ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

คุยกันสบายๆ ไม่ซีเรียส

ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 12:25 pm

ขออนุญาต Moderator ตั้งกระทู้ รวมบทความในความสนใจของเจ้าของกระทู้

ทั้งนี้เพื่อ

1.เป็นแหล่งอ้างอิงในเนื้อหาสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องต่างๆโดยไม่มีอคติหรือเอนเอียงการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

2.เป็นแหล่งรวมบทความที่เจ้าของกระทู้เห็นว่าน่าสนใจซึ่งใช้เป็นแนวทางศึกษารูปแบบการเขียนบทความ

3.เพื่อไม่เป็นการรบกวนการสนทนาในเนื้อหาหลักของห้องสภากาแฟ

โดยทั้งนี้ขอยืนยันว่าเจ้าของกระทู้จะดำเนินการบันทึกบทความภายใต้กติกาของบอร์ดทุกประการ

.
.
.

ขอขอบคุณ
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 12:27 pm

การเมืองไทยในทัศนะสามก๊ก


---------------------
การเมืองไทยในทัศนะสามก๊ก
by (ดุลยพาห์ )

การเมืองไทยในสถานการณ์ปัจจุบันนี้กำลังได้รับการกล่าวขวัญเปรียบเทียบกับวรรณคดีเรื​่องสามก๊กมากขึ้นทุกที ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเป็นเรื่องต่างยุคต่างสมัย เป็นเรื่องต่างเหตุการณ์ และต่างสถานการณ์จนแทบเทียบกันไม่ได้

แต่การเปรียบเทียบเหตุการณ์บ้านเมืองกับเรื่องสามก๊กนั้น อาจทำให้เข้าใจความคลี่คลายของสถานการณ์หรือสามารถใช้เปรียบเทียบในลักษณะข้างเคียงก​ับเหตุการณ์ในสามก๊กได้ และอาจทำให้คาดหมายต่อไปได้ด้วยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปอีก

ดังนั้นแม้เป็นเรื่องต่างเวลา วาระ ต่างสถานการณ์ ก็ตามที แต่โดยนัยยะที่กล่าวมานี้ การมองการเมืองในทัศนะของสามก๊กก็อาจเป็นประโยชน์และทำให้เกิดความบันเทิงเริงอารมณ์​ได้บ้าง ดีกว่าที่จะมัวหมกมุ่นหรือตึงเครียดกับความเป็นไปในบ้านเมือง

ดังนั้นจึงขอลองมองการเมืองไทยในทัศนะของสามก๊กตามความนิยมดังกล่าวบ้าง ซึ่งอาจจะคล้ายหรืออาจจะต่างกับการเปรียบเทียบของท่านผู้อื่นก็อย่าได้ถือสาหาความแก​่กันเลย

ที่สำคัญ อย่าได้คิดหรือเข้าใจว่าสภาพที่เป็นอยู่ในบ้านเมืองของเรานี้จะเป็นไปหรือจะเปรียบเท​ียบกันได้อย่างแท้จริงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสามก๊ก ขอให้ถือเสียว่าเป็นการออกความคิดความเห็นในทางประเทืองอารมณ์และสติปัญญา ก็จะเป็นประโยชน์

เมื่อกล่าวถึงเรื่องสามก๊ก ก็ต้องทำความเข้าใจว่าในขณะที่เกิดเป็นสามก๊กนั้น ประกอบด้วยก๊กเว่ยซึ่งมีโจโฉเป็นผู้นำ ก๊กจ๊กซึ่งมีเล่าปี่เป็นผู้นำ และก๊กง่อซึ่งมีซุนกวนเป็นผู้นำ ในขณะที่สภาพความเป็นจริงของแผ่นดินจีนยุคนั้นยังมีหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งไม่ขึ้นกับก๊กไหน และบ้างก็อยู่ห่างไกลจนอิทธิพลของก๊กทั้งสามแผ่ไปไม่ถึงก็ยังมี

ในบรรดาก๊กทั้งสามต้องถือว่าก๊กเว่ยของโจโฉนั้นเป็นก๊กที่ครองอำนาจรัฐภายใต้พระปรมา​ภิไธยของพระเจ้าเหี้ยนเต้แห่งราชวงศ์ฮั่น โดยโจโฉดำรงตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดี หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้

โจโฉมีอำนาจมากกว่าใครในแผ่นดิน เคยมีที่ปรึกษายุยงให้ล้มราชบัลลังก์เสีย จนโจโฉเกือบจะเออออห่อหมกตามพวกประจบสอพลอไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่มาเฉลียวใจคิดได้ว่าแผ่นดินฮั่นสถาปนามากว่า 400 ปีแล้ว ย่อมมีขุนนางและราษฎรผู้จงรักภักดีอยู่เป็นอันมาก หากพลาดพลั้งก็จะเสียทีจนตัวตายและสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง

โจโฉคิดอย่างนั้นแล้ว จึงคิดอุบายประลองกำลังทางการเมืองกับพระเจ้าเหี้ยนเต้ ซึ่งมีรายละเอียดมาก กล่าวไม่หมดในที่นี้ แต่เอาเป็นว่าผลการประลองกำลังทางการเมืองประจักษ์ชัดว่าหากคิดล้มล้างราชบัลลังก์แล​้ว ก็จะไปไม่ตลอด ดีไม่ดีก็จะสูญเสียอำนาจที่มีอยู่

ดังนั้นโจโฉจึงกำหนดแนวทางการเมืองหรือยุทธศาสตร์ทางการเมืองของตนเป็นสามประการคือ เทิดทูนฮ่องเต้ ทำการสิ่งใดก็ถือเอาพระบรมราชโองการเป็นสำคัญอย่างหนึ่ง สร้างความสามัคคีสมานฉันท์ในแผ่นดิน อย่างหนึ่ง และฟื้นฟูกอบกู้แผ่นดินให้เป็นปกติสุขอีกอย่างหนึ่ง

เฉพาะอย่างหลังนั้นถือเอาการปราบปรามก๊กจ๊กและก๊กง่อเป็นหลัก

ดูไปแล้วก็น่าคิดว่าอำนาจรัฐในปัจจุบันนี้กำลังคิดกำลังทำเหมือนกับแนวนโยบายทางการเ​มืองของโจโฉก็เป็นไปได้ และถ้าเป็นเช่นนั้นใครจะเป็นก๊กจ๊กหรือก๊กง่อในปัจจุบันเล่า? เพราะทั้งสองก๊กนี้จะต้องตกเป็นเป้าหมายแห่งการกำราบปราบปรามอย่างไม่ต้องสงสัย

ในสมัยสามก๊กนั้น มีกลุ่มผู้รักชาติอยู่กลุ่มหนึ่งถูกเรียกว่าโจรโพกผ้าเหลือง ทั้งๆ ที่ไม่เคยปล้นสดมภ์ใคร และมีกำลังพลกว่า 500,000 คน มากกว่ากำลังพลของกองทัพไทยเสียอีก แต่เป็นวิสัยจิตวิทยาการสงครามที่ต้องเรียกฝ่ายตรงกันข้ามว่าเป็นโจรเสมอไป

พวกเสื้อเหลืองในปัจจุบันนี้ก็มีให้เห็นแล้ว และยังมีพวกเสื้อแดงอีกพวกหนึ่ง ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับยุคสามก๊กก็ต้องเรียกว่าเป็นพวกโจรโพกผ้าแดงบ้าง โจรโพกผ้าเหลืองบ้าง

แต่พวกไหนจะเป็นโจรก็ต้องดูตามสภาพความเป็นจริง เพราะโจรนั้นชอบก่อความรุนแรง ชอบทำลายล้างและเข่นฆ่าโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมศีลธรรมแต่ประการใด

และในวันนี้ก็เริ่มมีอาการปรากฎให้เห็นว่าทั้งพวกโพกผ้าแดงและโพกผ้าเหลืองกำลังถูกก​ระทำย่ำยีเช่นเดียวกันกับที่ก๊กเว่ยกระทำต่อก๊กจ๊กและก๊กง่อในยุคสามก๊กนั่นแล้ว

จะต่างกันอย่างเดียวก็คือในสมัยสามก๊กนั้นไม่เคยปรากฎว่าโจโฉโกงบ้านกินเมืองหรือฉ้อ​ราษฎร์บังหลวงจนบ้านเมืองฉิบหายป่นปี้เลย

ลองดูกันว่าก๊กง่อในสามก๊กนั้นเป็นอย่างไร ก๊กนี้ตั้งอยู่ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง คือตั้งแต่ดินแดนที่ถูกเรียกว่าเจียงหนานตลอดไปทางใต้ถึง 83 หัวเมือง ผู้คนใฝ่ในการค้าขาย สันทัดในเชิงรับมากกว่าเชิงรุก

ที่สำคัญคือมีคติในการใช้คนที่เป็นญาติสนิทชิดเชื้อหรือเป็นมิตรสหายใกล้ชิดเท่านั้น​ ถึงแม้จะมีนักปราชญ์เข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมากก็จัดไว้อยู่ในวงนอก ใช้สอยในฐานะเป็นลิ่วล้อบริวารหรือลูกจ้างเท่านั้น

และบรรดานักปราชญ์หรือนักวิชาการเหล่านั้นต่างก็เป็นพวกเพ้อเจ้อเพ้อฝันจนถูกเรียกว่​านักวิชาการเต้าหู้ยี้

ก็ลองคิดดูกันเอาเองว่าสภาพของง่อก๊กกับปัจจุบันนี้จะเปรียบได้กับกลุ่มไหน ที่รักนิยมใช้แต่ญาติมิตรใกล้ชิด คิดแต่ทำธุรกิจหากำไรเป็นสรณะ แต่ไม่เอาไหนในการบริหารบ้านเมือง จนต้องสิ้นสูญอำนาจในที่สุด

ส่วนก๊กจ๊กนั้นทำการใหญ่ก็โดยอาศัยข้ออ้างว่าเป็นเชื้อสายพระวงศ์ของพระเจ้าเหี้ยนเต​้ แต่ความจริงก็มิใช่พระญาติอันสนิท ต้องสืบสาวญาติวงศ์พงศาย้อนยุคขึ้นไปถึง 17 ชั่วคน จนกระทั่งถึงยุคพระเจ้าฮั่นเกงเต้โน่นแล้วจึงต่อเชื้อวงศ์ได้ติด

เล่าปี่ได้อ้างความจงรักภักดีและความเป็นเชื้อพระวงศ์ที่นับสืบย้อนขึ้นไปถึง 17 ชั่วอายุคน สร้างความเคารพรักศรัทธาแก่มวลมหาชน แต่ก็ทำการใดไม่สำเร็จ

จนกระทั่งไปคำนับเอกบุรุษผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรจูกัดเหลียงขงเบ้งมาเป็นกุนซือ การใหญ่ก็คืบหน้าไปจนใกล้จะสำเร็จ เพราะนับแต่มังกรแห่งเทือกเขาโงลังกั๋งเลื้อยลงจากภูออกมาช่วยเหลือคิดอ่านวางแผนแล้​ว แค่ 8 ปี เล่าปี่ก็สามารถต้อนแผ่นดินจีนเข้ามาอยู่ใต้อาณัติได้ถึง 1 ใน 3

เล่าปี่มีข้อดีอยู่ประการหนึ่งคือหมั่นแสวงหาคนดีมีฝีมือมาใช้สอย และรู้จักทำนุบำรุงคนดีมีฝีมือให้มีอำนาจในบ้านเมือง หากเป็นคนไม่ดี ถึงแม้เป็นญาติวงศ์ก็ไม่ให้มีอำนาจในบ้านเมือง

แผ่นดินทุกวันนี้ บางคนกล่าวว่าเป็นจลาจลเพราะไม่มีผู้มีสติปัญญาวิชาคุณแบบขงเบ้งมาช่วยเหลือ แต่แท้จริงแล้วอาจจะเป็นเรื่องตรงกันข้ามเพราะกรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี ผู้มีปัญญาวิชาคุณมีอยู่มากมาย แต่ขาดไร้คนแบบเล่าปี่ต่างหาก

ผู้มีอำนาจต่างพึงใจให้ใครต่อใครเข้าไปสวามิภักดิ์กราบกรานเป็นลิ่วล้อบริวาร แต่หาได้ใส่ใจที่จะแสวงหาผู้มีสติปัญญาวิชาคุณเข้ามาช่วยทำการกอบกู้บ้านเมืองเหมือน​กับเล่าปี่ไม่

ก๊กจ๊กของเล่าปี่ใช้ธงแผ่นดินสีเหลืองขอบแสดเป็นสัญลักษณ์ แต่จะเทียบกันได้หรือไม่กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ต้องคิดกันเอาเอง​

หากจะมองการเมืองไทยด้วยทัศนะสามก๊กในภาพกว้าง ๆ ก็พอจะเห็นเค้าลางอย่างที่ว่านี่แหละ แต่ความจริงแล้วสถานการณ์อาจย้อนขึ้นไปและอาจใกล้เคียงกับยุคก่อนที่จะเป็นสามก๊ก คือยุคที่พี่ชายของพระเจ้าเหี้ยนเต้สืบราชสมบัติต่อจากพระเจ้าเลนเต้

ในยุคนั้นราชสำนักฮั่นอ่อนแอ เพราะขุนนางต่างแย่งชิงอำนาจและฉ้อราษฎร์บังหลวง โฮจิ๋นอัครมหาเสนาบดีหลงเชื่อคำของอ้วนเสี้ยวให้เรียกกองทัพของตั๋งโต๊ะจากบ้านนอกเข​้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในเมืองหลวง เพื่อช่วยกำจัดศัตรูภายในราชสำนัก

ตั๋งโต๊ะยกกองทัพใหญ่เข้ามาตามคำสั่ง แต่ตั้งกองทัพไว้นอกเมือง ป่าวประกาศให้รู้ทั่วกันว่ายกกองทัพมาครั้งนี้เพื่อช่วยโฮจิ๋นปราบปรามศัตรู

เมื่อเป็นดังนั้นจึงกระตุ้นเตือนให้ศัตรูของโฮจิ๋นวางแผนร้ายสังหารโฮจิ๋นเสียอย่างโ​หดร้ายทารุณ เข้าลักษณะเป็นการหลอกไปล้อมกรอบฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งอาจจะคล้าย ๆ กับแผนลอบสังหารหนุ่มมาร์คของเรานั่นเอง แต่โชคดีที่ฟ้ายังปรานีคุ้มครอง หนุ่มมาร์คจึงรอดจากอุ้งหัตถ์มัจจุราชมาได้ถึง 3 ครั้ง 3 ครา

ครั้นโฮจิ๋นถูกสังหารแล้วก็เกิดการจลาจลขึ้นในเมืองหลวง ตั๋งโต๊ะจึงฉวยโอกาสนั้นเข้ายึดอำนาจ และกลายเป็นทรราชใหม่ที่ถูกสาปแช่งทั้ง 10 ทิศ

ตั๋งโต๊ะครองอำนาจแล้วก็คิดยึดอำนาจราชสำนัก โดยการว่าราชการหลังม่าน จึงคิดถอดฮ่องเต้ออกจากตำแหน่ง แล้วให้ผู้น้องครองบัลลังก์แทน

จึงเกิดความขัดแย้งกับเต๊งหงวนหรือเติ๊งหานจนหวิดจะฆ่ากัน แต่เต๊งหงวนมีขุนพลฝีมือดีคือลิโป้ช่วยเหลือไว้ จึงออกจากเมืองไปได้

ทว่าลิโป้เป็นคนคดในข้องอในกระดูก คิดเห็นแต่ผลประโยชน์และกามคุณ จึงขายตัวให้กับตั๋งโต๊ะด้วยแก้วแหวนเงินทองและม้าเซ็กเธาว์อีก 1 ตัว ตัดหัวเต๊งหงวนซึ่งเป็นบิดาบุญธรรมของตนเอาไปมอบให้แก่ตั๋งโต๊ะ

ตั๋งโต๊ะก็อาศัยลิโป้ครองอำนาจในแผ่นดินจีน จนมีผู้ล้อเลียนว่าถ้าไม่มีเขาเราก็เป็นใหญ่ไม่ได้

ตั๋งโต๊ะเป็นทรราชมากขึ้นทุกที แผ่นดินก็เป็นจลาจลต่อไปอีก ผู้รักภักดีต่อแผ่นดินจึงวางแผนฆ่าตั๋งโต๊ะเสีย แต่ติดขัดด้วยลิโป้ซึ่งเป็นทหารเสือฝีมือเป็นเอก เพราะเมื่อเข้าด้วยตั๋งโต๊ะแล้วก็คำนับเอาตั๋งโต๊ะเป็นพ่อบุญธรรมคนที่สอง ไปไหนก็กอดกันเป็นเกลียว

แต่ในที่สุดลิโป้ก็ขายตัวให้กับอ้องอุ้นด้วยหมวกยศ 1 ใบ และสตรีผู้เลอโฉมอีก 1 คนคือเตียวเสี้ยน ในที่สุดลิโป้ก็ฆ่าตั๋งโต๊ะเสีย

แต่อ้องอุ้นครองอำนาจได้ชั่วประเดี๋ยวเดียวบ้านเมืองก็เป็นจลาจล ปั่นป่วนวุ่นวายไปทั่วอีกครั้งหนึ่ง จนพระเจ้าเหี้ยนเต้ต้องพลัดพรากจากพระนคร ในที่สุดก็มีการออกคำสั่งเรียกตัวโจโฉมาช่วยเหลือ โจโฉเสือตัวใหม่จึงตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ด้วยประการฉะนี้

โจโฉครองอำนาจภายใต้พระปรมาภิไธยของฮ่องเต้จนตลอดชีวิต จนกระทั่งถึงยุคสมัยของโจผีก็ตั้งตนขึ้นเป็นเจ้า แต่ในที่สุดแผ่นดินก็ตกอยู่ในมือของนายทหารใหญ่คือสุมาเอี๋ยน ผู้บุตรของสุมาอี้ และสถาปนาราชวงศ์ต้าจิ้นครองแผ่นดินสืบมา

โจโฉตายด้วยโรคประสาท เล่าปี่ตายด้วยความตรอมใจ ในขณะที่ซุนกวนก็ตายด้วยความทุกข์ทรมานเพราะลูกหลานไม่เอาถ่าน

ยุคสมัยร่วมร้อยปีของสามก๊กได้กวาดกลบเอาทรชนและวีรชนล่วงลับดับสูญไปสิ้นตามกฎแห่งพ​ระไตรลักษณ์ที่สรรพสิ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไปด้วยประการฉะนี้.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 12:49 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน แขกเตะเจ้าของบ้าน

.
.

            ก๊กน้ำเงินฮึกเหิมลำพองเพราะได้ครองทั้ง “ปืนและขนมปัง” ดังนั้นแม้ฐานะแท้จะเป็นแค่แขกที่รับเชิญเข้ามาอยู่ในบ้าน แต่พอนานวันเข้าก็พลิกผันกลับกลายทำท่าจะเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง แล้วเขกหัวเจ้าของบ้านเล่นเป็นรายวัน เตรียมจะไล่เตะออกจากบ้านไปเสียเลย 

            กรณีอย่างนี้เคยมีมาแล้วในสามก๊ก ในห้วงเวลาที่โฮจิ๋นอัครมหาเสนาบดีแห่งฮั่นกำลังสัประยุทธ์แย่งชิงอำนาจทางการเมืองกับกลุ่มสิบขันที 

            อ้วนเสี้ยวเชื้อสายขุนนางเก่าได้เสนอโฮจิ๋นให้เรียกกองทัพตั๋งโต๊ะจากภาคอีสานเข้าเมืองหลวง เพื่อปราบปรามขันทีให้ราบคาบ ทั้งๆ ที่ความจริงโฮจิ๋นก็ครองตำแหน่งเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีว่าราชการทั้งการข้างราชสำนัก ตลอดจนฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 

            สามารถใช้อำนาจที่มีอยู่และกำลังทั้งหลายในเมืองหลวงกำจัดสิบขันทีเสียได้โดยง่ายดาย แต่โฮจิ๋นกลับคิดพึ่งพากำลังของตั๋งโต๊ะ จึงขอรับสั่งให้เรียกกองทัพตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง 

            ตั๋งโต๊ะได้ทราบหมายรับสั่งแล้วก็ปรึกษาบรรดากุนซือ แล้วเห็นพ้องต้องกันว่าการที่โฮจิ๋นมีหมายรับสั่งมาเรียกกองทัพของตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวงครั้งนี้เป็นเรื่องของคนสิ้นคิด หมายจะยืมมือของตั๋งโต๊ะไปกำจัดคู่ขัดแย้งทางการเมืองของตน และหลังจากนั้นก็คงจะขับไล่ไสส่งหรือไม่ก็หาเหตุประหารตั๋งโต๊ะเสีย 

            ดังนั้นบรรดากุนซือจึงวางแผนให้ตั๋งโต๊ะแก้เกมของโฮจิ๋น โดยด้านหนึ่งกรีฑาทัพใหญ่จากเมืองเลียวตั๋งเข้ามายังแดนเมืองหลวง เพื่อปฏิบัติตามหมายรับสั่งของฮ่องเต้ แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องการยืมมือสิบขันทีฆ่าโฮจิ๋นเสียก่อน แล้วตั๋งโต๊ะจะได้ฉวยโอกาสยึดอำนาจเสียในภายหลัง 

            กองทัพตั๋งโต๊ะยกล่วงเข้าแดนเมืองหลวงแล้วให้ตั้งค่ายอยู่นอกเมือง แล้วส่งฎีกาเข้าไปกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่าได้รับหมายรับสั่งให้เข้ามาปราบพวกสิบขันทีแล้ว จึงยกมาตั้งอยู่นอกเมือง มิอาจล่วงพระราชอาญายกกองทัพเข้าเมืองก่อนที่จะได้รับพระบรมราชานุญาตได้ 

            เป็นธรรมเนียมการปกครองของจีนยุคนั้นที่ฎีกาถึงฮ่องเต้จะต้องผ่านระบบการกลั่นกรองและต้องไปถึงมือสิบขันที ดังนั้นหนังสือฎีกาของตั๋งโต๊ะจึงเท่ากับเป็นการแจ้งให้สิบขันทีทราบว่าตนเองยกกองทัพเข้ามาตามความประสงค์ของโฮจิ๋นเพื่อให้ฆ่าสิบขันทีเสีย ซึ่งเป็นนัยว่าต้องการเอาใจสิบขันทีอยู่ในเชิง 

            สิบขันทีทราบความตามฎีกานั้นแล้วก็โกรธ จึงวางแผนสังหารโฮจิ๋นเสีย แล้วเกิดเป็นการจลาจลขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพราะทหารของโฮจิ๋นพากันเคียดแค้นไล่ล่าฆ่าสิบขันทีจนต้องหนีกระเจิงออกจากพระบรมมหาราชวัง โดยจับฮ่องเต้และพระอนุชาไปเป็นตัวประกัน 

            ตั๋งโต๊ะส่งคนออกไปตามหาฮ่องเต้และปราบปรามการจลาจลในเมืองหลวงจนราบคาบ แล้วยึดอำนาจไว้ทั้งหมดแต่ผู้เดียว เพราะฝ่ายโฮจิ๋นนั้นเมื่อเสียโฮจิ๋นแล้วก็เหมือนกับเสือไร้หัว จึงพากันเข้าสวามิภักดิ์กับตั๋งโต๊ะสิ้น ในขณะที่พวกพ้องของสิบขันทีที่เหลืออยู่ก็เข้าพึ่งพาสวามิภักดิ์กับตั๋งโต๊ะเช่นเดียวกัน 

            ตั๋งโต๊ะได้ครองอำนาจแล้วก็กระทำการหยาบช้าก่อกรรมทำเข็ญกับเชื้อสายแห่งพระเจ้าฮั่นโกโจ ถอดฮ่องเต้ออกจากตำแหน่งแล้วเชิญพระอนุชาขึ้นเสวยราชย์ โดยตนเองกุมอำนาจทั้งหมดไว้ในมือแต่ผู้เดียว 

            ตั๋งโต๊ะก่อกรรมทำเข็ญสุดคณานับจนได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ของพอลพต เพราะต้นแบบความโหดร้ายอำมหิตและความชั่วช้าเลวทรามทั้งหลายบรรดามีในโลกนี้ไม่มีใครคิด ไม่มีใครทำเสมอด้วยตั๋งโต๊ะเลย ดังนั้นตั๋งโต๊ะจึงได้สมญานามว่าเป็นผู้ถูกสาปแช่งทั้งสิบทิศ 

            ในที่สุดกรรมก็ตามทัน ตั๋งโต๊ะถูกอ้องอุ้นและลิโป้วางแผนสังหารเสีย แผ่นดินก็เกิดจลาจลต่อไปอีกครั้งหนึ่ง 

            ดูไปแล้วก็คลับคล้ายคลับคลากับสถานการณ์การเมืองที่เป็นไปในบ้านเมืองของเราไม่ใช่หรือ 

            ก๊กฟ้ามีเสียงในสภาร่วม 180 เสียง แต่กลับต้องประกาศว่า “ถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล” จึงส่งผลให้ก๊กน้ำเงินซึ่งมีกำลังพลแค่ 30 เสียง กลายเป็นผู้ถือดุลกุมบังเหียนอำนาจรัฐ สามารถต่อรองเรียกร้องเข้าคุมและบงการปืนพร้อมขนมปังไว้ในมือ 

            ซึ่งไม่มีธรรมเนียมการตั้งรัฐบาลผสมที่ไหนในโลกที่เป็นแบบนี้ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของคำเล่าข่าวลือว่า กลยุทธ์แจกปืนและขนมปังให้กับกลุ่มน้ำเงินนั้น แท้จริงแล้วอาจมีข้อตกลงลับและลึกอยู่เบื้องหลัง นั่นคือกลยุทธ์ทอนสตางค์ให้แก่กัน 

            ก๊กน้ำเงินไปหาขนมปังมาได้ 10 ก้อน ก็ต้องแอบแบ่งสรรปันส่วนให้กับก๊กฟ้า 4-5 ก้อน แล้วแต่เรื่องราวเป็นกรณีไป แต่ถ้าใครจะถามว่าข่าวคราวนี้เป็นจริงหรือไม่ ก็ต้องตอบแบบนายศักดิ์ เตชาชาญ อดีตตุลาการรัฐธรรมนูญผู้อื้อฉาวว่าไม่ยืนยัน
เป็นเรื่องที่หากใครใดสนใจใคร่รู้ก็ลองสืบหาดูกันเอาเอง ก็จะรู้แจ้งกระจ่างว่ากลยุทธ์แจกปืนและขนมปังเป็นกลยุทธ์เดียวโดด ๆ หรือว่ายังมีกลยุทธ์ทอนสตางค์พ่วงอยู่ด้วย 

            เพราะเหตุดั่งนี้ อำนาจรัฐในทุกวันนี้จึงมีอยู่สองศูนย์ มีทำเนียบสองแห่ง มีนายกรัฐมนตรีสองคน และมีล็อบบี้ยิสต์หนึ่งคน 

            ทำเนียบแห่งหนึ่งเรียกว่าทำเนียบไทยคู่ฟ้า เป็นทำเนียบเก่าแก่แต่โบราณมา ส่วนอีกทำเนียบหนึ่งเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ชาวยุทธ์เรียกขานว่าทำเนียบรางน้ำ 

            ชาวยุทธ์จำนวนหนึ่งกล่าวว่า คนที่นั่งในทำเนียบไทยคู่ฟ้ากับคนที่นั่งในทำเนียบรางน้ำนั้น บางครั้งก็ไม่รู้ว่าใครเป็นนายกตัวจริง ใครเป็นนายกตัวปลอม 

            เนื่องเพราะบรรดาโครงการและการดำเนินงานบริหารอำนาจเกือบทั้งหมดมีการใช้ทำเนียบรางน้ำเป็นศูนย์กลางประสานงาน โดยมีคนที่ทำหน้าที่เป็นล็อบบี้ยิสต์เข้าร่วมประชุมปรึกษา 

            จะแต่งตั้งใครเป็นอะไร จะผ่านโครงการไหน และจะขับเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไร ล้วนออกพิมพ์เขียวและคำสั่งการมาจากทำเนียบรางน้ำแทบทั้งสิ้น 

            ในแต่ละวันมีข้าราชการทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ มีชาวยุทธ์ทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรม แต่ส่วนมากมักจะเป็นฝ่ายมารหรืออธรรม พากันไปคราคร่ำอยู่ที่ทำเนียบรางน้ำมากกว่าที่จะไปสุมหัวจั่วลมที่ทำเนียบไทยคู่ฟ้า 

            หลังจากนั้นเรื่องราวทั้งปวงก็จะค่อย ๆ ขยับ ค่อย ๆ เดิน ค่อยๆ ขับเคลื่อนโดยผ่านทางทำเนียบไทยคู่ฟ้า 

            ดังนั้นในสายตาชาวยุทธ์ ใครเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง ใครเป็นนายกรัฐมนตรีตัวปลอมหรือเป็นนายกรัฐมนตรีหุ่น ก็ต้องพินิจพิจารณากันอย่างแยบคาย หาไม่แล้วก็ดูไม่ออก กระทั่งอาจสับสนงงงวยไปได้ว่าคนทำหน้าที่โฆษกเป็นนายกรัฐมนตรี 

            เรื่องสำคัญบางเรื่อง นายกรัฐมนตรีในทำเนียบไทยคู่ฟ้าให้สัญญาป่าวประกาศต่อชาวประชาไปอย่างหนึ่ง แต่เมื่อมีการขับเคลื่อนจากทำเนียบรางน้ำไปอีกทางหนึ่ง ผลปฏิบัติจริงมักจะเป็นไปตามการขับเคลื่อนของทำเนียบรางน้ำ เหตุนี้บางทีชาวยุทธ์จึงเปรียบเปรยว่าที่ทำเนียบไทยคู่ฟ้านั้นเป็นเวทีออกแขก หรือเวทีแสดง หรือเป็นที่ให้สัมภาษณ์ของโฆษกของรัฐบาลตัวจริงเท่านั้น 

            เมื่อเป็นอย่างนี้ก๊กน้ำเงินจึงขี่คอก๊กฟ้า อุปมาเหมือนคนขี่ช้าง ที่สามารถใช้ตะขอสับหัวเกี่ยวหูบังคับช้างไปทางไหนก็ได้ ช้างซึ่งดูเหมือนตัวใหญ่แต่เมื่อทำตัวเป็นแค่สัตว์เดรัจฉานก็ต้องตกเป็นเครื่องมือให้คนขี่ช้างบังคับขับไสตามใจชอบ 

            ยิ่งนานวันเข้า ก๊กน้ำเงินก็ยิ่งเรืองอำนาจกฤษดานุภาพยิ่งกว่าก๊กไหนในแผ่นดิน 

            ก๊กแดงหลังจากพ่ายศึกในระดับยุทธศาสตร์จากศึกสงกรานต์เลือดแล้ว ก็เหมือนคนหลงป่าหาทางออกไม่พบ ทั้งหัวหน้าก๊กก็มีข่าวว่ากำลังมีชะตาแขวนอยู่กับเส้นด้าย เพราะอุ้งหัตถ์ของพญามัจจุราชกำลังคร่าเอาที่ต่อมลูกหมากแล้ว จะอยู่ไปได้สักกี่วันกี่เดือนก็ยังไม่รู้ จึงพากันระส่ำระสาย และหาความแน่นอนอันใดมิได้ 

            แม้แค่คิดจะตั้งหัวหน้าพรรคให้เป็นเรื่องเป็นราวเพื่อไปทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านให้สมศักดิ์ศรีคู่ชกในสภาตามทำเนียบตำแหน่งการเมืองในระบอบรัฐสภาก็ยังทำไม่ได้ 

            ท่อน้ำเลี้ยงก็ไม่ค่อยไหล ไหลบ้างก็กระปริบกระปรอยยิ่งกว่าคนเป็นกระสัยขัดเบาเสียอีก 

            ส่วนก๊กเหลืองพักนี้ก็ยังไม่มีการงานอันใดเป็นหลักเป็นฐาน เพราะมัวสาละวนอยู่กับการตั้งพรรคการเมือง ซึ่งบางเรื่องก็ได้ข้อยุติแต่บางเรื่องก็ยังเถียงกันไม่จบ แต่ในที่สุดความตื่นรู้ของมหาประชาราษฎร์ก็คงผลักดันให้การทั้งปวงต้องเป็นไปตามความปรารถนาของปวงชน 

            ก๊กสีกากีก็เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ เพราะแม้ใส่สีกากีเหมือนกันแต่ก็ร้อยพ่อพันแม่ ทั้งหัวหน้าก๊กก็กำลังจะพ้นวาระไปในอีก 4 เดือนข้างหน้า จึงวิ่งเข้าหาก๊กฟ้า ก๊กน้ำเงินกันจ้าละหวั่นเพื่อแย่งตำแหน่งประมุขก๊กสีกากีต่อไป 

            ส่วนก๊กเขียวนั้นแต่ละวันก็ไม่เป็นอันทำสิ่งใด เพราะมัวแต่เอามืออุดหูด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายว่า “แดงไม่ยอม แดงไม่ยอม” ซึ่งไม่รู้ว่าแดงไหน และไม่รู้ว่าไม่ยอมเรื่องอะไร จนบรรดาชาวชุดเขียวต้องเบือนหน้าหนีและซุบซิบนินทา จนหาความสุขในการทำงานมิได้ 

            ดังนั้นสถานการณ์สามก๊กการเมืองไทยในวันนี้ ก๊กน้ำเงินจึงฮึกเหิมลำพองเรืองกฤษดานุภาพและแผ่อานุภาพอย่างไม่หยุดยั้งไปทั่วทุกสารทิศ แม้ผีสางก็ต้องยอมค้อมหัวให้ 

            ทว่าสภาพเช่นนี้กระทบกระเทือนใจบรรดานักรบแห่งก๊กฟ้า โดยเฉพาะบรรดาเหล่าเจี้ยงเล่าและยอดจอมยุทธ์ซึ่งมีอยู่มากหลายพากันอึดอัดขัดใจที่ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของก๊กฟ้าอันเลื่องลือชามากว่า 60 ปีกลับเสื่อมศักดิ์สิ้นศรีลงในวันนี้ มีฐานะเป็นแค่ช้างพังให้เขาขี่เอาตะขอโขกสับเอาตามอำเภอใจ จึงเกิดแรงกระเพื่อมไหวขึ้นภายใน 

            แต่นั่นไม่เท่ากับสึนามิที่เกิดขึ้นกับใจของประมุขก๊กฟ้า ที่แม้ยังเยาว์แก่ความนัก แต่ก็มีศักดิ์เป็นผู้ถือกระบี่อาญาสิทธิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ ซึ่งมาถึงจุดที่กำลังยับยั้งชั่งใจว่าจะปล่อยให้เขาขี่เขาโขกเขาสับอยู่ต่อไป หรือว่าจะใช้กระบี่อาญาสิทธิ์กำราบปราบพาลให้แผ่นดิน 

            ก็ต้องรอความคืบหน้าการจัดกำลังของสองขุนพลเฒ่าที่กำลังจะฟื้นคืนบารมีเข้ามาช่วยกอบกู้แผ่นดิน ขุนพลเฒ่า “ช” และขุนพลเฒ่า “ส” จึงคือตัวแปรที่แท้จริงในสถานการณ์อันสับสนยิ่งนี้.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 12:54 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ประชาธิปไตยแบบลิโป้

.
.


            ในบรรดานักรบแห่งยุคสามก๊กนั้น ต้องถือว่าลิโป้เป็นนักรบที่บู๊ดุเดือดเลือดพล่านมากที่สุดคนหนึ่ง และมีวิชาเชิงยุทธ์สูงล้ำมากที่สุดคนหนึ่ง ถึงขนาดที่สามพี่น้องแห่งสวนท้อ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย รุมรบกับลิโป้ผู้เดียวก็ยังหนักแรง จนต้องใช้ค่ายกลพยุหะเข้ารับมือ จึงจะเอาชนะลิโป้ได้ 

            แต่ลิโป้นั้นก็เป็นนักรบที่ประหลาด เพราะไม่เพียงแต่เป็นนักรบที่แสวงหาเจ้านายเป็นที่พึ่ง เพื่อไต่เต้าหาความก้าวหน้าเท่านั้น หากยังพยายามผูกสัมพันธ์กับผู้เป็นเจ้านายในอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์พิเศษเสมอ คือขอฝากตัวเป็นลูกบุญธรรมของผู้เป็นเจ้านาย 

            ลิโป้เข้ารับราชการเป็นทหารของเต๊งหงวนหรือเติ้งหาน แล้วฝากตัวเป็นบุตรบุญธรรม เต๊งหงวนหรือเติ้งหานก็ไว้วางใจว่าในเมื่อเป็นพ่อลูกบุญธรรมกันแล้วก็จะจงรักภักดีกตัญญูกตเวทีตามประเพณีจีนและคำสั่งสอนของขงจื๊อ จึงนอกจากให้ตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ในการบังคับบัญชาทหารแล้ว ยังมอบภารกิจให้เป็นองครักษ์ประจำตัวอีกหน้าที่หนึ่ง มีสิทธิ์เข้านอกออกในและพกกระบี่ติดตัวเข้าถึงจวนได้ทุกเวลาเช้าค่ำ 

            ต่อมาตั๋งโต๊ะได้ครองอำนาจในเมืองจีน เพราะโฮจิ๋นหลงเชื่อคำอ้วนเสี้ยว เชิญกองทัพตั๋งโต๊ะจากแดนอีสานเพื่อมาช่วยปราบปรามสิบขันที แล้วที่ปรึกษาคนสำคัญของตั๋งโต๊ะก็ใช้กลอุบายเร่งให้สิบขันทีฆ่าโฮจิ๋นเสียก่อน จนเกิดจลาจลขึ้นในพระบรมมหาราชวัง แล้วเป็นโอกาสให้ตั๋งโต๊ะเข้ามาระงับดับไฟจลาจลนั้น 

            ตั๋งโต๊ะทำการมีความชอบแล้วก็ไม่ยกกองทัพกลับภาคอีสาน ขยายอิทธิพลครอบงำราชสำนักจนได้ดำรงตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดี และคุมการฝ่ายใน ฝ่ายหน้าในราชสำนักทั้งสิ้นไว้ในมือ จากนั้นก็คิดกำเริบหมายจะถอดฮ่องเต้ซึ่งเป็นพระราชบุตรองค์พี่ออกจากที่ฮ่องเต้เสีย และจะยกเอาพระราชบุตรองค์น้องขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนเพื่อจะได้กุมอำนาจหลังบัลลังก์มังกรอย่างสะดวกดาย 

            ตั๋งโต๊ะได้นัดประชุมบรรดาขุนนางทั้งปวงเพื่อปรึกษาวาจะถอดฮ่องเต้ออกจากตำแหน่ง แต่ปรากฏว่าเต๊งหงวนหรือเติ้งหานคัดค้านอย่างรุนแรง จนตั๋งโต๊ะโมโห ชักกระบี่ออกไปจะฆ่าเต๊งหงวนหรือเติ้งหานเสีย ในขณะนั้นลิโป้ทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์เต๊งหงวนหรือเติ้งหานยืนอยู่ข้างหลัง เห็นตั๋งโต๊ะชักกระบี่เดินตรงมาก็เอามือกุมกระบี่เตรียมพร้อมไว้ เผอิญที่ปรึกษาของตั๋งโต๊ะเห็นลักษณะอาการของลิโป้แล้วประหนึ่งทหารเสือน่าเกรงขาม หวั่นว่าลิโป้จะฆ่าตั๋งโต๊ะเสียก่อนจึงรีบเข้าห้าม ซึ่งขณะนั้นตั๋งโต๊ะเองก็ประหวั่นใจในลักษณาการขององครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างหลังเต๊งหงวนหรือเติ้งหาน เพราะแม้ไม่พูดไม่จาเลยแม้แต่สักคำเดียว แต่กิริยาอาการท่าทางก็สัมผัสได้ชัดว่าเอาถึงตายแน่ ครั้นถูกห้ามก็ได้โอกาสทำทีถอยกลับมาที่เดิมแล้วสั่งเลิกประชุม ด้วยความกลัดกลุ้มที่ทำการยังไม่สำเร็จ 

            ที่ปรึกษาตั๋งโต๊ะจึงเสนอแผนให้ตั๋งโต๊ะซื้อลิโป้ออกมาจากเต๊งหงวนหรือเติ้งหานเสีย ด้วยม้าเซ็กเธาว์ 1 ตัว และเงินทองของกำนัลอีกจำนวนหนึ่ง และด้วยแผนนี้ลิโป้ก็ตัดหัวเต๊งหงวนหรือเติ้งหาน ถีบศพส่ง เอาแต่ศีรษะมาบรรณาการแก่ตั๋งโต๊ะ แล้วคำนับเรียกตั๋งโต๊ะเป็นบิดาบุญธรรมคนที่สอง 

            เพราะเหตุนี้ลิโป้จึงได้ชื่อว่าเป็นคนลูกสามพ่อ เพราะพ่อตัวที่ให้กำเนิดคนหนึ่ง เต๊งหงวนหรือเติ้งหาน พ่อบุญธรรมเป็นคนที่สอง และตั๋งโต๊ะพ่อบุญธรรมอีกคนหนึ่งเป็นคนที่สาม และกลายเป็นคำด่าที่เจ็บปวดสำหรับชาวจีนคือ “ไอ้ลูกสามพ่อ” 

            เพราะเมื่อลิโป้มาอยู่กับตั๋งโต๊ะแล้ว ตั๋งโต๊ะก็มอบหมายให้คุมทหาร ไว้วางใจให้เป็นองครักษ์ประจำตัว เข้านอกออกในได้ทุกวันเวลาเหมือนกับที่เต๊งหงวนหรือเติ้งหานเคยให้กับลิโป้ทุกประการ 

            แต่ในที่สุดลิโป้ก็ทรยศต่อตั๋งโต๊ะ โดยขายตัวให้กับอ้องอุ้น ด้วยสตรีนางเดียวคือเตียวเสี้ยน และด้วยค่าตัวดังกล่าวนี้ ลิโป้ก็ตัดหัวตั๋งโต๊ะแล้วถีบศพส่งเหมือนที่กระทำกับเต๊งหงวนหรือเติ้งหานทุกประการ 

            จากนั้นลิโป้ก็ได้ครองอำนาจร่วมกับอ้องอุ้น จนในที่สุดก็ถูกลูกน้องของตั๋งโต๊ะคือลิฉุย กุยกี ขับไล่ออกจากตำแหน่ง ต้องเร่ร่อนออกจากวัง จนสร้างความเดือดร้อนและทุกข์ยากให้แก่ฮ่องเต้จนสุดแสนสาหัส ในช่วงนั้นจึงเปิดโอกาสให้กับโจโฉซึ่งคุมกำลังตั้งหลักมั่นอยู่แล้วได้ยกกองทัพมากอบกู้ราชสำนักไว้ได้ ส่วนลิโป้ก็ไปตั้งหลักปักฐานแข็งเมืองต่อสู้กับรัฐบาลกลางของโจโฉต่อไป 

            ต่อมาโจโฉยกกองทัพมาปราบลิโป้ ต่อสู้ขับเคี่ยวกันหลายยก เพราะช่วงนั้นลิโป้ได้กุนซือฝีมือดีมาช่วยคิดอ่าน จึงหวุดหวิดที่จะเอาชีวิตโจโฉได้อยู่หลายครั้ง แต่โจโฉก็รอดตายไปได้ทุกครั้ง ครั้งสุดท้ายลิโป้ก็ต้องพลาดท่าเสียทีด้วยฝีมือทหารเลว ซึ่งเป็นลูกน้องตนเองแท้ ๆ โดยบรรดาลูกน้องเหล่านั้นช่วยกันเอาเชือกมัดจับตัวลิโป้ แล้วนำไปส่งให้กับโจโฉ 

            เมื่อลิโป้ถูกคุมตัวไปอยู่เบื้องหน้าโจโฉก็ร้องขอชีวิต โดยขอยอมเป็นทหารรับใช้และจะนับถือเป็นบิดาบุญธรรม โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เอามือลูบหนวด แล้วหันมาถามเล่าปี่ว่าท่านเล่าปี่มีความเห็นอย่างไร 

            เล่าปี่รู้เชิงอยู่แล้วว่าใจแท้นั้นโจโฉต้องการฆ่าลิโป้ แต่ไม่อยากแบกภาระฆ่าคนไว้แต่ตัวผู้เดียว จึงโยนภาระให้เล่าปี่มีส่วนร่วมในการออกความเห็นให้ฆ่าลิโป้ด้วย แต่ถึงกระนั้นเล่าปี่ก็เป็นคนลู่ไปตามลมแห่งอำนาจ ไม่อยากขัดใจโจโฉอย่างหนึ่ง และในใจก็คุมแค้นลิโป้ที่ทรยศหักหลังตนเองมาหลายครั้งอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นเล่าปี่จึงตอบโจโฉว่าซึ่งท่านจะเลี้ยงดูลิโป้นั้น ท่านยังจำเรื่องราวของเต๊งหงวนและตั๋งโต๊ะได้หรือไม่ 

            โจโฉได้ฟังคำเล่าปี่เช่นนั้นก็ออกคำสั่งให้เอาตัวลิโป้ไปประหาร 

            อันเต๊งหงวนหรือเติ้งหานเมืองไทยในวันนี้ แม้ยังไม่ตายเหมือนกับเต๊งหงวนในสามก๊ก แต่ก็ไร้เกียรติศักดิ์ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไปช้านานแล้ว เพราะหลังจากลิโป้ตัดหัวถีบศพทางการเมือง โดยประกาศต่อสาธารณชนในพื้นที่ภาคอีสานแล้ว เต๊งหงวนหรือเติ้งหานก็เหมือนกับตายทางการเมืองเช่นเดียวกัน เพราะจนถึงวันนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้เลย ยังคงมีลักษณะเหมือนมัมมี่หรือผีดิบที่แอบสูบเลือดสูบเนื้ออยู่เบื้องหลังม่านเท่านั้น จะหวังพึ่งหุ่นเชิดที่วางใจได้ก็ถูกชะตากรรมบันดาลให้เป็นไป ถึงขนาดที่ถ้าไม่กลับใจให้ทันท่วงทีก็คงได้เผาผีกันบ้างอย่างแน่นอน 

            ลิโป้เมืองไทยตัดหัวเต๊งหงวนหรือเติ้งหานในทางการเมืองแล้วก็ไปอยู่กับตั๋งโต๊ะ ที่บ้าอำนาจ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ปล้นชาติปล้นแผ่นดิน จนผู้คนสาปแช่งทั้งสิบทิศ 

            ลิโป้เมืองไทยช่วยคิดอ่านแผนการชั่วช้าสารเลวนานาชนิด ที่ดูประหนึ่งจงรักภักดีต่อตั๋งโต๊ะ แต่เนื้อแท้และผลจริงที่เกิดขึ้นก็คือทำให้อาณาประชาราษฎรทั่วทั้งแผ่นดินพากันเคียดแค้นชิงชัง ถึงขนาดกล่าวได้ว่าทั้งฟ้าและดินล้วนต่อต้านตั๋งโต๊ะ และหมายกำจัดตั๋งโต๊ะให้จงได้ ในที่สุดตั๋งโต๊ะก็ต้องกระเด็นกระดอนออกจากตำแหน่ง ต้องเร่ร่อนจรจัด หาแผ่นดินอยู่มิได้จนถึงทุกวันนี้ 

            หมดจากตั๋งโต๊ะไปแล้ว ลิโป้ก็ตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ รวบรวมไพร่พลขึ้นเป็นก๊กหนึ่ง และคราวนี้ก็ได้รับวิทยายุทธ์ของตั๋งโต๊ะติดตัวมาด้วย เพราะได้เห็นแบบอย่างของตั๋งโต๊ะแล้วว่าหากคิดจะกุมอำนาจให้มั่นคงก็ต้องกุมกำลังกองทัพให้มั่นคง ดังนั้นจึงได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อครองคนครองใจผู้คนในกองทัพให้สวามิภักดิ์แก่ตน 

            ช่างกำเริบเสิบสานเสียจริง ๆ คนอย่างลิโป้ไหนเลยจะเทียบคนอย่างตั๋งโต๊ะได้ ก็ขนาดคนอย่างตั๋งโต๊ะซึ่งเรืองอำนาจและอานุภาพเพียงไหน และควบคุมครอบงำกองทัพไว้ขนาดไหน แต่เมื่อการจำเป็นมาถึงแล้ว แค่ไม่กี่นาทีตั๋งโต๊ะก็ต้องกระเด็นจากเก้าอี้และต้องหลีกลี้หนีภัยไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว 

            นั่นเพราะตั๋งโต๊ะไม่เข้าใจกฎเกณฑ์แห่งฟ้าและดิน ไม่เข้าใจว่ากองทัพนั้นไม่ใช่ของพ่อค้านักการเมืองหน้าไหนจะเข้าครองเอาเป็นเจ้าของได้ สิ่งที่ทำและทุ่มเทจึงเป็นแค่ประหนึ่งต้นไม้ที่ไร้รากแก้ว แค่สายลมแผ่วโชยมาแต่เบา ๆ ก็ล้มครืนลงเสียแล้ว สำมะหาอะไรกับคนแบบลิโป้ที่พื้นเพเดิมเป็นแค่พ่อมดหมอผี สิไม่ประมาณตน หาญกล้าบังอาจคิดอ่านยึดครองกองทัพเป็นของตนตามแบบอย่างของตั๋งโต๊ะ  

            เสียงหัวเราะร่าเฮฮาครึกครื้นทุกคราที่มีคนหิ้วของบรรณาการเข้าไปในค่าย จึงก้องกระหึ่มแล้วทำให้ลิโป้สำคัญผิดคิดว่าคนทั้งปวงสวามิภักดิ์เป็นข้าทาส โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือเสียงเยาะเย้ยหยามหยันอันสุดที่จะประมาณได้เท่านั้น 

            ความคิดอ่านกำเริบของลิโป้ได้ปรากฏออกเป็นการกระทำมากหลาย จนคล้ายประหนึ่งจะกลายเป็นตั๋งโต๊ะมากขึ้นทุกที ดังนั้นเสียงสาปแช่งของอาณาประชาราษฎร์จึงกึกก้องขึ้นทั่วทุกสารทิศ 

            ลิโป้มิได้แยแสใส่ใจต่อความรู้สึกนึกคิดและความถูกผิดใด ๆ ลิโป้ในสามก๊กเป็นอย่างไร ลิโป้ในการเมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น 

            ครั้งหนึ่ง ลิโป้ยกกองทัพไปตีหัวเมืองของโจโฉ ครั้นเผชิญหน้ากัน มีการถามลิโป้ว่าแผ่นดินเป็นสุขสงบอยู่ดี ๆ เหตุไฉนท่านจึงยกกองทัพมาตีเมืองเรา ลิโป้ตอบด้วยเหตุผลอันพิลึกพิลั่นบันลือโลกว่า 

            “ท่านจะอ้างว่าเป็นเจ้าของเมืองนี้ได้อย่างไร แผ่นดินทั้งปวงเป็นของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ใครมีกำลังก็ตีชิงเอา ท่านมากล่าวความเช่นนี้หาชอบด้วยเหตุผลไม่” 

            เหตุผลของลิโป้แบบนี้ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงยกขึ้นเปรียบเปรยกับการเมืองไทยในยุคหนึ่งว่า เป็นประชาธิปไตยแบบลิโป้ คือใครมีอำนาจก็โกงเอาปล้นเอาตามอำเภอใจ ไม่ใส่ใจ ไม่ยอมรับนับถือว่าแผ่นดินนี้ศักดิ์สิทธิ์และมีพระสยามเทวาธิราชคอยคุ้มครองป้องกัน จึงต้องประสบกับวิบัตินานาประการ จนได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสไปจนสิ้นชีวิต 

            ครั้นถึงคราสัประยุทธ์ใหญ่ในพื้นที่ภาคอีสานอันเป็นศึกประเดิม ทั้งก๊กเหลือง ก๊กแดง ก๊กกากี และก๊กเขียว ต่างสามัคคีพร้อมหน้า กระแทก กระทืบกองหน้าของกองทัพลิโป้จนแตกกระเจิดกระเจิง ดับความฮึกเหิมลำพองของลิโป้จนต้องมุดดินหนี และกลายเป็นขอมดำดินไปแล้ว 

            ก็ต้องดูกันต่อไปว่าลิโป้การเมืองไทยจะดึงดันทุรังฮึกเหิมลำพองฝืนลิขิตฟ้าท้าแผ่นดินต่อไปหรือไม่ หากเปลี่ยนใจหันมาตั้งหน้าสนองคุณชาติ ทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุข ผลบุญย่อมบังเกิดแก่ลิโป้ที่อาจช่วยให้รอดปลอดภัยได้ หาไม่แล้วสักวันหนึ่งก็อาจต้องพลีร่างเป็นน้ำมันตะเกียงแบบเดียวกับศพของตั๋งโต๊ะก็ได้.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 12:58 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ยืมมีดฆ่าโค

.
.


            หลังจากความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์จากเหตุการณ์จลาจลเลือดในเทศกาลสงกรานต์แล้ว ก็ดูเหมือนว่าก๊กแดงจะซบเซาและเงียบเหงาไปพักใหญ่ เพราะถูกประณามหยามเหยียดทั้งบ้านทั้งเมือง มิหนำซ้ำเหล่าแกนนำก็ถูกดำเนินคดี จนบ้างก็หนีออกไปนอกประเทศ บ้างก็ต้องคิดเกมแก้คดีกันจ้าละหวั่น 

            ภายในก๊กแดงเองก็ใช่ว่าจะสามัคคีมีเอกภาพ เพราะมีถึง 3 เส้า 3 กลุ่ม ที่คอยจ้องแย่งชิงจะเป็นใหญ่ ดังนั้นเมื่อกลุ่มไหนพลาดท่าเสียที กลุ่มที่เหลือก็ขยี้ขย้ำซ้ำเติมเพื่อให้ง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถผงาดหน้ามาเป็นคู่แข่งได้อีกต่อไป 

            กลุ่มหนึ่งเพลี่ยงพล้ำในเหตุจลาจลเลือด อีกสองกลุ่มก็คิดช่วงชิงกันเป็นใหญ่ และเป้าหมายสำคัญคือการยึดครองตำแหน่งหัวหน้าก๊ก ซึ่งขณะนี้แม้มีก็เหมือนไม่มีเพราะไม่มีใครยอมรับนับถือ 

            ก็ระดับแม่ทัพใหญ่ภาคอีสานก็ประกาศก้องเบื้องหน้าสมรภูมิว่าหัวหน้าก๊กตัวจริงนั้นอยู่ที่ดูไบ ซึ่งหมายความว่าคนที่มีชื่อเป็นหัวหน้าก๊กเป็นแค่ตัวปลอมหรือเป็นแค่เจว็ดที่หาค่าอันใดมิได้ 

            เป็นธรรมดาของขุนพลผู้ชนะศึกย่อมฮึกเหิมลำพอง และก่อการกำเริบมากขึ้น ดังนั้นหลังจากศึกสองสมรภูมิในภาคอีสานผ่านไปแล้ว แม่ทัพอีสานก็เพิ่มความลำพองมากขึ้น ประกาศก้องขอครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในตำแหน่งหัวหน้าก๊ก 

            ดังนั้นคัมภีร์พิชัยสงครามจึงระบุไว้ว่า แม่ทัพที่ชนะศึกมาครั้งหนึ่ง จะฮึกเหิมลำพองและวางอำนาจบาทใหญ่เพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า และแม้มิได้ระบุว่าจะต้องจัดการอย่างไร บรรดาผู้ชาญพิชัยสงครามก็รู้ว่าจะต้องกำจัดแม่ทัพที่ลำพองนั้นเสีย 

            เมื่อครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจสถาปนาพระราชวงศ์ฮั่นแล้ว ฮั่นสินแม่ทัพใหญ่ผู้ปรีชาสามารถจึงตกเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง แม้ว่าจะได้รับสัญญาว่าทำผิดคิดร้ายประการใดก็จะไม่มีโทษตาย ดาบทุกอัน กระบี่ทุกเล่มในแผ่นดินจีนถูกจารึกไว้ว่าไม่ฆ่าฮั่นสิน ยิ่งกว่านั้น ยังมีคำสัญญาต่อไปอีกว่าตราบใดที่เท้าฮั่นสินอยู่บนแผ่นดิน สายตายังเห็นฟ้า ตราบนั้นจะไม่ถูกฆ่าเป็นอันขาด 

            แต่ในที่สุดฮั่นสินก็ต้องตาย ถูกจับพาไปที่ชั้นสองของเหลาแห่งหนึ่ง เท้าไม่ถึงดิน ตาไม่เห็นฟ้า และถูกฆ่าด้วยปังตอซึ่งไม่ใช่กระบี่หรือดาบ 

            สุมาอี้แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเว่ยรับคำสั่งยกทัพไปรับศึกหลายครั้งหลายหนตั้งแต่ยุคสมัยของโจโฉ ไล่ลงมาถึงโจผีและโจยอย ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับชัยชนะกลับมา แต่พอสิ้นศึกสุมาอี้ก็ถูกถอดออกจากตำแหน่งปลดลงเป็นไพร่ ไปทำไร่ไถนาอยู่ที่บ้านทุกครั้งไป 

            เหล่านี้ล้วนเป็นไปตามพิชัยสงคราม เพื่อป้องกันการฮึกเหิมลำพองคะนองเดชของแม่ทัพที่ชนะศึกใหญ่ ดังนั้นเมื่อศึกอีสานผ่านไปสองยก ผู้ชำนาญการพิชัยสงครามย่อมอ่านออกว่าเป้าหมายที่จะถูกทำลายล้างหาใช่ใครอื่นไม่ หากต้องเป็นแม่ทัพใหญ่ในสมรภูมิอีสานนั้นเอง 

            ด้วยเหตุนี้แผนการสยบและปลดเขี้ยวเล็บของแม่ทัพใหญ่จึงเกิดขึ้น เทียบเชิญผู้เฒ่าวังน้ำเย็น ซึ่งบาดหมางผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ กับแม่ทัพใหญ่อีสานเพื่อให้มาครองตำแหน่งหัวหน้าก๊กจึงเกิดขึ้น แต่ก็มีผู้รู้เท่าทัน แม่ทัพใหญ่อีสานอ่านเกมออกกระจ่าง เดินกลยุทธ์ขวางแผนการร้ายในทันที ด้วยการชูเอาฮูหยินน้อยผู้น้องของนายใหญ่เชิดให้เป็นหัวหน้าก๊ก 

            แต่เหลี่ยมลึกเขี้ยวโง้งลากพื้นเป็นรอยเห็นกระจ่างนัก แม้ยังเยาวเรศรุ่นก็สามารถอ่านเกมกลนี้ออก จึงตีฝ่าแผนการยกน้องขึ้นขวางนายได้อย่างทันท่วงที 

            กระบวนการบี้ขย้ำขยำกันจึงยังคงเดินไปอย่างต่อเนื่อง จึงเปิดโอกาสให้กลุ่มสามวรนุชค่อยเงยหน้าอ้าปากและหายใจคล่องตัวหน่อยหนึ่ง 

            กระบวนท่าเลียหว่างขาเอาใจนายใหญ่แผนใหญ่แผนใหม่จึงเกิดขึ้นตามมา ด้วยการประกาศแผนลากดินชนฟ้า ล่ารายชื่อล้านคนเพื่อขออภัยโทษให้แก่นายใหญ่ 

            แผนเช่นนี้มิได้หวังผลสำเร็จอันใด เพราะไม่เป็นไปโดยโลกนิติ ธรรมนิติ และราชนิติ หากเป็นแผนเพื่อเอาใจให้เผลอแล้วสามเกลอก็ล้วงกระเป๋ามาปรนเปรอกันอย่างอิ่มเอมเปรมปรีดิ์เท่านั้น 

            เพราะไม่ทันไรเสียงก่นโคตรประณามนายใหญ่ก็ก้องกระหึ่มไปทั้งบ้านทั้งเมือง กระทั่งอาจถึงขั้นแก้ผ้านายใหญ่ให้ล่อนจ้อน ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

            เพราะการจะล่ารายชื่อ 1 ล้านรายชื่อนั้น ต่อให้ได้ถึง 3 ล้านก็อย่าคิดว่ามากเพราะเนื้อแท้นี่คือแผนแก้ผ้านายใหญ่ให้คนไทยได้เห็นกันนั่นเอง 

            ทำไมจึงกล่าวฉะนี้? ก็เพราะก่อนหน้านี้ใครเล่าที่ได้รับความนิยมถึง 19 ล้านเสียงแล้วค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงมาเหลือ 14 ล้านเสียง และ 10 ล้านเสียง มาวันนี้จะเหลือแค่ 3 ล้านหรือ 1 ล้านเสียงเท่านั้น นี่มิเรียกว่าแก้ผ้านายใหญ่ให้ล่อนจ้อนดอกหรือ? 

            เพื่อเบี่ยงเบนเสียงก่นด่าและข้อครหาต่าง ๆ จึงมีการสร้างจุดสนใจใหม่ นั่นคือพิธีอวยพรชัยในวาระครบรอบ 60 ปีเกิดให้นายใหญ่ในท่ามกลางมหาสมาคมท้องสนามหลวง ซึ่งแม้ว่าภายนอกจะพูดจาประการใด แต่ภายในใครจะหยั่งรู้ว่ามีอะไรซ่อนไว้อยู่ในใจ 

            หมายประโลมใจนายใหญ่ว่ามีบารมีเทียบฟ้า หรือว่าเยียวยาอาการทางจิตให้รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจ แบบเดียวกับที่นำธงทรงพระเจริญไปโบกโบยต้อนรับขับสู้นายใหญ่ ซึ่งครั้งนี้อาจมีธงแบบนี้หรือมีพิธีกราบกรานประหนึ่งการปราบดาภิเษกให้เห็นก็เป็นได้ 

            ใครจะครึ้มอกครึ้มใจก็ตามที แต่นี่มิใช่หรือคือการประหัตประหารนายใหญ่ที่ได้ผลที่สุด มันเป็นแผนการอะไรกันแน่? มีแต่กลุ่มวรนุชผู้เยี่ยมยุทธ์ด้วยเล่ห์กลเชิงชั้นทางการเมืองที่ไม่มีใครเทียบได้เท่านั้นจึงจะหยั่งรู้มัน 

            กระบวนการโค่นเจ้ายังขับเคลื่อนไปไม่หยุดไม่หย่อน ทั้งในเมืองและนอกเมือง ท้าทายอำนาจรัฐ ท้าทายกฎบัตรกฎหมายและย่ำยีน้ำใจปวงประชา แต่ประหลาดนักว่าบรรดาผู้มีอำนาจหน้าที่ไปอยู่เสียที่ไหน? จึงปล่อยให้เหตุการณ์เกิดขึ้น และขยายตัวลุกลามไปปานนี้ 

            เขาไม่ได้ไปอยู่ที่ไหน ไม่ได้อยู่ในที่สว่าง และก็ไม่อยู่ในที่มืด แต่ย่อมอยู่ในที่สลัว ๆ เป็นแน่ เพราะเป็นธรรมดาของเต๋าที่ย่อมอยู่ในที่สลัว ๆ คล้าย ๆ กับสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ทำนองเดียวกับจระเข้ หรือเป็นเต่านั่นแหละ 

            เขาย่อมรู้ดีและย่อมมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะหยุดยั้งกระบวนโค่นเจ้า แล้วไฉนเล่าเหตุการณ์โค่นเจ้าจึงไม่หยุดยั้งลงเสียที หากยังมีการเคลื่อนไหวและขยายตัวไปจนผู้คนเอือมระอาผวาหวาดไปทั่วทั้งแผ่นดิน 

            แม้ว่าเขาจะอยู่ในที่สลัว ๆ ไร้ร่องรอย ไร้สภาพให้จับต้องได้ ประหนึ่งลมที่พัดพาไปในจักรวาล สายตามนุษย์ย่อมไม่อาจมองเห็นลมและการเคลื่อนไหวไปมาของลมได้ 

            แต่กระนั้นผู้มีปัญญาก็สามารถเห็นลม และเห็นการเคลื่อนไหวของลมได้ เนื่องเพราะอาการเคลื่อนไปของลมนั้นย่อมต้องพัดต้องผ่านกิ่งไม้ใบหญ้า และสารพัดสิ่ง กระทั่งขี้หมา แม้ฝุ่นละออง 

            การพลิ้วปลิวไสวไปในทางใดทางหนึ่ง หรือการก่อตัวเป็นลมหมุนจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน ผู้คนย่อมเห็นได้ เหตุนี้ผู้มีปัญญาเมื่อตั้งข้อสังเกตแล้วก็สามารถเห็นลมและการเคลื่อนไหวของลมโดยที่ไม่ต้องเห็นตัวลมว่าอยู่ที่ไหนหรือเคลื่อนไหวไปมาก็ตาม 

            ลมมีอยู่แน่นอน เคลื่อนตัวอยู่อย่างแน่นอน เคลื่อนไปทางไหนก็ให้พึงดูจากการปลิวพลิ้วไสวของใบไม้ใบหญ้าและฝุ่นละอองนั้น ก็สามารถเห็นได้ชัด ดังนั้นลมเอย! อย่าทะนงไปนักว่าไร้สภาพ ไร้ร่องรอย ใครก็มองไม่เห็น แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ 

            เมื่อเขามีอยู่จริง ๆ มีอำนาจจริง ๆ และสามารถหยุดยั้งกระบวนการโค่นเจ้าได้ แต่ไฉนเล่าจึงปล่อยปละละเลยเพิกเฉยให้กระบวนการโค่นเจ้าเคลื่อนไหวขยับขยายเติบใหญ่ขึ้นทุกวี่วัน 

            ใจคนสุดจะหยั่งคาด พระสมุทรสุดลึกล้ำ หมู่มวลเมฆเคลื่อนคล้อยไปในนภากาศ ยากรู้ที่หมายปลายทาง แต่กระนั้นก็ไม่สามารถปิดกั้นขัดขวางการคาดคิดคำนึงของผู้คน 

            คนที่เห็นลมจึงย่อมคาดคำนึงว่าหรือนี่คือแผนการยืมมีดฆ่าโค? 

            สมัยหนึ่ง หลังโจโฉแตกทัพเรือต้องยกทัพหนีกลับเมืองฮูโต๋อย่างทุลักทุเลแล้ว ทิ้งให้พวกโจจิ๋นรักษาเมืองชายแดนใต้โดยปักหลักอยู่ที่เมืองลำกุ๋น หวังจะยันมิให้พันธมิตรเล่าปี่ ซุนกวน บุกรุกล้ำขึ้นเหนือ 

            เสร็จศึกโจโฉแล้ว ภายในพันธมิตรเล่า-ซุน ก็คิดขยายดินแดนของตน ขงเบ้งกุนซือของเล่าปี่วางแผนยึดดินแดนตอนเหนือของแม่น้ำแยงซีเพื่อขยายฐานอำนาจของเล่าปี่ มุ่งสู่เกงจิ๋วและเสฉวนตามยุทธศาสตร์สามก๊ก 

            ในขณะที่จิวยี่แม่ทัพใหญ่แห่งหวูก็หมายปองดินแดนส่วนนี้ด้วยสายตาที่เป็นมัน จึงหวั่นว่าเล่าปี่จะไปยึดเมืองลำกุ๋นและเข้าครองดินแดนเหล่านั้น จึงยกคณะไปเจรจากับเล่าปี่ว่าเมืองกังตั๋งทำศึกเซ็กเพ็กเพื่อประโยชน์ร่วมกันของเล่าปี่ ซุนกวน ต้องลงทุนลงรอนเป็นอันมาก ดังนั้นดินแดนฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีจึงควรเป็นสิทธิ์แก่กังตั๋ง 

            ขงเบ้งวางกลทางการทูตภายใต้แผนการยืมมีดฆ่าโคโต้ตอบจิวยี่ว่า โจโฉเป็นอันตรายต่อเล่าปี่ ซุนกวน แม้แตกทัพกลับไปแล้วแต่ขุมกำลังในทางใต้ตั้งแต่ตอนเหนือของแม่น้ำแยงซีตลอดแนวก็วางใจมิได้ จึงจำเป็นต้องยกกองทัพมายันไว้เพื่อป้องกันตน 

            แล้วขงเบ้งจึงว่า หากเมืองกังตั๋งไม่ยกไปตีเอาดินแดนแถบนี้ เล่าปี่ก็จำใจต้องยึดดินแดนแถบนี้ไว้ป้องกันตัวสืบไป จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็เปิดวัตถุประสงค์แห่งตนว่าหมายมาดปรารถนาที่จะได้ดินแดนแถบนี้ 

            ขงเบ้งจึงว่า ถ้าท่านตีไม่ได้เล่าจะทำประการใด เล่าปี่ ซุนกวน จะมิเป็นอันตรายดอกหรือ? จิวยี่ชายชาติอาชาไนยฟังดังนั้นก็รู้ว่าเป็นการปรามาส จึงกล่าวว่าถ้ากองทัพข้าพเจ้าตีเมืองลำกุ๋นยึดเอาดินแดนฝั่งเหนือแม่น้ำแยงซีมิได้แล้ว ท่านจงเข้าตียึดเอาเองเถิด 

            ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันให้กองทัพกังตั๋งยกเข้าตีเมืองลำกุ๋นเพื่อยึดดินแดนแถบเหนือแม่น้ำแยงซีก่อน หากยึดไม่ได้ก็ให้กองทัพจ๊กของเล่าปี่เข้าตีต่อไป 

            จิวยี่นำกองทัพเมืองกังตั๋งเข้ารบพุ่งกับกองทัพเว่ยของโจจิ๋นผู้เป็นญาติของโจโฉอยู่หลายเพลาจนเหนื่อยล้าและเสียหายไปตาม ๆ กัน 

            ครั้นทั้งสองฝ่ายอ่อนแรงลงแล้ว ในคืนวันหนึ่งเมื่อกองทัพจิวยี่ยกไปจะเข้าตีเมืองย่อย โจจิ๋นก็คุมกองทัพจากเมืองลำกุ๋นไปช่วย ขงเบ้งจึงให้ทหารเอกนำทัพเล่าปี่เข้ายึดเมืองลำกุ๋นซึ่งว่างเปล่าได้โดยง่าย แล้วส่งกำลังไปยึดเมืองย่อยๆ จนหมดสิ้น โจจิ๋นต้องหนีทัพกลับขึ้นเหนือ ขณะที่จิวยี่ก็ต้องเสียกล เสียใจ จนเป็นปฐมเหตุของการรากเลือดตายในอนาคต 

            นี่คือแผนยืมมีดฆ่าโคที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ในที่สุดทั้งคนใช้มีดฆ่าโคและโคพากันย่อยยับอับปรา และตาอยู่ต่างหากที่จะเข้ามาฮุบเอาไปทั้งหมด 

            สถานการณ์บ้านเมืองไทยในวันนี้ จะต่างอันใดเล่ากับแผนยืมมีดฆ่าโคที่กองทัพขงเบ้ง เล่าปี่ เข้ายึดดินแดนแถบเหนือของแม่น้ำแยงซี โดยที่ทั้งกองทัพของโจจิ๋นและจิวยี่ต่างก็พากันฉิบหายวายวอดสิ้นเนื้อประดาตัวตามๆ กัน 

            แล้วทอดสายตาไปดูเถิดว่ามีใครล่ะ พวกไหนล่ะ ที่กำลังใช้แผนยืมมีดฆ่าโคอยู่ในขณะนี้บ้าง?
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 1:02 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ก๊กนำ้เงินลำพอง

.
.


            ความร่วมมือระหว่างก๊กน้ำเงินกับก๊กฟ้า แม้ว่าจะเป็นปัจจัยหลักในการร่วมกันครองอำนาจในปัจจุบัน แต่เพราะเนื้อแท้เป็นคนละธาตุคนละสี จึงเป็นได้แค่ความร่วมมือชั่วคราว และไม่มีวันจีรังยั่งยืนได้ 

            คงเหลืออยู่แต่ปัญหาปัจจัยเวลาว่าจะร่วมมือกันไปได้นานเท่าใดและภายใต้เงื่อนไขอย่างไร 

            แต่ก็เป็นที่เห็นกันชัดเจนว่าในท่ามกลางความร่วมมือนั้น ก็ยังมีการชิงเล่ห์ขบเหลี่ยมกันอยู่เป็นเนืองนิตย์ แต่เพราะบางฝ่ายอ่านเกมขาดว่า “ถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล” ดังนั้นผู้ที่คุมไต๋และมีจิตใจเหนือกว่าถึงแม้จะมีอำนาจน้อยกว่า แต่ก็สามารถพลิกผันกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบและคุมเกม 

            เหมือนคนกับช้าง คนตัวเล็กกว่าช้าง แต่เมื่อคนขึ้นขี่คอช้างก็สามารถบังคับช้างให้ไปทางไหนก็ได้ดุจดังใจ ถึงแม้จะมีเงื่อนไขว่าสักวันเวลาหนึ่งช้างจะสะบัดคนขี่จนกระเด็นกระดอนไป แต่ก็ใช่ว่าคนขี่ช้างจะไม่รู้เท่าสถานการณ์เสียทีเดียว 

            เพราะเหตุนั้น ในขณะที่ยังขี่ช้างอยู่ คนขี่ช้างสามารถบังคับกำกับช้างและใช้ช้างให้ทำประโยชน์แก่ตนเองได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และช้างก็ต้องจำใจอดทนให้คนขี่ช้างกำกับขับไสเรื่อยไป จนกว่าจะสำนึกตรึกใจได้ในที่สุด 

            ยามนี้ก๊กแดงกำลังระส่ำระสาย เพราะหัวหน้าก๊กต้องระเห็ดระเหินเดินเร่พเนจรอยู่ต่างแดน จนกระทั่งแผ่นดินแทบไม่มีที่ซุกหัวนอน จนเกิดการเล่าขานกันว่าวันเวลาที่อยู่บนเครื่องบินมีมากกว่าวันเวลาที่อยู่บนแผ่นดิน และแผ่นดินก็หดแคบลงไปทุกที 

            เพราะอยู่แดนไกลจึงไม่กระจ่างในสภาพ มิหนำซ้ำลิ่วล้อบริวารก็เป็นนักฉกฉวยปลิ้นปล้อน ล้วนแสวงหาอามิสและประโยชน์อย่างไม่รู้จักอิ่มหนำสำราญเสียที แผนงานแต่ละชิ้น กลเกมแต่ละครั้งล้วนตั้งอยู่บนยอดงบประมาณสูงลิ่ว และเปี่ยมด้วยถ้อยคำสัญญาที่น่ามั่นอกมั่นใจเสียนี่กระไร 

            แต่ออกยุทธ์ประดาบคราวใดก็ล่องจุ๊นคราวนั้น และครั้งล่าสุดก็ยับเยินหนักจนต้องกินน้ำใบบัวบกไปหลายจอก และทำให้ชะตากรรมซ้ำร้ายทั้งหลายถูกเทลงไปในบัญชีของหัวหน้าก๊กเพียงผู้เดียว ในขณะที่ลิ่วล้อบริวารพากันอิ่มหนำสำราญและอ้วนตัวเป็นขน 

            ส่วนก๊กเหลือง หลังจากแกนนำก๊กถูกลอบสังหาร ก็ออกอาการซุ่มซ่อนขยับขับเคลื่อนด้วยความรอบคอบพิถีพิถันมากขึ้น ใครที่คาดหวังว่าแผนการล่าสังหารจะหยุดยั้งการต่อสู้ของคนเสื้อเหลืองได้คงต้องผิดหวัง 

            เพราะในวันนี้คนเสื้อเหลืองนอกจากไม่ได้หยุดยั้งหรือเสื่อมคลายลงไป กลับขยายตัวเติบใหญ่อย่างซึมลึก 

            ถึงขนาดที่ว่าท่าทีคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หากยันไม่ไหว กลุ่มเสื้อเหลืองก็หวังใจว่าผลการเลือกตั้งครั้งใหม่ก็จะมีกองรบชั้นแนวหน้าออกไปต่อกรในสมรภูมิเลือกตั้ง และด้วยยอดจำนวนสมาชิกกว่า 10 ล้านคน จะทำให้ได้รับเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์อย่างน้อยถึง 35 ที่นั่ง ยังไม่รวมนักรบที่ลงสมัครในเขตเลือกตั้ง 

            ไต๋ที่กลบไว้นี้เงียบงันนัก แต่บรรดาผู้คร่ำหวอดทางการเมืองล้วนได้กลิ่นและเห็นช่องที่จะเข้ามามีสิทธิ์มีส่วนในการเมืองใหม่ ดังนั้นกำลังวังชาในการสนับสนุนค้ำจุนพรรคเสื้อเหลืองจึงดูเบาไม่ได้เลย 

            ก๊กเหลืองกำหนดกลยุทธ์ยามผลัดเปลี่ยนขั้วการเมืองในลักษณะขึ้นภูดู***ัดกัน และฉวยโอกาสนี้ซ่องสุมขยายขุมกำลังทั้งด้านกว้าง ด้านลึก และก่อขบวนและแนวรบขึ้นมากหลายเพื่อใช้รับมือในสงครามกลางเมืองครั้งใหม่ กระทั่งได้กลายเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของบรรดาผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 

            พวกก๊กแดงนั้นเพลี่ยงพล้ำแล้วยังระห่ำไม่เลิก ตอนต้นก็ชนดะ คือชนทั้งอำนาจใหม่และฟาดงวงฟาดงาไปถึงก๊กเหลือง ยิ่งพวกมีอารมณ์ตกค้างก็ยิ่งกร่างใส่ก๊กเหลืองไม่เลิก และเพราะเหตุรบสิบทิศจึงขาดพลังและอ่อนด้อยพลังลงโดยลำดับ 

            ก๊กน้ำเงินเห็นลีลาก็ก๊กแดงแล้วก็พากันหัวเราะก๊าก เพราะก๊กแดงยิ่งระห่ำแบบนี้ไปนานเท่าใด ก็จะเป็นช่องว่างใหญ่ให้ก๊กน้ำเงินกรีฑาพลไพร่เข้ายึดพื้นที่ทั้งสมรภูมิอีสานและสมรภูมิเหนือได้อย่างสบายใจเฉิบ 

            แค่ 5 เดือน ก๊กน้ำเงินรุกยึดพื้นที่สมรภูมิอีสานและภาคเหนืออย่างเงียบกริบ ดำเนินกลยุทธ์ 4 อย่าง คือ ซื้อตัวมาเป็นพวกด้วยอามิสและโครงการต่างๆ หากไม่ยอมสวามิภักดิ์ก็ส่งคนเข้าแข่งช่วงชิง หากยังดึงดันต่อไปอีกก็ย้ายจากบัญชีคนไปอยู่บัญชีผี 

            เพราะเหตุนี้การรุกคืบของก๊กน้ำเงินเข้ากินแดนก๊กแดงจึงขยายตัวไป และทำให้บรรดาบู๊เฮี้ยบของก๊กแดงในหลายพื้นที่ต้องยินยอมพร้อมใจเข้าสวามิภักดิ์ 

            อันก๊กน้ำเงินนั้นจะเห็นแต่สีน้ำเงินสีเดียวไม่ได้ เพราะยังมีสีเขียวและสีกากีค้ำผสมผสานอยู่อีกสองสี ครอบคลุมเครือข่ายการปกครอง ความมั่นคง แม้กระทั่งฐานหลักคือกำลังรบทางการเงิน ซึ่งในวันนี้ต้องถือว่ามีความพร้อมสรรพยิ่งกว่าก๊กก๊วนใด ๆ 

            ยามนี้ก๊กน้ำเงินได้ปรับยุทธศาสตร์จากการตั้งเป้าแค่ 50-60 เสียง เป็น 80-120 เสียงไปแล้ว และนั่นก็เป็นแค่ตัวเลขขั้นต่ำ ที่เป็นทั้งตัวหลักและตัวแปร ในสงครามการเมืองครั้งหน้า 

            ก๊กน้ำเงินแม้มียุทธศาสตร์กวาดแดง ล้างเหลือง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่การจะจัดการกับก๊กแดงนั้นง่ายกว่า เพราะสามารถใช้กลยุทธ์ 3 อย่าง อย่างได้ผล ในขณะที่ก๊กเหลืองนั้นยากจะประสานและไม่รู้จะประสานกับใคร และไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนกันบ้าง แต่ถึงกระนั้นกวาดแดงเสียก่อน แล้วค่อยล้างเหลืองทีหลังก็ยังไม่สาย 

            ความเติบใหญ่และโลดลำพองของก๊กน้ำเงิน พอนานวันเข้าก๊กแดงก็เริ่มไหวตัว เริ่มคลายการสู้รบปรบมือกับก๊กเหลืองลง หันแนวรบไปเผชิญหน้ากับก๊กน้ำเงินเต็มตัวมากขึ้น แต่ก็ยังต้องมนต์มายาก๊กฟ้าอยู่ไม่น้อย ดังนั้นกระบวนท่าทั้งหลายจึงเห็นได้ถึงความเป็นไปในลักษณะแทงช้าง ในขณะที่ถูกคนขี่ช้างหวดเอาสับเอาตามใจชอบ 

            คนบางกลุ่มยังคาดหวังว่าน้ำเงินจะไปจับมือกับแดงในวันหนึ่งข้างหน้า เรื่องนี้คิดน่ะคิดได้ แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะน้ำเงินรู้จักแดงดีกว่าใคร และไม่มีวันให้ประวัติศาสตร์พลิกกลับได้อีกต่อไปแล้ว 

            ความเจ็บปวดรวดร้าวของหัวหน้าก๊กน้ำเงินไม่มีครั้งไหนในชีวิตจะบอบช้ำระกำใจเหมือนเมื่อครั้งสังฆกรรมอยู่กับก๊กแดง ซึ่งหวุดหวิดจะเอาชีวิตและตัวไม่รอด บัดนี้ออกมาตั้งก๊กใหม่ จึงประดุจดั่งปลาใหญ่ออกสู่ทะเลกว้าง 

            จระเข้ใหญ่ไปถึงน้ำมีกำลัง เหมือนเสือขังไปถึงดงก็คงร้าย ซึ่งเป็นคำพังเพยและภาษิตที่กำลังบอกกล่าวเล่าขานให้คนทั้งหลายได้รู้อยู่ในวันนี้ 

            ทว่าสมรภูมิการเมืองไทยนั้นไม่นิ่งอยู่กับที่ ยังมีโอกาสผันแปรเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการกุมเหตุปัจจัยแห่งชัยชนะไว้ให้มากและนานที่สุดจึงย่อมเป็นผลดีที่สุด 

            ดังนั้นการผลักดันโครงการขนาดใหญ่และงานใหญ่ ๆ วางคนลงในพื้นที่สำคัญ ๆ และในด้านต่าง ๆ อย่างมากมาย ตลอดจนการดึงแนวร่วมมาเข้าพวกให้มากที่สุด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ยังต้องใช้เวลา 

            ซึ่งในวันนี้ยังกล่าวได้ว่าก๊กน้ำเงินยังไม่พร้อมทำศึกใหญ่ และยังคงต้องการเวลาอีกระยะหนึ่ง แต่เป็นเวลาที่คราคร่ำไปด้วยการรุกรบอย่างคึกคักฮึกเหิมลำพอง ที่กำลังขับเคลื่อนไปอย่างทั่วด้าน 

            สิ่งที่ก๊กน้ำเงินยังขาดแคลนอยู่มากที่สุดในการทำการใหญ่ในวันนี้ก็คือผู้คนที่มีภาพลักษณ์ดี และเป็นภาระอันสำคัญของก๊กน้ำเงินในทุกวันนี้ เพราะย่อมรู้ดีว่าถึงแม้จะได้รับชัยชนะในสมรภูมิการเมือง ถึงจะครองเสียงข้างมากค่อนสภา แต่ถ้าหากว่าผู้คนร้องยี้ บี้จมูก ยามอยู่ใกล้ก็ย่อมไปไม่รอด 

            บทเรียนของพรรคไทยรักไทยมีให้เห็นตำตาคาใจอยู่แล้ว ดังนั้นการหาคนภาพลักษณ์ดีมาเข้าร่วมงานจึงเป็นเรื่องที่หนักอกหนักใจและยากลำบากยิ่ง เพราะคนใส่เสื้อขาวสะอาดย่อมยากจะตัดสินใจในการที่จะไปไหนด้วยกันกับคนขายถ่าน ฉันใดก็ฉันนั้น 

            ส่วนก๊กฟ้ามีความระส่ำระสายภายใน และกลายเป็นช้างใหญ่ในสมรภูมิที่ให้คนอื่นเขาขับขี่ ดังนั้นวันเวลาที่ผ่านไป ๆ จึงต้องจ่ายค่าทดแทนด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ และการลดน้อยถอยลงของความเชื่อถือศรัทธา 

            โดยเฉพาะคือภาพลักษณ์ที่ว่าเป็นก๊กที่ดีแต่พูด และทำงานไม่เป็น กำลังกลายเป็นตราบาปติดตัว และยากที่จะแก้ไขให้ภาพลักษณ์เหล่านี้หลุดออกจากตัวไปได้ในเร็ววัน 

            ก๊กฟ้าในสถานการณ์ปัจจุบันจึงตกอยู่ในความยากลำบาก เพราะถึงแม้จะชอบรับชอบ ไม่ชอบรับผิด แต่ในที่สุดก็ต้องกลายเป็นผู้รับผิด แต่ไม่มีสิทธิ์รับชอบ เพราะสถานการณ์ที่รุมเร้าเข้ามาทุกด้านนั้น ไม่สามารถกระตุ้นให้ก๊กฟ้าหาญกล้าตัดสินใจทำการใด ๆ ที่จะครองใจอาณาประชาราษฎร์ได้เลย 

            สีกากีก็ขยาด สีเขียวก็ระย่อ สีเหลืองก็ไม่วางใจ สีแดงก็เห็นเป็นศัตรู นี่คือสภาพการณ์ใหญ่ของก๊กฟ้าที่มีแต่อนาคตที่บอบบางและแผ่วลงไปเป็นลำดับ 

            ยาวิเศษขนานเดียวที่จะชุบชีวิตก๊กฟ้าให้กล้าแกร่งเกรียงไกรได้อีกครั้งหนึ่งก็คือความกล้าหาญเด็ดขาด กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำในสิ่งที่ถูก และทำงานให้เป็น ไม่ใช่แต่ละวันได้แต่เปิ๊บ ๆ ป๊าบ ๆ เจี๊ยว ๆ จ๊าว ๆ โดยหาสาระมิได้ 

            แต่หากใครตรวจสอบวาระการประชุมคณะรัฐมนตรีแต่ละทีก็ต้องพากันกลุ้มใจเพราะไม่เห็นวี่แววว่าจะกินยาวิเศษเลย เพราะอาการป่วยอย่างหนึ่ง แต่ไปกินยาอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นคนละเรื่องคนละราว แล้วมันจะรักษาโรคให้หายได้ที่ตรงไหน? 

