เก็บเรื่องดีๆ มาฝาก..เอาไว้ให้พักใจ :-)

คุยกันสบายๆ ไม่ซีเรียส

เก็บเรื่องดีๆ มาฝาก..เอาไว้ให้พักใจ :-)

Postby Jseventh » Mon Dec 08, 2008 5:35 pm

ชอบชื่อห้องนี้จริงๆ "ชายคาพักใจ"... :)
ฟังดูเป็นสถานที่ ที่เอาไว้ผ่อนคลาย..
และแวะพัก เพื่อให้เราได้หยุดคิดถึงเรื่องราวดีๆ สักเรื่องสองเรื่อง
แล้วค่อยออกไปเผชิญความยุ่งเหยิงนอกห้องกันต่อไป.. ;)

เก็บมาฝากค่ะ.. :)
จากหนังสือ : เวลาเหลือน้อย : อ.บูรพา ผดุงไทย

Image

” เราอาศัยโลกอยู่แต่ไม่อาจเป็นเจ้าของโลกได้
มนุษย์มีอำนาจครอบครองสิ่งต่างๆ บนโลกได้เพียงชั่วคราว
เมื่อต้องจากโลกนี้ไป..
อำนาจแห่งการครอบครองบนโลกก็หมดลงตามไปด้วย
หากเราไม่เข้าใจและไม่ยอมรับในความจริงนี้
ดวงจิตวิญญาณที่ยังคงมีความยึดมั่นถือมั่น
คิดเป็นจริงเป็นจัง คิดว่าโลกนี้เป็นของของตนจริง
จึงต้องได้รับความทุกข์อย่างแสนสาหัส
ด้วยอวิชชาที่ไม่ยอมปล่อยวางสมมติบนโลก “

” ภาพลวงตา..
เราทุกคนต่างอยู่บนโลกแห่งจินตนาการ
โลกที่เต็มไปด้วยภาพมายาการปรุงแต่ง
สิ่งที่เราเห็น จึงมิใช่สิ่งที่เป็นอยู่อย่างแท้จริง
มันจึงเป็นเพียงแค่ภาพมายาที่ถูกกำหนดด้วยอำนาจกิเลสโลก
เราจึงไม่เคยเห็นตัวตนที่แท้่จริงของโลกและตัวของเราเองเลย
สิ่งที่เราเห็นจึงเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา..เท่านั้นเอง “

” มิติเวลาแห่งอดีต..
เมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
เรากำลังมองดูภาพจากในอดีตเมื่อหลายล้านปีมาแ่ล้่ว
สิ่งที่เราเห็นอาจมิใช่สิ่งที่เป็นอยู่จริง
โลกและจักรวาลจึงเป็นแค่เพียงภาพมายาที่จิตของเราปรุงแต่งขึ้นมา
มันมีตัวตนจริงที่ไหน?..”

Image

” ความสุขที่แท้จริง (บรมสุข)
ความสุขอย่างไหนเป็นความสุขที่แท้จริงกันแน่?..
ระหว่างความสุขทางโลกที่เกิดจากการได้สนองอำนาจมายากิเลสโลก (เป็นทาส)
กับความสุขทางธรรมที่เกิดจากการหลุดพ้นจากอำนาจมายากิเลสโลก (เป็นอิสระ)
ความยึดมั่นถือมั่นในสมมติบัญญัติโลกว่าเป็นของตน
กับการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นนั้นลงได้ “

” วิทยาศาสตร์ ศาสนา และธรรมชาติ
..แท้จริงแล้วล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน
แต่ด้วยความเจ้าปัญญาช่างคิดช่างฝันของมนุษย์แท้ๆ
จึงทำให้สิ่งที่เหมือนกัน กลายเป็นสิ่งที่แตกต่างกันได้ “

” มิติแห่งความคิดและความฝัน
การเวียนว่ายตายเกิดนับร้อยนับพันชาติ
อาจเป็นปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในความฝันเพียงครั้งเดียวของเราเท่านั้น “

