า เข้าใจ เรื่องที่พูดจริงๆ? ตัวอย่างที่ยกมา ที่ จข.กท. พูดมาผิดๆข้างต้น ไม่ชวนให้เชื่อเลยว่า จข.กท.รู้ต้วว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่ Romaniticsim ในฐานะเป็นแนวคิดเริ่มที่เยอรมัน (ที่ยังไม่เป็นประเทศ) ในตอนสิ้นศตวรรษที่ 18 ต่อต้นศตวรรษที่ 19 จะบอกวา เป็ฯเรื่อง "ชนช้นกลาง" สู้กับ "ศักดินา" อะไรก็พอได้อยู่ แต่สงสัยว่า คุณรู้แน่ๆหรือเปล่าว่า มันเป็ฯยังไง
ปรเด็นอื่นๆที่เขียนๆมาเรื่องชนช้น เรื่องปวศ.ต่างๆ ก็เหมือนกันครับ สงสัยจะพูดโดยไม่ได้รู้จริงๆเสียมากกว่า
ที่ ทำให้ผมขำจนเกือบตกเก้าอี้คือ ตรงที่ จข.กท. บอกว่า "ผมอาจเป็นพวกทร็อตสกี้ในสายตาซ้าย ทรท. แต่ผมเชื่อว่ายังดีกว่าพวกสตาลินมากมายนัก"
เวลาเอ่ยชื่อ "พวกสตาลิน" นี่รู้เรื่องจริงๆหรือครับ ไม่ต้องพูดถึง ทร็อตสกี้
ใน ประวัติศาสตร์ขบวนการฝ่ายซ้าย ตะวันตก โดยเฉพาะมาร์กซิสม์ โดยเฉพาะพวกบอลเชวิคน่ะ ไม่ว่าสายไหนทั้งนั้น รวมทั้ง "สายสตาลิน" ด้วย สิ่งที่ตรงกัน และสิ่งที่ใครก็ตามที่สนับสนุนพันธมิตร ไม่มีทางจะเอาตัวเองเข้ามไปเกี่ยวข้องเลย คือประเด็นเรื่งอศักดินา ไม่มีสายไหนทั้งนั้น ไม่มีฝ่ายซ้ายจริงๆที่ไหน เขาสนับสนุนขบวนการการเมืองที่ชูธงหนุนศักดินาแบบพันธมิตร หรอกครับ มีแต่พวกรู้งูๆปลาๆ อ่ายหนังสือซ้ายสมยก่อน แบบผิวเผิน แล้วก็นึกว่า ตัวเองเป็นซ้าย เท่านั้น จึงดัดจริตทำตัวเช่นนี้ได้
ปล. กรณีถังแดง ตัวเลจไม่ถึง 3 พันหรอก
. . .
Re: ว่าด้วยกระทู้"การสร้างสรรค์วรรณกรรมในภาวะวิกฤตสังคมไทย"
« ตอบ #1 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:25:17 pm »
ปล. ขออนุญาต เขียนเพิ่มอีกนิด
หากจะแย้งว่า การเป็นนักเขียน ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องพวก ปวศ. และสังคมศาสตร์ ที่ผมวิจารณ์ความไม่รู้ของ จข.กท.ไปนั้น
(อันที่จริง แม้แต่เรื่อง ประวัติวรรณกรรม ตามที่ จข.กท.แสดงมา ก็เห็นว่า คงรู้แบบงูๆปลาๆเหมือนก้ัน)
ขอตอบว่า จริงเลย ไม่จำเป็นเลยจริงๆ
แต่ประเด็นคือ ถ้าเช่นน้ัน ถ้าไม่รู้แล้ว ก็ไม่ควรทำราวกับว่ารู้ แล้วพูดผิดๆถูกๆ (ขนาดมีคนขอไปทำ paper!!)
ควรทำในสิ่งทีตัวเองพอจะรู้ หรือทำได้จริง คือการเขียนวรรณกรรมดีกว่า
การ พยายามจะ"วิเคราะห์"ในเรื่องที่ตัวเองไม่รู้ีจริง เป็นการเสียเวลา และนำสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้คนอ่าน (ไม่ต้องพูดถึงชวนให้คนที่รู้ ขำ โดยไม่จำเป็น)
. . .
ประเด็นของการตั้งกระทู้คือ สืบเนื่องมาจากกระทู้ ของ "หมี่เป็ด" ที่ดัดจริต ทำตัวเป็นซ้าย (เขาเขียนไว้ตอนหนึี่งว่า "ผมเพียงวิเคราะห์ตามแนวมาร์กซ์" และตลอดทั้ง กระทู้น้ัน ก็ใช้ภาษาซ้ายๆตลอด)
ทั้งๆที่ไมมีความรู้เรื่องซ้าย ไม่มีความรู้เรื่อง ปวศ.ทั้งในแง่วรรณกรรม ในแง่สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นมาของชนชั้น ฯลฯ เลย
(ลองอ่านตัวอย่างของความไม่รุ้ที่ผมยกมาเป็นเนื้อหากระทู้นี้ เรื่อง การปฏิวัติอุตสาหกรรม, Manifesto, วิกตอเรีย, โรแมนติก ฯลฯ
ทั้ง "ปาฐกถา" ที่เอามาโพสต์เป็นกระทู้ของ "หมี่เป็ด" นี่ อย่างที่ผมบอกว่า ถ้าเป็นเมือ่สมัย 40 ปีกอ่น ที่พี่เถียร ใช้วิธีการเขียนแบบนี้ ก็พอจะกล้อมแกล้มไปได้
แต่สมัยนี้วิชาการด้าน วรรณกรรมวิจารณ์ ด้านประวัติศาสตร์ ทฤษฎีทางสังคม มันไปถึงไหนๆแล้ว ยังเขียนแบบโชว์ออฟ ด้วยการ name dropping แต่ไม่รู้จริงแบบนี้ มันน่าเศร้า
ตามไปอ่านกันได้ ที่นี่http://www.thaiwriter.net/forum01/index ... pic=3254.0