            สามก๊กการเมืองไทยกำลังขับเคลื่อนไปในสถานการณ์ใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ช่างน่าจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์ยิ่งนัก.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 5:09 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน แผนสังหารจิวยี่

.
.


            หลังการเมืองไทยเปลี่ยนขั้ว ประมุขก๊กฟ้าผู้ครองอำนาจหมายเลข 1 ได้ประกาศสัญญาประชาคมต่ออาณาประชาราษฎรทั้งปวงว่าจะปกป้องพระมหากษัตริย์ จะแก้ไขปัญหาความแตกแยกในบ้านเมือง จะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และแก้ไขวิกฤตทางเศรษฐกิจ จะส่งเสริมให้บ้านเมืองมีการปกครองโดยกฎหมาย

            คนทั้งปวงเมื่อได้ฟังสัญญาประชาคมดังนั้น ล้วนตั้งความหวังว่าบ้านเมืองจะกลับสู่ความสงบสุข แผ่นดินจะเจริญรุ่งเรืองสืบไป แต่วันแล้ววันเล่าความสมหวังนั้นก็ไม่เคยบรรลุถึงเสียที มิหนำซ้ำความรุนแรงกลับเกิดขึ้นในหลายปริมณฑล จนบ้านเมืองชอกช้ำมากขึ้นกว่าเก่า

            การคอร์รัปชั่นยังแพร่ระบาดยิ่งกว่าต้นหญ้าในฤดูฝน และคอร์รัปชั่นกันอย่างโจ๋งครึ่ม นักการเมืองประมูลขายอำนาจบริหารส่วนราชการ ขายตำแหน่ง ขายผลประโยชน์ของชาติอย่างหน้าตาเฉย มิหนำซ้ำยังก้าวล้ำไปถึงขั้นปล้นทรัพย์สมบัติชาติ ชนิดไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดิน สิ้นความละอายต่อบาปอย่างสิ้นเชิง

            การบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง ความแตกแยกภายในชาติยังขยายตัวไปจนส่อเค้าจะเกิดสงครามกลางเมือง ประชาชนยังคงถูกปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร และถูกยัดเยียดข้อมูลข่าวสารตามกำลังของสื่อแต่ละฝ่าย เพื่อให้ชิงชังและฆ่าฟันกันเอง

            กระทั่งเกิดเหตุร้ายลอบสังหารหัวหน้าก๊กเหลือง อันเลื่องลือชื่อกระฉ่อนถึงความเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนของฮวนนั้งก๊กหรือเมืองคนป่าออกไปทั่วสากลโลก

            มันเป็นการก่อเหตุอุกฉกรรจ์ใจกลางพระนคร ในยามที่บ้านเมืองประกาศภาวะฉุกเฉิน มีกำลังฝ่ายความมั่นคงประจำอยู่ทุกสี่แยก ทุกตรอก ทุกซอก ทุกซอย แต่คนร้ายก็สามารถนำอาวุธสงครามจำนวนมากฝ่าการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่มากหลายเข้ามาปฏิบัติการได้ ราวกับเป็นผู้มีมนต์มายากำบังตัวฉะนั้น แม้เกิดเหตุแล้วก็สามารถล่องหนหายไปอย่างเงียบงัน

            พฤติกรรมเช่นว่านั้นแม้ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ก่อการ แต่ประชาราษฎร์ทั้งปวงก็เล็งรู้ได้ว่ากลุ่มไหนเป็นคนทำ เพราะพฤติกรรมเยี่ยงนี้ตาสีตาสาหรือโจรกระจอกงอกง่อยทั้งหลายแม้กระทั่งมือปืนผู้มีฝีมือลือชาก็ไม่มีทางที่จะทำได้ ร่องรอยจึงถูกเปิดเผยออกไปโดยตัวของมันเอง

            คนทั้งหลายย่อมคาดคิดว่าเมื่อเป็นเช่นนี้เรื่องราวคงเงียบหายไปดุจคลื่นกระทบฝั่ง สมดังเจตนาของผู้ก่อการเป็นแท้ แต่การกลับตรงกันข้าม การวางแผนของคนไฉนจะสู้ลิขิตแห่งสวรรค์ได้เล่า?

            เพราะพฤติกรรมนั้นได้ก่อเกิดเป็นพลังแห่งโลกธรรมที่หนักหน่วงรุนแรงกว้างขวาง เปล่งประกายจุดพิสูจน์อำนาจนี้ว่าเป็นแค่เจว็ด หรือเป็นหุ่นเชิดของใครกันแน่ จึงปลุกเร้าให้ประมุขก๊กฟ้าผู้ถืออำนาจรัฐหมายเลข 1 ไม่อาจทนนิ่งอยู่ได้ จำต้องเชิญเอามือปราบตงฉินเข้ามาชำระสะสางเหตุการณ์นั้น

            ร่องรอยอาชญากรรมย่อมถูกทิ้งไว้เสมอ ทั้งก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ แม้เมื่อมือปราบตงฉินเข้ามารับหน้าที่แล้ว เงามืดของอาชญากรก็แผ่ปกเข้ามาคลุม หวังหยุดการตรวจสอบของมือปราบตงฉินและคณะ แต่ในที่สุดกลับทำไม่สำเร็จ

            พวกปากหอยปากปูตีข่าวเล่าขานกันอย่างสนุกสนานถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง สาวเรื่องลับลงลึกจนละเอียดทุกซอกทุกมุม และในที่สุดก็จับสายโยงใยออกมาตีแผ่ว่าใครคือไอ้โม่งมือบงการสังหารหัวหน้าก๊กเหลือง จนชาวประชาฮือฮากันทั้งเมือง

            แม้ว่าพยานหลักฐานจะยังไม่ถึงขั้นกระชากหน้ากากไอ้โม่งใหญ่ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกบิลเมือง แต่ทั่วฟ้าจรดดินย่อมกระจ่างแจ้งว่าใครคือไอ้โม่ง มีการสั่งการ มีการประสานงาน และดำเนินการเรื่องนี้กันอย่างไร

            ดังนั้นหน้าคนถึงจะหนาเพียงใด ก็ไม่แน่ว่าจะแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าได้สนิทใจ ก้มหน้าลงมองดินได้อย่างระรื่นดังเดิมหรือไม่ หรือว่าจะต้องเอาปี๊บคลุมหัว หรือไม่ก็มุดหน้าหลบหน้าหลบตาไปอยู่ในอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อหนีสายตาและกระแสสังคม

            นั่นคือพลังของโลกธรรมที่กำลังโหมกระหน่ำทำการตามกฎแห่งกรรมที่ไม่เคยละเว้นผู้ใด

            แต่สิ่งซึ่งน่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือการสืบสาวราวเรื่องไปถึงเป้าหมายการทำการ ตลอดจนแผนงานต่าง ๆ ที่เป็นไปอย่างสลับซับซ้อน ยอกย้อนซ่อนเงื่อน ชวนสนใจใคร่ศึกษานัก

            หลังเกิดเหตุการณ์ลอบสังหาร มีการปล่อยข่าวสารชุดใหญ่ ๆ ออกไปทั่วทุกทิศ ว่ามือพิชิตรายนี้ทำการตามความปรารถนาแห่งฟ้า เพื่อปกป้องไม่ให้ฟ้าต้องหมองเพราะการอวดอ้าง ซึ่งได้สร้างความกังขาสงสัยในใจผู้คนอย่างกว้างขวาง

            จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบว่าสวรรค์ชั้นไหนมีใจปรารถนาเช่นนั้น ในที่สุดความจริงก็กระจ่างว่าเป็นแค่การอ้างฟ้ากระทืบดิน หมายทำลายทั้งฟ้าและดินไปพร้อมกัน จนเป็นที่เดือดร้อนถึงสมณะชีพราหมณ์ที่ถูกกล่าวอ้างโดยมิได้รู้เห็นใด ๆ เลย

            ตรงจุดนี้ ณ วันนี้ ทั่วยุทธจักรกระจ่างแล้วว่าการอ้างความปรารถนาของสวรรค์คือแผนการร้ายหมายบ่อนทำลายให้ฟ้าหมอง เผื่อเพื่อการครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในวันข้างหน้า

            อา! ช่างเป็นแผนการที่ร้ายกาจและคาดหมายความสำเร็จชนิดขวัญสูงเทียมฟ้าเสียจริง ๆ แต่พลันที่ความจริงถูกเปิดเผยออกไป กระแสลมก็พลิกกลับ พัดปลิวเอาสิ่งสกปรกโสมมที่ปกปิดความผิดชั่วให้กระเด็นกระดอนไป ทำให้เห็นหน้ากากของผู้บงการใหญ่ชัดเจนขึ้นอีก

            ที่ลึกล้ำก้ำเกินไม่แพ้กันก็คือ การวางแผนอย่างแนบเนียนแยบยลที่ใช้กลไกปฏิบัติการห่างตัว ที่ผลักกลับไปโยงใยอยู่กับประมุขก๊กแดง

            การประสานงาน การเตรียมการ การใช้เครื่องมือสื่อสาร ยานพาหนะและผู้คน กลับกลายเป็นเครือข่ายของฝ่ายก๊กแดงทั้งสิ้น แต่สรรพสิ่งย่อมมีร่องรอยให้เห็นเพราะปรากฏขึ้นจากจุดเชื่อมโยงระหว่างโม่งใหญ่ผู้บงการ กับเครือข่ายปฏิบัติการ

            ความเพ่งเล็งจึงส่องจ้องไปอยู่ที่เครือข่ายปฏิบัติการและประมุขก๊กแดง ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลสามัญทางสังคม และความรุนแรงของความขัดแย้ง ที่อยู่ในขั้นซึ่งประมุขก๊กแดงอาจเป็นไอ้โม่งผู้บงการใหญ่ได้

            แต่ประเด็นที่ไม่อาจลบไปจากข้อสงสัยก็คือประมุขก๊กแดงกับหัวหน้าก๊กเหลืองนั้น แม้เป็นศัตรูคู่แค้นขนาดไหนก็ได้ ต่อสู้กันด้วยธรรมยุทธ์อย่างเปิดเผยมายาวนาน แต่มิเคยปรากฏแผนการร้ายขนาดนี้มาก่อน เพราะประมุขก๊กแดงเองก็ย่อมยำเกรงว่าหากใช้ความรุนแรงอย่างนั้น แรงตอบสนองย่อมกลับถึงตัวและผู้คนในครอบครัวได้เสมอกัน

            ดังนั้นในวันนี้ข้อเท็จจริงจึงบ่งชี้หนักไปตรงประเด็นที่ว่ามีการหลอกใช้และยืมกำลังของก๊กแดงในการปฏิบัติการ โดยมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนหมายผลักความผิดทั้งปวงไปที่ประมุขก๊กแดงเป็นสำคัญ
            แผนสามด้านประกอบกันเข้าช่างล้ำเลิศวิเศษนัก!

            ทางหนึ่ง กำจัดหัวหน้าก๊กเหลืองมิให้เป็นเสี้ยนหนามสืบไปในอนาคต ทั้งป้องปรามขบวนเหลืองไม่ให้เคลื่อนไหวที่ทรงอานุภาพเหมือนแต่ก่อน

            ทางหนึ่ง โบ้ยใบ้ป้ายผิดให้ฟ้าหมอง ตัดสายสัมพันธ์ฟ้าดินให้สิ้นขาด ทำให้ฟ้าโดดเดี่ยว ดินอ่อนแอ ซึ่งง่ายต่อการควบคุมหรือจัดการประการใด ๆ ในวันข้างหน้า

            ทางหนึ่ง โบ้ยใบ้ป้ายผิดไปให้ประมุขก๊กแดง ลงตราสังข์ตรึงกางเขนให้ต้องตกตายอยู่ในต่างแดน ไม่มีวันผุดเกิดได้อีก อย่างมากก็ให้เหลือแต่วิญญาณที่ต้องเร่ร่อนแสวงหาความยุติธรรมอยู่ร่ำไป

            และยังจะแถมพกถึงการยืมพลังก๊กแดงให้ขับเคลื่อนขยายตัวบ่อนทำลายเพื่อสลายพลังฟ้า รอว่าสถานการณ์เป็นใจในวันใด ในวันนั้นการใหญ่ก็จะปรากฏผลสมบูรณ์ดังปรารถนา

            ก๊กแดงก็หมายยืมมือผู้มีอำนาจให้กำจัดขวากหนามและปูทางให้มีโอกาสฟื้นคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง

            ก๊กแดงเมื่อมั่นใจว่าผู้มีอำนาจผายมือขยิบตาให้ ก็รื่นเริงลำพองใจเคลื่อนไหวคึกคัก เตรียมเคลื่อนพลใหญ่ตีกระหนาบเข้ามาในทุกด้าน อนิจจาหารู้ไม่ว่านี่คืออุบายยืมมีดฆ่าโคเท่านั้น

            ซึ่งก๊กแดงหมายยืมมือผู้มีอำนาจกำจัดขวากหนามปูทางให้ได้คืนสู่อำนาจนั้น มันก็คือแผนเดียวกันกับที่จิวยี่ใช้อุบายยืมทางตีเมือง เพื่อหลอกขงเบ้งหมายจะยึดเอาเมืองเกงจิ๋ว

            หลังจากจิวยี่แพ้อุบายที่ขงเบ้งหลอกใช้ให้ไปตีเมืองลำกุ๋น จนเป็นเหตุให้กองทัพหวูและกองทัพเว่ยรบพุ่งกันจนหมดกำลังทั้งสองฝ่ายแล้ว ขงเบ้งจึงเข้ายึดเมืองลำกุ๋นและดินแดนตลอดฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซี รวมทั้งเมืองเกงจิ๋วหัวเมืองใหญ่สุด เอาไว้เป็นสิทธิ์แก่เล่าปี่

            จิวยี่ ซุนกวน พยายามทวงถามเมืองเกงจิ๋วเท่าใด เล่าปี่ก็ไม่ยอมให้ อ้างว่าไม่มีที่อยู่ ขอให้รอจนกว่าจะยึดเมืองเสฉวนได้ก่อนจึงจะยกเมืองเกงจิ๋วให้แก่ซุนกวน

            จิวยี่จึงถือเอาจุดนี้วางแผนอุบายยืมทางตีเมือง โดยตกลงกับเล่าปี่ ขงเบ้ง ว่าจิวยี่จะยกกองทัพใหญ่ไปตีเมืองเสฉวนให้แก่เล่าปี่เอง แต่ขอให้เล่าปี่ช่วยสนับสนุนจัดเสบียงอาหารให้ด้วย แล้วกองทัพจิวยี่จะไปแวะรับเสบียงที่เมืองเกงจิ๋ว โดยจะฉวยโอกาสนั้นเข้ายึดเมืองเกงจิ๋ว ในขณะที่เล่าปี่ ขงเบ้ง ไม่ทันระวังตัว

            แต่อุบายเพียงเท่านี้น่ะหรือจะบังสติปัญญาผู้คนได้ พอขงเบ้งทราบข้อเสนอดังนั้นก็ตกลง ทำทีเป็นหลงกลจิวยี่ เชิญให้จิวยี่ยกกองทัพมารับเอาเสบียงก่อนเคลื่อนไปตีเมืองเสฉวน ในขณะเดียวกันก็วางแผนซ้อนกลหมายกำจัดชีวิตจิวยี่เสียในคราวนี้ เพราะหากลบชื่อจิวยี่จากบัญชีคนแล้ว อุปสรรคในสัมพันธไมตรีระหว่างเล่าปี่-ซุนกวนก็จะราบรื่น

            จิวยี่ยกกองทัพใหญ่ทั้งทัพบก ทัพเรือหลายสิบหมื่นเต็มขนาด แล้วยกพลขึ้นบกที่เมืองแฮเค้า ซึ่งเป็นหัวเมืองเล็กของเล่าปี่ อยู่ปลายแดนสุด ขงเบ้งเกรงจิวยี่จะเข้ายึดเอาเมืองเสียก่อน จึงแสร้งทำทีใช้เจ้าหน้าที่ 200 คนไปให้การต้อนรับกองทัพจิวยี่ พร้อมบอกว่าขณะนี้เล่าปี่ ขงเบ้ง เตรียมเสบียงอาหารและเตรียมจัดงานเลี้ยงต้อนรับไว้ที่หน้าเมืองเกงจิ๋วเรียบร้อยแล้ว ขอเชิญจิวยี่รีบไปเถิด

            จิวยี่ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจว่าเล่าปี่ ขงเบ้ง หลงกลสนิท หากจะยึดเอาเมืองแฮเค้าก็กลัวความจะแตก จึงเคลื่อนทัพไปที่เมืองเกงจิ๋ว ปรากฏว่าทุกอย่างเงียบสนิท ไม่เห็นผู้คนเลยแม้แต่คนเดียว บนเชิงเทินเหนือกำแพงเมืองเห็นแต่ธงสีขาว สีแห่งการไว้ทุกข์สองด้ามปักอยู่เท่านั้น

            จิวยี่ให้ทหารตะโกนเรียก ก็มีพลทหารคนหนึ่งโผล่หน้าออกมาถามว่าท่านเป็นใคร จะไปที่ไหน จิวยี่จึงบอกว่าเราคือจิวยี่ นัดกับเล่าปี่ ขงเบ้ง จะมารับเสบียงเพื่อไปตีเมืองเสฉวน สิ้นคำเสียงกลองศึกก็ก้องกระหึ่มขึ้นทั่วทั้งเมือง และยังมีเสียงโห่ร้องของทหารเข้ามาจากด้านนอกทั้งสี่ทิศ จูล่งเยี่ยมหน้าออกมาจากเชิงเทิน ร้องบอกจิวยี่ว่าอันอุบายยืมทางตีเมืองนั้น จิวยี่เลียนแบบมาจากสมัยเลียดก๊ก 

            ขงเบ้งรู้ทันกระจ่างแล้วจึงเตรียมการต้อนรับไว้อย่างพร้อมพรั่ง อย่าหวังจะยึดเมืองเกงจิ๋วเลย ขอให้จิวยี่ไปยึดเมืองเสฉวนก่อน และถ้ายึดได้ก็ให้เอาเป็นสิทธิ์ของกังตั๋ง เพราะตอนนั้นเล่าปี่กับขงเบ้งจะละทิ้งเมืองเข้าไปอยู่ป่า ไม่ขอพบหน้าผู้คนอีก

            จิวยี่พอรู้ว่าอุบายแตกก็โกรธจนตัวสั่น พิษเกาทัณฑ์ที่ตกค้างกำเริบ อาเจียนเป็นโลหิต พลัดตกลงจากหลังม้า เหล่าทหารก็พากลับไปที่ชายทะเล ซึ่งกองเรือเทียบรออยู่ ครั้นแก้ไขฟื้นคืนสติสมประดีแล้ว จิวยี่ก็คั่งแค้นใจ สั่งให้เคลื่อนทัพจะไปตีเมืองเสฉวนตามคำท้าของจูล่ง

            แต่พอกองทัพเคลื่อนไปถึงปลายแดนก็เผชิญหน้ากับกองทหารที่ขงเบ้งให้ไปตั้งสกัดไว้แต่ไม่ยอมออกรบ แต่กลับมีพลเดินสารนำสารลับของขงเบ้งเอาไปให้กับจิวยี่ มีใจความสรุปว่า ซึ่งจิวยี่คิดอ่านกลอุบายทั้งหลายทั้งปวงนั้น มีคนรู้เท่าทันสิ้น จึงไม่มีทางยึดเมืองเกงจิ๋วได้สำเร็จ ซึ่งจะมานะยกกองทัพไปตีเอาเมืองเสฉวนนั้นยิ่งลำบากกว่าหลายเท่า จะเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่า ๆ ครั้นจะถอยหลังกลับกังตั๋งจะเอาหน้าที่ไหนไปพบซุนกวน

            จิวยี่อ่านสารลับของขงเบ้งเสร็จแล้ว ก็มีความคั่งแค้นโกรธสุดขีด เลือดขึ้นหน้าแดงก่ำ แหงนหน้ามองฟ้าตะโกนว่า ฟ้าให้จิวยี่มาเกิดแล้ว ไฉนจึงให้จูกัดเหลียงมาเกิดด้วยเล่า สิ้นคำก็อาเจียนเป็นโลหิต สิ้นสติสมประดีอีกครั้งหนึ่ง และในที่สุดก็ถึงแก่ความตาย

            ชะตากรรมของจิวยี่ในครั้งนั้นช่างละม้ายคล้ายคลึงกับชะตากรรมของหัวหน้าก๊กแดงในวันนี้ หวังยืมทางตีเมือง แต่กลับถูกหลอกใช้ให้ไปตีเมืองเสฉวนแทน หากไม่หยุดยั้งเสียให้ทันท่วงที ในที่สุดยึดเกงจิ๋วก็ไม่ได้ ยึดเสฉวนก็ไม่ได้ ทั้งกลับบ้านก็ไม่ได้ คงต้องตกตายอยู่ต่างแดนนั่นแล.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 5:19 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ก๊กแดงแตกทัพศึกถวายฎีกา

.
.


            ยุทธการชนฟ้าของก๊กแดงแม้จะผาดแผลงแปลงรูปแปลงโฉมหลายกระบวนท่าหลายลักษณะ กระทั่งใช้กโลบายชูธงเทิดทูนฟ้า ในขณะที่เนื้อแท้คว่ำฟ้า แต่กลับไม่สามารถทำให้มวลมหาประชาราษฎร์เชื่อถือได้ อาณาประชาราษฎร์ยังคงรู้และเข้าใจกระจ่างถึงเป้าหมายคว่ำฟ้าของก๊กแดง 

            ในขณะที่เหล่านักรบชั้นแนวหน้าของก๊กแดงพยายามแปลงโฉมแปลงร่างว่ายังมีความจงรักภักดีและมุ่งอาศัยบารมีแห่งฟ้าเพื่อนำพาให้เจ้านายพ้นจากโทษทัณฑ์ แต่การเคลื่อนไหวที่บ่อนทำลาย ใส่ร้ายป้ายสี และโจมตีฟ้ายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

            จนถูกติฉินนินทาว่าจะลวงปวงประชาทั้งทีแต่กลับทำไม่เนียน เหมือนนางยักษ์ขมูขีแปลงตัวเป็นสตรีที่เลอโฉม แต่ไม่สามารถปกปิดสะโพกที่เป็นยักษ์อันใหญ่โตมโหฬารเอาไว้ได้ จึงถูกโห่ไล่หุยฮา หุยฮาอยู่เป็นประจำ 

            เมื่อหลบลมก้มหน้าเลียแผลจากศึกสงกรานต์เลือดได้พักหนึ่ง แผนประลองกำลังทางการเมืองที่เจือเคล้าด้วยกลยุทธ์หลอกนายขายเจ้าก็เกิดขึ้น และดำเนินการขับเคลื่อนอย่างคึกคัก 

            ที่เรียกว่าหลอกนายก็เพราะในยุคสมัยนี้ไม่มีธุรกิจอื่นใดที่จะให้ผลกำไรมหาศาลเท่ากับการสร้างกระบวนการขนคน ล่ารายชื่อ ถือป้าย เพราะเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ให้กำไรหลายต่อหลายทอดหลายเท่า 

            รับค่ารายหัวมา 2,000 บาทต่อวัน โดยมีมวลชนเป้าหมาย 1,000 คนแล้ว ก็แจกงานไปยังยี่ปั๊วะให้จัดหาเป็น 2 สาย สายละ 200 คน รวมเป็น 400 คน แจกค่าหัวไปคนละ 1,000 บาท แค่นี้ก็ได้กำไรเหนาะ ๆ ดีกว่าทำมาหากินอย่างอื่นมากมายนัก แล้วจะไปคิดอ่านทำอาชีพการงานใดอีกเล่า? 

            ฝ่ายยี่ปั๊วะรับค่าหัวมาหัวละ 1,000 บาท จำนวน 200 คน   ก็ไปแจกจ่ายให้ซาปั๊วะ 2 สาย สายละ 50 คน คนละ 500 บาท แค่นี้ก็ได้กำไรเหนาะ ๆ ดีกว่าเปิดร้านค้าเป็นไหน ๆ 

            ซาปั๊วะรับมา 50 คน คนละ 500 บาท ก็จัดคนไปจริง ๆ แค่ 20 คน แล้วแจกไปคนละ 200 บาท ก็ยังได้กำไรเหนาะ ๆ อีก 

            นี่คือกระบวนการทำมาหากินในระบบเศรษฐกิจคิดใหม่ ทำใหม่ ที่เรียกว่าธุรกิจหลอกนาย 

            ส่วนกระบวนการขายเจ้า ก็เป็นกระบวนการตีสองหน้า แม้น้ำใจแท้จะจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แต่ก็ทนต่ออำนาจเงินที่สามารถจ้างผีโม่แป้งไม่ได้ ดังนั้นแม้ด้านในภักดีเจ้า แต่ด้านนอกก็จำต้องแสดงตนขายเจ้า เข้าร่วมขบวนการธุรกิจหลอกนาย 

            ดังนั้นกระบวนการหลอกนาย ขายเจ้า ที่ดูประหนึ่งเป็นทะเลเพลิง แท้จริงกลับเป็นคลื่นผ้าแพรไหมสีแดงแห่งโรงระบำก็ไม่ปาน และเพราะเหตุนี้จึงทำให้หัวหน้าก๊กแดงต้องผิดคาดพลาดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า 

            แต่สำหรับคนมีเงินมากและไม่ใช่เงินของตัว เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะถือคติว่าในเมื่อกูอยู่เป็นสุขไม่ได้ พวกมึงก็อย่าอยู่เป็นสุขกันเลย ดังนั้นถึงแม้จะผิดคาดพลาดหวังกี่ครั้ง ๆ ก็ยังคงต้องการความประโลมใจด้วยมายาภาพชนิดนี้ ไม่ต่างอันใดกับคนพี้กัญชาที่เสพกัญชาแล้วก็ละเมอเพ้อฝันถึงสวรรค์วิมานต่าง ๆ ดังบทเพลงบทหนึ่งที่ว่า 

            “เฝ้าชะแง้เหลียวแลสร้างสวรรค์ เฝ้าฝันแล้วก็คอย แล้วก็คอย แล้วก็คอย” 

            ทว่าแผนหลอกนาย ขายเจ้า คราวใหม่นี้ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก! เพราะมันคือแผนประลองกำลังทางการเมืองที่ลอกเลียนแบบจากแผนประลองกำลังทางการเมืองที่โจโฉกระทำต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ในยุคสามก๊ก 

            ในครั้งนั้นโจโฉครองอำนาจเป็นอัครมหาเสนาบดีแห่งราชอาณาจักรฮั่น กุมอำนาจทั้งทหารและพลเรือนไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กระทั่งสามารถเข้านอกออกในพระราชฐานชั้นในได้ทุกเวลา และยังสามารถพกพากระบี่ไปในที่เฝ้าได้อีกด้วย 

            เมื่อโจโฉเรืองอำนาจมีกฤษดานุภาพเช่นนี้ บรรดาลิ่วล้อบริวารก็คิดอ่านยุยงส่งเสริมให้โจโฉล้มราชบัลลังก์ ตั้งตัวขึ้นเป็นฮ่องเต้เสียเอง ยุแล้วยุเล่า วันแล้ววันเล่า ใจโจโฉก็หวั่นไหวไปตามแรงลมปาก 

            แต่กระนั้นโจโฉก็ตระหนักถึงโลกนิติ ธรรมนิติ และราชนิติ รำลึกว่าราชวงศ์ฮั่นสถาปนามา 400 ปีแล้ว ได้สร้างคุณูปการใหญ่หลวงต่ออาณาประชาราษฎร์ ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋น ฝ่ายบู๊ และข้าราชสำนักจำนวนมากยังอาจมีความจงรักภักดีแน่นแฟ้นต่อพระราชวงศ์ฮั่นอยู่ หากผลีผลามวู่วามตามคำยุ นอกจากการจะไม่สำเร็จแล้ว อำนาจวาสนาที่มีอยู่ก็จะพลอยฉิบหายสิ้น 

            ด้านหนึ่ง ตระหนักถึงนิติทั้งสาม แต่อีกด้านหนึ่งน้ำใจก็คำนึงคล้อยตามคำยุ อันเป็นวิสัยใจคนที่ยังลุ่มหลงอยู่ด้วยอำนาจแลวาสนา ดังคำพังเพยที่ว่า 

            “อันเสาศิลาแปดศอกตอกเป็นหลัก แม้ผลักทุกวันเข้าเสาก็ไหว” 

            เมื่อใจไหวดังนี้แล้ว โจโฉจึงคิดแผนการประลองกำลังทางการเมืองกับพระเจ้าเหี้ยนเต้เพื่อหยั่งรู้น้ำใจขุนนางข้าราชการทั้งปวง ว่ายังมีความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์ฮั่นอยู่หรือไม่เพียงใด 

            โจโฉจึงเข้าเฝ้ากราบทูลเชิญเสด็จออกประพาสป่าล่าสัตว์ตามขัตติยะราชประเพณี พระเจ้าเหี้ยนเต้ขัดคำกราบทูลไม่ได้ ก็จำใจต้องเสด็จออกไปล่าสัตว์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่กีฬาอันทรงโปรด 

            เมื่อถึงลานล่าสัตว์อันจัดไว้แล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้พร้อมโจโฉและข้าราชการบริพารพร้อมทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊นับสิบหมื่นก็เข้าที่ เจ้าพนักงานก็ต้อนสัตว์ทั้งเก้ง กวาง และกระต่าย ให้วิ่งผ่านหน้าที่ประทับ พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ทรงพระเกาทัณฑ์ยิงไปถึงสามครา แต่ไม่ถูกสัตว์ใดๆ เลย จึงรับสั่งให้โจโฉลองยิงบ้าง 

            โจโฉเห็นเป็นทีก็กราบทูลยืมเกาทัณฑ์และลูกเกาทัณฑ์ทรง และใช้เกาทัณฑ์นั้นยิงต้องกวางตัวหนึ่งล้มลง บรรดาขุนนางข้าราชการอยู่ในที่ไกล เห็นเป็นลูกเกาทัณฑ์ทรงของฮ่องเต้ก็เข้าใจว่าเป็นฝีพระหัตถ์ จึงพากันเปล่งเสียงกึกก้องสนั่นหวั่นไหวว่าทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ 

            โจโฉต้องการทดสอบน้ำใจคน จึงชักม้าออกไปข้างหน้าเป็นทีบอกว่าข้านี่แหละเป็นคนยิงเกาทัณฑ์ หาใช่ฮ่องเต้ไม่ ในพลันนั้นเสียงไชโยโห่ร้องที่กึกก้องกัมปนาทก็เงียบกริบลง ด้วยความตะลึงพรึงเพริดของบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวง ซึ่งต่างรู้สึกว่าโจโฉบังอาจจาบจ้วงล่วงเกินต่อฮ่องเต้ 

            กวนอูขี่ม้าถือง้าวอยู่ด้านหลังเล่าปี่ซึ่งยืนในที่เฝ้าหลังที่ประทับ เห็นดังนั้นก็โกรธโจโฉที่บังอาจหลู่ฮ่องเต้ จึงกระชับง้าวเตรียมที่จะชักม้าออกไปฆ่าโจโฉเสีย แต่ครั้นชำเลืองตาไปที่เล่าปี่ เห็นส่ายหน้าเป็นทีห้ามด้วยอาการขึงขัง กวนอูรู้ทีจึงหยุดยั้งไว้ 

            เพียงแค่เสียงโห่ร้องที่กึกก้องกัมปนาที่แสดงความภักดีต่อฮ่องเต้ ได้หยุดลงในฉับพลันที่โจโฉชักม้าออกไปหน้าที่ประทับ โจโฉก็รู้ได้ในทันทีว่านี่ลำพังแค่ขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊เพียงส่วนเดียว ก็ได้แสดงน้ำใจลึกถึงความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่นถึงปานนี้ แล้วขุนนางอื่นอีกนับหมื่นนับแสน และอาณาประชาราษฎร์นับล้าน ๆ คน ก็ยิ่งแน่นแฟ้นในลักษณะเดียวกันนี้ 

            นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาโจโฉก็ตระหนักถึงพลังทางการเมืองแห่งพระราชวงศ์ฮั่น ไม่กล้าคิดที่จะล้มราชบัลลังก์อีกต่อไป ตั้งปณิธานเป็นแนวทางการเมืองมั่นไว้ในใจว่าชีวิตนี้จะครองอำนาจภายใต้บัลลังก์มังกรทองของฮ่องเต้ และด้วยยุทธศาสตร์ทางการเมืองนี้โจโฉก็สามารถครองอำนาจในเมืองหลวง ปราบศึกเหนือเสือใต้จนตราบสิ้นอายุขัย 

            ขบวนการหลอกนาย ขายเจ้า กำหนดแผนการประลองกำลังฟ้าด้วยแผนการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับนักโทษชายผู้หลบหนีคดีอาญาแผ่นดิน หมายระดมล่ารายชื่อประชาชนเข้าเป็นพลังกดดันให้ได้ดังประสงค์แห่งตน หรืออย่างน้อยก็จะช่วงชิงมวลชนจำนวนหนึ่งออกจากฟ้า 

            โอ! ช่างเป็นแผนที่ร้ายกาจและอุบาทว์ยิ่งนัก เป็นเรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือปรากฏมาก่อนในรอบระยะเวลา 200 ปีมานี้ แต่มันกลับเกิดขึ้นในยุคสมัยที่ไกมาร์คครองอำนาจเป็นอัครมหาเสนาดีแห่งแคว้น หากนับว่าเป็นความอัปยศก็เป็นความอัปยศแก่ผู้ครองอำนาจนั่นแล้ว ที่ถูกหยามหน้าก่อนเพื่อนว่าเป็นพวกไร้น้ำยา หามีสิ่งใดอันควรเกรงอกเกรงใจไม่ 

            แผนประลองกำลังฟ้าในขบวนการหลอกนาย ขายเจ้า ได้สร้างรายได้และกำไรมหาศาล จนเกิดการเล่าขานเปรียบเปรยขบวนการนี้ว่า “ขบวนการยิ่งสู้ยิ่งรวย” และมีผู้ขยายความต่อให้ว่า “แต่ความซวยตกที่มันคนเดียว” 

            ในพลันที่ขับเคลื่อนก็ตีฆ้องร้องป่าวคุยโวว่า ล่ารายชื่อได้แล้วถึง 1 ล้านคน รุ่งวันหนึ่งก็กลายเป็น 3 ล้านคน รุ่งอีกสามวันก็กลายเป็น 5 ล้านคน ช่างมีประสิทธิผลเหนือประสิทธิภาพเสียจริง ๆ 

            แต่ยิ่งตีฆ้องร้องป่าว ยิ่งคุยโวโอ้อวดเท่าใด แทนที่จะมีแต่เสียงคุยโวโอ้อวดข้างเดียว กลับเกิดเสียงต้านดังสนั่นหวั่นไหวยิ่งกว่าเสียงฟ้าคำรน เมฆคำราม ก้องกัมปนาทไปทั่วแผ่นพื้นพสุธาว่าเป็นกระบวนการหลอกปวงประชาให้ทำผิดกฎหมาย โดยไร้ผลใด ๆ 

            เพราะมันไม่ใช่ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ เนื่องจากมีเนื้อความประณามศาล ประจานความยุติธรรม กระหน่ำด่าว่าร้ายกฎหมายและหลายองค์กรในบ้านเมือง และผิดเงื่อนไขที่ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คือต้องดำเนินการโดยนักโทษหรือบุตรหรือภริยา และนักโทษนั้นกำลังต้องโทษอยู่แล้วสำนึกในบาปบุญคุณโทษ แต่กรณีนี้ล้วนผิดกฎหมายทั้งกระบวน 

            เมื่อฎีกาพลาดท่าในเนื้อหาแห่งฎีกาว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายในการทำฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ขบวนการหลอกนายก็เสียหน้า และอาจถูกต่อว่าต่อขานจากนายเงิน ดังนั้นน้ำเสียงก็เปลี่ยนไป แก้ตัวไปน้ำขุ่น ๆ ว่าเป็นแค่ฎีการ้องทุกข์ ซึ่งไม่ต้องทำตามกฎหมาย 

            ศึกถวายฎีกาที่เกิดการประลองกำลังในยกแรกถูกตีโต้ร่นถอยไปแล้วยังไม่สำนึก คงดันทุรังหวังหลอกนายต่อไป แต่กระแสต้านยิ่งบานปลายขยายวงยิ่งกว่าเก่า 

            จะอ้างเป็นฎีการ้องทุกข์ก็ไม่ได้ เพราะถึงไม่มีกฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ แต่ก็มีนิติราชประเพณีอันมีมาแต่โบราณที่ราษฎรใดผู้ตกทุกข์ก็อาจฎีการ้องทุกข์ต่อพระเจ้าแผ่นดินได้ แต่ต้องเป็นเรื่องส่วนตัว และขออนุเคราะห์เป็นการส่วนพระองค์ เช่นขอรับพระราชทานเงิน ขอช่วยอนุเคราะห์รักษาพยาบาล แม้กระทั่งขอให้ช่วยฝากลูกหลานเข้าทำงาน ดังนั้นฎีกาที่กล่าวอ้างบิดตะกูดว่าเป็นฎีการ้องทุกข์ก็ไม่เป็นฎีการ้องทุกข์ เพราะคนที่ถูกล่าชื่อไม่ใช่เจ้าทุกข์ที่จะฎีการ้องทุกข์ได้ และเป้าหมายของฎีกาก็ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่ขออนุเคราะห์เป็นการส่วนพระองค์ แต่เป็นการขอให้อภัยโทษแก่คนโทษที่หนีคดี 

            ประชาชนกว่า 60 ล้านคน ไม่เอาด้วย ไม่ช่วยเหลือขบวนการหลอกนาย ขายเจ้า ที่วางแผนร้ายประลองกำลังฟ้า จึงเป็นความปราชัยในศึกถวายฎีกาอย่างย่อยยับ 

            และมันจะย่อยยับหนักขึ้นในทันทีที่ตัวเลขล่ารายชื่อได้รับการพิสูจน์ว่ามีเท่าใดกันแน่? หากมี 5 ล้านคน ก็หมายความว่าบรรดาผู้นิยมชมชอบที่เคยมีสูงสุดถึง 19 ล้านคน ลดลงมาเป็น 12 ล้านคน แล้วลดลงมาในช่วงหลังสุดเหลือ 10 ล้านคนก็หายไปอีก 5 ล้านคนแล้ว แต่ถ้าได้แค่ 1 ล้านคนก็ป่นปี้ กลายเป็นฝุ่นที่รอวันกระแสลมพัดพาไปในอากาศเท่านั้น 

            การก่อเกิดกระแสต้านของผู้จงรักภักดีทั่วทุกวงการที่ขยายวงไปทั่วประเทศนั้น ก็คือกระแสประณาม ประจาน ความเป็นพาลของการเคลื่อนไหวนี้ และนี่ก็เป็นโอกาสอันเลิศของผู้มีสายตาแหลมทางการเมือง 

            มังกรการเมืองแห่งก๊กน้ำเงินจึงช่วงชิงโอกาสอันงามเลิศนี้เข้าผสมกระแสต้านฎีกาเปิดการเคลื่อนไหวพิทักษ์ฟ้า ต้านฎีกาในทุกขอบเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบทั่วประเทศ เป็นความเคลื่อนไหวที่คึกคักครึกโครมที่สุดนับแต่ก๊กน้ำเงินได้ก่อตั้งขึ้น 

            มันเป็นการเคลื่อนไหวที่ครองใจคนหมู่มาก และอาจมีผลเป็นการตบหน้าพวกก๊กฟ้าที่ล้าหลัง และเฉื่อยชา อย่างสะใจคนบางจำพวก 

            และด้วยการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้จึงบุกเบิกพื้นที่ให้กับก๊กน้ำเงินในการรุกและขยาย ช่วงชิงมวลชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ดึงพลังปราณสีแดงแปลงเป็นสีน้ำเงินอย่างชอบธรรม และชอบด้วยน้ำใจคน 

            ฮา ฮา ศึกฎีกาปรากฏผลชัดแล้ว! มันเป็นความปราชัยครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของก๊กแดงที่นับวันจะเหี่ยวแห้งอับเฉาลงไป เหลือรอแต่แค่ความหวังที่จะมีไอ้งั่งตนไหนเกิดใจวิปลาสแล้วคว้าอำนาจมามอบให้เท่านั้นเอง 

            “เฝ้าชะแง้เหลียวแลสร้างสวรรค์ เฝ้าฝันแล้วก็คอย แล้วก็คอย แล้วก็คอย” 

            บทเพลงของนักพี้กัญชาจึงเหมาะที่จะเป็นบทสรุปมอบแก่นายเงินของศึกถวายฎีกาในครานี้.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 5:29 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน กลยุทธ์ใช้เวลาเป็นอาวุธ

.
.

            นับจากหัวหน้าก๊กแดงถูกโค่นลงจากอำนาจเมื่อปี 2549 มาถึงบัดนี้เวลาล่วงมาใกล้สามปีแล้ว เป็นสามปีที่ยาวนานที่สุดในชีวิต เป็นสามปีที่ทุกข์เข็ญลำเค็ญที่สุดในชีวิต และเป็นสามปีที่ต้องระเหเร่ร่อนจรทางไกลที่สุดในชีวิต เป็นสามปีที่ว้าเหว่เอกามากที่สุดในชีวิต 

            โลกนี้แม้กว้างใหญ่และหลายพื้นที่ก็มีความศิวิไลซ์นัก แต่ไหนเลยจักเป็นสุขใจและอุ่นใจเท่ากับดินแดงฮวงนั้งอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน จะกิน จะอยู่ จะพักผ่อนหย่อนใจ จะเหลียวหน้าแลหาไปทางไหน ก็พบแต่สิ่งที่ไม่คุ้นเคยทั้งสิ้น สิ่งที่คุ้นเคยแก่ชีวิตทุกสิ่งอย่างห่างหายไปหมด 

            สภาพบ้านแตกสาแหรกขาดเป็นสภาพที่ทุกชีวิตไม่ปรารถนาให้บังเกิดขึ้นกับตน แต่มันก็เกิดขึ้น นั่นไม่ใช่สวรรค์เสก ธรณีสาปแต่ประการใด หากเป็นไปตามวิบากกรรมที่ทำไว้ เพราะใครทำกรรมใดไว้ กรรมนั้นย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ก่อเกิดเป็นวิบากกรรม ที่ทำให้ได้รับผลในวันหนึ่งข้างหน้า ดังนั้นอย่าได้ตำหนิติโทษว่าชะตาหรือฟ้าดินบันดาลเลย 

            สภาพอย่างนี้ย่อมไม่มีใครไหนที่มีใจอยากอยู่ในสภาพเช่นนั้น เพราะวันเวลาแห่งความทุกข์ทรมานยาวนานนัก แม้วันเดียวก็รู้สึกเนิ่นนานประหนึ่งว่าเป็นปีเป็นสิบปีของยามที่มีความสุข และยามที่มีความสุขนั้นแม้ 1 ปี หรือ 5 ปี ก็ผ่านไปช่างไวแค่พริบตาเดียวเท่านั้น 

            สภาพอย่างนั้นจึงกำหนดจิตใจให้ใฝ่ครวญคำนึงและครุ่นคิดอยู่ทุกขณะจิต ให้หวนหาอาลัยใคร่อยากกลับบ้านเป็นล้นพ้นล้นประมาณนัก ก่อซ้ำกรรมซัดให้เกิดเป็นความทุกข์ทรมานเพิ่มซ้ำเข้าไปอีก 

            ความกระหายใคร่อยากกลับบ้านจึงก่อเกิดเป็นแรงกระตุ้นและขับเคลื่อนในจิตใจให้ต้องทำในทุกสิ่งอย่างด้วยความร้อนรนกระวนกระวาย และสุกเอาเผากิน หนทางไหนใครไหนที่ล่อใจว่าจะทำให้กลับบ้านได้ ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องด้วยใจ และชักจูงใจให้ใฝ่ตาม แม้ว่าจะต้องจับจ่ายใช้สอยสักเท่าใด และไม่ว่าจะสุ่มเสี่ยงต่อการก่อเหตุเภทภัยซ้ำเติมขึ้นมาใหม่สักเท่าใด 

            เหล่านี้คือสภาพความจริงในจิตใจที่ย่อมเกิดขึ้นแล้วตามธรรมดา ดังนั้นเมื่อผสมผสานกับอัธยาศัยใจเร็วด่วนได้ คิดเร็ว พูดเร็ว ทำเร็ว ซึ่งเป็นอัชฌาสัยดั้งเดิมแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความแรงและความเร็วขึ้นอีกหลายเท่า ดังนั้นเหตุเภทภัยทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นจึงล้วนมีมาจากเหตุปัจจัยเหล่านี้ และมันจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปตราบใดที่ยังตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น และจนกว่าพสุธาจะกลบหน้าในที่สุด 

            สภาพเช่นนั้นได้ก่อเกิดโอกาสและเป็นช่องโหว่อันใหญ่โตให้กับขบวนการหลอกนายขายเจ้า ที่ได้ถือเป็นโอกาสทำมาหากินและแสวงหาผลกำไรครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะพานพบกับโอกาสอันวิเศษเช่นนี้เลย 

            เพราะเหตุนั้นสรรพโครงการ สรรพแผนการ และสรรพวิธีการใด ๆ ที่สามารถล่อใจให้หลงเชื่อได้ว่าจะนำพาหัวหน้าก๊กแดงให้กลับบ้านได้จึงได้รับการคิดค้นก่นสร้างวางแผนและทำการกันไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักหย่อน ด้วยความทุ่มเทขยันหมั่นเพียร ประหนึ่งว่ารักห่วงหวงหาอาลัยใคร่ประสบพบหน้าเสียยิ่งกว่าเป็นลูกและเมีย 

            ว่ากันว่าทรัพย์สินเงินทองที่ใช้ไปในการบำรุงเลี้ยงเหล่าผู้ปรารถนาดีในปัจจุบันนี้ มีจำนวนมากกว่าทรัพย์สินเงินทองที่มอบให้กับบุตรชายหญิงได้ใช้สอยหลายเท่านัก 

            ดังนั้นสภาพคนหนึ่งผอม และอีกหลายคนอ้วน จึงเป็นความจริงที่ประจักษ์ต่อหน้าต่อตาให้เป็นที่ขำขันฮือฮากันทั้งบ้านทั้งเมือง และท่ามกลางเสียงเย้ยหยันว่าเป็นธรรมดาของคนฉลาดแกมโกงที่จะต้องถูกคนโง่แกมโกงหลอก และจะหลอก รับประทานจนสิ้นเนื้อประดาตัว 

            หลายคนอ้วนนั้นผู้คนเห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว แต่คนหนึ่งผอมเป็นภาพที่ผู้คนไม่เคยเห็นมาก่อนเลย คนหนึ่งที่ว่านี้ทุกยามที่ปรากฏตัวหรือหน้าตาต่อมหาชนจะมีความร่าเริงกระปรี้กระเปร่า แข็งแรง ฉับไว สายตามีประกายเจิดจ้า ใบหน้ามีพลังแห่งชีวิตเข้มข้น 

            แต่ล่าสุดภาพคนหนึ่งที่ว่าผอมนั้นผิดรูปผิดร่างผิดหูผิดตา ซูบซีดร่วงโรย ประกายตาไร้แสงเจิดจ้าดังแต่ก่อน เต็มไปด้วยความขุ่นมัว เหมือนหนึ่งหมดอาลัยตายอยาก พลังชีวิตได้ลับหายไปจากใบหน้าแทบหมดสิ้น 

            โอ! พระเป็นเจ้า กฎแห่งกรรมช่างทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง สม่ำเสมอ และไม่ละเว้นให้กับผู้ใดเลย ไม่ว่าจะเป็นใครไหนก็ตาม ไม่ว่าจะมากวาสนาหรือไร้วาสนา ไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐีหรือยาจก ล้วนตกอยู่ในอำนาจของท่าน ที่กลืนกินสรรพสิ่งให้สลายไปด้วยอำนาจแห่งกาลเวลา 

            ทว่าหาใช่เพียงแค่กาลเวลาเท่านั้น สภาพผอมโซซูบซีด พลังชีวิตหายหดเช่นนี้ มันเป็นสัญญาณหมายว่าโรคร้ายกำลังกลุ้มรุมประหนึ่งอุ้งหัตถ์แห่งมัจจุราชที่กำลังแผ่หัตถ์อันกว้างใหญ่เข้าสัมผัสชีวิตของหัวหน้าก๊กแดงแล้ว มันสมคล้อยกับข่าวลือข่าวปล่อยและข่าวสร้างที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ และมีการปฏิเสธทั้งทางตรง ทางอ้อมมาเป็นระยะ ๆ ก่อนหน้านั้น 

            และถึงวันนี้ก็ไม่มีใครสงสัยอีกแล้วว่านอกจากอำนาจแห่งกาลเวลาที่คร่าความหนุ่มความสาวและชีวิตของทุกผู้คนไปโดยลำดับนั้น คนหนึ่งที่ว่านี้ในวันนี้กลับตกอยู่ในอุ้งหัตถ์ของทูตที่สามที่มาเยือนอยู่อย่างใกล้ชิดแล้ว รอวันเวลาที่จะพบหน้ากับทูตที่สี่ที่จะมาเยือนในวันใดวันหนึ่งเท่านั้น 

            จะว่าเป็นความบังเอิญ หรือว่าเป็นความพลาดพลั้ง หรือว่าเป็นความสุกเอาเผากินในการถ่ายทอดภาพและเสียงเข้ามายังดินแดนฮวงนั้งก็ไม่มีใครรู้ได้ แต่ภาพชายคนหนึ่งที่ผอมซูบจนน่าใจหายและขาดไร้ซึ่งพลังชีวิตก็ได้ปรากฏขึ้นแล้ว 

            มันทำให้เหล่าศัตรูหมู่อมิตรทั้งหลายพากันหัวร่อเริงร่า ว่าเมื่อเป็นเช่นนี้เวลาของคนหนึ่งคนนี้เห็นจะไม่ยืดยาวเท่าใดนัก ดังนั้นเวลาจึงกลายเป็นอาวุธอีกชนิดหนึ่งที่บรรดาหมู่ปัจจามิตรกำลังนำมาคิดใช้กระทำและปฏิบัติการต่อกัน 

            มันเป็นอาวุธชนิดเดียวกันกับที่หัวหน้าก๊กแดงเคยมุ่งหวังที่จะใช้ปฏิบัติการกับผู้มีบารมีด้วยคาดคิดบนความประมาทว่า คนมีอายุมากกว่าจะต้องตายก่อน โดยไม่เข้าใจโลกนิติอันแน่ชัดว่า “โลงนั้นไม่ได้ใส่คนแก่ แต่มีไว้สำหรับใส่คนตาย” และ “คนตายนั้นไม่ใช่คนแก่เสมอไป เด็กทารก คนหนุ่มคนสาว คนเฒ่าคนแก่ก็เป็นคนตายได้ทั้งนั้น หากกาลมรณะมาถึงเข้าแล้ว” 

            กรรมสนองกรรมหรืออย่างไรก็ไม่รู้ อาวุธที่เคยคิดจะใช้กับผู้มีบารมี แต่ฟ้าดินกลับไม่เป็นใจ เพราะฟากฟ้าข้างทิศอุดรนั้น ดาวจระเข้บางตำแหน่งสุกใสเป็นประกาย อันบ่งบอกสัญญาณหมายถึงความแข็งแรงสมบูรณ์ และความยั่งยืนแห่งอายุขัยไปอีกนานเท่านาน 

            ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับคนหนึ่งคนนี้ ที่มิมีใครรู้ได้ว่าวันเวลาจะเหลืออยู่แค่พระจันทร์อยู่บนฟ้าสักกี่ครั้ง สภาพเช่นนี้ได้ถูกยืนยันโดยความป่วยไข้ของคนใกล้ตัวที่ถึงอย่างไรก็ยังมีความรักผูกพันห่วงหาอาลัยไม่คลอนแคลน และกลายเป็นผู้รับทุกข์รับยากรับลำเค็ญ ทั้ง ๆ ที่ยามมีอำนาจกลับหลงในอำนาจ และเริงร่าท้าทายทั่วทั้งสิบทิศ 

            เหล่าปัจจามิตรหยิบฉวยเอาอำนาจแห่งเวลาเป็นอาวุธ และตีกรรเชียงซื้อเวลา พร่าเวลาท่ามกลางเสียงหัวเราะร่าระเริงใจในขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้แห่งอำนาจ ประหนึ่งประกาศท้าทายให้ช้ำใจหนักเข้าไปอีก 

            ศึกหลายเส้าหลายก๊กในวันนี้จึงมีอาวุธแห่งกาลเวลาเข้ามาเป็นตัวชี้ขาดอีกชนิดหนึ่ง ที่ทุกฝ่ายปัจจามิตรคิดใช้ประหัตประหารศัตรูของตน  

            หัวหน้าก๊กแดงเองก็คงจะรู้ตัวดี ดังนั้นหลังจากพ่ายแพ้ใหญ่ในทางยุทธศาสตร์ในศึกสงกรานต์เลือด และแตกทัพใหญ่ในศึกถวายฎีกา ก็ไม่อาจรั้งรอเวลาตระเตรียมไพร่พลและปรับขบวนศึกให้นานช้าต่อไปได้ คำสั่งเปิดศึกครั้งใหม่ที่เกิดแต่ความร้อนรุ่มในจิตใจที่ต้องทำการแข่งกับเวลาจึงเกิดขึ้น 

            คำประกาศระดมคน 10 ล้านคน เข้าชื่อถอดถอนหัวหน้าก๊กฟ้าเพื่อโค่นขั้วอำนาจใหม่ออกจากบัลลังก์แห่งอำนาจจึงเกิดขึ้นหลังจากยื่นฎีกาไปได้แค่ 3 วัน แม้ว่ารู้ดีแก่ใจว่าเวลาแค่ 3 วันนั้นไม่มีเหตุผลที่จะอ้างใด ๆ ได้ แต่เพราะปัจจัยแห่งเวลาที่กำลังรุกเข้าคร่าเอาชีวิตตามติดกระชิดกระชั้นนัก ไม่อาจรั้งรอได้เลยแม้แต่วันเดียว 

            การประกาศศึกในสถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นการเปิดจุดอ่อนและบอกลางแพ้เสียตั้งแต่เวลาที่ยังไม่ระดมพล 

            เมื่อครั้งที่ขงเบ้งผู้แจ้งฟ้าจบดินแห่งจ๊กก๊ก นำทัพหลายสิบหมื่นบุกวุยก๊กครั้งสุดท้ายของชีวิต ด้วยความร้อนอกร้อนใจเพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเวลาของตนนั้นเหลือน้อยกว่าน้อยเต็มที ไม่อาจรั้งรอให้เนิ่นช้าไปได้แม้แต่วันเดียว ก็ได้กลายเป็นจุดอ่อนและเป็นสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวในศึกครั้งนั้น 

            สุมาอี้แม่ทัพใหญ่ของวุยก๊ก ผู้แจ้งการบนฟ้าเช่นเดียวกัน รู้กระจ่างใจว่าเวลาของจูกัดเหลียงขงเบ้งเหลืออยู่ไม่นานเท่าใดนัก พลังชีวิตอันสะท้อนให้ปรากฏจากดวงดาวบนนภากาศร่วงโรยริบหรี่ ประหนึ่งจะร่วงลงจากฟากฟ้าเสียให้ได้ จึงได้ใช้เวลาเป็นอาวุธเข้ารับศึกครั้งสุดท้ายนี้ 

            สุมาอี้ตั้งทัพรับศึกไม่ยอมออกรบ ด้วยความใจเย็นและสงบนิ่ง ในขณะที่จูกัดเหลียงขงเบ้งพยายามรุก หวังสยบศึกโดยเร็ว ด้วยความรุ่มร้อนกระวนกระวายในจิตใจ จึงถูกอาวุธแห่งกาลเวลาทำร้ายอย่างหนัก 

            ในที่สุดฝ่ายหนึ่งร้อน ฝ่ายหนึ่งเย็น ก็ออกผลให้เห็นชัด ขงเบ้งไม่อาจทนทานต่อกาลเวลาที่รุกคร่าเอาชีวิตตนได้ 

            ดาวประจำตัวขุนพลหล่นร่วงลงจากฟากฟ้าข้างทิศเขากิสาน วิญญาณของขงเบ้งก็ลอยออกจากร่าง แต่ด้วยอำนาจแห่งกรรมวิธีแห่งเต๋าที่ขงเบ้งเตรียมการไว้ล่วงหน้า ดาวขุนพลร่วงแล้ว ก็พลันกลับขึ้นไปสถิตอยู่บนนภากาศดังเดิม ลวงจนสุมาอี้พรั่นใจว่าจะเป็นกลอุบาย จึงเป็นทางให้เหล่าทหารของขงเบ้งสามารถถอยทัพกลับเมืองฮันต๋งได้โดยสวัสดี 

            มาวันนี้แผนการใช้เวลาเป็นอาวุธกำลังถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว สารพัดกลุ่ม สารพัดก๊ก ต่างมุ่งหวังว่าหัวหน้าก๊กแดงมีวันเวลาอยู่บนโลกมนุษย์เรานี้ไม่กี่นานเท่าใด ดังนั้นจึงเพียงแค่ประวิงเวลา ผ่อนเวลา ทอดเวลา ซื้อเวลา บนเก้าอี้แห่งอำนาจ แสวงหาผลประโยชน์ สร้างสมกำลังไปเรื่อยๆ ในที่สุดคนหนึ่งคนนั้นที่แม้เฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง มีเครือข่ายกว้างใหญ่สักเพียงไหน ก็จะต้องร่วงลับดับสูญไปด้วยอำนาจแห่งกาลเวลาเป็นแท้ 

            ความจริงสุขภาพอนามัยของผู้นำนั้นมีความสำคัญสูงสุด เป็นหัวข้อข่าวสารที่หน่วยงานด้านการข่าวและการสืบราชการลับมุ่งมาดปรารถนาเป็นยิ่งนัก เพราะมันทำให้สามารถคาดหมายถึงความคลี่คลายของสถานการณ์และการกระทำต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เป็นทางให้สามารถกำหนดแผนการและอุบายต่าง ๆ ที่จะใช้รับมือกับผู้ที่ต้องตกอยู่ในอำนาจแห่งกาลเวลาอย่างสาสม สะใจ และได้ผลที่สุด 

            สุขภาพอนามัยของผู้นำจึงเป็นเรื่องที่ต้องปกปิด เป็นความลับขั้นสูงสุด แต่ด้วยความใจเร็ว ด่วนได้ มักง่าย และสุกเอาเผากินจึงเผยสภาพจุดอ่อนให้ปรากฏแก่ศัตรู ทำให้เหล่าปรปักษ์สามารถจับเป็นจุดอ่อนและใช้ในการรับมืออย่างทรงพลัง 

            หรือว่านี่ก็เป็นไปตามกฎแห่งกรรมและเป็นวิบากกรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถปกปิดเอาไว้ได้ จึงถูกแพร่หลายให้ปรากฏและเป็นผลให้ผู้คนที่เคยสนับสนุนเชื่อถือต้องพากันท้อถอยรันทดใจหมดอาลัยตายอยากตามไปด้วย.
 
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 5:37 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ตั๋งโต๊ะลำพอง

.
.


            หลังจากก๊กแดงแตกทัพถวายฎีกาแล้ว ไพร่พลจำนวนมากก็ขวัญหนีดีฝ่อ เพราะประจักษ์ชัดว่าฟ้าไม่เป็นใจ แม้อยู่ท่ามกลางปลายฤดูฝน ฟ้ายังคำรน ฝนยังคำราม และทำท่าว่าจะผ่าทำลายเหล่ามลภาวะพิษของบ้านเมืองอีกด้วย ทั้งอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงก็พากันสาปแช่งว่าเป็นต้นตอทำลายความสงบสุขของบ้านเมือง ทำลายความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจจนยับเยิน 

            หัวหน้าก๊กแดงก็ถูกตราหน้าหาว่าเป็นจอมมารร้ายลำดับหนึ่งของแผ่นดิน ทำให้บรรดาศัตรูคู่อาฆาตหัวร่อเริงร่าเพราะยิ่งก่อกรรมทำเข็ญมากขึ้น ศัตรูร่วมก็เพิ่มพูนขึ้น จนเต็มไปทั่วทั้งแผ่นดิน แม้แต่แผ่นดินที่อาศัยซุกหัวนอนก็หดแคบลงทุกวัน 

            คงเหลือก็แต่ขุนพลบางกลุ่มบางพวกที่อิ่มหมีพีมัน ยิ่งสู้ก็ยิ่งรวย จึงคิดอ่านแผนการและโครงการออกมาอย่างไม่ขาดสาย ภายใต้ข้ออ้างว่าทำสงครามยืดเยื้อนั้น แท้จริงแล้วก็คือแผนการสูบเลือดอย่างยืดเยื้อนั่นเอง 

            คนฉลาดยากที่จะหลอกลวงคนฉลาดได้ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่สามารถหลอกคนฉลาดได้ และยิ่งโง่บัดซบเท่าใดก็สามารถหลอกกินหลอกต้มหลอกตุ๋นคนฉลาดได้มากเท่านั้น 

            เพราะเหตุนี้แม้ข่าวคราวและความจริงจะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ากระบวนการหลอกต้มหลอกตุ๋นสูบเลือดสูบเนื้อที่ดำเนินไปครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไร้ผล แต่ก็ยังมีคนไม่รู้จักเข็ดหลาบ ยังคงหลงลมเสียเงินทองให้กับแผนการป่วนชาติอยู่ร่ำไป 

            ดูไปแล้วก็น่าเวทนาแต่ก็น่าเห็นใจ เพราะเป็นวิสัยของคนที่กำลังจมน้ำตาย พอเห็นสวะลอยมาเบื้องหน้า แม้จะรู้ว่าไม่สามารถจะพึ่งพาอาศัยเอาชีวิตรอด แต่ก็ยังตั้งความหวังลม ๆ แล้ง ๆ และโผเข้าหาเผื่อว่าจะทำให้ชีวิตรอดปลอดภัยได้ ฉันใดก็ฉันนั้น 

            ดังนั้นเขม่าควันแห่งการปราชัยในศึกถวายฎีกายังไม่ทันสร่างสิ้น ก็เดินหน้าแผนการใหม่ นัดชุมนุมใหญ่เพื่อโค่นล้มอำนาจก๊กฟ้าและบรรดาหุ้นส่วนที่ครองอำนาจบาทใหญ่อยู่ในขณะนี้ 

            หวังใจว่าในสถานการณ์ที่อำนาจรัฐเปราะบางเพราะมีความขัดแย้งขึ้นกับก๊กสีกากี หากมีการเคลื่อนพลเข้าล้อมกรอบเอาแล้ว บรรดาเหล่าไพร่พลก๊กสีกากีก็อาจวางเฉย ปล่อยให้เหล่าไพร่พลก๊กแดงเคลื่อนทัพบุกเข้าจับหัวหน้าก๊กฟ้า แล้วบังคับให้ลาออก หรืออาจถึงขั้นสังหารโหดเสียกลางเมืองก็ได้ 

            มีการเตรียมแผนการอย่างแยบยลไว้ปั่นหัวใจคนให้ชิงชังคั่งแค้นหัวหน้าก๊กฟ้า ด้วยข้อหาว่าเป็นผู้ออกคำสั่งให้ก่อสถานการณ์สร้างความรุนแรงเพื่อปราบปรามไพร่พลแดงในช่วงเทศกาลสงกรานต์เลือด 

            กะการกันไว้เป็นอันดีว่าจะปล่อยอาวุธลับก่อนการชุมนุมใหญ่แค่ 2 วัน เพื่อไม่ให้หัวหน้าก๊กฟ้าและเหล่าผู้มีอำนาจแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที 

            การเคลื่อนไหวป่าวร้องระดมพลก้องกระหึ่มไปทั้งเมือง ประสานรับอย่างแยบยลกับกระบวนกลทางการเมืองที่ขับเคลื่อนอยู่ในสภา รอแต่วันเวลาที่อาวุธลับแสนอำมหิตจะถูกปล่อยออกมาพิชิตตามกำหนด 

            แต่ทว่าความคิดคนมิสู้ฟ้าลิขิต บรรดาไพร่พลก๊กแดงที่รวมตัวกันด้วยอามิสต่างแก่งแย่งแข่งดี หวังเป็นที่โปรดปรานของหัวหน้าก๊ก จึงต่างคนต่างแจกจ่ายอาวุธลับไปยังเครือข่ายของตน หวังจะระดมพลและสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่กว่ากลุ่มอื่น อาวุธลับจึงถูกเผยแพร่ออกไปจากทอดหนึ่งสู่อีกหลายทอดจนสุดที่จะควบคุมได้ ในที่สุดก็ไปตกอยู่ในมือของหน่วยลาดตระเวนหาข่าว 

            อาวุธลับจึงไม่เป็นอาวุธลับอีกต่อไป ขุนพลก๊กฟ้าและบรรดาหุ้นส่วนจึงสวนเกล็ดย้อนรอยสืบสาวราวเรื่องจนได้ความว่าอาวุธลับผลิตที่ไหน มีเครือข่ายแจกจ่ายเพื่อการทำลายล้างอย่างไร จากนั้นก็เปิดยุทธการตอบโต้ด้วยการนำความจริงไปฟ้องประชาชน 

            คนทั้งประเทศรวมทั้งไพร่พลก๊กแดงครั้นได้ทราบความจริงของที่มาแห่งอาวุธลับว่าเป็นแผนอุบายอันร้ายกาจอำมหิต หวังหลอกลวงมวลมหาประชาชนให้หลงผิด แล้วเกิดจิตโทสะคั่งแค้นคลุ้มคลั่งมุ่งเข้าสังหารหรือทำร้ายหัวหน้าก๊กฟ้า ชนิดยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ก็พากันโกรธแค้นเหล่าขุนพลก๊กแดง ที่มีน้ำใจอำมหิต คิดเอาเลือดเนื้อประชาชนเป็นเครื่องเซ่นสังเวยให้กับการกระหายอำนาจของตน จึงพากันถอนตัวออกจากการเคลื่อนไหวกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า จนกระทั่งกำลังพลที่นัดหมายระดมพลไม่เป็นไปดังเป้าหมายที่วางไว้ 

            ดังนั้นบรรดาขุนพลมารจึงจำใจต้องถุยน้ำลายรดฟ้าลบล้างคำประกาศก่อนหน้าที่ว่าถึงแม้จะมีอาญาสิทธิ์ห้ามชุมนุมพลที่ใจกลางพระนคร ก็จะเดินหน้าชุมนุมพลโดยไม่ระย่อท้อถอย ด้วยการประกาศยกเลิกการระดมพลเสียดื้อ ๆ 

            เมื่อคิดหาเหตุผลใดไปกล่าวอ้างลวงไพร่พลไม่ได้ ก็อ้างกันแบบง่ายๆ แบบคนลืมขี้แล้วขี้ลืมว่า ต้องเลิกการระดมพล เพราะมีการออกประกาศิตห้ามชุมนุมพล 

            แผนการใหญ่ที่หมายเผด็จศึกจึงต้องล้มเหลวลง ในขณะที่ยังไม่ทันได้เคลื่อนพลเข้ารบ สร้างความอัปยศอดสูให้เกิดแก่เหล่าขุนพลเสื้อแดง จนแทบแทรกแผ่นดินหนี 

            ดังนั้นขุนพลบางรายที่หน้าไม่หนาเหมือนฝ่าเท้าก็หาทางรอดแต่พอตัว ด้วยการออกมาประณามหยามว่าขุนพลอื่นว่าเป็นพวกไร้เดียงสา หาสาระอันใดมิได้ กระทั่งย้ำว่าการที่ทำอยู่นั้นถึงชนะก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ เพราะสิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงได้กลายเป็นสรณะของขุนพลอีกกลุ่มหนึ่งไปแล้ว 

            ใจโจรย่อมกระจ่างใจโจร ดังนั้นขุนพลเสื้อแดงอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกประณามหยามเหยียดจึงจำต้องปกปักรักษาศักดิ์ศรีของตน เปิดสงครามวาทะกรรมตอบโต้กับขุนพลที่ขี้ขลาดตาขาว กล้าแต่ปาก แต่ไม่ยอมเข้าสู้รบปรบมือเหมือนพวกตน จนเกิดความแตกแยกครั้งใหญ่ขึ้นในเหล่าขุนพลแดง 

            แต่ใครจะรู้ได้ว่าความแตกแยกระหว่างสองกลุ่มขุนพลแดงนั้นอาจทำให้หัวหน้าก๊กแดงสะแหยะยิ้มอย่างสะใจ เพราะนั่นก็คือการทำให้น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ ที่อาจเปิดหนทางสว่างให้กับหัวหน้าก๊กแดง ในการพลิกผันยุทธศาสตร์จากยุทธศาสตร์ชนฟ้า มาเป็นยุทธศาสตร์ชนก๊กฟ้าอย่างง่ายดาย 

            มันมีความเป็นไปได้ว่าเมื่อกลุ่มขุนพลแดงที่มุ่งคว่ำฟ้าแยกเหล่าแยกกอกับเหล่าขุนพลแดงกลุ่มวรนัจแล้ว หัวหน้าก๊กแดงก็มีทางเลือกเดินถึง 3 ทาง คือยืนข้างกลุ่มคว่ำฟ้า หรือเลือกยืนข้างกลุ่มชนฟ้า หรือยืนมันทั้งสองข้างไปพร้อมกัน 

            หากสถานการณ์เป็นใจเอื้ออำนวยก็สามารถถีบหัวส่งขุนพลแดงกลุ่มชนฟ้าให้ไปตายเอาดาบหน้าในต่างแดน ให้ศพไม่มีที่ฝัง ให้วิญญาณไม่มีที่สิง จากนั้นก็ประกาศท่าทีใหม่ว่าปรากฎการณ์ชนฟ้าทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของกลุ่มคว่ำฟ้าโดยตัวเองมิได้เกี่ยวข้องด้วย 

            ว่าแล้วก็ขับเคลื่อนขุนพลกลุ่มวรนัจชูธงภักดีฟ้า เผชิญหน้าแต่ก๊กฟ้าเพียงเป้าหมายเดียว ก็อาจเปิดหนทางโล่งสว่างให้แก่การทำศึกใหญ่ในวันหน้า ซึ่งมีโอกาสมากกว่าความบ้าคลั่งหลงใหลอยู่กับพวกคว่ำฟ้า ซึ่งไม่แน่ว่าฟ้าจะผ่าตายในวันไหน 

            ดังนั้นอย่ามองข้ามแผนน้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ ที่เกิดปรากฏการณ์แตกคอในบรรดาขุนพลก๊กแดงเป็นอันขาด 

            การพ่ายศึกใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่าของก๊กแดง ทำให้หุ้นส่วนทางการเมืองของก๊กฟ้าพากันเหลิงลมแห่งอำนาจแล้วก่อบทบาทขย่มเขย่าอำนาจของก๊กฟ้า จนประหนึ่งว่าก๊กน้ำเงินต่างหากที่เป็นศูนย์กลางอำนาจที่แท้จริง 

            จอมยุทธ์ลิโป้ผู้มีฝีมือลือชาปรากฏ แต่มิใช่ลิโป้แบบสามก๊กที่อาศัยแต่กำลังโดยไร้สติปัญญา หากเป็นลิโป้ยุคใหม่ที่เปรื่องปราดทั้งบุ๋นบู๊และมีเพื่อนคู่จิตมิตรคู่ใจหลากหลายพรั่งพร้อมในทุก ๆ ด้าน ได้เถลิงอำนาจในเงามืด และค่อย ๆ ย่างก้าวเผยออกสู่ที่สลัว ๆ มากขึ้น จึงทำให้เงาร่างค่อย ๆ ปรากฏต่อสาธารณะมากขึ้น 

            วันนี้ลิโป้ยุคใหม่ได้ละความลุ่มลึกตามวิถีแห่งเต๋าที่มีมาแต่เดิมแล้ว เยื้องกรายท่าร่างให้เห็นเงาร่างวูบวาบปลาบแปลบแทบไม่เว้นแต่ละวัน 

            แม้ว่าลิโป้จะไม่ได้มีอำนาจอย่างเป็นทางการ แต่อำนาจอย่างเป็นทางการนั้นไหนเลยจะสู้อำนาจที่ไม่เป็นทางการของลิโป้ได้ มันเป็นอำนาจชนิดใหม่ที่มีอานุภาพไม่ต่างกับสิ่งที่เรียกว่า “บารมี” เท่าใดนัก 

            มันสามารถดลบันดาลสิ่งที่ต้องการให้ปรากฏขึ้น มันสามารถยับยั้งหรือหยุดสิ่งที่ไม่ได้เออออห่อหมกด้วยให้หยุดชะงักยิ่งกว่าขบวนรถไฟติดเบรคยามใกล้จอดสถานีเสียอีก 

            อำนาจของลิโป้เติบโตทุกวันคืน เพราะไม่ติดยึดอยู่ในกฎระเบียบแบบแผน ไม่ติดยึดในคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรมใด ๆ ทุกอย่างเป็นไปและขึ้นอยู่กับผลประโยชน์อย่างเดียวเท่านั้น 

            ใครเป็นพวกเข้าสวามิภักดิ์ก็จักได้ทั้งอำนาจวาสนา และเงินตราสุดคณานับ ยามต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก แม้เผชิญหน้ากับอำนาจแห่งความยุติธรรม ก็จะเข้าคุ้มครองป้องกันไม่หวั่นไหว 

            ขอแต่เพียงให้พลีตนยอมตายเหมือนข้าทาสที่ทำการตามคำสั่งทุกสิ่งอย่างชนิดไร้จิตและวิญญาณ ให้สัมฤทธิ์ผลอย่างเดียวก็เป็นพอ 

            จึงเป็นที่ต้องใจของเหล่าขุนนางข้าราชการ ไม่ว่าฝ่ายไหน ๆ ตามวิสัยของความชั่วและอบายที่สามารถโน้มน้าวทุกสิ่งให้ลงที่ต่ำได้โดยง่ายเฉกเดียวกับน้ำ ที่ต้องไหลลงที่ต่ำฉะนั้น 

            ดังนั้นยิ่งนานวันเข้าเหล่าบรรดาขุนนางข้าราชการพ่อค้าวานิชและบัณฑิตฟองเต้าหู้ทั้งหลาย จึงพากันหลั่งไหลดุจดั่งกระแสน้ำเข้าไปรวมตัวอยู่ในก๊กน้ำเงิน พลีตนยอมตายถวายชีวิตเพื่ออามิสลาภผล โดยไม่กังวลว่าในภายหน้าจะติดคุกติดตะราง จะถูกยึดทรัพย์ และครอบครัวจะวิบัติประการใด แม้ชาติจะถึงกาลสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินสิ้นกษัตริย์ก็ไม่สนใจอีกแล้ว 

            มันช่างเป็นศูนย์รวมของความชั่วร้ายทั้งหลายในแผ่นดินชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ของฮวงนั้งก๊กแห่งนี้ มันเป็นสัญญาณชัดเจนของกลียุคคือยุคที่คนชั่วมากกว่าคนดี และคนชั่วมีอำนาจในแผ่นดิน 

            ลิโป้มีอำนาจบาทใหญ่กว้างไกลสุดขอบฟ้า ลึกลงใต้พื้นพสุธา และทุกสารทิศเช่นนี้ ก็เพราะได้จับมือร่วมหอลงโรงเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจกับตั๋งโต๊ะยุคใหม่ โดยที่ตั๋งโต๊ะยุคใหม่นั้นก็หาได้แตกต่างอย่างใดกับตั๋งโต๊ะในยุคสามก๊กไม่ 

            ตั๋งโต๊ะในยุคสามก๊กยกหองจูเหียบขึ้นสู่บัลลังก์มังกร ครองอำนาจเหนืออาณาประชาราษฎรจีนทั้งแผ่นดินแล้ว ก็ทะนงตนว่าเป็นผู้สร้าง เป็นผู้ก่อ เป็นผู้ทำ ให้หองจูเหียบจากเด็กอมมือได้ขึ้นนั่งบัลลังก์มังกร ดังนั้นจึงตั้งตนเป็นทั้งอัครมหาเสนาบดีและผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 

            ซื้อเอาลิโป้คนสามพ่อมาเป็นบุตรบุญธรรม หวังใช้สั้นใช้ยาว ทั้งชั่วทั้งโฉดได้ดังใจสารพัดนึก แล้วกวาดต้อนเอาเหล่าขุนนางข้าราชการและพ่อค้าวานิชที่เห็นแก่ยศศักดิ์มาเป็นเครื่องมือ ข่มเหงกลั่นแกล้งกวาดล้างเหล่าปัจจามิตรของตนอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต 

            เมื่อตั๋งโต๊ะมีอำนาจบาทใหญ่มากขึ้น ก็ข่มเหงรังแกหองจูเหียบซึ่งนั่งบัลลังก์ฮ่องเต้หนักหน่วงขึ้นทุกวัน รวบอำนาจในราชสำนักและการฝ่ายหน้า ฝ่ายใน เอาไว้ในมือจนหมดสิ้น 

            หองจูเหียบถึงแม้เป็นฮ่องเต้ แต่จะทำการสิ่งใดก็ติดขัดอับจนไปหมด เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากตั๋งโต๊ะเท่านั้น แต่ตั๋งโต๊ะทำการสิ่งใดแม้ไม่ต้องใจหรือขัดประสงค์ของหองจูเหียบก็สามารถผลักดันขับเคลื่อนจนเป็นผลสำเร็จ 

            ดังนั้นสภาพที่ศูนย์กลางแห่งอำนาจที่จะต้องมีกองบัญชาการบริหารราชการแผ่นดินแต่เพียงศูนย์เดียว จึงกลับกลายเป็นสองศูนย์ คือศูนย์กลางทางนิตินัยซึ่งมีหองจูเหียบเป็นฮ่องเต้ศูนย์หนึ่ง และศูนย์กลางทางพฤตินัยที่มีตั๋งโต๊ะเป็นศูนย์กลางอีกศูนย์หนึ่ง 

            แผ่นดินและอำนาจรัฐที่มีกองบัญชาการเป็นสองกอง จึงมีแต่ความขัดแย้ง ความสับสน ความปั่นป่วนวุ่นวาย ราชการแผ่นดินก็วิปริตผันแปรไปสิ้น ขุนนางข้าราชการและไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินต่างได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส เกิดสภาพข้าวยากหมากแพง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล โจรผู้ร้ายชุกชุม การปล้นชิงวิ่งราวและการปองร้ายหมายเอาชีวิตเกิดขึ้นทุกหัวระแหง จนแผ่นดินจีนยามนั้นไม่มีแม้แต่ตารางนิ้วเดียวที่จะมีความปลอดภัย 

            ตั๋งโต๊ะเถลิงอำนาจแล้วก็ลำพองในอำนาจ ไม่คำนึงถึงบุญคุณแผ่นดินและบรรดาผู้มีพระคุณหน้าไหน ๆ เลย และแม้มีอำนาจวาสนาได้รับประโยชน์โภคผลจนสุดคณาเช่นนี้แล้วก็ยังไม่อิ่มใจ ยังมีความโลภโมโทสันและความมักใหญ่ใฝ่สูง กำเริบใจ ลำพองใจมากขึ้นทุกวัน 

            บรรดาศัตรูราชสมบัติทั้งหลาย ทั้งในวัง นอกวัง ทั้งในเมือง นอกเมือง ตั๋งโต๊ะก็พยายามประสานความสามัคคี ประสานผลประโยชน์ แสวงหาผลประโยชน์ร่วมอย่างไม่หยุดยั้ง หมายจะรวบรวมเอาผู้คนทั้งแผ่นดินซึ่งเกือบทั้งสิ้นเป็นคนชั่วช้าสารเลวเข้ามาเป็นพวก มิหนำซ้ำยังแอบสนับสนุนอย่างเงียบ ๆ ให้บรรดาเหล่าโจรก๊กต่าง ๆ ก่อกรรมทำเข็ญกับราษฎรและบ่อนทำลายราชสำนัก 

            ใช้กลยุทธ์ยืมมีดฆ่าโคบ่อนทำลายราชสำนักให้อ่อนแอลงทุกวี่วัน กำเริบคิดการใหญ่ว่าวันใดหองจูเหียบหมดจากอำนาจ ไม่ว่าด้วยเป็นด้วยตายแล้ว บัลลังก์มังกรย่อมล้มคว่ำลง และเมื่อนั้นก็ถึงวันที่ตั๋งโต๊ะจักได้เถลิงอำนาจเป็นใหญ่แต่ผู้เดียวในแผ่นดิน โดยมีลิโป้ค้ำจุนร่วมใบบุญแห่งอำนาจนั้น 

            แต่การก่อกรรมทำเข็ญทั้งปวงย่อมมีวิบากกรรมและไม่อาจล่วงพ้นกฎแห่งกรรมไปได้ ตั๋งโต๊ะ ลิโป้ ยิ่งก่อกรรมทำเข็ญมากขึ้นเท่าใด เหล่าขุนนางข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริตและอาณาประชาราษฎร์ที่ภักดีชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็เคียดแค้นชิงชัง และก่อตัวกันเคลื่อนไหวต่อต้านคัดค้านตั๋งโต๊ะ จนในที่สุดอ้องอุ้นขุนนางเฒ่าผู้ซื่อสัตย์จึงคิดแผนอุบายนางงาม ยุให้ลิโป้เป็นกบฎต่อตั๋งโต๊ะ 

            และแล้วลิโป้คนสามพ่อที่เป็นต้นแบบความชั่วช้าสารเลวแห่งยุคก็เข้าร่วมกับอ้องอุ้นสังหารตั๋งโต๊ะเสียอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต แล้วเอาศพไปประจานไว้ที่หน้าเมือง 

            อาณาประชาราษฎรทั่วสารทิศพอทราบข่าวก็หลั่งไหลกันมาถุยน้ำลายสาปแช่งศพตั๋งโต๊ะแล้วเอาไส้ตะเกียงเสียบเข้าไปในพุงล้นไขมันของตั๋งโต๊ะจุดแทนตะเกียงเซ่นศพ 

            ครั้นถึงเวลาจะนำไปฝังฟ้าดินก็ไม่ยอมรับร่างของตั๋งโต๊ะ บังเกิดเหตุฝนตก น้ำท่วม ฟ้าผ่าจนศพตั๋งโต๊ะแหลกสลาย แม้กระดูกก็แตกสลายกลายเป็นผุยผง ตั๋งโต๊ะขุนนางโฉดชั่วในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจึงได้รับสมญาว่าตั๋งโต๊ะผู้ถูกสาปแช่งทั้งสิบทิศด้วยประการฉะนี้ 

            แล้วคอยดูกันว่าตั๋งโต๊ะ ลิโป้ ยุคใหม่ที่กำลังเดินตามรอยตั๋งโต๊ะ ลิโป้ ในยุคสามก๊กจะมีชะตากรรมข้างหน้าเป็นอย่างไรต่อไป?
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 6:00 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ชะตากรรมของเ-หี้-ย-น-เ-ต้

.
.