Image

” ผู้ที่หมดอวิชชาแล้วย่อมไม่มาเกิด
มนุษย์ทุกคนที่เกิดขึ้นมาบนโลกสมมติใบนี้
ล้วนเป็นผู้ที่ยังคงมีอวิชชา (ความโง่) อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น
จะโง่มาก หรือโง่น้อยเท่านั้น
ที่หมดสิ้นอวิชชา (ความโง่) แล้วไม่มี
ผู้ที่หมดสิ้นอวิชชา..หมดความหลงผิด หมดความโง่แล้ว
ย่ิอมไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดบนโลกสมมติใบนี้
พวกเราทั้งหลายจึงเป็นเพื่อนร่วมทางด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
ไม่มีใครดีำว่าใคร ไม่มีใครเก่งกว่าใคร
เราต่างตกที่นั่งเดียวกันทุกคน
คือ ผู้แสวงหาหนทางกลับบ้านด้วยกันทั้งนั้น “

” เข้าใจมิใช่เข้าถึง
อยากไปเมืองเชียงใหม่..
อย่ามัวแต่นั่งรอให้เมืองเชียงใหม่ มันเดินทางมาหาเรา
อยากถึงเมืองเชียงใหม่ เราต้องเดินทางไปหามัน
ออกเดินทางเสียแต่เดี๋ยวนี้
บางทีชาตินี้อาจถึงเมืองเชียงใหม่ได้
อย่ามัวเอาแต่ศึกษาเรียนรู้แล้วจินตนาการถึงเมืองเชียงใหม่อยู่เลย
เพราะมันไม่มีวันที่จะถึงเมืองเชียงใหม่ได้..ด้วยการจินตนาการคาดเดา
มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ด้วยการจินตนาการ
จึงมิได้หมายความว่าตนนั้นได้เดินทางมาถึงเมืองเชียงใหม่จริง
ศึกษาธรรมนั้น อาจเข้าใจธรรม
แต่ปฏิบัติธรรมเท่านั้น จึงจะเข้าถึงธรรม”

” อนัตตา
อวิชชาเปรียบดังเส้นเชือกที่ถูกผูกเป็นปมซ้อนกันไว้เป็นชั้นๆ
ด้วยปัญญา (รู้แจ้ง) จึงสามารถแก้ปมเชือกเหล่านั้นออกได้
เมื่อแก้ปมหนึ่งออกได้ ก็พบว่ายังมีปมอื่นซ่อนอยู่อีก
จนกระทั่งมาถึงปมสุดท้ายของเชือกเส้นนี้
หากแก้ปมสุดท้ายนี้ออกได้ เชือกเส้นนี้ก็จะเป็นอิสระและปราศจากปมอีกต่อไป
แต่เมื่อปมสุดท้ายของเชือกเส้นนี้ถูกแก้ออกได้แล้ว..เส้นเชือกนั้นกลับหายไป
ผู้ปฏิบัติทุกคนที่เดินทางมาถึงปมสุดท้ายของอวิชชา
ต่างก็พบกับความจริงของคำว่า อนัตตา นี้เหมือนกันทุกคน
เส้นเชือกที่ว่านั้น มันไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงเลยตั้งแต่ต้น
นี่แหละที่สุดของ อนัตตา
มีปม จึงมีเชือก หมดปม เส้นเชือกก็ (ไม่มีตัวตน) หายไป “

Image

ขอให้มีความสุขทุกท่านค่ะ
:)
Last edited by Jseventh on Thu Dec 11, 2008 8:32 pm, edited 1 time in total.
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: เก็บเรื่องดีๆ มาฝาก :-)