            ยามแผ่นดินเป็นกลียุค ทุกยุคทุกสมัยย่อมมีคนสองจำพวกอุบัติขึ้นพร้อม ๆ และควบคู่กันไป ทรชนคนขายชาติที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ข่มเหงอาณาประชาราษฎรก็อุบัติขึ้น ในขณะเดียวกันวีรชนคนกู้ชาติ กอบกู้ฟื้นฟูชาติก็ปรากฏขึ้น และการขับเคี่ยวของคนในพวกเดียวกันและระหว่างกลุ่มก็ย่อมเกิดขึ้นตามมาเป็นธรรมดาของยุคสมัย 

            ที่น่ามหัศจรรย์ใจก็คือทุกยุคทุกสมัยจะมีวิถีดำเนินที่คล้ายคลึงกัน เริ่มต้นด้วยแผ่นดินเป็นสุขแล้วก็กลายเป็นศึก เสร็จศึกก็กลับเป็นสุข สุขแล้วก็เหลวแหลกและกลายเป็นศึกอีก สลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป 

            ท่ามกลางวิถีดำเนินนั้น และทุกยามกลียุคในวิถีดำเนินนั้น คนชั่วจะค่อย ๆ มีอำนาจมากขึ้น คนดีจะค่อย ๆ ลดน้อยถอยออกจากอำนาจมากขึ้น จนกระทั่งถึงระยะเวลาหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นกลียุค คนชั่วก็จะมีจำนวนมากถึง 3 ส่วน ในขณะที่คนดีเหลืออยู่เพียง 1 ส่วน 

            แต่เพราะเป็น 1 ส่วนที่ยึดมั่นในธรรม ในขณะที่อีก 3 ส่วนย่ำยีธรรม ดังนั้นเมื่อความจริงค่อย ๆ เผยตัวปรากฏขึ้นต่อมวลมหาประชาชน คนชั่ว 3 ส่วนก็จะถูกต่อต้านคัดค้านจากมวลมหาประชาชน เสริมพลังให้กับคนดีที่แม้มีอยู่ 1 ส่วนก็ได้รับการอำนวยพรจากสรวงสวรรค์ให้พลังเพิ่มพูนขึ้น จนกระทั่งกวาดล้างคนชั่วเป็นอันจบยุคสมัยไปรอบหนึ่ง 

            วรรณคดีและเทวนิยายทั้งหลายทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์ สวรรค์ และบาดาล ต่างก็มีวิถีดำเนินไม่ต่างกันเลย 

            แผ่นดินฮวนนั้งก๊กในวันนี้ก็อยู่ในห้วงกลียุค 

            ก๊กแดงแม้หัวหน้าก๊กจะต้องร่อนเร่พเนจรอยู่แดนไกล แต่ในแดนฮวนนั้งก๊กก็มีสองแขนแกร่งกล้า แขนหนึ่งคือพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่รุกรบในสภา อีกแขนหนึ่งคือคนเสื้อแดงที่รุกรบอยู่นอกสภา ขับเคลื่อนประสานกันอย่างอึกทึกครึกโครม ในขณะที่สามารถวางเครือข่ายล้ำลึกเข้าไปยังกลไกอำนาจรัฐ จนผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ต้องบื้อใบ้ในหลาย ๆ จุด 

            ก๊กเหลืองก็ขยายไพร่พลแยกกันเดินเป็นหลายกลุ่มหลายก๊กหลายก๊วน ขยายตัวไปทั่วแผ่นดิน จากแขนหนึ่งซึ่งมีไพร่พลเสื้อเหลืองเป็นกำลังก็ได้สร้างอีกแขนหนึ่งในลักษณะพรรคการเมือง ซึ่งเป็นวิถีดำเนินเดียวกับก๊กแดง 

            ส่วนผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็ประกอบขึ้นจากความสมานฉันท์แบบเทพอสูรที่มีการจัดการ จึงทำให้รัฏฐาธิปัตย์ฮวนนั้งก๊กในวันนี้มีองค์ประกอบเป็นสามสี คือ ฟ้า น้ำเงิน เขียว ในขณะที่สีกากีหาแน่เอานอนอันใดมิได้ พวกหนึ่งสยบฟ้า พวกหนึ่งสยบน้ำเงิน พวกหนึ่งสยบแดง พวกหนึ่งคือกูก็เป็นกู ใครมีอำนาจวาสนาก็เข้าด้วยช่วยกัน ใครขาดไร้อำนาจวาสนาก็ถอยเรือออกจากท่าไปจอดท่าใหม่ ด้วยสุดยอดวิชาจิ้งจกเปลี่ยนสี จึงนับสีนับก๊กอันใดมิได้ 

            ภายในรัฏฐาธิปัตย์ก็ฟัดกันเองไม่หยุดไม่หย่อน ประดุจดั่งฝูงสุนัขแย่งข้าวในจานหมาก็ไม่ปาน ดังนั้นการร่วมความเป็นรัฏฐาธิปัตย์จึงด้านหนึ่งร่วมมือกันเพื่อให้สามารถมีอำนาจและสามารถแสวงหาผลประโยชน์ แต่อีกด้านหนึ่งก็แก่งแย่งแข่งดีกัน ถือมีดไว้คนละเล่ม และไม่ต้องปิดบังเอาไว้ข้างหลังอีกต่อไป ถือมีดชูร่าฟันได้ก็ฟัน ใส่ฝักได้ก็ใส่ ไม่มีอะไรแน่นอนเป็นแก่นสาร ขึ้นอยู่กับความสมานฉัน คือการแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์ 

            มหาอำมาตย์ตั๋งโต๊ะและลิโป้ได้บังเกิดใหม่และมีบทบาทใหญ่ยิ่ง จนเป็นที่กล่าวขวัญเล่าขานจนเป็นตำนานขนาดยาวไปแล้ว 

            ตำนานเล่าขานว่าฮวนนั้งก๊กนั้นมี 2 กองบัญชาการ เป็น 2 ศูนย์อำนาจ กองบัญชาการหนึ่งเป็นกองบัญชาการทางนิตินัยแต่ไร้อำนาจจริง เป็นได้แค่โฆษกที่ป่าวประกาศข่าวคราว โดยคนที่ถูกอุ้มสมขึ้นมานั่งตำแหน่งโดยมิได้ต่อสู้รู้ร้อนหนาวในสมรภูมิเลย 

            อีกกองบัญชาการหนึ่งเป็นกองบัญชาการของมหาอำมาตย์ตั๋งโต๊ะและลิโป้ เป็นศูนย์กลางอำนาจที่มีผลจริง ทำอะไรทำได้จริง ไม่ว่าโครงการ งบประมาณ หรือตัวบุคคล หากกองบัญชาการนี้ตัดสินใจไปทางใดแล้วก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น 

            เพราะเหตุนี้บรรดาพ่อค้าวานิชและขุนนางข้าราชการทั้งหลายซึ่งมีจมูกไวยิ่งกว่าจมูกมดจึงพากันไหลหลั่งเข้าไปร่วมกับฝั่งบัญชาการของตั๋งโต๊ะ-ลิโป้สิ้น 

            ในขณะที่อีกกองบัญชาการหนึ่งจะต้องทำการตามความต้องการและความประสงค์ของอีกกองบัญชาการหนึ่ง แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็อยากทำการตามความต้องการของตน เพื่อเชิดชูหน้าค่าตาและรักษาเกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูล แต่กลับทำไม่สำเร็จ หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากอีกกองบัญชาการหนึ่ง 

            จึงไม่มีการผลักดันโครงการใด ๆ ออกจากกองบัญชาการนิตินัยได้สำเร็จเลย และไม่เคยปรากฏว่าบุคลากรคนใดได้รับการจัดวางดังใจของกองบัญชาการนี้ แม้แต่โครงการหรืองบประมาณขนาดใหญ่ก็ไม่เคยปรากฏขึ้นจากการผลักดันของกองบัญชาการนี้ 

            อย่างมากก็ได้แค่กอดตัวเลขจำนวนเงินเอาไว้กับอก ทั้งกัก ทั้งกั๊ก เพื่อต่อรอง แต่ยิ่งกักและกั๊กก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับอีกกองบัญชาการหนึ่ง จนกระทั่งถึงวันนี้ก็แทบจะเข้าหามองหน้ากันไม่ติด 

            สถานการณ์ในฮวนนั้งก๊กวันนี้จึงแทบไม่แตกต่างอันใดกับความเป็นไปในยุคสามก๊ก 

            สมัยนั้นตั๋งโต๊ะรับคำสั่งให้เคลื่อนทัพพายัพเข้าเมืองหลวงเพื่อแก้ปัญหาการจลาจล และเข้ายึดอำนาจในเมืองหลวงไว้ในมือ 

            ยามนั้นหองจูเปียนพระราชบุตรองค์ใหญ่ของพระเจ้าเลนเต้ครองราชย์ตามราชประเพณี แต่ไม่เป็นที่ต้องใจ เพราะมีลักษณะเฉยเมย ต่างกับหองจูเหียบพระราชบุตรองค์น้องที่มีทีท่าหลักแหลม โอภาปราศรัยกับตั๋งโต๊ะในขณะยกขบวนไปรับเสด็จกลับจากบ้านป่า หลังจากกลุ่มก่อจลาจลลักพาไปทอดทิ้งไว้ 

            น้ำใจแท้ของตั๋งโต๊ะนั้นคิดว่าหากหองจูเปียนครองราชย์ต่อไป ก็หาใช่เพราะตนเป็นผู้สนับสนุนค้ำจุนไม่ ดังนั้นจึงคิดอ่านถอดหองจูเปียนออกจากตำแหน่งฮ่องเต้ และผลักดันให้หองจูเหียบผู้น้องขึ้นครองราชย์แทน ด้วยหวังว่าเมื่อตนเองเป็นผู้สนับสนุนให้หองจูเหียบขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกรแล้ว อำนาจวาสนาแห่งบัลลังก์มังกรนั้นก็ย่อมตกอยู่ในมือตนแต่ผู้เดียว 

            ตั๋งโต๊ะคิดดังนั้นแล้วก็ใช้อำนาจวาสนาของตนรวบรวมไพร่พลตลอดจนขุนนางข้าราชการกังฉินเข้าเป็นพวก แล้วถอดหองจูเปียนออกจากตำแหน่งฮ่องเต้ โดยมีขุนนางข้าราชการผู้จงรักภักดีจำนวนหนึ่งทัดทานคัดค้าน แต่ไม่สามารถต้านทานแรงแห่งอำนาจของตั๋งโต๊ะได้ ต้องถูกประหัตประหารอย่างโหดร้ายทารุณจำนวนมาก จำนวนหนึ่งก็หนีออกไปตั้งหลักซ่องสุมกำลังยังต่างเมือง 

            ตั๋งโต๊ะถอดหองจูเปียนแล้วก็ตั้งการพิธีสถาปนาให้หองจูเหียบขึ้นนั่งบัลลังก์มังกรเป็นฮ่องเต้สืบราชสมบัติต่อมา จากนั้นก็ขอรับพระบรมราชโองการตั้งตนเองเป็นอัครมหาเสนาบดี เป็นสมุหกลาโหม และเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน 

            หากยุคนั้นมีตำแหน่งผู้สำเร็จราชการเมืองนรกด้วยแล้ว ตั๋งโต๊ะก็คงรวบเอาตำแหน่งนั้นมาไว้ในมือตนด้วยเช่นเดียวกัน จึงเป็นอันว่าอำนาจทั้งหลายในแผ่นดินจีนขณะนั้นได้ตกอยู่ในมือของตั๋งโต๊ะแต่เพียงผู้เดียว โดยหองจูเหียบซึ่งเป็นที่พระเจ้าเหี้ยนเต้มีฐานะเป็นแค่ฮ่องเต้แต่ในนาม 

            ตั๋งโต๊ะจะทำการใดตามใจตนก็ทำได้ตามอำเภอใจ ในขณะที่เหี้ยนเต้จะทำการสิ่งใดก็ต้องได้รับความเห็นชอบหรืออนุญาตจากตั๋งโต๊ะ มาดแม้นตั๋งโต๊ะไม่เห็นชอบหรือไม่อนุญาตก็ทำการใดไม่ได้ 

            ศูนย์อำนาจทางนิตินัยอยู่ที่หองจูเหียบผู้เป็นฮ่องเต้ แต่ศูนย์อำนาจทางพฤตินัยซึ่งมีผลจริงกลับอยู่ที่ตั๋งโต๊ะผู้เป็นอัครมหาเสนาบดี 

            ตั๋งโต๊ะทำการใหญ่ได้ถึงปานนั้นก็เพราะมีคนคุมกำลังหนุนหลัง นั่นคือลิโป้ ซึ่งเดิมทีนั้นลิโป้เป็นยอดขุนพลของเต๊งหงวน หรือเติ้งหาน เป็นทหารเสือยอดฝีมือดีแห่งยุค แต่เป็นคนกักขฬะมูมมาม โลภโมโทสัน มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่มีสำนึกในเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรมแม้แต่น้อย เป็นคนชนิดที่แม้แต่อึ้งเอี๊ยะซือผู้มีสมญาภูตบูรพาและเหล่ามารร้ายทั้งหลายต้องค้อมหัวให้ ก็ยังสู้กันไม่ได้ เทียบกันไม่ติด 

            เพราะอึ้งเอี๊ยะซือนั้นแม้จะไม่ถือคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ทำการสิ่งใดตามใจตน ไม่คิดถึงคนอื่น แต่ก็ยังเป็นคนที่มีความรักความชังและถือคุณธรรมน้ำมิตรเป็นใหญ่ในใจตน ในขณะที่คนแบบลิโป้ไม่มีสิ่งเหล่านี้ เพราะยึดถือแต่ผลประโยชน์เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ต่อให้เป็นญาติโกโหติกา เจ้านาย หรือเพื่อนร่วมรบ ก็สามารถประหัตประหารหรือถีบหัวส่งได้ในทันใด 

            เต๊งหงวนหรือเติ้งหานขัดขวางตั๋งโต๊ะในห้วงเวลาของการถอดถอนหองจูเปียน ดังนั้นตั๋งโต๊ะคิดจะฆ่าเต๊งหงวนเสีย แต่ลิโป้เข้าขวางไว้ ในขณะที่ตั๋งโต๊ะแม้จะมีไพร่พลเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อทุกคนเห็นลักษณาการของลิโป้แล้วก็ขยาดกลัว จนตั๋งโต๊ะไม่สามารถฆ่าเต๊งหงวนได้สำเร็จ 

            แต่ในที่สุดที่ปรึกษาของตั๋งโต๊ะก็แนะนำให้ตั๋งโต๊ะซื้อตัวลิโป้มาเป็นพวก ด้วยข้าวของเงินทองและม้าเซ็กเธาว์อีก 1 ตัว ลิโป้ก็ขายตัวและนำหัวของเต๊งหงวนมาบรรณาการแก่ตั๋งโต๊ะ 

            นับแต่เวลาที่ตั๋งโต๊ะได้ลิโป้มาเป็นพวก ก็พรั่งพร้อมด้วยเชิงบุ๋นเชิงบู๊ กำลังอำนาจจึงแก่กล้ากว่าแต่ก่อน จึงทำการถอดถอนหองจูเปียนออกจากตำแหน่งและตั้งหองจูเหียบขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้อย่างสะดวกดาย 

            การเป็นไปตามความคิดและแผนการของตั๋งโต๊ะ ซึ่งถึงแม้ไม่ใช่ฮ่องเต้แต่อำนาจวาสนาทั้งปวงของฮ่องเต้ก็อยู่ในมือของตั๋งโต๊ะ ลิโป้ สิ้น ในขณะที่หองจูเหียบผู้นั่งบัลลังก์มังกรในตำแหน่งฮ่องเต้นั้นก็เป็นฮ่องเต้แค่แต่ชื่อ ไม่ต่างกับเจว็ดที่ไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาดใด ๆ เลย 

            จะตั้งคนขึ้นตำแหน่งแห่งที่ใด ๆ ก็ทำไม่ได้ ต้องทำตามสิ่งที่ตั๋งโต๊ะ ลิโป้ กำหนดทั้งสิ้น การทำงานโครงการหรือจัดการบ้านเมืองไม่ว่าเรื่องใด ๆ อย่างมากก็ได้แต่พูด แต่ที่จะทำได้จริงนั้นต้องเป็นสิ่งที่ตั๋งโต๊ะ ลิโป้ กำหนด 

            เพราะเหตุนี้บรรดาพ่อค้าวานิชและขุนนางข้าราชการจึงพากันไหลหลั่งไปยืนอยู่ฝั่งข้างตั๋งโต๊ะ ลิโป้มากขึ้นและมากขึ้น จนเหลือคนดีและคนดีมีฝีมือเพียงน้อยนิดที่ยังมีความจงรักภักดีต่อเหี้ยนเต้ คนเหล่านี้ต้องเก็บตัว ซ่อนตน และรักษาตนเองให้รอดปลอดภัย ในขณะที่จิตใจก็ร้อนรุ่มด้วยการแผ่นดินวิปริตสิ้น 

            ตั๋งโต๊ะได้ระดมเอาคนชั่วทั่วสารทิศเข้ามาเป็นพวก และขายตำแหน่งแห่งที่ทุกตำแหน่งแห่งที่ ฉ้อฉลโกงภาษีแผ่นดินมาเป็นของตน ถึงขนาดแบ่งเอาสมบัติในคลังหลวงมาเป็นคลังส่วนตน แล้วกำหนดวงเงินเพียงบางส่วนสำหรับฮ่องเต้ได้ใช้สอย 

            เพราะส่งเสริมให้คนชั่วมีอำนาจในบ้านเมือง ราษฎรทั่วแผ่นดินจีนจึงเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ข้าวก็ยาก หมากก็แพง ขุนนางข้าราชการก็ข่มเหงรังแกรีดไถประชาชนเพื่อแสวงหาตักตวงเอาผลประโยชน์ไปซื้อหาอำนาจวาสนาเพิ่มเติม แผ่นดินจีนยามนั้นจึงมีแต่เรื่องซื้อกับขาย 

            ซื้อตำแหน่ง ซื้อคน ซื้ออำนาจแล้วก็ขายตำแหน่ง ขายผลประโยชน์ และความสงบสุขของแผ่นดิน ตลอดจนแม้กระทั่งความยุติธรรมก็ถูกขายจนหมดสิ้น 

            คนชั่วมีอำนาจมากขึ้นในบ้านเมืองเท่าใด แผ่นดินก็เป็นจลาจลวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น จนรัฐบาลของตั๋งโต๊ะ ลิโป้ ถูกก่นด่าทั้งบ้านทั้งเมืองว่าเป็นต้นเหตุทำให้โจรผู้ร้ายชุกชุม ราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า จนแผ่นดินเป็นกลียุค 

            แทนที่ตั๋งโต๊ะ ลิโป้ จะรู้สึกสำนึกรับผิดชอบ กลับคิดอ่านวางแผนโฆษณาประชาสัมพันธ์แทนการแก้ไขปัญหาหลักของแผ่นดิน ถึงขนาดยกกองกำลังไปฆ่าราษฎรหมดทั้งตำบล แล้วป่าวประกาศว่าเป็นผลงานปราบปรามโจรผู้ร้าย ใส่ร้ายป้ายผิดว่าราษฎรทั้งตำบลนั้นเป็นพวกโจร แล้วกวาดต้อนเอาทรัพย์สินของราษฎรทั้งตำบลอ้างว่าเป็นสินศึกที่ยึดจากโจร จนเป็นที่นินทาครหากันอย่างกว้างขวางทั้งแผ่นดิน 

            ความชั่วยิ่งแพร่ขยายไปในแผ่นดินเท่าใด ความเคียดแค้นชิงชังของอาณาประชาราษฎร์ก็แผ่ขยายไปในวงกว้าง แล้วผนึกไหลหลั่งเป็นพลังให้กับคุณงามความดีในแผ่นดิน 

            ดังนั้นกลุ่มขุนนางข้าราชการผู้จงรักภักดีต่อแผ่นดินจึงได้รับพลังจากมวลมหาประชาราษฎร์ เสริมสร้างเป็นพลังจักรวาลอันแข็งแกร่ง ก่อเกิดเป็นแผนการอุบายนางงาม เพื่อกำจัดทรราชตั๋งโต๊ะเสีย
เมื่ออำนาจของตั๋งโต๊ะอาศัยการหนุนหลังของลิโป้ และเพราะตั๋งโต๊ะซื้อลิโป้มาเป็นพวกได้ แผนการอุบายนางงามจึงต้องซื้อลิโป้ก่อน 

            อ้องอุ้นหัวหน้าคณะขุนนางผู้ภักดีได้เดินแผนการอุบายนางงาม ซื้อลิโป้มาเป็นพวก ยกเตียวเสี้ยนสตรีผู้เลอโฉมแห่งยุคของแผ่นดินจีนให้เป็นเมียลิโป้ แต่ลวงให้ตั๋งโต๊ะโคเฒ่าลุ่มหลงหญ้าอ่อนอย่างเตียวเสี้ยน แล้วใช้อำนาจพาตัวเตียวเสี้ยนไปเป็นเมียเสียดื้อ ๆ โดยหารู้ไม่ว่าอ้องอุ้นได้ยกเตียวเสี้ยนให้กับลิโป้ไปแล้ว 

            อุบายนางงามทำให้ลิโป้เคียดแค้นตั๋งโต๊ะที่แย่งเมียตน ในขณะเดียวกันก็ทำให้โคเฒ่าอย่างตั๋งโต๊ะหวาดระแวงลิโป้ว่าคิดลักลอบเป็นชู้และแย่งเมียตน ผู้ยิ่งใหญ่สองคนจึงมีอันระแวงแคลงใจถึงขั้นคิดประหัตประหารกัน 

            และในที่สุดลิโป้ก็ฆ่าตั๋งโต๊ะ เอาเตียวเสี้ยนมาเป็นเมีย แล้วเข้าร่วมหนุนอ้องอุ้นให้ครองอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดินสืบไป 

            อ้องอุ้นครองอำนาจในเมืองหลวงโดยมีลิโป้เป็นกำลังหนุนแล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็พอมีความสุขขึ้นมาบ้าง แต่แท้จริงแล้วความที่ไม่ได้เป็นผู้ช่วงชิงอำนาจด้วยตนเอง ไม่ได้รักษาและใช้อำนาจด้วยตนเอง จนเกิดเป็นความเคยชินที่ไม่ประสีประสาและสนใจไยดีในเรื่องเหล่านี้ ชะตาชีวิตของเหี้ยนเต้จึงมีภารกิจแค่สองเรื่อง 

            เรื่องแรก ทำหน้าที่เป็นฮ่องเต้ เสพสุข พูดจาปราศรัยในฐานะฮ่องเต้ไปเรื่อยเปื่อย โดยไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องใด ๆ และไม่น้อมใจที่จะรับผิดชอบเรื่องใด ๆ ด้วย 

            เรื่องที่สอง ทำหน้าที่เป็นตรายางให้กับอัครมหาเสนาบดี ไม่ว่าจะเป็นตั๋งโต๊ะ อ้องอุ้น หรือโจโฉในเวลาต่อมา จนกระทั่งถูกปลดออกจากตำแหน่งด้วยน้ำมือของโจผีผู้เป็นลูกของโจโฉ 

            ดูไปแล้วก็ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเหี้ยนเต้ของฮวนนั้งก๊กเป็นยิ่งนัก เป็นแต่ว่าเหี้ยนเต้ของฮวนนั้งก๊กในยามนี้ยังไม่สามารถปรับตัวหรืออาจกำลังปรับตัวให้เป็นแบบเหี้ยนเต้ในยุคสามก๊กก็ได้ หรืออีกทางหนึ่งอาจเตรียมการปรับตัวและทำการอย่างอาเจิ้งซึ่งปลดแอกตนเองจากอำนาจของมหาอำมาตย์หลี่ปู้เหว่ย กระทั่งครองอำนาจในแผ่นดินจีนอย่างสมบูรณ์ทั้งนิตินัยและพฤตินัย 

            กระทั่งกลายเป็นฮ่องเต้ที่เลื่องชื่อลือชาที่สุดของแผ่นดินจีน ภายใต้สมญานามว่าจิ๋นซีฮ่องเต้

            ชะตากรรมของเหี้ยนเต้แห่งฮวนนั้งก๊กจะเป็นแบบเหี้ยนเต้ในยุคสามก๊ก หรือว่าจะเป็นแบบอาเจิ้งในยุคปลายของเลี๊ยดก๊ก ย่อมเป็นชะตากรรมที่ส่งผลกระทบต่อราชอาณาจักรและอาณาประชาราษฎรทั้งปวง รวมทั้งตัวเหี้ยนเต้เองด้วย 

            จะเหี้ยนเต้หรือไม่เหี้ยนเต้ อีกไม่นานก็คงเห็นกระจ่างอย่างแน่นอน.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 6:07 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน วิพากษ์ทรชน

.
.


            ในช่วงต้นของศักราชเจี้ยนอัน เล่าปี่หนีภัยเข้าไปขออยู่ด้วยโจโฉ ผู้ถืออำนาจรัฐแห่งฮั่น และครองตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีตามตำแหน่งที่ทางราชการ แต่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ไว้วางใจกัน แม้กระนั้นก็ยังลองชั้นประลองเชิงกันเป็นระยะ ๆ 

            วันหนึ่งขณะที่โจโฉและเล่าปี่กำลังเสพสุรากินโต๊ะกันอยู่ ท้องฟ้าพลันบังเกิดเมฆดำปกคลุมมืดมิด มีทีท่าว่าฝนจะตกหนัก ลมบนพัดเร็วแรงกระหน่ำ เมฆดำเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว 

            กลายเป็นรูปคล้ายมังกรผยองท่องในนภากาศ บรรดาทหารในจวนโจโฉพากันชี้ชวนให้ดูเมฆดำคล้ายมังกรนั้น แล้วพูดต่อ ๆ กันว่านั่นเป็นมังกรกำลังสำแดงฤทธิ์ 

            โจโฉเห็นดังนั้นก็คิดลองหยั่งความคิดของเล่าปี่ว่าเป็นประการใด จึงถามว่า “ท่านแจ้งหรือไม่คือมังกรสำแดงฤทธิ์ จึงเกิดลมเมฆมืดดังนี้ แลมังกรนั้นมีฤทธิ์ประการใด” 

            เล่าปี่รู้ทันว่าเป็นการถามหยั่งเชิงความคิด จึงแสร้งตอบว่าตนมีปัญญาน้อย ไม่ทราบความเรื่องนี้ ขอให้โจโฉช่วยอธิบาย โจโฉจึงว่า “อันมังกรนั้นมีฤทธิ์เดชมาก สามารถแปลงร่างใหญ่ได้ เล็กได้ เหาะเหินซ่อนเร้นได้ แม้นแปลงร่างใหญ่ก็จักกระจายเมฆพ่นหมอก แม้นแปลงร่างเล็กก็จะดั่งพญางูที่ซ่อนร่าง แม้นลอยขึ้นไปก็จะบินผงาดเผ่นโผนโจนทะยานเหนือเมฆแห่งจักรวาล แม้นซ่อนร่างก็จะแอบแฝงอยู่ในคลื่นทะเล ปัจจุบันนี้เป็นฤดูช่วงซุนเซินปลายฤดูใบไม้ผลิ มังกรจะฉวยโอกาสเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงประดุจบุคคลที่ประสพความสำเร็จในชีวิตแล้วออกมาผาดโผนในทุกทิศทาง ดังนั้นการปรากฏกายของพญามังกรจึงอุปมาดั่งยอดบุรุษในพิภพ” 

            แล้วโจโฉก็ถามเล่าปี่ว่า ทุกวันนี้ท่านเห็นผู้ใดมีสติปัญญา มีฤทธิ์เดชมากเหมือนพญามังกรสำแดงฤทธิ์ฉะนี้บ้าง เล่าปี่ได้ฟังก็ยังคงยืนกรานว่าความรู้และประสบการณ์ยังน้อย ทุกวันนี้มีความสุขได้เพราะมาอาศัยบารมีท่าน จึงเหลือปัญญาที่จะบ่งบอกได้ 

            โจโฉได้ฟังก็ฉุนกึก เพราะรู้ลึกว่าเล่าปี่ปกปิดความคิดของตน จึงต่อว่าเอากับเล่าปี่ เล่าปี่เห็นท่าไม่ดีจึงแสร้งตอบว่าแผ่นดินนี้เห็นมีแต่อ้วนสุด ซึ่งมีสติปัญญา มีกำลังทหารมาก และเสบียงก็พรักพร้อม 

            โจโฉได้ฟังก็หัวเราะ แล้ววิจารณ์ว่าอ้วนสุดนั้นอุปมาเหมือนศพอยู่ในหลุม เล่าปี่จึงพูดต่อไปว่าถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นอ้วนเสี้ยว ผู้มีเชื้อสายขุนนางสืบทอดมา 3 ชั่วอายุคน มีหัวเมืองขึ้นหลายหัวเมือง ทหารก็มาก ที่ปรึกษาก็มีสติปัญญา 

            โจโฉได้ฟังก็ร้องเฮอะ แล้วว่าอ้วนเสี้ยวเป็นคนบ้ายศ บ้าอย่าง ขี้ขลาด คิดเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว ทำการใหญ่ไม่ได้ 

            เล่าปี่จึงเอ่ยนามของเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋ว ว่ามีเมืองใหญ่ขึ้นต่อถึง 9 เมือง น้ำใจก็โอบอ้อมอารีและมีทหารมาก โจโฉได้ฟังก็หัวเราะเยาะอีก พร้อมเย้ยว่าเล่าเปียวเป็นแค่คนปากหวาน หาสติปัญญามิได้ 

            เล่าปี่จึงเอ่ยชื่อของซุนเซ็กเจ้าเมืองกังตั๋ง ว่าอยู่ในวัยหนุ่ม มีกำลังกล้าแข็ง ทหารก็มาก โจโฉได้ฟังก็เยาะว่าซุนเซ็กได้ดีเพราะบารมีพ่อ ตัวเองนั้นหน่อมแน้มหาน้ำยาอันใดมิได้ 

            เล่าปี่ก็เอ่ยชื่อใครต่อใครอีกหลายคน แต่โจโฉก็หัวเราะเยาะ วิพากษ์ว่าล้วนเป็นเศษสวะหาคุณค่าอันใดมิได้ เล่าปี่จึงเอ่ยชื่อเล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวนว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ ครองแดนเสฉวนอันอุดมสมบูรณ์ กำลังคนก็มาก 

            โจโฉได้ฟังก็เยาะอีกว่าเล่าเจี้ยงแม้เป็นเชื้อพระวงศ์ แต่หาความคิดมิได้ อุปมาเหมือนสุนัขเฝ้าประตู 

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เอ่ยชื่อเจ้าเมืองต่าง ๆ เรียงกันเป็นรวดเดียวว่าถ้าอย่างนั้นก็มีเตียวสิ้ว เตียวล่อ หันซุย แต่โจโฉกลับหัวเราะอย่างขบขัน แล้วกล่าวว่าคนพวกนี้มีแต่ชื่อเสียงจอมปลอม จะยกมาว่ากล่าวไยให้เสียขี้ปาก เล่าปี่ก็ทำทีเป็นอับจน ไม่รู้ที่จะยกชื่อผู้ใดขึ้นว่ากล่าวอีก 

            โจโฉเห็นเป็นทีจึงจ้องหน้าเล่าปี่ แล้วกล่าวว่า “ทุกวันนี้เราเล็งดูผู้ซึ่งมีสติปัญญานั้นสิ้นแล้ว มีอยู่แต่ท่านกับเราสองคนเท่านี้” 

            เล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็ตกใจว่าโจโฉรู้ความนัยความคิดของตน ตะเกียบที่ถืออยู่ในมือก็ร่วงลงจากมือ แต่เดชะบุญเสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงเกิดขึ้นพร้อมกัน เล่าปี่จึงฉวยโอกาสเอามือทั้งสองขึ้นป้องหูเป็นทำนองกลัวเสียงฟ้า 

            โจโฉเห็นดังนั้นก็สำคัญว่าเล่าปี่เป็นคนขี้ขลาด กลัวกระทั่งเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า คนเช่นนี้ไหนเลยจะทำการใหญ่ได้ ที่ตั้งใจหวาดระแวงแคลงใจเป็นเรื่องเกินการ โจโฉคิดดังนั้นก็หัวเราะ พลางกล่าวว่าเกิดมาเป็นชายเหตุใดจึงกลัวเสียงฟ้า เล่าปี่ได้ทีก็ผสมโรงกลบเกลื่อนซ้ำคำโจโฉว่า “ถ้าฟ้าคะนองให้ระวังตัวจงหนัก” อันซ่อนความนัยไว้ว่า เมื่ออยู่ในเงื้อมเงาของผู้มีอำนาจที่เหลิงระเริงในอำนาจก็ต้องระวังตัวให้มากไว้ด้วยก็ได้ 

            นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาพันกว่าปี และถือกันว่าเป็นเรื่องราววิพากษ์วีรชนที่เข้มข้นแห่งยุคสมัย แต่ฮวงนั้งก๊กในยามนี้ก็เกิดกรณีประวัติซ้ำรอย เฉกเช่นเมื่อครั้งสองยอดคนวิพากษ์วีรบุรุษในครั้งกระโน้น 

            ฮวงนั้งก๊กในเทศกาลปลายฝนต้นหนาว พายุร้ายพัดโหมกระหน่ำทำร้ายผู้คนต่างแดนทางตะวันออกจนล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก ปลายกระแสลมโหมเข้าสู่ ฮวงนั้งก๊ก ฝนตกห่าใหญ่ ท้องฟ้ามืดครึ้ม สายลมบนพัดพาจนเมฆดำคลาเคลื่อนก่อตัวเป็นรูปคล้ายมังกรเหมือนเมื่อครั้งกระโน้นไม่มีผิด 

            ตั๋งเทือก” และ “ลิห้อย” สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งฮวงนั้งก๊ก ถือจอกสุรานั่งหันหน้าเข้าหากันด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ในใจข้างในยากที่ใครจะล่วงรู้ แม้บางครั้งสายลมจะพัดพาละอองฝนลอยล้ำเข้ามายังระเบียงของคฤหาสน์ใหญ่ อันทอดเป็นชานอยู่ในสวน แต่สองผู้ยิ่งใหญ่ก็มิได้แยแสใส่ใจต่อความเป็นไปในธรรมชาตินั้น 

            พลันที่เห็นเมฆดำก่อตัวเป็นรูปคล้ายมังกร “ตั๋งเทือก” ให้รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจชวน “ลิห้อย” ชนจอกสุราแล้วดื่มร่วมกันจนหมดจอก พลางกล่าวว่าแผ่นดินฮวงนั้งก๊กยามนี้เป็นกลียุค แต่วาสนาสองเรานั้นเกินคน จึงครองตนครองอำนาจร่วมกันท่ามกลางความอิจฉาริษยาของหมาหมูที่ต่างก็ปรารถนามีอำนาจ แต่โอกาสไม่เปิดช่องให้ ถึงกระนั้นพวกมันก็ไม่ละความพยายามที่จะแย่งชิงอำนาจขึ้นเป็นใหญ่ ขับไสไล่ส่งสองเราอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน 

            “ตั๋งเทือก” กล่าวว่า เราสองแม้กำเนิดจากต่างภาค ต่างแดน ต่างภาษา แต่มีปณิธานและชะตากรรมเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีท่านก็ไม่มีเรา ไม่มีเราก็ไม่มีท่าน จึงต่างต้องเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันประดุจดั่งครกกับสาก หรือโลงกับศพ หากขาดเสียอย่างหนึ่งแล้วที่เหลืออยู่ก็ย่อมไร้ค่า 

            “ลิห้อย” ได้ฟังดังนั้นก็หัวร่อร่วน พลางกล่าวว่า “ใช่แล้วตั๋งเทือก นายท่าน” ในขณะที่ในใจกลับคำนึงว่ามึงต่างหากที่ต้องเรียกกูว่านายท่าน ผู้น้อยเลื่อมใสในสติปัญญาและจิตใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของนายท่าน ว่าจะทำการใหญ่ไปกว่านี้ได้สำเร็จอย่างแน่นอน แผ่นดินนี้หากเราสองร่วมมือกันฉะนี้แล้ว ใครไหนจะสู้ได้ 

            “ตั๋งเทือก” ชี้มือขึ้นไปบนอากาศ แล้วกล่าวว่า “ลิห้อย” น้องเรา ท่านดูเถิดบนอากาศวันนี้ประหนึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าความร่วมมือของสองเรานั้นแม้ฟ้าดินก็เป็นใจ จึงบันดาลให้เห็นเป็นมังกรแก่ตาคนทั้งปวง แต่กระนั้นก็ไม่อาจวางใจได้โดยสนิท จึงอยากฟังความเห็นของน้องเราว่าแผ่นดินนี้ยังมีไผไหนที่จะชิงความเป็นใหญ่กับสองเราบ้าง 

            “ลิห้อย” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า “โจสิน” นั้นแม้เร่ร่อนจรจัดอยู่นอกด่านอันไกลแสน แต่ก็ดูแคลนไม่ได้ มันยังมีสองกองทัพใหญ่ที่กวนใจไม่หยุด กองหนึ่งคอยขัดขาขัดแข้งเราในสภา อีกกองหนึ่งคอยด่าว่าอยู่กลางถนน นายท่านจะเห็นประการใด 

            “ตั๋งเทือก” จึงว่า ตัวเราแม้เคยรู้จักคุ้นเคย แต่หาได้ซึ้งแก่ใจเหมือนตัวท่านไม่ เพราะได้เสพเสวนากันมาเป็นเวลาช้านาน ย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางสิ้น “ตั๋งเทือก” กล่าวแล้วก็อมยิ้มอยู่ในใจ หวังหยั่งความนัยความคิดของ “ลิห้อย”  

            “ลิห้อย” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า “โจสิน” ในวันนี้แม้มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่แทบไร้ความหมาย เพราะถูกยันต์ของพระยูไลครอบเอาไว้ สำแดงอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชเต็มกำลังไม่ได้ จะใช้ได้ก็เพียงบางสัดบางส่วน ซ้ำร้ายไพร่พลก็ล้วนเป็นคนอดอยากปากแห้ง มีความโลภโมโทสันเต็มกมลสันดาน ต้องไขลานด้วยเงินตราจึงจะขยับเขยื้อนได้ มิหนำซ้ำยังมีระบบชักติ้วดึงหัวคิวกันกว่าครึ่ง เงินทองหนึ่งตำลึงจึงใช้ได้เพียงไม่กี่สตางค์ พลังจึงอ่อนล้า ดูท่าว่ามีฤทธิ์แต่แท้จริงย่อมไม่ใช่คู่แข่งที่น่าเกรงขามเลย 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า ท่านกล่าวความกระจ่างยิ่ง แต่ที่ท่านทำกลับกระจ่างกว่า ณ เวลาบัดนี้ท่านเสกสรรปั้นแต่งทำให้ทั่วทั้งแผ่นดินเห็น “โจสิน” เป็นยักษ์มาร พากันรุมด่าทอสาปแช่งทั่วทั้งสิบทิศ ทำให้ “โจสิน” และไพร่พลอกสั่นขวัญหาย และทำให้คนทั้งปวงลืมมองพวกเรา หันไปจับจ้องจองล้างแต่ “โจสิน” นับว่าเป็นกลอุบายที่ร้ายกาจยอดเยี่ยมกระเทียมดอง 

            “ลิห้อย” ได้ฟังคำ “ตั๋งเทือก” บ่งนัยนิยมยกย่องในฝีไม้ลายมือตนก็ยิ้มกริ่ม ยกจอกสุราดื่มคารวะให้ “ตั๋งเทือก” พลางกล่าวว่าสายตานายท่านคมกล้านัก ผู้น้อยเลื่อมใส ผู้น้อยเลื่อมใส จากนั้น “ลิห้อย” จึงกล่าวว่าแล้ว “ซุนลิ้ม” ล่ะ นายท่านเห็นว่าเป็นประการใด 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังก็หัวเราะ พลางกล่าวว่า “ซุนลิ้ม” เป็นคนมีสติปัญญา แต่ปากพารวยและพาจนไปพร้อมกัน เพราะความปากกล้าของมัน กล้าเปิดประจานจน “โจสิน” ดิ้นด่าวไม่มีแผ่นดินอาศัยในวันนี้ แต่ตัวมันกลับมีจุดอ่อนพาตัวเองจนและกระทั่งอาจพาตัวเองตายก็เป็นได้ “ลิห้อย” ท่านไม่เห็นหรือว่าในวันนี้มันถูกตาข่ายมนตราครอบคลุมไว้เกือบทั่วร่าง จนวันเวลาย้ายทะเบียนบ้านไปนอนอยู่ในคุกหลวงใกล้มาถึงเต็มทีแล้ว คนเช่นนี้แม้ดูเหมือนว่ามีพลังมหาประชาชน แต่ในที่สุดก็ไม่อาจทำการใหญ่ให้ลุล่วงได้ 

            “ลิห้อย” ได้ฟังดังนั้นทำทีเป็นครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า นายท่านอย่าประมาทไอ้ “ซุนลิ้ม” เป็นอันขาด มันหาใช่คนธรรมดาไม่ หลายครั้งคราประหนึ่งว่าสวรรค์คุ้มครองป้องกัน และพลิกผันเรื่องร้ายให้กับมันอยู่เสมอ เมื่อครั้ง “โจสิน” เสกหุ่นยึดอำนาจฮวนนั้งก๊ก และให้ซ่าหมักนั่งในตำแหน่งประมุข ก็เคยคิดว่า “ซุนลิ้ม” เจ๊งแล้ว ไพร่พลแยกแตกหนีหมดแล้ว จึงเร่งขับเคลื่อนจะออกกฎยกโทษและคืนทรัพย์ให้ “โจสิน” แต่ในที่สุดก็ทำการไม่สำเร็จ มิหนำซ้ำ “โจสิน” ก็อยู่ในผืนแผ่นดินนี้ไม่ได้ อำนาจที่ได้มาก็หลุดมือไปอีกครั้งหนึ่ง นายท่านจึงอย่าได้ดูแคลนมันเป็นอันขาด 

            “ตั๋งเทือก” จึงว่าเวลาวันนี้ไม่เหมือนเวลาวันโน้น อนาคตของ “ซุนลิ้ม” ถูกกำหนดแน่นอนแล้ว เดินไปข้างหน้าคือประตูคุก เดินไปทางซ้ายคือประตูนรก เดินไปทางขวาคือฝ่าตีนมหาชน เหลือทางถอยหลังทางเดียวเท่านั้น ลิห้อยท่านจะห่วงใยสิ่งใดอีก 

            “ลิห้อย” ได้ฟังดังนั้นก็เอานิ้วก้อยแคะฟัน ในขณะที่มือหนึ่งก็เคาะจอกสุราดัง ปุ๊ก ปุ๊ก แล้วกล่าวว่าแม้กระนั้นนายท่านอย่าเพิ่งวางใจ ใครจะรู้ได้ว่าสักวันหนึ่งไอ้ “ซุนลิ้ม” อาจจะมุดลงใต้บาดาลหรือทะยานขึ้นบนอากาศสุดจะหยั่งคาดจริงๆ ข้าน้อยมิอาจไม่ระวังมันได้เลย 

            “ตั๋งเทือก” จึงว่า “ลิห้อย” ท่านจงวางใจ ด้วยความร่วมมือของสองเรา มันจุดธูปเชิญสวรรค์มาช่วยได้ เราก็จุดเทียนเชิญสวรรค์มาช่วยได้เหมือนกัน กล่าวแล้วก็จ้องมองตา “ลิห้อย” จากนั้นต่างคนต่างหันขึ้นมองบนท้องฟ้า ดูเมฆรูปมังกรที่ยังคงทะมึนอยู่บนอากาศแล้วก็หัวร่อหึ หึ 

            “ลิห้อย” จึงลองหยั่งความคิด “ตั๋งเทือก” บ้าง พลางกล่าวว่านายท่าน การที่ “เล่าจิ๋ว” ผุดออกจากหลุมขึ้นมาหลอกหลอนคราใหม่ในครั้งนี้ นายท่านมีความเห็นเป็นอย่างไร มันจะเป็นอันตรายต่อพวกเราหรือไม่ประการใด 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้นจึงยกจอกสุราขึ้นดื่ม จิบเล็ก ๆ แล้วถุยพ่นออกไปทางด้านข้าง พลางกล่าวว่าลำพัง “โจสิน” ยังไม่มีน้ำยาให้พวกเราต้องเกรงกลัว ยิ่งมี “เล่าจิ๋ว” ไปเข้าร่วมอีกคนหนึ่ง ก็ไม่ต่างอันใดกับยอดหมากรุก 2 คนที่เล่นอยู่ข้างเดียวกัน มันมีแต่จะต้องต่อยตี กระทั่งเตะกระดานหมากรุกกระจุยเป็นมั่นคง 

            “ลิห้อย” ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าหงึก หงึก แต่ลองหยั่งความคิด “ตั๋งเทือก” จึงถามต่อไปว่าไฉนนายท่านจึงกล่าวฉะนี้ 

            “ตั๋งเทือก” จึงว่า อัน “โจสิน” นั้นมันเป็นคนขี้ระแวงและขี้อิจฉาตาร้อน เมื่อก่อนนี้มันใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อเอาสำนักทานตะวันของ “เล่าจิ๋ว” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพรรคมัน พลันที่ “เล่าจิ๋ว” ยอมตกลง ไพร่พลของ “เล่าจิ๋ว” ก็กลายเป็นเชลยศึกของ “โจสิน” ทั้งสิ้น จากนั้น “โจสิน” ก็กำเริบลำพอง ปลด “เล่าจิ๋ว” ออกจากขุนนางผู้ดูแลความมั่นคง  แล้วตั้งซี๊ปึ๊กของตนที่หน่อมแน้มกว่าเข้านั่งที่แทน ความแค้นจึงแน่นในอกของ “เล่าจิ๋ว” และไพร่พลเป็นอันมาก รอวันเวลาจะสางแค้นสักวันหนึ่ง ดังนั้น “เล่าจิ๋ว” มันจึงวนเวียนอยู่รอบค่าย “โจสิน” มานานช้า หวังว่าวันหนึ่งโอกาสอำนวยก็จะเข้าไปยึดเมืองจากภายในเมืองเอง 

            “ตั๋งเทือก” จิบสุราแล้วกล่าวต่อไปว่า แต่ชะตาไม่เข้าข้าง “เล่าจิ๋ว” เพราะ “ซ่าหมัก” ดันอยากมีอำนาจเพื่อขอตายในโลงทอง ยอมขายตัวให้ “โจสิน” ตัดหน้า แผนการของ “เล่าจิ๋ว” จึงล้มไป มาวันนี้ “ซ่าหมัก” กำลังใกล้บรรลุวัตถุประสงค์ได้นอนในโลงทอง จึงเป็นโอกาสทองของ “เล่าจิ๋ว” แต่ทว่าความคิดเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของเราสองคน ดังนั้นพลันที่ “เล่าจิ๋ว” ตกลงจะไปเป็นประมุขก๊กแดง   ฉ่าปื๊ด” ก็ประกาศขวางทางอย่างเด็ดขาด ว่าตำแหน่งนี้ได้หมายปองจองมานานแล้ว จะเป็นของใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก “ฉ่าปื๊ด” คนเดียวเท่านั้น 

            “ฉ่าปื๊ด” ทำการทั้งนี้คือสัญญาณเตือนถึง “โจสิน” ว่ามึงจะต่อกรกับกูหรือไม่ ในขณะเดียวกัน “โจปา” แม่ทัพหญิงทางอุดรก็ไม่วางใจ “เล่าจิ๋ว” แต่ก็ไม่ไว้ใจ “ฉ่าปื๊ด” เพราะรู้เช่นเห็นชาติสองนักฉวยโอกาสนี้เป็นอย่างดีว่ามันมีอำนาจขึ้นเมื่อใด พี่ชายตนจะลำบากยากเข็ญยิ่งกว่าเมื่อ “ซ่าหมัก” ตั้งแก๊งสี่คนหลายเท่านัก บรรดาผู้คนร่วมแซ่ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่าหากอำนาจอยู่ในมือของ “เล่าจิ๋ว” หรือ “ฉ่าปื๊ด” เมื่อใด ไม่มีทางที่พวกมันจะคืนอำนาจแก่ “โจสิน” มีแต่จะหาทางปรองดองกับพวก “ซุนลิ้ม”  และ “ซื่อหม่าป๋า” กีดกันฟาดฟัน “โจสิน” จนดับดิ้นหนักกว่าแต่ก่อน เพียงหวังให้พวกมันได้นั่งในบัลลังก์อำนาจนานเท่านาน 

            “ลิห้อย”ได้ฟังตั๋งเทือกกล่าวความทั้งลึก ตื้น กว้าง แคบฉะนั้นแล้ว จึงกล่าวว่าสติปัญญานายท่านกระจ่างฟ้าจบดินยิ่งนัก “เล่าจิ๋ว” ผุดออกมาจากหลุมคราวนี้ เห็นทีว่าก๊กแดงคงจะแหลกแตกเป็นผงเสียเป็นแน่แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็คงเหลือพวก “เติ้งหาน”  “ซู่วัด”  “ปี้นิด” นายท่านจะเห็นประการใด 

            “ตั๋งเทือก” จึงว่า “ลิห้อย” ท่านไฉนทำเป็นงี่เง่าฉะนี้ “ลิห้อย” ท่านก็รู้ดีมิใช่หรือว่าคนพวกนี้เป็นได้แค่หมาโซ หรือผีเปรต ที่คอยจ้องหาเศษส่วนบุญเท่านั้น ขอเพียงเรามีเงินและอำนาจแล้วโยนเศษชิ้นเนื้อให้มันดื่มกินบ้าง ก็สามารถเลี้ยงไว้ใช้สอยให้เชื่องเยี่ยงสุนัขได้ 

            “ตั๋งเทือก” กล่าวดังนั้นแล้วจึงกล่าวสืบต่อไปว่า ตัวเราวิตกก็แต่พวก “อ้วนพ้ง” และพรรคพวกซึ่งแม้วันนี้ดูเหมือนจะเออออห่อหมกด้วยพวกเรา แต่เมื่อหวนคำนึงถึงบทเรียนเมื่อครั้ง “โจสิน” ครองอำนาจในฮวนนั้งก๊ก ก็เคยวางใจเหมือนพวกเรา กระทั่งเตรียมการป้องกันไว้อย่างแน่นหนา แต่แค่พริบตาเดียวพวก “อ้วนพ้ง” ก็ขับไล่ไสส่งจน “โจสิน” ไม่มีแผ่นดินอยู่ถึงทุกวันนี้ นี่เป็นเรื่องเดียวที่เรายังมีความวิตกอยู่เป็นอันมาก 

            “ลิห้อย” ได้ฟังดังนั้นก็อมยิ้มอยู่ในใจ ประหนึ่งกุมกุญแจสำคัญไว้ในมือ พลางกล่าวว่าข้าน้อยก็ได้คำนึงถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้วนายท่าน จึงได้คิดอ่านผูกพันไอ้ “เสี่ยวหนู” และ “ปู่จิ้น” ไว้เป็นพวก สองพ่อลูกคู่นี้แม้ดูงี่เงาเหลาเหย่ แต่แท้จริงมันกลับมีกระบี่อิงฟ้าที่ไร้ผู้ต้านทานได้ เมื่อมีกระบี่อิงฟ้าอยู่ในมือ ใครไหนในยุทธภพนี้จะสู้เราได้เล่า นายท่านเองก็คำนึงถึงเรื่องนี้ไว้เช่นกันมิใช่หรือ “ลิห้อย” กล่าวแล้วก็จ้องหน้า “ตั๋งเทือก” ประหนึ่งรู้ทัน 

            “ตั๋งเทือก” เห็นดังนั้นก็ยกจอกสุราขึ้นชนกับ “ลิห้อย” ประหนึ่งว่ามองตาก็รู้ใจ พลางกล่าวว่า “ลิห้อย” ท่านคิดการดังนี้ ไฉนเราจะคิดบ้างไม่ได้เล่า ตัวเราก็วิตกในเรื่องนี้เป็นที่ยิ่ง ดังนั้นจึงคิดอ่านหาเครื่องป้องกันพวก “อ้วนพ้ง” ไว้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงให้เตียวผันพี่ชายของฮูหยินเราเสาะแสวงหากระบี่คาบมังกร ซึ่งไร้ผู้ต้านทานได้เช่นเดียวกัน 

            กล่าวแล้วสองคนก็หัวร่อพร้อมกัน ยกจอกสุราขึ้นชนแล้วดื่มจนหมดจอก จากนั้นก็กล่าวพร้อมกันประหนึ่งนัดหมายกันไว้ว่า เตียบ่อกี้มันเคยใช้กระบี่อิงฟ้าและกระบี่คาบมังกร จึงสามารถปราบปรามทั้งยุทธภพได้ หากเราจะไม่ใช้กระบี่อิงฟ้าและกระบี่คาบมังกรเยี่ยงมันบ้างก็นับว่าโง่เง่าเต่าตุ่นเต็มทีแล้ว 

            สิ้นเสียงของสองทรชน ฟ้าก็คำรน ฝนก็คำราม เสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงปร้างสะเทือนสะท้านไหวทั้งแผ่นดิน เมฆดำรูปมังกรพลันกลายเป็นสีทอง เผ่นผยองขึ้นบนอากาศ ท้องฟ้าพลันสว่างไสว แต่กลับไร้แม้แต่เงาของ “ตั๋งเทือก” และ “ลิห้อย” คงมีแต่สุนัขประจำบ้านที่ถ่างขาเยี่ยวรดใส่กองกระดูกสองกองซึ่งกองอยู่ใกล้ ๆ กันนั้น.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 6:15 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน เจาะแผนเผาทัพโจสิน

.
.


            ในช่วงสงครามเซ็กเพ็ก โจโฉยกกองทัพร้อยหมื่นจากเหนือลงใต้ หวังปราบเล่าปี่และซุนกวนให้ราบเป็นหน้ากลอง แล้วรวบรวมแผ่นดินจีนเข้าเป็นหนึ่งเดียว ดังปณิธานที่ตั้งไว้แต่เดิม ครั้นได้เมืองเกงจิ๋วแล้วก็ยกพลประชิดใกล้แม่น้ำแยงซี ตรงข้ามภูเขาเซ็กเพ็กฝั่งกังตั๋ง 

            โจโฉตั้งค่ายบกรายเรียงเป็นระยะทางนับพันเส้น ส่วนกองทัพเรือตั้งค่ายรายเรียงริมแม่น้ำแยงซีเป็นระยะทางนับพันเส้นเช่นเดียวกัน กลางคืนตามประทีปโคมไฟสว่างไสวไปทั้งคุ้งน้ำ สว่างดุจเวลากลางวัน 

            ขงเบ้งประสพความสำเร็จในการทำหน้าที่ทูต สร้างสัมพันธมิตร “เล่า-ซุน” ตั้งรับโจโฉ กองทัพกังตั๋งเคลื่อนพลตั้งรับศึกที่เขาเซ็กเพ็ก ในขณะที่กองทัพเล่าปี่ตั้งทัพรับศึกอยู่ที่เมืองกังแฮ โดยมีจิวยี่และขงเบ้งเป็นผู้บัญชาการและเสนาธิการใหญ่ มีอำนาจเด็ดขาดในการศึก 

            ขงเบ้ง จิวยี่ กำหนดยุทธศาสตร์สยบศึกจากแดนเหนือครั้งนี้คือใช้ไฟเผากองทัพโจโฉให้วายวอดภายในครั้งเดียว แต่เนื่องจากกองเรือรบของโจโฉอยู่กระจัดกระจาย จำเป็นที่จะต้องวางอุบายให้นำเรือมาผูกรวมกันไว้เป็นกลุ่มก้อน เพื่อให้สะดวกต่อการเผาทัพเรือนั้น 

            ขงเบ้ง จิวยี่ ไหว้วานบังทองข้ามน้ำไปลวงโจโฉว่าทหารชาวดอนไม่สันทัดการรบทางทะเล ย่อมเมาคลื่นและมีการป่วยไข้เป็นอันมาก หากนำเรือรบมาผูกตรึงกันไว้ให้หนาแน่นดุจแผ่นดิน ปูไม้ให้ตรึงแน่นราบเรียบดีแล้ว ทหารชาวดอนก็จะรบบนเรือได้เหมือนรบบนพื้นดิน เห็นทีจะได้ชัยชนะ 

            โจโฉเชื่อตามคำแนะนำของบังทอง สั่งให้นำกองเรือรบทั้งหมดมาผูกรวมเข้า ใช้สายยูเหล็กยึดตรึงอย่างแน่นหนา และใช้ไม้แผ่นเรียบปูปากเรือเชื่อมต่อกันและตรึงไว้อย่างแน่นหนาทุกลำ ประหนึ่งดั่งพื้นดิน ทหารชาวดอนฝึกซ้อมรบก็เคลื่อนไหวยักย้ายถ่ายเทได้สะดวกไม่เมาคลื่นอีกต่อไป 

            ครั้นมีการประลองยุทธ์ทางนาวี โจโฉได้เคลื่อนกองเรือรบที่ผูกติดตรึงเป็นแผ่นพสุธาลอยน้ำเข้ารบกับกองเรือของจิวยี่ กองเรือของจิวยี่สู้ไม่ได้ก็ล่าถอยกลับไป 

            จิวยี่เห็นภัยคุกคามจากกองเรือที่ผูกติดตรึงกันเป็นแผ่นพสุธาว่าหากเนิ่นช้าไปทหารชาวดอนก็จะเคลื่อนพลข้ามฟากรุกรบยึดเอากังตั๋งได้สำเร็จ แต่ครั้นจะวางเพลิงเผากองทัพเรือโจโฉก็ไม่เห็นเป็นที เพราะฤดูกาลนั้นกระแสลมพัดจากฝั่งกองทัพโจโฉมายังฝั่งกองทัพจิวยี่ ไม่สามารถใช้เพลิงได้ พอจิวยี่เห็นทิศทางลมเช่นนั้นก็ตกใจ ร้องขึ้นสุดเสียงแล้วล้มลง มีอาการป่วยหนักจนเป็นที่วิตกของทั่วทั้งกองทัพ 

            ขงเบ้งได้ข่าวก็เข้าไปเยี่ยมจิวยี่ แล้วกล่าวว่าเป็นธรรมดาของชีวิตที่มิรู้จะป่วยไข้ในเวลาใด เพราะใครเล่าจะรู้ถึงความแปรปรวนของเลือดลมได้ จิวยี่ได้ยินคำว่าลมก็สะดุ้งขึ้นทั้งตัว เกรงว่าขงเบ้งจะรู้เท่าทันความคิดซึ่งวิตกอยู่ ขงเบ้งจึงกล่าวว่าอาการป่วยครั้งนี้เพราะความไม่ปกติของธาตุทั้งสี่ในกาย โดยธาตุดินกับธาตุน้ำนั้นเป็นปกติอยู่ แต่ธาตุลมกับธาตุไฟนั้นไม่เป็นปกติ หากปรับลมและไฟให้ได้ดุล อาการที่ป่วยก็จะหายไป 

            จิวยี่ได้ฟังคำขงเบ้งเอ่ยถึงลมและซ้ำด้วยไฟก็ยิ่งสะดุ้งขึ้นสุดตัว คะเนว่าขงเบ้งรู้เท่าทันความคิดตนแน่แล้ว เพราะเห็นแก่ความปลอดภัยของกังตั๋งความมานะและพยศจึงค่อยคลายลง จึงถามขงเบ้งว่าเมื่อกุนซือรู้ถึงความไม่ปกติฉะนี้ พอจะมียารักษาบ้างหรือไม่ 

            ขงเบ้งจึงว่า ต้องให้ยาเย็นโรคจึงจะหาย จิวยี่จึงว่ายาเย็น ยาร้อนก็กินมาหมดแล้ว แต่อาการก็ไม่บรรเทา ขอพึ่งสติปัญญาวิชาคุณกุนซือช่วยรักษาให้ด้วยเถิด ขงเบ้งเห็นจิวยี่อ่อนลง จึงสั่งทหารเอาหมึกและพู่กันพร้อมกระดาษเข้ามา แล้วโบกมือขับไล่ทหารรับใช้ออกไป จากนั้นก็เขียนเทียบยามอบให้กับจิวยี่ 

            จิวยี่รับเทียบยาซึ่งขงเบ้งเขียนให้มาอ่านดูก็สะดุ้งขึ้นสุดตัว หน้าที่ขาวซีดก็ยิ่งซีดเผือดลงไปอีก เพราะในเทียบยานั้นมีความว่า การทั้งปวงซึ่งเตรียมพร้อมไว้แล้วนั้นคงขาดก็แต่ลมสลาตันพัดมาเมื่อใด โรคของท่านก็จะหาย 

            จิวยี่อ่านความมาถึงคำว่าลมสลาตันก็สะดุ้งขึ้นทั้งตัว ผลุนผลันลุกออกจากเตียงลงมาคุกเข่าต่อหน้าขงเบ้งพลางกล่าวว่า ในเมื่อกุนซือรู้อาการโรคฉะนี้ ก็น่าจะรู้วิธีว่าทำอย่างไรจึงจะได้ลมสลาตัน 

            ความจริงขงเบ้งคำนวณวันเวลาฤดูกาลกระจ่างแจ้งในใจดีแล้วว่า ในวันแรมต้นเดือนอ้ายนั้น จะมีลมสลาตันนอกฤดูพัดมาถึง 3 วัน คือพัดจากทิศที่กองทัพจิวยี่ตั้งอยู่ไปทางด้านกองทัพของโจโฉ แต่เกรงว่าหากบอกความจริงจิวยี่ก็จะไม่เกรงความคิดที่จะทำการกันในวันข้างหน้า จึงแสร้งหลอกจิวยี่ว่าจะทำพิธีเรียกลมสลาตันให้ 3 วัน 

            ปัญหาใหญ่ในใจจิวยี่จึงแก้ตกไป แต่คงเหลือปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งคือการจะนำเพลิงเข้าไปให้ถึงกองทัพเรือโจโฉ ซึ่งต้องฝ่าด่านและสิ่งกีดขวางจำนวนมากว่าจะทำประการใด 

            ในที่สุดจิวยี่ก็ได้อาศัยอุยกายขุนพลสามแผ่นดินของกังตั๋งยอมพลีกายตนเองรับโทษทัณฑ์สถานหนัก ปิ่มว่าจะเสียชีวิต ทนแรงโบยจนสลบแล้วสลบเล่าหลายครั้งหลายหน แล้วลอบส่งคนไปขอสวามิภักดิ์กับโจโฉ โดยจะนำกองเรือเสบียงมาเป็นบรรณาการในการเข้าสวามิภักดิ์ด้วย 

            โจโฉได้ทราบความจากไส้ศึกที่ส่งเข้ามาอยู่ในกองทัพจิวยี่ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เชื่อว่าเป็นความจริง จึงยอมรับการสวามิภักดิ์ของอุยกาย พร้อมเมื่อใดให้อุยกายนำกองเรือเสบียงมาพบได้เมื่อนั้น 

            ในช่วงนั้นบรรดาที่ปรึกษาของโจโฉก็ทักท้วงว่าการเอาเรือรบมาผูกติดกันอาจถูกทำลายได้ด้วยเพลิง แต่โจโฉก็หัวเราะเยาะ เอาคบเพลิงมาจุดให้ดูต่อหน้านายทหารทั้งปวง ปรากฏว่าลมพัดเพลิงที่คบโหมไปทางด้านกองทัพเรือจิวยี่ โจโฉจึงว่าตนเองคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ฤดูกาลนี้ไม่มีลมสลาตัน หากจิวยี่จะวางเพลิงไฟก็จะไหม้เรือจิวยี่เอง อย่าได้วิตกสืบไป 

            ครั้นถึงวันลมสลาตันพัดมา จิวยี่ก็ระดมทั้งกองทัพบก กองทัพเรือเข้าโจมตีกองทัพโจโฉพร้อมกัน อุยกายคุมกองเรือเสบียงปลอม ซึ่งบรรทุกเชื้อเพลิงเต็ม ตรงรี่ไปยังกองทัพเรือโจโฉตามที่ได้นัดหมายไว้ 

            โจโฉกับเหล่าแม่ทัพนายกองและที่ปรึกษากำลังเสพสุรารื่นเริงรอรับอุยกาย ในขณะนั้นลมสลาตันเริ่มพัดมา ที่ปรึกษาโจโฉจึงท้วงขึ้นอีกว่าวันนี้ลมสลาตันพัดมา หากข้าศึกใช้เพลิงเผาจะเป็นอันตราย โจโฉได้ฟังก็หัวเราะเยาะ แล้วบอกว่าเป็นแค่ลมนอกฤดู ใครเล่าจะล่วงรู้ได้ ไหนเลยจะเตรียมตัวได้ทัน อย่าได้วิตกไปเลย 

            แต่พอกองเรือเสบียงของอุยกายแล่นเข้ามาในระยะใกล้ ที่ปรึกษาของโจโฉเห็นเรือเสบียงลอยฟ่องอยู่เป็นที่ผิดปกติ จึงชี้ให้โจโฉดูแล้วบอกว่า ถ้าเป็นกองเรือบรรทุกเสบียงจะต้องเพียบแปล้ แต่นี่กองเรือของอุยกายเบาฟ่องผิดปกตินักเกรงว่าจะบรรทุกเชื้อไฟ โจโฉมองไปตามมือ เห็นเหตุการณ์แล้วก็รู้สึกเฉลียวใจ ออกคำสั่งให้ทหารนำเรือออกไปถ่ายทอดคำสั่ง ห้ามอุยกายเข้ามาใกล้กองเรือ โดยให้จอดกองเรือเสบียงไว้ที่ด้านนอก 

            อุยกายเห็นเหตุการณ์พลิกผันเช่นนั้นก็มิได้ระย่อท้อถอย คำนึงถึงระยะห่างจากกองเรือโจโฉแล้วเห็นว่าเป็นระยะทำการ จึงสั่งเร่งความเร็วให้พลพายเร่งฝีพายหนุนแรงลมที่พัดเร็วขึ้นทุกขณะ พร้อมสั่งให้จุดไฟขึ้นในเรือทุกลำ แล่นพุ่งตรงเข้าชนกองเรือโจโฉ 

            พอแสงไฟลุกขึ้นจากกองเรือเสบียงของอุยกาย ทหารโจโฉบนเรือก็ตกตะลึง ไม่ทันทำการประการใด กองเรือเพลิงของอุยกายแต่ละขบวนก็แล่นเข้าปะทะกับกองเรือของโจโฉ ไฟที่ลุกไหม้จากกองเรือเพลิงก็ไหม้ลามกองเรือของโจโฉ เมื่อแรงลมผสมแรงไฟกองทัพเรืออันยิ่งใหญ่ของโจโฉก็ถูกกลืนกินไปในทะเลเพลิงในค่ำคืนนั้น เป็นอันสิ้นสุดของสงครามเซ็กเพ็ก 

            บทบาทของอุยกายจึงเป็นที่เล่าขานและเป็นที่นับถือศรัทธาเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน 

            และแล้วเรื่องราวของอุยกายก็กลายเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นเป็นหัวข้อสนทนาอีกครั้งหนึ่ง ในสถานการณ์การเมืองของฮวนนั้งก๊กที่กำลังคุกรุ่นดุเดือดเลือดพล่าน จนมีการกล่าวประกาศอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะว่าจะต้องปิดฉากล้มรัฐบาลเด็กน้อยให้เรียบร้อยก่อนสิ้นปี 

            โดยจะมีการจัดชุมนุมใหญ่ของพวกอั้งนั้งหรือคนแดง ชนิดที่ไม่จบไม่เลิก ทั้งๆ ที่ชุมนุมมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่เคยจบแต่ต้องเลิกไปทุกครั้ง จะต่างกันบ้างก็ตรงที่เจ็บมาก เจ็บน้อย ช้ำมาก ช้ำน้อยเท่านั้น แต่ที่เหมือนกันก็คือหลังการจัดชุมนุมทุกครั้งบรรดาหัวโจกอั้งนั้งต่างกระเป๋าตุงและพุงปลิ้นตาม ๆ กัน 

            เทศกาลเพ็ญเดือน 12 พระจันทร์ผ่องพรรณงามกระจ่างฟ้า ลอยอยู่กลางอากาศ ทอแสงเจิดจ้าดุจดังประทีปแห่งสรวงสวรรค์ มอบความสว่างบรรเจิดให้กับมวลมนุษย์ในการประกอบพิธีกรรมลอยประทีปตามความเชื่อที่ยึดถือกันมาช้านาน 

            ทุกริมฝั่งน้ำ ไม่ว่าแม่น้ำหรือบ่อน้ำหรือสระน้ำหรืออ่างน้ำ ล้วนมีชาวฮวนนั้งก๊กกระทำพิธีลอยประทีปเพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อความสุขความเจริญและความรุ่งเรืองของตนกันทุกหนทุกแห่ง
ที่ริมคลองเล็ก ๆ ใจกลางเมืองหลวงก็เช่นเดียวกัน บรรยากาศยามนั้นสงบเงียบ มีแต่เสียงสายลมพัดมาถูกใบไม้พลิ้วหวิวหวู ซือหม่าป๋าเพิ่งได้เวลาพักผ่อนขึ้นตึกใหญ่ คงเหลือแต่เหล่าเจียงกุนที่ยังคงนั่งจิบน้ำชาท่ามกลางสายลมอันสุดแสนจะสบายหลังการลอยประทีปแล้ว 

            เจียงกุนสีเทาเอ่ยปากถามเจียงกุนสีกากีว่าพี่ท่านยามนี้ดูมีทีท่าสบายใจยิ่งนัก คงเป็นอารมณ์สุนทรีที่ได้รับผลแผ่มาจากเล่าซือหม่าเป็นแน่แท้ 

            เจียงกุนสีกากีจึงว่า น้องเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าธรรมดาหมากล้อมนั้นไหนเลยจะเล่นไปเรื่อยเปื่อยไม่เลิกรา วันเวลาปิดเกมแล้วดื่มสุราฉลองใกล้จะมาถึงเต็มทีแล้ว 

            เจียงกุนสีเทาจึงกล่าวว่า ก็พวกอั้งนั้งมันประกาศอย่างไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดินว่าจะปิดเกมอำนาจของก๊กน้ำเงิน-ฟ้า ก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งดูไปแล้วก็สอดคล้องกลมกลืนกับคำพูดของโจสินประหนึ่งนัดหมายกันไว้ หรือว่ามีสิ่งใดแอบแฝง 

            เจียงกุนสีกากีจึงว่า ขนมเปี๊ยะที่พวกเราใช้แกล้มน้ำชากันนี้ก็ใช่ว่าจะไร้ที่มา มันย่อมมีที่มาเหมือนกันในทุกสิ่ง คำพูดของโจสินและพวกอั้งนั้งหาใช่การผายลมไม่ และแม้เป็นการผายลมก็ย่อมมีที่มาจากอาหารและเลือดลมอันไม่ปกติเช่นเดียวกัน เจียงกุนสีเทาจึงกล่าวว่า พี่ท่านพูดมาให้กระจ่างเถิด ป่วยการไยที่จะไปเอ่ยถึงขนมเปี๊ยะและการผายลมเล่า 

            เจียงกุนสีกากีจึงกล่าวว่า โจสินและกลุ่มสหายที่ถนัดถือไม้กอล์ฟยิ่งกว่าถือปืน วางแผนลึกเป็นแผนลับ หมายจะใช้ยุทธการสี่ประสานไล่ปี้เซ็ก ล้มอำนาจก๊กส้ำเงิน-ฟ้า เพื่อหวังกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง ฉวยโอกาสที่ตั๋งเทือกและลิห้อยมัวแต่สาละวนเรื่องเล่นแร่แปรธาตุเข้ากระเป๋าตนเอง ไม่ใส่ใจการแผ่นดินและราษฎร จัดวางขบวนทัพอย่างแยบยลเป็น 4 กระบวน หมายพิฆาตปี้เซ็กให้วายวอดในการศึกครั้งสุดท้ายนี้ 

            เจียงกุนสีเทาได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้า แต่ยังคงนิ่งฟังอย่างสงบ เจียงกุนสีกากีจึงกล่าวต่อไปว่า กระบวนหนึ่ง มันหมายใช้พวกอั้งนั้งระดมพลนับร้อยหมื่นเข้าเมืองหลวง ยึดศาลาว่าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน แล้วใช้กระบอกเสียงป่าวร้องชักชวนให้ผู้คนมาเข้าเป็นพวก ประกาศยึดอำนาจ กระบวนหนึ่ง มันใช้เล่าจิ๋วไปปลุกปั่นยุยงข้างชายแดนภาคใต้ให้ก่อการจลาจล จุดเพลิงไฟระเบิดเผาผลาญบ้านเรือนและราษฎรให้ระส่ำระสาย กระบวนหนึ่ง ตัวโจสินเองและเล่าจิ๋วร่วมมือกันยุยงติดสินบนให้ฮวยเซ็งผู้นำขะแมร์ก๊กให้สร้างสถานการณ์สู้รบกับกองทัพของอ้วนพ้ง ดึงกำลังของอ้วนพ้งจากเขตที่ 1 และเขตที่ 2 ออกไปอยู่ชายแดน เพื่อทำให้เมืองหลวงว่างกำลัง จากนั้นพรรคพวกของโจสินก็จะใช้หน่วยกำลังรับจ้างเข้าทำการจับกุมวินาศกรรมและทำลายปรปักษ์ต่าง ๆ อย่างพร้อมเพรียงกัน โดยจะมีบางหน่วยเข้าควบคุมฮ่องเต้ ประสานกับการปล่อยโคมลอยเพื่อให้เกิดความระส่ำระสาย และด้วยศึกนี้ศึกเดียวก็คาดว่าปี้เซ็กเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมย่อมคาดคิดไม่ถึง กว่าจะรู้ตัวก็คงตกเก้าอี้ไปนานแล้ว 

            เจียงกุนสีเทาได้ฟังดังนั้นก็ทำสีหน้าครุ่นคิด พร้อมกับเอ่ยว่าถ้าอย่างนี้คงเสร็จมันแน่ แต่ไฉนพี่ท่านและซือหม่าป๋าจึงยังคงเบิกบานสำราญใจยิ่งนัก หรือว่ามิทราบแผนการอุบาทว์นี้ 

            เจียงกุนสีกากีโบกมือเสี่ยวเอ้อที่ยืนคอยเสริฟน้ำชาอยู่ในที่ใกล้ให้ออกไปห่าง ๆ พลางลดน้ำเสียงลงแล้วกล่าวว่า กำแพงมีหู ประตูย่อมมีตา ที่ไหนมีสายลมพัดผ่าน ที่นั่นย่อมไม่มีความลับ แม้แผนการอุบาทว์ชาติชั่วจะวางลึกอย่างลับเพียงใด แต่พวกมันกลับคิดอ่านแผนการอุบาทว์นี้ในที่ซึ่งมีสายลมอยู่ 

            น้ำเสียงสะดุดลงนิดหนึ่ง แล้วกล่าวสืบไปว่าไม่ใช่สายลมตามป่าเขาดอก หากแต่เป็นสายลมในห้องปรับอากาศนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ไหนเลยจะรักษาความลับเอาไว้ได้ น้องเราเป็นพวกบู๊เงี๊ยบ ย่อมกระจ่างเป็นอย่างดีว่าอันแผนการทั้งหลายนั้นหากล่วงรู้ไปถึงผู้อื่นแล้วมันจะกลับกลายสภาพเป็นอาวุธร้ายที่สามารถประหัตประหารผู้วางแผนได้อย่างเลือดเย็นที่สุด 

            เจียงกุนสีเทาได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้า แต่มิวายที่จะเอ่ยปากถามต่อไปว่า ก็ระยะเวลาที่ผ่านมานี้ไม่เห็นซือหม่าป๋าฝึกปรือเคลื่อนไหวลมปราณแต่ประการใด มีแต่นั่งสมาธิอย่างสงบเงียบ ประดุจดังปรมาจารย์ตั๊กม้อที่ฝึกพลังจิตอยู่ในถ้ำฉะนั้น เจียงกุนสีกากีจึงกล่าวว่า ขงเบ้งนั่งอยู่ในกระท่อมน้อยก็กระจ่างการทั้งแผ่นดิน เหมาเจ๋อตงอยู่ในบ้านดินเล็ก ๆ ก็สามารถบัญชากำลังรบ 24 ล้านคนได้ ไฉนจะต้องออกไปเต้นแร้งเต้นกาด้วยเล่า น้องเรารับใช้ซือหม่าป๋ามาช้านาน ยังมิกระจ่างความประการนี้อีกหรือ 

            เจียงกุนสีเทาได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้า แล้วกล่าวว่าการที่เล่าจิ๋วจู่ ๆ ก็ผุดออกจากหลุม ออกไปเต้นแร้งเต้นกา หรือว่าจะเป็นแผนการของซือหม่าป๋า เฉกเดียวกับที่จิวยี่ใช้อุยกาย 

            สายลมโหมแรงมาต้องใบไม้ดังหวิวหวือ แต่กลับไม่มีคำตอบใด ๆ บรรยากาศเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เจียงกุนสีเทาจึงเอ่ยปากถามต่อไปว่า เมื่อครั้งสามก๊กอุยกายเอาไฟไปเผาที่กองทัพเรือของโจโฉ แต่ส่วนกองทัพบกก็มีเหล่าเจียงกุนหลายกองแยกย้ายกันไปทำงาน แล้วคราวนี้จะเป็นประการใด 

            เจียงกุนสีเทาได้ฟังดังนั้นก็กล่าวว่า ชะตาโจสินนั้นฟ้ากำหนดชัดเจนแล้ว มันเองแม้มีสติปัญญาเก่งกล้าสามารถเป็นอันมาก แต่มันกลับไม่รู้วิถีแห่งฟ้า ไม่รู้พลังจักรวาล ไม่รู้โลกนิติ ชะตามันจึงถึงกาลดับด้วยประการเหล่านี้ น้องเราจงคอยดูให้จงดี 

            เจียงกุนสีเทากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลงอีกว่า วิสัยยอดหมากรุกนั้นต้องสามารถกำหนดตาจน เล่าปี่ไปทำศึกแดนกังตั๋งก็กำหนดเอาเมืองเป๊กเต้เป็นเรือนตาย โจสินมันจะดับดิ้น ณ แห่งใด พี่ท่านพอจะคะเนการณ์ได้หรือไม่ 

            เจียงกุนสีกากีดได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ความลับแห่งสวรรค์นั้นเราไหนจะบังอาจไปล่วงรู้ คนเราเลือกที่กินได้ เลือกที่ตายไม่ได้ แต่กลับมีคนกำหนดที่ตายให้คนได้ โจสินทำบาปกรรมอันมหันต์ต่อแผ่นดินและราษฎร แม้ร่อนเร่พเนจรก็ยังไม่สาสมกับผลกรรมที่ทำไว้ ดังนั้นโดยกรรมลิขิตจึงไม่มีทางที่จะตายในแผ่นดินเกิด แต่ทว่าคนผู้นี้มีความอาฆาตพยาบาท แม้ไม่สามารถตายในแผ่นดินเกิดก็น่าที่จะตายใกล้แผ่นดินเกิดเป็นแท้ 

            ว่าแล้วก็กล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงที่สุดจะแผ่วเบาว่า เมื่อครั้งบุรพกษัตริย์ของฮวนนั้งก๊กกระทำปฐมกรรมแก่พระยาละแวกผู้ทรยศและเนรคุณนั้น กระทำการที่ไหนเล่า ที่นั่นแหละน่าจะเป็นเรือนตายของโจสิน!
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 6:28 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ปักเสา วางโป๊ะ จับโจสิน

.
.