Postby Jseventh » Thu Dec 11, 2008 8:24 pm

ที่มา : http://www.baanmaha.com/community/showthread.php?p=226229

หลานรัก!มีเรื่องเล่ากันเล่น ๆ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ว่าคราวหนึ่ง ในระหว่างที่สงครามขับเคี่ยวระหว่างเยอรมันกับอังกฤษ กำลังดำเนินไปอยู่นั้น ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมันได้มาพบวินสตัน เชอร์ซิล ผู้นำแห่งอังกฤษที่กรุงปารีส เพื่อเจรจาบางกันในปัญหาบางอย่าง

เรื่องนั้นเล่าต่อไปว่า วันหนึ่งหลังจากเจรจากันแล้ว ผู้นำทั้งสองได้ไปพบที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสระอาบน้ำขนาดใหญ่และมีอ่างน้ำขนาดเล็กอยู่ข้าง ๆ บังเอิญในอ่างเล็กนั้นมีปลาตัวหนึ่งลอยอยู่ เมื่อเห็นปลาตัวนั้น ผู้นำทั้งสองก็เกิดท้าทายกันขึ้นมาทันทีว่า ใครจะจับปลาได้ก่อน ฮิตเลอร์รับประกาศออกมาทันทีว่าจะจับปลาได้ก่อน พอประกาศเสร็จ ก็กระโจนโครมลงไปในน้ำ ดำผุดดำว่ายไล่จับปลาเป็นการใหญ่ หลังจากพยายามอยู่จนเหนื่อยอ่อนก็ไม่สามารถจะจับปลาได้ ในที่สุดต้องขึ้นมานั่งหอบฮัก ๆ อยู่บนปากอ่าง

บัดนี้ถึงทีของวินสตัน เชอร์ซิล แทนที่จะลงดำผุดดำว่ายจับปลา เขากลับนำขันเล็ก ๆ มาใบหนึ่ง แล้วก็ค่อย ๆ ตักน้ำออกจากอ่าง เมื่อเห็นเช่นนั้น บรรดาผู้คนต่างหัวเราะเยาะ เขาว่าเมื่อใดจะได้ปลาสักที เชอร์ชิลตอบว่า "วิธีนี้อาจจะนาน หน่อยแต่ฉันจะได้ปลาอย่างแน่นอน"

นิทานเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องจริง คงเป็นเรื่องผูกขึ้นเล่ากันสนุก ๆ แต่มันก็แสดงให้เห็นความแตกต่างแห่งนิสัยของคนทั้งสอง ฮิตเลอร์ชอบทำอะไรรุนแรงรวดเร็วใจร้อน แต่ในที่สุดก็ประสบความล้มเหลว นำชาติเยอรมันไปสู่ความพ่ายแพ้ และความหายนะ เชอร์ชิลทำอะไร ๆช้า แต่มั่นคงแน่นอน แบบช้า ๆ ได้พร้า ๒ เล่มงาม ในที่สุดก็นำชาติอังกฤษไปสู่ชัยชนะ


เรื่องสั้น ๆ ต่อไปนี้จะสอนให้หลานทราบว่าการทำอะไรช้า ๆ แต่มั่นคงนั้นในที่สุดก็จะนำผลสำเร็จอันงดงามมาให้ ฉะนั้น อย่าใจร้อน จงทำใจเย็นๆ สงบ ค่อยทำค่อยไป การทำอะไรอย่างร้อนรนรีบเร่งนั้น ถ้าสำเร็จได้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่สำเร็จมักจะประสบความหายนะ

Image
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

นิทานเรื่อง หอยทากบนกำแพง

เคมเบลล์ เป็นหญิงแก่ผู้มีใจเมตตากรุณา วันหนึ่งนางเห็นเด็กชายคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ข้าง ๆ กำแพงหลังบ้าน ในมือของเขามีหนังสือเล่มหนึ่ง เดมเบลล์เข้าไปหาเขาแล้วถามด้วยความกรุณาว่า "เป็นอะไรไปพ่อหนู"มีอะไรจะให้ฉันช่วยบ้าง?

"ครูกะให้เขาท่องโคลงบทหนึ่งชื่อ ลิตเติล จิม" เด็กชายคนนั้นซึ่งมีชื่อว่า ทอมแบลร์ ตอบด้วยเสียงเศร้า ๆ "มันเป็นโคลงที่ยาวและยากมาก ผมคิดว่าผมคงท่องไม่ได้แน่ ๆ"

"ทำไมไม่ได้เล่าพ่อหนู" เคมเบลล์ถามด้วยความสนใจ
"พวกเพื่อน ๆ ผมเขาบอกว่า ผมทำไม่ได้แน่ถึงพยายาม ก็ไม่มีประโยชน์อะไร อย่าพยามยามเลย"ทอมตอบ

"อย่าไปคำนึงเลยว่า เพื่อน ๆ ของเธอพูดว่าอย่างไร เธอต้องแสดงให้เขาเห็นซิว่า เธอทำได้แน่ ๆ เคมเบลล์ตอบ

"แต่ผมคิดว่าผมท่องจำไม่ได้แน่" ทอมตอบยืนยันอย่างหมดหวัง"เพราะมันยาวมาก เต็มไปด้วยศัพท์ยาว ๆ ทั้งนั้น ครูจะให้รางวัลสำหรับผู้ท่องได้ดีเสียด้วย แต่อย่างไรก็ตามผมก็อยากจะท่องได้ให้ได้เพราะเพื่อน ๆ หัวเราะเยาะผม เรียกผมว่าเจ้าทอมทึบบ้าง เจ้าทอมผู้เชื่องช้าบ้าง"

"หนูเอ๋ย" เคมเบลล์พูดขึ้นด้วยเสียงเต็มไปด้วยความกรุณา "ถ้าเจ้าเรียนช้า"และไม่มีทางแก้ไขได้ จงพยายาม "ช้าแต่มั่นคงแน่นอน" เจ้าดูหอยทากบนกำแพงนั่นซิ เจ้าจะคิดว่ามันเคลื่อนไหวไปอย่างเชื่องช้า แต่เจ้าคอยดูก็แล้วกัน ในที่สุดมันจะขึ้นไปถึงยอดกำแพงจนได้ ฉะนั้น จงเอาหอยทากนั้นเป็นตัวอย่าง พยายามท่องจำโคลงให้ได้ทีละแถว ค่อย ๆ ไปทีละเล็กทีละน้อย ในที่สุดเจ้าจะได้รับรางวัล ทุกครั้งที่เกิดความท้อถอย จงนึกถึงหอยทากตัวนั้นเถิด" พูดเสร็จแล้วเคมเบลล์ก็จากไป

ทอมนั่งคิดอยู่คนเดียว แม้ว่าเขาหัวจะไม่ดีเรียนช้าแข่งขันกับเพื่อนไม่ได้ บางทีเขาอาจจะแข่งขันกับหอยทากบนกำแพงนั้นได้ เขาจึงตัดสินใจจะท่องจำโคลงแข่งกับหอยทากเขาพูดกับหอยทากว่า "อ้า เรามาแข่งกัน แกปีนกำแพง ฉันท่องโคลง แกจะขึ้นถึงยอดกำแพงก่อน หรือฉันจะท่องจำโคลงได้ก่อน ใครทำเสร็จก่อนผู้นั้นเป็นผู้ชนะ" ว่าแล้วทอมก็ลงมือท่องโตลงทันที เขาพยายามท่องช้า ๆ ได้ทีละบรรทัด ขณะเดียวกัน ตาก็จ้องจับดูหอยทาก ที่กำลังคืบคลานขึ้นไปทีละน้อย ๆ เขาเกิดความสนุกสนาน จนลืมความยากของโคลงบทนั้นอย่างสิ้นเชิง