            ลมหนาวช่วงต้นเหมันตฤดูโหมกรรโชกมาเป็นครั้งคราว แต่ละครั้งได้นำความหนาวจากทิศข้างอุดรลงมาใต้ ทำให้หลายคนต้องเป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลเพราะไม่ทันได้ตั้งเนื้อตั้งตัว กว่าจะรู้ตัวก็เป็นหวัดไปแล้ว 

            “ปี้เซ็ก” ยามนั้นเดินทางไปแดนไกล แม้น้ำใจหนึ่งจะรื่นรมย์นัก ด้วยเป็นโอกาสอันงามที่จะได้อวดความสง่าราศีต่อหน้าบรรดาจอมยุทธ์รอบคาบมหาสมุทรตะวันออก เป็นโอกาสอันดีจะได้โชว์ลีลาภาษาสำเนียงอ๊อกฟอร์ดให้เป็นที่ลือลั่นสมดังที่หมายมั่นมาตั้งแต่น้อย 

            แต่น้ำใจหนึ่งก็ร้อนรุ่มอยู่เต็มอก ไอร้อนแผ่ผ่าวๆ จนขับไล่ความหนาวออกไปไกล “ปี้เซ็ก” ถึงกับต้องถอดเสื้อคลุมตัวใหญ่เดินไปเดินมาอยู่ในที่พำนักแต่เดียวดาย พลางครุ่นคิดถึงศึกใหญ่ที่รู้กระจ่างใจว่า “โจสิน” มุ่งมั่นเผด็จศึกให้เสร็จสิ้นก่อนที่ศาลไคฟงจะตัดสินยึดทรัพย์นับเจ็ดแปดหมื่นล้านอีแปะ 

            และที่ “ปี้เซ็ก” กังวลหนักก็คือแผนคบคิดกับ “ฮวยเซ็ง” หัวหน้าจอมยุทธ์ขะแมร์ด้านตะวันออกของฮวนนั้งก๊ก เพื่อใช้ดินแดนขะแมร์เป็นฐานขว้างปาบ้านชาวฮวนนั้งก๊กจนไม่เป็นอันเป็นสุขอีกต่อไป 

            ในขณะที่ “ปี้เซ็ก” กำลังเดินวกไปวนมากลับไปกลับมา จนกระทั่งเวลาใกล้สองยาม พลันมีเสียงแว่วแผ่วมาตามสาย…ลม เป็นเสียงเนิบนาบ เชื่องช้า เย็นยะเยือก แต่เปี่ยมด้วยพลังและสัมผัสได้ถึงวี่แววของความห่วงใย 

            “ปี้เซ็ก” สัมผัสกระแสเสียงแม้ไม่คุ้นเคยนัก แต่ในพลันนั้นก็ต้องตื่นจากภวังค์ รีบเอ่ยข้าน้อยคือ “ปี้เซ็ก” ท่านผู้อาวุโสมีสิ่งใดสอนสั่งหรือ เสียงเงียบหายไปครู่หนึ่ง 

            แล้วก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาอีกครั้งหนึ่งว่า อดทน อดกลั้น ปักเสา ลงโป๊ะ ต้อนมันไปอยู่ที่มันต้องการ ให้ดูแผนอุบายของกุยแกในการกำจัดอ้วนฮี อ้วนชง 

            “ปี้เซ็ก” ฟังน้ำคำที่แผ่วโผยมาตามสายลมอย่างใจจดใจจ่อ ในใจก็ท่องจำแต่ละคำไว้อย่างแม่นยำ แต่มิทันที่จะกล่าวประการใด เสียงแผ่วเบานั้นก็แว่วมาอีกว่า แผนการของกุยแกเป็นอย่างไร ให้ไปปรึกษากับ “อ้วนพ้ง” แล้วเสียงนั้นก็เงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย 

            “ปี้เซ็ก” ประหนึ่งตื่นจากภวังค์ เพราะแม้จะงุนงงสงสัยประการใดในคำกล่าวนั้น แต่ราตรีกาลก็ดึกดื่นเต็มที มิรู้ที่จะไต่ถามความกับผู้ใด และเรื่องชนิดนี้ “ปี้เซ็ก” ก็รู้ดีว่าหาควรที่จะรุ่มร่ามวุ่นวายให้กระต่ายตื่นตูมจนเสียการไป ดังนั้นจึงทุ่มตัวลงนอนเพื่อเตรียมเดินทางกลับมาตุภูมิในวันพรุ่ง 

            แสงทองเจิดจ้าบอกวันใหม่แล้ว “ปี้เซ็ก” ตื่นขึ้นรับอรุณด้วยความสดชื่น เพราะตลอดคืนหลับสนิทกว่าทุกคืนที่ผ่านมา ในใจยังคงจดจำถ้อยคำที่แว่วมาตามลม ขณะที่ใจก็คำนึงถึงการเตรียมรบใหญ่ของ “โจสิน” ที่สร้างสมเงื่อนไขไว้อย่างพร้อมเพรียง 

            ชั่วเวลาไม่นานนัก แม้ระยะทางแสนไกล แต่ด้วยความเร็วแห่งยุคสมัย ระยะทางไกลก็เหมือนใกล้ แค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียวเร็วรีบ ก็ถึงทวีปอุดรเรืองศรี “ปี้เซ็ก” คืนกลับสู่มาตุภูมิโดยสวัสดี พลันรีบออกคำสั่งให้ “ซิโชค” เรียก “อ้วนพ้ง” “ปั๋งยุทธ์” มาพบเป็นการด่วน 

            รายการจิบน้ำชาดื่มกาแฟยามดึกของสามซำกงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว “ซิโชค” ทำหน้าที่เป็นจงก้วงต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือนอย่างอ่อนโยนละมุนละไม แล้วเชิญเข้าไปยังหอด้านใน ซึ่ง “ปี้เซ็ก” ยืนรออยู่อย่างเงียบงันก่อนแล้ว 

            “เจียงกุนสบายดีรึ รบกวนเชิญมาพบอย่างฉุกละหุก โปรดอภัยด้วย” เสียง “ปี้เซ็ก” เอ่ยขึ้น 

            “อ้วนพ้ง” และ “ปั๋งยุทธ์” โค้งคำนับอย่างนอบน้อม พลางกล่าวตอบว่า “พวกเราก็ร้อนใจ รอไต้เฮี้ยบอยู่ตลอดทั้งวัน” และกล่าวต่อไปว่า คาดหมายว่าซึ่งไต้เฮี้ยบเชิญพวกเรามาเวลานี้คงเป็นเรื่องของ “โจสิน” เปิดแผนยุทธการทำศึกใหญ่ ล้มลุยไถ ฮวนนั้งก๊กเป็นแน่ 

            “ปี้เซ็ก” ผายมือเชิญสองเจียงกุนให้นั่งลง พลางกล่าวว่า “โจสิน” คิดการใหญ่ ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน หมายพลิกฟ้า คว่ำดิน แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นใหญ่ในฮวนนั้งก๊ก 

            มันคบคิดกับ “ฮวยเซ็ง” หัวหน้าขะแมร์เพื่อก่อสถานการณ์ศึกระหว่างฮวนนั้งก๊กกับขะแมร์ก๊ก ในขณะที่ทางแดนใต้ก็จะเกิดระเบิดมากมายระส่ำระสายไปทั่ว ทั้งยังมีแผนใช้พวกอั้งนั้งก่อการชุมนุมยึดบ้านเผาเมือง แล้วยังมีพวกม้าแก่ที่ยังไม่ยอมแก่คอยป่วนบ้านทำลายเมือง เห็นทีความสงบสุขในแผ่นดินจะสิ้นสุดลงเสียแล้ว พวกท่านทราบความดังกล่าวนี้หรือไม่ 

            “อ้วนพ้ง” จึงว่า “โจสิน” คิดอ่านทำการเคลื่อนไหวประการใด มิได้รอดพ้นไปจากสายตาของบรรดานักรบชุดเขียวเลย ความอันไต้เฮี้ยบกล่าวนั้นตรงกับข่าวสารข้อมูลที่พวกเราได้รับมาก่อนหน้านี้เช่นเดียวกัน 

            “ปี้เซ็ก” จึงถามว่าเมื่อเจียงกุนทราบความฉะนี้แล้ว ได้คิดอ่านแผนการประการใด 

            “อ้วนพ้ง” จึงว่าแผนการของ “เล่าจิ๋ว” ที่จะเผาเมืองใต้ให้เกิดความระส่ำระสายนั้น ปรากฏว่าจุดชนวนไม่สำเร็จ กระสุนด้าน แทนที่จะได้รับการสนับสนุนร่วมมือ กลับมีแต่เสียงด่าทอก้องกระหึ่มไปทั้งแผ่นดิน จน “เล่าจิ๋ว” ต้องท้อถอย มึนงง จนแทบเดินไปไหนไม่ถูกทางแล้ว 

            “อ้วนพ้ง” กล่าวสืบต่อไปว่า การทางด้านขะแมร์นั้น “โจสิน” คิดแต่ทางได้ถ่ายเดียว แต่หาคิดทางเสียไม่ จึงได้สมใจอยากแค่การเป็นที่ปรึกษา ซึ่งไม่มีราคาค่างวดใด ๆ เป็นได้แค่การบำบัดอาการทางจิตที่ผิดหวังจากการแสวงหาล่าตำแหน่งที่ปรึกษาก่อนหน้านี้ จนถูกกระชากหน้ากากว่าแหกตาชาวโลกมาหลายครั้งแล้ว 

            ส่วนทางเสียนั้น “โจสิน” คาดคิดไม่ถึงว่าชาวฮวนนั้งก๊กมีความชิงชังคั่งแค้นหัวหน้าโจรขะแมร์กันทั่วทุกตัวคน ดังนั้นเมื่อ “โจสิน” เข้าสวามิภักดิ์กับ “ฮวยเซ็ง” จึงกลายเป็นข้าของขะแมร์ไป และต้องรับเอาความชิงชังคั่งแค้นของชาวฮวนนั้งก๊กไปด้วย ทำให้พวกอั้งนั้งซึ่ง “โจสิน”เคยสั่งสอนให้ชิงชังอำมาตย์และเผด็จการ แต่วันนี้เมื่อ “โจสิน” ยอมเป็นข้าอำมาตย์ขะแมร์ และเผด็จการขายชาติขะแมร์ จึงทำให้บรรดาพวกอั้งนั้งพากันสับสน โยนเสื้อแดงทิ้งกันเป็นทิวแถว มิหนำซ้ำยังรุมด่า “โจสิน” และลิ่วล้อบริวารจนต้องเอาหน้าซุกรูไปตาม ๆ กัน 

            “อ้วนพ้ง” กล่าวสืบไปว่า “โจสิน” ยังพลาดการใหญ่เปิดหน้าชนฟ้า ด้วยการไปให้สัมภาษณ์กับพวกอิงกั๋วยกตนขึ้นเสมอฟ้า ตำหนิติเตียนฟ้า อาฆาตมาดร้ายต่อฟ้า ปวงประชาจึงยิ่งเคียดแค้นชิงชัง 

            การที่ “โจสิน” ใช้วิชาตัวเบาเข้าไปในแดนขะแมร์ในครั้งนี้ ก็เพื่อจุดชนวนให้เกิดศึกระหว่างฮวนนั้งก๊กกับขะแมร์ก๊ก และเพื่อเป็นการตบหน้า “ปี้เซ็ก” ท่าน รวมทั้งไปตรวจกองบัญชาการที่กงเต๊า หรือเกาะเทพเจ้า ที่เตรียมการไว้สำหรับเป็นฐานบัญชาการรบกับฮวนนั้งก๊กในวันข้างหน้า 

            “อ้วนพ้ง” กล่าวสืบไปว่ามีรายงานว่า “โจสิน” มอบประโยชน์ก้อนใหญ่ให้แก่ “ฮวยเซ็ง” เพื่อจัดทำพระบรมราชโองการของฮ่องเต้ขะแมร์ หวังจะได้ใช้เป็นเกราะคุ้มตัวให้พ้นจากราชภัยของฮวนนั้งก๊ก และทำความตกลงกับ “ฮวยเซ็ง” จะยกดินแดนฮวนนั้งก๊กและผลประโยชน์ในทะเลให้กับ “ฮวยเซ็ง” ถ้าหากว่าได้กลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง โดย “โจสิน” ได้ยืนยันกับ “ฮวยเซ็ง” ว่าขณะนี้การทุกอย่างพร้อมแล้ว รอแต่วันจัดชุมนุมใหญ่ของพวกอั้งนั้ง ก็จะถือเป็นเวลาฤกษ์ในการยึดฮวนนั้งก๊ก “ฮวยเซ็ง” หลงเชื่อจึงยอมทุ่มตัวเทใจช่วยเหลือ “โจสิน” 

            “อ้วนพ้ง” กล่าวแล้วก็จ้องหน้า “ปี้เซ็ก” พลางถามว่า พวก “ฮวยเซ็ง” ได้ยั่วยุหวังเปิดศึกชายแดนแล้วดึงกำลังของ “ปั๋งยุทธ์” ออกจากเมืองหลวงเพื่อเปิดช่องว่างให้กับกองรบรับจ้างและหน่วยล่าสังหารชุดดำทำการในเมืองหลวงได้อย่างคล่องตัว แต่พวกเรารู้เท่าทันเพทุบายนี้ จึงคุมกำลังตั้งมั่น ฉกเช่นเมื่อครั้งสุมาอี้คุมกำลังตั้งทัพมั่นไม่ออกรบด้วยทัพขงเบ้ง จนในที่สุดขงเบ้งต้องแพ้ภัยตนเอง จึงอยากทราบว่าไต้เฮี้ยบจะคิดอ่านประการใด 

            “ปี้เซ็ก” ได้ยินเรื่องสุมาอี้รบขงเบ้งก็เห็นเป็นจังหวะ จึงกล่าวว่าเคยได้ยินมาว่า “อ้วนพ้ง” ท่านชำนาญการพิชัยสงคราม จึงอยากถามว่าท่านเคยได้ยินเรื่องอุบายของกุยแกในการกำจัดอ้วนฮี และอ้วนชงหรือไม่ กล่าวแล้ว “ปี้เซ็ก” ก็จ้องมองหน้า “อ้วนพ้ง” 

            “อ้วนพ้ง” ได้ฟังดังนั้น ทำเป็นอิดออดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่าข้าพเจ้าเพียงแค่สนใจศึกษาตำรับตำราต่าง ๆ ไยไต้เฮี้ยบท่านจึงจงใจกล่าวถามความฉะนี้ 

            “ปี้เซ็ก” จึงว่า “อ้วนพ้ง” ท่านเป็นเช่นกระบี่ที่มีความคมกริบ แต่งำประกายไว้ช้านาน กระทั่งทำเซ่อเซอะงก ๆ เงิ่น ๆ จนพวก “ซุนลิ้ม” หลงผิดคิดว่าท่านโง่งมงาย จึงพาลกล่าวปรามาสหลายครั้งหลายหน แต่ข้าพเจ้านี้แม้ยังเยาว์วัย แต่ก็ใส่ใจนับถือเหล่านักปราชญ์บัณฑิต จึงรู้กระจ่างว่า “อ้วนพ้ง” ท่านชำนาญการพิชัยสงครามยิ่งนัก อย่าเพิกเฉยปกปิดเราต่อไปเลย 

            “อ้วนพ้ง” เห็นว่าจะงำประกายดาบต่อหน้า “ปี้เซ็ก” ต่อไปไม่ได้ จึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงเรียบราบว่า เรื่องอุบายของกุยแกในการกำจัดอ้วนฮี และอ้วนชงนั้นเป็นอุบายสำคัญที่ลงมือได้ผลอย่างไร้ร่องรอย และโดยไม่ต้องออกแรงเอง 

            “ปี้เซ็ก” ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า และยังคงสงบนิ่งคอยฟังต่อไป “อ้วนพ้ง” จึงกล่าวสืบไปว่า เมื่อครั้งโจโฉยกกองทัพปราบภาคเหนือ ปราบอ้วนสุด อ้วนเสี้ยวราบเรียบแล้ว ก็ทำศึกถอนรากถอนโคนยกกองทัพปราบอ้วนฮีและอ้วนชง ซึ่งเป็นลูกของอ้วนเสี้ยว 

            กองทัพโจโฉโจมตีและยึดเมืองของอ้วนชงและอ้วนฮีได้สำเร็จ แต่สองทายาทของอ้วนเสี้ยวสามารถคุมกำลังหนีออกจากเมือง ไปพึ่งตระกูลกองซุนซึ่งครองเมืองเลียวตั๋งทางภาคอีสาน โจโฉคิดจะยกกองทัพใหญ่ตามไป แต่เนื่องจากเดินทัพมาไกลมาก และเส้นทางเดินทัพข้างหน้าก็ทุรกันดาร จึงมีทั้งเสียงค้านและเสียงสนับสนุน 

            ฝ่ายหนึ่งต้องการให้โจโฉยกทัพกลับเมืองฮูโต๋ก่อน บำรุงกองทัพให้พรั่งพร้อมแล้วค่อยยกกองทัพไปปราบอ้วนฮีและอ้วนชง ฝ่ายหนึ่งก็หนุนให้ยกกองทัพไปปราบอ้วนฮีและอ้วนชงให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียว อีกฝ่ายหนึ่งก็ท้วงว่ากองทัพยกจากเมืองหลวงมานานวัน เสบียงอาหารก็ร่อยหรอ หนทางข้างหน้าก็ทุรกันดาร หากพลาดพลั้งเสียทีชัยชนะที่มีมาทั้งหมดก็จะมลายสูญไปในพริบตา 

            ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลยันกันเช่นนี้ จึงยากที่โจโฉจะตัดสินใจ ในขณะนั้นกุยแกกุนซือใหญ่ของโจโฉได้ถึงแก่กรรม ก่อนสิ้นใจกุยแกได้เขียนสารใส่ในหีบปิดผนึกลั่นกุญแจ ให้ทายาทนำไปมอบแก่โจโฉ ซึ่งในขณะนั้นโจโฉกำลังนั่งปรึกษาราชการว่าจะยกไปตีอ้วนชงและอ้วนฮีหรือไม่ โจโฉเปิดหีบหนังสือออกอ่านดูแล้วก็หัวเราะดังลั่น พลางสั่งให้ปิดหีบและเปลี่ยนกุญแจใหม่ ล็อคหีบนั้นไว้อีกครั้งหนึ่ง   แล้วสั่งให้ไปตั้งไว้กลางพลับพลาว่าราชการ สั่งทหารจัดเวรยามเฝ้าห้ามมิให้ผู้ใดแตะต้อง 

            แล้วโจโฉจึงออกคำสั่งว่าจะยังไม่ถอยทัพกลับเมืองฮูโต๋ และจะไม่ยกกองทัพตามไปตีอ้วนชงและอ้วนฮี แต่ให้รั้งทัพไว้ ณ ที่นี้ก่อน 10 วัน รอเจ้าเมืองเลียวตั๋งเอาหัวของอ้วนฮีและอ้วนชงมาบรรณาการ ว่าแล้วโจโฉก็สั่งเลิกประชุม 

            บรรดานายทหารทั้งปวงได้แต่งุนงง เพราะไม่รู้เหตุผลต้นปลายประการใด วันเวลาผ่านไป 5 วันแล้ว บรรดานายทหารก็ร้อนใจอยากกลับบ้าน ก็พากันมาถามไถ่โจโฉ และเร่งเร้าให้ยกทัพกลับเมืองหลวง แต่โจโฉยังคงยืนกรานว่าให้รอเวลาจนครบ 10 วันก่อน 

            ครั้นถึงวันที่ 10 ทหารได้เข้ามารายงานว่า มีทูตมาจากเมืองเลียวตั๋ง นำศีรษะอ้วนฮีและอ้วนชงมามอบ โจโฉจึงสั่งให้เรียกประชุมแม่ทัพนายกองพร้อมกัน ทูตเมืองเลียวตั๋งก็นำศีรษะอ้วนฮีและอ้วนชงมามอบ 

            โจโฉเห็นดังนั้นก็หัวเราะ พลางกล่าวว่ากุยแกท่านมีสติปัญญายิ่งนัก แม้ป่วยไข้อาการหนักใกล้ลาโลก ยังสู้คิดอุบายสำคัญทำให้ได้ศีรษะอ้วนฮีและอ้วนชงโดยไม่ต้องลงมือเอง ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งให้ทหารยกหีบหนังสือของกุยแก สั่งให้ไขกุญแจและให้เอาหนังสือนั้นออกมาอ่าน 

            จดหมายลับของกุยแกที่เขียนถึงโจโฉยามใกล้ตายมีใจความว่า “ข้าพเจ้ากุยแกขอบอกไว้แก่มหาอุปราชให้แจ้ง ด้วยข้าพเจ้ารู้ว่าอ้วนฮี อ้วนชงนั้นหนีไปอยู่ด้วยกองซุนของเจ้าเมืองเลียวตั๋ง อย่าให้ท่านยกกองทัพไปทำอันตรายเมืองเลียวตั๋ง ให้ไพร่บ้านพลเมืองได้ความเดือดร้อนเลย ด้วยเหตุว่ากองซุนของกับอ้วนฮี อ้วนชงนั้นก็หมายใจจะคิดร้ายกันอยู่ แม้ท่านจะขืนยกไปตีเมืองเลียวตั๋ง ข้าพเจ้าเห็นว่ากองซุนของกับอ้วนฮี อ้วนชงจะประนอมกันช่วยรบพุ่งท่าน ทหารทั้งปวงก็จะได้ความลำบาก” 

            โจโฉอธิบายเนื้อความตามหนังสือของกุยแกว่า อ้วนฮีกับอ้วนชงนั้นผิดใจกับเจ้าเมืองเลียวตั๋งมาแต่ก่อน ต่างคิดจะแย่งเอาเมืองของกันและกัน หากเรายกกองทัพไปปราบอ้วนฮีและอ้วนชงก็จะกระทบต่อเจ้าเมืองเลียวตั๋งด้วย คนเหล่านั้นก็จะสามัคคีกันสู้รบกับเรา ซึ่งเดินทัพไปทางไกล ก็จะขัดสน แต่ครั้นเรารั้งทัพไว้ไม่ยกไปตามคำของกุยแก คนสองพวกนั้นซึ่งระแวงแคลงใจกันอยู่แล้วก็จะผูกความแคลงใจมากขึ้น กองซุนของเจ้าเมืองเลียวตั๋งเมื่อเห็นว่าเราไม่เป็นภัยแก่ตัว ก็คิดอ่านเป็นมิตร จึงตัดศีรษะอ้วนฮีและอ้วนชงมาเป็นบรรณาการแก่เรา กุยแกแม้ตายแล้ว แต่สติปัญญาคิดอ่านทำการครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก 

            “อ้วนพ้ง” เล่าความเรื่องอุบายของกุยแกแล้ว จึงถาม “ปี้เซ็ก” ว่าไฉนไต้เฮี้ยบท่านจึงถามความเรื่องอุบายของกุยแกในสถานการณ์เยี่ยงนี้ 

            “ปี้เซ็ก” ซึ่งไม่เคยรู้เรื่องราวอุบายของกุยแกมาแต่ก่อน และก่อนหน้านั้นก็ไม่รู้ความหมายใดๆ ของอุบายของกุยแก ครั้นฟัง “อ้วนพ้ง” เล่าความให้ฟังก็กระจ่างในความหมาย พยักหน้าหงึก ๆ พลางรำพึงโดยไม่รู้สึกตัวว่า ผู้อาวุโสซือหม่าเยี่ยมยุทธ์จริง ๆ เยี่ยมยุทธ์จริง ๆ 

            “อ้วนพ้ง” “ปั๋งยุทธ์” และ “ซิโชค” เห็นและได้ยินดังนั้นก็พากันงุนงง เพราะต่างไม่เข้าใจความนัยของคำรำพึงของ “ปี้เซ็ก” 

            “ปี้เซ็ก” ค่อยๆ เผยยิ้มประดับใบหน้าอันหล่อเหลาดุจเทพบุตรในโลกมนุษย์ แล้วกล่าวว่าข้าพเจ้ามีความเห็นดังนี้ 

            หนึ่ง ไม่ให้ทำสงครามกับ “ฮวยเซ็ง” โดยเด็ดขาด ปล่อยให้ “โจสิน” อยู่ในขะแมร์ก๊กต่อไปตามใจที่จะอยู่ แต่ห้ามผ่านน่านฟ้าฮวนนั้งก๊กข้ามหัวเราท่าน หากไม่ฟังก็ให้ดำเนินการควบคุมตัวลงมารับโทษตามคำตัดสินของศาลไคฟง 

            สอง วางเสาปักโป๊ะไล่ปลา กดดันไม่ให้ “โจสิน” ตั้งถิ่นฐานในแคว้นตู๋ไป โดยให้ “กาสิก” เร่งรีบดำเนินการ เชื่อว่า “โจสิน” มันจะไม่หนีไปทางโอก๊ก หรือกาฬทวีป ซึ่งทุรกันดารและยากแก่การเดินทางไปเยี่ยมเยียนของนักร้องนางรำทั้งหลาย ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ มันจะเหลือที่ไปเพียงที่เดียวคือขะแมร์ก๊ก 

            “ปี้เซ็ก” กล่าวว่า “อ้วนพ้ง” ท่านชำนาญการพิชัยสงคราม จงดูแลดำเนินการตามอุบายของกุยแก เมื่อวางเสา ปักโป๊ะแล้ว ในที่สุด “โจสิน” มันต้องลี้หนีภัยไปอยู่กับ “ฮวยเซ็ง” ที่กงเต๊าในแดนขะแมร์ก๊กอย่างแน่นอน และเมื่อนั้นพวกเราก็นั่งรอรับบรรณาการพิเศษจากขะแมร์ก๊กก็แล้วกัน 

            “อ้วนพ้ง” ได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พลางกล่าวว่าสติปัญญาไต้เฮี้ยบล้ำเลิศยิ่งนัก ข้าพเจ้าคาดคิดไม่ถึงและไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าไต้เฮี้ยบท่านจะคิดอ่านหยั่งลงไปถึงแผนลึกของกุยแกยอดกุนซือในยุคสามก๊กได้ ข้าพเจ้าตรองการข้างหน้าแล้วเชื่อว่ามิช้านานไต้เฮี้ยบท่านคงได้รับบรรณาการพิเศษจาก “ฮวยเซ็ง” เป็นแน่นอน 

            “ปั๋งยุทธ์” ซึ่งนั่งฟังอย่างเงียบงันตลอดเวลา ได้เอ่ยขึ้นว่า “โจสิน” มันถูกจำกัดด้วยเวลา เพราะศาลไคฟงกำลังจะตัดสินคดียึดทรัพย์หลายหมื่นล้านอีแปะในปลายปีนี้ มันจึงคิดเสี่ยงตายสั่งลิ่วล้อและพวกอั้งนั้งให้ทำศึกสุดท้าย หมายยึดอำนาจแล้วกลับมาปกครองแผ่นดินอีกครั้งหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายใด ๆ ตรงจุดนี้ไต้เฮี้ยบท่านจะคิดอ่านประการใด 

            “ปี้เซ็ก” จึงว่าข้าพเจ้ามีวันนี้ ก็เพราะ “อ้วนพ้ง” และ “ปั๋งยุทธ์” ท่านทำนุบำรุงอุ้มชู การจะเป็นตายร้ายดีประการใด ข้าพเจ้าไม่สนใจ หากเป็นเรื่องอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของพวกท่าน ข้าพเจ้าอยู่ พวกท่านอยู่ ข้าพเจ้าตาย พวกท่านตาย เมื่อเป็นอย่างนี้ไยข้าพเจ้าจะต้องคิดเรื่องนี้อีก 

            “อ้วนพ้ง” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวตัดบทว่า เมื่อไต้เฮี้ยบทุ่มกายเทใจถึงเพียงนี้ ประดุจดั่งเมื่อครั้งเล่าปี่มอบกระบี่อาญาสิทธิ์ และตราแผ่นดินให้ขงเบ้งรับศึกทุ่งพกบ๋อง ดังนั้นไต้เฮี้ยบท่านจงวางใจ การใหญ่น้อยทั้งปวงในการสยบศึกอั้งนั้งครั้งนี้พวกข้าพเจ้าจะยอทัพและปิดบัญชีพวกมันเอง 

            กล่าวแล้ว “อ้วนพ้ง” และ “ปั่งยุทธ์” ก็ลุกขึ้นคำนับลา “ปี้เซ็ก” เดินกลับออกไป โดย “ซิโชค” ทำหน้าที่เป็นจงก้วงส่งแขกเช่นเดียวกับตอนขามาทุกประการ.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 6:46 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน สลับแขกเป็นเจ้าบ้าน

.
.


            เหล่าขุนพลอั้งก๊กทุ่มเทความพยายามมากหลายหมายล้มอำนาจของ “ปี้เซ็ก” ให้ดับดิ้น แต่หลายครั้งหลายหนกลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะขบวนการเด็กดื้อซึ่งเหมือนประหนึ่งเด็กน้อยไร้เดียงสา ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แต่กลับไม่ยอมล้ม ผลักให้เอนไปเท่าใดก็ลุกขึ้นตั้งได้ดังเก่า จนคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นตุ๊กตาล้มลุก 

            ทำให้ “โจสิน” หัวหน้าใหญ่ของอั้งก๊กต้องคับข้องหมองใจ เคียดแค้นด่าว่าอย่างหยาบคายหลายครั้งหลายหน แต่ก็ไม่ได้เกิดผลหรือทำให้เหล่าผู้คนในอั้งก๊กระย่อท้อถอยแต่ประการใด ต่างคนยังต่างเอาอกเอาใจพินอบพิเทาแล้วล้วงกระเป๋า “โจสิน” กันจ้าละหวั่นเหมือนดังเดิม 

            ดังนั้นเมื่อการใช้ไพร่พลอั้งนั้งที่ต่างสวมชุดสีแดงเข้าแย่งยุทธ์ชิงชัยไม่ได้ผล จึงได้ปรับกลยุทธ์ใหม่อีก 2 แนวทาง 

            ทางหนึ่งนั้นคือเปิดกว้างว่าจ้างจอมยุทธ์ตกอับทั้งหลายเข้ามาเป็นพวก หมายตั้งกองทัพผู้เฒ่าเหลาเหย่เข้าแย่งยุทธ์ชิงชัยกับพวก “อ้วนพ้ง” เพื่อล้มล้างการปกครองแผ่นดินให้สิ้นซาก 

            อีกทางหนึ่งคือการเดินเกมกลตีให้แตกจากภายใน หวังช่วงชิงดึงเอาบรรดาบู๊เฮี๊ยบทั้งหลายที่ร่วมเสพเสวนาอำนาจกับขบวนของ “ปี้เซ็ก” เพื่อให้ถอนตัวปล่อยให้ “ปี้เซ็ก” และพวกก๊กฟ้าเปล่าเปลี่ยวเดียวดายอยู่บนหอคอยงาช้าง ในที่สุดก็ต้องตกจากหอคอยงาช้างอย่างยับเยิน 

            ทว่าการจะเดินแผนตีให้แตกจากภายในนั้น พูดได้ง่าย แต่ทำได้ยาก และเรื่องนี้ก็พูดกันมามากมายนับตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน จนกลายเป็นคำรำพันรำพึงที่ใคร ๆ ก็ต้องพูดถึงทุกครั้งไป หากยามใดที่ต้องพูดถึงการช่วงชิงอำนาจ แต่มีน้อยครั้งนักหนาที่พูดแล้วจะทำได้จริงดังที่พูด ดังนั้นคำพูดเรื่องตีให้แตกจากภายในโดยทั่วไปจึงประหนึ่งคล้ายกับการผายลม 

            แต่สำหรับ “โจสิน” ซึ่งต้องเร่ร่อนจรจัดอยู่ในเขตแดนทุรกันดารนอกกำแพงใหญ่ เพราะคำตัดสินศาลไคฟงผูกมัดรัดรึงที่ผุดหัวโผล่หางกลางสาธารณะในที่ใด ๆ ไม่ได้ เนื่องจากกลุ่มผู้พิทักษ์กฎแบบเดียวกับหวังเฉา หม่าฮั่น จางหลง เจาหู่ ยังคงติดตามไล่ล่าอยู่อย่างใกล้ชิด เผลอไผลไปแค่พริบตาเดียวไม่ได้เป็นอันขาดนั้น ความหวังใดแม้ริบหรี่เพียงน้อยนิด ความหวังนั้นก็ย่อมมีคุณค่าสำหรับจอมยุทธ์พเนจรเสมอ 

            ดังนั้น “โจสิน” จึงได้มอบหมายเหล่านักเจรจาหว่านล้อมหลายสายเพื่อทำการเจรจาซูเอี๋ยเกี้ยเซี้ยกับบรรดาพวกบู๊เฮี๊ยบที่ร่วมเสพสันถวะอำนาจอยู่กับพวก “ปี้เซ็ก” เพื่อให้ถอนตัวออกมา 

            แต่ในที่สุดบรรดาผู้กล้าในการบริโภคสินบาทคาดสินบนเหล่านั้นกลับมิกล้าตกปากรับคำ เพราะถึงใครจะถอนจะกระโดดโลดเต้นประการใดก็ไร้ผล เพราะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่ออำนาจของ “ปี้เซ็ก” ดังนั้นหากใครหลงลมปากของเหล่านักหว่านล้อม ชะดีชะร้ายก็จะกลายเป็นจอมยุทธ์พเนจรที่หิวโหยประดุจหมาจรจัดก็เป็นได้ 

            จึงต่างคนต่างพะว้าพะวังและคุมกำลังตั้งมั่นอยู่ดังเดิมไม่กล้าขยับเขยื้อน เหล่าไพร่พล “โจสิน” เชิญกินเลี้ยงก็ไปกิน ให้ทรัพย์สินก็รับไว้ ไปท่องสำนักโคมเขียว โคมแดง ก็แย่งชิงกันออกหน้า แต่จะให้ถอนตัวออกไปเป็นสุนัขจรจัดนั้นกลับไม่มีใครไหนต้องการเลย 

            ความอับจนดังนี้เกิดขึ้นเพราะปมเงื่อนสำคัญอยู่ที่ก๊กของ “ลิห้อย” ที่แม้มีไพร่พลไม่มากนัก แต่ด้วยความฉลาดปราดเปรื่องของ “ลิห้อย” ซึ่งวันนี้ยุทธจักรต่างต้องยอมรับนับถือว่าเขาคือมังกรการเมืองตัวจริง 

            บางครั้งก็ซ่อนตัวอยู่ในเหลือบหินใต้มหาสมุทร บางครั้งก็ผยองท่องเมฆบนอากาศ ให้ผู้คนทั้งปวงได้เห็นบารมีและอำนาจที่แท้จริง บางครั้งก็โผล่หัวแต่ไม่เห็นหาง บางครั้งโผล่หางแต่ก็ไม่เห็นหัว บางทีโผล่แต่ตรงกลางโดยไม่รู้หางและหัวอยู่ที่ไหน 

            “ลิห้อย” ยามนี้มีความสุขใจ สุขกาย และอิ่มเอิบร่าเริงใจยิ่งกว่ายุคใดสมัยใด นับตั้งแต่ที่กรีดกรายเยื้องย่างเข้าสู่ยุทธจักรเมื่อสิบกว่าปีก่อน 

            อดีตแม้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ “ลิห้อย” ก็ตระหนักเป็นอันดีว่าการที่ไปเป็นข้าในขอบขัณฑสีมาหรือเป็นไพร่พลของก๊กใดนั้น จะเป็นได้อย่างมากก็แค่ขาสุนัข ที่ไม่อาจเทียบได้กับหางราชสีห์ 

            บทเรียนที่เจ็บปวดรวดร้าวที่สุดในชีวิตก็คือการร่วมงานกับ “โจสิน” แม้ว่าได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจประการใด แต่ก็ถูกจำกัดวงอยู่ในระยะที่แน่นอน ในระดับแค่หัวหน้าขุนนางในหัวเมือง มิอาจเทียบได้กับเหล่าวงศ์พงศาคณาญาติขั้นปลายแถว 

            ถึงจะคุมกำลังและมีอำนาจเพียงใด ก็ไม่ต่างอันใดกับสุนัขล่าเนื้อ ที่ล่าเหยื่อได้แล้วก็ต้องมอบให้แก่ผู้เป็นนาย จะรอหวังส่วนแบ่งก็สุดแท้แต่อารมณ์ของนาย มิหนำซ้ำเหล่าญาติวงศ์พงศายังชี้หน้ากาหัวว่าเป็นกาฝากให้ช้ำใจเสียอีก 

            ความเจ็บปวดรวดร้าวมากที่สุดเกิดขึ้นหลังยุคของ “ซ่าหมัก” มาเป็นยุคของผู้เป็นน้องเขยของ “โจสิน” คือ “ซ่งไฉ” ในยามนั้นได้ทำข้อตกลงร่วมหอลงโรงจัดสรรอำนาจและประโยชน์อันเป็นที่พอใจ เพื่อให้ “ลิห้อย” สนับสนุนให้ “ซ่งไฉ” ได้ครองอำนาจในฮวนนั้งก๊ก 

            แต่พลันที่ “ซ่งไฉ” ได้ครองอำนาจ ข้อตกลงก็กลายเป็นเศษกระดาษอยู่ในโถส้วมที่ไม่มีคุณค่าใด ๆ ซ้ำร้ายขบวนทัพของ “โจสิน” แทนที่จะรุกเข้าตีศัตรูหมู่ปรปักษ์ กลับขย้ำหมายจะเหยียบขบวนทัพของ “ลิห้อย” ให้จมธรณีไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดอีก 

            อา! มันเป็นรอยแค้นแสนพยาบาทที่ “ลิห้อย” ไม่มีวันลืมเลือนได้ในชาตินี้ และตรงจุดนี้นี่เองที่เป็นจุดแตกหักทำให้สัมพันธภาพนาย-บ่าว ได้จบสิ้นลง “ลิห้อย” ตัดสินใจตั้งแต่บัดนั้นที่จะตั้งก๊กเผ่าของตนเองขึ้น จะเล็กใหญ่ประการใดก็อยู่ในน้ำใจตน 

            ฟ้าเป็นการ สวรรค์เป็นใจ การสัประยุทธ์กันระหว่างอ้วงก๊กของ “ซุนลิ้ม” กับอั้งก๊กของ “โจสิน” ที่มี “ซ่งไฉ” เป็นหัวหน้าหุ่น ถึงขั้นกลียุค นองเลือด พวกอ้วงก๊กถูกถล่มด้วยอาวุธร้ายหลายชนิดจนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นใบไม้ร่วง เลือดไหลทาแผ่นดิน 

            แต่แทนที่พวกอ้วงก๊กของ “ซุนลิ้ม” จะระย่อท้อถอยแตกพ่าย กลับไหลหลั่งประดังเข้ากรุงดุจดั่งกระแสน้ำหลาก จิตใจจงรักภักดีเสียสละกล้าหาญไม่กลัวยากไม่กลัวตายถั่งโถมทะลักล้นแผ่นดิน มวลมหาประชาราษฎร์ไหลหลั่งเข้าสมรภูมิ
เหล่าขุนพลของอ้วงก๊กใช้สุดยอดเพลงยุทธ์จี้จุดหยิมต๊กของฮวนนั้งก๊กไว้สองจุด สรรพสิ่งสะดุดหยุดลง สะท้านฟ้า สะเทือนดิน 

            จังหวะนั้นนั่นเองศาลไคฟงลั่นกลองตัดสินให้อำนาจรัฐ “ซ่งไฉ” ต้องสิ้นสุดลง เพราะเป็นอำนาจที่ได้มาจากการอันทุจริตฉ้อฉลเช่นเดียวกับการได้มาซึ่งอำนาจของ “โจสิน” ในอดีต 

            พลันที่อำนาจรัฐ “ซ่งไฉ” ล่มสลายลง ก็เกิดการช่วงชิงอำนาจกันอย่างจ้าละหวั่น ยกเว้นก็แต่พวกอ้วงก๊กของ “ซุนลิ้ม” ที่ถอยกลับสู่ที่ตั้ง และในที่สุดด้วยน้ำมือของ “อ้วนพ้ง” และ “ปั๋งยุทธ์” จึงทำให้ก๊กของ “ลิห้อย” ได้ร่วมเสพสันถวะอำนาจใหม่กับก๊กฟ้าของ “ปี้เซ็ก” 

            ขบวนของ “ลิห้อย” ภายใต้การจัดการของสองจอมยุทธ์เขียว เริ่มต้นเข้าร่วมอำนาจกับขบวนของ “ปี้เซ็ก” ในฐานะแขกรับเชิญผู้มีเกียรติยศและบทบาทสำคัญยิ่ง แต่ทว่าด้วยลีลาพญามังกรการเมืองของ “ลิห้อย” ที่เหนือชั้น จึงสามารถสยบ “ตั๋งเทือก” ให้สวามิภักดิ์ด้วยระบบกินแบ่งแผนใหม่ 

            ได้ 100 ทอน 50 คือข้อตกลงลับอันสำคัญยิ่ง ดังนั้นวงอำนาจจึงก่อตัวขึ้นเป็นสองวงอย่างพิศวงและพิสดาร 

            วงนอก “ปี้เซ็ก” เป็นผู้มีอำนาจบาทใหญ่ในแผ่นดิน โดยมีก๊กเหล่าต่าง ๆ เข้าร่วมขบวน ซ่องเสพเสวนาอำนาจและผลประโยชน์กัน โดยขบวนของ “ลิห้อย” มีฐานะเพียงแค่แขกรับเชิญเข้าร่วมวงที่ชานเรือน 

            แต่ทว่าวงในนั้นกลับพิสดารมหัศจรรย์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในยุทธจักร มันเป็นแผนการอันลึกลับซับซ้อนและหวานซึ้งเหนียวเหนอะหนะยิ่งกว่าตังเม ซึ่งเป็นผลิตผลและผลึกอันล้ำลึกจากมันสมองของพญามังกรอย่าง “ลิห้อย” 

            โดยในวงในนั้นต่อหน้า “ตั๋งเทือก” คือผู้บัญชาการใหญ่ที่ “ลิห้อย” เป็นรองผู้บัญชาการ โดยมีจอมยุทธ์เขียวและกากีเป็นเกราะคุ้มครองป้องกันอย่างขันแข็ง จัดเป็นศูนย์อำนาจที่แท้จริงของฮวนนั้งก๊กในยามนี้ 

            และในวงในของวงใน แท้จริงแล้ว “ตั๋งเทือก” มันเป็นแค่นักเลงหัวไม้ ที่โลภโมโทสันและด้อยปัญญา ดังนั้นการนำและผู้ชี้นำตลอดจนกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างจึงหาได้อยู่ที่ “ตั๋งเทือก” แต่ประการใดไม่ 

            หากศูนย์อำนาจผู้ชี้นิ้วบงการทุกอย่างที่แท้จริงกลับอยู่ที่ “ลิห้อย” ที่มีขีดความสามารถสูงส่ง สามารถบันดาลให้ความคิดและแผนการทั้งปวงของตนถูกโหลดหรืออัดยัดเยียดเข้าไปในหัวสมองของ “ตั๋งเทือก” ได้จนหมดสิ้น จน “ตั๋งเทือก” เองก็หาได้รู้ตัวไม่ว่าตัวตนที่แท้จริงมีฐานะเป็นแค่หุ่นของ “ลิห้อย” เท่านั้น 

            เพราะเหตุนี้ในวงนอกขบวนของ “ลิห้อย” เป็นแค่แขกที่ถูกเชิญเข้าร่วมไม้ชายคากับอำนาจรัฐของ “ปี้เซ็ก” แต่ในวงในและในวงในสุดนั้น “ลิห้อย” ก็คือเจ้าบ้าน ที่บงการผ่านจ้งก้วงประหนึ่งว่าเป็นความคิดของจ้งก้วงเอง คือ “ตั๋งเทือก” ให้ไปจัดการกับวงนอกอย่างละเมียดละไมอีกต่อหนึ่ง 

            มันเป็นความเยี่ยมยุทธ์และละเมียดละไมกระไรถึงปานนี้ เพราะคนระดับ “ตั๋งเทือก” นั้นโดยทั่วไปแล้วไหนเลยจะกลายเป็นข้าทาสบริวารหรือเป็นหุ่นของ “ลิห้อย” ได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว หรือว่านี่คือมนตราขะแมร์ขะเมอร์ที่ขะหมุกขะมัวเสียเต็มประดา 

            มันเป็นไปในท่ามกลางความฉงนสนเท่ห์และความวิตกกังวลของไพร่พลก๊กฟ้าว่าไฉนเล่า “ตั๋งเทือก” จึงผันแปรเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ เพราะตำแหน่งแหล่งที่คือจ้งก้วงใหญ่ของก๊กฟ้า แต่เวลาทำการใดกลับกลายเป็นข้าทาสที่ไร้จิตวิญญาณของ “ลิห้อย” ไปเสียได้ 

            แต่กระนั้นแม้ใครจะท้วงติงตักเตือนดุด่าว่ากล่าวแต่ประการใด ก็หาได้กระทบหรือเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ใด ๆ ไปได้ไม่ “ตั๋งเทือก” ซึ่งมี “ลิห้อย” ยืนทะมึนอยู่เบื้องหลังสามารถหยุดยั้งทุกการเคลื่อนไหวจากไพร่พลก๊กฟ้า หรือไม่ว่าหน้าไหน ๆ 

            อำนาจรัฐของ “ปี้เซ็ก” ในวันนี้ จึงกลายเป็นอำนาจรัฐที่พิกลพิการพิสดารยิ่งนัก แต่กลับดูเหมือนว่าเหล่าผู้คนที่เกี่ยวข้องในวังวนแห่งอำนาจล้วนพอใจและมีความสุขสนุกสนานกับการสำเริงสำราญในอำนาจเช่นนั้น 

            และไม่มีใครหวั่นไหวใด ๆ กับเสียงก่นด่าว่ากล่าวทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นเสียงเห่าหอนจากพวกอั้งก๊ก หรือเสียงก่นด่าจากพวกอ้วงก๊ก หรือจากไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินถิ่นไหนก็ตาม 

            ทุกการกระทบกระทั่งต่อว่าต่อขานจะถูกตีโต้ศอกกลับจนหูดับตับไหม้ จากทุกเครือข่ายของอำนาจรัฐ ทั้งเครือข่ายทางการภายใต้การดูแลของ “หนองเต้ย” และเครือข่ายนอกรูปแบบที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของ “ลิห้อย” 

            ดังนั้นเสียงก่นด่าท้วงติงตักเตือนใด ๆ จึงคล้ายประดุจดั่งก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางพระมหาสมุทร อย่างมากก็มีเสียงแค่จุ๋มหรือจ๋อม แล้วหายลับไปท่ามกลางสายลมและเสียงคลื่น 

            เพราะประโยชน์และโภคผลตลอดจนเครือข่ายอำนาจที่แท้จริงของอำนาจรัฐ “ปี้เซ็ก” เป็นของ “ลิห้อย” ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนฐานะจากแขกเป็นเจ้าของบ้านเรียบร้อย นับแต่วันแรกที่ตกลงปลงใจกอดคอกอดเอวกันกลมกลิกต่อหน้าธารกำนัลชาวฮวนนั้งก๊ก 

            วันนี้แท้จริงแล้วแม้ “ลิห้อย” มิได้มีตำแหน่งแหล่งที่ทางการใด ๆ แต่แท้จริงแล้วอำนาจอันยิ่งใหญ่ของ “ลิห้อย” ในวันนี้มิได้ต่างอันใดกับเพื่อนคู่ใจของ “โจสิน” ในแดนขะแมร์ก๊กคือ “ฮวยเซ็ง” 

            บรรดาผู้รู้จริงจึงได้ขนานนามให้กับ “ลิห้อย” โดยคล้อยตามธรรมเนียมแบบเดียวกับ “ฮวยเซ็ง” ว่า “สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเนวินกระยอดินนรธา” ไปเรียบร้อยแล้ว 

            ดังนั้นกี่ครั้งกี่คราที่บรรดานักหว่านล้อมเจรจาของ “โจสิน” มาพบปะเชิญชวนให้ถอนตัวไปร่วมขบวนกับพวกอั้งก๊ก จึงไม่มีคำตอบใดจากขบวนของ “ลิห้อย” เลย 

            ชวนกินก็ไปกิน มอบทรัพย์สินให้มาก็รับไว้ ชวนไปเที่ยวสำนักโคมเขียว โคมแดงก็แย่งกันไปรุมถล่ม นัดไปเจรจานอกกำแพงใหญ่ก็ไปตากอากาศให้ชื่นใจ แต่ไม่มีคำตอบใด ๆ 

            เพราะภายในของภายในนั้น ระดับพญามังกรการเมืองอย่าง “ลิห้อย” ตระหนักดีว่าสถานการณ์ยุทธจักรยามนี้ไม่มียามไหนที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์และโอกาสให้แก่ “ลิห้อย” เท่ากับสถานการณ์ในยามนี้เลย 

            โดยสถานการณ์ เพราะชูธงบ้วนส่วย ๆๆ ขึ้นเหนือหัว ประกาศก้องครองตนตามวิถีแห่งฟ้า ประพฤติปฏิบัติเป็นไพร่ฟ้า เป็นผู้พิทักษ์ฟ้า จึงได้รับมงคลและการสนับสนุนจากคนทั้งปวง อำนาจวาสนาบารมีของ “ลิห้อย” จึงขยายตัวเติบใหญ่ แม้ผิวสีที่เคยดำด่างก็ค่อยจางกลายเป็นขาวผ่อง ประหนึ่งจะกลายเป็นแสงจันทร์ในวันเพ็ญไปแล้ว 

            โดยอำนาจ ยามนี้ใครไหนในแผ่นดินนี้ที่จะมีอำนาจวาสนาเสมอด้วย “ลิห้อย” ที่แผ่อำนาจเข้าไปในก๊กเขียว ก๊กกากี ทั้งกากีอ่อนและกากีแก่ ในทุกปริมณฑลของฮวนนั้งก๊ก และในทุกองคาพยพของวงจรแห่งอำนาจ จนขุนน้ำขุนนางทั้งปวงต่างพาไหลหลั่งประดังเข้ามาเป็นพวกดุจกระแสน้ำหลาก ตามวิสัยใครชนะด้วยช่วยกระพือ 

            โดยผลประโยชน์ ยามนี้พ่อค้าวานิชทั้งในเมืองและต่างเมืองพากันเข้ามาสวามิภักดิ์ แม้กระทั่งเครือข่ายสายเก่าของ “โจสิน” ก็หันมาสวามิภักดิ์ด้วย “ลิห้อย” สิ้น 

            ดังนั้นในวันนี้ ในสถานการณ์อย่างนี้ ด้วยอำนาจอย่างนี้ และผลประโยชน์เช่นนี้ มีหรือที่ “ลิห้อย” จะถอนถอยออกไป แล้วกลับไปเป็นข้าในขอบขัณฑสีมาของ “โจสิน” ให้วงศาคณาญาติและบรรดาขันทีรอบตัวชี้หน้ากาหัวเยี่ยวรดเหมือนดังแต่ก่อน 

            มันเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง แผนสลับแขกเป็นเจ้าบ้านมีพลานุภาพยิ่งนัก ดังนั้นไม่ว่าข้อตกลงประการใดที่มีการหว่านล้อมเจรจาหรือเสนอให้ ก็ไม่มีทางสั่นไหวจิตใจของ “ลิห้อย” ให้คล้อยตามไปได้เลย 

            แผนตีให้แตกจากข้างใน ที่แม้ริบหรี่ยิ่งกว่าแสงหิ่งห้อยอยู่แล้ว ไหนเลยจะทำให้หุบเขาใหญ่สว่างไสวได้ 

            อา! หนทางเดินของ “โจสิน” สายนี้มืดมนยิ่งนัก จึงเหลือเส้นทางสายเดียวที่เหลืออยู่ แต่เป็นเส้นทางที่ถูกขีดให้เดินอย่างสลับซับซ้อนและไร้เงื่อนปมโดยแท้.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 6:54 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ยุทธการสลาตัน

.
.


            เจิ้งหยางศกปีที่ 163 เดือน 8 เกิดอาเพศใหญ่ขึ้นที่เมืองตูไป๋ แผ่นพสุธาสั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่น แผ่นดินทรุดลงไปในน้ำทะเลนับเชี๊ยะเศษ ราษฎรอกสั่นขวัญแขวนไปทั่วทั้งแดนทะเลทรายอันกว้างใหญ่ แล้วเกิดความหวั่นไหวไปทั่วทั้งพิภพ 

            ฟ้าลงทัณฑ์ สวรรค์สาปส่งแก่เหล่ามนุษย์ ผู้บังอาจท้าทายต่อคำสอนอันประจักษ์ในโองการแห่งสวรรค์ ที่ห้ามคบคนพาลไว้ใกล้ชิด ห้ามคบคนทุจริตไว้ข้างตัว จะทำให้ความชั่วแปดเปื้อนเรือนกาย ทำให้อันตรายเข้าครอบงำ 

            ดังนั้นแม้เช้าค่ำจะกระทำความเคารพโดยรูปกายภายนอกถึง 5 ครั้ง แต่เมื่อการปฏิบัติขัดขืนท้าทายอำนาจแห่งสวรรค์ จึงต้องได้รับโทษทัณฑ์เป็นธรรมดา ทรัพย์สมบัติอันสั่งสมมานับครึ่งศตวรรษจึงร่อยหรอเหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 20 และเกิดภาวะวิกฤตลุกลามไปทั่ว 

            ในขณะที่คนฉลาดแกมโกงย่อมไหวทันต่อสถานการณ์ที่กำลังกล้ำกราย จึงผ่อนผันแอบขายเงินลงทุนและทรัพย์สินไว้ล่วงหน้า แต่ทว่าอาณัติแห่งสวรรค์ย่อมทรงความยุติธรรมเสมอ ดังนั้นทรัพย์สินจำนวนมากที่ขายแล้วฝากไว้ในมือคนอื่นก็ถูกคนอื่นถือว่าเมื่อเป็นทรัพย์สินของขโมย ก็สามารถขมายได้ตามควรแก่โอกาสตามสัญชาติวิสัยโจร 

            แต่นั่นก็เป็นสัญญาณหนึ่งซึ่งบ่งบอกความวิบัติว่ากำลังเยื้องกรายแผ่เงื้อมเงาเข้าปกคลุมอย่างหนาแน่น มิฉะนั้นแล้วไหนเลยคนใกล้ชิดที่รู้จิตวางใจมาช้านานจึงกลายเป็นพาลทรยศกบฏต่อนายในยามนี้ได้ลงคอ 

            แผ่นดินทรุดต่ำ มิตรสหายคลายจางน้ำมิตร คนใกล้ชิดหักหลัง เป็นภาวะละล้าละลังที่ไม่อาจยั้งหยุดหรือรีรอได้อีกต่อไป ดังนั้นจึงจำต้องผันผายยักย้ายออกจากแดนมรณะให้ทันท่วงที ก่อนที่ชีวีจะดาวดิ้น 

            ล่วงถึงเจิ้งหยางศกปีเดียวกัน เดือนอ้าย “โจสิน” ให้ร้อนรนวุ่นวายในจิตใจยิ่งนัก ผืนแผ่นดินแคบตัวลงทุกที มิตรไมตรีในน้ำมิตรก็จางคลาย สินทรัพย์ก็ค่อย ๆ สูญสลายลงไปโดยลำดับ แต่ “ปี้เซ็ก” เด็กน้อยจอมดื้อและเหล่าจอมยุทธ์มือเก๋าที่บริโภคไม่ยอมหยุดกลับไม่ยอมตกเก้าอี้เสียที ทั้ง ๆ ที่ได้กะเกณฑ์ให้พวกอั้งนั้งเข้าถล่มทลายต่อเนื่องมาหลายครั้งหลายหน 

            “โจสิน” ให้ประหวั่นพรั่นใจว่าขืนวางใจให้พลพรรคอั้งฮวนเพื่อขะแมร์และพวกอั้งนั้งต้มตุ๋นล้วงกระเป๋าดังที่เป็นมาแต่ก่อนร่อนชะไลแล้ว เห็นทีชีวิตนี้จะต้องกลายเป็นผีจรจัดอยู่ในต่างแดนเป็นแม่นมั่น กระนั้นเลยจำจะต้องปรึกษาหารือกับจอมยุทธ์ตัวประหลาดเขียวแห่งยุทธจักรฮวนนั้งก๊ก จึงถ่ายทอดคำสั่งให้จ้งก้วงรีบออกหนังสือเรียกตัวจอมยุทธ์เขียว “ปั๋งลบ” และ “เซ่งอั๊ง” มาพบเป็นการด่วน 

            สองตัวประหลาดเขียวรับสารประทับป้ายประกาศิตของ “โจสิน” แล้วรีบเผ่นแพล๋วไปโดยพลัน ไปถึงก็คำนับคารวะพร้อมกับส่งใบเบิกปึกใหญ่ พลางกล่าวว่าหลายเพลามานี้พวกเล่าฮูได้ใช้สอยไพร่พลไปทำการเพื่อ “ตั้วเหี้ย” (คำเรียกเจ้านาย) เป็นอันมาก มีค่าใช้จ่ายมากหลายอีแปะที่ได้หยิบยืมเล่าฮูหยินใช้ไปก่อนแล้ว ดังนั้นขอ “ตั้วเหี้ย” ได้เมตตาจ่ายคืนให้พวกเล่าฮูด้วย 

            “โจสิน” เห็นใบเบิกสองปึกใหญ่แล้วตกตะลึง ก้มลงมองดูตัวเลขรวมของแต่ละปึก พลางส่ายหัว แต่ชั่วอึดใจก็ทำสีหน้าเป็นปกติแล้วกล่าวว่าพวกท่านสบายใจได้ ตัวเรานั้นทำการใดย่อมกระจ่างใจว่าไผเป็นไผ จริงใจหรือไม่จริงใจ ได้ผลแค่ไหนเพียงใด สองท่านทำการด้วยความกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวสุนัขและฝูงแมว กระทั่งนกกระจิบนกกระจอกทั้งหลายเป็นความชอบใหญ่หลวง ก่อนจะกลับย่อมได้รับปูนบำเหน็จรวมทั้งชดใช้ที่พวกท่านได้จ่ายไปก่อนถึง 2 เท่า จงเบาใจได้ 

            “โจสิน” อมยิ้มหน่อยหนึ่งแล้วกล่าวกับสองตัวประหลาดเขียวว่า “ปี้เซ็ก” เจ้าเด็กดื้อแม้ตัวมันเอาแต่ยืนเกาะโพเดี้ยมเห่าหอนไปวัน ๆ แต่เหล่าข้าทาสบริวารกลับบริโภคไม่ยอมหยุดทั้งกลางวันและกลางคืน บริโภคทุกสิ่งทุกอย่างจนท้องกางพุงปลิ้น เราได้รับรายงานว่าพวกมันสามารถสั่งสมกระสุนดินดำเพื่อทำศึกใหญ่ระยะยาวได้กว่าแสนล้านอีแปะแล้ว ในขณะที่ตัวเราต้องอึดอัดขัดใจและผิดหวังจากแผนการของพวกอั้งนั้งเป็นอันมาก ให้รู้สึกอัปยศอดสูยิ่งนัก พวกท่านจะมีความเห็นเป็นเช่นไร 

            “ปั๋งลบ” จึงว่าหัวครกหัวขวดนั้นใช้สำหรับใส่ขี้ใส่เยี่ยว หรืออย่างดีก็สำหรับบรรจุยาพี้แก้ไอ ไว้ปลุกใจพวกขี้ขลาดเท่านั้น นายท่านเสียเวลากับพวกหัวครกหัวขวดมาช้านาน จนชื่อเสียงย่อยยับป่นปี้ถึงเพียงนี้แล้ว ยังจะตั้งความหวังไว้กับพวกเล่นหนังตะลุงเหล่านั้นหรือ 

            “เซ่งอั๊ง” ได้ฟัง “ปั๋งลบ” แล้วก็กล่าวหนุนว่าใช่แล้วนายท่าน การเห่าหอนเดินไปเดินมาจะหาประโยชน์สิ่งใด นายท่านเคลิ้มใจไปกับวิธีการเหล่านี้ 2 ปีแล้วเป็นไรเล่า แค่ “ซุนลิ้ม” คนเดียวก็ยังหุบปากมันไม่ได้ แต่ข้าน้อยใช้เอ็ม 79 ไม่กี่ลูกมันก็เผ่นหลบหนีกันจ้าละหวั่น ดังนั้นนายท่านขอได้เชื่อฟังผู้อาวุโส “ปั๋งลบ” เถิด 

            “โจสิน” จึงว่าถ้าเช่นนั้นท่านผู้อาวุโสจะมีความคิดเห็นเป็นเช่นไร “ปั๋งลบ” จึงว่าจะมีความเห็นเช่นไรนั้นไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ตรงที่นายท่านจะตัดสินใจทำการเด็ดเดี่ยวได้หรือไม่ 

            “โจสิน” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ มองหน้าขึ้นจ้องบนฟ้าแล้วกล่าวว่าถึงเวลานี้ยังมีสิ่งใดที่ต้องสนใจไยดีอีกเล่า ผู้อาวุโสท่านคิดอ่านอย่างไรขอให้มีทางสำเร็จ ข้าพเจ้าย่อมทุ่มตัวทั้งกายใจและทรัพย์สมบัติทุกอย่าง มุ่งหน้าทำการอย่างไม่ยั้งมือ ขอเพียงสำเร็จ สำเร็จ สำเร็จ ฮะฮ่า ฮะฮ่า 

            “ปั๋งลบ” จึงว่าแต่โบราณมาการช่วงชิงอำนาจรัฐต้องอาศัยความรุนแรงและอาวุธ นายท่านจะอาศัยปากพวกหัวครกเห่าหอน อาศัยการทะเลาะด่าว่าในสภาเช็งเหม็งก็มีแต่ได้ลม และก็ได้ลมเรื่อยมา ดังนั้นจึงถึงเวลาที่นายท่านจะต้องดำเนินตามวิถีที่บรรพชนได้อบรมสั่งสอนมา ชิงอำนาจด้วยความรุนแรงและอาวุธ ข้าน้อยรับรองว่าไม่ทันถึงวันตรุษ นายท่านก็จะคืนสู่มาตุภูมิ ไปนั่งจิบน้ำชาอยู่ที่ศาลาฮวนคู่ฟ้าเรียบร้อยแล้ว 

            “โจสิน” ได้ฟังดังนั้นก็จ้องหน้า “ปั๋งลบ” แล้วว่าท่านผู้อาวุโสลองว่าวาดแผนการให้ดูสักหน่อยเป็นไร 

            “ปั๋งลบ” จึงว่าละครลิเกก็ต้องมีม่าน ชิงบ้านชิงเมืองก็ต้องมีม่านเช่นเดียวกัน บรรยากาศจึงจะมีความสุนทรีย์ มิฉะนั้นแล้วก็เหมือนกับปิ้งย่างเนื้อดิบโดยมิได้ปรุงสิ่งใด ไฉนจะมีรสชาติได้ ว่าแล้ว “ปั๋งลบ” ก็มองหน้า “เซ่งอั๊ง” พลางหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นซดเอื้อก ๆ 

            “ปั๋งลบ” กล่าวสืบต่อไปว่าตัวท่านปักหลักอยู่แดนไกล ไหนเลยจะบัญชาการชิงบ้านชิงเมืองได้ดังใจ ข้าน้อยวางแผนให้ท่านไปยืมเกาะกงเต๊าจาก “ฮวยเซ็ง” เพื่อใช้เป็นฐานทัพบัญชาการรบแตกหักกับเหล่าอำมาตย์ให้จบสิ้นไปในคราวเดียว ถ้าเริ่มต้นตรงนี้ได้สำเร็จ รับรองว่าก่อนวันตรุษการทั้งปวงจักสำเร็จ 

            “โจสิน” จึงว่าขะแมร์ก๊กกับฮวนนั้งก๊กมีไมตรีกันมาช้านาน การจะไปหยิบยืมเกาะกงเต๊าเป็นฐานทัพบก-เรือ ทำศึกใหญ่ ก็เท่ากับขะแมร์ก๊กร่วมเป็นพันธมิตรประกาศสงครามกับฮวนนั้งก๊ก ฉะนี้แล้ว “ฮวยเซ็ง” จะยอมตกลงปลงใจด้วยหรือ และข้อสำคัญตัวข้าพเจ้าก็จะถูกคนทั้งหลายนินทาได้ว่าทรยศชาติ ขายชาติ หากมาดว่าทำการศึกได้ชัยชนะแล้วจะกลับไปทำการในบ้านเมืองได้ดังเดิมรึ 

            “ปั๋งลบ” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า ตัวท่านอยู่ในวังวนอำนาจมาก็ไม่น้อย แต่ไฉนเล่ายังไม่เข้าใจพวกฮวนนั้งก๊ก คนพวกนี้ขี้ลืม มักง่าย ชอบเสพสุข สนุก สะดวก สบาย ไม่เคยคำนึงถึงชาติบ้านเมือง ถึงเรื่องความถูกผิดใด ๆ ขอให้ได้มีเงินจับจ่ายใช้สอยและกินขี้ปี้นอนก็พึงใจแล้ว นายท่านจะห่วงเรื่องนี้ไปไยกัน ขอเพียงทำการให้ได้ชัยชนะ ไอ้พวกฮวนนั้งก๊กก็จะลืมความหลังจนหมดสิ้น แล้วพากันหมอบราบคาบแก้วสวามิภักดิ์ ประหนึ่งข้าทาส ขอให้วางใจเถิด 

            “โจสิน” พยักหน้า แล้วจึงว่าถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าก็หมดห่วง ซึ่งการจะจัดการกับ “ฮวยเซ็ง” ให้ยินยอมพร้อมใจนั้น พวกท่านอย่าได้วิตกเลย ตัวเราคบหากับ “ฮวยเซ็ง” มาช้านาน ถึงขั้นเคยจองล้างผลาญโค่นล้มกัน มันก็ไม่เคยใส่ใจ เพราะในหัวใจของ “ฮวยเซ็ง” นั้นไม่มีสิ่งอื่นใด นอกจากเงิน เงิน เงิน อย่าว่าแต่ขะแมร์ก๊กเลย ต่อให้ตัวมันหรือลูกเมียมัน มันก็ขายได้หมดสิ้น ขอให้ได้เงิน เงิน เงินอย่างเดียวเท่านั้น จึงจัดมันเป็นตัวประหลาดแห่งยุคที่เยี่ยมยอดได้ตัวหนึ่ง 

            “ปั๋งลบ” ได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า กิตติศัพท์ของ “ฮวยเซ็ง” ในเรื่องขายทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งลูกเมียนั้นเป็นจริงดังคำท่าน ดังนั้นจงเสกสรรปั้นแต่ละครสักเรื่องสองเรื่อง แล้วตัวท่านก็เข้าไปปักหลักพักฐานอยู่ที่เกาะกงเต๊า และหาตำแหน่งแหล่งที่ให้พอมีศักดาประกาศต่อชาวประชาได้ จากนั้นก็ระดมไพร่พลทั้งปวงเข้ามาประจำการอยู่ที่ฐานเกาะกงเต๊า และใช้เครือข่ายนักเห่าหอนทั้งหลายช่วยกันเขย่า “ปี้เซ็ก” และ “ซือหม่าป๋า” ตลอดจนเหล่าอำมาตย์อย่างต่อเนื่อง อย่าให้พวกมันมีวันเป็นสุข ส่วนไอ้พวก “ซุนลิ้ม” ก็ให้ “เซ่งอั๊ง” ประสานงานกับพรรคพวกคอยก่อกวนอย่าให้เป็นอันตั้งตัว เปิดหน้าทำศึกกับเหล่าอำมาตย์และ “ปี้เซ็ก” เป็นจุดหนัก กำหนดวันแตกหักก่อนวันตรุษให้จงได้ 

            “โจสิน” พยักหน้าอีกครั้งหนึ่ง แล้วกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เราได้เตรียมความคิดและเตรียมการไว้ไม่น้อยแล้ว ให้ท่านบอกแผนการขั้นสุดท้ายว่าจะเป็นประการใดก็เป็นพอ 

            “ปั๋งลบ” จึงว่าให้ระดมพลเหล่านักบู๊ทั้งหลายทั่วแผ่นดิน ยิ่งเป็นพวกชั่วโฉดโหดร้ายเท่าใดก็ยิ่งดี หากแม้นมีไม่พอก็ขอเพียงให้เคยมีอดีตเป็นจอมยุทธ์ ไม่ว่าเขียวหรือกากีหรือสีเทาหรือสีไหน ๆ ก็เป็นอันใช้ได้ ระดมมาให้มากที่สุด ทำให้คนทั้งหลายเห็นว่าในเวลาบัดนี้จอมยุทธ์ทั่วแผ่นดินล้วนมาสวามิภักดิ์ด้วย “โจสิน” ท่านหมดแล้ว พวกมันก็จะหวั่นไหว และในที่สุดก็จะระย่อท้อถอย กระทั่งหวาดหวั่นพรั่นใจไม่กล้าต่อสู้ 

            “ปั๋งลบ” มองหน้า “เซ่งอั๋ง” อย่างมีเลศนัย พลางกล่าวว่าขณะนี้เหล่านักรบสารพัดพิษหลายก๊กหลายเหล่า ข้าพเจ้าและ “เซ่งอั๊ง” ได้รวบรวมและว่าจ้างไว้เป็นอันมาก รอเวลาและสัญญาณสั่งการ พวกมันก็จะรุดหน้าไปโจมตีทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าตามคำสั่งอย่างไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อย ดังนั้นรายการเบิกจ่ายที่ได้มอบไว้จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับชดใช้คืนในคราวนี้ มิฉะนั้นงานใหญ่จะเสียไป 

            “โจสิน” จึงว่าเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น ผู้อาวุโสท่านอย่าห่วงเลย อย่ามัวเสียเวลาด้วยเรื่องเหล่านี้ เพราะมันมีเรื่องใหญ่กว่า อย่าเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อย ซึ่งจำนวนเท่าที่ขอมานั้นมันจิ๊บจ๊อยเหลือเกิน ไม่ได้หนึ่งในพันที่ไอ้พวกหัวครกหัวขวดมาเอาไปด้วยซ้ำ 

            “ปั๋งลบ” จึงว่าข้าพเจ้าจะจัดแจงสี่กระบวนรบเข้าสยบอำมาตย์ก่อนวันตรุษสารทที่จะถึงนี้ กระบวนหนึ่ง จะใช้กองกำลังที่ “เล่าจิ๋ว” ไปยุยงส่งเสริมให้ก่อความปั่นป่วนวุ่นวายในภาคทักษิณ ให้เหล่าอำมาตย์ต้องไปสาละวนจนมิเป็นอันหลับนอน จะวางเพลิงเผาผลาญมันไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งถึงเตียงนอนมันทีเดียว 

            ส่วนกระบวนที่สอง ให้เหล่าพลพรรคอั้งฮวนเพื่อขะแมร์ก่อกวนอาละวาดฟาดฟันพวก “ปี้เซ็ก” ให้เป็นเหมือนเด็กทะเลาะกัน ทำให้เน่าเฟะเละเทะเหลวแหลกไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย จนพวก “ปี้เซ็ก” ไม่เป็นอันหันมาระแวดระวังพวกเรา จะได้ทำการโดยสะดวกดายยิ่ง 

            กระบวนที่สาม เป็นกระบวนการจ่ายแล้วต้องเอาคืน เพราะไอ้พวกหัวครกหัวขวดนั้นหากนิ่งเฉยมันก็จะเห่าหอนจนผู้คนอื่นตระหนกตกใจ “โจสิน” ท่านจะทำการไม่สะดวก ดังนั้นจะต้องโยนเศษเนื้อให้พวกมันอีกก้อนหนึ่ง ชักชวนพวกอั้งนั้งให้ไปยึดศาลาฮวนคู่ฟ้า ประกาศยึดอำนาจด้วยประชาชน ถึงพวกมันจะถูกจับถูกฆ่าไปบ้าง ก็ยังไม่คุ้มค่าข้าวแดงแกงร้อนของ “โจสิน” ท่าน ก็ช่างหัวมันเป็นไร 

            กระบวนที่สี่ ให้ “ฮวยเซ็ง” สั่งการทหารขะแมร์ให้บุกโจมตีทำทีจะตีรุกเข้าถึงใจกลางของฮวนนั้งก๊ก พวกอ้วนพ้งก็จะตระหนกตกใจ ส่งหน่วยตระเวนหน้าและกองหลวงออกไปยันศึกที่ชายแดน แผ่นดินเมืองหลวงก็จะว่างเปล่า 

            “ปั๋งลบ” มองหน้า “โจสิน” แล้วกล่าวว่าแผนนี้ก็เป็นแผนเดิม เพียงแต่ปรับปรุงแต่งสีตีหน้าให้แปลกตาไปหน่อยหนึ่ง แต่เนื้อหาใหญ่ใจความนั้นทรงพลังยิ่งนัก ในขณะที่พวกมันสาละวนสับสนวุ่นวาย พวกเราก็จะให้พวกปากสุนัขช่วยกันป่าวประกาศให้ข้าราชการทุกหมู่เหล่าระงับการปฏิบัติหรือเชื่อฟังคำสั่งของพวก “ปี้เซ็ก” ให้ตั้งมั่นวางเฉยอยู่ในที่ตั้ง แต่สำหรับพวกเราจะออกปฏิบัติการ เข้าโหมโรมรันพันตู ตัดการสื่อสารทั้งหมดของพวกมัน แล้วบุกเข้าจับกุมพวกหัวโจกวายร้ายทั้งหลาย 

            จากนั้นก็ป่าวประกาศให้ทุกหมู่เหล่ามาเข้าร่วมเป็นกองทัพปฏิวัติประชาชนอันยิ่งใหญ่ สถาปนาอำนาจใหม่ของ “โจสิน” ท่านขึ้นมา หากใครฝ่าฝืนก็ส่งพวกอั้งนั้งไปจับตัวมาทำการวิจารณ์ด่าว่า เอาก้อนหินปา เอารองเท้าตบหน้า ให้พวกมันยอมสวามิภักดิ์เป็นพวก 

            เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็จะประกาศจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ “โจสิน” ท่านเป็นอัครมหาเสนาบดี ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไอ้พวกฮวนนั้งมีอัธยาศัย ใครชนะก็เข้าด้วยช่วยกระพือ ก็จะพากันแห่แหนสวามิภักดิ์ โดย “โจสิน” ท่านมิพักต้องลำบากใจเลย 

            “โจสิน” ได้ฟังแผนการอันแยบยลของ “ปั๋งลบ” แล้ว ครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงอยู่พักใหญ่ แล้วกล่าวว่าแผนการของผู้อาวุโสท่านแยบยลดีแท้ เป็นอันเอาตามนี้ ว่าแล้วก็สั่งจ้งก้วงให้เอาตั๋วเงินปึกใหญ่มามอบให้แก่ “ปั๋งลบ” และอีกปึกเล็กมอบให้แก่ “เซ่งอั๊ง” พลางกล่าวว่าเป็นอันดำเนินการตามแผนของท่าน ข้าพเจ้าจะสั่งการให้ “ยงหยก” และพวกหัวครก ตลอดจนเครือข่ายทั้งปวงดำเนินการตามแผนการของท่าน ให้เตรียมการทุกอย่างไว้ให้พร้อม 

            “ปั๋งลบ” จึงว่าก่อนสิ้นเดือนอ้าย “โจสิน” ท่านต้องไปปักหลักอยู่ที่เกาะกงเต๊าให้พร้อม แล้วจัดการภายนอกให้พร้อมสรรพ ข้าพเจ้าจะไปจัดการภายในให้พร้อมสรรพเช่นเดียวกัน รอวันเวลาที่แสงพลุใหญ่ถูกจุดในเทศกาลปีใหม่เมื่อใด เมื่อนั้นถือเป็นสัญญาณเคลื่อนพลทั้งนอกในรุมกระหน่ำซ้ำตีพร้อมเพรียงกัน 

            ลมหนาวแห่งเหมันตฤดูโชยมาเป็นระลอก ๆ แผ่ความหนาวเหน็บทั่วฮวนนั้งก๊กระลอกแล้วระลอกเล่า ทว่าความหนาวเย็นแห่งดินฟ้าอากาศกลับมิอาจทำให้ความรุ่มร้อนในจิตใจของผู้คนผ่อนคลายลงไปแต่ประการใด 

            ฤดูกาลหนาวเหน็บแห่งเดือนอ้าย แต่ในใจผู้คนคลับคล้ายอยู่ท่ามกลางฤดูร้อนอันจัดจ้า จะกินก็มิลง จะนอนก็ไม่หลับ กระส่ายกระสับปั่นป่วนวุ่นวายกันทั่วไป การค้าการขายในฮวนนั้งก๊กพากันถดถอย ผู้คนได้แต่พากันคาดคะเนถึงสถานการณ์ศึกใหญ่ที่กำลังก่อเค้าทะมึนและกำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาทุกที
ในท่ามกลางความสับสนอลหม่าน พลันปรากฏกายจอมยุทธ์เขียว “ซือหม่าแอ้ด” คนสนิทของ “ซือหม่าป๋า” ส่งเสียงถ่ายทอดปลิดวิญญาณแผ่วหวิวมาตามสายลมว่า เฮอะ! เจ้าพวกมุสิกจะทะเลาะกันไปไยให้รำคาญ เล่าฮูทนดูไม่ไหว จำใจจะเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยให้พวกเจ้า 

            เสียงอันไร้ที่ไปที่มาทำให้ความสับสนของผู้คนยิ่งวุ่นวายปั่นป่วน แม้กระทั่งในขบวนของ “โจสิน” เองก็มิรู้ว่า “ซือหม่าแอ้ด” ที่จู่ๆ ก็โผล่หัวมาในยามนี้มีวัตถุประสงค์ใด บ้างก็ขานรับ บ้างก็ปฏิเสธ บ้างก็ไปไม่ถูก มิรู้ที่จะเอาประการใด แต่ในขณะที่ “โจสิน” นั้นใจหนึ่งก็งุนงงสงสัย แต่อีกใจหนึ่งก็หวังใจที่จะเจรจาตามประสาคนน้ำใจโลเล 

            “โจสิน” จึงด้านหนึ่งเสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ให้โดราเอมอนย้อนเวลาทำสถานการณ์กลับไปสู่ก่อนเกิดวิกฤตอำนาจ แต่อีกด้านหนึ่งก็ตั้งข้อกังขาส่งคำถามฝ่าอากาศว่า “ซือหม่าแอ้ด” ท่านทำการเองหรือรับคำสั่งผู้ใด ท่านจะต้องมีความจริงใจต่อพวกเราด้วย 

            แต่ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบรับหรือปฏิกิริยาใด ๆ ลมยังคงพัด ใบไม้ใบหญ้ายังคงปลิวไสว ไร้ร่องรอยใด ๆ ของ “ซือหม่าแอ้ด” ปรากฏให้เห็นเลย 

            ในขณะนั้น ก็พลันมีจอมยุทธ์เขียว “โจสิด” อดีตจอมยุทธ์ฝ่ายบู๊ผู้คุมกำลังซึ่งเป็นญาติสนิทที่ “โจสิน” ไม่เคยไว้วางใจอดรนทนไม่ไหว โผล่ออกมาจากถ้ำแล้วตะโกนก้องร้องป่าวประดุจคนคลุ้มคลั่งว่า “ใกล้ไคลแมกซ์แล้ว” แต่กูจะแจวไปก่อน ว่าแล้วก็เผ่นแพล๋วลับหายไปเฉกเช่นกระต่ายป่าฉะนั้น 

            อาณาประชาราษฎรชาวฮวนนั้งก๊กได้แต่พากันมองหน้าอ้าปาก บ้างก็พร่ำพ้อต่อว่าว่าแดนฮวนนั้งก๊กนี้สงสัยว่าจะมีภูตผีปีศาจมาก่อกวนเป็นแน่ มิฉะนั้นไหนเลยบรรดาพวกตัวประหลาดและอดีตจอมยุทธ์ทั้งหลายที่เคยดูเป็นผู้เป็นคนจึงกลับกลายเป็นบ้าใบ้ไปหมดสิ้น.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 7:19 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ถ่างขาข้ามทะเล

.
.


            เจิ้งหยางศกปีที่ 163 เดือนยี่ อันเป็นเทศกาลรื่นเริงเถลิงศกในห้วงเหมันตฤดู บรรยากาศการเฉลิมฉลองคึกคักยิ่งใหญ่ทั่วทั้งฮวนนั้งก๊ก อาณาประชาราษฎรซึ่งหน้าชื่นอกตรมต่อเนื่องมา 5-6 ปี พอได้มีความสดชื่นขึ้นมาบ้าง ดุจดั่งปลาได้รับน้ำฝนแรกฉะนั้น 

            การเฉลิมฉลองใหญ่ใจกลางเมืองหลวงคึกคักยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะในครานี้อัครมหาเสนาบดีตัวจริง “ลิห้อย” ได้เข้ารับผิดชอบบัญชาการเอง ตามยุทธศาสตร์ชูฟ้าเหยียบดิน และขี่คอ “ปี้เซ็ก” 

            มหกรรมการแสดงแสงสีเสียงและการแสดงจากชุมชนทั่วทุกหนทุกแห่งที่เดินทางเข้ามาแสดงและถวายความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ ทำให้เมืองหลวงแน่นขนัดคับคั่งทั้งกลางวันและกลางคืน การแสดงมโหรีปี่กลองละเม็งละครลิเกลำตัดจากทุกภูมิภาคและทุกประเภททั่วถึงเต็มไปทั้งใจกลางเมืองหลวงและปริมณฑลอีกหลายแห่ง เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของบรรดาชาวต่างชาติที่ได้มาประสบพบเห็น โดยเฉพาะชนชาวฮวนนั้งก๊กพากันสรวลเสเฮฮา ดื่มสุราถองยาดองเต็มไปทั่วทุกท้องถนน 

            ในขณะที่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศก็มีงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากที่ได้โหมประโคมเคลื่อนไหวใหญ่ร้องเพลงร่วมใจเพื่อเป็นหนึ่งเดียวแห่งมาตุภูมิ 

            เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญอัครมหาเสนาบดี “ลิห้อย” กึกก้องกระหึ่มไปทั่วมหาอาณาจักร บรรดาปากกระบอกเสียง โรงงิ้ว ลิเก การแสดงตลก และหน่วยโฆษณาต่าง ๆ ในสังกัดของ “ลิห้อย” พากันโหมประโคมอย่างพร้อมเพรียงกันประหนึ่งมีการเตรียมการวางแผนนัดหมายกันเป็นอย่างดี จนเกียรติภูมิของ “ลิห้อย” เกริกก้องกลบทับบรรดาเสนาบดีทั้งปวงจนหมดสิ้น 

            ยามนั้นพระจันทร์เพิ่งผ่านเพ็ญไปหมาด ๆ “ลิห้อย” นั่งอยู่เบื้องหน้า “ลิไจ๋” ผู้บิดา โดยมี “ลิสัก” ผู้น้อง ที่ครองอำนาจออกหน้าแทน “ลิห้อย” นั่งอยู่ข้าง ๆ และหมู่หัวหน้าตึกสำคัญ ๆ อีก 2-3 คน ในขณะที่ผู้คนลิ่วล้อบริวารตั้งวงล้อมเสพกัญชา ดื่มยาดองในที่อันไม่ห่างไกลออกไปเท่าใดนัก 

            เสียงสรวลเสเฮฮาหัวร่อเริงร่าดังกึกก้องขึ้นเป็นระยะ ๆ แล้วตามมาด้วยเสียงพูดจาสรรเสริญเยินยอกันอย่างมันปากตามประสาคนรู้ใจที่มีความใกล้ชิดสนิทในวงศาคณาญาติชาติตระกูล 

            “ลิห้อย” นั้นแม้นิยมชมชอบในความศิวิไลซ์และโอ่อ่า แต่ทว่าในยามนี้จิตใจกลับนิยมชมชอบแสงแห่งพระจันทรามากกว่า ประหนึ่งว่าจะชักชวนผู้คนในครอบครัวให้รำลึกถึงความเก่าแต่หนหลังเมื่อครั้งยากลำบากมาด้วยกัน จึงสั่งให้จ้งก้วงหรี่แสงไฟในงานเลี้ยงฉลองลงกว่าครึ่ง เปิดทางให้แสงแห่งจันทร์ซึ่งเพิ่งผ่านวันเพ็ญมาไม่ทันนาน และยังทอแสงเจิดจ้านวลตาทาทาบอาบวงสุราอย่างนวลเนียน 

            “ลิสัก” พลันถามขึ้นด้วยเสียงอันแฝงด้วยความกังวลใจว่า “ลิห้อย” พี่ท่าน ข้าพเจ้าให้หวั่นว่าในค่ำคืนฉลองส่งปีเก่า รับปีใหม่ ในปีนี้อาจจะมีเหตุร้ายขึ้นในบ้านเมือง และจะเป็นเรื่องใหญ่โตกระทบต่อบารมีของพี่ท่าน ที่ในวันนี้รับหน้าที่บัญชาการใหญ่ยิ่งกว่า “ปี้เซ็ก” เด็กเมื่อวานซืน 

            “บั้นจ้ง” ผู้ช่วยเสนาบดีภายใน ซึ่งนั่งอยู่ในวงล้อมนั้น ไม่ทันรอให้ “ลิห้อย” ตอบความ พลันกล่าวแทรกขึ้นว่า ที่ “ลิสัก” ท่านวิตกกังวลนั้น คงเนื่องมาแต่คำขู่ของพวกอั้งนั้ง หรือ “เซ่งอั๊ง” จอมยุทธ์เขียวอันธพาลคนนั้น ที่ข่มขู่ว่าจะเกิดเหตุระเบิดกลางเมืองหลวง โดยตัวเองจะไม่ขอรับผิดชอบกระมัง 

            “ลิสัก” จึงว่าไม่เพียงแต่ที่ท่านเสนาบดีกล่าวเท่านั้น ข้าพเจ้าได้รับรายงานข่าวเป็นทางลับว่าพวกมันจะปั่นบ้านป่วนเมืองด้วยการก่อวินาศกรรมหลายจุดพร้อม ๆ กัน โดยถือเอาสัญญาณจุดพลุใหญ่ในเวลาเปลี่ยนปีเป็นเวลานัดหมาย ข่าวคราวทั้งหลายทั้งข่าวเขียว ข่าวกากี และข่าวอื่น ๆ ล้วนยืนยันตรงกันเป็นมั่นเหมาะ ข้าพเจ้าจึงอดวิตกเสียมิได้ 

            ไม่ทันที่ “บั้นจ้ง” จะกล่าวความประการใด “ลิห้อย” ได้กล่าวตัดบทขึ้นมาทันทีว่า พวกเจ้าจะไปรู้สิ่งใด ในค่ำคืนฉลองใหญ่นี้จะไม่มีเหตุการณ์ร้ายๆ ใด ๆ เกิดขึ้น พวกเรามาดื่มกินเฉลิมฉลองกันให้เป็นสุขจะดีกว่า 

            “ลิไจ๋” ผู้บิดาได้ฟังคำ “ลิห้อย” ดังนั้นจึงว่า บรรดาเหล่าเราในที่นี้ล้วนเป็นญาติมิตรใกล้ชิดยิ่งกว่าผู้อื่น “ลิห้อย” เจ้ากล่าวด้วยความมั่นใจฉะนี้ก็คงมีความจริงรองรับอยู่ แต่คนอื่นเขาไม่รู้ แม้แต่ตัวเราก็ยังวิตกจนดื่มกินไม่เป็นที่สบาย เจ้าจงบอกกล่าวให้ได้รู้จงทั่วกัน 

            “ลิห้อย” ได้ฟังก็รับคำบิดา พลางกล่าวว่าการขับเคี่ยวกันในวันนี้ จะไปฟังคำกล่าวของพวกอั้งก๊กแต่ข้างเดียวนั้นหาได้ไม่ หมากรุกกระดานหนึ่งเล่นกันสองฝ่าย ต่างคนต่างก็มีทีเดินทีเด็ด พวกเราเล่าวันนี้ไม่ใช่โจรลักวัวลักควายอีกต่อไปแล้ว อำนาจทั้งปวงในแผ่นดินนี้ล้วนมีเราเข้าเกี่ยวข้องอยู่ทั้งสิ้น ดังนั้นการทั้งปวงจึงย่อมอยู่ในความรู้ความเห็น ความยินยอมหรือการตัดสินใจของพวกเราด้วย พวกท่านจงจำไว้ว่าในวันนี้เรื่องเล็กเรื่องน้อยประการใดย่อมเป็นเรื่องในความดูแลเสมือนหนึ่งเป็นของพวกเราอยู่ครึ่งหนึ่ง 

            “ลิห้อย” กล่าวต่อไปว่าไอ้พวกอั้งนั้งมันมีหน้าที่เห่าหอนก็ต้องเห่าหอนไปตามบท จะต้องกระจ่างในความเข้าใจว่าที่พวกมันเห่าหอนนั้นก็เพราะต้องการน้ำเลี้ยงและอาหาร ไม่ใช่เห่าโชว์หอนอวดแต่ประการใด และในวันนี้พวกมันได้น้ำเลี้ยงมาเต็มอัตราศึกจนเป็นที่พอใจแล้ว 

            “ลิห้อย” กล่าวอีกว่าพวกมันได้น้ำเลี้ยงแล้ว ไหนเลยที่จะคิดแบ่งปันให้คนอื่น มิฉะนั้นก็ย่อมขัดต่ออุดมกินของพวกมันที่ว่า ได้สิบ กินแปด แจกสอง แต่คราวนี้พวกมันก็รู้ดีว่า “ปี้เซ็ก” และพวกเราไม่มีวันยอมให้พวกมันก่อเหตุ ย่อมจะต้องเตรียมการป้องกันอย่างแน่นหนา ดังนั้นจึงแทนที่จะคิดอ่านหาช่องทางทำการให้สมกับค่าน้ำเลี้ยง พวกมันกลับคิดแผนอันเลอเลิศขึ้นมาได้ 

            ผู้คนในวงล้อมได้ยินดังนั้นก็พากันจับจ้องมองหน้า “ลิห้อย” ด้วยความเหี้ยนกระหือรือใคร่รู้ว่าพวกสามหัวขวดแกนนำอั้งนั้งมันสามารถคิดแผนการอันแยบยลอันใด ที่คนระดับชั้น “ลิห้อย” ยังต้องกล่าวว่าเป็นแผนอันเลอเลิศ 

            “ลิห้อย” เห็นผู้คนในวงล้อมต่างจ้องมองด้วยความสนใจ จึงกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบว่า พวกมันพลิกแผน ได้สิบ กินแปด แจกสอง เป็นได้สิบ กินสิบ นั่นคือได้เอง อมเอง กินเองหมดแต่พวกเดียว ไม่ต้องแบ่งแจกจ่ายแก่ผู้ใด สายลับของพวกเราได้แจ้งให้ทราบว่าเมื่อ 2-3 ชั่วยามนี้ พวกมันได้รายงานต่อคนหน้าโง่ “โจสิน” ว่าบัดนี้แผนการที่วางไว้ไม่อาจขับเคลื่อนได้เลยแม้แต่น้อย แล้วกล่าวหาว่า “ลิห้อย” เรากับ “ตั๋งเทือก” คบคิดกันจัดวางเหล่าลาดตระเวนถึงครึ่งหมื่นเพื่อป้องกันอันตรายอย่างแน่นหนา  และได้ประกบตัวเหล่าบู๊เฮี้ยบของพวกมันไว้จนหมดสิ้น จึงทำให้เหล่าบู๊เฮี้ยบของมันขยับมิได้ เคลื่อนกายมิออก 

            “ลิห้อย” กล่าวสืบไปว่าแต่ดูเหมือน “โจสิน” จะรู้เท่าทันในแผนการกวาดรวบ กินเรียบของสามหัวขวด จึงแสดงอาการฮึดฮัดไม่พอใจ ดุว่าด่าทอจนเสียงหลุดรอดออกมา แต่ก็มิรู้ว่าจะทำฉันใดได้ เมื่อเป็นเช่นนี้พวกมันจึงถือโอกาสร่ำสุราเสพนารีกันอย่างสนุกเพลิดเพลิน โดยไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งให้แก่เหล่าบู๊เฮี้ยบตามที่พวกมันได้เสนอแผนการและเบิกค่าน้ำเลี้ยงมาจาก “โจสิน” แม้แต่อีแปะเดียว นี่จึงเรียกว่าแผนกวาดรวบ กินเรียบ 

            “บั้นจ้ง” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวแทรกขึ้นมาว่า ที่ “ลิห้อย” ท่านกล่าวว่ามีหน่วยลาดตระเวนเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยถึงครึ่งหมื่นนั้น จะเป็นไปได้หรือ เท่าที่ข้าน้อยได้รู้มานั้นมีการจัดผู้คนมาอย่างมากก็ไม่เกิน 2,000 จำนวนต่างกันถึงกว่าครึ่ง 

            “ลิห้อย” หัวเราะอย่างครื้นเครง พลางกล่าวว่า “บั้นจ้ง” เอ๋ย ตัวท่านนี้เป็นเสนาบดีเสียเปล่า แต่ยังอ่อนแก่ความนัก พวกหัวหน้าบู๊เฮี้ยบฝ่ายเราก็ไม่ต่างอันใดกับเหล่าสามหัวขวด บรรดาหัวหน้าบู๊เฮี้ยบมันก็รู้ดีเช่นที่พวกเรารู้กันว่าแกนพวกอั้งนั้งล้วนมุ่งหวังกวาดรวบ กินเรียบ ไหนเลยจะออกมาก่อเหตุเป็นเภทภัยขึ้นมาได้ แล้วเรื่องอะไรจะขนผู้คนมาให้มากความ 

            “ลิห้อย” กล่าวต่อไปว่าความจริงขนออกมาแค่ 500-800 หรือพันคนก็เกินการ แต่พวกมันก็ยังขนกันมาเกือบ 2,000 แล้วเบิกค่าน้ำเลี้ยงในจำนวน 5,000 เหมือนเดิม ยังไม่ถึงขั้นกวาดรวบ กินเรียบ เหมือนกับพวกสามหัวขวด เข้าทำนองมึงมั่ง กูมั่ง เพราะเหตุดั่งนี้การข่มขู่คุกคามและการตั้งรับมือจึงเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันแต่ละเดือน เพราะยิ่งมีการข่มขู่เรื่องเหตุร้ายครั้งใดก็เหมือนการเอาเงินทองมามอบให้เป็นบรรณาการ มีใครไหนเล่าที่จะปล่อยให้โอกาสผ่านลอยไปตามลม การณ์จึงสมประโยชน์ด้วยกัน 

            “ลิห้อย” กล่าวแล้วก็หัวร่ออย่างครึกครื้นเป็นที่สนุกสนาน ในขณะที่ผู้คนที่ล้อมวงอยู่นั้นพากันผงกศีรษะงึก ๆ แสดงอาการยอมรับนับถือในสติปัญญาอันเลิศล้ำของ “ลิห้อย” ในขณะที่ “ลิไจ๋” ยิ้มให้ “ลิห้อย” ด้วยความชื่นชมยิ่งนัก พลางกล่าวว่า “ลิห้อย” เจ้านี้นับเป็นอภิชาตบุตรโดยแท้ อายุเพียงแค่นี้ ฝีมือ ฝีคิดเชี่ยวชาญจัดจ้านยิ่งกว่าตัวเราเมื่ออายุคราวเดียวกันมากมายนัก 

            “ลิไจ๋” กล่าวต่อไปว่าเมื่อพวกอั้งนั้งข่มขู่จะก่อเหตุร้ายเพื่อได้ค่าน้ำเลี้ยง พวกบู๊เฮี้ยบที่ตั้งรับก็พากันเพลิดเพลินเจริญใจ และดูท่า “ตั๋งเทือก” มันก็มิได้มีความทุกข์ร้อน หากยังคงเริงร่าไม่ต่างอันใดกับพวกเรา ย่อมแสดงให้เห็นว่าตัวมันก็มีความนึกคิดมิต่างอันใดกับพวกเรา 

            “ลิสัก” ได้ฟังดังนั้นก็ทำหน้าฉงน เอ่ยปากถาม “ลิไจ๋” ด้วยน้ำเสียงที่แสดงความงุนงงสงสัยว่าบิดาท่านว่า “ตั๋งเทือก” กับพวกเรามีความนึกคิดไม่ต่างกันนั้นเป็นอย่างไร 

            “ลิไจ๋” จึงว่านับว่า “ลิสัก” เจ้าช่างมีความเฉลียว และมีความสังเกตที่ล้ำเลิศ เพราะนี่คือโอกาสอันดียิ่งของพวกเรา เจ้าน่าจะคิดออกว่าเมื่อมีเรื่องจะเกิดเหตุร้าย ก็ต้องมีเรื่องการเตรียมการป้องกัน พวกฮวนนั้งก๊กมันก็จะอกสั่นขวัญผวา ไม่เป็นอันมาสนใจว่าพวก “ตั๋งเทือก” กับพวกเราจะคิดอ่านทำการประการใด คนทั้งหลายจะพากันสาละวนวิพากษ์วิจารณ์กันทุกหนทุกแห่งเกี่ยวกับเรื่องเหตุร้าย จนกลายเป็นม่านควันบดบังไปทั้งฮวนนั้งก๊ก 

            เมื่อเป็นเช่นนี้ พวก “ตั๋งเทือก” และพวกเราจะคิดอ่านทำการประการใดก็ปลอดภัยจากสายตาและความสนใจของผู้คน สถานการณ์อย่างนี้ก็คือสถานการณ์หวานคอแร้ง ว่าแล้ว “ลิไจ๋” ก็ยกน้ำยาดองขึ้นซดเสียงดังเอื๊อก เอื๊อก ในขณะที่ทุกคนพากันกล่าวคำว่า ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม โดยมิได้นัดหมายกันแต่ประการใด 

            เสียงสรวลเสเฮฮาและเสียงหัวเราะอย่างครึกครื้นและสรรเสริญเยินยอกันเองผ่านไปครู่หนึ่ง “บั้นจ้ง” ก็เอ่ยขึ้นว่า การประลองกำลังเพื่อช่วงชิงผู้แทนในภาคตงเป่ยจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่ดูทีท่ากำลังเงิน กำลังยิงของพวก “โจสิน” ยังแน่นหนา เห็นทีว่าพวกเราจะต้องปราชัยอีกครั้งหนึ่ง “ลิห้อย” ท่านจะคิดอ่านประการใด 

            “ลิสัก” ได้ฟังดังนั้นก็กล่าวเสริมขึ้นว่า พรรคภูมิขะแมร์เราได้เข้าสู่สมรภูมิทำศึกมาจะเป็นครั้งที่สี่เข้านี่แล้ว แต่สามครั้งที่ผ่านมาได้ปราชัยย่อยยับ หากครั้งนี้ปราชัยอีกก็จะเสียขวัญ เกิดความระย่อท้อถอยไปทั่วทั้งพรรค ท่านพ่อและ “ลิห้อย” พี่เราจะคิดอ่านประการใด 

            ไม่ทันที่ “ลิห้อย” จะตอบความ “ลิไจ๋” ได้กล่าวแทรกขึ้นมาก่อนว่าพวกเจ้านี้อ่อนแก่ความยิ่งนัก เหตุที่อ่อนแก่ความก็เพราะว่าพวกเจ้าเอาตัวเองเข้าไปเป็นฝักฝ่าย จึงกลายเป็นพวกมีฝักมีฝ่าย เมื่อมีฝักมีฝ่ายก็กลายเป็นมีคู่แข่งหรือศัตรู เมื่อมีคู่แข่งหรือศัตรูก็ย่อมมีแพ้มีชนะ แต่เราไม่คิดอย่างเจ้า 

            “ลิไจ๋” พักหายใจครู่หนึ่งตามประสาคนชรา ในขณะที่ทุกสายตาจดจ้องอย่างมิวางตา “ลิไจ๋” กล่าวขึ้นอีกว่าเมื่อใดก็ตามที่เราไม่เอาตัวเข้าเป็นฝักฝ่ายก็จะไร้ซึ่งศัตรูและคู่แข่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะไม่มีวันพ่ายแพ้ และจะมีแต่ความเป็นผู้ชนะตลอดไป 

            “ลิไจ๋” กล่าวแล้วก็จ้องมองหน้า “ลิห้อย” จากนั้น “ลิห้อย” ก็กล่าวขึ้นว่าข้าพเจ้าก็คิดอ่านอย่างเดียวกันกับบิดาท่าน แต่ในวันนี้แม้ไม่มีฝักมีฝ่าย แต่พวกเราก็ได้ปรากฏกายให้เห็นว่ายืนอยู่ข้างเดียวกับพวก “ปี้เซ็ก” และต้องไม่ลืมว่าไม่ว่าพวกเราหรือพวก “ปี้เซ็ก” ล้วนเป็นผู้ที่ถูกจัดให้เป็นไป จึงต้องมองให้เห็นคนที่จัดด้วย หากมองไม่เห็นพวกมัน พวกเราก็อาจไม่มีแผ่นดินอยู่ ตามอย่าง “โจสิน” ก็เป็นได้ 

            “ลิไจ๋” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ในเมื่อ “ลิห้อย” เจ้ากุมทิศทางใหญ่ไว้ได้แล้ว ในเรื่องปลีกย่อยนั้นเราก็เบาใจ เพราะเชื่อว่าเจ้าย่อมมีวิธีคิดอ่านที่แยบยลและแนบเนียนเป็นแน่แท้ 

            “ลิห้อย” พยักหน้า ในขณะที่ใจนั้นก็รู้สึกสรรเสริญความคิดของบิดาว่าแก่เฒ่าชราปูนนี้ แต่ความคิดร้อยเล่ห์พันเหลี่ยมจนกลมกลิกนั้นมิได้บรรเทาเบาบางกว่าเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มเลย พลางรำลึกขึ้นในใจว่า ชั่วชีวิตบิดาเรานี้เป็นหนึ่งอยู่แต่ผู้เดียว ไม่เคยพลาดพลั้งเสียทีแก่ผู้ใด เหลี่ยมเล่ห์กะเท่ห์กลแพรวพราวยิ่งกว่าปลาไหลใส่สเก็ต หากจะมีความพลาดพลั้งก็แต่ครั้งเดียวที่แอบถ้ำมองสาวน้อยแก้ผ้าอาบน้ำ โดยมิรู้ตัวว่าเขารู้ทัน จึงถูกเอาไม้ไผ่ทิ่มจนเสียตาไปข้างหนึ่ง ระลึกดังนั้นแล้ว “ลิห้อย” ก็อมยิ้มอยู่ในที 

             “ลิห้อย” กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบว่า ลูกไม้ไหนเลยจะตกไกลต้นได้ ข้าน้อยย่อมเจริญรอยตามบิดาท่าน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อาจเทียบได้เป็นอันขาด ทว่าเรื่องนี้บิดาท่านอย่าได้ห่วงใย ข้าพเจ้าได้คิดอ่านเพื่อการข้างหน้าอย่างแยบยลแล้ว 

             “ลิห้อย” ไม่รอให้ผู้ร่วมวงถามแทรกถามแซง จึงกล่าวความต่อเนื่องไปว่า เกมกลที่เดินมาถึงทุกวันนี้ ข้าพเจ้าก็หาได้เป็นฝักฝ่ายไหนไม่ หากจะเป็นก็เป็นฝักฝ่าย “ลิ” ของเราเท่านั้น เรื่องใดที่อำนวยประโยชน์โภคผลแก่ฝ่าย “ลิ” เรานั่นก็คือเรา เรื่องใดที่ขัดแย้งกับประโยชน์ของฝ่าย “ลิ” นั่นก็คือศัตรู ดังนั้นไม่ว่าพวก “ปี้เซ็ก” หรือพวก “โจสิน” ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ผลประโยชน์ของตระกูล “ลิ” เราเท่านั้น และไม่ว่าจะพลิกผันไปทางไหน ตระกูล “ลิ” เราก็ต้องเป็นใหญ่ และถือดุลไว้เสมอ 

             “ลิห้อย” กล่าวต่อไปว่า อย่าไปให้ความสำคัญกับการรบในสมรภูมิตงเป่ยมากนัก แพ้ชนะคราวนี้ไม่มีความสำคัญ เพราะเป็นแค่สนามประลองเล่น มามองให้เห็นเรื่องใหญ่จะดีกว่า และว่าในเวลาวันนี้เราร่วมมืออยู่กับพวก “ปี้เซ็ก” แต่ก็มีฐานะประหนึ่งควาญช้างขี่ช้างอยู่แล้ว เป็นสถานการณ์ที่เป็นประโยชน์สูงสุดนับแต่พวกเราได้เข้าสู่ยุทธจักร แต่ในกาลข้างหน้าแม้ว่าจะมีความมั่นใจปานใดว่า “โจสิน” จะไม่มีวันกลับแผ่นดินเกิด แต่จะคิดอ่านการข้างเดียวนั้นมิได้ 

             “ลิห้อย” ลดน้ำเสียงลงเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อไปว่า แม้ในยามที่เราขี่คอพวก “ปี้เซ็ก” ดุจควาญช้าง แต่ก็จำต้องถ่างขาเพื่อให้คนว่ายน้ำในมหาสมุทรอย่าง “โจสิน” เกาะเกี่ยวได้บ้าง ต้องทำให้มันมีความหวังในพวกเรา ประโยชน์สูงสุดจึงจะบังเกิดแก่เรา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ให้ช้างดื้ออย่าง “ปี้เซ็ก” สะบัดจนเราตกจากคอช้าง 

             “ลิไจ๋” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ พลางกล่าวว่า “ลิห้อย” เจ้ากำลังเดินแผนถ่างขาข้ามทะเลหรือนี่? 

             “ลิห้อย” ได้ยินดังนั้นก็กล่าวว่า ข้าพเจ้ารู้กระจ่างใจแล้วว่าไม่อาจพ้นสายตาบิดาท่านได้ ใช่แล้ว นี่คือแผนถ่างขาข้ามทะเล และจะต้องทำให้แนบเนียนยิ่งขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน 

             “ลิห้อย” กล่าวสืบไปว่า การต้องข้อหาฉ้อฉลในหน่วยงานการแพทย์ซึ่งลูกน้อง “ตั๋งเทือก” ต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อพิทักษ์ศักดิ์ศรีของ “ปี้เซ็ก” นั้นเป็นโอกาสอันดีที่เราจะเดินแผนถ่างขาข้ามทะเล ข้าพเจ้าจะให้ “ซ่งศักดิ์” สั่งม้าใช้ “หม่านิด” ทำทีเป็นตบหน้า “ปี้เซ็ก” ด้วยการไม่ยอมออกจากตำแหน่ง ทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้น ทั้งจะให้ไอ้ “ปู่จิ้น” มันออกอาการเงอะงะจะถอนตัวสักครั้งหนึ่ง ทั้งพวก “ปี้เซ็ก” และ “โจสิน” มันจะพากันมาห้อมล้อมตอมพวกเราด้วยความพิสมัยยิ่ง 

             “บั้นจ้ง” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ พลางกล่าวว่า “ลิห้อย” ท่านมีสติปัญญาล้ำเลิศกว่าใครในแผ่นดิน จึงขอให้ท่านกดดัน “ตั๋งเทือก” ให้เพิ่มเงินปรับปรุงรางรถไฟให้พวกเราอีกสัก 50,000 ล้านอีแปะ พวกมันกำลังตกใจคงจะไม่กล้าขัดข้อง 

            “ลิห้อย” พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงว่าเห็นชอบ แล้วกล่าวว่าอีกด้านหนึ่ง ก็จะให้ “ย่งดิด” มันต่อสายกับ “โจสิน” เออออห่อหมกทอดสะพานหว่านสมอให้ “โจสิน” มันมีความหวังว่าหากเหตุการณ์พลิกผัน ก็สามารถพูดจากับพวกเราได้ ความกดดันของมันในตอนนี้คงไม่มีทางเลือกอย่างอื่น นอกจากต้องยอมให้เราขี่คอเช่นเดียวกับ “ปี้เซ็ก” เพียงเพื่อขอกลับมาแผ่นดินเกิด ชะดีชะร้ายมันอาจจะตั้งรางวัลก้อนใหญ่ให้เราอีกส่วนหนึ่ง 

            “ลิไจ๋” ได้ฟังดังนั้นพลันดีดนิ้วดังเป๊าะ แป๊ะ แล้วกล่าวว่ายอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม จริง ๆ แต่ไม่มีใครทันได้สังเกตว่ามีเสียงเล็กแหลมรำพึงเบา ๆ ขึ้นมาจากวงล้อมอีกวงหนึ่งว่า 

            “เฮอะ ถ่างขาข้ามทะเล กางเกงขาด ขาฉีก หัวทิ่มทะเล ล่ะมากกว่า เหอ ๆ”
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 7:52 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ยุทธการม้าเที่ยงซัน

.
.


            ในขณะที่ “ลิห้อย” และเหล่าขุนศึกตระกูลลิตั้งวงกินโต๊ะร่ำสุราเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้น เหล่าขุนพลก๊กเหลืองก็มิได้ละโอกาสนี้ พากันจัดงานรื่นเริงสังสรรค์สรวลเสเฮฮาด้วยความสำราญเบิกบานใจ 

            “ซุนลิ้ม” และขุนศึกที่วางใจ 2-3 คน เคลื่อนตัวสู่แดนไกล จะด้วยเบื่อหน่ายบรรยากาศเก่า ๆ ซ้ำซาก หรือว่าอยากลองลิ้มสัมผัสรสชาติบรรยากาศใหม่ ๆ หรือว่าปิดโอกาสไม่ให้ภัยใดใกล้กรายในยามที่ทุกคนสาละวนกันด้วยความรื่นเริงเถลิงศกใหม่ก็ยากที่ใครจะรู้ได้ 

            ณ โรงเตี๊ยมสุดหรู แวดล้อมด้วยหมู่ขุนศึกที่วางใจ การกินโต๊ะผ่านพ้นไปอย่างออกรสชาติ แต่ประดายอดคนตัวประหลาดทั้งหลายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ราตรีกาลยังเยาว์วัยนัก ในท่ามกลางสายลมหนาวแห่งเหมันตฤดู แต่เมื่ออยู่ในโรงเตี๊ยมอันอบอุ่นจนความหนาวเหน็บไม่สามารถกล้ำกรายได้เลยนั้น หาควรที่จะเข้าปลีกวิเวกแยกย้ายกันหลับนอน หากควรสังสรรค์สรวลเสเฮฮาร่ำสุราจิบน้ำชาต่อไปจะดีกว่า 

            ด้วยเหตุนี้ใครใคร่ลิ้มชิมรสสุราแปลก ๆ จากแดนไหน ก็เลือกดื่มกินได้ตามสบายใจ ใครใคร่จะจิบดื่มน้ำชา จะเป็นชาหลงจิ่ง ชาเขียว ชาทิกวนยิน ชาอู่หลง ชาต้าหงผาว หรือปี้หล่อชุน หรือจะดื่มชาปู๋เอ๋อซึ่งอยู่ในกระแสเห่อเหิมของผู้คนในยุคนี้ก็สุดแท้แต่ใจปรารถนา 

            เมื่อสุรา น้ำชา ถูกจัดวางเป็นอย่างดีแล้ว “ซุนลิ้ม” จึงเปรยขึ้นว่าสถานการณ์บ้านเมืองในยามนี้ ไอ้พวกก๊กฟ้าน้ำเงินและพวกอั้งนั้งมันกำลังฟาดฟันกันอย่างออกรสชาติ จึงเป็นโอกาสของพวกเราจะได้พักผ่อนออมกำลัง ขึ้นนั่งบนภูดูสุนัขกัดกัน 

            เมื่อ “ซุนลิ้ม” กล่าวความเชิงปรารภฉะนี้ บรรดาเหล่าขุนศึกทั้งหลายก็จ้องมองหน้า “ซุนลิ้ม” แต่เมื่อเห็น “ซุนลิ้ม” ยังมีทีท่าจะว่ากล่าวต่อไป ทุกคนก็ได้แต่ตั้งใจฟัง 

            “ซุนลิ้ม” มองหน้าขุนศึกผ่านไปทีละคน พลางกล่าวว่าเมื่อครั้ง “โจสิน” ครองแผ่นดินนั้น ปวงประชาต่างกล่าวขวัญกันว่าแผ่นดินนี้ปกครองด้วยชายโฉดหญิงชั่ว แต่ยามนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นยุคเอ็งก็โฉด ข้าก็ชั่ว ที่อาณาประชาราษฎรจะหันหน้าไปทางไหนก็เห็นแต่คนชั่วช้าสารเลวที่ฉ้อฉลปล้นชาติปล้นแผ่นดิน และดูเหมือนว่าจะหนักหนายิ่งกว่าเก่า  

            "ซุนลิ้ม” กล่าวอีกว่าเมื่อครั้ง “โจสิน” เรืองอำนาจนั้น มันทำการสิ่งใดก็ไม่เห็นหัวใครอยู่ในสายตา ทระนงว่ามีอำนาจอยู่ในมือ ฟ้าดินก็ย่อมสยบให้ ในที่สุดก็กลายเป็นเหลิงระเริงในอำนาจ จนปวงประชารู้สึกเป็นอย่างเดียวกันว่ารัฐนาวาของ “โจสิน” ก็คือรัฐนาวาโจรสลัด ที่ปักธงหัวกะโหลกไขว้ประกาศตัวเป็นเรือโจรอย่างโจ่งแจ้ง ไปถึงไหนปล้นถึงนั่น ไม่หวาดหวั่นยำเกรงใครไหนในแผ่นดิน 

            เพราะเหตุทะนงเหลิงระเริงในกำลังและอำนาจฉะนี้ ทุกหัวระแหงทั่วแดนดินจึงพากันตั้งกลุ่มตั้งก๊วนเพื่อป้องกันระวังตน เรือโจรจะเหหันผันผายไปทางใด กลุ่มผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็พากันต่อต้านป้องกันไม่ให้เรือโจรเข้าเทียบท่า จนในที่สุด “โจสิน” ก็ต้องดาวดิ้นออกไปจากบัลลังก์แห่งอำนาจ แล้วเร่ร่อนจรจัดประหนึ่งผีไม่มีศาลอยู่ในขณะนี้ 

            บรรดาขุนศึกได้ฟัง “ซุนลิ้ม” ปูสถานการณ์ให้ได้หวนทวนรำลึกความแต่หนหลัง ก็พากันพยักหน้าหงึก ๆ ในขณะที่น้ำใจลึกต่างหวนรำลึกถึงเหล่าวีรชนที่ได้พลีตนพลีชีพพลีร่างกายและหยาดเหงื่อเพื่ออุทิศไว้ในแผ่นดิน บรรยากาศการร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่สู้รบกับอธรรมที่ย่ำยีชาติบ้านเมืองได้หวนกลับเข้าสู่ห้วงสำนึกของเหล่าขุนศึกของ “ซุนลิ้ม” อีกครั้งหนึ่ง 

            เกือบทุกคนยกจอกสุราหรือจอกน้ำชาขึ้นจิบ ท่ามกลางบรรยากาศขึงขัง บางคนตั้งหน้าเงี่ยหูฟัง บางคนก็จ้องหน้า “ซุนลิ้ม” เป็นทีว่าพร้อมจะรับฟังสิ่งที่จะกล่าวสืบไป 

            “ซุนลิ้ม” จึงกล่าวว่าพวก “ปี้เซ็ก” เด็กน้อย แม้ตัวมันจะโอ่โถงหล่อเหลาเอาการ เป็นที่ต้องตาต้องใจเหล่าแม่ยก และมีภาพลักษณ์ซื่อสัตย์สุจริตไม่คิดฉ้อโกงใคร แต่ก็ไม่สามารถทำการงานได้ดังใจปรารถนา เพราะ “ตั๋งเทือก” มันทำตัวเป็นหลี่ปู้เหว่ยคอยควบคุมบงการและต้องการส่งสัญญาณต่อทั่วทั้งแผ่นดินว่า “ปี้เซ็ก” เด็กน้อย แท้จริงก็คือเจว็ด โดยผู้มีอำนาจแท้จริงในแผ่นดินนั้นคือ “ตั๋งเทือก” ต่างหาก 

            “ซุนลิ้ม” กล่าวสืบไปว่าไพร่พลของ “ปี้เซ็ก” มีแต่ภาพและพจน์ คือสร้างภาพตัวเองให้ดูสวยงาม น่าเชื่อถือศรัทธา และกล่าววาจาให้ดูประหนึ่งมีเหตุมีผลน่าฟัง แต่จะทำการสิ่งใดก็ไม่มีความเด็ดขาด ไม่มีผลงานใด ๆ ให้ชื่นชมสมใจได้เลย จึงได้สมญาว่าพวกมันเป็นพวกดีแต่พูด หรือพูดอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับเรื่องการทำการงาน จนคนทั้งปวงพากันต่อว่าต่อขานว่าพวก “ปี้เซ็ก” ก็คือพวกนาโต้ คือ no action, talk only 

            “ซุนลิ้ม” ล้วงมวนบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้กับปาก แต่ไม่ได้จุดบุหรี่เพราะมีกฎห้ามไม่ให้สูบบุหรี่ในที่ที่มีผู้อื่นอยู่ด้วย พลางกล่าวสืบไปว่า เอาแต่พูด แต่ไม่ทำนั้น ใช่ว่าจะไม่ทำอะไรเสียเลย การกิน การโกง ยังกึกก้องดุจดั่งฟ้าคะนองในยามฤดูฝน พวกมันกินเล็กกินน้อยกินใหญ่กินโตกินจุบกินจิบกินทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว มันก็กินไม่ยอมหยุด จนปวงประชาเอือมระอาถ้วนหน้า 

            ในขณะที่ปัญหาชาติบ้านเมืองรุมเร้า พวกอั้งนั้งก่อกวนป่วนบ้านเมือง ขะแมร์ “ฮวยเซ็ง” ยำเยงข่มเหงแผ่นดิน หนี้สินของชาติพะรุงพะรัง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรถูกคุกคามอย่างหนักหน่วง การฉ้อฉลปล้นชาติปล้นแผ่นดินกลับคึกคักครึกโครมยิ่ง ได้สร้างความชิงชังรังเกียจและความโกรธแค้นให้แก่อาณาประชาราษฎรทุกหย่อมหญ้า 

            “ซุนลิ้ม” กล่าวว่าสถานการณ์แบบนี้หากดูผิวเผินแล้วพวก “ปี้เซ็ก” เด็กน้อยก็ไม่ควรจะนั่งอยู่บนบัลลังก์อำนาจได้อีกต่อไป แต่พวกมันนับว่าได้สร้างบุญวาสนามาแต่ปางก่อน จึงได้ผู้ช่วยเหลือเกื้อกูลทำให้สามารถครองอำนาจตลอดรอดฝั่งมากระทั่งถึงวันนี้ 

            “บ้วนชัด” ฉายาจอมยุทธ์ขนข้าวริมโขง ขุนศึกที่ “ซุนลิ้ม” วางใจที่สุดคนหนึ่ง จึงเสริมขึ้นว่า ที่ “ซุนลิ้ม” ท่านกล่าวฉะนี้เห็นทีจะเป็นพวก “โจสิน” และพวกอั้งนั้ง ที่โง่งั่งงมงาย แล้วกลายร่างเป็นโจรป่าทมิฬดิบเถื่อนถ่อยกระมัง 

            “ซุนลิ้ม” พยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “บ้วนชัด” กล่าวชอบแล้ว บรรดาเหล่าโง่งกงั่งลิ่วล้อบริวารของ “โจสิน” รวมทั้งตัว “โจสิน” ด้วยนั่นแหละที่ได้กลายเป็นผู้ช่วยชั้นยอดที่ทรงพลังที่สุด ทำให้พวก “ปี้เซ็ก” เถลิงอำนาจมั่นคงยืนยาวมาถึงวันนี้ 

            “ซุนลิ้ม” กล่าวแล้วหันหน้าไปทาง “ก่ำหนุน” พลางกล่าวว่ากุนซือ “ก่ำหนุน” ท่านลองขยายความตามสถานการณ์ที่เป็นไปให้พวกเราได้รู้ทั่วกันสักหน่อย 

            “ก่ำหนุน” ยกน้ำชาขึ้นจิบจนหมดจอกแล้วกล่าวว่า ลำพังฝีไม้ลายมือและการทำงานของพวก “ปี้เซ็ก” เป็นที่ขัดข้องหมองใจของอาณาประชาราษฎร ผู้คนต้องการถีบไสไล่ส่งออกไปใจจะขาด แต่ปรากฏว่าความกลัวขยาดที่พวก “โจสิน” กำลังชักธงเรือโจรสลัด ตีม้าฬ่อฆ้องกลองร้องป่าว ถือง้าวแหลนหลาวหอกดาบข่มขู่ผู้คนอยู่ในขณะนี้ว่าจะกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่งในบ้านเมือง 

            ทำให้ทุกผู้คนจำใจจำยอมเข้าหนุนช่วยเอื้อเฟื้อบำรุงช่วยเหลือพวก “ปี้เซ็ก” เพื่อหวังจะให้รับมือป้องกันมิให้เรือโจรสลัดของ “โจสิน” เข้าเทียบท่ายึดบ้านยึดเมืองได้อีกครั้งหนึ่ง 

            “ก่ำหนุน” กล่าวสืบไปว่าพวกอั้งนั้งเปิดยุทธการประณามฟ้า ฟาดป๋า ฟาดยาย ตั้งหน่วยกระจายข่าวสารข่มขู่คุกคามบิดผันความเป็นไปในแผ่นดิน จากดำเป็นขาว จากขาวเป็นดำ วันดีคืนดีก็กรีฑาไพร่พลไปบุกที่นั่น ไปล้อมที่นี่ ไปขี้ใส่ เยี่ยวใส่ที่ต่าง ๆ ทั้งยกหูชูหางขับไล่ผู้คนตามอำเภอใจ จนบรรยากาศความประหวั่นพรั่นพรึงแผ่ขยายไปทุกหัวระแหง 

            “ก่ำหนุน” กล่าวสืบไปว่าพวก “ปี้เซ็ก” ถือครองอำนาจ แม้ตระหนักดีว่าการกระทำชั่วช้าของเหล่าพวกอั้งนั้งกระทบกระทั่งความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของปวงชน กระทั่งผิดกฎหมายบ้านเมือง สามารถจับกุมคุมตัวล่ามโซ่ตรวนได้ทุกเมื่อ แต่พวก “ปี้เซ็ก” และ “ตั๋งเทือก” มันกลับปล่อยปละละเลย ปล่อยให้พวกอั้งนั้งทำการได้ตามอำเภอใจ 

            “ก่ำหนุน” กล่าวอีกว่า ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะพวกมือเก๋าเจ้าเล่ห์เหล่านี้คะเนการณ์เป็นอันดีว่ากำลังวังชาของพวกอั้งนั้งในขณะนี้ไม่สามารถระคายเคืองบัลลังก์อำนาจของพวกมันได้ เพราะเชื่อมั่นในพลังอันกล้าแกร่งของพวก “อ้วนพ้ง” ว่าจะสามารถค้ำจุนบัลลังก์อำนาจให้มีเสถียรภาพถาวรได้ และก็รู้ดีว่าถ้าหากผู้คนไม่มีสิ่งใดสาละวนสนใจ บรรดาห่ากระสุนมือตีนทั้งแผ่นดินก็จะรุมกระหน่ำเข้ามายังหมู่บ้านกระสุนตก ดังนั้นการที่พวกมันปล่อยให้พวกอั้งนั้งอาละวาดฟาดงวงฟาดงาจนปวงประชาหวาดผวาหวั่นไหวนั้น แท้จริงก็คือกลอุบายสร้างโจรให้ผู้คนหวาดกลัวแล้วบรรดาพวกมันก็จะได้ปล้นสดมภ์บ้านเมืองได้ตามอำเภอใจ โดยใคร ๆ ก็ต้องจำใจยอมทน 

            “ก่ำหนุน” กล่าวว่าพวกมันใช้กลอุบายหลอกให้ผู้คนกลัวเสือ แล้วพากันวิ่งเข้ามาอยู่ในบ้าน พึ่งพาอาศัยขอร้องให้พวกมันช่วยดูแลบ้านเมือง ซึ่งเรื่องเพียงเท่านี้น่าที่ “โจสิน” จะคิดออกอ่านได้ แต่ทว่า “โจสิน” นั้นแม้ตัวมันจะฉลาดปราดเปรื่อง เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แต่ก็หนีวิสัยโลกไปไม่พ้น คือคนฉลาดย่อมเป็นเหยื่อของคนโง่ ซึ่งเป็นกฎแห่งความสมดุล ที่คนโง่ย่อมต้องเป็นเหยื่อของคนฉลาดเช่นเดียวกัน 

            “ก่ำหนุน” กล่าวสืบต่อไปว่าเพราะวิบากกรรมที่ทำไว้กับบ้านเมือง “โจสิน” มันจึงถึงกาลวินาศ ความคิดสติปัญญาของมันจึงวิปลาสไปหมดสิ้น ภูเขาที่บังเส้นผมอยู่กลับมองไม่เห็น ไหนเลยจะเห็นเส้นผมที่บังภูเขาได้ มันกลับยินยอมพร้อมใจให้พวกลิ่วล้อหัวขวดหัวเขียวปากเปรี้ยวเน่าเหม็นหลอกลวงล้วงกระเป๋าครั้งแล้วคราเล่า ด้วยความหลงหวังลม ๆ  แล้ง ๆ ว่ามิทันถึงวันตรุษ ตัวมันจะได้กลับสู่มาตุภูมิ นั่งบัลลังก์อำนาจดังแต่ก่อน 

            พวกหนึ่งโฉด พวกหนึ่งชั่ว มาประจวบเหมาะเข้ากันดังนี้ อาณาประชาราษฎรทั้งแผ่นดินจึงมิรู้ที่จะทำประการใด จะไล่พวก “ปี้เซ็ก” ก็เกรงเรือโจรของ “โจสิน” จะเข้ามายึดครองบ้านเมือง ปล้นบ้านผลาญเมืองดังแต่ก่อน จึงจำใจจำยอมช่วยบำรุงสนับสนุนพวก “ปี้เซ็ก” และช่วยกันคุ้มครองป้องกันบ้านเมืองไว้ แต่ในใจก็ไร้ความสุข เพราะพวก “ปี้เซ็ก” มันกลับมิได้คิดอ่านทำการเพื่อประโยชน์ของอาณาประชาราษฎร สิ่งที่คิดและทำในแต่ละวันก็เพื่อการอยู่ในอำนาจและอยู่ในอำนาจร่ำไป 

            “ก่ำหนุน” กล่าวดังนี้แล้วก็มองหน้า “ซุนลิ้ม” เป็นทีว่าสิ่งที่เจ้านายมอบหมายให้พรรณนาก็ได้ลำดับความให้เหล่าขุนศึกได้รับรู้สถานการณ์ถ้วนหน้ากันแล้ว 

            “ซุนลิ้ม” เห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า “โจสิน” และพวกลิ่วล้อถูกวิบากกรรมบดบังความคิดสติปัญญาจนหมดสิ้น ดังนั้นพวกมันยามนี้จึงคล้ายอิสตรีที่ฤดูกาลไม่ปกติ สามวันแดง สี่วันดำ บางวันก็ประกาศตั้งตนอยู่ในความจงรักภักดีต่อฟ้า แต่บางวันก็กลับฟาดงวงฟาดงา ถุยน้ำลายใส่ฟ้า เตะขี้หมาใส่เมฆ จนเหม็นคละคลุ้งไปทั้งแผ่นดิน 

            “ซุนลิ้ม” กล่าวสืบไปว่า 2-3 ปีมานี้พวกมันใส่สีตีไข่ให้ร้ายด่าว่า “ซือหม่าป๋า” สารพัดสารพันเรื่อง สุดแท้แต่จะคิดเสกสรรปั้นแต่ง คำด่าว่าร้ายใดในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่เลวร้ายสุด ๆ พวกมันก็ขุดก็สร้างกันมาว่าร้าย “ซือหม่าป๋า” จนหมดสิ้น แต่พวกมันหารู้ไม่ว่า “ซือหม่าป๋า” ยามนี้บรรลุถึงวิถีไหมฟ้า ประดุจดั่งภูเขาไท่ซานอันสูงใหญ่ มิได้ไหวหวั่นต่อลมและพายุ ดังนั้นถึงแม้พวกลิ่วล้อบริวารของ “โจสิน” จะเห่าหอนตะโกนก้องอย่างไร ก็ไม่มีสุ้มเสียงตอบโต้หรือสะท้อนกลับ ทุกสุ้มทุกเสียงล้วนสูญหายไปตามสายลม ประดุจดั่งโยนก้อนหินลงสู่ท้องพระมหาสมุทร จนพวกมันพากันระอาอึดอัดกระอักเลือดไปตาม ๆ กัน 

            “ซุนลิ้ม” กล่าวอีกว่าพวกมันมิรู้ที่จะคิดอ่านทำการประการใดกับ “ซือหม่าป๋า” เพราะทั้งด่าทั้งคิดฆ่าคิดแกงประการใด จอมยุทธ์เฒ่าผู้เกรียงไกรก็เหมือนว่าจะรู้เท่าทันไปหมดสิ้น ยามนิ่งก็นิ่งประดุจซุ่มซ่อนอยู่ใต้บาดาลชั้น 9 ยามจะเคลื่อนตัวไปไหนก็แผ่วเบาไร้ร่องรอยดุจสายลม พวกหมูหมาไล่เงาจึงเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าตาลายน้ำลายยืดไปตาม ๆ กัน 

            ดังนั้นพวกมันจึงคิดแผนการฟาดเมฆป่วนฟ้าขึ้นมาอีกคราแล้ว แต่กลับกลายเป็นเรื่องเก่า คือเรื่องที่ดินบนเขาม้าเที่ยงซัน แห่งเทือกเขาดงพญาเยือก แคว้นตงเป่ย โดยขุดเอาเรื่องราวบุกรุกที่ดินตามที่ “ปังสง” เมื่อครั้งเป็นสมาชิกสภาเช็งเหม็งหยิบยกขึ้นประณามประจาน “ซือหม่าแอ้ด” ไปคราหนึ่งแล้ว 

             “บ้วนชัด” จึงว่าละครเรื่องเก่า แต่ถ้ามาแสดงใหม่ ใส่สี ตีไข่ ใช้เวทีสีสันใหม่ ๆ ก็อาจได้ผลเป็นที่นิยมชมชอบก็เป็นได้
“บ้วนชัด” กล่าวสืบต่อไปว่า “ซือหม่าแอ้ด” ฤาษีขี้เหม็นตนนี้ สร้างภาพทำตนประหนึ่งเป็นโยคีผู้ปลงตกพ้นโลกีย์วิสัย ใฝ่ธรรม แสวงหาวิเวก มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง จึงได้รับเมตตาจากสวรรค์ตั้งให้เป็นกุนซือพิทักษ์ฟ้า แต่ตัวตนที่แท้จริงกลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผู้คนทั้งปวงแลเห็น เพราะตัวมันเป็นพวกเสพสุขเสรี สั่งสมอามิสและทรัพย์สิน ซ้ำร้ายยังอยู่ภายใต้ชายคากระโปรงที่มิอาจเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นสภาพที่แท้จริงของตัวมันจึงประดุจดังหุ่นยนต์ที่อาจถูกควบคุมสั่งการจากระยะไกลได้ 

            “บ้วนชัด” กล่าวสืบไปว่า เมื่อครั้งที่มันนั่งบัลลังก์อำนาจ กลับประกาศท่าทีสมานฉันท์แทนสมานฉะ แต่เป็นสมานฉันท์ที่ฉันอย่างเงียบ ๆ คนเดียว ในขณะที่พวก “โจสิน” ได้รับผลประโยชน์ไปเต็มเปา ทำให้รากเหง้าปัญหาทั้งหลายในบ้านเมืองรุ่งเรืองเติบใหญ่ในครานั้น จนเป็นปัญหาใหญ่ต่อเนื่องมาถึงวันนี้ 

            “บ้วนชัด” กล่าวอีกว่าเพราะมันสมานฉันท์กับ “โจสิน” แผ่นดินจึงเดือดพล่าน การขุดรากถอนโคนเหล่าอริราชศัตรูและการทวงเอาทรัพย์สมบัติแผ่นดินกลับคืนจากเหล่าโจรผู้ปล้นชาติถูกมันขัดขวาง และปกป้องเอาไว้จนสุดความสามารถ และเร่งผลักดันคืนอำนาจแก่ “โจสิน” เสียอีก นับเป็นฝันร้ายและอันตรายใหญ่หลวงของแผ่นดิน 

            แม้ปลายปีที่ผ่านมามันกลับรับออกหน้าเจรจาสมานฉันท์ให้กับ “โจสิน” อีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ถูกตอกหน้าหงายจากหลายที่หลายแห่ง จนมันไม่อาจรับมือได้และต้องออกมาป่าวประกาศว่ามันไม่ได้ประกาศตัวเป็นตัวกลางประสานงานให้กับ “โจสิน” แต่ประการใด 

            “บ้วนชัด” กล่าวแล้วก็นิ่งอยู่ “ซุนลิ้ม” จึงกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ “โจสิน” จึงเห็นว่า “ซือหม่าแอ้ด” มันทรยศหักหลัง พาลสั่งลิ่วล้ออั้งนั้งให้ฟาดฟันผลักดันให้ตกจากเก้าอี้ให้จงได้ จะเสียค่าใช้จ่ายกี่ร้อยหมื่นอีแปะก็จะยอม ด้วยเหตุนี้ยุทธการหม่าเที่ยงซันจึงเกิดขึ้น 

            “ซุนลิ้ม” กล่าวสืบไปว่ายุทธการม้าเที่ยงซันครั้งนี้พวกกุนซือของ “โจสิน” วางแผนการระดมเหล่าอั้งนั้งนับสิบหมื่นบุกขึ้นเขา ทำทีเป็นกดดันยึดที่ดิน แต่แท้จริงแล้วก็คือไล่ “ซือหม่าแอ้ด” ออกจากเก้าอี้กุนซือผู้พิทักษ์ฟ้า หมายประจาน กดดันและมุ่งให้กระทบฟ้าเป็นสำคัญ 

            “ซุนลิ้ม” กล่าวว่าหน่วยข่าวของเราได้รายงานให้ทราบว่า พวกมันกะระดมพลสิบหมื่นขึ้นไปตั้งหลักปักฐานอยู่บนเขาม้าเที่ยงซัน เพื่อประจานจนกว่า “ซือหม่าแอ้ด” จะทนแรงกดดันไม่ไหว ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง แต่ทว่าพวกมันคิดผิดถนัด เพราะ “ซือหม่าแอ้ด” นั้นมันเป็นคนใจกล้าหน้าด้านหน้าทน ไม่มีวันละอายใจลาออกเป็นแม่นมั่น และสถานการณ์ในวันนี้ก็ผันแปรไปเป็นอันมาก 

            “ซุนลิ้ม” กล่าวว่าไอ้พวกลิ่วล้อบริวารของ “โจสิน” กลุ่มที่ตั้งตนเป็นกุนซือ แท้จริงพวกมันเป็นแค่นักวิชาการเต้าหู้ ที่สมควรเอาไปทำเต้าหู้ยี้มากกว่า พวกมันมิได้เข้าใจภูมิประชากรในย่านนั้นว่าล้วนตั้งหลักปักฐานอาศัยอยู่ในที่ดินประเภทเดียวกันกับที่ดินของ “ซือหม่าแอ้ด” ดังนั้นพวกมันจึงสร้างศัตรูคู่แค้นกับอาณาประชาราษฎรทั่วทั้งเทือกเขาดงพญาเยือก ลุกลามไปถึงแคว้นตงเป่ย ซึ่งล้วนเป็นที่ดินไม่มีหลักฐานการครอบครองเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นพวกมันยังไม่รู้ภูมิอากาศว่าย่านดงพญาเยือกนั้น ยามร้อนก็ร้อนจ้า ยามหนาวก็หนาวเหน็บ แค่มิถึงสามชั่วยาม ไพร่พลของพวกมันก็จะพากันป่วยไข้ ทั้งบนเขาในยามแล้งนี้จะขี้จะเยี่ยวก็ลำบาก นั่งรถ นั่งเกวียน ไปกลุ่มละสิบ ปวดขี้ปวดเยี่ยวหรือป่วยไข้เพียงคนเดียวก็ต้องยกขบวนกลับ กลางคืนก็หนาวเหน็บ จำต้องจุดไฟเป็นไออุ่น แต่ลมแรงจัดนัก เห็นทีจะเกิดประกายไฟเผาไหม้จนกลายเป็นทะเลเพลิง ดุจเมื่อครั้งฮกหลงวางกลเผาทหารโจโฉที่ทุ่งพกบ๋องเสียเป็นแน่ 

            “ซุนลิ้ม” กล่าวสืบไปว่าขณะนี้ในบรรดาหัวโจกอั้งนั้ง ได้เกิดลัทธิเอาอย่าง อมแปด จ่ายสอง กันถ้วนหน้า จนประดารากหญ้าของพวกมันพากันเอือมอิดหนาระอาใจ ดังนั้นยุทธการม้าเที่ยงซันคราวนี้ แม้ยื่นบัญชีเบิกค่าใช้จ่ายสำหรับกำลังพลสิบหมื่น แต่ในที่สุดก็จะเหลือไม่ถึงสามพันเป็นมั่นคง 

            “ซุนลิ้ม” กล่าวสืบไปว่าในการคาดการณ์ของเล่าฮู เชื่อว่ายุทธการม้าเที่ยงซัน คราวนี้คงจะล้มเหลวไม่เป็นท่า และย่อมเกิดผลกระทบต่อยุทธการแดงดับทั้งแผ่นดิน ที่วางแผนระดมพลร้อยหมื่นขับไล่ “ปี้เซ็ก” เสียเป็นแน่แท้ 

            บรรดาเหล่าขุนศึกได้ฟังดังนั้นก็พากันโล่งใจ แต่ใบหน้ากลับหดหู่ มีเสียงบ่นกระปอดกระแปดแทรกขึ้นว่า ไอ้ “โจสิน” หน้าโง่ ถูกหลอกให้ช่วย “ปี้เซ็ก” โดยตัวเองกลายเป็นโจรไพรถึงเพียงนี้แล้ว สิยังไม่รู้สำนึกอีก เวรกรรมแท้ ๆ.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 8:08 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน กินบนเรือน ขี้บนหลังคา

.
.


            นับตั้งแต่ย่างเข้าเหมันตฤดูของเจิ้งหยางศก ปีที่ 163 พรรคอั้งนั้งได้เฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่า ปลุกเร้าขวัญและกำลังใจให้แก่ชาวพรรค ทั้งตีฆ้องร้องป่าว ข่มขู่ข่มขวัญสารพันก๊กทั้งหลายให้ระย่อท้อถอย 

            นั่นนับเนื่องจาก “โจสิน” เห็นชอบแผนยุทธการเมืองร้างอันล้ำลึกของ “เล่าจิ๋ว” ที่แนะนำให้กวาดกว้านเอาทหารแก่ที่เลี้ยงลูกแลหลานอยู่ตามบ้านมาเข้าพรรค สร้างกระแสแห่แหนให้ชาวฮวนนั้งเห็นว่า ณ เวลาบัดนี้ บรรดาไพร่พลทั้งปวงในกองทัพล้วนสวามิภักดิ์กับ “โจสิน” สิ้นแล้ว 

            หากแผนนี้สำเร็จก็จะเป็นแรงดึงดูดให้เหล่าขุนนางข้าราชการและอาณาประชาราษฎรทั้งปวงยอมสมัครเข้าเป็นพวก และในที่สุดก็จะโดดเดี่ยวฮ่องเต้และเหล่าอำมาตย์ให้เหลืออยู่แต่เพียงโดดเดี่ยวเดียวดายคล้ายกับกระเทียมลีบฉะนั้น 

            “เล่าจิ๋ว” ยืนยันอย่างมั่นเหมาะว่านี่คือสุดยอดวิชายุทธ์แห่งพิชัยสงคราม เพราะการจะยกทัพเข้าตีป้อมค่ายนั้นเป็นเรื่องโง่เขลาเบาปัญญา แม้การกรีฑาทัพเข้าเผชิญหน้ากันก็มีแต่จะบาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่าย กำลังที่เหลือก็จะอ่อนด้อยถอยลง ในที่สุดพวก “ซุนลิ้ม” ซึ่งเวลานี้ขึ้นนั่งบนภูดูสุนัขกัดกันจะเคลื่อนพลลงมาเก็บเกี่ยวช่วงชิงชัยชนะไปในบั้นปลาย 

            ด้วยเหตุนี้ “โจสิน” จึงเห็นตามแผนการยุทธการเมืองร้างของ “เล่าจิ๋ว” เพราะเล็งเห็นพ้องต้องกันว่าชัยชนะอันได้มาโดยไม่ต้องรบนั้นนับเป็นยอดชัยชนะ ดังนั้นการลงทุนเพื่อกวาดต้อนเอานายทหารแก่มาเข้าพรรคอั้งนั้ง ถึงแม้ว่าจะต้องลงทุนลงแรงอย่างมาก เป็นค่าหมวก ค่ารองเท้า และค่าหินลับมีด ถึงหัวละ 100,000-300,000 อีแปะต่อเดือนต่อคน ก็ยังคุ้มค่า เพราะหากบรรดาไพร่พลในกองทัพหัวหดตดหายยอมสยบให้ก็นับว่าคุ้มค่ากว่าการลงทุนลงแรงให้พวกหัวแข็งหัวขวดไปด่าทอล่อกบาลใครต่อใคร จนก่อศัตรูไปทั้งบ้านทั้งเมือง 

            นับแต่บัดนั้นมาแผนการกวาดต้อนทหารแก่ก็เดินหน้าอย่างเต็มสูบ กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าถูกกวาดต้อนมาเข้าพรรคอั้งนั้งประดุจดั่งวัวควายที่ถูกต้อนเข้าโรงเชือด แต่สร้างความอิ่มหมีพีมันให้กับบรรดาคนแก่ที่ยักแย่ยักยันเลี้ยงลูกแลหลานอยู่กับบ้านให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง 

            เพราะก่อนหน้านั้นตื่นมาแล้วก็นั่ง นั่งแล้วก็เดิน เดินแล้วก็นั่ง นั่งแล้วก็นอน จนขาอ่อนเข่าอ่อนไปสิ้น มาบัดนี้เมื่อมีสินจ้างรางวัลก็สามารถบิดผันบ่ายเบี่ยงเยื้องกรายออกจากบ้านด้วยข้ออ้างไปงานพรรค แล้วก็ย้ายยักไปพักผ่อนตามสำนักโคมเขียวโคมแดงตามอัธยาศัย ซึ่งใครไหนจะตำหนิติเตียนมิได้ 

            เพราะเป็นไปตามที่เข้าใจและรู้กันว่าบรรดาทหารแก่เหล่านั้นถูกกวาดต้อนมาเข้าพรรค หาใช่ประสงค์ให้ไปปราศรัย โต้วาที ตีฝีปาก หรือทำการงานสิ่งใด เพราะคนเฒ่าเหลาเหย่ขนาดนั้นจะไปทำการสิ่งใดได้ จึงเป็นที่รู้กันว่าเป็นแค่สร้างภาพและเอาพจน์ คือสร้างภาพลวงคนว่ากองทัพสวามิภักดิ์เพื่อไปสร้างพจน์โฆษณาป่าวร้องให้กึกก้องฮวนนั้งก๊กถึงบารมีอันคับฟ้าของ “โจสิน” 

            เพราะเหตุนี้ทุกคราครั้งที่กลุ่มทหารแก่ถูกกวาดต้อนให้แห่มาที่พรรค จึงต้องมีการตีฆ้องร้องป่าวอย่างครึกโครมตามแผนการอุบายเมืองร้างทุกประการ 

            เมื่อตีฆ้องร้องป่าวแล้วก็ต้องจัดงานเลี้ยงกินโต๊ะกันเป็นที่สนุกสนานครื้นเครง กินไม่อั้น จ่ายไม่ยั้ง เพราะเบิกเงินจากคลังได้ไม่อั้นเช่นเดียวกัน ดังนั้นการสังสรรค์สรวลเสเฮฮาจึงเป็นกิจกรรมหลักของพรรคอั้งนั้งในทุกครั้งคราที่มีทหารแก่เข้าพรรค 

            การฉลองกึกก้อง ประสานกับการโฆษณาป่าวร้องอย่างครึกโครม ได้สร้างความปั่นป่วนรัญจวนใจให้แก่ “ฉ่าปื๊ด” เป็นยิ่งนัก ด้วยวิตกว่า “เล่าจิ๋ว” ทำการครั้งนี้หวังแย่งคุณงามความดีเพื่อชิงตำแหน่งประมุขในวันข้างหน้า ทั้งวิตกว่าอาจมีทหารแก่บางคนแผ่ศักดานุภาพเข้ามาครอบงำบารมีของตนที่ได้ก่นสร้างไว้ในหลายยุทธภูมิ 

            หลายวิตกสั่งสมเป็นความคับข้องหมองใจ วันหนึ่ง “ฉ่าปื๊ด” จึงเฝ้าจ้องจับตามอง “เล่าจิ๋ว” พอได้ทีก็วิ่งผลุนผลันขึ้นไปจับเข่าคุยกันตามลำพัง 

            “ฉ่าปื๊ด” เอ่ยขึ้นด้วยเสียงร้อนรนว่า ผู้เฒ่า ผู้เฒ่า ท่านชักนำเอาพวกเขียวแก่ยักแย่ยักยันมาเต็มพรรค ด้วยประสงค์สิ่งใด 

            “เล่าจิ๋ว” จึงว่า อะไรเขียว ตาเขียวหรือไข่เขียว “ฉ่าปื๊ด” ได้ฟังดังนั้นก็ส่ายหัว พลางกล่าวว่า น้าหมายถึงพวกทหารแก่ยักแย่ยักยันต่างหาก “เล่าจิ๋ว” จึงว่าอ๋อ เรื่องแค่นี้ น้าเราจะวิตกไปไย มันเป็นแค่อุบายเมืองร้าง 

            “ฉ่าปื๊ด” จึงว่า เป็นอุบายเมืองร้างแบบเดียวกับที่จูกัดเหลียงขงเบ้งใช้ลวงสุมาอี้จอมทัพใหญ่แห่งแคว้นเว่ยเมื่อครั้งสามก๊กกระนั้นหรือ 

            “เล่าจิ๋ว” จึงว่า น้าเราคิดมากไปไย เมืองร้างก็คือเมืองร้าง หมายถึงเมืองว่างเปล่า ๆ ไม่มีอะไรเลย น้าก็รู้ดีแล้วนี่ว่าพวกไข่เขียวเหล่านี้แต่ละวันก็ไม่ทำอะไร และทำอะไรก็ไม่ได้ ขายอะไรก็ไม่เป็น อย่างมากก็แค่เที่ยวเตร่ตามสำนักโสเภณี ตีลำไพ่ จะไปทำอะไรใครเขาได้ 

            “ฉ่าปื๊ด” จึงว่าแล้วถ้าเช่นนั้นลุงไปกวาดเอาคนพวกนี้มาให้รกบ้านรกพรรคด้วยเหตุผลกลใดเล่า 

            “เล่าจิ๋ว” จึงว่าข้าวก็มีไว้กิน เงินก็มีไว้จ่าย คนประดานี้นอนอยู่กับบ้านนานแล้ว ให้เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวเป็นอันมาก วันหนึ่งเดือนหนึ่งมันก็มากวนใจ หยิบยืมข้าวของเงินทองแจกซองฎีกาจนตัวเราว้าวุ่นไปหมด ดังนั้นการสร้างงานสร้างรายได้กระจายเงินให้กับพวกไข่เขียวเหล่านี้จึงเป็นเรื่องดีด้วยกันทุกฝ่าย หรือน้าท่านไม่เห็นด้วย 

            “ฉ่าปื๊ด” จึงว่าอ้าว! ไหนใครเขาก็พูดกันว่าลุงชักพาพวกไข่เขียวเหล่านี้เพื่อประสานงานกับน้อง ๆ ในกองทัพ ให้ช่วยกันจับปืนลุกยืนขึ้นประกาศว่าแผ่นดินนี้เป็นของ “โจสิน” แล้วไม่ใช่หรือ 

            “เล่าจิ๋ว” จึงว่าพูดเป็นบ้าไปได้ พวกไข่เขียวเหล่านี้จะไปสั่งใครเขาได้ มีแต่ถูกเขาสั่ง ไปบ้านลูก ๆ ก็สั่ง ไปบ้านกิ๊ก ๆ ก็สั่ง ใครจะหวังเช่นนั้นได้ เพราะเหตุนี้ตัวเราจึงเรียกว่านี่คืออุบายเมืองร้าง 

            “ฉ่าปื๊ด” ได้ยินดังนั้นก็สงสัย จึงถามต่อไปว่าท่านทำการฉะนี้ “โจสิน” จะไม่ตำหนิติเตียนเอาดอกหรือ ว่าเป็นผู้ใหญ่ปูนนี้แล้ว ยังคิดทำการประหนึ่งเป็นคนแบบจิวแป๊ะทงไปได้ 

            “เล่าจิ๋ว” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ พลางกล่าวว่าตัวเราเป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมา ยามพูดจากับ “โจสิน” เราก็ได้บอกอย่างกระจ่างแจ้งว่านี่คืออุบายเมืองร้าง ไม่เคยเอ่ยอ้างแม้แต่คำเดียวว่านี่คืออุบายเมืองเต็ม และเมื่อเราเสนออุบายเมืองร้างนั้น “โจสิน” ก็มีความชื่นชมยินดีเป็นยิ่งนักว่าจักสำเร็จดังปรารถนาทุกประการ ดังนี้แล้วจะมากล่าวหาว่าเราทำการเลอะเทอะเปรอะเปื้อนได้อย่างไร 

            “ฉ่าปื๊ด” ได้ฟังดังนั้นก็ส่ายศีรษะแล้วคำนับลา เดินก้มหน้าก้มตาเผ่นแผลว กลับบ้านท่ามกลางเสียงรำพึงแต่แผ่วเบาว่า ไอ้สินมึงฉิบหายแน่ ไอ้สินมึงฉิบหายแน่ ไอ้สินมึงฉิบหายแน่ เพราะฟังพวกคนแก่ไม่ได้ศัพท์แบบนี้ ฮึ ฮึ ฮึ 

            ในราตรีกาลนั่นเอง ณ อีกมุมหนึ่งของเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ ได้ปรากฏเงาร่างของบุรุษผู้คุ้นหน้าคุ้นตาของชาวฮวนนั้งก๊ก 5-6 คน พวกมันเคลื่อนไหวแบบลุกลี้ลุกลนและลับ ๆ ล่อ ๆ แฝงตัวเข้าไปที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีการเตรียมการจัดโต๊ะสุราอาหารไว้เป็นอย่างดี 

            ณ ยามแรกของราตรีนั้น ห้องอันโอ่อ่าของโรงเตี๊ยมอันมีชื่อเสียงแห่งเมืองหลวงที่ถูกตั้งเก้าอี้ไว้แค่ 6 ตัว ก็มีคนเข้าไปนั่งเต็ม 

            ที่แท้มันคือ “ตั๋งเทือก” ซำกงด้านความมั่นคงผู้ยิ่งใหญ่แห่งฮวนนั้งก๊ก นั่งเป็นสง่าราศีอยู่ตรงกลาง ในขณะที่เก้าอี้ตรงกันข้ามกลายเป็น “ตั๋งเชน” ผู้น้อง ที่นั่งจับจ้องหน้า “ตั๋งเทือก” มิวางตา ประหนึ่งว่ารอฟังคำสั่งทุกคำสั่ง 

            ด้านขวามือของ “ตั๋งเทือก” เป็น “ลิห้อย” บุรุษผู้มากด้วยวาสนาบารมีเสมอด้วย “ตั๋งเทือก” แห่งแผ่นดินฮวนนั้งก๊ก โดยมี “ลิสัก” นั่งชิดติดกับ “ตั๋งเชน” 

            ดังนั้นอีก 2 ที่ที่เหลือจึงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก “บั้นจ้ง” และ “เสี่ยวหนู” ซึ่งเป็นคู่คิดคู่หูคู่พ่อลูกกับ “ปู่จิ้น” 

            เมื่อทุกคนนั่งลงพร้อมหน้า ดื่มสุราน้ำชากันตามใจชอบของแต่ละคนแล้ว “ตั๋งเทือก” จึงกล่าวว่า เล่าฮูขอขอบใจไมตรีของทุกคนที่มาร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียงกันในค่ำนี้ ความจริงก็ไม่มีเรื่องสิ่งใดมากมาย แต่เล่าฮูเกรงว่าพี่น้องทั้งหลายอาจตื่นตระหนกตกใจกับข่าวคราวเรื่องทหารแก่แห่กันไปเข้าพรรคอั้งนั้ง จึงเชิญพวกท่านมาเพื่อปรึกษาหารือปรับปรุงข้อมูลข่าวสารให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และหากพวกท่านมีข่าวสารสิ่งใดที่จะตบแต่งแจงเติมให้บริบูรณ์ก็จะเป็นประโยชน์ร่วมกันของพวกเรา 

            “ตั๋งเทือก” ยกจอกสุราขึ้นดื่มแล้วกล่าวว่าการที่พวกทหารแก่แห่กันเข้าพรรคอั้งนั้งระลอกแล้วระลอกเล่าฉะนี้ “ลิห้อย” น้องเราคงมองได้กระจ่างว่ามันย่อมมิใช่เหตุการณ์ธรรมดาธรรมชาติ หากย่อมเกิดแต่การเสกสรรปั้นแต่งโดยมิพักต้องสงสัย 

            “ตั๋งเทือก” กล่าวแล้วก็มองหน้า “ลิห้อย” เป็นทีว่าจะมีความเห็นประการใด 

            “ลิห้อย” เห็นอาการดังนั้นก็ค่อย ๆ ขยับคางอันห้อยยืดยาวด้วยความคุ้นเคยยิ่ง พลางกล่าวว่านายท่านช่างมีสายตาคมกล้า มองทะลุแม้กระทั่งเสื้อผ้าเสียจริง ๆ ข้าน้อยขอแสดงความโง่เขลาเบาปัญญาต่อหน้าท่าน พลาดพลั้งประการใดจงอภัยเถิด 

            แล้ว “ลิห้อย” ก็กล่าวต่อไปว่า ข้าน้อยเชื่อว่าปรากฏการณ์ไข่เขียวนี้ไม่มีทางที่จะปกปิดสายตาของ “ตั๋งเทือก” ท่านได้เลย เพราะลำพังผู้น้อยด้อยปัญญาอย่างข้าน้อยนี้ก็เห็นอาการอันผิดสังเกตที่ประหนึ่งฝนฟ้ามิตกต้องตามฤดูกาล ว่ามันย่อมมีที่ไปที่มาอย่างแน่นอน 

            “ลิห้อย” กล่าวสืบต่อไปว่า จากแหล่งข่าวทุกกระแสของตึกสาขาภายในฮวนนั้งก๊กเราตรงกันว่า มันเป็นแผนการของ “เล่าจิ๋ว” ที่เสนอเป็นอุบายเมืองร้างให้กับ “โจสิน” พวกมันได้ลงทุนลงแรงด้วยเงินทองจำนวนมหาศาลไปกวาดกว้านเอาพวกไข่เขียวมาสร้างภาพขยายพจน์ให้ปรากฏในแผ่นดิน ดังนั้นการครั้งนี้จึงไม่ใช่ความเป็นไปในธรรมชาติ แต่เป็นอุบายสร้างภาพเมืองร้างเท่านั้น 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะร่วน พลางกล่าวว่า “ลิห้อย” น้องเรานี้ช่างเป็นยอดคนเสียจริง ๆ วันข้างหน้าแผ่นดินนี้ย่อมไม่พ้นมือน้องเราเป็นแน่แท้ กล่าวแล้ว “ตั๋งเทือก” ก็ชวน “ลิห้อย” ชนจอกสุราด้วยกัน แล้วทั้งสองผู้มากบารมีก็หัวเราะพร้อมกันอย่างครื้นเครง 

            “ลิห้อย” กล่าวว่าข้าน้อยมีวันนี้เพราะบารมี “ตั๋งเทือก” ท่านเสริมส่ง เป็นพระคุณล้นฟ้าพระมหาสมุทรยิ่งกว่าบิดามารดาบังเกิดเกล้า ที่ชีวิตข้าน้อยนี้จะมิมีวันลืมพระคุณของ “ตั๋งเทือก” ท่านเป็นอันขาด 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้นก็โบกมือเป็นทีห้ามปราม แล้วกล่าวว่าแผ่นดินนี้เป็นของสองเรา ไย “ลิห้อย” ท่านจึงกล่าวความฉะนี้ให้เปลืองเวลาเปล่า ที่เล่าฮูใคร่รู้ก็คือมันเป็นอุบายเมืองร้างที่ว่างเปล่า หรือว่าเมืองร้างที่มีกำลังยึดแผ่นดินกันแน่ 

            “ลิห้อย” จึงกล่าวว่า “เล่าจิ๋ว” ในวันนี้บรรลุถึงความว่างเปล่าแล้วจริง ๆ คือทั้งว่างทั้งเปล่า หาใช่ผู้มีสมญาจูกัดเหลียงดังแต่ก่อนไม่ ตอนแรกข้าน้อยก็วิตกว่ามันจะเป็นอุบายเมืองร้างของจูกัดเหลียง แต่หลังจากให้ทุกสายข่าวสืบสาวราวเรื่องอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วกลับปรากฏว่ามันเป็นเมืองร้างที่ว่างเปล่าเสียจริง ๆ 

            “ลิห้อย” กล่าวสืบไปว่าพวกทหารแก่เหล่านั้นแต่ละวันแทบไม่มีใครย่างก้าวไปที่พรรคอั้งนั้ง เพราะพวกมันออกจากบ้านแล้วก็เผ่นแผลวไปตีกอล์ฟ หรือไม่ก็นัดพวกเสี่ยวฮูหยินไปนั่งกินนอนกินตามชายทะเลเป็นที่สำราญใจ ไม่มีใครไปพบปะเข้าหาเสวนากับลูกน้องในกองทัพ ไม่มีใครเดินหน้าเข้าหาประชาชนเพื่อสร้างความนิยมชมชอบให้กับ “โจสิน” แต่ประการใด 

            “ลิห้อย” กล่าวสืบไปว่าส่วนใหญ่ของพวกมันยังมีความรู้สึกอับอายขายหน้าต่อฟ้าดิน ว่าเคยสาบานปฏิญาณต่อฟ้า แต่เวลานี้กลับมายืนข้างอริราชศัตรู จะไปทางไหนก็มีแต่ผู้คนมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จนวันนี้พวกมันตาไม่กล้าสู้ฟ้า หน้าไม่กล้ามองดิน จึงได้แต่หลบหัวมุดหางอยู่ตามสถานอาบอบนวด หรือไม่ก็สำนักโคมแดง โคมเขียวเท่านั้น ดังนั้นแผนการดังกล่าวจึงกลายเป็นอุบายเมืองร้างอย่างแท้จริง 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่าข่าวคราวของเครือข่าย “ลิห้อย” ท่านช่างเฉียบคมเสียจริง ๆ มันสอดคล้องต้องกันกับการประมวลข่าวของเล่าฮู จึงเป็นอันว่าขณะนี้อุบายเมืองร้างที่สร้างภาพสร้างพจน์ทหารแก่แห่เข้าพรรคนั้นหาใช่อุบายเมืองร้างของจูกัดเหลียงเมื่อครั้งสามก๊กแต่ประการใด แต่มันเป็นเมืองร้างที่ว่างเปล่าและจะทำให้ “โจสิน” มันต้องว่างเปล่าต่อไปด้วย 

            “ตั๋งเทือก” กล่าวแล้วก็ส่ายหน้ามองสหายผู้ร่วมโต๊ะ แล้วไปจ้องนิ่งอยู่ที่ “ลิห้อย” เป็นทีให้ “ลิห้อย” บอกล่าวข่าวสารเพิ่มเติม 

            วัวคู่ขา ม้าคู่ขี่ มองกันแค่นี้ก็รู้ใจ “ลิห้อย” เข้าใจความหมายของ “ตั๋งเทือก” กระจ่างนัก จึงกล่าวว่าข้าน้อยได้ประสานงานกับพวก “อ้วนพ้ง” ให้ช่วยสืบสาวราวเรื่องจากพวกไข่เขียวทั้งหลาย ว่าพวกมันได้รับข่าวสารแผนการประการใด ซึ่งข้าน้อยเชื่อว่า “ตั๋งเทือก” ท่านก็ทำการเป็นอย่างเดียวกันเป็นแท้ 

            “ตั๋งเทือก” จึงว่า “ลิห้อย” ท่านลองว่าไปก่อน แล้วเล่าฮูจะเติมเต็มให้เห็นภาพรวมโดยกระจ่าง 

            “ลิห้อย” จึงว่าพวกไข่เขียวเหล่านั้นแม้พวกมันหวังได้อามิสเพื่อขับกล่อมประโลมจิตในยามว่าง เพราะความเหม็นเบื่อเล่าฮูหยินที่บ้านเต็มประดา อยากมีชีวิตชีวานอกบ้านดุจวัยหนุ่มอีกครั้งหนึ่ง แต่น้ำใจแท้ของพวกมันกลับปรากฏว่ายังมั่นคงจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ตามที่เคยถวายสัตย์ปฏิญาณไว้ทุกประการ 

            ดังนั้นพวกมันบางส่วนก็แกล้งนัดพรรคพวกเพื่อนฝูงที่พอพูดคุยได้ชวนเสพสุราสรวลเสเฮฮา แล้วเปิดเผยวาจาแบบคนขี้เมา เอาเรื่องไส้พุงภายในที่คิดอ่านวางแผนกันมาเล่าให้ฟังจนหมดสิ้น บางพวกก็บอกเล่ากล่าวความกับลูกน้องในกองทัพโดยตรง ว่าหนักใจอย่างนั้น หนักอกอย่างนี้ เพราะมีเรื่องอย่างนี้ ให้รู้ทีกันว่านำไปรายงานเจ้านายได้เลย มิหนำซ้ำบางพวกก็เขียนเป็นรายงานลับส่งตรงไปให้กับ “ซือหม่าป๋า” บ้าง    “ซือหม่าแอ้ด” บ้าง และบางพวกก็คาบข่าวไปบอกกล่าวให้พวก “ซุนลิ้ม” เอาไปตีฆ้องร้องป่าวกล่าวประจานจนอับอายขายหน้ากันทั้งบ้านทั้งเมือง 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า “ลิห้อย” น้องเราสุขุมรอบคอบ ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งนัก เราคะเนการณ์แต่ต้นแล้วว่าตราบใดที่สองเราเคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าฟันไปทางไหน ใครไหนในแผ่นดินนี้จะสู้ได้ ไอ้ “โจสิน” มันคิดไม่ถึงว่าแผนยุทธการเมืองร้างจะกลายเป็นยุทธการกระบี่ทะลวงไส้ ที่ในพุงมีไส้กี่ขดมีตับไตอย่างไรพวกเราก็ล้วงมาเชือดเฉือนได้ตามปรารถนา ทั้งทำให้ประดาไข่เขียวเหล่านั้นได้โอกาสกินข้าวบนเรือน แล้วขึ้นไปขี้บนหลังคาบ้าน “โจสิน” ให้สาแก่ใจอีกด้วย 

            “ลิห้อย” ได้ฟัง “ตั๋งเทือก” เช่นนั้นก็ยกจอกสุราขึ้น มือหนึ่งพลางโอบเอว “ตั๋งเทือก” อีกมือหนึ่งถือจอกสุรา ขอดื่มคารวะให้แก่สติปัญญาอันเลิศฟ้าเลอดินที่มองการแผ่นดินได้ตลอดไม่ติดขัดเลย พลางกล่าวสรรเสริญเยินยอว่าสติปัญญา “ตั๋งเทือก” ท่านยิ่งกว่าสิบจูกัดเหลียง กับอีกสิบบังทองด้วยซ้ำไป ต่อให้เตียวเหลียง ฮั่นสิน มาเกิดใหม่ก็ไม่มีทางต่อสู้กับ “ตั๋งเทือก” ท่านได้เลย 

            บรรดาผู้ร่วมโต๊ะพากันปรบมือลั่นสนั่นเป็นเวลายาวนาน ได้ยินเสียง “บั้นจ้ง” กล่าวว่าแผ่นดินยามกลียุค ต้องมียอดวีรชนปรากฏขึ้น บัดนี้ฮวนนั้งก๊กเราเป็นกลียุค เห็นทีจะสงบสุขรุ่งเรืองเฟื่องบารมีของพี่ท่านทั้งสองเป็นแม่นมั่น 

            “เสี่ยวหนู” นั่งพยักหน้าหงึก ๆ กล่าวขึ้นแต่เบา ๆ ว่าพวกเราอยู่ใต้ฟ้า เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่สอดคล้องกับวิถีแห่งฟ้า ย่อมได้รับมงคล ย่อมประสพแต่ชัยชนะและไร้อุปสรรคขัดขวาง ข้าน้อยมีความภูมิใจที่ได้เดินตาม “ตั๋งเทือก” ท่าน 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วถามว่าการที่ “เติ้งหาน” มันรับงานมาป่วนหวังจะให้พวกเราหักหลังกันและกัน “เสี่ยวหนู” ท่านจะคิดอ่านประการใด 

            “เสี่ยวหนู” ได้ฟังดังนั้นก็หัวร่อคิก ๆ อย่างขบขัน พลางตอบว่า “ตั๋งเทือก” ท่านก็รู้กระจ่างใจว่าบิดาข้าน้อยกับ “เติ้งหาน” นั้นแค่มองตาก็รู้ใจ ตอนแรกสิสงสัยอยู่ แต่บัดนี้กระจ่างแล้วว่าแท้จริงก็เป็นวิธีทำมาหากินอีกชนิดหนึ่งของ “เติ้งหาน” เป็นวิธีการหากินเช่นเดียวกับอุบายเมืองร้างของ “เล่าจิ๋ว” พวกมันล้วนทำมาหากินกับ “โจสิน” ด้วยกันทั้งนั้น 

            “ลิห้อย” จึงกล่าวเสริมขึ้นว่า นายท่านจงวางใจ ไอ้เติ้งตัวเตี้ยนี้ ชีวิตมันนั้นไม่มีสิ่งใดเป็นที่ต้องการนอกจากเงิน เงิน เงิน จนข้าน้อยยามเป็นเด็กน้อยด้อยราคาก็ยังรู้สึกนึกรำคาญถึงขนาดอยากจะเตะฟาดคอมันก็หนหนึ่งแล้ว ดังนั้นคราวนี้ปล่อยให้มันแสดงไป เพราะถึงอย่างไรมันก็อยู่ร่วมกันกับพวกเราไปจนชั่วนิรันดร 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า “เติ้งหาน” มันลอบส่งสารมาให้เราทราบล่วงหน้าแล้ว เพราะเกรงว่าเราจะเข้าใจผิดแล้วถีบหัวส่งออกจากเรือ ซึ่งมันกังวลเป็นอันมากว่าพวก “ปั่งฉา” ซึ่งมีไพร่พลถึง 12 คนในสภาเช็งเหม็ง และพวก “ซ่าเหนาะ” อีก 8 คนจะถูกเรียกเข้ามาเสริมแทนพวก “เติ้งหาน” ดังนั้นพวกท่านจงวางใจ ต่อให้ฟ้าถล่ม แผ่นดินทลาย พวกเรา 6 พญามังกรก็จะจรท่องไปในอากาศด้วยกัน จะไม่มีวันพรากจากกันจนวันสิ้นแผ่นดินสลาย.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 8:26 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ชิงศพสวมวิญญาน

.
.


            ในเวลาเดียวกันกับที่ “ตั๋งเทือก” และ “ลิห้อย” พร้อมคณะกำลังสังสรรค์สรวลเสเฮฮาร่าเริงใจกันในโรงเตี๊ยมหรูกลางกรุง ณ อีกมุมหนึ่งของฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำหวางเหอ “เติ้งหาน” กำลังตั้งโต๊ะกินข้าวปลาอาหารมื้อค่ำภายในครอบครัวกันอย่างกระเหม็ดกระแหม่ตามประสาคนขี้เหนียว 

            “เติ้งหนา” บุตรีคานทองของ “เติ้งหาน” ใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวเคล้าผัดผักบุ้ง หมดชามแล้วก็เอ่ยปากกับบิดาว่า ซึ่งบิดาท่านรับงานจาก “โจสิน” มาขับไสไล่ส่งพวก “ปี้เซ็ก” นั้น ข้าพเจ้าให้หวั่นวิตกว่าไอ้พวกก๊กฟ้าและเหล่าเจี้ยงเล่าล้วนเป็นพวกมือเก่าเก๋ากึ๊ก อาจจะได้ข่าวสารหรืออ่านเกมกลของท่านพ่อได้ ชะดีชะร้ายพวกมันจะไม่ถีบหัวส่งพรรคโบ่ยเฉี่ยวลี่ (พรรคไร้ยางอาย) ของเราดอกหรือ 

            เล่าฮูหยินของ “เติ้งหาน” พอได้ฟังคำว่าจะถูกถีบหัวส่งก็ตกใจ รีบวางชามข้าวลงกับโต๊ะ จ้องหน้า “เติ้งหาน” ด้วยความหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ “เติ้งหาน” ต้องวางชามข้าวลงแล้วกล่าวว่า พวกเจ้าเยาว์แก่การนัก เรื่องแค่นี้ก็ทำเป็นตกอกตกใจ เหมือนไก่ตื่นสุนัขไปได้ ไม่เฉลียวใจบ้างเลยหรือว่าตัวเราท่องยุทธจักรมาเป็นเวลาช้านาน 

            มีเสียงดังแผลบ แผลบ จากการใช้ลิ้นเลียปาก 2-3 ครั้ง แล้ว “เติ้งหาน” ก็กล่าวต่อไปว่า เราท่องยุทธภพมาช้านาน อันการอุบายทั้งปวงนั้นเราย่อมกระจ่างแจ้งสิ้น มีหรือที่จะทำการหละหลวมจนต้องถูกถีบออกมา 

            เล่าฮูหยินได้ยินดังนั้นก็ค่อยคลายใจ แต่สังเกตเห็นสีหน้า “เติ้งหนา” ยังมีความงุนงงสงสัย จึงตะคอกใส่ “เติ้งหาน” แล้วกล่าวว่า มีอะไรทำไมไม่ว่ากล่าวมาให้กระจ่าง ทำเป็นอมพะนำเหมือนหมกอีหนูอยู่ในพกในห่อหรืออย่างไร 

            “เติ้งหาน” จึงว่าของบรรณาการก้อนใหญ่ที่ให้ฮูหยินท่านเมื่อคราก่อนนั้น ท่านก็น่าจะรู้ดีว่ามีที่มาจากแหล่งใด แต่ในขณะเดียวกันเงินทองมากมายมหาศาลที่หลั่งล้นเพราะเหตุที่พรรคไร้ยางอายของเราได้ร่วมมือกับ “ปี้เซ็ก” ก็มากมายก่ายกอง โดยพวกเรามิต้องออกหน้า ฉะนี้แล้วจะมีเหตุผลกลใดที่จะทำให้เสียชามข้าวไปแม้แต่สักชามหนึ่ง 

            "เติ้งหาน” เอามือเคาะโต๊ะแล้วกล่าวอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องว่า ธรรมดานกเอี้ยง นกกระจอก ไหนเลยจะบินสูงเสมอพญาเหยี่ยวได้ การทั้งนี้หากเป็นพวกลูกเต่าก็คงกินข้าวได้แต่ชามใดชามหนึ่งเพียงชามเดียว แต่นี่เพราะเป็นเรา จึงสามารถกินข้าวได้ทั้งจากชามของ “โจสิน” และจากชามของ “ปี้เซ็ก” 

            ว่าแล้วก็แลบลิ้นเลียปากแผลบ แผลบ พร้อมส่งเสียงหัวร่อ เฮ่อ เฮ่อ เฮ่อ สิ้นเสียงหัวร่อแล้ว “เติ้งหาน” คงเห็นทุกคนยังงุนงงสงสัยอยู่ จึงกล่าวสืบไปว่าเรารู้แจ้งกระจ่างใจว่าถึงอย่างไรพวก “โจสิน” และพวกอั้งนั้งไม่มีทางที่จะครองอำนาจในฮวนนั้งก๊กได้อีกแล้ว ใคร ๆ ที่ดูเหมือนร่วมแรงร่วมใจกันอยู่นั้นก็คงรู้ดีเช่นกัน ดังนั้นพวกมันจึงคิดวิธีการสารพัดที่จะล้วงกระเป๋าเอาอีแปะจาก “โจสิน” กันทั้งสิ้น 

            “เติ้งหาน” แลบลิ้นแผลบ ๆ อีก 3 ครั้ง แล้วกล่าวว่าเมื่อมันไหว้วานเราให้ทำการแยกร่างชิงศพสวมวิญญาณ สลายพวกพลพรรคที่ร่วมมือกับ “ปี้เซ็ก” เพื่อให้ “โจสิน” มันกลับมามีอำนาจ ด้วยบรรณาการก้อนใหญ่ เหตุไฉนเราจะปล่อยโอกาสให้ผ่านพ้นไป แต่ในขณะเดียวกัน จะมีเหตุผลกลใดที่เราจะต้องเสี่ยงให้พวก “ปี้เซ็ก” มันถีบไสไล่ส่งพรรคไร้ยางอายของเราออกไป ดังนั้นในทางหนึ่งเมื่อเรารับงานจาก “โจสิน” เราก็ประสานกับพวก “ตั๋งเทือก” แจ้งความตื้นลึกหนาบางให้ได้รู้ว่าอย่าได้ถือสาหาความแก่กัน เพราะในเมื่อพวกหัวขวดมันรู้จักทำมาหากิน “เล่าจิ๋ว” เองก็ล้วงกระเป๋า “โจสิน” มาแล้วเป็นอันมาก ฝีมือระดับตัวเราก็ย่อมต้องเรียกเอาให้ได้มากกว่า ซึ่งเล่าฮูหยินเจ้าก็รู้ดีอยู่แล้ว 

            “เติ้งหนา” ได้ฟังดังนั้นก็ค่อยคลายใจ ละล่ำละลักถามว่าเมื่อเป็นเช่นนี้พวก “ตั๋งเทือก” จะไม่ระแวงบิดาท่านดอกหรือ 

            “เติ้งหาน” จึงว่าพวกมันสุมหัวคั่วแห้งกับพวก “ลิห้อย” ถืออำนาจคุมถุงเงินและเครือข่ายไว้อย่างแน่นหนา แต่มันก็มีจิตใจสามานย์ไม่ต่างกับพวกเรา จึงแทนที่จะหวาดระแวงแคลงใจ “ตั๋งเทือก” มันกลับยุยงส่งเสริมให้ตัวเราหาทางเรียกร้องเอาเงินทองให้มากขึ้นหลาย ๆ เท่า เพียงแต่เกี่ยงว่าอย่าไปก่อความรำคาญขอเงินทองของหลวงมาเข้ากระเป๋าเพิ่มเติมให้มันรำคาญอีกเท่านั้นก็เป็นพอ 

            “เติ้งหาน” กล่าวพอสิ้นคำลงก็ได้ยินเสียงตะกุกตะกักที่ด้านหน้าคฤหาสน์ มองผ่านประตูห้องอาหารออกไปก็เห็น “เติ้งเบี้ยว” กำลังเดินกระโผลกกระเผลกเข้ามาในคฤหาสน์ด้วยหน้าตาที่บูดเบี้ยว 

            พอ “เติ้งหาน” เห็นดังนั้นก็หยิบจานกุนเชียงขึ้นจากโต๊ะอาหาร พลางเรียกคนรับใช้ซึ่งยืนปรนนิบัติอยู่ข้าง ๆ แล้วบอกว่าเจ้ารีบเอากุนเชียงนี้ไปเก็บ รอเอาไว้กินพรุ่งนี้ 

            ครั้น “เติ้งเบี้ยว” เดินเข้ามาถึงห้องอาหาร “เติ้งหาน” ก็ทักทายขึ้นก่อนว่าซือตี๋เจ้ากินข้าวอิ่มหนำสำราญมาแล้วสิ จึงมาเยือนเราถึงคฤหาสน์นี้ 

            “เติ้งเบี้ยว” ได้ยินคำถามแบบกันท่าก็ชำเลืองสายตามองบนโต๊ะอาหาร เห็นมีแต่ผัดผักบุ้งครึ่งจาน เต้าหู้ยี้ ถั่วลิสงคั่ว และเศษหมูหยองก้นจานเล็กน้อย ก็รู้ใจผู้เป็นซือเฮียว่าถึงแก่เฒ่าเหลาเหย่ป่านนี้แล้วก็มิได้มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อผู้น้องในไส้เลยแม้แต่นิดเดียว จึงกล่าวว่าข้าพเจ้ากินหูฉลามกับเป๊าฮื้อมาจากงานเลี้ยงอิ่มหนำสำราญดีแล้ว ซือเฮียไม่ต้องเป็นห่วง 

            “เติ้งหาน” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่าถ้าอย่างนั้นเจ้าลืมของฝากจากเหลาไว้ในรถหรืออย่างไร จึงเดินมือเปล่าเข้ามา “เติ้งเบี้ยว” จึงตอบว่าของฝากนั้นน่ะพอมี แต่เป็นกระดูกตีนห่านที่ข้าพเจ้าจะเอาไปฝากสุนัขที่บ้าน 

            สองพี่น้องทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว “เติ้งหาน” ก็บอกให้ “เติ้งเบี้ยว” นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม แล้วถามว่า “เติ้งเบี้ยว” เจ้ากินอิ่มแล้วจึงมาหาเรา ย่อมมีธุระปะปังอย่างไรแน่ 

            “เติ้งเบี้ยว” จึงว่าได้ยินมาว่าซือเฮียรับงานมาจาก “โจสิน” ดำเนินแผนชิงศพสวมวิญญาณ ไล่ “ปี้เซ็ก” ออกจากเก้าอี้ แล้วเอาวิญญาณ “โจสิน” เข้ามาสิงแทน และได้ยินมาว่าซือเฮียท่านได้รับของกำนัลก้อนใหญ่ เท็จจริงเป็นประการใด ข้าพเจ้าใคร่อยากจะฟังจากปากซือเฮียเอง 

            “เติ้งหาน” ได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่า “เติ้งเบี้ยว” ตั้งข้อสงสัยฉะนี้ อาจมีความระแวงแคลงใจหรือได้ยินมาว่าตัวเราได้รับของบรรณาการก้อนใหญ่จาก “โจสิน” หากเรารับตามความจริง มันก็ย่อมจะขอแบ่งปันตามสัดส่วน กระไรเลยจะต้องบ่ายเบี่ยงเลี่ยงฮุ้นดีกว่า 

            คิดดังนั้นแล้ว “เติ้งหาน” จึงกล่าวว่าไอ้ “โจสิน” วันนี้มันเร่ร่อนจรจัดอยู่ต่างแดน ซึ่งจะควักเงินทองจำนวนมากมายนั้นไม่ใช่ของง่าย “เติ้งเบี้ยว” เจ้าไม่ได้ยินพี่ชายของ “โจสิน” มันพูดเองหรือว่าวิสัย “โจสิน” นั้นเป็นคนขี้งกหมกเม็ด เมื่อเป็นเช่นนี้ไหนเลยที่มันจะมอบสินจ้างรางวัลให้แก่เรา 

            “เติ้งเบี้ยว” ได้ฟังดังนั้นก็ส่ายหน้า พลางคิดว่าถึงจะคาดคั้นประการใดผู้เป็นซือเฮียคงไม่บอกความจริง ด้วยเกรงว่าตนเองจะขอแบ่งของบรรณาการ แต่สิ่งที่หวั่นวิตกอยู่ในใจมากกว่าสิ่งใดนั้นคือความกังวลว่าพวก “ปี้เซ็ก” จะถีบไสไล่ส่งออกจากเก้าอี้เสนาบดี อันจะทำให้ลาภยศและวาสนาทั้งหลายที่กำลังไหลมาดุจดั่งกระแสน้ำต้องสิ้นสลายไป 

            “เติ้งเบี้ยว” คิดดังนั้นแล้วจึงกล่าวว่า ซึ่งจะรับแผนการประการใดนั้น ข้าพเจ้าวางใจซือเฮีย แต่หวั่นวิตกว่าการซึ่งซือเฮียเชื้อเชิญพวกพรรคสารเลวต่าง ๆ มาสังสรรค์เสวนาเพื่อจะแก้ไขกฎแผ่นดินนั้น จะทำให้พวก “ปี้เซ็ก” ระแวงแคลงใจ ชะดีร้ายอาจจะไล่พวกเราออกมา 

            “เติ้งหาน” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่าซือตี๋เจ้าไม่รู้น้ำใจซือเฮียเสียเลยหรือ ซึ่งตัวเรานั้นจะทำการสิ่งใดก็รอบคอบรัดกุม ไม่มีช่องโหว่ให้พวกมันมาขับไล่ไสส่งพวกเราได้เป็นอันขาด 

            “เติ้งหาน” แลบลิ้นเลียปากแผลบ แผลบ แล้วกล่าวสืบต่อไปว่าก่อนหน้าที่จะทำการ เราได้ว่ากล่าวกับ “ตั๋งเทือก” มันเรียบร้อยแล้วว่า ณ เวลาบัดนี้พวกปากหอยปากปูและพวกสอดรู้สอดเห็นพากันจับจ้องการทำงานของพวกเราทั้งหมด คอยจับผิด จะกินนิดกินหน่อยกินมากกินหมด มันก็ด่าว่าแฉโพยจนเป็นที่น่ารำคาญ เราจึงถาม “ตั๋งเทือก” ว่ามันไม่คิดจะแก้ไขความรำคาญแบบนี้บ้างหรืออย่างไร 