ในที่สุด วันแข่งขันท่องโคลงชิงรางวัลก็มาถึง ครูได้เรียกให้เด็กแต่ละคนขึ้นไปท่องโคลงที่หน้าชั้น เมื่อเด็ก ๕-๖ คนท่องจำเสร็จแล้ว ก็มาถึงวาระของทอม พอทอมลุกขึ้นเดินไปหน้าชั้นเด็กคนอื่น ๆ ต่างส่งเสียงหัวเราะเยาะอย่างขบขันเพราะเขาเชื่อว่า ทอมต้องท่องไม่ได้อย่างแน่นอน แต่แล้วทุกคนก็ประหลาดใจแทบไม่เชือหูตนเอง ในเมื่อได้ยินทอมท่องโคลงได้อย่างถูกต้องชัดเจนไพเราะ ไม่มีผิดพลาดเลยแม้แต่คำเดียวทุกคนนิ่งฟังทอม อย่างเงียบกริบ ดุจต้องมนต์สะกด

"ดีมาก ทอม ดีมากจริง ๆ " ครูพูดขึ้นอย่างร่าเริง เมื่อทอมท่องจบลง เมื่อเด็ก ๆ ทุกคนในชั้นท่องโคลงจบลงแล้วครูได้ตัดสินลงไปว่า ทอมทำได้ดีที่สุด และได้ให้รางวัลแก่ทอม

"บอกเราหน่อยสิทอม" ครูพูดขึ้น หลังจากให้รางวัลแล้ว "ว่าเธอทำอย่างไร" จึงท่องจำโคลงได้อย่างยอมเยี่ยมเช่นนี้?"

"อย่าเพิ่งหัวเราะซิ" ครูพูดขึ้น "ถ้าเรารู้จักเรียน เราอาจจะเรียนรู้ได้มาก ๆ จากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น หอยทาก ไหนทอมลองเล่าให้ฟังหน่อยซิ"

"ผมเห็นหอยทากกำลังปืนกำแพง" ทอมเล่า "มันค่อย ๆ ปืนไปอย่างช้า ๆ แต่ไม่หยุดและไม่หันหลังกลับ ผมเลยคิดว่า ผมจะท่องโคลงแบบนั้นบ้าง ๆ ผมจึงลงมือท่องทีละน้อย ๆ โดยไม่ยอมหยุด พอหอยทากขึ้นถึงยอดกำแพง ผมก็จำโคลงบทนั้นได้พอดี"

"ดีมาก ทอม ดีมาก " ครูพูดแล้วก็หันไปยังเด็กทั้งชั้น "ขอให้พวกเธอปรบมือให้กียรติแก่ทอมแบลร์ และหอยทากบนกำแพง" พอขาดคำ ห้องนั้นก็สั่นสะเทือนด้วยเสียงปรบมือของบรรดาเพื่อนร่วมชั้นเป็นเวลานาน ทุกคนปรบมือให้เขาด้วยความเต็มใจ เพราะทอมผู้เชื่องช้า สามารถคว้ารางวัลไปกินได้ยิ่งกว่านั้น เขายังได้รับบทเรียนอันมีค่าจากทอมและหอยทากด้วย"

เครดิต อุเทศพจน์
:)
Last edited by Jseventh on Thu Dec 11, 2008 8:45 pm, edited 1 time in total.
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: เก็บเรื่องดีๆ มาฝาก :-)

Postby Jseventh » Thu Dec 11, 2008 8:31 pm

Image
ภาพจาก : snail from bluemountains journal blog

ที่มา : http://board.dserver.org/b/babylala/00000645.html

:: หัวข้อ :: : เรื่องของหอยทาก..