            “เติ้งหาน” ยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มแล้วแลบลิ้นแผลบ แผลบ จากนั้นก็กล่าวสืบไปว่า นับตั้งแต่เราคบหากับ “ตั๋งเทือก” มาช้านาน ไม่เห็นว่ามันมีกังวลกับสิ่งใด แต่พลันที่เรากล่าวเรื่องนี้ สีหน้าตาของมันดูชื่นบาน ตามีประกายแจ่มใสอย่างเห็นได้ชัด แล้วมันก็ละล่ำละลักถามเราว่า ท่านผู้เฒ่ากล่าวฉะนี้คงมีวิธีการป้องกันแก้ไขแล้วกระมัง 

            “เติ้งหาน” กล่าวอีกว่าพลันที่ได้ยินคำถาม เราก็รู้แจ้งแก่ใจว่าเจาะแทงจุดใจดำของ “ตั๋งเทือก” มันแล้ว จึงบอก “ตั๋งเทือก” มันว่าตัวเราแก่เฒ่าก็เหมือนมะพร้าวห้าวหรือขิงแก่ ย่อมเผ็ดร้อน ซึ่งสิ่งที่ “ตั๋งเทือก” วิตกนั้นเราได้คิดอ่านป้องกันไว้เสร็จสรรพแล้ว มันได้ฟังดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบกล่าวกับเราว่าขอให้ผู้เฒ่ารีบออกแผนอุบายเถิด จะเพิ่มเงินให้กับหน่วยงานที่พวกเราดูแลอีก 70,000 ล้านอีแปะ 

            “เติ้งเบี้ยว” ได้ฟังดังนั้นก็สงสัย จึงถามว่าซือเฮียมีแผนแล้วบอกแผนการใดกับมันหรือ 

            “เติ้งหาน” ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แล้วแลบลิ้นแผลบ แผลบ อีกสองที จากนั้นจึงกล่าวว่าเราจะแสร้งทำเป็นเชื้อเชิญพวกหัวหน้าพรรคร่วมทั้งหลายมาแก้ไขกฎแผ่นดิน เพียงเท่านี้พวกปากหอยปากปูพวกสอดรู้สอดเห็นก็จะเบนสายตาความสนใจมาอยู่ที่เรื่องแก้ไขกฎแผ่นดิน นี่มิเท่ากับเปิดโอกาสให้พวกเราทั้งมวลได้ทำการควักล้วงเงินหลวงได้อย่างสะดวกดายดอกหรือ 

            “เติ้งเบี้ยว” ได้ฟังดังนั้นก็อมยิ้มด้วยริมฝีปากที่สุดจะเบี้ยว แล้วกล่าวว่าความคิดอ่านซือเฮียช่างแหลมคมเสียนี่กระไร แล้ว “ตั๋งเทือก” มันว่าอย่างไร 

            “เติ้งหาน” ได้ฟังดังนั้นจึงคิดแต่ในใจว่า ไอ้กระจอก “เติ้งเบี้ยว” เอย เอ็งคิดจะมาล้วงความลับขอแบ่งของบรรณาการ เราก็จะให้ของบรรณาการแก่เจ้าเอาไปปล่อยข่าวลือต่อไป 

            “เติ้งหาน” คิดดังนั้นแล้วจึงกล่าวว่า “ตั๋งเทือก” มันได้ฟังแผนการของเราแล้วก็หัวร่อดีใจ แล้วยุยงส่งเสริมให้เรารีบทำการตามแผน เพียงแต่ย้ำว่านี่เป็นแผนการทำเป็นตีเหนือ แต่เข้าตีใต้เท่านั้น ผู้เฒ่าอย่าให้เป็นจริงเป็นจังเสียล่ะ 

            “เติ้งเบี้ยว” ได้ยินดังนั้นก็เกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นแว่บหนึ่ง จึงถาม “เติ้งหาน” ว่าเมื่อซือเฮียดำเนินการตามแผนเชื้อเชิญพวกพรรคร่วมมาสุมหัวแก้ไขกฎแผ่นดินฉะนี้ ก็ย่อมสอดคล้องกับความปรารถนาของ “โจสิน” ไม่ใช่หรือ 

            “เติ้งหาน” ได้ฟังคำถามเช่นนั้น พลันรู้สึกสว่างขึ้นในจิตใจ ลอบอมยิ้มที่มุมปาก แต่ชั่วแว่บเดียวก็ทำสีหน้าเป็นปกติ แล้วกล่าวกับ “เติ้งเบี้ยว” ว่ามันเป็นแค่อุบายชิงศพสวมวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องจริงไม่ใช่เรื่องจัง จะสมประโยชน์ของ “โจสิน” มันได้อย่างไร 

            “เติ้งหาน” กล่าวดังนั้นแล้วก็ถาม “เติ้งเบี้ยว” ว่าพักนี้สุขภาพของเจ้าเป็นอย่างไร ดูที่ฝีปากเจ้าบูดเบี้ยวมากกว่าก่อน แต่เราก็อวยพรให้เจ้าอย่าได้มีอันเป็นประการใดไปในช่วงนี้ เนื่องเพราะบุตรและบุตรีของเรายังคงถูกยันต์พระยูไลสะกดอยู่ ไม่อาจฟื้นคืนชีพขึ้นมาโลดแล่นในยุทธจักรได้ ดังนั้นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลเติ้งเราจึงต้องอยู่ที่เจ้าแต่เพียงผู้เดียว 

            “เติ้งหาน” กล่าวแล้วก็ลุกขึ้นยืนเป็นทีว่าจะส่งแขก “เติ้งเบี้ยว” เห็นอาการดังนั้นก็รู้เท่าทันว่า “เติ้งหาน” ผู้พี่จอมขี้เหนียว กลัวว่าจะเปลืองฟืนเปลืองไฟ จึงแสร้งแสดงอาการขับไสไล่ส่งให้รีบกลับบ้าน แต่ก็จำใจลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นข้าพเจ้าก็จะขอลาซือเฮียกลับไปก่อน 

            “เติ้งหาน” จึงกล่าวตอบว่าเจ้ารีบกลับไปพักผ่อนให้เป็นที่สบาย เรารับรองกับเจ้าได้เลยว่าเจ้าจะได้เป็นเสนาบดีไปตราบเท่า “ปี้เซ็ก” มันยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น อย่าหวั่นไหววิตกเลย 

            “เติ้งเบี้ยว” คำนับลา “เติ้งหาน” แล้วเดินทางกลับ ในขณะที่อมยิ้มอยู่ในใจว่าถึงอย่างไรตัวเรานี้ก็ยังได้นั่งเก้าอี้เสนาบดี ยังมีลาภลอยมาเข้ากระเป๋าไม่ขาดระยะ ก็เป็นที่พอใจแล้ว 

            “เติ้งหาน” ยืนมอง “เติ้งเบี้ยว” จนลับตาไปแล้ว จึงเดินกลับเข้ามาในคฤหาสน์ แล้วมานั่งพักที่เก้าอี้โยก พลางโยกตัวไปมา ในขณะที่ในใจก็ครุ่นคิดว่าไอ้ “เติ้งเบี้ยว” มันคิดจะมาขอแบ่งบรรณาการ นอกจากได้แต่ข่าวลวงจากเราไปแล้ว มันยังเผลอแย้มพรายแผนการวิเศษให้เราได้ครุ่นคิดอีก 

            “เติ้งหาน” ใคร่ครวญต่อไปว่า ในเมื่อ “ตั๋งเทือก” มันก็วางใจ “โจสิน” มันก็วางใจให้สินจ้างรางวัลก้อนใหญ่แก่เราแล้ว แต่ก็ถือได้ว่าเป็นแค่โชคสองชั้น กินข้าวสองชาม คำของ “เติ้งเบี้ยว” ในวันนี้คือชามข้าวใบใหญ่ชามที่สาม 

            “เติ้งหาน” คิดต่อไปว่าถ้าหากเราสามารถวางคนของเราเข้าแทนที่ “ปี้เซ็ก” เสียเอง ส่งเสริมคนให้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน “ลงทุนให้คนเป็นฮ่องเต้ ลาภผลไหลหลั่งดังทะเล” โชควาสนาก็จะมาสู่เราเป็นอเนกอนันต์นัก มากกว่าชามข้าวสองชามจาก “โจสิน” และ “ปี้เซ็ก” มากมายนัก 

            คิดดังนั้นแล้ว “เติ้งหาน” จึงสั่งให้เรียก “ซ่งตือ” มาพบเป็นการด่วน สั่งการอย่างเฉียบขาดฉับพลันว่าให้รีบเดินทางไปเมืองตูไป๋ในวันสองวันนี้ ไปบอก “โจสิน” ว่าขณะนี้แผนการที่จะถีบ “ปี้เซ็ก” ตกจากเก้าอี้ ชิงศพสวมวิญญาณนั้น ราบรื่นใกล้ประสพความสำเร็จเต็มที 

            “ซ่งตือ” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ก็ไหนประมุขท่านบอกว่าเป็นแผนการเล่น ๆ หลอก “โจสิน” แล้วไฉนจึงว่าแผนการราบรื่นใกล้ประสพความสำเร็จเล่า 

            “เติ้งหาน” เลียลิ้นแผลบ แผลบ แล้วกล่าวว่าที่ว่าเป็นแผนการเล่น ๆ นั้นเป็นเรื่องที่เรากล่าวกับเจ้า แต่ที่จะว่าแผนการราบรื่นใกล้ประสพความสำเร็จเป็นเรื่องที่เราบอกให้เจ้าไปกล่าวกับ “โจสิน” หากเจ้าไปกล่าวกับมันว่าเป็นเรื่องเล่นๆ ไม่มีทางสำเร็จแล้วมันก็คงเฉดหัวเจ้าในทันใดเป็นแน่ 

            “เติ้งหาน” ตีสีหน้าจริงจังแล้วกล่าวย้ำกับ “ซ่งตือ” ว่าให้เจ้าไปบอกมันตามคำสั่งของเราว่าแผนการราบรื่น แต่พวกบรรดาพรรคร่วมตั้งข้อเกี่ยงงอนว่าซึ่งการจะเปิดยุทธการไล่ “ปี้เซ็ก” ในสภาเช็งเหม็งนั้น หากเสนอชื่อให้ “ฉ่าปื๊ด” เป็นประมุขแทน “ปี้เซ็ก” แล้ว พวกประดานั้นจะไม่ยอมร่วมมือ โดยอ้างว่าขืนให้ “ฉ่าปื๊ด” เป็นประมุข ก็คงถูกพวก “อ้วนพ้ง” หรือไม่ก็ถูกพวก “ซุนลิ้ม” ถีบหัวส่งในไม่ทันข้ามคืน หรือยังไม่ทันออกจากสภาเช็งเหม็งเป็นแน่ 

            ดังนั้นจึงต้องมอบหมายให้เราเป็นผู้กำหนดชื่อประมุขยุทธภพแทนเจ้า “ปี้เซ็ก” ซึ่งฐานะแห่งเรานี้ย่อมเป็นที่เชื่อถือวางใจของเหล่าประดาพรรคร่วม และเมื่อเป็นเช่นนั้น “ปี้เซ็ก” ก็จะถูกถีบตกเก้าอี้ และพรรคอั้งนั้งก็จะได้เป็นแกนหลักของอำนาจใหม่ที่จะก่อตั้งขึ้น เพียงแต่ตัวประมุขยุทธภพจะเป็นผู้ที่เราคัดเลือกเพื่อความสำเร็จของแผนเท่านั้น 

             “ซ่งตือ” ได้ฟังดังนั้นก็ผงกศีรษะหงึก หงึก แต่คงสอบถามด้วยความสงสัยว่าข้าน้อยยินดีรับคำสั่งเดินทางไปตูไป๋ แต่กังวลใจว่า “โจสิน” มันจะยอมรับแผนการนี้หรือ เพราะเมื่อครั้งที่มันตั้ง “ซ่าหมัก” เป็นประมุขยุทธภพนั้น มันก็ได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดมาแล้วว่าเมื่ออำนาจอยู่ในมือ “ซ่าหมัก” ก็ดื้อรั้นไม่ฟังคำสั่ง และยังตั้งกลุ่มแก๊งสี่คน หวังยึดครองอำนาจไว้อย่างถาวรเสียอีก จน “โจสิน” มันต้องคิดอ่านแผนการจ้างโจร “กิมไก๋” ให้ทำการตรวจสอบไล่ “ซ่าหมัก” ออกจากตำแหน่งประมุข แล้วส่งน้องเขยขึ้นนั่งเก้าอี้ประมุขแทน 

            “เติ้งหาน” ได้ฟังดังนั้นก็ตีสีหน้าเคร่งขรึม แล้วกล่าวว่ายามนี้กับยามนั้นต่างกันดุจฟ้าและดิน มีหรือที่ “โจสิน” มันจะมีทางเลือกเป็นอย่างอื่น เจ้าไปว่ากล่าวกับมันตามคำเราก็แล้วกัน 

            “ซ่งตือ” เห็นท่าทีจริงจังแข็งขันก็รีบคำนับลา ในขณะที่ในใจก็คิดคำนึงว่าประมุขเติ้งของเรานี้ ในตัวมีแต่พิษร้ายยิ่งกว่าพิษจงอางผสมพิษหมาบ้าเสียอีก 

            “เติ้งหาน” ยืนมองตามหลัง “ซ่งตือ” ที่กำลังเดินออกไปด้วยหัวใจที่ยิ้มกริ่มว่า เราจะทำบุญคุณลงทุนไว้กับ “ปั่งฉา” ตั้งมันเป็นประมุขเงาแทนตัวเรา ประโลมใจที่อกหักพลาดหวังจากเมื่อครั้ง “ซ่าเหนาะ” เดินแผนยกมันเป็นประมุขยุทธภพ เพียงแต่ขอให้มันอยู่ในโอวาทของเราเหมือน “ซ่งตือ” เท่านั้น การทั้งปวงก็จักสำเร็จดังปรารถนา 

            “เติ้งหาน” คิดดังนั้นแล้วก็เรียก “หนิงก๊ง” มาพบในค่ำคืนวันนั้น สั่งการให้รีบเดินทางขึ้นไปพบเจ้าสำนักผีฟ้า “สุขีขี้กองโต” เป็นการด่วน ให้มันรีบทำนายทายทักว่าในอนาคตอันใกล้จะมีมหาบุรุษชื่อย่อ ป.ปลา มาบังเกิดสยบแผ่นดินให้เป็นสุข พลางคิดต่อไปว่าด้วยแผนการนี้ “โจสิน” มันคงได้ยินข่าว ชาวประชาก็จะพากันเชื่อถือ การทั้งปวงที่เราใคร่ครวญไว้ก็ย่อมใกล้อยู่แค่เอื้อม ฮะฮ่า เสร็จกู เสร็จกู เสร็จกู.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 8:41 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน เสือจรคะนองฤทธิ์

.
.


            เจิ้งหยางศกปีที่ 163 เดือน 4 นับเป็นปีพิเศษที่เดือน 8 มี 2 ครั้งในปีเดียวกัน ดังนั้นแม้เป็นเดือน 4 แต่ก็เหมือนกับเดือน 3 ในยามปีปกติ เป็นแต่ว่าฤดูกาลผันแปรเปลี่ยนแปลงไปจากธรรมดาธรรมชาติที่เคยเป็น นั่นคือการในฟ้าอากาศปีนี้มีความร้อนเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนเป็นอันมาก 

            สภาเช็งเหม็งเปิดประชุมมาเดือนกว่าแล้ว แต่ยังหาสาระแก่นสารอันใดมิได้ เพราะบรรดาสมาชิกของสภาต่างพากันประพฤติตนเยี่ยงสุนัข พอเปิดประชุมพบหน้าค่าตากันก็ถลึงตาดุด่าว่ากล่าวกัน โดยมิได้ยำเกรงหรือไว้เกียรติของสภาเช็งเหม็งที่แต่ละคนก็พล่ามสรรเสริญว่าเป็นสภาอันทรงเกียรติ และยกย่องกันเองแบบสุนัขชอบชูหางว่าต่างก็เป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติ 

            ดังนั้นวันเวลาของสภาเช็งเหม็งจึงแทนที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของอาณาประชาราษฎร์ จึงเป็นไปเพื่อการประกาศความดิบถ่อยเถื่อนของสมาชิกบางพวกบางหมู่ จนเป็นที่กล่าวขานสาปแช่งของอาณาประชาราษฎรทั้งปวง เพราะเมื่อทะเลาะฟัดกัดกันเยี่ยงสุนัขแล้ว ก็ไม่เป็นอันพิจารณาวาระเรื่องราวที่เป็นสารัตถะใด ๆ ของแผ่นดิน 

            มิหนำซ้ำ ยังเล่นแง่เล่นงอนยอกย้อนพลิกผันจนไม่เป็นอันทำงาน ในแต่ละสัปดาห์แม้มีเวลาประชุมน้อยนิดอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ครบองค์ประชุม พอครบองค์ประชุมก็ทะเลาะเบาะแว้งสาปแช่งกันและกัน จนในวันนี้อาณาประชาราษฎร์ล้วนอิดหนาระอาใจ พากันอบรมสั่งสอนบุตรหลานว่าอย่าประพฤติตนเป็นอันธพาลเยี่ยงพวกสภาเช็งเหม็งเป็นอันขาด 

            แม้ว่าสภาเช็งเหม็งจะเปิดประชุมมากว่าเดือนแล้ว แต่พรรคอั้งตั่งก็ยังคงเป็นพรรคหัวขาดเหมือนเดิม เพราะ “โจสิน” นั้นมีวิสัยหวาดระแวงแคลงใจคน ไม่วางใจให้ผู้ใดเป็นตัวแทนทำหน้าที่หัวหน้าพรรคอั้งตั่ง ด้วยเกรงว่าหากโอกาสอำนวยได้สำแดงวิชาฝ่ามือให้ปรากฏก็จะบดบังรัศมีและความนิยมของ “โจสิน” ไป 

            ดังนั้นแม้วันเวลาผ่านมาถึงวันนี้ พรรคอั้งตั่งก็ไม่สามารถสรรหาผู้ใดมาเป็นประมุขพรรคได้ จึงต้องปล่อยให้ “อาหย่ง” อดีตขุนนางของหน่วยงานภายในทำหน้าที่เป็นประมุขพรรคหุ่นเชิดแทน “โจสิน” และเป็นเหตุให้เสียสิทธิ์ในการได้ครองตำแหน่งประมุขฝ่ายค้านในสภาเช็งเหม็ง และทำให้สภาเช็งเหม็งไม่มีผู้นำฝ่ายค้านมาจนถึงวันนี้ 

            ในยามที่ศึกช่วงชิงชัยเพื่อให้ “โจสิน” กลับมาครองอำนาจในแผ่นดินกำลังขับเคลื่อนไปอย่างสับสนอลหม่านนั้น บรรดามังกรการเมืองผู้มีสายตาอันคมกล้า และบรรดาเหล่านักบู๊ที่ดูแลรับผิดชอบด้านความมั่นคงของแผ่นดินก็ได้เห็นการจัดกระบวนรบภายในกระบวนทัพของ “โจสิน” ได้อย่างแจ่มแจ้ง 

            เพราะแม้พวกมันจะสร้างสถานการณ์หมูหมาห่าซาตานด่าว่าฟาดฟันกันเองประดุจสุนัขแย่งชามข้าวก็ไม่ปานนั้น แท้จริงได้มีการจัดสรรปรับขบวนเป็น 5 ขบวนรบใหญ่ 

            ขบวนหนึ่ง เป็นขบวนมวลชนที่เคลื่อนไปบนท้องถนน สร้างความสับสนวุ่นวายไม่หยุดหย่อน โดยมีกลุ่มสามเกลอหัวขวดคือ “หม่าระ” “หม่านัด” “หม่าเต้น” “หม่ากี้” และ “หม่าโต้” คุมขบวน 

            ขบวนหนึ่ง เป็นขบวนกองหลอน คอยปล่อยข่าวข่มขู่คุกคามสร้างความสับสนอลหม่าน ประดุจการสร้างม่านควันบังตา เพื่อให้เกิดความสับสนวุ่นวาย เปิดทางให้หน่วยปฏิบัติการทำการได้โดยสะดวก 

            ขบวนหนึ่ง เป็นกองรบ ทั้งกองรบบนดินและกองรบใต้ดิน ประกอบด้วยอัศวินฝ่ายบู๊ทั้งแก่เฒ่าเหลาเหย่และที่ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ 

            ขบวนหนึ่ง เป็นกองรบในสภาเช็งเหม็ง ทำหน้าที่สกัดขัดขวางไม่ให้ขบวนของ “ปี้เซ็ก” และก๊กฟ้าน้ำเงินที่ถืออำนาจทำการได้โดยสะดวก ตลอดจนล้มล้างขับไล่ไสส่ง “ปี้เซ็ก” ให้ตกเก้าอี้ไปให้จงได้ 

            ขบวนหนึ่ง เป็นขบวนตีฆ้องร้องป่าวที่ทำหน้าที่กลอกตากลอกหูใส่สีตีไข่ให้ผู้คนทั้งปวงหลงใหลได้ปลื้มเชื่อถือในเรื่องราวที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้น เพื่อให้นับถือบูชา “โจสิน” ว่าเป็นพระผู้มาโปรด และชิงชังรังเกียจเหล่าอำมาตย์ราชนิกูลทั้งปวง ว่าเป็นศัตรูที่จะต้องกำจัดให้หมดสิ้น 

            นอกจาก 5 ขบวนรบใหญ่นี้แล้ว ยังมีขบวนที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านนอกฮวนนั้งก๊กอีก 2 ขบวน คือขบวนของ “ฮวยเซ็ง” ที่คอยเตะแข้งตัดขาด่าว่าอยู่ข้างบ้านฮวนนั้งก๊กพวกหนึ่ง และพวกวิญญูชนจอมปลอมที่ตั้งขบวนใหญ่อยู่ที่อิ๋งก๊กอีกขบวนหนึ่ง 

            ดังนั้นเมื่อสภาเช็งเหม็งเปิดประชุม จึงถึงวาระของขบวนรบในสภาเช็งเหม็งที่จะต้องหาทางขับไล่ไสส่ง “ปี้เซ็ก” ให้ตกจากเก้าอี้ไปให้จงได้ แต่ทว่าการหาได้ราบรื่นดังหวังไม่ เพราะวิสัยหลากเผ่าเหล่าโจรที่มาคลุกคลีตีโมงผสมพันธุ์กันอยู่ในพรรคอั้งตั่งนั้นล้วนมีวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ตลอดจนกลยุทธ์สุดยอดวิชาเป็นของตนเอง ต่างแก่งแย่งแข่งดีหวังได้ทั้งความดีความชอบ และถ้าโอกาสอำนวยก็จะฉกฉวยครองอำนาจเสียเองกันทั้งนั้น 

            เพราะเหตุนี้แม้ว่าภายหน้าฉากนอก “ฉ่าปื๊ด” จะได้รับมอบหมายความไว้วางใจให้เป็นแม่ทัพใหญ่ในการสู้รบในสภาเช็งเหม็ง แต่แท้จริงกลับมีขุมข่ายสายเลือดเก่าที่นำโดยสตรีเหล็ก “ซู่รัด” ที่จ้องจับตาความเคลื่อนไหวของ “ฉ่าปื๊ด” โดยมิได้คลายสายตาเลยแม้แต่น้อย 

            เพราะเหล่าประดานี้ต่างก็ดูหมิ่นถิ่นแคลน “ฉ่าปื๊ด” ว่าเป็นพวกเสือจรร่อนเร่มาอาศัยร่มไม้ชายคาพรรคอั้งตั่ง แต่ใช้สุดยอดวิชาสอพลอตอแหลแหกตาถ่างหูจน “โจสิน” หลงเชื่อ ตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่ในสภาเช็งเหม็ง แต่กลับทำตัวตีเสมอ “โจสิน” และไม่เคยเห็นเหล่าผู้กล้าสายเลือดเก่าอยู่ในสายตาเลย คำหนึ่งก็ว่าซากเน่า 111 คำหนึ่งก็ว่าปีศาจ 111 คำหนึ่งก็ว่าผีดิบ 111 ซึ่งเหยียบย่ำทำลายจิตใจของเหล่าเลือดเก่าแห่งคณะของ “ซู่รัด” เป็นนักหนา 

            “ฉ่าปื๊ด” ก็รู้ชะตาตัวดีว่าทุกอริยาบถที่เคลื่อนไหวล้วนไม่เคยรอดไปจากสายตาของกลุ่ม “ซู่รัด” จึงให้หวั่นว่าสักวันหนึ่งจะถูกพวกของ “ซู่รัด” ขัดแข้งเตะขาจนต้องหัวหกก้นขวิด หรือไม่เมื่อเสร็จศึกแล้วก็จะมีสภาพดังคำพังเพยโบราณที่ว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าทหาร ดังนั้น “ฉ่าปื๊ด” จึงจำเป็นต้องจัดวางขุมข่ายกำลังเพื่อป้องกันตน ในขณะเดียวกันก็เพื่อตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่ในอั้งตั่งในวันข้างหน้าด้วย 

            “ฉ่าปื๊ด” ยิ่งคิดอ่านป้องกันระวังตนก็ยิ่งเป็นเหยื่อขี้ปากให้กับกลุ่ม “ซู่รัด” เหล่าประดานี้จึงอิ่มเอมโอชะในจังหวะก้าวของ “ฉ่าปื๊ด” เป็นยิ่งนัก ส่งข่าวทั้งทางตรง ทางอ้อม และรายงานพฤติการณ์ทั้งหลายของ “ฉ่าปื๊ด” ไปยัง “โจสิน” ไม่เว้นแต่ละวัน 

            และที่ขาดไม่ได้ก็คือย้ำแล้วย้ำอีกกับ “โจสิน” ว่ายามลับหลังนั้น “ฉ่าปื๊ด” หาได้ศรัทธานับถือ “โจสิน” เหมือนต่อหน้าไม่ กลับยกตนข่มท่านเหยียบย่ำ คำหนึ่งก็ไอ้สิน สองคำก็อีหอ ซึ่งเป็นที่รู้ดีกันว่าคำสองคำนี้คือคำที่ทิ่มแทงจิตใจของ “โจสิน” มาตั้งแต่ครั้งเก่าก่อน และเป็นเหตุให้ “โจสิน” เมื่อครั้งยังเรืองอำนาจออกคำสั่งลับฟาดฟันสองเด็กน้อยผู้บุตรของ “ฉ่าปื๊ด” จนเกิดเป็นศึกใหญ่ในอดีตมาแล้ว 

            ในสงครามที่ใช้ฝีมือสู้รบ สตรีย่อมมิอาจต่อสู้บุรุษได้ แต่ในสงครามที่ใส่ร้ายป้ายสีใช้ชิวหาเป็นอาวุธนั้น ไหนเลยบุรุษจะสู้สตรีได้ ครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่าน้ำใจ “โจสิน” ก็สั่นไหวไปตามข่าวคราวที่ “ซู่รัด” และคณะรายงานไปให้ทราบ 

            ทว่าวิสัย “โจสิน” นั้นหวาดระแวงแคลงใจ จึงได้สั่งการให้คนใกล้ชิดตรวจสอบข่าวสารในฮวนนั้งก๊กอีกทางหนึ่ง แต่ที่ “โจสิน” คิดก็ไม่ได้ผิดไปจากที่ “ซู่รัด” คาด และเตรียมการจัดวางไว้เป็นอย่างดีแล้ว ดังนั้นไม่ว่าการตรวจสอบข่าวลับไปยังสำนักใด หรือเครือข่ายไหน ต่างก็ยืนยันข้อความตรงกัน 

            รายงานมากหลายถูกส่งกลับไปเมืองตูไป๋ ไปสู่มือของ “โจสิน” มีความตรงกันว่า ณ เวลาบัดนี้ แม้ “ฉ่าปื๊ด” จะได้รับมอบหมายให้เป็นแม่ทัพในสภาเช็งเหม็งก็จริง แต่ใจนั้นกลับฝักใฝ่อยู่กับพวกก๊กน้ำเงินของ “ลิห้อย” เนื่องเพราะผู้บุตรสุดที่รักของ “ฉ่าปื๊ด” นั้นได้อยู่ในอุปถัมภ์ค้ำชูของ “อ้วนป้อม” และ “อ้วนพ้ง” ซึ่งเหล่าประดานี้ต่างทอดไมตรีอุปถัมภ์ค้ำชู “ฉ่าปื๊ด” ยิ่งกว่าที่ “ฉ่าปื๊ด” ได้รับอุปถัมภ์ค้ำชูจาก “โจสิน” มากมายนัก 

            รายงานยังปรากฏอีกว่า “ฉ่าปื๊ด” นั้นมีความปรารถนาแรงกล้าที่จะนั่งเก้าอี้แทน “ปี้เซ็ก” แต่ไม่ยอมรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอั้งตั่งเป็นอันขาด โดยระบุเหตุผลบทเรียนเมื่อครั้งที่ “ซ่าหมัก” ดำรงตำแหน่งประมุขพรรคอั้งตั่งว่า จะต้องเสี่ยงต่อความรับผิดชอบและเท่ากับมอบชีวิตให้อยู่ในมือของ “โจสิน” ที่จะกระชับเมื่อใดก็ตายเมื่อนั้น ดังนั้น “ฉ่าปื๊ด” จึงไม่ยอมรับฐานะประมุขพรรคอั้งตั่งเป็นอันขาด แต่ต้องการอำนาจที่จะเป็นประมุขของแผ่นดินสถานเดียว 

            “โจสิน” ทราบความแล้วจึงหวาดระแวง “ฉ่าปื๊ด” ว่าเอาใจออกหากไปเข้าข้างพวก “อ้วนป้อม” และ “อ้วนพ้ง” ดังนั้น “โจสิน” จึงไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะให้เสนอชื่อ “ฉ่าปื๊ด” เป็นประมุขแผ่นดินแทน “ปี้เซ็ก” ในศึกใหญ่ที่จะกระทำกันในสภาเช็ง  เหม็ง 

            แต่ทว่ายามนี้ “โจสิน” อยู่แดนไกล ใครต่อใครที่ติดต่อก็มีแต่พวกปากหวานเอาอกเอาใจ แต่ความในใจจะเป็นอย่างไร “โจสิน” มันก็รู้เป็นอย่างดีว่าคนประดานี้ยอมทำทุกอย่าง แม้ให้อมหางสุนัขก็ทำได้ ขอเพียงให้ได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์เท่านั้น 

            มิหนำซ้ำ ต่างคนต่างก็ตั้งกลุ่มหาพวกเพื่อให้หนุนตนเองขึ้นเป็นใหญ่ ดังนั้นจึงมีการผลักดันให้ “เหม่งขวัญ” ขันทีผีตายซากขึ้นเป็นคู่แข่งแทน “ฉ่าปื๊ด” ในขณะที่หน่วยกำลังในสภาเช็งเหม็งกลับสนับสนุนให้ “ปี้หวัน” ลุกจากรองประธานสภาเช็งเหม็งเข้ามาเป็นคู่แข่งประมุขแผ่นดินแทน “ปี้เซ็ก” 

            เพียงแค่ “โจสิน” หวั่นไหวไม่วางใจ “ฉ่าปื๊ด” เท่านั้น เกมกลก็เข้าทางของ “ซู่รัด” เพราะไม่ว่าจะเป็น “เหม่งขวัญ” หรือ “ปี้หวัน” ก็ตามที ในสายตาของ “ซู่รัด” แล้วย่อมดีกว่าและเป็นประโยชน์ต่อสายเลือดเก่ายิ่งกว่า “ฉ่าปื๊ด” มากมายนัก 

            แต่กระนั้น “ซู่รัด” ก็ตระหนักดีแก่ใจว่า ทั้ง “ปี้หวัน” และ “เหม่งขวัญ” ต่างก็ไม่ใช่วัวเคยขา ม้าเคยขี่ ไม่ใช่คู่ปี้กันมาแต่ก่อน หากส่งเสริมคนเทือกนี้ขึ้นเป็นใหญ่ก็ไม่ต่างอันใดกับเอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม 

            “ซู่รัด” นั้นนับว่าเป็นสตรีเหล็กทางการเมืองที่ท่องยุทธจักรมาช้านาน มีไมตรีจิตมิตรภาพอันลึกล้ำกับ “ปั่งฉา” มาแต่ก่อน และรู้ดีว่าถ้าได้หนุน “ปั่งฉา” คนอนาถาขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้ว ก็เหมือนกับเด็กปั้นหรือลูกกรอกหรือกุมารทองที่เสกสร้างขึ้น “ปั่งฉา” ก็จะอยู่ในโอวาท เหมือนสุนัขเชื่องที่ถูกเลี้ยงไว้ในบ้านกระนั้น 

            ยิ่งกว่านั้น “ซู่รัด” ก็ทราบเป็นอันดีว่าหากหนุน “ปั่งฉา” ขึ้นเป็นประมุขแล้ว ยังจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคเหยินเหมินของ “ซ่าเหนาะ” และพรรค “แบ่งกันเจี๊ยะ” ซึ่ง “ปั่งฉา” เคยเป็นประมุขมาก่อนอีกส่วนหนึ่ง ทั้งยังระแคะระคายด้วยว่าหากสนับสนุน “ปั่งฉา” แล้ว ก็จะได้รับเสียงสนับสนุนทั้งจากพวก “เติ้งหาน” รวมทั้งอาจได้รับแรงหนุนจากพวก “ลิห้อย” ด้วย 

            “ซู่รัด” คาดคิดคำนวณบวกลบคูณหารเป็นอันดีแล้ว จึงตกลงใจที่จะปั้นกุมารทองผู้เคยผิดหวังในการเลือกประมุขครั้งก่อนคือ “ปั่งฉา” ขึ้นเป็นประมุขของแผ่นดินสืบแทน “ปี้เซ็ก” 

            “ซู่รัด” เรียกประชุมกลุ่มสายเลือดเก่าอย่างเงียบกริบ แจ้งการตกลงใจหนุน “ปั่งฉา” ขึ้นเป็นประมุขแผ่นดินแทน “ปี้เซ็ก” 

            “ซู่รัด” กล่าวปราศรัยด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวานยียวนรัญจวนใจในเรือนรับรองสีชมพูดูซาบซ่าน กับกลุ่มเลือดเก่าวงในใกล้ชิดว่า ซึ่งจะหักหน้า “ฉ่าปื๊ด” ให้มอดม้วยจมธรณีนั้น ไม่มีใครดีไปกว่า “ปั่งฉา” 

            ในขณะที่ทุกคนยังงุนงงสงสัยว่าไฉนสตรีเหล็ก “ซู่รัด” จะไปผลักดันเอาคนนอกพรรคอั้งตั่งขึ้นเป็นประมุขแผ่นดินนั้น “ซู่รัด” ตรวจดูบรรยากาศก็รู้เท่าทัน จึงไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดทันได้กล่าว กลับกล่าวสืบต่อไปว่า 

            คราก่อนนั้นประมุข “โจสิน” หลงเชื่อคำของ “ซ่าเหนาะ” ยอมสนับสนุนให้ “ปั่งฉา” เป็นคู่แข่งกับ “ปี้เซ็ก” ในสภาเช็งเหม็ง นั่นเพราะมีความวางใจและมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ “ปั่งฉา” มาแต่ก่อน หากเราสนับสนุน “ปั่งฉา” ก็เป็นการง่ายที่จะได้รับความเห็นชอบจาก “โจสิน” เพียงแค่ประการเดียวนี้ “ฉ่าปื๊ด” ก็ตกกระป๋องไปอยู่ในท้องกระโถนแล้ว 

            “ซู่รัด” กล่าวสืบต่อไปว่าถ้าเราสนับสนุน “ปั่งฉา” เป็นประมุขแผ่นดิน ก็เป็นไปได้ที่พรรคของ “เติ้งหาน” “ลิห้อย” และพรรค “แบ่งกันเจี๊ยะ” ตลอดจนพรรคกระจอกงอกง่อยทั้งหลายจะยินยอมพร้อมใจสนับสนุน คำนวณนับนิ้วมือแล้วย่อมได้จำนวนมากกว่าพรรคของ “ปี้เซ็ก” มากมายนัก นี่คือชัยชนะที่ปรากฏชัดตั้งแต่ต้นแล้ว 

            “ซู่รัด” กล่าวดังนั้นแล้วจึงย้ำกับทุกคนว่า นี่คือแผนที่ล้ำเลิศที่สุดที่จะถีบ “ปี้เซ็ก” ตกเก้าอี้ได้ ทั้งจะฉีกหน้าเตะ “ฉ่าปื๊ด” ให้ตกไปอยู่ในกระโถนได้ และเมื่อใดที่ “ปั่งฉา” ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขของแผ่นดิน มันย่อมมิต่างจากกุมารทองที่ต้องสำนึกบุญคุณของตัวเราผู้ปลุกเสก ย่อมจะอยู่ในโอวาทและคำสั่งทุกประการเป็นแน่แท้ 

            “ซู่รัด” กล่าวแล้วก็มองหน้าทุกผู้คนว่าจะมีความคิดเห็นเป็นประการใด แต่เหล่าบรรดาพวกห้อยโหนทั้งหลายเมื่อได้ฟังเหตุและผลต้นปลายของ “ซู่รัด” แล้วพากันซี๊ดปากดีดนิ้วเป๊าะแป๊ะ กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ซู่รัด” ท่านสมเป็นวีรสตรีของแผ่นดินโดยแท้ ยามนี้ทุกคนกำลังสับสนวุ่นวาย หามีผู้ใดที่คิดการใหญ่ได้ทะลุปรุโปร่งเหมือน “ซู่รัด” ท่านไม่ พวกเราทุกคนพร้อมติดตามการนำของท่านไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว จะบุกป่าฝ่าดงเงินทองประการใดก็พร้อมใจอย่างเต็มที่ 

            “ซู่รัด” ได้กล่าวยืนยันเพื่อความมั่นใจในตอนท้ายว่า การซึ่งเรานำมากล่าวฉะนี้ เราได้ปรึกษาหารือกับ “โจสิน” เป็นที่ตกลงปลงใจแล้ว มอบหมายให้เราเดินหน้า และยังย้ำว่าให้ทำการให้สำเร็จ เพราะประมุข “โจสิน” ห่างแผ่นดินเกิดไปช้านานแล้ว มีความประหวัดถึง อยากกลับบ้านเต็มประดา 

            “ซู่รัด” กล่าวแล้วก็เชิดหน้าเป็นนัยบอกว่า ในประดาคนทั้งปวงนั้น ตัวเรานี่แหละที่เป็นคู่สร้างที่สั่งสมบารมีในยุทธจักรเคียงคู่กับ “โจสิน” มาตั้งแต่ครั้งเก่าก่อน นอกในบนล่างเปิดลับประการใดจะหาใครไหนรู้ดีเท่าตัวเราไม่ 

            เมื่อได้รับความเห็นชอบยินยอมพร้อมใจของเหล่าเลือดเก่าเป็นอันดีแล้ว “ซู่รัด” ก็นัดหมายกับ “ปั่งฉา” พร้อมแสดงความปรารถนาที่จะสนับสนุนให้เป็นใหญ่กว่าใครในแผ่นดิน 

            “ปั่งฉา” พอได้ยินความตามที่ “ซู่รัด” กล่าวก็ตกตะลึง สำคัญผิดคิดว่า “เติ้งหาน” ได้ประสานมายัง “ซู่รัด” แล้ว จึงบอกเล่าข่าวคราวทั้งปวงตามที่ได้ปรึกษาหารือมากับ “เติ้งหาน” ให้ “ซู่รัด” ฟังทุกประการ 

            “ซู่รัด” ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ แต่ชั่วแวบเดียวก็ตั้งสติได้ รีบชิงกล่าวว่าที่ “เติ้งหาน” กล่าวกับ “ปั่งฉา” ท่านนั้นหาใช่ความคิดของมันเองไม่ หากเป็นแผนการที่เราปรึกษาหารือกับ “โจสิน” ก่อนแล้ว จึงประสานกับ “เติ้งหาน” เพื่อเดินงานนี้ให้สำเร็จ แต่มิคิดว่า “เติ้งหาน” จะเดินงานได้รวดเร็วยิ่งกว่าข้าพเจ้าเสียอีก 

            “ปั่งฉา” ได้ฟังดังนั้นก็เชื่อตามที่ “ซู่รัด” กล่าว เพราะคิดคำนึงแล้วก็เห็นจริงเห็นจังว่าลำพังแต่ “เติ้งหาน” ไหนเลยจะคิดการใหญ่ชิงชัยในสภาเช็งเหม็งได้ การที่ “เติ้งหาน” เร่งประสานมายังตัวเราก่อนนั้น ก็เป็นวิสัยของ “เติ้งหาน” ที่รู้กันเป็นอันดีว่าต้องการสร้างบุญคุณเพื่อครองใจเอาไว้ก่อน 

            “ปั่งฉา” เมื่อใคร่ครวญเชื่อสนิทใจเช่นนั้นแล้ว ก็คุกเข่าลงคำนับ “ซู่รัด” พลางกล่าวว่าข้าพเจ้านึกไม่ถึงว่า “ซู่รัด” ท่านจะมีน้ำใจไมตรีกับข้าพเจ้าถึงปานนี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวคำสัตย์ไว้กับท่านว่ามาดแม้นการสำเร็จดังปรารถนาแล้ว ข้าพเจ้าจะยอมเป็นบ่าวไพร่ให้ท่านช่วงใช้ ไม่ติดขัดเลย ให้เทพยดาอารักษ์รักษาคำสัตย์นี้ไว้ และขอความกรุณาท่านได้แจ้งความจริงใจของข้าพเจ้าให้ “โจสิน” ทราบด้วย 

            “ซู่รัด” เห็นดังนั้นก็กระหยิ่มยิ้มย่อง รีบโผเข้าประคอง “ปั่งฉา” แล้วกล่าวว่าท่านอย่าได้มากความ มากธรรมเนียมเลย ความจริงใจของท่านนั้นข้าพเจ้ารู้แจ้งกระจ่างใจมาช้านานแล้ว จึงวางใจสนับสนุนและมุ่งหวังให้ท่านทำการใหญ่ให้สำเร็จ ท่านนำ “โจสิน” กลับมาตุภูมิได้เมื่อใด เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ย่อมเป็นสุข ตัวท่านก็จะมีลาภยศสุขสรรเสริญที่เสพไม่สิ้นเลย 

            “ปั่งฉา” ลุกขึ้นแล้วค้อมตัวกล่าวกับ “ซู่รัด” ด้วยน้ำเสียงอันนอบน้อมว่า เมื่อข้าพเจ้าได้รับแจ้งจาก “เติ้งหาน” แล้ว ก็ได้ไปกราบพระอาจารย์ที่วัดป่า ขอพรชัยให้ประสพความสำเร็จดังปรารถนา ซึ่งครานี้พระอาจารย์พยักหน้าด้วยความยินดี และยังกล่าวอีกว่าประมุขของแผ่นดินนั้นสุดแท้แต่บุญและกรรม ซึ่งมิทราบว่าหมายความประการใด 

            “ซู่รัด” ได้ฟังดังนั้นก็ประหวั่นในใจ เพราะคำกล่าวทำนองนี้เป็นคำกล่าวที่พระอาจารย์ก็เคยกล่าวกับ “โจสิน” ก่อนจะสิ้นอำนาจ ทำให้ประหวั่นคิดว่าการทั้งนี้ความคิดเราจะประสบอุปสรรคมากกว่าจะสำเร็จหรืออย่างไร แต่ก็ข่มใจในพริบตาแล้วปลอบประโลม “ปั่งฉา” ว่านี่คือคำอันเป็นมงคลแท้ เพราะซึ่งจะเป็นประมุขแผ่นดินนั้นก็ต้องเนื่องแต่บุญกรรม ท่านพึงสร้างกำลังใจและตั้งหน้าทำการไปให้สำเร็จเถิด 

            “ปั่งฉา” คำนับลา “ซู่รัด” และจากนั้นก็นัดพวกพ้องมาสังสรรค์ตั้งตาคอยท่ารอโชควาสนาที่กำลังจะมาถึงตัว แต่ทว่ากำแพงมีหูประตูมีตา เหล่าประดาคนที่ “ปั่งฉา” นัดมาเลี้ยงฉลองแสดงความยินดีกันล่วงหน้า กลับนำพาเอาความในที่ลับไปเปิดในที่แจ้ง ดังนั้นไม่ทันนานข่าวคราวทั้งหลายก็ล่วงรู้ไปถึงหูของ “ฉ่าปื๊ด” 

            “ฉ่าปื๊ด” พอทราบความก็เคียดแค้นชิงชัง “โจสิน” และ “ซู่รัด” เป็นยิ่งนัก ในขณะเดียวกันก็รู้ชะตาตัวว่าเห็นทีจะเข้าตำราเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าทหารเสียเป็นแน่แล้ว ก็แลเมื่ออนาคตในพรรคอั้งตั่งดับมอดสนิทฉะนี้แล้ว เหตุไฉนจะปล่อยให้คนประดานั้นมีโอกาสเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จำจะวางเพลิงเผาพรรคอั้งตั่งให้มอดไหม้เป็นจุณเสียจะดีกว่า 

            วันถัดมา “ฉ่าปื๊ด” จึงป่าวประกาศกับพวกบรรดานักตีฆ้องร้องป่าวทั้งหลายด่าว่าประจานว่าพรรคอั้งตั่งจะถึงกาลพินาศฉิบหาย เพราะนางมารร้ายที่เป็นผีตายซากกลับไม่ยอมอยู่ในหลุม แต่ออกมาหลอกหลอนจนปั่นป่วนไปทั่ว 

            มิหนำซ้ำ “ฉ่าปื๊ด” ยังกล่าวหาว่าพรรคอั้งตั่งในวันนี้จะป่นปี้เพราะมีขบวนการสิบสหายยึดครองอำนาจพรรค เดินหนทางเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองล้มฮ่องเต้เสียเป็นแน่ 

            สิ้นเสียงของ “ฉ่าปื๊ด” บรรดานักตีฆ้องร้องป่าวก็ป่าวร้องเป็นข่าวคราวใหญ่โตก้องกระหึ่มไปทั้งบ้านทั้งเมือง ในขณะที่พวกก๊กเหลืองได้เสพข่าวนี้แล้วก็ดีใจจนเนื้อเต้น ด้วยคำนึงว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ขบวนรบใหญ่ของ “โจสิน” ในสภาเช็งเหม็งคงจะพินาศสิ้นเป็นแน่ 

            กระบวนท่าล้างบ้านเผาเมืองของ “ฉ่าปื๊ด” ส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปทุกขบวนรบ กระทบต่อแผนการเคลื่อนพลล้นถนนของเหล่าสามเกลอที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นก่อนเคลื่อนพลอย่างรุนแรง ดังนั้นกลุ่มสามเกลอหัวขวดจึงเร่งรีบประชุมปรึกษาเป็นการฉุกเฉิน เล็งเห็นต้องกันว่าถ้าปล่อยให้ “ฉ่าปื๊ด” ล้างบ้านเผาเมืองฉะนี้ พรรคอั้งตั่งก็จะแตกสลาย ถึงแม้ขบวนรบอื่นจะดำรงอยู่ แต่ก็ไม่มีทางแย่งยึดอำนาจในสภาเช็งเหม็งให้กับ “โจสิน” ได้ 

            ดังนั้นพวกมันจึงตกลงปลงใจเดินหน้าสองกลยุทธ์ หนึ่ง คือฟาดกะโหลก “ฉ่าปื๊ด” สอง เคลื่อนพลใหญ่ไล่ “ปี้เซ็ก” ภายใต้ยุทธการแดงเป็นล้านล้างผลาญแผ่นดินต่อไป.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Tue Oct 04, 2011 10:19 am

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ศึกโจ๊กรุมเจี๊ยะ

.
.


            เจิ้งหยางศกปีที่ 163 เดือน 4 ข้างแรม ศึกเลียขาเลียแข้งเพื่อแย่งความชอบภายใต้ระบอบโจสินขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น กระบวนการขัดแข้งขัดขา “ฉ่าปื๊ด” ดำเนินไปอย่างยั้วเยี้ยยุบยับ จนขยับแผนรุกในสภาเช็งเหม็งไม่ได้ 

            ดังนั้นเพื่อชะลอความแตกแยก “โจสิน” จึงจำใจต้องให้ระงับแผนการศึกในสภาเช็งเหม็งเอาไว้ก่อน เนื่องจากขณะนั้นแก๊งสามเกลอหัวเน่าได้เสนอแผนการอันบันลือลั่น เกริกฟ้าก้องดิน ที่ขนาด “โจสิน” พิจารณาดูแล้วดูเล่าก็ไม่เห็นช่องโหว่หรือจุดอ่อนแต่ประการใด 

            เพราะเป็นแผนการที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่แม้แต่บรรดาจอมทัพจอมยุทธ์หรือจอมยัดทั้งหลายตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบันก็ไม่เคยคิดฝันสร้างสรรค์มาก่อนเลย อา! มันช่างเป็นแผนที่ล้ำเลิศและมหัศจรรย์ที่จะทำฝันให้เป็นจริงได้ในพริบตา 

            “โจสิน” อ่านแผนการที่สามเกลอหัวเน่าส่งมาอย่างเร่งด่วน ทบทวนหลายสิบครั้งก็ยังไม่เห็นช่องโหว่จุดอ่อน รอบแล้วรอบเล่าที่อ่านผ่านไป ใบหน้า “โจสิน” ก็ค่อยเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส สีเลือดค่อย ๆ แดงก่ำตามใบหน้า พลางรำพึงรำพันด้วยความยินดีปรีดาว่าเป็นบุญเราเหลือหลายที่ได้สามเกลอหัวเน่ามาเป็นขุนพลคู่บารมี พวกมันสามตัวนี้แม้หน้าเหมือนผี สีกายเหมือนเปรต แต่ช่างมีมันสมองอันล้ำลึกยิ่งกว่าพวกขุนศึกขี้เท่อที่เราสู้ทุ่มเทซื้อหามามากมายหลายเท่านัก 

            “โจสิน” เผลอตัวรำพึงอยู่คนเดียวว่าลงทุนวันละร้อยล้านอีแปะ เพียงแค่สามวันสถานการณ์ก็จะพลิกผัน แปรให้เราจากที่ต้องร่อนเร่พเนจรอยู่แดนไกล ได้กลับคืนสู่อำนาจอันยิ่งใหญ่ดังแต่ก่อน ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก เป็นบุญของเราแท้ ๆ ที่มีพวกหัวแย้หัวเน่าเข้ามารับใช้ใกล้ชิดฉะนี้ 

            “โจสิน” อ่านทบทวนแผนการ “เลือดแดงไหลแรงทั้งแผ่นดิน” เป็นครั้งสุดท้าย จนแทบท่องได้ขึ้นใจ ความในแผนการนั้นมีว่า 

            “แผนยุทธการเลือดแดงไหลแรงทั้งแผ่นดิน ระดมพลังมวลมหาประชาราษฎร์ทุกเชื้อชาติชั้นชน ระดมผู้คนนับล้านด้วยยานพาหนะนับแสน แต่ละคนพกพาเสบียงกรังหวังทำศึกเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสามวัน ถือน้ำมันมาคนละขวด ระดมพลทุกเหล่าเข้าโหมโรมรันประจัญบานพร้อมกัน บุกกรุงให้ราบเป็นหน้ากลอง เผาให้เรียบเป็นทะเลเพลิง วันที่สี่สถาปนา “โจสิน” ขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ กำจัดอริราชศัตรู กวาดล้างคู่ปรปักษ์ พิทักษ์แผ่นดิน” 

            “โจสิน” อ่านบทสรุปแผนยุทธการเลือดแดงไหลแรงทั้งแผ่นดิน ซึ่งพรรณนาหลักการการศึกใหญ่ ในขณะที่ใบหน้าก็จ้องมองฟ้าด้านตะวันออก หยาดน้ำตาเริ่มไหลซึม พร้อมกับรำพึงว่าอีกไม่นานเราจะกลับบ้านแล้ว อีกไม่นานเราจะกลับบ้านแล้ว 

            “โจสิน” ขยับอ่านแผนการในรายละเอียดต่อไป ด้วยจิตใจที่กระตือรือร้น แม้ว่าจะได้ทนอ่านมาแล้วหลายครั้งหลายหน แต่ในที่สุด “โจสิน” ก็มีความเบิกบานเป็นที่ยิ่ง ค่อยๆ บรรจงอ่านในรายละเอียดไปทีละวรรคทีละตอน มีความว่า 

            “วันแรม 4 ค่ำ เดือน 4 ถึงวันแรม 11 ค่ำ เดือน 4 โหมไฟให้ร้อนแรงทั้งแดนดิน ข่มขวัญอำมาตย์ บำรุงน้ำใจราษฎรให้ฮึกห้าวเหิมหาญ ตัดไม้ข่มนาม เหยียดหยามข้าศึก 

            วันแรม 12 ค่ำ เดือน 4 เทศาตรีฤกษ์ ระดมพลแขวงเมืองกรุงและโดยรอบจำนวน 150,000 คน เข้ายึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญ 6 จุด หยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับที่ คนในห้ามออก คนนอกห้ามเข้า ปิดประตูเตรียมตีแมว เขย่าขวัญอำมาตย์ให้เผ่นแจวออกไปอยู่ด้านนอก หรือแม้นอยู่ด้านในก็ด้วยใจว้าวุ่น รอรวมศูนย์กำลังเข้าตี 

            ในวันเดียวกันนี้ ชุมนุมพล 150,000 คน ไว้ทางภาคเหนือ ระยะ 600 ลี้ รถราม้าศึก 50,000 คัน ชุมนุมพล 150,000 คน ไว้ทางต้นประตูภาคอีสาน ระยะ 600 ลี้ รถราม้าศึก 50,000 คัน เตรียมตั้งขบวนทัพเรือที่แขวงกรุงเก่า 100 ลำ กำลังพล 10,000 คน เตรียมล่องมาตามแม่น้ำหวางเหอ โชว์แสนยานุภาพเขย่าขวัญหัวหน้าอำมาตย์ใหญ่ให้ระย่อท้อถอย 

            วันแรม 13 ค่ำ เดือน 4 เคลื่อนพลจากทุกทิศแยกเป็น 10 ขบวนทัพ เป็นทัพบก 9 ทัพ ทัพเรืออีก 1 ทัพ พลรวม 100 หมื่น รถราม้าศึก 100,000 เรือ 100 ลำ โหมโรมรุกเข้าบุกกรุงพร้อมกัน 

            วันแรม 14 ค่ำ เดือน 4 เป็นวันเผด็จศึก ทุกทิศทุกทัพทุกชีวิตร่วมพิชิตอำมาตย์ ประกาศสร้างฮวนนั้งก๊กใหม่ ฉลองชัย “โจสิน” ขึ้นครองแผ่นดิน” 

             “โจสิน” อ่านรายละเอียดของแผนการจบลงแล้วก็หัวร่อร่วนดังลั่น พลางรำพึงขึ้นอีกครั้งหนึ่งว่า “ปี้เซ็ก” เจ้าเด็กน้อย พลพรรคของเจ้าอ่อนด้อยไร้ค่า ไร้มหาชนรองรับ ดีแต่ตีฝีปาก เล่นเล่ห์เพทุบาย เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพมวลมหาประชาชนเช่นนี้ เจ้าจะมีกำลังจากที่ไหนมารับมือ 

            “โจสิน” รำพึงอีกว่า “ปี้เซ็ก” เจ้าจะอาศัยได้ก็แต่พวก “อ้วนป้อม” “อ้วนพ้ง” ซึ่งพวกมันประดานี้ไม่มีแก่ใจทำศึก แต่ละวันคิดนึกแค่จะหานารีและเศษเลยจากการจับจ่ายใช้สอยซื้อข้าวของ ทั้งเรายังกุมความลับส่วนตัวของมันไว้แน่นหนา คงไม่กล้ามาต่อกรกับแสนยานุภาพของมหาชนเป็นแน่แท้ ทั้งขณะนี้พวกของ “ซุนลิ้ม” ก็วางเฉย ใช้กลยุทธ์ขึ้นบนภูดูสุนัขกัดกัน เห็นจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยว ส่วนพวก “ลิห้อย” เล่าก็กำลังเมามันด้วยการเสพสุขและแสวงหาประโยชน์จากอำนาจที่ไม่เคยพานพบมาแต่ก่อน ถึงพวกมันจะดุร้ายคล้ายกับหมาจิ้งจอก แต่ยามนี้ก็เป็นยามที่พวกมันกำลังแทะเนื้ออยู่ ไหนเลยจะมาวอแวให้ยุ่งยากแก่เรา “ปี้เซ็ก” เด็กน้อยเอ๋ย คราวนี้เจ้าคงเสร็จ กระเด็นกระดอนชนิดคิดไม่ถึงเป็นแน่นอน 

            “โจสิน” รำพึงอีกว่า นี่แค่กระบวนรบกระบวนเดียวก็ไม่เห็นวี่แววว่า “ปี้เซ็ก” เจ้าเด็กน้อยจะรับมือได้ ส่วนเราเล่านอกจากกระบวนมวลมหาชนตามยุทธการเลือดแดงไหลแรงทั้งแผ่นดินแล้ว เรายังเตรียมกระบวนรบไว้อีกหลายกระบวน 

            กระบวนหนึ่งนั้น “เล่าจิ๋ว” ก็ไปจัดวางไว้อย่างพรั่งพร้อมในชายแดนด้านทักษิณ รอวันจุดระเบิดเพลิงก็จะวุ่นวายสับสนอลหม่าน 

            กระบวนหนึ่ง “ฮวยเซ็ง” สหายเก่าก็เตรียมกำลังพรั่งพร้อมที่จะโหมโจมตีฮวนนั้งก๊ก ให้เกิดสภาพพะวกหน้าพะวงหลัง ดึงกำลังของพวก “อ้วนป้อม” “อ้วนพ้ง” จากเมืองกรุงให้มุ่งออกไปชายแดน ทำให้เมืองกรุงว่างเปล่า เราจะทำการได้โดยสะดวก 

            กระบวนหนึ่ง พวก “ปั๋งลบ” และ “เซ่งอั๊ง” ก็ตั้งขบวนกองรบบนดิน ใต้ดิน นอกแบบ ในแบบ พร้อมรุกรบแบบสายฟ้าแล่บในทันที 

            “โจสิน” คำนึงว่ามาดแม้นกระบวนรบทุกกระบวนโหมกระหน่ำเข้าตีพร้อมกัน ต่อให้ “ปี้เซ็ก” เจ้าเด็กน้อยมีปีกบินขึ้นบนฟ้า ใส่เกล็ดปลาหนีลงน้ำ หรือแปลงตัวเป็นมดมุดลงรูใต้พื้นดิน ก็ไม่มีวันที่จะรอดพ้นอุ้งหัตถ์แห่งมัจจุราชไปได้เลย 

            เสียงฮา ฮา ฮา ดังลั่นกึกก้อง “โจสิน” ให้คึกคะนองเป็นยิ่งนัก รีบเรียกจ้ง  ก้วงคนสนิทมาสั่งการให้เบิกจ่ายงบประมาณไม่อั้น ให้ทุกขบวนรบเคลื่อนพลรุกรบชิงเมืองตามวันเวลาที่กำหนดอย่างพร้อมเพรียงกัน 

            “โจสิน” ยังสั่งกำชับด้วยว่าเพื่อปลุกปลอบขวัญกำลังใจให้กับเหล่านักรบ ตัวเราจะนำหน้าออกศึก ประกาศลั่นฆ้องชัย กระทืบหัวใจอำมาตย์ ประกาศความฮึกเหิมของมหาชน สั่งเคลื่อนพลด้วยตนเอง 

            พลันที่ “โจสิน” สั่งการ เส้นท่องบประมาณก็หลั่งไหลประดุจดั่งฝนห่าใหญ่ตกลงในหน้าร้อน ชะโลมใจบรรดาสาวกและลิ่วล้อทั้งหลายให้กระชุ่มกระชวยถ้วนหน้าดุจดั่งปลาช่อนได้น้ำ 

            ความกระปรี้กระเปร่า ความฮึกห้าวคึกคัก เสียงข่มขู่คุกคามข่มขวัญกระหึ่มก้องเหนือบรรยากาศฮวนนั้งก๊ก จนทุกหัวระแหงทุกซอกทุกมุมทุกผู้ทุกคนพากันตื่นตระหนกตกใจในภัยอันตรายอันใหญ่หลวงที่กำลังใกล้เข้ามา 

            ฝูงชนได้แต่หวาดผวากองทัพอั้งนั้ง ทั้งทัพบก ทัพเรือ ที่จะบุกเข้ามาวางเพลิงเผากรุงให้ราบเป็นทะเลเพลิง ทั้งความทรงจำเก่า ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันตรุษปีก่อน ที่มีการเผาบ้านเผาเมืองอย่างขนานใหญ่นั้นยังฝังซึ้งตรึงใจชาวฮวนนั้งก๊ก ก็ได้หวนกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นในแต่ละวันเวลาปวงประชาจึงพากันวิตกทุกข์ร้อน เตรียมปิดกิจการบ้านเรือนและป้องกันระวังภัย 

            เสียงข่มขู่ข่มขวัญกึกก้องดุจดั่งฟ้าคะนองยามฤดูฝน ทำให้ “ปี้เซ็ก” “ตั๋งเทือก” “ลิห้อย” และเหล่าหุ้นส่วนกิจการกินเมืองทั้งหลายต้องพากันหวาดหวั่นขวัญหายไปตามกัน 

            “ตั๋งเทือก” เสนอให้จัดตั้งกองกำลังพิทักษ์กรุงขึ้นรับศึก จัดระบบป้องกันภัยให้ “ปี้เซ็ก” อย่างแน่นหนา ถนอมรักษายิ่งกว่าไข่ในหิน เพราะถ้า “ปี้เซ็ก” ยังอยู่ตราบใด ความยิ่งใหญ่และอำนาจก็ยังคงอยู่ตราบนั้น 

            ข่าวสารสับสนอลหม่าน แต่ก็ตรงลงกันในทางเดียวว่าจะมีการเคลื่อนพลทั้งบนดิน ใต้ดิน มากมายมหาศาล โหมโรมรุกบุกกรุงพร้อมกัน ดังนั้นเพื่อประกันความปลอดภัย “ตั๋งเทือก” จึงให้จัดระดมพลครั้งใหญ่จากทุกเหล่าทัพ เป็นจำนวนพลถึง 50,000 คน จากหน่วยดูแลรักษาความเรียบร้อยอีก 25,000 คน และจากกำลังอาสาพลเรือนอีก 30,000 คน จัดสรรค่าใช้จ่าย สวัสดิการเต็มที่ไม่มีอั้น เป็นไรก็เป็นกัน 

            พร้อมกันนั้นก็เปิดศึกตีฆ้องร้องป่าวตอบโต้โหมกระหน่ำโจมตี “โจสิน” ที่กินบ้านโกงเมือง พร้อมนำประจักษ์หลักฐานมากมายมาป่าวประกาศให้อาณาประชาราษฎร์ได้รับรู้ 

            สงครามฝีปากได้เกิดขึ้นเป็นศึกแรก ดังนั้นจึงทำให้บรรยากาศเมืองกรุงแห่งฮวนนั้งก๊กประหนึ่งว่าอยู่ในท่ามกลางสงคราม ทุกหนทุกแห่งเตรียมพร้อมรับศึก 

            กองทัพน้ำเงินสั่งกองกำลังให้ตั้งมั่น แยกหน่วยกองโจรออกปฏิบัติการลาดตระเวน ก่อกวน ขัดขวาง ทุกเส้นทางการเดินทัพ ประสานกับการเปิดสงครามฝีปากโจมตี “โจสิน” ทั้งคืนทั้งวัน 

            กองทัพก๊กเหลืองได้รับคำสั่งให้ตั้งมั่นอยู่ในที่ตั้ง เตรียมระวังป้องกันตัวด้วยกำลังทุกอย่าง แม้กระทั่งอาวุธ และให้ติดตามสถานการณ์ที่พวกอั้งนั้งจะประจัญบานกับพวกก๊กฟ้า ก๊กน้ำเงิน เพื่อแย่งยึดอำนาจกัน 

            ประชาชนแต่ละกลุ่ม แต่ละเหล่า ต่างจับกลุ่มจับก้อนกันแทบทุกชุมชน เพื่อระวังตนป้องกันตัว 

            อา! สถานการณ์สงครามได้แผ่ปกคลุมทั่วทั้งฮวนนั้งก๊ก ความรู้สึกสยดสยองพองขนแผ่ไปทั่ว การทำมาค้าขายและการไปมาหาสู่หยุดชะงักอย่างสิ้นเชิง 

            ครั้นถึงวันแรม 12 ค่ำ เดือน 4 อันเป็นวันเวลาที่ทุกคนระทึกใจเฝ้ารอ แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น จนถึงเวลายามบ่ายก็ปรากฏข่าวแต่เพียงว่า 6 จุดยุทธศาสตร์ที่ประกาศไว้ล่วงหน้าว่าจะยึดแล้วทำให้เป็นอัมพาตทั้งกรุงนั้น กลับปรากฏว่าแต่ละจุดมีพวกอั้งนั้งเดินวนไปวนมาแค่ 200-300 คน บางจุดก็ถึง 800 คน และรวมทุกจุดแล้วก็เพียง 6,500 คนเท่านั้น 

            เพียง 2 ชั่วโมงหลังจากนั้น บางจุดก็ประกาศเลิกล้มสลายตัว และเพียงเวลายามบ่าย ทุกจุดก็สลายไปหมดสิ้น 

            สร้างความตกตะลึงและสงสัยให้กับผู้คนเป็นอันมากว่าจะมีแผนลึกแผนลับอันใดหนอ ครั้นพอตกเวลาค่ำก็ปรากฏว่าจุดชุมนุมพลทางด้านเหนือและอีสานก็มีสภาพไม่ต่างกัน แต่ละจุดที่เคยประกาศว่าจะมีพลถึง 150,000 คน กลับมีผู้คนอยู่เพียงไม่ถึง 10,000 คน รถราม้าศึกก็บางตา 

            “โจสิน” ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รอแล้วรอเล่าว่าจะสมคำกล่าวประกาศที่ว่า เลือดแดงไหลแรงทั้งแผ่นดิน จะท่วมทับถมกรุงหรือไม่ จนกระทั่งใกล้เวลาเที่ยงคืนก็ไม่ปรากฏวี่แววว่าจะเกิดขึ้น จะว่าไปซุกซ่อนหรือมุดลงดินก็ไม่มีปรากฏข่าว “โจสิน” จึงเร่าร้อนใจ ดุด่าว่าลิ่วล้อเสียงดังลั่นหวั่นไหวด้วยความโกรธแค้น แต่ทุกกระแสตอบยังคงแสดงความมั่นใจว่านายท่านรอดูในวันพรุ่งนี้เถิด ก็จะเป็นไปดังที่ระบุไว้ในแผนการ 

            วันรุ่งแรม 13 ค่ำ เดือน 4 อันเป็นวันเคลื่อนพลใหญ่ ก็ปรากฏว่าพวกอั้งนั้งเคลื่อนรถราม้าศึกดูประหนึ่งจะคึกคัก แต่ยอดรถราม้าศึกกลับน้อยนิดผิดจากตัวเลข 10 หมื่นกันไกลโข จนถึงเวลาค่ำกำลังพลที่ระดมเข้ากรุงก็มีไม่ถึง 10 หมื่น ในขณะที่รถราม้าศึกก็มีแค่ 1,500 คัน ไกลจากจำนวนแสนมากมาย 

            “โจสิน” ให้โกรธแค้นพวกลิ่วล้อเป็นที่ยิ่ง แต่มิรู้ว่าจะทำประการใด เพราะยามนี้ตัวเองก็อยู่ไกล จะเอะอะว่ากล่าวก็หามีใครได้ยินไม่ จะพูดประจานให้รู้กันโดยทั่วก็กลัวว่าจะเกิดความระส่ำระสาย จึงทำได้แค่ข่มใจ กล่าวข่มขู่ข่มขวัญอำมาตย์และพวก “ปี้เซ็ก” ไปตามประสา 

            แต่หาได้กระทบกระทั่งกระเทือนประการใดกับพวก “ปี้เซ็ก” ไม่ เพราะในยามที่พวกลิ่วล้อ “โจสิน” ยกมาปักหลักอยู่ในกรุงนั้น “ปี้เซ็ก” และพวก “อ้วนป้อม” “อ้วนพ้ง” และ “ตั๋งเทือก” พากันเข้าไปตั้งหลักปักมั่นอยู่ในฐานที่มั่นอันมั่นคง มีกองกำลังนับหมื่นคอยปกป้องดูแล พวกมันพากันแต่งโต๊ะจีนเลี้ยงฉลองกันอย่างสนุกสนาน ตั้งวงดนตรีขับกล่อมอย่างครื้นเครง คละเคล้าด้วยเสียงหัวเราะร่วนว่า ไม่สมราคาคุย ไม่สมราคาคุย 

            “อ้วนพ้ง” ประเมินสถานการณ์โดยกว้างโดยลึกแล้วสั่งให้ถอนกำลังฝั่งทหารออกจากพื้นที่ ปรับเป็นเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเข้าแทน 

            สภาสงครามของ “ปี้เซ็ก” เปิดประชุมในกลางดึก ประมาณสถานการณ์ศึกที่แม่ทัพฝ่าย “โจสิน” ยื่นคำขาดให้ยุบสภาเช็งเหม็งภายในเวลาเที่ยงวันพรุ่งนี้ ว่าจะจัดการประการใด 

            หลังจากฟังรายงานข่าวสารข้อมูลทุกด้านแล้ว เห็นพ้องต้องกันให้ชิงตัดหน้าประกาศก่อนเวลาว่าไม่ยุบ ไม่ออก ไม่ถอย จากนั้นก็พากันเข้าหลับนอน ในขณะที่ลิ่วล้อบริวารของ “โจสิน” ยืนตากลมร้อนจนเนื้อตัวไหม้เกรียมไปตาม ๆ กัน 

            ลุถึงวันแรม 14 ค่ำ เดือน 4 อันเป็นวันเผด็จศึก แต่การกลับปรากฏว่ากำลังพลที่ระดมกันมาได้น้อยกว่าน้อย จากที่เคยประกาศเป็นแผนการเอาไว้ กลับหนีทัพเสียเป็นอันมาก รถราม้าศึกก็ล่าถอยกลับถิ่นเดิมเสียกว่าครึ่ง จนแหล่งชุมพลดูโหรงเหรงว่างเปล่า 

            สามเกลอหัวเน่ามิรู้ที่จะทำประการใด เพราะหากอยู่ที่ตั้งเดิมก็มีแต่จะถูกแดดเผาจนเฉาตายในที่สุด ดังนั้นจึงสั่งแยกพลบุกไปยังฐานที่ตั้งของ “ปี้เซ็ก” แต่ในขณะที่กำลังเคลื่อนพล “ปี้เซ็ก” ก็ชิงแถลงการณ์ไปยังทั่วทั้งแคว้นว่าได้รับความวางใจจากมหาชนให้ทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง จึงไม่ยุบ ไม่ออก ว่าแล้วก็เดินทางออกไปจากฐานที่ตั้งอย่างไร้ร่องรอย 

            สามเกลอหัวเน่าเจอการรุกกลับชนิดไม่ได้คาดฝันก็มิรู้ที่จะทำประการใด เพราะหากจะบุกจู่โจมเข้าไปในที่ตั้งหวังจะจับ “ปี้เซ็ก” ก็จะพบแต่ความว่างเปล่า ชะดีชะร้ายก็จะปะทะกับกองกำลังของ “อ้วนพ้ง” ซึ่งคุมกำลังตั้งมั่นอาจถึงตายได้โดยง่าย จะไล่ล่า “ปี้เซ็ก” ก็มิรู้ว่าไปอยู่หนใด 

            คำขาดที่ยื่นไว้ก็ได้คำตอบแล้ว แต่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ แล้วจะทำฉันใด จะอยู่นิ่งเฉยก็มิได้ จะรุกรบก็ไร้แนวรบ สามเกลอหัวเน่าจึงสุมหัวกันว่าจะทำการประการใด 

            ครานั้นเป็นทีของ “เซ่งอั๊ง” เพราะหลังจากสามเกลอหัวเน่าโขกสับประณามหยามเหยียดจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคนแล้ว “เซ่งอั๊ง” ก็เก็บความเจ็บแค้นไว้ในใจ ครานี้เห็นเป็นทีจึงเปิดการโจมตีอย่างฉับพลัน 

            “เซ่งอั๊ง” ประกาศก้องว่าสามเกลอหัวเน่า เน่าสนิทแล้ว ศึกครั้งนี้ปราชัยย่อยยับ ให้รีบกลับไปเอาไฟเผาตัวเองลบล้างความผิดและสถาปนาการนำใหม่ โดยให้ “ฝั่นไจ๋” แห่งภาคอีสาน เป็นผู้นำ เพื่อทำศึกสามวันนำ “โจสิน” กลับสู่อำนาจ 

            ในขณะเดียวกันนั้น “ซู่ไจ๋” แห่งขบวนการอั้งแจ๊ด ซึ่งขับเคี่ยวกับกลุ่มสามเกลอหัวเน่า ในแนวทางดุเดือดเลือดพล่านมาช้านานแล้ว ก็เห็นเป็นทีจะบดขยี้พวกหัวเน่าเอาไปทำปุ๋ย ดังนั้นจึงเปิดการโจมตีอย่างฉับพลันเช่นเดียวกัน 

            “ซู่ไจ๋” ประกาศก้องให้กลุ่มสามเกลอหัวเน่าเลิกทัพภายใน 24 ชั่วโมง อ้างว่าสามเกลอหัวเน่ากระทำการผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ หากทำศึกต่อไปก็จะเหลือแต่เสาค่าย จะต้องสถาปนาการนำใหม่ ให้มหาขันที “เป่งแข” เป็นผู้นำ เพื่อนำพายุทธศาสตร์ล้มล้างอำนาจเก่าด้วยอาวุธมากำราบปราบศึก 

            สามเกลอหัวเน่ากำลังสุมหัวปรึกษาหารือกันว่าจะทำการประการใดต่อไป ในขณะนั้นพลัน “โจสิน” ก็ส่งสารมาด่าว่าเป็นสาหัส ว่าไอ้พวกหัวคางคก อึ่งอ่าง ได้แต่พองลมชมทุ่ง พอทำการเข้าจริงกลับไม่เป็นดังที่คุยโวโอ้อวดเอาไว้ 

            ทว่าสามเกลอหัวเน่าก็หาได้ใส่ใจในอารมณ์ความรู้สึกของ “โจสิน” ไม่ “หม่าระ” เอ่ยปากถาม “หม่าตู๋” และ “หม่าเต้น” ว่าพวกท่านจะคิดอ่านประการใด 

            “หม่าตู๋” จึงว่าอย่าไปใส่ใจไอ้ “โจสิน” ถึงอย่างไรมันก็ไม่มีวันกลับแผ่นดินนี้อีกแล้ว สิ่งที่พวกเราจะต้องใส่ใจก็คือการโจมตีจากพวก “เซ่งอั๊ง” และ “ซู่ไจ๋” ซึ่งกำลังทำลายขวัญและกำลังใจของพี่น้อง จะต้องตีศึกนี้เสียก่อน ส่วนทาง “โจสิน” นั้นก็ให้หลอกล่อประโลมใจขอการสนับสนุนครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง 

            “หม่าเต้น” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่าข้าพเจ้าเห็นด้วยกับ “หม่าตู๋” แต่การซึ่งจะตั้งทัพนิ่งอยู่อย่างนี้ ก็จะมีผู้หนีทัพเป็นอันมาก ดังนั้นจำจะต้องคิดอ่านการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อหลอมรวมใจให้ต่อสู้ต่อไป 

            “หม่าระ” จึงถามว่า “หม่าเต้น” ท่านจะคิดอ่านประการใดให้รีบว่ามา “หม่าเต้น” จึงว่าข้าพเจ้าเสนอให้กรีดเลือดเอาไปเทในที่สำคัญ ๆ โดยจัดผู้อาสาสละเลือด เพื่อประกาศถึงความเสียสละกล้าหาญ 

            “หม่าระ” จึงถามต่อไปว่า “หม่าเต้น” ท่านจะเอาเลือดไปเทตั้งหลายที่ จะมีใครไหนพร้อมใจให้เลือดมากมายก่ายกองเช่นนี้เล่า 

            “หม่าตู๋” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ พลางกล่าวว่า “หม่าระ” ท่านอย่าวิตกไปเลย โรงฆ่าวัวฆ่าควายมากหลาย พวกเราไปซื้อหามาเตรียมไว้ แล้วค่อยเอามาผสมกับเลือดคน ได้มาเท่าใดก็บอกไปว่าได้ครบแล้ว ใครจะทำไม 

            สามเกลอหัวเน่าจึงสรุปเป็นมติให้ตอบโต้ “เซ่งอั๊ง” และ “ซู่ใจ๋” ว่าเป็นพวกหมาเน่า ตัดญาติขาดมิตร ถีบหัวส่ง พร้อมกับหลอกล่อขอเบิกค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่จากหน้าโง่ “โจสิน” อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับประกาศหลั่งเลือดชะโลมดิน 

            พลันที่ขบวนสามเกลอหัวเน่าประกาศระดมเลือดทาแผ่นดิน เสียงด่าว่าตำหนิติเตียนก็ก้องกระหึ่มไปทั่วสากลโลก 

            “ตั๋งเทือก” นั่งจิบสุราอยู่กับพวก “อ้วนพ้ง” พอทราบข่าวคราวก็บอกกล่าวกับ “อ้วนพ้ง” ว่า พวกเราหลงลืมไปว่าพวกสามเกลอหัวเน่านั้นมันเป็นแค่คณะโจ๊กชอบเจี๊ยะ จึงได้เตรียมการรับมือเหมือนศึกใหญ่ แท้จริงแล้วมันเป็นแค่เรื่องโจ๊กรุมเจี๊ยะ “โจสิน” เท่านั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า!
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Tue Oct 04, 2011 11:32 am

สามก๊กการเมืองไทย ตอน เปิดแสดงงิ้วโรงใหญ่

.
.


            เจิ้งหยางศกปีที่ 163 เดือน 5 ข้างขึ้น คณะโจ๊กหลอกเจี๊ยะได้เปิดยุทธการหลอกเจี๊ยะครั้งใหญ่ ทั้งในกระบวนการระดมพล การเคลื่อนพล และการแสดงสภาโจ๊กให้กับชาวฮวนนั้งก๊กได้ใจสั่นหวั่นไหวจนไม่เป็นอันทำมาหากินกันทั่วทั้งประเทศ 

            แต่กระบวนการหลอกเจี๊ยะเหล่านั้นหาได้รอดพ้นไปจากสายตาของขบวนการสมัชชาเช็งเหม็งของ “ไช่วัด” แต่ประการใดไม่ เพราะเหล่าคนประดานั้นแม้ถือศีลกินเจ ประพฤติตัวสมถะ แต่สายตากลับคมกล้า สามารถมองฝ่าทะลุม่านเมฆหมอกควันและมายาภาพทั้งหลายได้อย่างกระจ่างชัด 

            “ไช่วัด” ทนอยู่มิได้กับกระบวนการรุมกินโต๊ะหลอกเจี๊ยะของประดาหมูหมาทั้งหลาย จึงได้ออกแถลงการณ์ป่าวประกาศต่ออาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงให้รู้กันโดยทั่วกันว่า ที่สถานการณ์บ้านเมืองฮวนนั้งก๊กเป็นดั่งนี้ ก็เพราะฝูงผีเปรตไม่ละอายต่อบาป ไม่กลัวต่อแสงตะวัน สุมหัวกันเล่นละครหลอกเจี๊ยะกันอย่างสนุกสนานเบิกบานสำราญใจ ในขณะที่ปวงประชาพากันหน้าเศร้าอกตรมตาม ๆ กัน 

            “ไช่วัด” ประกาศเสียงกึกก้องต่อคนทั้งปวงว่า “พวกกบฎ “โจสิน” ป่วนบ้านผลาญเมือง ก็โดยได้ใช้เงินที่ฉ้อฉลปล้นไปจากแผ่นดินเกิดมาทำลายแผ่นดินเกิด ส่วนพวก “ปี้เซ็ก” “ตั๋งเทือก” “ลิห้อย” และ “อ้วนป้อม” เล่า ก็เอาเงินของแผ่นดินมาละเลงเล่นล่อเอาเถิดกับพวกอั้งนั้ง พวกมันต่างได้ประโยชน์ เสพสุขจากเงินส่วยสาอากรของแผ่นดิน แต่กลับทำให้แผ่นดินล้มเหลวละลายกลายเป็นดินโคลน ประดาชาวชนทุกหนแห่งเดือดร้อนทุกข์เข็ญ อนาคตของชาติดับดิ้น ดังนั้นศึกใหญ่ในแผ่นดินนี้จึงไม่มีวันจบสิ้นเป็นอันขาด เพราะประดาผีเปรตเหล่านี้ล้วนได้ประโยชน์และสมประโยชน์ด้วยกัน และพวกมันเหล่านั้นหาได้ใส่ใจในความเป็นไปของบ้านเมืองและอาณาประชาราษฎรแต่ประการใดไม่” 

             “ไช่วัด” สรุปให้พี่น้องร่วมมาตุภูมิของตนอย่างหนักแน่นว่า การจะหยุดยั้งวิกฤตและเภทภัยในแผ่นดินให้สิ้นสูญ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฝัง “โจสิน” ถีบ “ปี้เซ็ก” กราบทูลฮ่องเต้ให้พระราชทานอัครมหาเสนาบดีคนใหม่ ที่มีน้ำใจกล้าหาญ ซื่อสัตย์ มีสติปัญญาสามารถที่จะกอบกู้ชาติแผ่นดินให้ฟื้นคืนสู่ความเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง 

            แต่ “ไช่วัด” เสียงแห้งแรงน้อย ป่าวร้องก้องไปเท่าใด เสียงก็พลิ้วไปตามสายลม  แต่กระนั้นพระพายก็ทรงไว้ซึ่งความเมตตาต่ออาณาประชาราษฎร์ หาได้พัดพาน้ำเสียงของ “ไช่วัด” ให้สูญสลายไปโดยไม่หวนกลับแต่ประการใดไม่ หากได้พัดพาเอาความเหล่านั้นผ่านไปกระทบโสตมวลมหาประชาราษฎร์ และตรึงติดอยู่กับจิตใจของคนทั้งปวง 

            วันแล้ววันเล่า ความเป็นไปในบ้านเมืองฮวนนั้งก๊กที่มวลมหาประชาราษฎร์ได้สัมผัสกลับปรากฏว่าสอดคล้องต้องกันกับสิ่งที่ “ไช่วัด” ได้ป่าวประกาศไว้ 

            พวกอั้งนั้งต่างก็คิดเกมกลสรรสร้างบทละครตอนแล้วตอนเล่าให้เหล่าสภาโจ๊กบรรเลงเล่นกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง 

            ระดมพลจากทุกหนแห่งให้ไหลหลั่งเข้ามายังเมืองหลวงไม่เว้นแต่ละสัปดาห์ อ้างว่าเป็นมหกรรมใหญ่ ในขณะที่ท่อน้ำเลี้ยงก็ไหลหลั่งดุจดั่งกระแสน้ำหลากในฤดูฝน พวกหัวหน้าแต่ละระดับพากันอิ่มเอมเปรมปรีดิ์และอิ่มหมีพีมันตาม ๆ กัน 

            พวกมันต่างยืนยันขันแข็ง ทำให้ “โจสิน” เคลิบเคลิ้มลำพองใจว่าชัยชนะใกล้อยู่แค่เอื้อมเต็มที อ้อนวอนร้องขอให้บรรดาเหล่าอั้งนั้งหลั่งไหลเข้ามายังเมืองหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า 

            แต่สักกี่ครั้งก็โหวงเหวงเหมือนสายลมปลายฝนต้นหนาวที่พัดผ่านมาแล้วก็พัดผ่านไป ไม่มีบุญคุณ ไม่มีความแค้น และไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เลย นอกจากเงินในกระเป๋าที่ต่างคนต่างก็กอบก็โกยและพยายามดูดมาเข้ากระเป๋าให้ได้มากที่สุด 

            ทว่าเงินเหล่านั้นมาจากไหนกันเล่า? มันล้วนมาจากเงินส่วยสาอากรของอาณาประชาราษฎรทั้งปวงที่ถูกฉ้อฉลปล้นไปในรูปแบบต่าง ๆ นั่นเอง 

            สภาพและความเป็นจริงทางด้านพวกอั้งนั้งได้ปรากฏแก่ความรู้สึกนึกคิดของพวกอั้งนั้งและอาณาประชาราษฎรทั้งปวง ว่าที่ “ไช่วัด” ได้ป่าวประกาศไว้นั้นมันหาใช่เรื่องเหลวไหลไร้มูลฐานแต่ประการใดเลย หากเป็นเลือดเนื้อและความจริงที่ดำรงอยู่ เป็นแต่ว่าชาวอั้งนั้งจำนวนหนึ่งไม่เคยคาดคิดว่ามันจะคด มันจะโกง กันได้มากมายก่ายกองถึงปานนั้น 

            อีกทางหนึ่งเล่า ความจริงก็ปรากฎชัดขึ้นทุกทีว่าทุกวันเวลาที่ประดาเหล่าอั้งนั้งชุมนุมพล พวก “ตั๋งเทือก” “ลิห้อย” และ “อ้วนป้อม” ต่างมีความสุขีปรีดายิ่งนัก พวกมันยืนยันขันแข็งต่ออาณาประชาราษฎรว่าอย่าได้ร้อนใจไปเลย เพราะสามารถที่จะรับมือกับกองทัพของพวกอั้งนั้งได้อย่างสบายมือ 

            พวกมันระดมไพร่พลเป็นกำลังกว่าเจ็ดหมื่น และยังระดมมวลชนอาสาอีกเกือบสามหมื่น เพื่อรับมือกับกองทัพสภาโจ๊กของเหล่าอั้งนั้ง โดยจัดค่าตอบแทน เบี้ยเลี้ยง และสวัสดิการต่าง ๆ อย่างเปรมปรีดิ์ 

            บรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นได้รับการอนุมัติจัดหาจัดซื้ออย่างเร็วรี่รวบรัดเป็นพิเศษ จะถูกแพงเท่าใดก็ไม่ว่า ขอเพียงมีข้อเสนอมาก็ได้รับการอนุมัติอย่างฉับพลัน 

            เงินจากท้องพระคลังจำนวนมหาศาลถูกใช้ไปในเรื่องเหล่านี้ ในขณะที่ประชาชีทั่วเขตแคว้นกำลังสาละวนสนใจอยู่กับศึกอั้งนั้ง สลับด้วยข่าวคราวภัยแล้งและไฟไหม้ป่า จนไม่มีเวลาที่จะใส่ใจว่าใครจะจับจ่ายใช้สอยเงินทองของแผ่นดินประการใด 

            กำลังพลตั้งรับเกือบสิบหมื่นเป็นจำนวนมหาศาลยิ่งกว่าการศึกสงครามครั้งใด ๆ ที่ชาวฮวนนั้งก๊กเคยรับรู้มา แต่ทว่าจะมองหาไปทางไหนก็ไม่เห็นใครสักคนหนึ่ง หรือว่าประดากำลังพลเหล่านั้นสามารถล่องหนกำบังตนได้ 

            แต่ถ้าหากล่องหนกำบังตนได้ ก็ย่อมสามารถรู้เห็นหรือจับตัวพวกชั่วช้าที่ขว้างปาระเบิด ยิงปืน เข้าใส่สถานที่หลวงหรือสถานที่ราษฎร์ได้บ้าง แต่ปรากฏว่าชั่วเวลาแค่ 1 เดือน เกิดเหตุยิงระเบิดและอาวุธร้ายแรงกว่า 45 ครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่ป้องกันได้เลย 

            แม้เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแล้วก็ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ และไม่เคยจับกุมคนผิดมาลงโทษตามกบิลเมืองได้เลยแม้แต่คนเดียว 

            ถึงเพียงนี้แล้วทั้ง “ตั๋งเทือก” และ “อ้วนพ้ง” ยังคงประสานเสียงเป็นเสียงเดียวกันว่า แผ่นดินกว้างใหญ่ ผู้คนมากหลาย ยากที่จะระมัดระวังเหตุร้ายได้ 

            นี่มิใช่การยอมรับสารภาพว่าเชิญก่อกรรมทำเข็ญกันตามใจชอบเถิด หรือไม่ก็เชิญยิงระเบิด ขว้างระเบิด วางระเบิด ตามสะดวกเถิดสหายดอกหรือ? 

            ดังนั้นวันแล้ววันเล่า การยิงระเบิดและเหตุร้ายจึงเกิดขึ้นทุกวี่วันและวันละหลายครั้งหลายหน จนผู้คนอกสั่นขวัญแขวน ประหนึ่งว่าอยู่ในดินแดนแห่งสงคราม และไม่มีความหวังอันใดว่าความปลอดภัยจะกลับคืนสู่ฮวนนั้งก๊กอีกเลย 

            เพราะเหล่าประดาผู้มีอำนาจบาทใหญ่ทั้งหลายล้วนไม่เคยให้คำมั่นสัญญาหรือให้ความสนใจว่าจะป้องกันหรือกำจัดเหตุร้ายทั้งหลายให้สร่างหายไปจากบ้านเมือง พวกมันยังคงท่องคาถาอยู่ทุกเช้าค่ำว่าเศรษฐกิจดี เศรษฐกิจดี ต่างชาติเชื่อถือ กันอยู่ต่อไป 

            คนทั้งหลายที่ได้สัมผัสรู้สิ่งที่เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า จึงค่อยๆ เข้าใจว่าประดาเหล่าผู้มีอำนาจวาสนามิได้ถือสาหาความเอากับเหตุร้ายหรือขบวนการที่ก่อการร้ายในบ้านเมืองแต่ประการใด 

            พวกมันกลับถือว่าเป็นโอกาสอันเลิศถึงสองสถาน นั่นคือสถานหนึ่ง เมื่อมีเหตุร้ายในบ้านเมือง ผู้คนก็จะสาละวนสนใจในเหตุร้าย ไม่มีใครใส่ใจการจับจ่ายใช้สอยของพวกมัน ว่าจะโกงกินล้างผลาญกันอย่างไร ส่วนสถานสอง ยิ่งมีการเคลื่อนทัพเคลื่อนพลของพวกอั้งนั้งมากเท่าใด ก็สามารถเบิกเงินมาจับจ่ายใช้สอยได้ไม่อั้นเท่านั้น จะมีลู่ทางทำมาหากินอื่นใดที่ได้ลาภผลงอกเงยมหาศาลเสมอเหมือนเหตุการณ์เช่นนี้ 

            ดังนั้นเหตุการณ์ร้ายและการชุมนุมพลเคลื่อนพลของคนเหล่าอั้งนั้งยิ่งมากยิ่งนานเท่าใด ประโยชน์ใหญ่จึงเกิดขึ้นกับคนสองพวก พวกหนึ่งคือพวกสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะ และบรรดาเครือข่ายทั้งหลาย กับอีกพวกหนึ่งคือพวกที่มีอำนาจวาสนาอยู่ในฮวนนั้งก๊กปัจจุบันนี้ 

            ส่วนประดาที่จะรับความฉิบหายวายวอดและสิ้นเนื้อประดาตัวลงทุกวัน นอกจากประเทศชาติและบ้านเมืองแล้วก็คือเหล่าผู้ค้าผู้ขายทั่วประเทศ รวมทั้งคนรับจ้างทำงานทุกประเภท กระทั่งกระจายไปถึงอาณาประชาราษฎรทั่วไป ที่ต้องก้มหน้าก้มตา ยอมรับความฉิบหายวายวอดโดยไม่มีทางปริบ่นแต่ประการใด 

            คำประกาศของ “ไช่วัด” ค่อย ๆ กระตุ้นเตือนจิตสำนึกของมหาประชาราษฎร์ให้ตั้งความสังเกต ให้ตั้งสติ ให้รู้คิด รู้เห็น ความที่เป็นไปในบ้านเมือง ว่าหากคนสองจำพวกนี้ยังเล่นงิ้วโรงใหญ่กันอยู่เช่นนี้แล้ว แผ่นดินฮวนนั้งก๊กนี้จะไม่มีวันสงบสุขเป็นอันขาด 

            แต่ทว่าผลไม้ยามไม่สุกพอดีย่อมกินไม่อร่อยฉันใด สิ่งที่ “ไช่วัด” ป่าวประกาศไว้แม้สอดคล้องกับความจริงที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ แต่ในเมื่อหมู่อาณาประชาราษฎรในฮวนนั้งก๊กยังไม่เห็นพ้องต้องกันเป็นส่วนใหญ่ มันก็ไม่สามารถก่อบทบาทขับเคลื่อนจิตใจของคนส่วนใหญ่ให้รุดหน้าไปได้ 

            งิ้วโรงใหญ่บนเวทีใหญ่จึงกินโต๊ะหลอกเจี๊ยะกันต่อไปอย่างสนุกสนาน สมแล้วกับที่ประธานเหมาเจ๋อตงเคยกล่าวไว้ว่า จะดูเศรษฐกิจให้ไปดูที่ตลาด แต่ถ้าหากจะดูสังคมวัฒนธรรมก็ให้ไปดูงิ้ว 

            ขบวนการรุมกินโต๊ะหลอกเจี๊ยะทั้งด้านที่รุมกินโต๊ะหลอกเจี๊ยะ “โจสิน” และด้านที่รุมกินโต๊ะหลอกเจี๊ยะบ้านเมืองยังคงสำราญสำเริงร่า ในขณะที่ปวงประชาหน้าหมองอกตรม พากันก่นด่าสาปแช่งทุกแห่งหนตั้งแต่เช้าจรดเย็น 

            คงต่างกันบ้างก็ตรงที่บางพวกก่นด่า “โจสิน” บางพวกก่นด่า “ปี้เซ็ก” และบางพวกก็คับแค้นก่นด่าอยากกระทืบทั้ง “โจสิน” และ “ปี้เซ็ก” ให้จมธรณีอย่าได้ผุดได้เกิดพบหน้าพระศาสนาอีกเลย 

            หลังจากงิ้วเรื่องกินโต๊ะหลอกเจี๊ยะตอนศึกสิบทัพและศึกสิบมั่วผ่านไปแล้ว เหล่าประดานักกินโต๊ะหลอกเจี๊ยะทั้งสองขบวนก็ยังคงเล่นงิ้วโรงใหญ่กันต่อไป แต่คราวนี้มีแผนการวิจิตรวิริษมาหรายิ่งกว่าคราก่อน ๆ  

            เพราะแผนการครั้งนี้ ขบวนการสามหัวขวดได้ให้คำมั่นสัญญา “โจสิน” เป็นมั่นเหมาะว่าจะสามารถเผด็จศึก “ปี้เซ็ก” ได้อย่างง่ายดายในน้ำมือเพลงกระบี่เดียว ขอท่อน้ำเลี้ยงขนาดใหญ่ และขอให้ช่วยตีฆ้องร้องป่าวระดมชาวประชามาเต็มเมืองกรุงอีกสักครั้งหนึ่ง คราครั้งนี้จะยึดเอาหัวใจการทำมาค้าขายของฮวนนั้งก๊กเป็นหลัก ประดุจดั่งเมื่อครั้งพวก “ซุนลิ้ม” เข้ายึดสนามบินในครั้งกระโน้น 

            ขบวนการสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะยืนยันว่า เมื่อได้ยึดศูนย์กลางการทำมาค้าขายของฮวนนั้งก๊กไว้ในกำมือ บรรดาเศรษฐีมีเงินถังทั้งปวงก็จะเดือดร้อนคับขัน และจะพากันบดขยี้บี้ “ปี้เซ็ก” ให้ส่งไพร่พลมาโจมตีเหล่าอั้งนั้ง ดังนั้นจะต้องด้วยแผนการใหญ่ก่อกลียุคทั้งแผ่นดิน เผาฮวนนั้งก๊กให้สิ้นซาก “โจสิน” จะได้กลับมาเถลิงอำนาจบนซากปรักหักพังของฮวนนั้งก๊กได้อย่างสบายใจเฉิบ 

            “โจสิน” ผู้แสนซื่อใส แต่กลับโง่เขลาเบาปัญญาเมื่อยามอยู่เบื้องหน้าแผนการของสามหัวขวดทุกครั้งไป พอได้เห็นแผนการเล่นงิ้วตอนใหม่ของสามหัวขวดแล้ว ไม่ทันได้ไตร่ตรองเพราะมัวเวียนหัวปวดท้องเนื่องจากพิษการฉีดสารบางชนิดเข้ากาย เพื่อบำบัดโรคร้าย ก็พลันพลั้งเผลอลืมเฉลียวใจไปว่าแผนการประดานี้ของสามเกลอที่เสนอครั้งแล้วครั้งเล่า ล้วนเป็นแผนชกลมที่ไร้คุณค่าใด ๆ ทั้งสิ้น จึงเห็นชอบอนุมัติจ่ายเงินหลายร้อยหมื่นตำลึงทองหมายเผด็จศึกให้สิ้นในคราวเดียว 

            พลันที่ท่อน้ำเลี้ยงไหลหลั่ง เหล่าบรรดาขุนพลขุนทัพจอมกระฉอกผู้ถนัดเชิงยักยอกก็อิ่มเอมเปรมใจกันถ้วนหน้า จากงบประมาณมหาศาลหลายร้อยหมื่นตำลึงทองถูกมิบเม้มเข้าท้องเข้ากระเป๋าเหล่าผู้เป็นแก่นเป็นแกนเสียกว่าครึ่ง จึงเหลืองบประมาณในการจับจ่ายใช้สอยตามแผนการจริงอย่างมากก็แค่ 4 ส่วนใน 10 ส่วนเท่านั้น 

            แต่นัยยะสำคัญที่สร้างความสั่นไหวในพรรคอั้งตั่งก็เพราะข้อตกลงลับระหว่าง “โจสิน” กับพวกสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะหลุดรั่วออกไปถึงเหล่าบรรดาขุนพล ว่าในศึกเลือกตั้งครั้งหน้านั้น “โจสิน” ได้มอบหมายให้สามหัวขวดเป็นแกนหลักในการคัดเลือกผู้สมัครเข้าทำศึกเพื่อเข้าสู่สภาเช็งเหม็ง 

            ข่าวคราวเรื่องนี้เมื่อแพร่กระจายไปในหมู่ชาวพรรคอั้งตั่ง ก็เกิดการประหวั่นพรั่นพรึงและเล่าขานต่อกันไปอย่างรวดเร็ว เพราะประดาคนเหล่านั้นได้ตระหนักถึงภัยอันตรายที่จะกรายมาถึงตัวในวันหน้า 

            เนื่องจากรู้ดีว่าหากพวกสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะทำการสำเร็จและเข้าคุมอำนาจคัดเลือกผู้กล้าเข้าสู่สมรภูมิศึกชิงเข้าสภาเช็งเหม็งแล้ว บรรดาสมาชิกสภาเช็งเหม็งในปัจจุบันร่วม 200 ชีวิต ที่เป็นกำลังหลักในการขนผู้คนประหนึ่งการขนวัวขนควายเข้าเมืองกรุง เพื่อหนุนเนื่องให้กับการระดมพลและการชุมนุมพลของเหล่าอั้งนั้ง ก็อาจจะถูกเขี่ยตกเก้าอี้ 

            เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าในกระบวนการเครือข่ายของพวกอั้งนั้งนั้น นอกจากแก๊งสามเกลอหัวแย้แล้ว ในแต่ละพื้นที่ก็มีหัวหน้าก๊วนหัวแย้ดูแลรับผิดชอบอยู่ ผู้คนเหล่านี้ต่างหมายมั่นปั้นมือที่จะเข้าสู่สมรภูมิชิงชัยเข้าไปในสภาเช็งเหม็ง หากสามเกลอหัวขวดเรืองอำนาจขึ้นแล้ว โอกาสที่พวกหัวแย้จะได้รับการคัดเลือกเข้าสู้ศึกย่อมไม่เป็นที่สงสัย และนั่นก็คือการจบสิ้นชีวิตทางการเมืองของเหล่าสมาชิกสภาเช็งเหม็งของพรรคอั้งตั่ง 

            เมื่อเป็นดังนั้นจึงเกิดการสุมหัวปรึกษาหารือกันเพื่อเตะแข้งตัดขาขบวนสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะอย่างอำมหิตโหดเหี้ยม นั่นคือเมื่อได้รับท่อน้ำเลี้ยงมาเท่าใด ก็จัดคนวนเวียนไปแต่เพียงเล็กน้อย ไปแล้วก็ให้รีบกลับ อย่าให้ทันได้ออกดอกออกผลที่กลุ่มสามหัวขวดจะหยิบฉวยเป็นประโยชน์ได้ ส่วนเงินทองส่วนใหญ่ก็เก็บเข้ากระเป๋าไว้เพื่อใช้ในศึกสภาเช็งเหม็งในวันหน้า หรือหากไร้วาสนาเข้าจริง ๆ ก็สามารถใช้เป็นทุนรอนตั้งตัวในวันข้างหน้าได้ 

            ด้วยเหตุการตัดแข้งตัดขาชิงรักหักสวาทกันในบรรดาเหล่าคนพาลโฉดช้าสามานย์ที่สังสรรค์เสวนากันเช่นนั้น จึงทำให้แผนการระดมพลและการเคลื่อนพลครั้งใหญ่สุดที่ “โจสิน” หมายมั่นปั้นมือว่าจะเผด็จศึก “ปี้เซ็ก” ได้ในพริบตาก็เข้ากระบวนซ้ำรอยเดิม คือ รอยรุมกินโต๊ะหลอกเจี๊ยะ 

            ทันทีที่ข่าวคราวการระดมพลครั้งใหญ่สุดเพื่อเผด็จศึกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดให้เสร็จสิ้นก่อนวันตรุษแพร่กระจายออกไป “ตั๋งเทือก” “ลิห้อย” และ “อ้วนพ้ง” ได้ทราบข่าวศึกก็สุมหัวปรึกษาหารือกันว่าจะทำการรับศึกใหญ่ครั้งใหม่นี้ประการใด 

            “ลิห้อย” เจ้าปัญญา นักยุทธศาสตร์ใหญ่ ได้สำรวจตรวจสอบข่าวสารทั่วด้านแล้ว กล่าวกับ “ตั๋งเทือก” และ “อ้วนพ้ง” ว่าศึกคราวนี้ไม่หนักหนาสาหัสเท่าคราวก่อน เพราะเท่าที่ข้าน้อยสืบทราบมานั้น ท่อน้ำเลี้ยงร้อยส่วน ไหลสู่ปลายทางได้แค่สามสิบถึงสี่สิบส่วนเท่านั้น ทั้งบรรดาสมาชิกสภาเช็งเหม็งพรรคอั้งตั่งก็พากันเตะขาขัดขวางอย่างเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้แผนการของพวกสภาโจ๊กบรรลุผล แต่กระนั้นเลยเพื่อความไม่ประมาท ขอให้ “ตั๋งเทือก” ท่านและ “อ้วนพ้ง” จัดเตรียมกำลังเต็มอัตราศึก 

            “ลิห้อย” กล่าวแล้วก็มองหน้าสบสายตาทั้ง “ตั๋งเทือก” และ “อ้วนพ้ง” พลางลดเสียงกล่าวแต่เบา ๆ ว่าเหมือนเดิม เหมือนเดิม เหมือนเดิม แฮะ แฮะ แฮะ เอื๊อก เอื๊อก เอื๊อก 

            สิ้นเสียง “ลิห้อย” ทั้ง “ตั๋งเทือก” และ “อ้วนพ้ง” พากันมองหน้ากันและกันอย่างพร้อมเพรียง หัวร่อในลำคอพร้อมกันว่าเอื๊อก เอื๊อก 

            เจิ้นหยางศกปีที่ 163 แรม 4 ค่ำ เดือน 5 เหล่าอั้งนั้งจากทั่วสารทิศพากันหลั่งไหลเข้ากรุง บรรดาหัวขวดพากันป่าวประกาศว่าเป็นการระดมพลครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ มีมวลชนเข้าร่วมขับไล่ “ปี้เซ็ก” กว่าล้านคน 

            เสียงป่าวประกาศครั้งแล้วครั้งเล่าดังกึกก้องว่า สีแดงหลั่งไหลจากทั่วสารทิศ โถมท่วมทับเมืองหลวงประหนึ่งน้ำเหนือหลาก ยากที่พวก “ปี้เซ็ก” จะหนีรอดออกจากอุ้งหัตถ์แห่งอุทกภัยครั้งนี้ได้ ให้ยอมจำนนเสียแต่โดยดี 

            “โจสิน” ได้เห็นภาพสีแดงตระการตา ก็พาครึ้มอกครึ้มใจ ก้มกราบไหว้เหล่าอั้งนั้งว่าครั้งนี้แผ่นดินจะเป็นสุข “ปี้เซ็ก” และเหล่าเจ้านายจะพากันฉิบหายวายวอดสิ้น ตัวเราได้คืนแผ่นดินวันใด จะปลดหนี้สินให้ทุกคนมั่งมีศรีสุข ไร้ทุกข์โศกโรคภัย เหมือนดั่งยุคของพระยูไลอุบัติเสด็จมาโปรดมวลมนุษย์ 

            สีแดงฉานไหลหลั่งรวมเข้าไปยังศูนย์กลางการทำมาค้าขายของเมืองกรุง การสัญจรไปมาพากันติดขัดเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตจนหมดสิ้น กิจการร้านรวงต่าง ๆ หวาดหวั่นพรั่นพรึง กลัวเหล่าอั้งยี่และอั้งนั้งจะปล้นสดมภ์ทำลาย พากันปิดร้านรวงหลบหนีเป็นทิวแถว 

            เสียงผู้คนก่นด่าดังก้องกระหึ่มชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า แต่เสียงก่นด่าครานี้แทนที่จะด่า “ปี้เซ็ก” เป็นจุดหลัก อันจะมีผลต่อการกดดันให้ “ปี้เซ็ก” สั่งกำลังเข้ากวาดล้างเหล่าอั้งนั้ง กลับกลายเป็นคนละเรื่องคนละราว 

            เพราะชาวกรุงรู้เท่าทันแผนการอุบาทว์ชาติชั่วที่หวังยืมมีดฆ่าแมว รู้เท่าทันแผนการของหัวขวดกระจ่างแจ้งว่าต้องการยืมมือชาวกรุงกดดัน “ปี้เซ็ก” ให้สลายเหล่าอั้งนั้งและจะใช้เป็นข้ออ้างก่อกลียุคเผาบ้านผลาญเมือง ดังนั้นจึงพากันก่นด่า “โจสิน” และบรรดาขุนทัพนายกองของขบวนอั้งนั้งแทน 

            แรงกดดันกระหน่ำแน่น จนกระทั่งผู้คนในครอบครัวและญาติมิตรสนิทของ “โจสิน” ไม่กล้าทนอยู่ในฮวนนั้งก๊กต่อไปได้ เพราะกระแสกล่าวอาฆาตมาดร้ายจองล้างจองผลาญได้แผ่มาปกคลุมจนประหนึ่งไฟสุมอยู่ใกล้ตัว จึงต้องอพยพหลบภัยออกไปต่างแดนถ้วนหน้ากัน 

            ยามนั้นผู้คนจำนวนไม่น้อยก็รู้เท่าทันเช่นกันว่าการเล่นงิ้วล่อเอาเถิดของพวก “ปี้เซ็ก” กับพวกอั้งนั้งของสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะนั้น ผลแท้จริงคือความเดือดร้อนเสียหายจะตกแก่บ้านเมืองและอาณาประชาราษฎรแต่ถ่ายเดียว จึงพากันก่นด่า “ปี้เซ็ก” ควบคู่ไปกับการก่นด่า “โจสิน” 

            ก้อนหิน ขวดน้ำ และขี้หมูขี้หมา ถูกขว้างปาขึ้นไปบนโรงงิ้ว ท่ามกลางเสียงร้องก่นด่าของประดาผู้ชม ตะเพิดทั้งพระเอกและตัวโกงว่าลงโรงได้แล้ว ลงโรงได้แล้ว พวกกูไม่ยอมให้พวกมึงหลอกเจี๊ยะอีกต่อไปแล้ว!
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Tue Oct 04, 2011 11:41 am

สามก๊กการเมืองไทย ตอน เด็ดปีกพยัคฆ์

.
.


            เจิ้งหยางศกปีที่ 163 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 6 มหานครแห่งฮวนนั้งก๊กตกอยู่ในภาวะวิกฤต ทั่วทุกสารทิศประหวั่นพรั่นพรึงด้วยหวั่นเกรงว่าการนองเลือดครั้งใหญ่ในแผ่นดินกำลังใกล้เข้ามาเต็มที 

            สถานการณ์แม้ประหนึ่งเงียบสงบ แต่เสียงของระเบิดและเปลวเพลิงที่เกิดจากการทำลายล้างเพื่อสร้างสถานการณ์ให้ปั่นป่วนวุ่นวายยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

            ดังนั้นแม้ยังไม่มีการปะทะกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน แต่สถานการณ์ก็ไม่ต่างอันใดกับท้องทะเลราบเรียบยามก่อนจะเกิดคลื่นใหญ่แต่ประการใดเลย 

            เพราะต่างฝ่ายต่างพวกต่างระดมซ่องสุมทั้งกำลังคนและอาวุธยุทโธปกรณ์กันเต็มอัตราศึก 

            สายลมร้อนยามดึกพลิ้วโผยโชยไอร้อน แม้ผ่อนคลายลงจากเวลากลางวันแต่ไอร้อนนั้นก็ยังคงทำให้คนทั้งปวงต้องร้อนรุ่ม สุมหัวกันในห้องอันเย็นฉ่ำ 

            ยามนั้นบนลานหญ้าที่ไม่กว้างเท่าใดนัก ณ ชายขอบเมืองหลวง พระจันทร์เสี้ยว ขึ้น 7 ค่ำ เพิ่งเผยตัวบนฟากฟ้า พลันปรากฏเงาร่างหนึ่งเดินเยื้องกรายอย่างเชื่องช้า แหงนหน้าดูพระจันทร์ยามข้างขึ้นอ่อน ๆ ประหนึ่งว่ากำลังรอคอยผู้มาเยือน 

            ราตรีอันคืนค่อน ไร้ศัพท์สำเนียงรบกวนใด ๆ นอกจากบางครั้งมีเสียงใบมะพร้าวไหวหวือเพราะแรงลม ชายคนนั้นพลันหยุดเหลียวไปมองทางด้านข้างแล้วกล่าวว่า น้องเรามาแล้วรึ 

            ปรากฏร่างชายอีกผู้หนึ่งพลิ้วกายฝ่าความมืดมาถึงด้านข้างของชายคนแรกอย่างเงียบกริบ และกล่าวตอบขึ้นว่าขออภัยพี่ท่าน ข้าพเจ้ามาล่าช้าไปเพราะเพิ่งได้รับข่าวสารชิ้นสำคัญ แต่คาดว่ามิได้ล่าช้ามากเกินไป จึงขออภัยพี่ท่าน 

            ชายคนแรกโบกมืออย่างเบา ๆ พลางกล่าวว่าเจ้ามาไม่ช้าดอก ตัวเราก็เพิ่งออกมาเดินเล่น เห็นท้องฟ้ากระจ่าง พระจันทร์ข้างแรมผ่านพ้นไป เข้าสู่เวลาของพระจันทร์ในข้างขึ้นแล้ว ความมืดบนนภากาศคงจะค่อย ๆ สร่างคลายหายไปเป็นแน่แท้ 

            ชายคนนั้นกล่าวสืบไปว่า ศึกสิบทัพที่ “โจสิน” คนร้อยเล่ห์หวังยึดบ้านครองเมือง เอาแผ่นดินฮวนนั้งก๊กมาครองไว้เป็นของตน ล้างผลาญผู้คน ล้มระบบระบอบต่าง ๆ สร้างระบบใหม่ที่ตระกูลของมันเป็นใหญ่แต่ผู้เดียว แม้ว่าเตรียมการมาเป็นอย่างดี แต่กลับพินาศแทบหมดสิ้นแล้ว 

            เสียงนุ่มนวลแผ่วเบาแต่มีพลังหนักแน่นหนักหน่วงประดุจห้วงคลื่นใหญ่ในท้องมหาสมุทร ยังคงกล่าวสืบไปว่ายามนี้เขตแดนแคว้นต่าง ๆ ได้กระจ่างแจ้งในแผนการร้ายของจอมโฉดแล้ว ดังนั้นการซึ่งมุ่งหวังจะระดมพลังจากเขตแคว้นต่าง ๆ มาร่วมล้างผลาญฮวนนั้งก๊กจึงถูกทำลายไปหมดสิ้น มิหนำซ้ำแผ่นดินที่เหลืออยู่ก็น้อยนิดเต็มที แค่รักษาชีวิตให้รอดแต่ละวันก็หนักหนาสาหัสแล้ว 

            ทั้งขณะนี้พวกอั้งนั้งที่มันปลุกเสกให้เป็นผีดิบ สร้างกองทัพผีป่าหวังว่าจะให้เข้ามาสิงเมือง ก็ถูกตัดสายประสานเป็นการทั่วไปแล้ว “ปี้เซ็ก” เจ้าเด็กน้อยแม้ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หลงลมแต่สุนัขกระเป๋า “หนองเต้ย” ปล่อยให้ “โจสิน” มันปลุกเสกผีดิบมานานนับปี แต่มาคราวนี้มันพลันรู้สึกตัวว่าหากมนต์อสูรยังเสกเป่าอย่างเร่าร้อนต่อไป ในที่สุดฝูงผีดิบเหล่านั้นก็จะขย้ำตัวมัน พ่อมัน และเมียมัน จนบรรลัยเป็นแน่ ดังนั้นมันจึงสั่ง “ตั๋งเทือก” ให้จัดการตัดแหล่งส่งสารที่ผ่านมนต์อสูรของ “โจสิน” และเหล่าสาวกจนขาดสะบั้น ในยามนี้พวกอั้งนั้งประหนึ่งว่าวที่สายป่านขาด ยากจะต่อกันติด คิดประสานสั่งการก็ยากเย็น จะระดมรุกรับก็ขัดสน เห็นทีจะอ่อนตัวลง 

            ชายนั้นยังคงกล่าวต่อไปว่า เจ้า “ปี้เซ็ก” เด็กน้อย แม้ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แต่มันก็สำเร็จวิชาคร่าวิญญาณจากดินแดนอิ๋งก๊กอันไกลโพ้น ดังนั้นมันจึงคิดหยิบยืมร่างและชีวิตของชาวฮวนนั้งก๊กให้เป็นศพแทนมัน เพื่อจะได้นั่งวออยู่บนหอสูงสืบไป แต่ทว่าการครั้งนี้เป็นอันตรายนัก 

            คนที่มาใหม่กล่าวแทรกขึ้นมาว่า ข้าพเจ้าได้สืบทราบมาว่าพวกก๊กฟ้าของ “ปี้เซ็ก” ได้จัดเงินจำนวนมากมายให้กับนายหน้าสองกลุ่มไปทำการปลุกระดมชาวฮวนนั้งก๊กให้ลุกออกมาต่อสู้กับพวกอั้งนั้ง 

            แล้วกล่าวสืบไปว่า วิชาคร่าวิญญาณจากอิ๋งก๊กช่างโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก พี่ท่านคงทราบดีว่าเมื่อคราก่อนที่เหตุการณ์แปรผัน พวกมันก็เหยียบข้ามศพผู้ภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ของกลุ่ม “ซุนลิ้ม” ขึ้นไปนั่งบัลลังก์อำนาจมาคราหนึ่งแล้ว จึงได้มีอำนาจในบ้านเมือง ทว่าพอมีอำนาจบาทใหญ่ขึ้นแล้ว พวกมันกลับอกตัญญูทรยศต่อผู้มีพระคุณ ประกาศก้องว่าหาได้มีบุญคุณใด ๆ ต่อกันไม่ ทั้งถือเอา “ลิห้อย” และพวกเป็นสรณะ ว่ามีพระคุณล้นฟ้าที่ทำให้พวกมันได้ขึ้นหอนั่งวอถึงวันนี้ 

            นับปีแทนที่พวกมันจะคิดอ่านทำการพิทักษ์แผ่นดิน บำรุงอาณาประชาราษฎร์ พวกมันคิดแต่การกู้กับการโกง มิได้สนใจไยดีกับการขับเคลื่อนแผนการร้ายของพวก “โจสิน” จนทำให้จอมมารใหญ่ใช้มนต์อสูรปลุกเสกแก๊งผีดิบจนกลายเป็นกองทัพผีดิบขนาดใหญ่กลาดเกลื่อนไปในแดนฮวนนั้งก๊ก แล้วก่อการคุกคามไล่ล่าพวกก๊กฟ้าของ “ปี้เซ็ก” อย่างไม่ระย่อท้อถอย 

            ทว่าพอใกล้เข้าตาจน แทนที่พวกมันจะคิดต่อสู้ทำลายอริราชศัตรูเพื่อพิทักษ์แผ่นดิน แต่พวกมันกลับลอยตัวเหมือนสวะลอยน้ำ แล้วคิดอ่านแผนการใช้วิชาคร่าวิญญาณให้อาณาประชาราษฎร์ฮวนนั้งก๊กมาสู้รบจนเป็นศพแทนพวกมันอีกคราหนึ่งแล้ว 

            ขณะนี้มันได้ปลุกระดมเชื่อมโยงกับแผนการร้องเพลงชาติเมื่อปีก่อนเข้ามาเป็นส่วนในการคร่าวิญญาณชาวฮวนนั้งก๊ก ปลุกระดมให้อาณาประชาราษฎร์ทุกแห่งหนและชุมชนต่างๆ รวมตัวลุกขึ้นสู้ต่อต้านกับพวกผีดิบแดง การเคลื่อนไหวต่อต้านขยายตัวไปอย่างคึกคัก 

            ชายนั้นกล่าวอีกว่า ข้าพเจ้าได้ลอบสืบทราบมาว่ามันได้จัดหาเงินมาจากหลายแหล่งกว่าร้อยล้านอีแปะ แจกจ่ายใช้สอยให้แก่การเคลื่อนไหวปลุกระดมยืมชีวิตประชาชนมาคร่าวิญญาณเพื่อเป็นเกราะคุ้มกันพวกมัน แล้วพวกมันก็จะได้ลอยตัวอยู่เหนือหัวเหนือศพราษฎรต่อไป 

            ชายนั้นกล่าวแล้วก็หยุดลง เพราะชายอีกคนหนึ่งค่อยเดินก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า อารมณ์เย็น แล้วกล่าวว่าในไม่ช้าพวกผีดิบแดงและพวกที่ถูกคร่าวิญญาณให้มาล้างผลาญทำลายล้างกันคงจะก่อสงครามใหญ่แก่กันเป็นมั่นคง แผ่นดินที่เป็นสุขคงเป็นศึกทุกหัวระแหงเป็นแน่แท้ 

            เสียงเนิบนาบยังคงกล่าวสืบไปว่า สำนักของ “ปี้เซ็ก” นี้แม้ภาพลักษณ์ดีจนเราเองเคยหลงเชื่อว่าจะทำความดีให้กับบ้านเมือง แต่แท้จริงมันเป็นพวกคดในข้องอในกระดูก เป็นพวกวีรชนจอมปลอม เป็นจอมมายาสาไถ และตีสองหน้า 

            หน้าหนึ่ง มันตีหน้าเป็นสุภาพบุรุษ มีความสง่างาม เพียบด้วยเสน่ห์ที่โปรยปราย ทำให้ผู้คนใหลหลง และหลงเชื่อว่ามันเป็นคนดี ไร้ที่ตำหนิหรือด่างพร้อยแม้น้อยนิด แต่อีกหน้าหนึ่งนั้นมันเป็นหน้าสุนัขจิ้งจอก ที่คอยลักฉวย ฉ้อฉลปล้นแผ่นดิน และราษฎร ไม่ต่างอันใดกับมหาโจร 

            ด้วยสองหน้าเช่นนี้มันจึงสามารถยืนยงคงกระพันทำให้ผู้คนหลงเชื่อมานานนับสิบ ๆ ปี แต่ทุกคราที่มีอำนาจกลับเป็นการทำร้ายและทำลายชาติครั้งใหญ่เสมอมา ดังสองคราที่ผ่านไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน แต่คราวนี้มันจะทำลายแผ่นดินจนสิ้นสูญ และหนักหนาสาหัสกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา 

            แม้ตัวเราเองก็หนักอกหนักใจว่าจะหาทางออกผ่านเหตุการณ์ที่บ้านเมืองเป็นศึกสู่เหตุการณ์ที่บ้านเมืองเป็นสุขได้อย่างไร แต่การทั้งนี้ก็ยังไม่อันตรายเท่ากับการที่เราได้มอบหมายให้เจ้าไปสืบสาวราวเรื่อง 

            ชายนั้นกล่าวต่อไปว่า หลายวันมานี้ด้วยฝีมืออย่างเจ้า ตัวเราเชื่อว่าความจริงทั้งหลายย่อมกระจ่าง 

            เมื่อหยุดเสียงลงแล้ว ชายนั้นก็หันหน้ากลับมายังอาคันตุกะผู้มาใหม่ ซึ่งหยุดก้าวเท้าตามไปด้วย แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าย่อมไม่ทำให้พี่ท่านผิดหวัง การทั้งปวงเป็นไปดังที่พี่ท่านคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด 

            ชายนั้นกล่าวต่อไปว่า ข้าพเจ้าได้สืบสาวราวเรื่องโดยกว้างโดยลึกแล้ว ความจริงได้ยืนยันในสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยรายงานต่อท่านมาหลายครั้งหลายหนว่ากระบวนกลของ “โจสิน” นั้นเป้าหมายหลักคือการใช้กองกำลังติดอาวุธเข้ายึดอำนาจรัฐ 

            เสียงรายงานยังคงกล่าวสืบไปว่า ขณะนี้ชัดเจนและสิ้นสงสัยในทุกประการแล้ว ว่าพรรคอั้งตั่ง ขบวนอั้งนั้งของ “โจสิน” นั้นยังมีกองทัพผีดิบอีกกองหนึ่ง ซึ่งมีอาวุธร้ายสารพัดชนิด กลายเป็นกระบวนรบสามประสาน เช่นเดียวกับกระบวนรบของพวกตึ๊งนั้งเมื่อกว่า 60 ปีก่อน อาวุธวิเศษสามอย่างของเหมาจู่สีในการครองแผ่นดิน พวกมันก็เอามาพูด เอามาท่องและเอามาทำ 

            ในวันนี้ “โจสิน” มันมีพรรคอั้งตั่งคอยสู้รบปรบมือในสภาเช็งเหม็ง มีขบวนการอั้งนั้งคอยก่อกวนบนท้องถนน และชุมชนต่าง ๆ และมีกองทัพผีดิบอั้งกุ๊ยเพื่อสู้รบปรบมือกับกองทัพของฮวนนั้งก๊ก 

            ชายอีกคนหนึ่งได้ฟังดังนั้นก็กล่าวว่า ตัวเราก็ทราบดีและไม่ได้สงสัยในเรื่องนี้ จึงให้ท่านกล่าวตรงเรื่องราวเหตุการณ์ค่ำคืนเมื่อแรม 11 ค่ำ เดือน 5 ที่สี่แยกกลางกรุงว่ามีเบื้องลึกแผนลับประการใด จะตรงกับใจเราได้คาดหมายไว้หรือไม่ 

            ชายอีกคนหนึ่งจึงกล่าวว่า ที่พี่ท่านสงสัยและให้ข้าพเจ้าไปสืบสาวราวเรื่องในประการนี้นั้น โดยสรุปก็เป็นดังที่พี่ท่านคาดคะเนไม่มีผิด 

            เสียงแผ่วเบาดังขึ้นว่า ลองว่ามาโดยละเอียด เรามีความสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก 

            ชายอีกคนหนึ่งจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าก่อนกล่าวเรื่องนี้ อยากถามพี่ท่านว่ายังรำลึกถึงเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ทันนานได้หรือไม่ 

            โดยไม่ทันฟังคำตอบ ชายผู้นั้นก็กล่าวสืบไปนั้นเหตุการณ์แรกคือการจับกุมการผลิตเครื่องยิงระเบิด แล้วเรื่องก็เงียบหายไป ถัดมาเหตุการณ์ที่สอง ก็มีการจับกุมการผลิตอาวุธปืนร้ายแรง แล้วเรื่องก็เงียบหายไป และเหตุการณ์ที่สามคือการยิงห้องทำงานของ “อ้วนพ้ง” ถึงสองครั้งสองครา และยังเชื่อมโยงไปถึง “เซ่งอั๊ง” รวมทั้งการซุ่มยิง “ซุนลิ้ม” เมื่อปีก่อน เรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนประสานกันและเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นเรื่องเดียวกันกับแผนสังหารหน่วยทหารพยัคฆ์บิน องครักษ์พิทักษ์ไทเฮาด้วย 

            เสียงเย็นยะเยือกนาบเนิบและราบเรียบย้อนกลับมาในทันใดว่า หรือว่าจะเป็นดังที่เราคาดคิด ท่านจงว่ากล่าวมาให้ละเอียดที่สุด 

            เสียงกล่าวรายงานดังขึ้นอีกว่า การซุ่มยิง “ซุนลิ้ม” เมื่อปีก่อนนั้นก็เพื่อสกัดขัดขวางไม่ให้เหล่าอ้วงก๊กออกมาเปล่งประกายสีเหลืองตามท้องถนนซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางการใหญ่ในวันข้างหน้า จนทำให้ “ซุนลิ้ม” ต้องหลบลี้หนีภัย กระทั่งถึงทุกวันนี้ นี่เป็นประการแรกที่ขอรายงานต่อพี่ท่าน 

            ประการที่สอง การผลิตเครื่องยิงและอาวุธร้ายแรงทั้งสองครั้งสองคราที่พวก หมาต๋าจับกุมได้จำนวนมาก แล้วเรื่องเงียบหายไปนั้น ปรากฏว่ามีเจียงกุนคนสำคัญของตึกป้องกันแคว้นฮวนนั้งไปสมอ้างช่วยเหลือว่าเป็นการว่าจ้างของตึกป้องกันแคว้น จึงทำให้หมาต๋าต้องเก็บเรื่องเงียบหายไป 

            เสียงของชายอีกคนหนึ่งติงขึ้นมาในทันใดว่า แล้วเครื่องยิงและอาวุธเหล่านั้นหลุดรอดไปอยู่ที่ไหน จำนวนเท่าใดบ้าง 

            ชายอีกคนหนึ่งกล่าวรายงานต่อไปว่า เครื่องยิงหรือระเบิดร้ายแรงมีการผลิตแล้วกว่าพันชุด เกลียวไม่ได้มาตรฐานราว 400 ชุด ใช้ยิงไม่ได้ผล ลูกไม่ระเบิดหรือด้าน แต่อีก 600 ชุดใช้การได้ หลุดรอดไปอยู่ในมือของกองกำลังอั้งกุ๊ยเรียบร้อยไปแล้ว และได้นำไปใช้ยิงเหล่าทหารด้านทักษิณบ้าง เอาไปใช้ยิงพวกก๊กฟ้า ก๊กเหลือง ทางภาคเหนือบ้าง ภาคอีสานบ้าง ส่วนอาวุธปืนหลุดรอดไปราว 4,000 กระบอก ตกไปอยู่ในมือของกองกำลังอั้งกุ๊ยเช่นเดียวกัน 

            นอกจากนั้น กองกำลังอั้งกุ๊ยยังได้สั่งสมระดมซื้อระเบิดและอาวุธร้ายแรงต่าง ๆ จากพวกทหารหนีตายของ “ฮวยเซ็ง” และจากขบวนการค้าอาวุธของ “โจสิน” จากดินแดนทมิฬตอนใต้ เพื่อเตรียมใช้ในยุทธการลุกฮือยึดแผ่นดิน ดังนั้นการใช้เครื่องยิงระเบิดและอาวุธปืนเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงและเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด 

            ประการที่สาม การยิงระเบิดไปที่ห้องทำงานของ “อ้วนพ้ง” นั้น ท่านย่อมเฉลียวใจไม่ใช่หรือว่าเหตุไฉน “อ้วนพ้ง” มันจึงทำตนนิ่งเฉยมิได้สะทกสะท้าน และมิได้ตอบโต้หรือตรวจสอบค้นหาว่าเป็นผู้ใดปองร้าย “อ้วนพ้ง” มันถึงจะล้ำลึกแต่ครานี้ก็ได้เปิดเผยพิรุธให้เห็นร่องรอยกระจ่างนัก พี่ท่านจะมีความเห็นเรื่องนี้ประการใด 

            ไม่มีเสียงตอบ แต่ได้ยินเสียงอึม อึม อึม ดังขึ้นแล้วก็เงียบไป เสียงรายงานก็ดังต่อไปว่า ถ้าหากเป็นเรื่องจริงเรื่องจัง ย่อมเป็นวิสัยของทุกชีวิตที่จะต้องคิดอ่านตอบโต้แก้แค้นหรือสืบสาวราวเรื่องว่าใครปองร้าย การที่ “อ้วนพ้ง” ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวไม่ใส่ใจไยดีนั้นหาใช่เพราะใจมันเข้าถึงคำสอนพระโพธิสัตว์ไม่ แต่เพราะมันรู้ดีว่าใครทำและเป็นอันตรายต่อมันหรือไม่ ในขณะที่คนทั่วไปต่างเข้าใจเหมือนกันว่าขบวนการที่ซุ่มยิงห้องทำงานของ “อ้วนพ้ง” คือปรปักษ์ที่จ้องปองชีวิต “อ้วนพ้ง” ดังนั้นคนทั้งปวงจึงสำคัญว่าขบวนการกองกำลังนี้เป็นคนละพวกกับ “อ้วนพ้ง” จนไม่มีใครเฉลียวคิดว่าอาจเป็นแผนปกปิดหรือสร้างความสับสนมิให้ผู้คนสงสัยก็ได้ นี่คือสิ่งที่พวกมันต้องการ แต่กลับเผยพิรุธที่พิลึกพิลั่นมิใช่หรือ 

            มีเสียงเยือกเย็นอำมหิตดังขึ้นจากชายอีกคนหนึ่งว่า “อ้วนพ้ง” เจ้าคิดอ่านวกวนล้ำลึก นึกหรือว่าแผ่นดินนี้มีแต่เจ้าผู้เดียวที่ฉลาดเฉลียวเยี่ยงนี้ ฮึ ฮึ ฮึ ครั้นเสียงหยุดไป ชายคนที่รายงานก็กล่าวต่อไปว่า 

            ประการที่สี่ “อ้วนพ้ง” เป็นคนสั่งการในการจัดการกับพวกอั้งนั้ง แต่มัดมือมัดตีนไพร่พลจนหมดสิ้น ห้ามพกห้ามพาอาวุธ ห้ามใช้ความรุนแรง ห้ามทำคนเจ็บ ห้ามทำคนตาย ทั้งๆที่ตัวมันก็รู้ดีว่าในขบวนของพวกอั้งนั้งนั้นมีกองกำลังอั้งกุ๊ยแฝงตัวประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน และมันก็รู้ดีว่ากองทหารที่ออกปฏิบัติการนั้นล้วนเป็นกำลังหลักในการพิทักษ์ชาติและราชบัลลังก์ 

            ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุชุลมุน กองกำลังพยัคฆ์บินจึงถูกเด็ดปีกร่วงกราวเป็นใบไม้ร่วงยามหน้าแล้ง ทหารล้มตาย บาดเจ็บ ยิ่งกว่าเข้าสู่สมรภูมิรบ แต่โชคดีที่ไหวตัวทัน ผู้บัญชาการจึงสั่งถอนกำลัง และหยุดยั้งเหตุร้ายเอาไว้ได้ทันท่วงที ท่านลองนึกดูว่าเพียงแค่ 15 อึดใจ เหล่าทหารล้มตาย บาดเจ็บกว่า 300 คน หากเผชิญหน้ากันต่อไปหน่วยทหารหลักทั้ง 3 หน่วยจะไม่ถูกสลายสิ้นดอกรึ 

            ไม่มีเสียงตอบใด ๆ เสียงรายงานจึงกล่าวต่อไปว่า พี่ท่านคงอ่านหมากได้กระจ่างว่าหากกองทหารหลัก 3 หน่วยถูกทำลาย กำลังในการพิทักษ์ชาติราชบัลลังก์หรือยับยั้งความชั่วร้ายในแผ่นดินก็จะสิ้นสูญไป และเมื่อนั้นใครคิดอ่านชั่วช้าต่อแผ่นดินก็ย่อมมีความปลอดโปร่งโล่งใจไม่ใช่หรือ 

            มีเสียงถามกลับมาอย่างราบเรียบว่า เราอยากรู้ว่าปฏิบัติการเด็ดปีกพยัคฆ์นั้นใช้อาวุธแบบไหน โดยนักบู๊ฝีมือระดับใด 

            เสียงกล่าวรายงานดังขึ้นว่า เป็นอาวุธร้ายแรง มีความแม่นยำ จับเป้าหมายได้ไม่คลาดเคลื่อน และฝีมือคนร้ายฉกาจฉมังระดับชั้นเทพ ซึ่งมีแค่ 2 หน่วยเท่านั้นที่มีขีดความสามารถเยี่ยงนี้ และ 1 ใน 2 หน่วยนั้นก็คือหน่วยเดียวกันกับปฏิบัติการต่อ “ซุนลิ้ม” 

            เสียงรายงานยังคงดังขึ้นต่อไปว่า การสั่งถอนกำลังอย่างฉับพลันเป็นความชาญฉลาดของผู้บังคับบัญชาที่พบเห็นเหตุนานาวิการบังเกิด จึงสามารถรักษากำลังหลักเอาไว้ได้ และทำให้กองกำลังอั้งกุ๊ยงงงวย มิรู้ที่จะทำประการใด จึงต้องถอยกลับที่ตั้งเช่นเดียวกัน 

            แต่ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นกลับทำให้ชาวฮวนนั้งและชาวแคว้นแดนต่างๆ ทราบความจริงว่าปฏิบัติการโหดเหี้ยมอำมหิตที่สังหารและทำร้ายกองทหารและชาวฮวนนั้งทั้งหลายนั้งล้วนเป็นขบวนการของ “โจสิน” จึงแทนที่จะเคียดแค้นชิงชังติเตียน “ปี้เซ็ก” ความโกรธแค้นและชิงชังกลับทับถมโหมไปสู่ “โจสิน” และเหล่าพวกอั้งนั้ง 

            ดังนั้นพวก “ปี้เซ็ก” จึงฉวยโอกาสนี้ประกาศรุกต่อ “โจสิน” ในทันที กล่าวหา “โจสิน” ต่อนานาแคว้นว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นปฏิบัติการของโจรก่อการร้ายอั้งกุ๊ยของ “โจสิน” และรีบดำเนินการเพื่อผูกมัด “โจสิน” เข้ากับขบวนการอั้งกุ๊ยที่ทำการก่อการร้าย กระจายข่าวสารไปทั่วแคว้นฮวนนั้งก๊กตลอดจนเขตแคว้นแดนต่างๆ จนทำให้ “โจสิน” ต้องเร่ร่อนจรจัดหาที่พำนักใหม่อีกหนหนึ่ง 

            เมื่อเสียงรายงานมีทีท่าว่าจบสิ้นกระบวนความ ชายอีกคนหนึ่งพลันกล่าวว่ายามนี้ “โจสิน” ได้กลายเป็นผู้ก่อการร้ายที่ถูกหมายหัวทั่วทั้งแคว้นและดินแดนต่าง ๆ ทั่วสากล จะอยู่นิ่งก็มิได้ จะเร่ร่อนจรจัดไปไหนก็ยากลำบากเต็มที ทั้งตัวมันก็มีหลายโรคร้ายรุมเร้า เห็นทีจะมีชีวิตไม่ยืนยาวอีกแล้ว 

            แต่ “โจสิน” มันเป็นคนบ้าดีเดือด คงไม่ยอมเจ็บไม่ยอมตายแต่คนเดียว ดังนั้นในขณะนี้มันจึงสั่งให้ลูกเมียและญาติมิตรอพยพหลบภัยไปอยู่ต่างแคว้น หมายเปิดศึกแตกหัก ใช้ชาวฮวนนั้งก๊กให้ออกรบเป็นศพแทนมัน สร้างความพินาศฉิบหายให้กับชาวฮวนนั้งก๊กให้มากที่สุด ถึงว่าแพ้ ฮวนนั้งก๊กก็จะราบพนาสูญเป็นหน้ากลอง หรือไม่ฮวนนั้งก๊กก็จะเป็นทะเลเพลิง ชาวฮวนนั้งก๊กจะพินาศฉิบหายวายวอดสิ้น ก็จะสาสมแก่ใจที่มันรู้สึกนึกว่าคุ้มค่ากับการที่มันจะเดือดร้อนอยู่แต่ผู้เดียว 

            แต่สิ่งที่ประมาทมิได้ก็คือ ความเพ้อฝันคิดจะปลุกเสกพวกอั้งกุ๊ยและอั้งนั้งให้ลุกฮือขึ้นยึดอำนาจ เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินญวนเมื่อหลายสิบปีก่อน 

            ทว่าแผนการอุบาทว์นี้ก็ถูกคนของมันเองนำออกขายให้กับพวก “ปี้เซ็ก” ดังนั้นในห้วงนี้พวก “ปี้เซ็ก” มันจึงคิดกลยุทธ์ป้องกันยุทธการลุกฮือยึดเมืองของ “โจสิน” อย่างแยบยล 

            ชายอีกคนหนึ่งกล่าวสอดขึ้นว่า พี่ท่านคาดคะเนการณ์กว้างไกลนัก ข้าน้อยขอรายงานเพิ่มเติมว่า ในรายละเอียดของการรับมือกับแผนการลุกฮือยึดเมืองนั้น ขณะนี้พอประมวลได้บางประการคือ 

            ประการหนึ่ง ปิดกั้นทำลายเส้นสายโยงใยประสานงานสั่งการระหว่างศูนย์กลางของขบวนการ “โจสิน” กับผู้ปฏิบัติงานในระดับต่าง ๆ ทั้งในเมืองหลวงและชนบท ทำการสลายแนวร่วมและตัดขาดการบัญชาการให้เป็นไปอย่างยากลำบากยิ่ง 

            ประการหนึ่ง ทำการตีเสบียงกองทัพของ “โจสิน” บี้บดขยี้พวกท่อน้ำเลี้ยงและกองหนุนต่าง ๆ ไม่ให้ส่งเสริมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพวกอั้งนั้ง อั้งกุ๊ย 

            ประการหนึ่ง จี้จุดหยิมต๊กกองบัญชาการส่วนกลางของ “โจสิน” ประดาพวกบัณฑิต กุนซือ และทหารแก่ รวมทั้งพ่อค้าวานิช ถูกเรียกมาตรวสอบ และยังแอบตรวจสอบกระแสเงินที่หมุนเวียนว่ามาจากไหน ไปที่ไหน ทำให้กองบัญชาการของ “โจสิน” กระจัดกระจายแตกกระเจิง 

            ประการหนึ่ง ทำลายระบบการข่าวสายลับต่าง ๆ ที่คอยป้อนข้อมูลข่าวสารให้ขบวนการของ “โจสิน” ทั้งการนำไปว่ากล่าวใส่ร้ายป้ายสีบนเวทีอั้งนั้ง หรือการกำหนดแผนยุทธการทางทหารต่าง ๆ 

            ด้วยประการเหล่านี้จึงทำให้แผนยุทธการลุกฮือยึดเมืองของ “โจสิน” ขยับมิได้ หยุดนิ่งมิได้ และยังบื้อใบ้อยู่ถึงขณะนี้.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Tue Oct 04, 2011 11:47 am

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ดับดาวแดง

.
.

            เจิ้งหยางศกปีที่ 164 เดือน 7 ฤดูร้อนที่แผดเผาแรงกล้าได้ผ่านพ้นไป วสันต์ฤดูได้เข้ามาเยือน ทั้ง ๆ ที่ไอร้อนและแสงแดดอันร้อนจัดจ้ายังคงแผ่ปกคลุมดินแดนฮวนนั้งก๊ก ราวกับว่ายังเป็นคิมหันต์ฤดูอยู่ 

            ควันเพลิงพวยพุ่งปกคลุมท้องฟ้าเหนือนครหลวงแห่งฮวนนั้งก๊กต่อเนื่องกันตลอดทั้งวันทั้งคืน ศูนย์กลางการค้าขายที่เลื่องชื่อลือชาของฮวนนั้งก๊กที่ก่อกำเนิดและพัฒนาต่อเนื่องมากว่าร้อยปีถูกเผาผลาญมอดไหม้เป็นจุณ 

            แสงเพลิงลุกโชติช่วงปกคลุมด้วยควันดำที่เหม็นคละคลุ้งปะปนกันระหว่างควันเพลิงจากการเผาไหม้อาคารบ้านเรือน และควันเพลิงจากการเผาไหม้ของยางล้อรถ ในขณะที่หลายพื้นที่นอกเมืองหลวงทั้งในภาคกลางและภาคอีสานไฟก็เผาผลาญไหม้ลามตามสำนักงานของทางการ ประสานเสียงประสานแสงประหนึ่งมีการเรียบเรียงเสียงประสานการเผาผลาญบ้านเมืองไว้เป็นอย่างดี 

            ผู้คนถูกสั่งห้ามออกนอกอาคารบ้านเรือนในเวลาวิกาล ตั้งแต่ปลายยามแรกแห่งราตรีไปจนถึงยามสุดท้ายก่อนอรุณ นัยว่าเพื่อความสะดวกดายในการดูแลรักษาคุ้มครองความปลอดภัยให้กับอาณาประชาราษฎร แต่แท้จริงกลับเปิดเสรีที่ไร้ขอบเขตให้กับขบวนการกบฎก่อการร้ายอั้งนั้ง ทำการเผาผลาญอาคารบ้านเรือนและปล้นสะดมได้ตามอำเภอใจ 

            “ปี้เซ็ก” หลังจากหายหน้าหายตาไปชั่วเวลาหนึ่งก็โผล่หน้าออกมาปลอบเร้าประโลมใจให้คนทั้งปวงมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถดูแลคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของอาณาประชาราษฎรได้ ขออย่าได้วิตกเลย เพียงแค่ให้ความร่วมมือกับ “ปี้เซ็ก” เท่านั้น ก็เป็นพอ เพราะเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงในฮวนนั้งก๊กกำลังดีวันดีคืนและมาถูกทางแล้ว 

            เสียงโห่ร้องเป่าปากเหมือนกับการโห่ฮาป่าดังก้องกระหึ่มทั้งแผ่นดิน ด้วยความกังขาว่าสิ่งที่ว่ามาถูกทางนั้นช่างคุ้นเคยนักกับสิ่งที่เรียกว่าถูกทางที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่กำลังกลายเป็นแดนมิคสัญญีติดต่อกันมา 5-6 ปีแล้ว 

            เพราะยิ่งถูกทาง ความรุนแรงและการเข่นฆ่าสังหารโหดก็ยิ่งลุกลามจนบานไม่หุบ เสียงปืนและเสียงระเบิดดังก้องกระหึ่มไม่เลือกเวลา สุดแท้แต่ว่าจะสะดวกและนึกสนุกขึ้นในเวลาใดก็ทำได้ดังใจ จนชีวิตและเลือดเนื้อของขุนนางข้าราชการและราษฎรร่วงหล่นปลิวประดุจดังใบไม้ร่วง 

            ยามนั้นแม้ว่าเป็นวันต้นข้างขึ้น พระจันทร์ยังไม่เยี่ยมฟ้าเฉกเช่นยามเพ็ญ แต่ฮวนนั้งก๊กยามราตรีนี้ท้องฟ้ากลับกระจ่าง ประหนึ่งพระจันทร์เพ็ญแจ่มโพยมหน มีหมู่เมฆบาง ๆ ลอยเกลื่อนเต็มท้องฟ้า ช่างเป็นบรรยากาศที่สุนทรีนัก 

            “ซือหม่าซัน” นั่งจิบน้ำชาอยู่ริมระเบียงบ้านอันเงียบสงัด อีกด้านหนึ่งของโต๊ะน้ำชากลับเป็น “ไช่วัด” ที่พาร่างอันผอมบางโปร่งร่วมนั่งจิบน้ำชาชมราตรีด้วยกัน โดยไม่มีทีท่าว่าจะทุกข์ร้อนหรือตื่นตระหนกไปกับเหตุการณ์โกลาหลอลหม่านในยามที่ฮวนนั้งก๊กตกอยู่ในท่ามกลางศึกสงคราม 

            เพราะยามนั้นเสียงปืน เสียงระเบิดดังก้องกระหึ่มไม่ขาดระยะตั้งแต่บริเวณศูนย์กลางการค้าขายของเมืองหลวงขยายกระจายออกไปทั่วกรุง ประสานกับการเผาผลาญอาคารสถานที่ราชการในต่างจังหวัด แต่มันสองคนกลับสุมหัวกันจิบน้ำชาชมราตรีราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น 

            “ซือหม่าซัน” กล่าวว่า “เซ่งอั๊ง” ดับดิ้นไปกว่าสัปดาห์แล้ว “ไช่วัด” ท่านท่องไปในยุทธจักร คบหามวลมิตรทั้งชาวยุทธ์และชาวยัดมากหลาย คงจะได้ข่าวคราวกระจ่างแล้วว่าไผเป็นไผ ในเหตุการณ์สังหาร “เซ่งอั๊ง” ครั้งนี้ 

            “ไช่วัด” ยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ พร้อมกับพยักหน้าแล้วกล่าวว่าเล่าฮูแม้เร่ร่อนพเนจรไปทั่วทั้งแผ่นดิน แต่การดับดาวแดง ณ ชายขอบยุทธภูมิอันเป็นศูนย์กลางการค้าขายของเมืองหลวงในครั้งนี้กลับมิกระจ่างเท่าใดนัก เพราะมีสายสนกลในซับซ้อนซ่อนเงื่อน 

            เจ้าของเสียงถามเอ่ยขึ้นอีกครั้งหนึ่งว่าน้ำคำ “ไช่วัด” ท่านดังนี้ แสดงว่าท่านย่อมรู้เบาะแสไม่มากก็น้อยเป็นแน่ ไหนลองว่ามาดูสักหน่อย จะได้ค่อย ๆ ช่วยกันคิด ช่วยกันตรอง ว่าการจะเป็นไปทางข้างไหน 

            “ไช่วัด จึงว่าอันดาวแดง “เซ่งอั๊ง” ดับดิ้นในคราวนี้มีนัยยะสำคัญลี้ลับพิสดารยิ่งนัก ชั่วชีวิตของเล่าฮูยังไม่เคยพบเห็นความซับซ้อนลึกลับสับสนฉะนี้เลย มันมีทั้งข่าวเท็จ ข่าวลวง ข่าวปล่อย ข่าวสร้าง ข่าวเสก จนสับสนอลเวง แต่ก็พอสรุปได้ว่ามีความเป็นไปได้ในประการเหล่านี้ 

            “ไช่วัด” กล่าวต่อว่าในประการแรกนั้น “เซ่งอั๊ง” มันเคยเดินทางไปพบ “โจสิน” ที่นอกด่านหลายครั้งหลายหน ประกาศตนเป็นขุนพลใหญ่ที่จะทำศึกแทนตัว “โจสิน” อย่างไม่ระย่อยำเกรงผู้ใดในแผ่นดิน มันเคยประกาศก้องต่อชาวยุทธ์ว่า “โจสิน” ได้ตั้งให้ “เล่าจิ๋ว” เป็นแม่ทัพใหญ่ “ปั๋งลบ” เป็นผู้บัญชาการใหญ่ และตัวมันเป็นผู้บัญชาการกองกำลัง นั่นก็ครั้งหนึ่ง 

            ถัดมามันก็ป่าวประกาศอีกว่า “โจสิน” ตัดสินใจถอดถอนกลุ่มสามหัวขวดไม่ให้นำขบวนการต่อสู้ของพวกอั้งนั้งอีกต่อไป และให้มันจัดตั้งแกนนำรุ่นใหม่ขึ้นทำการต่อสู้แทน ต่อมาเมื่อ “ปี้เซ็ก” ประกาศแผนการฮั้วแดกแล้ว พวกสามเกลอสภาโจ๊กรุมเจี๊ยะก็ให้การต้อนรับแผนการฮั้วแดกพร้อมสลายตัว แต่ “โจสิน” ออกคำสั่งไม่ยอมให้สลายตัว ให้ทำการต่อสู้ต่อไป 

            ในขณะที่ “เล่าจิ๋ว” และ “ปั๋งลบ” ปฏิเสธในสิ่งที่ “เซ่งอั๊ง” ได้ประกาศ แต่เบื้องหลังอันเป็นที่รู้กันกระจ่างก็คือ “เซ่งอั๊ง” มีกองกำลังชาวยุทธ์ในความดูแลร่วม 4,000 คน ได้รับค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล จนกระทั่งสามารถเจียดส่วนหนึ่งไปสร้างคฤหาสน์ใหญ่โตหรูหราที่บ้านเกิด หวังเสร็จศึกแล้วจะเสพสุขไม่สิ้นสร่าง และมันก็เป็นผู้รับบัญชาล่วงรู้แผนการมากหลาย 

            ทว่าความปากโป้งโพล่งคำพูดตามอารมณ์ ไม่ถนอมน้ำคำ กลับทำให้ “โจสิน” ตกที่นั่งลำบาก เพราะเขตแดนแคว้นต่างๆ เมื่อได้ยินคำประกาศของ “เซ่งอั๊ง” แล้วก็รุมกันตราหน้าว่า “โจสิน” มันคือหัวหน้าฝ่ายอธรรมที่จะทำลายยุทธภพให้สิ้นสูญ กลายเป็นตัวรังเกียจเสนียดแคว้นแดนต่าง ๆ ซึ่งสร้างความลำบากใจให้ “โจสิน” ยิ่งนัก 

            “ไช่วัด” กล่าวต่อไปอีกว่าเล่าฮูได้ทราบข่าวกระเซ็นกระสายมาว่า หนึ่งในความวิตกสูงสุดของ “โจสิน” ก็คือมันเพิ่งได้สติยั้งคิดว่าหากวันใด “เซ่งอั๊ง” โพล่งปากเปิดเผยความนัยว่า “โจสิน” คือหัวหน้าโจรใหญ่ที่ทำลายแผ่นดินแล้ว เมื่อนั้นอันตรายจะมาถึงตัวและครอบครัวเป็นแน่แท้ การดับดาวแดง “เซ่งอั๊ง” จึงเป็นความปลอดภัยสูงสุดทั้งปัจจุบันและอนาคต 

            เสียง “ซือหม่าซัน” ครางอึมขึ้นในลำคอแต่แผ่วเบา แล้วชวน “ไช่วัด” ยกจอกน้ำชาขึ้นดื่มพร้อมกัน แล้วเอ่ยปากว่าความทั้งนี้ก็น่าคิด แต่ “ไช่วัด” ท่านลองว่ากล่าวกระแสข่าวอื่นมาก่อนเถิด 

            “ไช่วัด” จึงว่าอีกกระแสหนึ่งซึ่งจะทิ้งเสียมิได้ก็คือความหมางใจระหว่าง “เซ่งอั๊ง” กับ “อ้วนพ้ง” ซึ่งระหองระแหงกระทั่งขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นเมื่อครั้งที่ “อ้วนพ้ง” จัดการถีบ “เซ่งอั๊ง” ออกจากหน้าที่ในราชการ ให้ไปนอนอยู่บ้านเฉยๆ สร้างความเคียดแค้นพยาบาทอย่างรุนแรง 

            “ไช่วัด” กล่าวสืบต่อไปว่า “เซ่งอั๊ง” มันเป็นคนเก็บอารมณ์ไม่ได้ คุมปากไม่อยู่ จึงป่าวประกาศอาฆาต “อ้วนพ้ง” หมายจะล้างแค้นเอาเลือดมาล้างตีน ถึงกับประกาศให้ “อ้วนพ้ง” ย้ายที่นาคาที่อยู่หนีลงรูจึงจะปลอดภัย กระทั่งย่ามใจข่มขู่จะคุกคามครอบครัวลูกเมีย “อ้วนพ้ง” อีกเล่า หนำซ้ำยังกล่าวประกาศว่า “อ้วนพ้ง” ยามนี้มีสมุนบริวารรอบข้าง วันใดถอดหัวโขนกลับไปอยู่บ้าน วันนั้นจะเป็นวันย้ายทะเบียนบ้านไปสู่ยมโลก 

            การข่มขู่คุกคามของ “เซ่งอั๊ง” ป่าวประกาศไปทั่วบ้าน ประจานไปทั่วเมือง สร้างความอัปยศอดสูให้แก่ “อ้วนพ้ง” เป็นยิ่งนัก และย่อมเกิดความหวาดผวาในภยันตรายที่จะมาถึงตัวและครอบครัว 

            เนื่องเพราะหาได้มีแค่คำขู่เท่านั้นไม่ ยังมีจอมยุทธ์มือดีเปิดฉากถล่มห้องทำงานของ “อ้วนพ้ง” ในยามวิกาลถึงสองครั้งสองครา จน “อ้วนพ้ง” ต้องระมัดระวังตัว ไม่สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้สะดวกเหมือนดังแต่ก่อน และย่อมปริวิตกว่าวันหนึ่งข้างหน้าเมื่ออำลาราชการกลับไปอยู่บ้านแล้ว ชีวิตตนและครอบครัวย่อมตกอยู่ในอันตราย 

            “ไช่วัด” กล่าวสืบไปว่าชาวยุทธ์จึงตั้งข้อสันนิษฐานตามวิสัยใจคนทั่วไปว่าชีวิตทั้งหลายย่อมกลัวภัย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีความคิดลิดใบรอนกิ่งตัดต้นเสียตั้งแต่บัดนี้ เพราะเมื่อดาวแดงร่วงลับดับลงจากฟ้าแล้ว ความปลอดภัยก็จะไม่ต้องอยู่ในความวิตกกังวลอีกต่อไป 

            “ซือหม่าซัน” เอ่ยขึ้นว่าแม้จะมีเหตุผลที่น่าคิดใคร่ครวญและมีความเป็นไปได้แต่ก็เป็นแค่เหตุผล ยังไม่ใช่ความจริงที่ประจักษ์ “ไช่วัด” ท่านมีประการอื่นที่สืบสาวราวเรื่องได้ความมาอีกหรือไม่ 

            “ไช่วัด” จึงว่ายังมีอีกกระแสหนึ่งซึ่งมีน้ำหนักไม่ใช่น้อย “ซือหม่าซัน” ท่านไม่รู้ดอกว่ามีความนัยอันซับซ้อนอยู่ในหมู่ชาวยุทธ์สองกลุ่มที่ทำหน้าที่คุ้มครองป้องกันการชุมนุมของเหล่าสามเกลอ มันเป็นเรื่องศักดิ์ศรี ผลประโยชน์ อำนาจและอนาคตที่คนภายนอกย่อมยากจะรู้ความนัย 

            “ซือหม่าซัน” จึงว่าถึงแม้จะมีความนัยลี้ลับประการใด “ไช่วัด” ท่านก็มีเพื่อนชาวยุทธ์สารพัดพวกสารพัดเหล่า ทั้งชาวบุ๋นชาวบู๊ ทั้งชาวธรรมะและชาวอธรรม ขอเพียงมีความนัยแม้น้อยนิด ไหนเลยจะล่วงหูพ้นตา “ไช่วัด” ท่านไปได้ 

            “ไช่วัด” จึงกล่าวว่าสิ่งที่คนทั้งหลายได้รู้ได้เห็นก็คือ กลุ่มสามเกลอสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะมันขับเคี่ยวแย่งชิงการนำกับ “เซ่งอั๊ง” มาตลอด ถึงกับป่าวประกาศประจานด่าว่ากันให้เป็นที่ประจักษ์แก่หูตาคนทั้งปวงก็หลายครั้งหลายครา แต่แม้กระนั้นพวกมันก็ยังเหมือนกับสุนัขที่กินข้าวชามเดียวกัน ถึงจะฟัดถึงจะกัดกันประการใด พอเจ้าของสุนัขตวาดคำเดียว พวกมันก็ได้แต่กระดิกหางเข้าหากัน ราวกับว่าเป็นญาติพี่น้องท้องเดียวกัน 

            เพราะเหตุนั้นทั้งกลุ่มสามเกลอสภาโจ๊กและ “เซ่งอั๊ง” จึงต่างไม่ไว้วางใจกัน ต่างก็สร้างขุมกำลังชาวยุทธ์เป็นเครื่องมือสำหรับต่อสู้กับศัตรูและต่อสู้กันเอง กำลังของ “เซ่งอั๊ง” นั้น “ซือหม่าซัน” ท่านก็ย่อมได้ยินข่าวมาบ้างแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวถึงอีก แต่กองกำลังของสามเกลอสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะนั้นก็มิได้บันเบาแต่ประการใด 

            “ไช่วัด” กล่าวสืบต่อไปว่า เจ้า “หม่าตู๋” มันฝึกวิทยายุทธ์ในสำนักจับฉ่ายเป็นเวลากว่า 8 ปี มีสหายคู่คิดมิตรคู่ใจอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเคยหลบหนีภัยเข้าป่า เข้าร่วมกับพลพรรคดาวแดงในอดีต มันจัดว่าเป็นทหารป่าที่ชำนาญการสงครามเคลื่อนที่ และมีพวกพ้องบริวารอยู่ในแดนทักษิณเป็นอันมาก “หม่าตู๋” มันได้ตั้งให้สหายคู่ใจผู้นี้เป็นหัวหน้ากองกำลังของพวกมันโดยเฉพาะ มีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยมากมาย และดูแลกองกำลังที่อิ่มหมีพีมันร่วม 2,000 คน 

            “ไช่วัด” กล่าวอีกว่าดังนั้นในการชุมนุมที่ศูนย์กลางเมืองหลวงจึงมีกองกำลังอาวุธอยู่สองพวก ต่างก็มีอาวุธทันสมัยและร้ายแรงมากมาย พวกหนึ่งล้อมอยู่วงนอกประจำด่านทั้งหก โดย “เซ่งอั๊ง” เป็นผู้บัญชาการกองกำลังชาวยุทธ์กลุ่มนี้ ส่วนรอบเวทีวงในกลับกลายเป็นกองกำลังของ “หม่าตู๋” ภายใต้การควบคุมดูแลของมิตรคู่ใจที่เคยอยู่ใต้ร่มธงแดงมาก่อนหน้านั้นและมีกองกำลังจำนวนพอฟัดพอเหวี่ยงกัน 

            ในระหว่างการชุมนุมและพื้นที่รอยต่อรอบในกับเขตด่านนอกจึงเป็นเขตเคลื่อนไหวของกองกำลังของทั้งสองพวก ดังนั้นบางครั้งพวกมันยามเมาสุรา มึนยาเสพติด และพกพาความไม่พอใจของเจ้านายแต่ละฝ่ายจึงได้ทะเลาะเบาะแว้งทุบตีทำร้ายกันเป็นเนืองนิตย์ 

            แต่การทะเลาะเบาะแว้งของบรรดาสมุนปลายแถวนั้นหาใช่เรื่องสำคัญไม่ ความแตกหักชนิดต้องตายกันไปข้างหนึ่งเกิดขึ้นในทันทีที่ “ปี้เซ็ก” ได้เสนอแผนฮั้วแดกและกลุ่มสามเกลอสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะแสดงท่าทีที่จะสลายการชุมนุมเข้าสู่แผนฮั้วแดก แต่ “เซ่งอั๊ง” ไม่ยินยอม 

            ครานั้น “เซ่งอั๊ง” มันประกาศต่อปวงประชาว่า “โจสิน” สั่งต่อสู้ต่อไป มันไม่ฟังผู้ใดนอกจาก “โจสิน” ผู้เดียว และ “โจสิน” ได้ปลดสามเกลอออกจากแกนนำไปแล้ว ตัวมันจะเป็นแกนนำแทน โดยมีสหายศึกอีก 3-4 คนประกอบขึ้นเป็นแกนนำชุดใหม่ 

            ตรงจุดนี้คือจุดแตกหักระหว่างกองกำลังทั้งสองฝ่าย เพราะหากสามเกลอสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะหมดสภาพแกนนำแล้วก็เท่ากับเป็นการทุบหม้อข้าวของกองกำลังของ “หม่าตู๋” และจะทำให้กองกำลังของ “เซ่งอั๊ง” ควบคุมกองกำลังเบ็ดเสร็จ โดย “เซ่งอั๊ง” จะก้าวขึ้นสู่ลำดับหนึ่งในการนำทัพทั้งมวลชนและกองกำลัง ซึ่งการทุบหม้อข้าวแบบนี้ทำให้กองกำลัง “หม่าตู๋” เสียหายขาดรายได้ถึงวันละ 2 ล้านอีแปะ จึงเป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้ 

            ชนวนในใจแตกหักไปแล้ว และความแตกหักปรากฎชัดขึ้นเมื่อสามเกลอสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะสั่งรื้อด่านด้านโรงพยาบาลกาแดง เพราะทนกระแสสาปแช่งของผู้คนที่พวกอั้งนั้งบุกเข้าไปค้น จนคนไข้ต้องเผ่นกระเจิง บ้างก็ล้มตายไม่ไหว โดยสหายคู่ศึกของ “หม่าตู๋” ผู้บัญชาการกองกำลังรอบในคุมกำลังมารื้อด่านรอบนอก ซึ่งอยู่ในความดูแลของ “เซ่งอั๊ง” 

            ช่วงกำลังรื้อ “เซ่งอั๊ง” กำลังนอนหลับพักผ่อน ครั้นตื่นขึ้นมา “เซ่งอั๊ง” ออกตรวจแนวรบประจำวัน เห็นเช่นนั้นก็ไม่พอใจ เพราะ “เซ่งอั๊ง” มันรู้กระจ่างใจว่าปราการด่านนี้สำคัญที่สุด หากหย่อนการป้องกันหรือถูกตีแตก จุดยุทธศาสตร์ใหญ่กลางใจเมืองก็จะตั้งอยู่ไม่ได้เพราะจะง่ายต่อการเข้าตีและตัดการลำเลียงเสบียงกรังทั้งหมด ดังนั้น “เซ่งอั๊ง” มันจึงสั่งกองกำลังให้ขนข้าวของและตั้งด่านขึ้นใหม่ ในขณะที่ลูกน้องมือขวาของ “เซ่งอั๊ง” กระชากคอเสื้อสหายศึกของ “หม่าตู๋” และเอาปืนจี้ที่ศีรษะ ตะคอกใส่จนสิ้นลายเสือว่าเอ็งอยู่รอบใน ไฉนมายุ่งรอบนอก 

            ความขัดแย้งรุนแรงแตกหัก จึงอาจเป็นที่มาของแผนดับดาวแดง โดยวางแผนอย่างซับซ้อนจัดวางมือสังหารประจำจุดที่กำหนด แล้วนัดหมายผู้สื่อสารต่างแดนให้มาขอสัมภาษณ์ “เซ่งอั๊ง” ณ จุดหมายนั้น ตัว “เซ่งอั๊ง” มันเชื่อมั่นว่าสายเลือดนักบู๊สำนักเดียวกันจะไม่ฆ่ามันโดยเด็ดขาด จึงตั้งอยู่ในความประมาท ไม่คาดคิดว่ามือสังหารจะถูกบงการโดยพวกฝ่ายเดียวกัน จึงรับนัดและไปสู่จุดมรณะตามที่ถูกวางแผนไว้ 

            เมื่อ “เซ่งอั๊ง” ไปถึงจุดมรณะ ก็มีการยิงพลุเป็นสัญญาณ เสียงตะไลก็ดังกึกก้อง เสียงประทัดยักษ์ก็ประสานขับขานเป็นดนตรีมรณะส่งวิญญาณ “เซ่งอั๊ง” แท้จริงมันเป็นการสร้างกระแสเสียงกลบเสียงกระสุนมรณะต่างหาก 

            หลังจากแสงไฟส่องหน้าในการสัมภาษณ์ถูกเปิดไปไม่กี่นาที กระสุนมรณะก็หวิวหวือเข้าเจาะศีรษะ “เซ่งอั๊ง” ดับดิ้นคาที่ แต่พวก “ปี้เซ็ก” เกรงว่าหาก “เซ่งอั๊ง” ดับดิ้นในยามศึก พวกสามเกลอสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะก็จะแย่งศพไปปลุกระดมให้เกิดความคั่งแค้น จึงเกิดการต่อลมหายใจ “เซ่งอั๊ง” เพื่อประทังความเคียดแค้นให้เย็นลงไปอีก 2-3 วัน 

            “ไช่วัด” กล่าวแล้วก็ถามว่าในสามกระแสที่เล่าฮูได้มาดังนี้ “ซือหม่าซัน” ท่านจะเชื่อว่ามันจะเป็นไปกระแสใดมากที่สุด 

            “ซือหม่าซัน” ชวน “ไช่วัด” จิบน้ำชาพร้อมกันอีกจอกหนึ่ง แล้วกล่าวว่าจะเป็นกระแสไหนก็ช่างมันเถิด แต่อย่างน้อยเบาะแสทั้งสามกระแสนี้ต่างก็มีน้ำหนัก แต่ทว่ากระแสหลังนั้นมีเรื่องราวรองรับมากมาย หาใช่เป็นเพียงข้อคิดหรือสันนิษฐาน จึงน่าจะวางน้ำหนักไว้ที่กระแสนี้เป็นสำคัญ 

            “ซือหม่าซัน” กล่าวสืบต่อไปว่าเมื่อราตรีที่ผ่านมา ขณะข้าพเจ้ากำลังจิบน้ำชาอยู่ก็มีผู้ส่งสารให้คนทั้งหลายได้รู้ว่าขณะนี้มีกองกำลังของ “เซ่งอั๊ง” นับพันคนกำลังเข้ากรุงเพื่อแก้แค้นแทน “เซ่งอั๊ง” และมุ่งเป้าไปที่กลุ่มสามเกลอสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะ โดยทีแรกนั้นข้าพเจ้าคิดว่าเป็นข่าวปล่อย แต่ในที่สุดมันก็เป็นข่าวปล่อยจริง ๆ แต่ได้ยินมาว่าลูกน้องของ “เซ่งอั๊ง” จำนวนหนึ่งก็หมายปลิดชีวิตศัตรูคู่อริเพื่อล้างแค้นให้กับ “เซ่งอั๊ง” 

            และข่าวคราวเรื่องนี้ก็คงล่วงรู้ไปถึงหูของพวก “ปี้เซ็ก” “อ้วนพ้ง” ทั้งมีข่าวคราวว่า “โจสิน” ทำศึกครั้งนี้ได้ซ่องสุมชาวยุทธ์ กำลังคน และอาวุธมากมายมหาศาล พร้อมทำการยึดเมืองได้ในคราวเดียว รอเวลาอีกไม่กี่วันทุกอย่างพร้อมแล้วก็จะทำการลุกฮือขึ้นพร้อมกัน ดังนั้นเพื่อป้องกันเหตุแทรกซ้อน พวกมันจึงสั่งการให้กองทหารหลวงเข้าทลายการชุมนุมในเวลาก่อนสางวันนี้ 

            จวบกับก่อนหน้านี้ 2-3 วัน มีการยิงระเบิด เสียงระเบิดควันขึ้นที่หลังเวทีที่หลับนอนของพวกสามเกลอสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะ ซึ่งพวกมันก็คิดเป็นว่านี่หาใช่ฝีมือของกองทหารหลวงไม่ แต่ย่อมเป็นฝีมือของพวก “เซ่งอั๊ง” แปลงปลอมปะปนมา จึงมีอาการผวาหวั่นว่าจะถูกลอบสังหาร ดังนั้นความคิดที่จะมอบตัวสลายการชุมนุมเพื่อถนอมชีวิตไว้จึงเกิดขึ้น 

            ดังนั้นพลันที่มีข่าวว่ากองทหารหลวงเข้าตี พวกมันจึงชิงทีเอาตัวรอด ขอเข้ามอบตัวและสลายการชุมนุม แท้จริงก็เพื่อถนอมชีวิตจากการถูกลอบสังหารของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายนั่นเอง 

            เหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิดและคาดฝัน จึงทำให้แผนการใหญ่ของ “โจสิน” ที่รอเวลาอีกไม่กี่วันก็จะยึดเมืองแล้วต้องพังทะลายลง เพราะเมื่อสลายการชุมนุม ปลาก็จะขาดน้ำ จึงเป็นที่มาของความโกรธแค้นสุดจะยั้ง และก่อให้เกิดคำสั่งเผาทุกอย่างที่ขวางหน้า 

            กล่าวแล้ว “ซือหม่าซัน” ก็ชวน “ไช่วัด” จิบน้ำชากันต่อไป หลังจากมองหน้ากันครู่หนึ่งก็เอื้อนเอ่ยความรู้สึกออกมาพร้อมกันว่า พวกมันแย่งชิงอำนาจบาทใหญ่ ท่ามกลางกองไฟและซากปรักหักพังของบ้านเมือง โดยมีชีวิตและเลือดเนื้ออาณาประชาราษฎร์เป็นเครื่องสังเวย ช่างน่าอนาถนัก!
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Tue Oct 04, 2011 5:19 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ทำลายแผนทะลวงไส้

.
.