บ น เ ส้ น ท า ง เ ดิ น เ รี ย บเ รี ย บ

มี ห อ ย ท า ก ตั ว ห นึ่ ง

กั บ ค น ห นึ่ ง ค น

กำ ลั ง เ ดิ น ท า ง

ค น...เ ดิ น บ้ า ง วิ่ ง บ้ า ง

ส ะ ดุ ด กิ่ ง ไ ม้

ห ก ล้ ม ไ ป ต า ม ท า ง

เ จ็ บ ตั ว แ ล ะ เ จ็ บ ใ จ

ห อ ย ท า ก ...ไ ม่ เ ดิ น ไ ม่ วิ่ ง

แ ต่ ก็ เ ค ลื่ อ น ตั ว ไ ป ข้ า ง ห น้ า

อ ย่ า ง ช้ า . . . ช้ า

เ จ อ กิ่ ง ไ ม้ ก็ ไ ม่ ส ะ ดุ ด

ห อ ย ท า ก ห ก ล้ ม . . . ไ ม่ เ ป็ น

ค น คิ ด อ ย า ก เ ป็ น ห อ ย ท า ก

เ พ ร า ะ อ ย า ก เ ค ลื่ อ น ตั ว ไ ป ข้ า ง

ห น้ า อ ย่ า ง มั่ น ค ง

แ ล ะ อิ จ ฉ า ห อ ย ท า ก ที่ ไ ม่ เ ค ย

ล้ ม . . . ไ ม่ เ จ็ บ ตั ว

ห อ ย ท า ก คิ ด อ ย า ก เ ป็ น ค น

ไ ม่ ใ ช่ เ พ ร า ะ อ ย า ก เ ดิ น ห รื ออ ย า ก วิ่ ง

แ ต่ เ พ ร า ะ อ ย า ก จ ะ ห ก ล้ ม บ้ า ง

ห อ ย ท า ก อ ย า ก ห ก ล้ ม เ ป็ น

อ ย า ก มี ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ เ ค ย ห ก ล้ ม บ้ า ง

จ ะ ไ ด้ รู้ ค ว า ม เ จ็ บ เ ป็ น อ ย่ า ง ไ ร

จ ะ ไ ด้ เ รี ย น รู้ วิ ธี ที่ จ ะ ลุ ก ขึ้ น ม า ด้ ว ย ตั ว เ อ ง

แ ล ะ จ ะ ไ ด้ รู้ ว่ า จ ะ มี ใ ค ร บ้ า ง น ะ

ที่ ค อ ย ยื่ น มื อ ม า ใ ห้ ใ น ย า ม ที่ ล้ ม ล ง

วั น นี้ . .

นึ ก อ ย า ก เ ป็ น ห อ ย ท า ก

ค่ อ ย ค่ อ ย เ ดิ น ไ ป ข้ า ง ห น้ า

เ ห มื อ น ห อ ย ท า ก ที่ ค ล า น ช้ า ช้ า

แ ต่ . . ไ ม่ ห วั่ น ไ ห ว

มี ค ว า ม สุ ข กั บ ค ว า ม ง า ม ต า มท า ง ที่ ไป

ไ ม่ ค้ น ห า ว่ า ค ว า ม สุ ข อ ยู่ ที่ ไ ห น

เ พ ร า ะ ค ว า ม สุ ข อ ยู่ ใ น ใ จ ข อ งตั ว เ อ ง . . .


จาก : พี่มัน... - 29/06/2005 17:49
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: เก็บเรื่องดีๆ มาฝาก..เอาไว้ให้พักใจ :-)

Postby Jseventh » Sat Dec 13, 2008 12:11 pm

มองต่างมุม - Different Viewpoint

Image

ขอบคุณ ภาพประกอบจาก
http://www.oknation.net/blog/tommy/2007/07/24/entry-2/comment

เรายากจนแค่ไหน?

ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่ร่ำ รวยครอบครัวหนึ่ง วันหนึ่ง พ่อพาลูกไปเที่ยวต่างจังหวัดเพราะอยากจะให้ลูกรู้ว่าคนจนนั้นเป็นอย่างไร ก็เลยกะจะไปใช้เวลาสองวันสองคืนที่ไร่ปศุสัตว์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นครอบครัวที่ “พ่อ” คิดว่ายากจนมากครอบครัวหนึ่ง

ขากลับจากการท่องเที่ยว พ่อก็ถามลูกชายว่า “เป็นไงบ้างลูก?”

“เยี่ยมมากเลยครับพ่อ”

“ลูกเห็นหรือยังว่าคนยากจนนั้นเป็นอย่างไร”

“รู้แล้วครับ”

“ลูกเรียนรู้อะไรจากการเดินทางครั้งนี้บ้าง”

ลูกก็ตอบว่า

” ผมเห็นว่า เรามีสุนัขตัวเดียว และพวกเขามี 4 ตัว เรามีสระว่ายน้ำที่ยื่นไปไกลจนถึงใจกลางสวน และพวกเขามีลำธารที่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตาเลย เรานำเข้าโคมไฟมาจากเมืองนอกมาตกแต่งสวนของเรา และพวกเขามีดวงดาวในยามค่ำคืน ระเบียงของเรายื่นออกไปยังสวนหน้าบ้าน และพวกเขามีขอบฟ้าทั้งหมด

เรามีที่ดินผืนเล็กไว้อยู่อาศัย และพวกเขามีทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา เรามีคนคอยรับใช้ไว้ทำสิ่งต่างๆให้เรา แต่พวกเขาทำสิ่งต่างๆให้กัน เราซื้ออาหาร แต่เขาปลูกอาหารกินเองได้ เราสร้างกำแพงล้อมรอบทรัพย์สมบัติของเราเพื่อที่จะปกป้องตัวเรา พวกเขามีเพื่อนไว้คอยปกป้องตัวกัน”

เมื่อฟังลูกพูดเช่นนี้ พ่อถึงกับอึ้งพูดไม่ออก

และแล้ว ลูกชายของเขาก็พูดเสริมว่า

“ขอบคุณครับพ่อ ที่พ่อทำให้ผมรู้ว่าเรายากจนแค่ไหน”

(จากหนังสือ เรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิต)

(ผู้เขียน เศรษฐวิทย์)

Image

HOW POOR WE ARE
Story by Sestavit (เศรษฐวิทย์)

One day a father, of a very wealthy family, took his son on a trip to the country with the firm purpose of showing his son how poor people can be. They spent a couple of days and nights on the farm of what would be considered a very poor family.

On their return from the trip, the father asked his son, “How was the trip?”

“It was great, Dad!”

“Did you see how poor people can be?” the father asked.

“Oh yeah,” said the son.

“So what did you learn from the trip?” asked the father.

The son answered,

“I saw we have one dog and they have four. We have a pool that reaches to the middle of our garden and they have a creek that has no end. We have imported lanterns in our garden and they have the stars at night. Our patio reaches to the front yard and they have the whole horizon.

We have a small piece of land to live on and they have fields that go beyond our sight. We have servants who serve us, but they serve others. We buy our food, but they grow theirs. We have walls around our property to protect us, they have friends to protect them.”

With this the boy’s father was speechless.

Then his son added,

“Thanks Dad for showing me how poor we are.”

Image

:)
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: เก็บเรื่องดีๆ มาฝาก..เอาไว้ให้พักใจ :-)

Postby Jseventh » Sat Dec 13, 2008 12:19 pm

เพลงเพราะๆ ให้คลายเครียดค่ะ :)
คลิ๊กตามลิงค์ เพื่อฟังเพลง "เหตุผลที่คนควรอยู่ด้วยกัน"

http://www.imeem.com/people/R184plt/music/x_gQOQj0//
by : คุณ supatip onbuakhao

เหตุผลที่คนควรอยู่ด้วยกัน
Artist : บอย โกสิยพงษ์ (Feat. นภ พรชำนิ)


Verse 1
ทำไมบางคนที่เกิดมาจึงมีวัน เวลาดีดี
และทำไมบางคนยังคงวนเวียนหาทางไม่เจอสักที
ในเมื่อโลกมันเป็นแบบนี้

Pre Chorus
เมื่อมีคนได้ในสิ่งหนึ่ง ก็ต้องมีคนเสีย อีกสิ่งหนึ่ง
ไม่มีคนไหน ที่ไม่เคยเสียอะไรเลยสักที

Chorus
เหตุผลที่คนควรอยู่ด้วยกัน ก็เป็นเพราะไม่มีใครจะดีพร้อมได้ดังฝันไปทุกที่
เหตุผลที่เธอควรจับมือฉัน เพื่อแบ่งสุขทุกข์ เหล่านั้นที่เรามี
เหตุผลที่ทุกหัวใจ ควรเปิดใจให้กันวันนี้ เพราะวันพรุ่งนี้ที่ดี มีจริงๆ

Verse 2
ความจริงคนเราเกิดมาเพื่อจะแบ่งวันเวลาร่วมกัน
ความจริงคนเรานั้น เกี่ยวพันแม้ไม่เคยพบเจอ
ไม่ต่างกับฉันและเธอ

Pre Chorus
เมื่อมีคนให้ในสิ่งหนึ่ง ก็จะมีคนรับอีกสิ่งหนึ่ง
จะดีไหม ถ้าใจของเราให้ กันวันนี้

Chorus
เหตุผลที่คนควรอยู่ด้วยกัน ก็เป็นเพราะไม่มีใครจะดีพร้อมได้ดังฝันไปทุกที่
เหตุผลที่เธอควรจับมือฉัน เพื่อแบ่งสุขทุกข์ เหล่านั้นที่เรามี
เหตุผลที่ทุกหัวใจ ควรเปิดใจให้กันวันนี้ เพราะวันพรุ่งนี้ที่ดี มีจริงๆ

Pre Chorus
เมื่อมีคนได้ในสิ่งหนึ่ง ก็ต้องมีคนเสียอีกสิ่งหนึ่ง
จะดีไหม ถ้าใจของเราให้ กันวันนี้

Chorus
เหตุผลที่คนควรอยู่ด้วยกัน ก็เป็นเพราะไม่มีใครจะดีพร้อมได้ดังฝันไปทุกที่
เหตุผลที่เธอควรจับมือฉัน เพื่อแบ่งสุขทุกข์ เหล่านั้นที่เรามี
เหตุผลที่ทุกหัวใจ ควรเปิดใจให้กันวันนี้ เพราะวันพรุ่งนี้ที่ดี มีจริงๆ
เหตุผลที่ทุกหัวใจ ควรเปิดใจให้กันวันนี้ เพราะวันพรุ่งนี้ที่ดี มีจริงๆ
:)
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: เก็บเรื่องดีๆ มาฝาก..เอาไว้ให้พักใจ :-)

Postby Jseventh » Fri Jan 23, 2009 5:18 pm

Image

ผ้าขี้ริ้ว - Rags

1.ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด
เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข
พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย
ความสุขแท้ของคน คือ การได้ยืนแอบยิ้มอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

2.ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้ แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว
แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด

3.ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด
เหมือน คนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด การศึกษามากหรือน้อยก็ตาม เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง

4.ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้
เหมือน คนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น

5.ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
เหมือน คนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน

6.ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
เหมือน คนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร

7.ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
เหมือน คนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระเป็นนายอินหรือนางอิน ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น
มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น

8.ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง
เหมือน คนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นมั่นคงดุจแผ่นดิน

9.ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่
เหมือน คนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกปรามาสสบประมาท จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรค ครั้งนั้นให้ได้
ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก

เราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง
ชีวิต ของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง

คุณเห็นด้วยไหม ที่ว่าเราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง

Image

Credit: FWD Mail
http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1114935
http://www.catholic.or.th/spiritual/sha ... re009.html

:)
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am


Return to ชายคาพักใจ