            เจิ้งหยางศกปีที่ 164 เดือน 7 ปลายข้างขึ้น ฝนต้นวสันต์ฤดูโปรยปรายมาดับร้อนทั่วทั้งฮวนนั้งก๊ก เสียงระเบิดและควันเพลิงจากการระเบิดบ้านเผาเมืองของขบวนการอั้งยี่ได้สร่างซาลง ทำให้ชาวฮวนนั้งก๊กค่อยหายใจโล่งอกและเริ่มทำมาหากินได้ตามปกติ 

            เสียงสาปแช่งก่นด่าขบวนการอั้งยี่ก้องกระหึ่มทั่วทั้งฮวนนั้งก๊ก แม้กระทั่งเขตแคว้นแดนต่าง ๆ ก็ไม่สามารถยอมรับกับความโฉดชั่วเลวทรามของขบวนการอั้งยี่ได้ เกิดเป็นกระแสกดดันขนาดใหญ่ทั่วสากลโลก บีบบังคับหัวโจกใหญ่ของขบวนการอั้งยี่ จนแทบไม่เหลือพื้นที่เคลื่อนไหวได้อีกแล้ว 

            แก้วสามประการซึ่งเพิ่มเป็นแก้วห้าประการเพราะเหตุที่ไร้อุดมการณ์ แตกร้าว และกระจัดกระจาย ผิดความคาดหมายของพวกอั้งนั้ง ทั้ง ๆ ที่ศึกระเบิดบ้านเผาเมืองที่ผ่านมานั้นว่ากันว่ามีการลงทุนลงรอนครั้งใหญ่ที่สุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 60,000 ล้านอีแปะ 

            ที่ว่าแก้วสามประการและกลายเป็นห้าประการเพราะไร้อุดมการณ์นั้น ก็คืออั้งตั่งเป็นแก้วดวงที่หนึ่ง ขบวนอั้งนั้งเป็นแก้วดวงที่สอง กองกำลังโอนั้งเป็นแก้วดวงที่สาม และบรรดากระบอกเสียงหลากหลายเป็นแก้วดวงที่สี่ โดยมีท่อน้ำเลี้ยงขนาดใหญ่มีสายใยระโยงระยางเป็นแก้วดวงที่ห้า 

            แตกต่างจากขบวนการนักสู้กู้ชาตินับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ที่ยอมรับนับถือเพียงแก้วสามประการ เพราะมีอุดมการณ์เพื่ออาณาประชาราษฎร์เป็นธงนำ จึงสามารถทำการกอบกู้บ้านเมืองและฟื้นฟูชาติได้สำเร็จ 

            ทว่าขบวนการอั้งยี่แห่งฮวนนั้งก๊กนั้น เหล่าพวกมันล้วนเป็นพวกสัมภะเวสีเร่ร่อนจรจัด หรือไม่ก็เป็นพวกผีโม่แป้ง ที่ขอเพียงมีท่อน้ำเลี้ยงเงินตราไหลมาเท่านั้น จะให้ทำการสิ่งใดแม้กระทั่งตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊ก เขกกะโหลกมารดาตนเอง แม้กระทั่งก่นด่าเจ้าเหนือหัว พวกมันก็ทำได้ทั้งสิ้น 

            และเพราะเหตุนี้อั้งตั่งก็เป็นแค่พรรคผีโม่แป้ง อั้งนั้งก็เป็นแค่ผีโม่แป้ง กองกำลังโอนั้งก็เป็นผีโม่แป้ง ไม่สามารถทำการใหญ่ในระดับยึดบ้านชิงเมืองได้สำเร็จ จึงต้องอาศัยอุปกรณ์เสริม นั่นคือกระบอกเสียงและท่อน้ำเลี้ยง 

            ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้แก้วสามประการที่นักสู้กู้ชาตินับแต่อดีตจวบปัจจุบันใช้เป็นเครื่องมืออันศักดิ์สิทธิ์จึงไม่เพียงพอ ต้องเพิ่มขึ้นอีก 2 ประการ คือ กระบอกเสียงและท่อน้ำเลี้ยง เพราะหาดขาดเสียซึ่ง 2 ประการนี้ ประดาผีก็ไม่มีวันโม่แป้งได้ 

            อุดมการณ์ที่เป็นแค่อุดมกินจึงกินกันชนิดห่ากินเมือง ดังนั้นจึงเป็นที่มาของข่าวคราวกึกก้องทั่วท้องยุทธจักรว่าศึกครั้งที่ผ่านมานั้นจำเป็นต้องใช้เงินทองร่วม 60,000 ล้านอีแปะ ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนเงินมหาศาลเท่าที่เคยมีการใช้ในการทำศึกแย่งชิงอำนาจ 

            ดังนั้นหลังศึกสร่างสงบลงชั่วคราว เหล่าหุ้นส่วนแห่งอำนาจคนสำคัญจึงนัดสังสรรค์เสวนากัน ณ ที่ลี้ลับแห่งหนึ่ง แต่ความอันได้สนทนากันนั้นก็หาได้หลุดพ้นไปจากประตูและกำแพงไม่ เนื่องเพราะกำแพงนั้นมีหูและประตูก็มีตา 

            ร้อยถ้อยสนทนาบนโต๊ะอาหารค่ำนั้นจึงอยู่ในสายตาของประตูและกำแพงจนหมดสิ้น 

            “ตั๋งเทือก” “ลิห้อย” “เติ้งหาน” และ “ซู่วัด” ได้กินโต๊ะร่วมกัน สังสรรค์เฉลิมฉลองชัยชนะที่เพิ่งได้มาหมาด ๆ เสียงสรวลเสเฮฮาก้องกระทบกำแพงและประตูเป็นระยะ ๆ เหล่าประดามันช่างสุขสันต์ยิ่งกว่าผู้ใดในแผ่นดินยามนี้ 

            เพราะว่าความเสียหายจากการระเบิดบ้านเผาเมืองที่ผ่านมานั้นใหญ่หลวงยิ่งนัก แดนฮวนนั้งก๊กไม่เคยประสบพบพานความเสียหายวายวอดขนาดนี้มาก่อนเลย ดังนั้นชาวฮวนนั้งก๊กตั้งแต่ฟ้าจรดดิน ตั้งแต่ตะวันออกจรดตะวันตก ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตั้งแต่เด็กน้อยจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ และทุกเหล่าอาชีพต่างทุกข์ตรมหม่นหมองตาม ๆ กัน 

            มีก็แต่ประดาพวกมันนี่แหละที่สรวลเสเฮฮาเสพสุขสโมสร หาได้อนาทรร้อนใจด้วยความพินาศวายวอดของแผ่นดินแต่ประการใดไม่ และโดยที่ไม่มีใครไหนที่มีความรู้สึกแก่ใจว่าจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายทั้งหลายที่เกิดขึ้น 

            “ตั๋งเทือก” เป็นเจ้าภาพของงานสังสรรค์ครานี้ และเป็นผู้ประสานเชิญชวนมวลเหล่าจตุรพิษให้มาร่วมสรวลเสเฮฮากัน  ได้กล่าวขึ้นก่อนใครว่าในนามของอัครมหาเสนาบดีแห่งฮวนนั้งก๊ก ข้าพเจ้าขอขอบคุณน้องพี่ทั้งหลายที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันฟันฝ่าอุปสรรคและภัยพิบัติต่าง ๆ จนกระทั่งฮวนนั้งก๊กของเราได้กลับเข้าสู่ความเป็นปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง 

            “ซู่วัด” กล่าวแทรกขึ้นว่า การทั้งนี้สำเร็จได้ด้วยบารมีและสติปัญญาเลิศฟ้าล้ำดินของ “ตั๋งเทือก” ท่านและ “ลิห้อย” น้องเราเป็นสำคัญ ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพวกเราจะร่วมกันปกป้องบ้านเมืองไปจนตลอดรอดฝั่ง กระทั่งปลายปีหน้าเป็นแน่แท้ 

            “ลิห้อย” ได้แต่อมยิ้ม โดยมิได้กล่าวความใด ๆ ในขณะนั้น “เติ้งหาน” ก็กล่าวสอดขึ้นว่าโบราณว่ายามยากรู้ใจมิตร ยามผิดรู้จักโทษทัณฑ์ นั้นเป็นจริงแท้ การฟันฝ่าปัญหาใหญ่หลวงครานี้ได้พิสูจน์ให้เห็นน้ำใจแท้ของเพื่อนร่วมมิตรในหมู่เราอย่างเปี่ยมล้น 

            ทุกคนในที่นั้นพยักหน้าหงึก หงึก เป็นทีเห็นด้วย “เติ้งหาน” จึงกล่าวว่าด้วยประสบการณ์ของข้าพเจ้า ปัญหาบ้านเมืองขณะนี้ลึกล้ำนัก ประหนึ่งเป็นแผลใหญ่ยากที่จะสมานให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ในเร็ววัน แม้อีกสมัยหนึ่งใน 4 ปีข้างหน้าก็ใช่ว่าจะเพียงพอ อันธรรมดาผู้คิดอ่านทำการใหญ่นั้นจะคิดการสิ่งใดก็ต้องคิดทำการไปให้ตลอด 

            “เติ้งหาน” แลบลิ้นเลียปากแผล่บ แผล่บ 2-3 ครา แล้วเอ่ยต่อว่าความสามัคคีกลมเกลียวยิ่งกว่าพี่น้องของผองเราในครั้งนี้ล้ำลึกยิ่งกว่าค่าน้ำมิตรของสามพี่น้องแห่งสวนท้อมากมายนัก ดังนั้นเพื่อเสถียรภาพและความจีรังยั่งยืนของแผ่นดิน ข้าพเจ้าสนับสนุนให้ “ตั๋งเทือก” และ “ลิห้อย” น้องเรา คิดอ่านแผนการที่จะช่วยทำนุบำรุงบ้านเมืองให้ต่อเนื่องไปสัก 12 ปี 

            ประดาที่นั่งร่วมโต๊ะตาเป็นประกายวาววาม มีท่าทีปรีดาแช่มชื่นยิ่งนัก 

            “ลิห้อย” พยักหน้าแล้วกวาดสายตาทาบใบหน้าของทุกคนด้วยความปีติเหลือล้น แล้วเอ่ยเสียงเบา ๆ ว่า “เติ้งหาน” ท่านควรค่าปรมาจารย์ของแผ่นดินโดยแท้ 

            “ลิห้อย” หยุดคำลงครู่หนึ่ง แล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก เอื๊อก จากนั้นก็กล่าวว่า หากแก้ปัญหาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ความสำเร็จก็จะกลายเป็นความล้มเหลว ศัตรูแผ่นดินยังไม่สิ้นซาก หากกระจัดกระจายกลายพันธุ์แตกเหง้าเหล่ากอออกไปมากหลาย จักยิ่งเป็นอันตรายต่อบ้านเมือง และเป็นอันตรายต่อพวกเราอย่างสาหัสสากรรจ์นัก ข้าพเจ้าเห็นด้วยและขอสนับสนุนความคิดเห็นของ “เติ้งหาน” ท่านอย่างเต็มกำลัง 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้นก็กล่าวว่า คราก่อนนั้นข้าพเจ้าได้กล่าวกับ “ลิห้อย” น้องเราว่าการแผ่นดินแม้หนักหนาสาหัสปานใด แต่เมื่อสองเราสามัคคีกลมเกลียวเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว แผ่นดินนี้ก็ไม่มีใครหน้าไหนที่จะเอาชนะพวกเราได้ ประสาอะไรกับ “โจสิน” ซึ่งวันนี้แทบไม่มีแผ่นดินเหยียบยืนอยู่บนพิภพนี้อีกแล้ว 

            “ตั๋งเทือก” กล่าวสืบต่อไปว่า เมื่อครั้งที่ “ต้าจ๊อด” ทำการใหญ่แย่งยึดอำนาจจาก “ฉัดใจ๋” นั้น ได้ประกาศเจตนารมณ์ต่อชาวฮวนนั้งก๊กว่าจะครองอำนาจเหนือแผ่นดินฮวนนั้งก๊กเป็นเวลา 12 ปี แต่ในที่สุดก็อยู่ได้แค่ 4 เดือน นี่คือบทเรียนที่พวกเราจะต้องคำนึงให้จงหนัก 

            “ตั๋งเทือก” กล่าวอีกว่า บรรดาชาวฮวนนั้งเป็นพวกขี้อิจฉาตาร้อน ไม่อยากเห็นใครได้ดี เห็นใครได้ดีก็คิดอ่านทำลาย ดังนั้นประดาพวกป่าเถื่อนจึงสุมหัวรวมตัวกันโค่นอำนาจของ “ต้าจ๊อด” และ “ซู่จิงหนา” อย่างเอาเป็นเอาตาย แค่ชั่วเวลาไม่กี่วัน “ซู่จิงหนา” ก็ตกจากเก้าอี้ ดังนั้นประดาเราจึงต้องเก็บงำภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะปกครองแผ่นดินฮวนนั้งก๊กต่อเนื่อง 12 ปี ไว้อย่าได้แพร่งพรายแก่ผู้ใด แม้กระทั่งยายแก่แร้งทึ๊งที่บ้านก็แย้มพรายให้รู้เห็นมิได้เป็นอันขาด เพราะวิสัยสตรีนั้นปากพล่อยต่อยหอยมิเลือกกาลเวลา มิได้ดูหน้าผู้คน ความลับของหมู่เราก็จะแพร่งพรายกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของศัตรู 

            “ซู่วัด” เอ่ยสอดขึ้นมาว่า “ตั๋งเทือก” ท่านกล่าวฉะนี้ย่อมหมายความว่ามีความพร้อมใจที่จะผูกมือผูกเท้าพวกเราเข้าเป็นแพเดียวกัน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ไปตลอดกาล 12 ปี คงมีข้อควรระวังประการเดียวคือ อย่าให้พวกป่าเถื่อนทั้งหลายได้ทราบความนัยนี้เป็นอันขาด 

            “เติ้งหาน” กล่าวแทรกขึ้นว่า โอ๊ย “ซู่วัด” เอ๋ย การใหญ่ของแผ่นดินอันลี้ลับเช่นนี้ไม่ต้องย้ำคำกล่าวใด ๆ อีกแล้ว พวกเราต่างก็เป็นมังกรการเมือง ย่อมกระจ่างแจ้งเป็นอย่างดี ดังนั้นนับแต่วันนี้สิ่งที่พวกเราจะต้องพูดให้เป็นน้ำเสียงเดียวกันคือ ปรองดอง ปรองแดก ท่องเข้าไว้ทุกเช้าเย็น และคอยหลอกล่อว่าต้นปีหน้าก็จะยุบสภาเช็งเหม็งให้เหล่าชาวฮวนนั้งก๊กได้สรรหาตัวแทนเข้ามานั่งในสภาเช็งเหม็งกันใหม่ 

            “ลิห้อย” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า มีแต่ต้องทำเช่น “เติ้งหาน” ท่านกล่าว  บรรดาพวกอั้งตั่งและชาวฮวนนั้งก๊กทั้งหลายมันก็จะหลงละเมอเพ้อพกและอดทนอดกลั้นกับหมู่เราเป็นแน่นอน 

            ว่าแล้วประดาจตุรพิษก็หัวเราะเริงร่า กล่าวถ้อยคำสำเนียงเป็นเนื้อความเดียวกันว่า มีสุขร่วมเสพ มีกินร่วมแบ่ง ไม่แย่งกันกิน แผ่นดินของเรา กล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก 4-5 ครา 

            “ลิห้อย” ตัดบทกล่าวด้วยเสียงราบเรียบว่า ข้าพเจ้าต้องขออภัย “ตั๋งเทือก” ท่าน ที่พวกลิ่วล้อของภูมิขะแมร์ตั่งประกาศยืนคำขาดต่อ “ปี้เซ็ก” เด็กน้อยของท่านว่าจะเลือกพรรคเพื่อฮวนนั้ง หรือว่าจะเลือกภูมิขะแมร์ตั่งของข้าพเจ้า ที่พวกมันบังอาจหยามหน้าข้าพเจ้าในคราวลงมติในสภาเช็งเหม็งที่ผ่านมา แต่ก็หวังน้ำใจว่าด้วยสติปัญญาอันแจ้งฟ้าจบดินของ “ตั๋งเทือก” ท่าน ย่อมกระจ่างน้ำใจแท้ของข้าพเจ้าเป็นอันดี 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะร่วน พลางกล่าวว่าเรากำลังพบปะว่ากล่าวกันด้วยการแผ่นดิน ไยต้องเอาเรื่องขี้มือขี้ตีนพวกนั้นมากล่าวให้เสียเวลาเล่า ก็ผองเราร่วมรู้ร่วมคิดกันมาเป็นอย่างดีแล้วว่าประดาไส้ศึกหญ้าพิษเหล่านั้นไม่ควรรอคืนวันให้เติบใหญ่ เร่งกำจัดไปให้เร็วเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น 

            “ลิห้อย” กล่าวว่าการที่ผ่านมานั้นข้าพเจ้าต้องขอขอบคุณน้ำใจไมตรีของ “เติ้งหาน” และ “ซู่วัด” ท่านด้วยน้ำใสใจจริง ที่มิหลงกลเล่ห์ลิ้นลมลวงของ “โจสิน” แล้วนำความทั้งปวงมาเปิดเผยแสดงความจริงใจให้ผองเราได้รู้ทันท่วงที 

            “ลิห้อย” กล่าวอีกว่าจอมมาร “โจสิน” มันอยู่แดนไกล ไม่อาจกุมสภาพความเป็นไปในฮวนนั้งก๊กได้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนฟังความจากพวกลิ่วล้อบริวารผีโม่แป้งและพวกสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะ ดังนั้นจึงสำคัญผิดคิดว่าทำศึกที่ผ่านมาจักสำเร็จได้หวนคืนสู่อำนาจในฮวนนั้งก๊ก

            “ลิห้อย” กล่าวว่ามันคิดการใหญ่หมายจะช่วงใช้ “เติ้งหาน” และ “ซู่วัด” ท่านทำลายฮวนนั้งนาวาให้ล่มจมกลางพระมหาสมุทร แต่มันย่อมคาดคิดไม่ถึงเป็นอันขาดว่า “เติ้งหาน” และ “ซู่วัด” ท่านมีจิตใจสูงส่งยิ่งกว่าภูเขาใหญ่ไท้ซาน ดังนั้นเมื่อพวกเราได้จัดสรรเงินทองของแผ่นดินให้กับพวกท่านอย่างอิ่มหมีพีมันแล้ว แผนการของ “โจสิน” จึงต้องพินาศไป 

            “ซู่วัด” กล่าวเสริมขึ้นว่า พวกเรามีอุดมการณ์เดียวกัน ตราบใดยังมีอุดมกิน อุดมการณ์ก็มั่นคงไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น “โจสิน” มันหยามน้ำใจชาวเรา คิดว่าวาดภูเขาทองบนอากาศแล้ว พวกเราจะละโมบโลภมาก ขว้างทิ้งเนื้อจากปากแล้วไปคว้าเงาภูเขาทองนั้น เชอะ “โจสิน” เอ็งดูหมิ่นพวกเรามากเกินไป ดังนั้น “โจสิน” มันจึงหลอกได้ก็แต่พวกสามผีเท่านั้น 

            “เติ้งหาน” กล่าวสอดขึ้นว่าพวกสามผีมันคงไม่รู้ความคิดอันล้ำลึกของน้องท่านดอก จึงเคลิ้มครึ้มไปตามแผนการของ “ซู่วัด” และ “ลิห้อย” ท่าน “เติ้งหาน” กล่าวแล้วก็หัวเราะดังลั่น พลางแลบลิ้นเลียปากแผล่บ แผล่บ 

            “เติ้งหาน” กล่าวสืบต่อไปว่า ในพื้นที่ตงเป่ยนั้น ใคร ๆ ก็รู้กันอยู่ว่าบางพื้นที่เป็นเขตช่วงชิงกันระหว่างกลุ่มสามผีกับขบวนการของ “ซู่วัด” ท่านและ “ลิห้อย” น้องเรา แต่ทว่าพวกมันนั้นอ่อนชั้นประดุจดังขิงอ่อน เหมาะแก่การใช้จิ้มน้ำพริกเท่านั้น ดังนั้นเมื่อ “โจสิน” เสนอสินจ้างก้อนโตทั้งปัจจุบันและอนาคต แล้วบอกพวกมันว่าได้ประสานพลังกับพวกเราแล้ว “ปี้เซ็ก” จะต้องตกจากเก้าอี้เป็นแน่นอน พวกมันจึงมีความมั่นใจว่ากระบวนท่ากระบี่ทะลวงไส้ครั้งนี้จะทะลวงไส้ “ปี้เซ็ก” “ตั๋งเทือก” น้องเราให้ดับดิ้นได้เป็นมั่นคง 

            เสียง “เติ้งหาน” ดังขึ้นอีกว่ายิ่งได้แรงหนุนยุยงส่งเสริมจาก “ซู่วัด” ท่านแล้ว พวกมันก็ยังถามยืนยันกับตัวข้าพเจ้าซ้ำอีก ข้าพเจ้าจึงปล่อยเรือตามน้ำบอกพวกมันว่าเอาไงก็เอากัน อยู่ก็อยู่ด้วยกัน ไปก็ไปด้วยกัน แต่ในน้ำใจข้าพเจ้านั้นตระหนักดีว่าการอยู่ด้วยกันก็ต้องอยู่กันด้วยอำนาจและผลประโยชน์ หากจะไปด้วยกันก็ต้องไปกันด้วยผลประโยชน์ หากไปเป็นขอทานอนาถาหรือผีเร่ร่อนจรจัดแล้ว เอ็งไปของเอ็งคนเดียวเถิด ข้าพเจ้าจะทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลส่งไปให้ 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ พลางกล่าวว่าด้วยทำนองเรียบเรียงเสียงประสานอันไพเราะเพราะพริ้งเนียนสนิท ไอ้พวกสามผีก็ตายใจ โดยหารู้ไม่ว่าพวกมันไป พวกเรายิ่งมีสัดส่วนแบ่งปันมากขึ้น เฮอะ เด็กอ่อนหัด ดังนั้นไม่ทันถึงเวลา 24 ชั่วโมงตามคำขาดของ “ลิห้อย” น้องเรา “ปี้เซ็ก” และข้าพเจ้าจึงเฉดกบาลพวกมันพ้นจากร่มไม้ชายคาแห่งวาสนาในทันที 

            “ตั๋งเทือก” กล่าวอีกว่าเมื่อ “ปี้เซ็ก” และข้าพเจ้าตัดสินใจเช่นนั้นและพวกสามผีเห็น “เติ้งหาน” ท่าน และ “ซู่วัด” ยังแสดงความมั่นคงที่จะร่วมวงไพบูลย์กับพวกเราต่อไป มันจึงได้ตระหนักว่าหลงท่าเสียทีไปแล้ว ดังนั้นประดามันจึงพากันวิ่งเต้นไปทั่วทุกสารทิศ เพื่อขอสารภาพผิดขมาบาปต่อพวกเรา 

            เฮอะ เจ้างูเขียวกระจ้อยร่อย บังอาจนักที่หาญกล้ามาท้าทายพญามังกรอย่างพวกเรา ข้าพเจ้าได้บอกกล่าวให้ “ปี้เซ็ก” ตัดการติดต่อกับพวกมัน ประหนึ่งลี้ลับหายไปในบาดาลชั้น 9 ถึงแม้พวกมันจะวิ่งกันพล่าน หวังขอขมาต่อ “ปี้เซ็ก” เท่าใดก็ไม่ได้ผล 

            “ลิห้อย” กล่าวเสริมขึ้นว่าไอ้พวกสามผีแท้จริงแล้วเคยเป็นมิตรร่วมรบของข้าพเจ้า แต่เหล่าพวกมันไม่เข้าใจความผันแปรเปลี่ยนแปลงไปของสถานการณ์ ดังอุทาหรณ์แต่หนหลังที่มีชายขอทานสามคนเป็นมิตรสนิทร่วมกินร่วมนอนร่วมขอทานด้วยกัน ครั้นต่อมาแยกย้ายกระจายกันไป คนหนึ่งมีอำนาจวาสนาเป็นเสนาบดี อีกคนหนึ่งเป็นพ่อค้า และอีกคนหนึ่งคงเป็นขอทานดังเดิม 

            “ลิห้อย” กล่าวต่อไปว่าสหายขอทานเห็นเพื่อนได้ดีก็คิดเข้าไปพึ่งใบบุญ ตระเวนไปหาเพื่อนพ่อค้าและเพื่อนเสนาบดี ไปถึงก็ตีตนเสมอท่าน ลำเลิกความยากลำบากแต่หนหลังให้ได้อาย มิหนำซ้ำแสดงความหยาบคายด่าว่าบริวารท่าน จึงถูกสองเพื่อนขอทานเฉดหัวออกจากคฤหาสน์แทบวิ่งไม่ทัน 

            “ลิห้อย” ยกนิทานแต่อดีตกาลขึ้นเล่าด้วยความภาคภูมิใจ แล้วกล่าวว่าสหายพ่อค้ารู้การควรและไม่ควร ดังนั้นยามใดที่ไปหาสหายเสนาบดีก็จะพินอบพิเทา และมีของกำนัลไปบรรณาการถูกต้องตามธรรมเนียม จึงเอื้อเฟื้อเจือจุนเงินหนุนอำนาจ อำนาจหนุนเงิน จนมีความสมบูรณ์พูนสุขไปด้วยกัน 

            “ลิห้อย” กลืนน้ำลายลงคอประหนึ่งเก็บความแค้นไว้ในอก แล้วกล่าวอีกว่าประดาสามผีบัดนี้มันไม่รู้การอันควรหรือไม่ควร ตีตนมาเสมอข้าพเจ้า บางครั้งตะคอกกรอกหูทวงบุญทวงคุณแต่หนหลัง ซึ่งมันควรจะตายแล้วไปทวงเอากับอดีตจึงจะถูก แต่มันกลับบังอาจมาเรียกร้องต้องการเอาจากข้าพเจ้า ราวกับว่าเป็นขี้ข้าบริวาร และที่สำคัญมันทรยศไปเข้ากับกบฏ “โจสิน” คิดอ่านล้างผลาญ “ปี้เซ็ก” นายน้อยของข้าพเจ้า โดยไม่เข้าใจว่า “ปี้เซ็ก” นี่แล้วเป็นดาวบุ๋นเต๊กแชจุติมาบังเกิดในโลกมนุษย์เพื่อสยบมารพิทักษ์ธรรม ข้าพเจ้าจึงไม่มีวันยินยอมให้พวกมันอยู่บนบ้านแล้วขี้บนหลังคาเป็นอันขาด จึงได้ประกาศอย่างองอาจแล้วแอบจับมือไว้กับ “ตั๋งเทือก” ให้ “ปี้เซ็ก” เลือกข้าง 

            “ลิห้อย” กล่าวอีกว่าพระย่อมรู้ใจพระ โจรย่อมรู้ใจโจรฉันใด “ตั๋งเทือก” ท่านมีสติปัญญากว้างไกลลุ่มลึก ดังนั้นจึงตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำ เฉดกบาลเหล่าสามผีออกจากบ้านหลังนี้ แล้วเอาสมบัติพวกมันมาแบ่งปันกันด้วยความเป็นธรรม 

            “ลิห้อย” กล่าวอีกว่าพื้นที่ตงเป่ยของพวกสามผีมีสามพื้นที่ใหญ่ สองพื้นที่ทางตอนบนและตอนใต้เป็นเขตทำมาหากินของข้าพเจ้า เพื่อนร่วมน้ำมิตรทุกท่านคงไม่ว่ากล่าวประการใดที่ข้าพเจ้าจะขอเข้าถือเอาพื้นที่นี้ และขณะนี้ลิ่วล้อบริวารของสามผีก็ยินยอมพร้อมใจมาช่วยทำนุบำรุง “ปี้เซ็ก” และ “ตั๋งเทือก” ท่านแล้ว กำลังของพวกเราจึงมิได้ด้อยถอยลงแต่ประการใด 

            “ลิห้อย” จ้องหน้า “ซู่วัด” แล้วกล่าวว่าส่วนพื้นที่ตงเป่ยที่อยู่ใกล้กับภาคกลางนั้น “ซู่วัด” ท่านคิดอ่านแผนการล้ำลึกให้พวกสามผีฮึกเหิมเป็นกบฏ ข้าพเจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าท่านหมายจะสลายอิทธิพลของ “ไป่ลก” อดีตนายอำเภอเก่าแล้วเข้าครองอำนาจพื้นที่เสียเอง ท่านลงทุนลงแรงไม่น้อย พื้นที่นี้จึงควรเป็นของ “ซู่วัด” พี่ของข้าพเจ้า 

            “เติ้งหาน” กล่าวว่าข้าพเจ้าไม่มีข้อข้องใจประการใด เพราะสามพื้นที่นี้ไม่ใช่แหล่งทำมาหากินของข้าพเจ้า พวกท่านตกลงปลงใจกันอย่างไรก็เป็นไปตามนั้นเถิด 

            “ซู่วัด” และ “ลิห้อย” ได้ฟังดังนั้นก็พากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วพากันจ้องหน้า “ตั๋งเทือก” เป็นทำนองอยากฟังความคิดเห็นในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่ว่าจะเออออประการใด 

            “ตั๋งเทือก” ก็รู้ทีจึงกล่าวว่าเรื่องพรรณประดานี้เป็นเรื่องเล็กกระจ้อยร่อยกระจี้รี่ น้องพี่ตกลงแบ่งสรรปันแต่งประการใดก็ว่าไปตามนั้น แม้ตำแหน่งเสนาบดีอันมีอำนาจวาสนา ข้าพเจ้าก็ไม่เคยตระหนี่ถี่เหนียว น้องพี่ต้องการสิ่งใดข้าพเจ้าก็สนองให้ดังใจเสมอมา สำมะหาอะไรกับเรื่องพื้นที่เล็ก ๆ น้อยๆ เป็นอันว่าตกลงกันตามนี้ 

            เสียงหัวเราะครึกครื้นราวกับแทงม้าแข่งแล้วได้ชัยชนะดังกึกก้องจนเสียงสะท้อนกระทบกำแพงและประตูจนสั่นไหว ประดามันแบ่งสรรปันแต่งประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์อนาคตกันอย่างสนุกสนาน ประหนึ่งว่าแผ่นดินนี้มีแต่จตุรพิษมันเท่านั้น 

            “ตั๋งเทือก” ได้กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า เราพี่น้องอย่าลืมคำมั่นสัญญา 12 ปี และเพื่อให้อุดมการณ์ที่เสียสละไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากของพวกเราเป็นผลจริง แต่นี้ไปข้าพเจ้าจะให้ “ปี้เซ็ก” ตีฆ้องร้องป่าวเรื่องปรองดอง ปรองแดก เพื่อแหกตา “โจสิน” และเหล่าอั้งนั้งตลอดจนชาวฮวนนั้งต่อไป ขอน้องพี่จงช่วยกันตีล่อโก๊ะฉิ่งฉาบประสานเสียงให้เป็นเนื้อเนียนเดียวกัน การทั้งปวงก็จะสำเร็จเป็นมั่นคง 

            เสียงสรวลเสเฮฮาดังกึกก้องเป็นเวลายาวนาน ก่อนงานเลี้ยงแบ่งปันบ้านเมืองจะจบลงในค่ำนั้น.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Tue Oct 04, 2011 5:23 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ค่ายกลหลอกแดก

.
.


            เจิ้งหยางศกปีที่ 164 เดือน 8 ขึ้น 8 ค่ำ สถานการณ์ในฮวนนั้งก๊กบนพื้นผิวน้ำประหนึ่งราบเรียบ แต่ข้างใต้ผิวน้ำนั้นกลับคึกคักครึกโครมยิ่งนัก เหล่าประดาลิ่วล้อบริวารทั้งนอกและในอำนาจหน้าที่ของเหล่าประดาหุ้นส่วนอำนาจ พากันไล่ล่าฟาดฟันเครือข่ายลิ่วล้อบริวารของ “โจสิน” กันอย่างสนุกมือ 

            เพราะความลำพองใจของ “โจสิน” และบรรดากุนซือว่าศึกสิบทัพที่ผ่านมาจะสามารถโค่นล้มอำนาจของ “ปี้เซ็ก” และเหล่าเทพอสูรทั้งหลายให้มลายหายไปจากฮวนนั้งก๊กได้สำเร็จ เพราะบรรดาเหล่ากุนซือและลิ่วล้อทั้งขบวนการแตงโมและขบวนการมะเขือเทศ ตลอดจนขบวนการสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะต่างก็ให้คำมั่นสัญญาเป็นสาหัสสากรรจ์ว่า “โจสิน” ทำการครั้งนี้จะสามารถพลิกฟ้าคว่ำดินได้สำเร็จ 

            ดังนั้นการทุ่มทุนรอนมหาศาลกว่า 30,000 ล้านอีแปะ จึงกระจายไปในหลายเครือข่าย โดยหาได้ระมัดระวังในกรณีที่เหตุการณ์จะพลิกแปรผันไปแต่ประการใดไม่ ดังนั้นจึงทิ้งร่องรอยมากหลายให้กับกลไกอำนาจของ “ปี้เซ็ก” ที่จะคว้าฉวยเอามาทำลายล้างเทือกเถาเหล่ากอหน่อเหง้าทั้งหลายของ “โจสิน” ให้สิ้นแผ่นดินให้จงได้ 

            เพราะเหตุฮึกเหิมลำพองหวังแต่ชัยชนะถ่ายเดียว มิได้เตรียมการล่าถอยถ้าหากเหตุการณ์พลิกผัน ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ในฮวนนั้งก๊กพลิกผัน “ปี้เซ็ก” และเหล่าหุ้นส่วนอำนาจได้กุมชัยชนะในศึกสิบทัพอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงสามารถสืบสาวราวเรื่องเพื่อการขุดรากถอนโคนขบวนการของ “โจสิน” ให้สิ้นซากได้อย่างง่ายดาย 

            ในประดาเครือข่ายกองกำลังโอ้วนั้ง หลังจาก “เซ่งอั๊ง” ถูกเด็ดชีพ จนวิญญาณลอยละล่องไปเยือนยมทูตแล้ว กองกำลังอั้งนั้งก็ระส่ำระสายจนกลายเป็นปมเงื่อนสำคัญของการแตกทัพครั้งใหญ่ของ “โจสิน” ดังนั้นเมื่อฮวนนั้งก๊กสงบลง ขบวนการโอ้วนั้งจึงตกเป็นเป้าหมายสำคัญที่อำนาจรัฐของ “ปี้เซ็ก” ต้องการทำลายสลายให้สิ้นซาก 

            บรรดาหัวหน้าเครือข่ายกองกำลังโอ้วนั้งส่วนหนึ่งถูกโน้มน้าวจูงใจให้สวามิภักดิ์ต่ออำนาจรัฐของ “ปี้เซ็ก” ส่วนหนึ่งก็สงบเสงี่ยมเจียมตัวด้วยถ้อยทีถ้อยพึ่งพาอาศัยกัน เอ็งไม่ย่ำยีข้า ข้าก็ไม่เคลื่อนไหวใด ๆ อีก แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งยังภักดีต่อ “โจสิน” ก็แตกกระจัดกระจายออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งอพยพหลบหนีภัยไปอยู่แดนขะแมร์ หมายจะตั้งฐานที่มั่นทำการศึกต่อไปในวันข้างหน้า อีกส่วนหนึ่งก็หลบลี้หนีภัยกระจัดกระจายไปในที่ต่าง ๆ ในขณะที่ถูกกองกำลังไม่ทราบฝ่ายของ “ปี้เซ็ก” ภายใต้บัญชาการของ “ลิห้อย” ติดตามไล่ล่าอย่างไม่ลดละ หมายทำลายล้างให้สิ้นซาก นอกจากนั้นแรงพยาบาทอาฆาตแค้นจากยุทธการ 10 เมษา ที่ได้ฝากแผลลึกไว้กับกองกำลังด้านบูรพาก็ถูกไล่ล่าเพื่อทวงหนี้เลือดอย่างเอาจริงเอาจัง ดังนั้นกองกำลังโอ้วนั้งของ “โจสิน” จึงอ่อนยวบปวกเปียกลง 

            ส่วนขบวนการอั้งนั้งภายใต้การควบคุมบัญชาการของสภาโจ๊กหลอกเจี๊ยะนั้น ก็ถูกอำนาจรัฐของ “ปี้เซ็ก” เข้าควบคุมตัวและควบคุมการเคลื่อนไหวจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ บรรดาหัวโจกต้องตกเป็นจำเลยแผ่นดิน ยกเว้นก็แต่หัวโจกจำพวกอุดมกินเหนืออุดมการณ์ ได้ยอมเข้าสวามิภักดิ์ต่ออำนาจของเครือข่าย “ลิห้อย” 

            พื้นที่ใดบรรดาหัวโจกยอมสวามิภักดิ์ต่อเครือข่ายของ “ลิห้อย” ก็จะได้รับการทำนุบำรุงเลี้ยงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ แม้หัวโจกแกนนำที่ตกเป็นเชลยแผ่นดินแล้วหากยอมสวามิภักดิ์ก็จะได้รับการผ่อนปรนด้วยประการต่าง ๆ บ้างก็ถูกปล่อยตัวออกไปเฉย ๆ เพื่อไปทำหน้าที่นกต่อในการสลายทำลายขบวนการอั้งนั้งต่อไป บ้างก็ได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากคดีความ เปลี่ยนฐานะเชลยแผ่นดินเป็นพยานแผ่นดินอันมีเกียรติยศยิ่ง 

            ขบวนการอั้งนั้งจึงเหลือหัวโจกใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางความระแวงสงสัยของพวกอั้งนั้งด้วยกัน และอยู่ในท่ามกลางความสงสัยของพวกอ้วงก๊ก ซึ่ง “ซุนลิ้ม” ก็ได้ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างไม่กะพริบตา ด้วยเหตุนี้ขบวนการอั้งนั้งจึงประดุจดั่งคนง่อยเปลี้ยเสียขา ที่ทั้งพิการและระแวงแคลงใจแก่กัน 

            จากขบวนการโอ้วนั้งมาสู่ขบวนการอั้งนั้ง ก็ยังแค่ลำพังหน่วยปฏิบัติการฐานราก มีค่าประดุจดั่งผีโม่แป้ง จะสำแดงฤทธิ์ได้ก็ด้วยมนตราท่อน้ำเลี้ยง ดังนั้นเมื่อศึกสงบลงอำนาจรัฐของ “ปี้เซ็ก” จึงได้คิดว่าประเพณีการทำศึกนั้นจะต้องตีกองเสบียงก่อน 

            เพราะความอ่อนหัดและประมาทของ “ปี้เซ็ก” “ตั๋งเทือก” และ “อ้วนพ้ง” ดังนั้นในการศึกที่ผ่านมาจึงมิได้สอดส่องสายตาจัดการกับกระแสมนตราท่อน้ำเลี้ยงแต่ประการใด เป็นเหตุให้ท่อน้ำเลี้ยงไหลหลั่งดุจดั่งสายน้ำใหญ่ ผันเงินกว่า 30,000 ล้านอีกแปะ ลงสู่หน่วยปฏิบัติการผลาญบ้านเผาเมืองกันอย่างสนุกมือ 

            แต่ในที่สุดเสียงนกเสียงกาเสียงจิ้งจกที่ทายทักก้องกระหึ่มทั้งแผ่นดินก็ทำให้ประดามันได้รู้จักทบทวนความคิดที่ผิดพลาด ได้สำนึกถึงประเพณีแต่ก่อนมาที่อาศัยการทำลายเสบียงเป็นยุทธการหลักในการเผด็จศึก ดังนั้นประดามันจึงได้สืบสาวราวเรื่องหากระแสแห่งมนตราท่อน้ำเลี้ยงที่ปลุกเสกเหล่าผีโม่แป้งให้เคลื่อนไหวเผาผลาญบ้านเมืองกันเป็นการจ้าละหวั่น 

            ในที่สุดความจริงก็ปรากฏ สายสนกลในระโยงระยางยาวยืดยุบยับแห่งกระแสมนตราท่อน้ำเลี้ยงก็ถูกอำมาตย์หน้าดำ “ต้าลิด” ผู้ทรงความยุติธรรมคว้าฉวยได้คามือ และสืบสาวโยงใยพบเครือข่ายอันกว้างใหญ่ ที่แทบกล่าวได้ว่าเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเหล่าผีโม่แป้งทั้งหลายในการศึกที่ผ่านมา 

            ดังนั้นโอกาสจึงเปิดกว้างในการสะสางความเลวร้ายให้กับอำนาจรัฐของ “ปี้เซ็ก” เป็นผลให้ “อ้วนพ้ง” ออกคำสั่งควบคุมการจับจ่ายใช้สอยของประดาเครือข่ายท่อน้ำเลี้ยง และตรวจสอบกันเป็นการขนานใหญ่ ในที่สุดก็กรองกลั่นเครือข่ายสำคัญได้ถึง 83 เครือข่าย ทำให้ท่อน้ำเลี้ยงที่เคยไหลหลั่งรินมาแต่ก่อนต้องแห้งเหือดสะดุดกึก 

            เมื่อมนต์มายาท่อน้ำเลี้ยงถูกควบคุม มนต์มายาก็สิ้นความขลัง ไม่สามารถปลุกเสกให้บรรดาผีโม่แป้งขยับขับเคลื่อนได้ จึงทำให้ฮวนนั้งก๊กค่อย ๆ สงบลงโดยลำดับ 

            ในประดาเหล่าท่อน้ำเลี้ยง 83 เครือข่ายนั้น ปรากฏว่าท่อใหญ่สุดกลับกลายเป็นผู้คนในครอบครัวเครือญาติของ “โจสิน” ทั้งสิ้น และการตรวจสอบควบคุมเครือข่ายของ “อ้วนพ้ง” ก็ได้คุกคามครอบครัวเครือญาติของ “โจสิน” อย่างหนักหน่วง จนเป็นที่คาดหมายว่าอีกไม่นานนัก ประดาคนเหล่านั้นจะต้องถูกประณามและดำเนินการฐานเป็นมารของแผ่นดินตามรอย “โจสิน” ไปทั้งขบวน 

            นี่คือความพลั้งเผลอผิดพลาดที่แม้ “โจสิน” เองก็ไม่อาจให้อภัยแก่ตนเพราะตัวมันนั้นทุ่มเทชีวิตจิตใจและความรักให้กับครอบครัวลูกเมียประดุจแก้วตาดวงใจ แต่ก็พลาดแล้วพลาดเล่า คราวก่อนนั้นก็พลาดพลั้งให้ลูกเมียถือครองสินทรัพย์มากหลาย จนเกิดความเสียหายใหญ่หลวง ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเลย แต่ความผิดพลาดครานั้นก็เป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน ต่างกับครั้งนี้มากมายนัก 

            ความพลาดพลั้งในครั้งนี้หากชี้แจงไม่ได้ พิสูจน์ไม่ชัดเจน บรรดาลูกเมียและญาติโกโหติกาต่าง ๆ ก็จะถูกผูกมัดด้วยข้อหามารแผ่นดินที่จะเป็นศัตรูกับทั้งชาวฮวนนั้งและชาวชนทั้งหลายนอกแคว้นแดนฮวนนั้งก๊กด้วย เพราะความพลั้งพลาดจากความฮึกห้าวเหิมหาญที่หลงเชื่อคำกุนซือและเหล่าประดาลิ่วล้อบริวารหมายได้ชัยชนะแต่ถ่ายเดียว ครั้นเกิดความผิดพลาดขนาดใหญ่ขึ้นจึงทำให้เทือกเถาเหง้ากอไม่อาจขับเคลื่อนก่อบทบาทลงช่วยการศึกของ “โจสิน” ได้อีกต่อไป 

            เนื่องเพราะไม่มีความเชื่อแน่แก่ใจว่าความรอดปลอดภัยจะเป็นประการใด เพราะด้านหนึ่งก็ถูกชาวฮวนนั้งก๊กที่ถูกเผาบ้าน ร้านค้า เคียดแค้นพยาบาท ประกาศสังหารให้สิ้นโคตรตระกูล อีกด้านหนึ่งอำนาจรัฐของ “ปี้เซ็ก” ก็คุกคาม จนอาจถูกอำนาจรัฐฮวนนั้งก๊กเข้าคุมตัวฐานเป็นมารแผ่นดินเมื่อใดก็ได้ 

            ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของครอบครัว ลูกเมีย จึงต้องหลบลี้หนีภัยออกไปอยู่นอกกำแพงใหญ่ ปล่อยให้ชั้นกลางแถว ปลายแถว สู้หน้าชะตากรรมไปโดยลำพัง 

            บนพื้นฐานสถานการณ์อันเป็นไปในฮวนนั้งก๊กเช่นนี้ แต่ชาวฮวนนั้งก๊กยังคงประหวั่นพรั่นพรึงว่าด้วยสินทรัพย์นับอนันต์ที่ “โจสิน” ปล้นบ้านปล้นเมืองไปนั้น จะยังคงสามารถก่อการกำเริบทำศึกใหญ่ที่รุนแรงกว่าเก่าอีกครั้งหนึ่ง แต่ทว่าเหล่าประดาหุ้นส่วนอำนาจของ “ปี้เซ็ก” กลับเห็นเป็นโอกาสอันงามยิ่ง 

            บรรดาแกนนำของก๊กฟ้าพากันฮึกเหิมลำพองรื่นเริงกันถ้วนหน้า ยิ่งกว่าปลาได้ฝนแรก ออกมาแถกมาเถือกกันเต็มไร่นา ประหนึ่งว่าแผ่นดินนี้เป็นของพวกกูและเพื่อกูเท่านั้น ดังนั้นกระบวนการกระชับอำนาจเพื่อสืบทอดและต่อยอดอำนาจจึงขยับขับเคลื่อนไปอย่างไม่หยุดยั้ง 

            “ปี้เซ็ก” ได้ฟังรายงานจาก “ตั๋งเทือก” ที่นำข้อสรุปจากการพบปะเสวนากับเหล่าประดา “ลิห้อย” “เติ้งหาน” และ “ซู่วัด” แล้วก็มีความยินดีปรีดิ์เปรมอย่างยิ่ง รีบตีฆ้องกลองล่อโก๊ะป่าวประกาศแผนปรองแดกกันอย่างคึกคักครึกโครม ประหนึ่งว่าแผ่นดินนี้มิมีการงานใด ๆ อีกแล้วนอกจากปรองดอง ปรองด๊องและปรองแดกเท่านั้น 

            เหล่าประดามันฮึกเหิมลำพองประณามหยามเหยียดผู้คนทั้งแผ่นดินที่ไม่เห็นด้วย กล่าวหาว่าเป็นชนส่วนน้อย เป็นพวกกระหายเลือด เป็นพวกขัดขวางสันติภาพและสันติสุขในบ้านเมือง มีแต่ประดาเหล่ามันเท่านั้นที่รักสันติเป็นผู้สร้างความสงบสุขและสร้างความสามัคคีให้กับแผ่นดิน 

            เมื่อ “ตั๋งเทือก” เข้ารายงานความตามที่ตกลงกับกลุ่มจตุรพิษแก่ “ปี้เซ็ก” ทุกถ้อยกระบวนความแล้ว คำสั่งยุทธการปรองดอง ปรองด๊องและปรองแดกก็ขับเคลื่อนไปอย่างคึกคักครึกโครมยิ่ง แต่กระนั้นก็ยังมีเหล่าปลาซิวปลาสร้อยและจิ้งจกนกกาพากันร้องคัดค้านกันเสียงขรม 

            แต่ทว่าเหล่าประดาขันทีที่บริบูรณ์ด้วยวิชาขันทีก็มิได้ระย่อต่อกระแสคัดค้านต่อต้านของมหาชนฮวนนั้งก๊กแต่ประการใด และได้อาศัยความคิดอันแยบยลของ “ปั๋นยัด” เดินหน้าแผนขิงแก่ข่มขิงอ่อน หวังจะสยบกระแสต้านของชาวฮวนนั้งก๊ก โดยเฉพาะหมายสยบต่ออ้วงก๊กของ “ซุนลิ้ม” และขบวนการเช็งเหม็งของ “ไช่วัด” ให้สยบระย่อให้จงได้ 

            ดังนั้นภายใต้แผนการขิงแก่ข่มขิงอ่อนที่หมายสยบพลังต่อต้านแผนการปรองดอง ปรองด๊องและปรองแดก “ปี้เซ็ก” จึงต้องออกหน้าออกไปคารวะบรรดาจอมยุทธที่หลบลี้หนีภัยซ่อนตัวเอาชีวิตรอดในยามศึก เพื่อให้ออกหน้ามารับหน้าที่เดินหมากปรองดอง ปรองด๊องและปรองแดกต่อไป 

            ดังนั้นบรรดาผู้เฒ่าเหลาเหย่ที่แม้แต่จะเลี้ยงหลานก็ไม่สามารถเลี้ยงได้แล้ว ครั้นพอได้กลิ่นอายแห่งเกียรตินิยมมาเยือนถึงประตูบ้าน ก็พากันเลื้อยออกจากบ้าน โผล่หัวชูหางอ้างเพื่อสันติสุข สันติภาพในฮวนนั้งก๊ก ออกหน้าเชิญชวนปวงประชาให้สนับสนุนขบวนการปรองดอง ปรองด๊องและปรองแดกกันอย่างคึกคัก 

            แต่ทว่าผ้าเก่าเก็บไหนเลยจะเอามานุ่งใช้สอยให้สุขสบายและจูงตาจูงใจผู้คนให้เลื่อมใสศรัทธาได้ ชนชาวฮวนนั้งก๊กที่ศรัทธาต่ออ้วงก๊กของ “ซุนลิ้ม” และขบวนการเช็งเหม็งของ “ไช่วัด” กลับสามารถอ่านแผนการปรองดอง ปรองด๊อง ปรองแดก ได้กระจ่าง ดุจดั่งอ่านลายเส้นในฝ่ามือ ดังนั้นประดามันจึงคั่งแค้นต่อแผนการสยบชาวฮวนนั้งก๊กเป็นยิ่งนัก 

            ขบวนการอ้วงตั่งของ “ซุนลิ้ม” และขบวนการเช็งเหม็งของ “ไช่วัด” จึงขับเคลื่อนเปิดโปงแผนการปรองดอง ปรองด๊องและปรองแดก อย่างสะเทือนฟ้าสะท้านดิน ประสานเสียงอย่างเนียนสนิทกับขบวนการของนักพรต “โป๋ลัก” ซึ่งมีกองทัพธรรมเป็นกองกำลังหลักในหลายศึกที่ผ่านมา 

            การสัประยุทธ์ในศึกต้มตุ๋นชาวฮวนนั้งก๊กเพื่อยุติและสยบกระแสเปลี่ยนแปลงใหญ่ของฮวนนั้งก๊ก ระหว่างก๊กฟ้าของ “ปี้เซ็ก” กับก๊กเหลืองของ “ซุนลิ้ม” ที่มีขบวนการเช็งเหม็งและกองทัพธรรมของ “โป๋ลัก” จึงขับเคี่ยวกันอย่างถึงพริกถึงขิง จนคนแก่ที่ถูกหลอกออกมาเดินหมากรุกตานี้ได้เกิดความประหวั่นพรั่นใจเกรงว่านอกจากการจะไม่สำเร็จแล้ว จะถูกกระชากหน้ากากจนเสียผู้เสียคนตาม ๆ กัน 

            ดังนั้นกระบวนการปรองด๊องในสายของ “ก๋านิด” จึงสะดุดตอหกคะเมนเป็นระยะ ๆ กระทั่งเวลาผ่านมานับเดือนก็ยังไม่สามารถหาลูกคู่มาร่วมวงได้ ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนส่อทีท่าว่าจะแท้งก่อนท้อง 

            แม้กระบวนการแก้กฎกติกาที่นักวิชาการเต้าหู้ยี้ที่ “ซ่งบัด” ประมุขสำนัก “หนีหมา” นำทัพออกศึก ก็ถูกกระชากหน้ากากจนล่อนจ้อน ว่าเหล่าประดานักวิชาการเต้าหู้ยี้ 19 คน ล้วนเป็นพวกอีแอบ ที่แอบซ่อนซุกอยู่ภายใต้ฝ่าเท้าของพวก “อ้วนพ้ง” นั้นหาใช่ตัวแทนของมหาชนชาวนั้งก๊กกลุ่มต่าง ๆ ไม่ 

            และที่ทำให้ “ซ่งบัด” ต้องกระอักโลหิตถึงสามครั้งสามครา ก็คือภารกิจในการต่อยอดหลักการ 6 ประการ ในการแก้กฎกติกาได้ถูกกระชากหน้ากากและแก้เสื้อผ้าอย่างล่อนจ้อนว่าเนื้อแท้หลักการ 6 ประการนั้นมิได้ก่อเกิดประโยชน์อันใดแก่ฮวนนั้งก๊กและราษฎรชาวฮวนนั้งก๊กเลย มีแต่จะเพิ่มอำนาจบาทใหญ่และเอื้อผลประโยชน์ให้กับประดาเสือสิงห์กระทิงแรดจิ้งจอกกิ้งก่าและเหี้ยในสภาเช็งเหม็งเพื่อให้เสพสุขเสวยอำนาจโกงบ้านกินเมืองกันอย่างสนุกกว่าเก่า 

            เสียงก่นด่าของมหาชนชาวฮวนนั้งก๊กในลักษณะเสียแรงเคยนับถือ เคยศรัทธา “ซ่งบัด” มาแต่ก่อน ไฉนกลับกลายเป็นข้าทาสของเหล่าเปรตอสูรที่โกงบ้านกินเมืองไปได้ หรือว่าได้เสพยาเปลี่ยนวิญญาณของเหล่าประดานั้นไปเรียบร้อยแล้ว “ซ่งบัด” จึงอึดอัดขัดใจเป็นยิ่งนัก จะรุกก็มิได้ จะถอยก็มิดี จะหยุดอยู่กับที่ก็ถูกกระทืบอยู่ไม่เว้นวัน 

            แม้ขบวนการปฏิสังขรณ์ฮวนนั้งที่ “อาหนัน” และ “บักเวด” รับเป็นขุนพลนำทัพ ก็ถูกมหาชนก่นด่าว่าแกล้งทำตาบอดหูหนวก ไม่เห็นปัญหาแท้จริงของฮวนนั้งก๊กหรืออย่างไร จึงไม่ยอมตั้งปัญหาใหญ่ที่จะแก้ไขบ้านเมืองที่ประดาเหล่านักการเมืองซึ่งเป็นต้นเหตุเภทภัยและสรรพชั่ว สรรพเลวทั้งหลายในแผ่นดิน เพราะในเมื่อไม่แตะต้องต้นเหตุของเภทภัยทั้งปวงในฮวนนั้งก๊กแล้ว การปฏิสังขรณ์ก็ไร้ค่า กลายเป็นของปฏิกูลที่จะต้องถูกฝังดินในที่สุด 

            และเนื้อหาที่แท้จริงที่ “อาหนัน” และ “บักเวด” ภูมิใจนักหนาว่าเป็นวิชาปฏิสังขรณ์ฮวนนั้งก๊กนั้น พอแค่ใช้งูเห่ากัดพังพอนล่อผู้คนเท่านั้นก็ถูกขว้างด้วยก้อนหินและรองเท้าจนหลบเลี่ยงแทบไม่ทัน เพราะล้วนแต่เป็นความเพ้อฝัน เป็นจินตนาการ เหมือนคนเสพกัญชามองดูท้องฟ้าแล้วพรรณนาอาการเคลื่อนไหวของเมฆด้วยประการต่าง ๆ นั่นเอง 

            มิหนำซ้ำ “ซู่วัด” ยังได้เชิญ “ซือหม่าซัน” ออกจากถ้ำแห่งขุนเขาวิมุต ให้ออกหน้าประกาศแนวทางปฏิสังขรณ์ใหญ่ฮวนนั้งก๊ก ให้ชาวประชาฮวนนั้งก๊กได้รับรู้ โดยนำเสนอเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมและเป็นแก่นแกนที่จะนำความเปลี่ยนแปลงใหญ่มาสู่ฮวนนั้งก๊ก หยุดการล่มสลายของฮวนนั้งก๊กและฟื้นฟูฮวนนั้งก๊กให้รุ่งเรืองมั่นคงมั่งคั่งในภาคบูรพาทิศนี้สืบไป 

            “ซือหม่าซัน” ก็สุดแสบ ป่าวประกาศท้าทายอย่างเปิดเผยให้ “บักเวด” และ “อาหนัน” ประกาศวาระปฏิสังขรณ์ออกมาเทียบเคียงกันดูว่าของใครจะแน่แก้ปัญหาฮวนนั้งก๊กให้เป็นประโยชน์สุขแก่ฮวนนั้งก๊กและชาวฮวนนั้งก๊กมากกว่ากันเพื่อให้ชาวฮวนนั้งก๊กทั้งปวงได้ร่วมคิดพิจารณากันว่าจะเลือกเอาอย่างไหน 

            “ซือหม่าซัน” ประกาศแล้วประกาศเล่า ทั้ง “บักเวด” และ “อาหนัน” พากันเงียบเฉย แต่กลับหวั่นไหวยิ่งต่อการซุกปัญหาไว้ใต้แผ่นอิฐ โดยการไม่แตะต้องเหล่าประดาเสือสิงห์กระทิงแรดกิ้งก่าเหี้ยแย้ทั้งหลาย 

            ในขณะที่การขับเคลื่อนแผนปรองดอง ปรองด๊องและปรองแดก ของฝ่าย “ปี้เซ็ก” ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกักอยู่นั้น ฝ่าย “ลิห้อย” ก็มิได้นิ่งเฉยแต่ประการใด ได้จัดประชุมขุนพลและพ่อครัวเตรียมกินบ้านกินเมืองกันเป็นการใหญ่ ต่อยอดจากการกินบ้านกินเมืองในช่วงศึกสิบทัพกันอย่างคึกคักครึกโครม 

            พวกมันมีความเชี่ยวชาญช่ำชองลึกซึ้งลึกลับและสุดด้านสุดทน ที่ไม่มีนักบริโภคบ้านเมืองใดในอดีตจวบปัจจุบันเทียบเทียมได้เลย เพียงแค่ไม่ถึงสามเดือนระหว่างการทำศึกสิบทัพซึ่งเป็นช่วงสถานการณ์ที่ชาวฮวนนั้งก๊กทุ่มเทความสนใจให้กับวิกฤตครั้งใหญ่ในบ้านเมือง แต่พรรคภูมิขะแมร์ของ “ลิห้อย” กลับมิได้สนใจในการอื่นใด นอกจากเจี๊ยะ เจี๊ยะ เจี๊ยะเท่านั้น พวกมันเจี๊ยะ เจี๊ยะ เจี๊ยะ จนบางครั้งก็ก่นร้องเสียงเจี๊ยกให้ผู้คนตกตะลึงกันมาแล้ว  

            ช่วงแค่ไม่ถึงสามเดือน พวกมันสามารถช่วงชิงเอาเงินทองจากท้องพระคลังไปร่วม 300,000 ล้านอีแปะ จนขบวนการเจี๊ยะเจ๊งทั้งหลายต้องค้อมหัวคำนับให้ว่าในแผ่นดินนี้มีแต่พวกมันเท่านั้นที่สามารถทำได้ แต่น้อยนักที่จะล่วงรู้ความนัยอันลี้ลับว่าความสำเร็จนั้นหาได้เกิดขึ้นจากน้ำมือ “ลิห้อย” แต่ฝ่ายเดียวไม่ หากได้น้ำมือและน้ำใจของ “ตั๋งเทือก” สนับสนุนสมรู้ร่วมคิดอ่านทำการด้วย การจึงสำเร็จโดยที่ผู้คนมิได้สนใจ แล้วพวกมันก็แบ่งสรรปันส่วนกันอย่างสุขสำราญยิ่งนัก 

            การแบ่งสรรปันส่วนเช่นนี้หาได้คลาดจากสายตาของ “โจสิน” ไม่ แต่ทว่า “โจสิน” นั้นอยู่แดนไกล แม้น้ำลายจะไหล น้ำตาจะร่วงก็มิอาจจะกล่าวความประการใดได้ มีแต่ความคับแค้นใจสุดประมาณ เพราะวิทยาการ ความรู้และกระบวนท่าปล้นบ้านผลาญเมืองที่นำมาใช้กันอยู่นี้ล้วนแต่เป็นวิชาครูพักลักจำที่ลอกแบบเลียนวิธีมาจากวิชาฝีมือของ “โจสิน” มันทั้งสิ้น 

            “ลิห้อย” กล่าวต่อบรรดาเหล่าขุนพลของขบวนการเจี๊ยะก๊กว่า ข้าพเจ้าได้ตกลงแผนการอันยอดเยี่ยมแห่งยุคกับ “ตั๋งเทือก” และกลุ่มจตุรพิษเป็นอันมั่นเหมาะแล้ว ประดาเราจะต้องสนับสนุนและช่วยตีฆ้องร้องป่าวผลักดันแผนปรองดอง ปรองด๊องและปรองแดกของ “ปี้เซ็ก” อย่างสุดกำลัง 

            “ลิห้อย” กล่าวแล้วก็หัวเราะอย่างครื้นเครง พลางลดน้ำเสียงลงแล้วกล่าวแต่แผ่วเบาพอได้ยินกันในหมู่ขบวนการเจี๊ยะก๊กว่า ประดาเราสนับสนุนแผนการปรองดอง ปรองด๊องและปรองแดก แต่อย่าได้เสียเวลาไปทุ่มเทเคลื่อนไหวให้เมื่อยเอ็นขาเป็นอันขาด 

            “ลิห้อย” กล่าวว่าอันวิชาขันที หลอกคนแก่ หลอกเด็ก หลอกแม่ยก ในแผ่นดินนี้ไม่มีใครสู้ขบวนการของ “ปี้เซ็ก” ได้เลย พวกมันได้คร่ำหวอดฝึกวิชาขันทีมากว่า 60 ปี มีความเชี่ยวชาญช่ำชองจนบรรลุถึงขั้นวิชาไหมฟ้าแล้ว หากแม้นพวกเราเข้าไปเปิดตัวเคลื่อนไหวก็มีแต่จะทำให้ความละเมียดละไมละมุนละม่อมของสุดยอดวิชาขันทีตะกุกตะกักติดขัดเสียเปล่า ๆ 

             “ลิไจ๋” ผู้พ่อได้ฟังคำ “ลิห้อย” แล้วก็ท้วงว่า “ลิห้อย” ลูกเรา เกิดมาเป็นชายต้องรักษาคำพูด หากแม้นสิ้นซึ่งสัจจะแล้ว ในวันข้างหน้าเจ้าจักทำการใหญ่ไม่สำเร็จ เราเห็นว่าจะต้องให้ทั่วทั้งขบวนออกไปเต้นแร้งเต้นกาหนุนช่วย “ปี้เซ็ก” ให้เต็มกำลัง ดินจะตำหนิย่อมไม่ได้ ฟ้าจะตำหนิก็ไม่ได้ เจ้าจงทำตามคำเราเถิด 

            “ลิห้อย” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วกล่าวว่าที่บิดากล่าวทั้งนี้ก็ไม่ผิด ความจริงก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าก็ได้สั่งให้ประดาชาวเราออกไปตีฆ้องร้องป่าวตามไร่นาป่าเขาตามคำบิดาท่านแล้ว เพื่อรวบหัวรวบหางชาวบ้านทั้งนั้นมาเป็นพวก แต่สำหรับประดาเราซึ่งเป็นหุ้นส่วนใหญ่แห่งอำนาจนั้นหาจำเป็นต้องไปทำเองไม่ 

            “ลิห้อย” กล่าวสืบไปว่าตามไร่นาป่าเขาเราเคลื่อนไหวสนับสนุนการปรองดอง ปรองด๊องและปรองแดก แต่ในแวดวงแห่งอำนาจนี่คือโอกาสอันเยี่ยมยอดของการ ปรองแดกโดยแท้ ดังนั้นตั้งแต่วันนี้ไปให้ทุกหน่วยขับเคลื่อนผลักดันขอเบิกเงินจากคลังหลวงมาจับจ่ายใช้สอยให้เต็มที่ เพราะไม่มีโอกาสไหนดีกว่าโอกาสนี้อีกแล้ว 

            “ลิห้อย” กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาลงอีกว่า “ปี้เซ็ก” เมื่อมันเคลื่อนไหวเรื่องปรองดอง ปรองด๊องและปรองแดก แต่พวกมันก็แดกแล้วพวกเราจะไม่แดกได้อย่างไรและคงไม่มีใครขัดขวางขัดขากล่าวหากันอีกแล้วเพราะนี่คือการปรองดองขนานแท้ 

            เหล่าประดาผู้ร่วมเสวนาในขบวนเจี๊ยะก๊กได้ฟังคำ “ลิห้อย” แล้วก็ลุกขึ้นโค้งคำนับพร้อมกับกล่าวว่าท่านประมุข “ลิห้อย” ล้ำเลิศยิ่งกว่าใครในแผ่นดิน ล้ำเลิศยิ่งกว่าใครในแผ่นดิน ล้ำเลิศยิ่งกว่าใครในแผ่นดิน 

            คงมีแต่ “ลิไจ๋” นั่งลูบคางอมยิ้มด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง พลางครุ่นคำนึงว่า “โจสิน” มันพูดถูก ต้นไม้พิษย่อมให้ผลเป็นลูกไม้พิษ แต่ลูกไม้พิษของตัวเรานี้พิษร้ายแรงยิ่งกว่าต้นไม้พิษเสียอีก.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Tue Oct 04, 2011 5:31 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน ยุทธการปรองแดก

.
.


            เจิ้งหยางศกปีที่ 164 แรม 9 ค่ำ เดือน 8 แม้เป็นยามแรม แต่แสงแห่งพระจันทร์ก็ยังคงทอทาบท้องฟ้าจนเห็นกระจ่าง นับเป็นความกรุณาแห่งสวรรค์ที่ยังประทานความสว่างมาส่องทางให้แก่มวลมนุษย์ ทำให้ได้เห็นความเคลื่อนไหวอันวิปริตผันแปรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในฮวนนั้งก๊ก 

            หลังจาก “โจสิน” แตกทัพครั้งใหญ่ในศึกสิบทัพ ในช่วงปลายฤดูร้อนปีนี้แล้ว กองทัพทั้งปวงตลอดจนไพร่พลก็ระส่ำระสาย และกลายเป็นจุดอ่อนให้กับอำนาจรัฐของ “ปี้เซ็ก” เคลื่อนไหวบดขยี้ หรือจี้จุดมรณะ ทำให้เกิดภาวะชะงักงันทั่วทั้งขบวน 

            แต่บรรดาลิ่วล้อบริวารของ “โจสิน” นั้นล้วนเป็นพวกโง่เขลาเบาปัญญา หาได้ตระหนักถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปครั้งใหญ่แล้วแต่ประการใดไม่ พวกมันยังคิดแผนงานและโครงการต่าง ๆ เพื่อต้มตุ๋น “โจสิน” กันต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง 

            เพราะทุกโครงการแผนงานที่กลั่นออกมาจากมันสมองขี้เลื่อยเหล่านั้นกลับเป็นที่โปรดปรานของ “โจสิน” ยิ่งนัก ดังนั้นไม่มากก็น้อยท่อน้ำเลี้ยงจึงยังคงรินหลั่งไหลไปสู่คนประดานั้น จนไม่ต้องมีอันทำการงานอย่างอื่น เพราะชีวิตนี้แค่คิดอ่านโครงการแผนงานล้วงกระเป๋า “โจสิน” ก็สามารถสร้างความมั่งมีศรีสุขได้มากมายมหาศาลแล้ว 

            ดังนั้นแทนที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังตกเป็นฝ่ายรับเพื่อขยับขึ้นเป็นฝ่ายกระทำอันจะนำไปสู่การเปิดฉากรุกครั้งใหม่ แต่พวกมันก็กลับเอะอะโวยวายร้องแรกแหกกระเฌอข่มขู่ผู้คนในฮวนนั้งก๊กกันไม่เว้นแต่ละวัน 

            บ้างก็โพนทะนาว่าวันไหนที่ “ปี้เซ็ก” ยกเลิกกฎเข้มงวดฉุกเฉิน เมื่อนั้นประดามันเหล่าอั้งนั้งก็จะเคลื่อนพหลพลไกรจากทั่วสารทิศเข้ามาเผาบ้านระเบิดกรุงอีกครั้งหนึ่ง 

            พวกหัวขี้เลื่อยเหล่านั้นคิดว่าการป่าวประกาศลักษณะนี้จะเป็นที่ปลุกเร้าประโลมใจเหล่าพวกอั้งนั้งให้ฮึกห้าวเหิมหาญแล้วเตรียมการเผาบ้านเผากรุงอีกครั้งหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วประดาหัวขี้เลื่อยเหล่านั้นมิได้สำนึกเลยว่าการเคลื่อนไหวแบบนี้ล้วนเข้าทาง “ตั๋งเทือก” และ “ลิห้อย” 

            เพราะพลันที่กระแสการบุกกรุง ระเบิดบ้านเผาเมืองครั้งใหม่แพร่ขยายไปในฮวนนั้งก๊กเท่านั้น บรรดาชาวฮวนนั้งก๊กทั้งปวงไม่ว่ายากดีมีจน ไม่ว่าอยู่แห่งหนตำบลไหน ไม่ว่าจะทำมาค้าขายอย่างใด ก็พากันประหวั่นพรั่นใจเป็นยิ่งนัก 

            พากันร้องเสียงขรมให้ “ปี้เซ็ก” คงกฎฉุกเฉินเอาไว้ต่อไปจนกว่าจะขุดรากถอนโคนบรรดาโจรโพกผ้าแดงทั้งหลายให้หมดสิ้นแผ่นดินเสียก่อน เพราะความฉิบหายวายวอดที่คนประดานั้นได้ฝากไว้กับเมืองหลวงและฮวนนั้งก๊กตลอดสามครั้งที่ผ่านมาล้วนสร้างความบอบช้ำระกำใจ กระทั่งทำให้คนจำนวนมากพากันสิ้นเนื้อประดาตัว บ้างก็ต้องตกงานและกลายเป็นขอทานก็ยังมี 

            เสียงเรียกร้องให้อำนาจรัฐ “ปี้เซ็ก”  กำราบปราบปรามกบฏโพกผ้าแดงก้องกระหึ่มไปทั้งแผ่นดิน ผู้คนทั้งปวงได้ยินแต่เสียงเรียกร้องให้ปราบกบฏเสื้อแดงและให้คงกฎฉุกเฉินไว้จนกว่าจะขุดรากถอนโคนกบฎเสื้อแดงราบคาบแล้ว 

            ดังนั้นเสียงสวรรค์ของปวงประชาจึงเพิ่มพลานุภาพและความชอบธรรมทั้งปวงให้กับอำนาจรัฐของ “ปี้เซ็ก” บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงก็เห็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็เกิดความอิดหนาระอาใจกับพฤติกรรมของ “โจสิน” ที่ทำร้ายแผ่นดินไม่เลิกรา ดังนั้นจึงพากันถอนออกจากเกียร์ว่างและเกียร์ถอยหลังเนื่องจากตั้งความหวังที่จะฝากผีฝากไข้หาก “โจสิน” ได้หวนคืนสู่อำนาจ กลับไปเข้าเกียร์เดินหน้ากันจ้าละหวั่น 

            เพราะประดามันเหล่านกรู้ในหน่วยงานต่าง ๆ ของอำนาจรัฐพากันตระหนักรู้แล้วว่าขืนบ้าคลั่งหลงใหลว่า “โจสิน” จะกลับมามีอำนาจเห็นจะต้องรอถึงชาติหน้าตอนบ่าย ๆ เพราะชาวก๊กฟ้านั้นแม้ว่าพวกมันจะทำงานการใดไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่ในการกระชับอำนาจและทำลายปรปักษ์ทางการเมืองนั้น พวกมันล้วนอำมหิตช่ำชองจัดจ้านยิ่งกว่าใครในแผ่นดินนี้เสียอีก 

            ดังนั้นในขณะที่ขุนนางข้าราชการที่ไหวตัวทันเข้าร่วมด้วยช่วย “ปี้เซ็ก” มีความเจริญก้าวหน้าในทางราชการอย่างพรวดพราด เหล่าพวกเข้าเกียร์ว่างและเกียร์ถอยหลังจึงตกหล่มถูกทอดทิ้งอยู่ข้างหลังมากขึ้นทุกที และยังไม่เห็นวี่แววใดว่าความหวังอันบรรเจิดจะปรากฏเป็นจริง ดังนั้นจึงพากันกลับใจกลับตัวเข้าร่วมสนับสนุนอำนาจของ “ปี้เซ็ก” กันอย่างขะมักเขม้น 

            ทำให้การกำราบปราบปรามและการขับเคลื่อนกระชับอำนาจของพวกก๊กฟ้าและน้ำเงินได้ขยายตัวเข้าครอบงำวงราชการของฮวนนั้งก๊กจนหมดสิ้น 

            แม้มิตรประเทศนอกแคว้นแดนต่าง ๆ ก็เห็นเหตุการณ์ที่พลิกผันแปรไป จึงเทใจสนับสนุนอำนาจรัฐ “ปี้เซ็ก” กันเป็นการใหญ่ ที่แม้แต่แคว้นใหญ่อย่างอั้งก๊กถึงกับต้องยอมถอนทูตประจำฮวนนั้งก๊กที่มีน้ำใจฝักใฝ่ “โจสิน” และเป็นที่รำคาญจิตใจ “ปี้เซ็ก” มาช้านานแล้ว เอาไปเป็นทูตแดนอื่นแทน 

            สภาพดังนี้เมื่อเหล่าลิ่วล้ออั้งนั้งของ “โจสิน” ประกาศเปิดยุทธการบุกกรุงระเบิดบ้านเผาเมืองครั้งใหม่ในทันทีที่ยกเลิกกฎฉุกเฉินจึงกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของอำนาจรัฐ “ปี้เซ็ก” ทำให้เหล่าแกนนำก๊กฟ้าน้ำเงินไม่ยอมพลาดโอกาสอันงามนี้ไปเป็นอันขาด 

            ดังนั้นการขับเคลื่อนแผนปรองดอง ปรองด๊อง และปรองแดกที่ฝูงจตุรพิษได้สุมหัววางแผนอันแยบยลจึงได้ขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลัง 

            ด้านหนึ่ง พวกมันก็ดึงเอาบรรดาเจี้ยงเล่าทั้งหลายทั้งที่หลบซ่อนกายจากยุทธจักรและทั้งที่ยังปรากฎเงาร่างอยู่ในยุทธจักรเข้ามาร่วมสังฆเวรสังฆกรรมให้เล่นละครตบตาชาวฮวนนั้งก๊ก หลอกลวงคนทั้งปวงว่าจะทำการปฏิสังขรณ์สารพัดเรื่องสารพัดชนิด 

            ด้านหนึ่ง พวกมันก็เดินแผนเถือเนื้อประเทศชาติให้ชาวฮวนนั้งก๊กได้บริโภคกัน ด้วยการคิดอ่านสร้างโครงการประชานิยมมากมายหลายหลากเพื่อเอาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปเจือจานแจกจ่ายซื้อใจและความนิยม เนื่องเพราะเทศกาลศึกชิงยุทธจักรเข้าสู่สภาเช็งเหม็งครั้งใหม่ใกล้เข้ามา เหลือเวลาอีกปีกับห้าเดือนเท่านั้น ดังนั้นเงินแผ่นดินที่ไม่ใช่เงินกู แต่อาจเป็นเงินกู้และเงินจากคลังแผ่นดินจึงถูกเอามาผลาญแจกจ่ายด้วยวิธีการลดแลกแจกแถมกันเป็นการใหญ่ จนมีการซี้ดปากร้องวี๊ดว๊ายกระตู้ฮู้กันเป็นการใหญ่ ประสานกับเสียงก่นด่าของบรรดานกรู้ที่แทรกมาตามกระแสลมว่า พวกมึงเอาเงินหลวงไปซื้อเสียง 

            ด้านหนึ่ง พวกมันก็เดินแผนงานและโครงการต่าง ๆ เพื่อจัดซื้อจัดหาจัดสร้างและให้อนุญาตสารพัดสารพันเรื่อง บรรดาเรื่องราวใดที่สามารถให้อนุญาตแล้วได้รับเงินเก๋าเจี๊ยะเข้ากระเป๋าได้ล้วนถูกเข็นออกมาให้อนุญาตจนแทบหมดสิ้น 

            ก๊กน้ำเงินของ “ลิห้อย” มีความพรั่งพร้อมและพลิกพลิ้วมากกว่าใคร ดังนั้นในขณะที่ชาวฮวนนั้งก๊กกำลังสาละวนอยู่กับวิกฤตต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมือง พวกมันกลับใช้ความฉับไวพลิกแพลงและรวบรัดอย่างไม่ยั้งมือ 

            เรื่องแล้วเรื่องเล่า โครงการแล้วโครงการเล่า แผนงานแล้วแผนการเล่าได้ถูกเข็นออกมาเพื่อล้วงเอาเงินแผ่นดินไปจับจ่ายใช้สอยอย่างเพลิดเพลิน 

            เรื่องใหญ่สุดก็ไม่เห็นเรื่องใดเกินไปกว่าโครงการพัฒนารถไฟแบบเก่า ที่ตลอดปีกว่าที่ผ่านมานี้มีแต่ข่าวคราวเหตุร้ายแรงไม่ว่าชนกันเอง ชนคนอื่น หรือกระทั่งพลิกคว่ำหงายท้องตกข้างรางเป็นทิวแถว แต่ก็หามีผู้ใดรับผิดชอบแต่ประการใดไม่ 

            นอกจากไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบแล้ว พวกมันยังคิดอ่านแผนการอันล้ำลึก แปรวิกฤตของประเทศชาติเป็นโอกาสหาเงินเข้ากระเป๋าได้อย่างมันมือ สุดที่ผู้คนทั้งหลายในฮวนนั้งก๊กจะคิดฝันว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน 

            แต่มันก็เป็นไปแล้ว แผนการใช้เงินถึง 900,000 ล้านอีแปะ เพื่อพัฒนาปรับปรุงกิจการรถไฟในฮวนนั้งก๊ก ที่หาความแน่นอนในแผนงานและรายละเอียดใด ๆ ไม่ได้เลยก็ได้ผ่านฉลุยด้วยความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ของประดามันผู้ถืออำนาจรัฐ 

            ความเห็นชอบเกิดขึ้นอย่างเงียบกริบ โดยที่ไม่มีผู้ใดในฮวนนั้งก๊กเฉลียวใจหรือทราบข่าวคราวนี้ เพราะคนทั้งปวงมัวห่วงสาละวนสนใจอยู่กับการเคลื่อนไหวระเบิดบ้านเผาเมืองของพวกอั้งนั้ง ซึ่งประหนึ่งคล้ายกับเหล่าอั้งนั้งได้รู้เห็นเป็นใจกับแผนการ ทำทีเป็นตีเหนือแต่แท้จริงเข้าตีใต้ของพวกก๊กฟ้า 

            เมื่อโครงการใหญ่ 900,000 ล้านอีแปะ ได้ผ่านกรอบการใช้วงเงินไปเรียบร้อย จังหวะก้าวที่สองจึงเกิดขึ้นอย่างเงียบงันตามมา ด้วยแผนการอันพลิกแพลงที่แม้ “โจสิน” ก็ยังคิดไม่ถึง และยังไม่เคยพัฒนาวิชาความรู้ในการโกงบ้านกินเมืองไปถึงขั้นนี้ 

            เพราะขบวนการก๊กฟ้านั้นมันได้บรรลุวิชากินข้าวทีละคำของอดีตผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของโลกมาแล้ว นั่นคือพวกมันรู้ดีว่าหากจะงาบคำเดียวทั้ง 900,000 ล้านอีแปะ ก็เหมือนกินข้าวทีเดียวทั้งจาน ปากก็อาจจะฉีกจนเป็นแผลเหวอะหวะเพราะผู้คนทั้งปวงจะพากันจ้องจับตาดูอย่างไม่กะพริบตาเหมือนเมื่อครั้งที่เคยขัดขวางบรรดาโครงการอภิมหาโปรเจ็คในยุคสมัย “โจสิน” เรืองอำนาจมาแล้ว 

            ดังนั้นมันจึงจัดสรรปันแบ่งก้อนเนื้อก้อนโต 900,000 ล้านอีแปะ ออกเป็นส่วนๆ แล้วผลักดันส่วนแรกเข้าสู่ความเห็นชอบของคณะผู้ครองอำนาจแผ่นดินก่อนด้วยวงเงินเพียง 195,000 ล้านอีแปะ แล้วก็ผ่านฉลุยดังเคย 

            เมื่ออาหารจานแรก 195,000 ล้านอีแปะ ถูกยกขึ้นวางบนโต๊ะ ก็โชยกลิ่นหอมหวนชวนสวาปามยิ่งนัก แต่ไม่ทันนานพวกมันก็สามารถเจือจานตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างเรียบร้อยโรงเรียนขะแมร์ วัดครึ่งกรรมการครึ่ง นวัตกรรมส่วนแบ่งใหม่จากคำพูดเก่า ๆ จึงกลายเป็นนวัตกรรมอันลับลี้ที่มีความหมายยิ่งในยุคปัจจุบัน 

            ทันทีที่นวัตกรรมใหม่ได้รับการยอมรับนับถือในหมู่ผู้ครองอำนาจ วงเงินก้อนแรกซึ่งเสมือนหนึ่งข้าวคำแรกของอาหารจานแรกของโต๊ะใหญ่ 900,000 ล้านอีแปะ จึงถูกผลักดันเข้าสู่การพิจารณาอย่างเงียบกริบเหมือนดังเคย และแค่ 2 นาทีเท่านั้น การอนุมัติตัวเงินจำนวน 18,000 ล้านอีแปะ ก็ผ่านฉลุยตามแผนการทุกประการ 

            ในจำนวน 18,000 ล้านอีแปะนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน 

            ส่วนแรก เป็นค่าปรับปรุงรางรถไฟแบบเก่าที่ไม่มีส่วนในการเพิ่มความเร็วให้เพิ่มขึ้นเลยและไม่ได้ทำให้มีความสามารถที่จะเชื่อมโยงเข้ากับระบบรางรถไฟของแคว้นข้างเคียงได้เลย ดังนั้นมันจึงเป็นแค่การทำของเก่าให้เป็นของเก่า โดยไม่มีคุณค่าหรือไม่ได้แก้ปัญหาใด ๆ ให้กับฮวนนั้งก๊กเลย 

            ส่วนที่สอง เป็นค่าซื้อหัวรถจักร ซึ่งมีผู้ผลิตอยู่ในโลกนี้ 2-3 รายเท่านั้น และฮั้วกันมานับสิบๆ ปีแล้ว เพราะบรรดาผู้ผลิตทั้งหลายล้วนเลิกการผลิต หันไปผลิตแบบใหม่สำหรับระบบรางกว้างมาตรฐานกันหมดแล้ว ดังนั้นการตกลงซื้อหัวรถจักรแบบนี้เนื้อแท้ก็คือการล็อคคนขายเจ้าเก่ารายเดิมนั่นเอง 

            ว่ากันว่าในจำนวนเงิน 18,000 ล้านอีแปะ นี้เป็นยอดเงินที่ใช้จ่ายจริงราว 10,000 ล้านอีแปะเท่านั้น เพราะเป็นการใช้เงินในวังวนของการล็อคสเป็คของการโก่งราคาและการคอร์รัปชั่นครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็หามีผู้ใดทัดทานไม่ เพราะทุกคนมัวไปสนใจอยู่กับการเต้นแร้งเต้นกาบ้าระห่ำของพวกอั้งนั้ง 

            ทำให้พฤติกรรมการเคลื่อนไหวของพวกอั้งนั้งถูกจับตามองมากขึ้นว่าพวกมันอาจมีส่วนรู้เห็นกับแผนการชั่วร้ายนี้ 

            ทว่าเงินจำนวน 18,000 ล้านอีแปะนั้นเป็นจำนวนมหาศาลยิ่งนัก เมื่อมองเข้าไปในคลังแผ่นดินก็ปรากฏว่ามีแต่ความว่างเปล่า เพราะรายจ่ายบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ก็ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ดังนั้นเมื่อไม่มีเงินในกระเป๋าก็ต้องกู้แต่เป็นการกู้มาโกง ตามคำขวัญอันใหม่ของอำนาจใหม่ที่กำลังปีกกล้าขาแข็งขึ้นทุกที 

            เพื่อให้สามารถใช้เงิน 18,000 ล้านอีแปะได้อย่างสบายใจเฉิบ เหล่าผู้มีอำนาจในฮวนนั้งก๊กจึงตกลงปลงใจกันให้ฮวนนั้งก๊กกู้ยืมเงินจากทั่วสารทิศ เพื่อมาแบ่งกันใช้ มาแบ่งกันกินตามโครงการใช้เงิน 18,000 ล้านอีแปะ นี้ให้เร็วที่สุด จนในหมู่ประดาพวกมันเองบางครั้งถึงกับหัวเราะเยาะกันเองว่ามันจะเป็นการแดกด่วนเกินไปหรือไม่ 

            บางคนก็บอกว่าการทั้งปวงที่ก้าวรุดหน้าได้เช่นนี้ก็เพราะน้ำใจไมตรีของ “บักเวด” “อาหนัน” และอั้งนั้งที่มีส่วนช่วยเบนความสนใจของชาวฮวนนั้งก๊ก จนทำให้การขับเคลื่อนล้วงเงินหลวงโครงการนี้สามารถผ่านฉลุยอย่างเร็วรี่กว่าโครงการทั้งปวง 

            “ลิห้อย” คิดอ่านแผนการ 900,000 ล้านอีแปะได้ แล้วไฉนประดายอดคนแห่งก๊กฟ้าจะคิดอ่านผลาญเงินระดับเดียวกันไม่ได้เล่า! 

            หลังจาก “ตั๋งเทือก” ได้เปรยความในใจให้เหล่าประดาผู้ใกล้ชิดได้ยินว่า “ลิห้อย” มันปรีชาสามารถคิดอ่านแผนการขนาดใหญ่ ใช้เงินถึง 900,000 ล้านอีแปะได้ ประดาเราจะยอมน้อยหน้ามันได้อย่างไร แล้วไม่ถึง 3 วัน “ไต่หลง” ผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่องจนได้รับสมญาว่า จิ๊วกุ่ย หรือปีศาจสุรา ก็บากหน้านัดหมาย “ตั๋งเทือก” เพื่อปรึกษาการแผ่นดินสำคัญ ซึ่ง “ตั๋งเทือก” พอทราบความก็มีความยินดีเป็นยิ่งนัก 

            สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งก๊กฟ้าพบหน้ากันก็สรวลเสเฮฮา ร่ำสุรากันไปหลายจอก “ตั๋งเทือก” พลันกล่าวว่า “ไต่หลง” ท่านมาพบข้าพเจ้าครั้งนี้ ย่อมมีเรื่องอันเป็นสิริมงคลเป็นแน่นอน ว่าแล้วก็จ้องมองหน้า “ไต่หลง” 

            “ไต่หลง” จึงว่าเวลาของ “ตั่งเทือก” ท่านวันนี้มีค่าแท้ควรทอง ข้าพเจ้าไหนเลยจะมาเยือนเพียงแค่ดื่มกินสุราหาความสุขแค่ครู่แค่ยามเล่า ตัวข้าพเจ้านี้ท่านก็ย่อมกระจ่างแจ้งแก่ใจว่าเป็นผู้ล่วงรู้ความในใจของท่านมาแต่กาลก่อน มาครั้งนี้ข้าพเจ้าก็หยั่งถึงความวิตกอันอัดอยู่ในอกของ “ตั๋งเทือก” ท่าน จึงคิดอ่านแผนการให้เป็นประหนึ่งดังยาวิเศษมาบำรุงรักษาอาการอันอัดอยู่ในอกของท่าน ให้หายคลายไปในบัดดล 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังก็หัวเราะแล้วกล่าวว่าในแผ่นดินนี้ “ไต่หลง” ท่านนั้นสมดังนามสมญาจิ๊วกุ่ย รู้แจ้งแทงตลอดไปในการแผ่นดินทั้งปวง ดวงใจอันน้อยของข้าพเจ้านี้ไหนเลยที่ “ไต่หลง” ท่านจะหยั่งไปไม่ถึง ท่านมีการอันใดก็ว่ามาเถิด 

            “ไต่หลง” จึงว่าข้าพเจ้ากระจ่างแจ้งแก่ใจดีว่าระยะปีเศษที่ผ่านมานี้ “ตั๋งเทือก” ท่านซึ่งแม้ว่าเป็นผู้อาวุโสของพรรคเรา มีอำนาจเหนือกว่าใครในแผ่นดินก็จริงอยู่ แต่ประหนึ่งว่าถูกเจ้า “ลิห้อย” มันขี่คอ ทำตัวประดุจดั่งเป็นควานช้าง โขกสับขับขี่ช้างไปตามใจ 

            แต่ทว่าเรื่องอื่นใดไหนจะเทียบเท่ากับการที่ “ตั๋งเทือก” ท่านต้องยอมกินน้ำใต้ศอกภายใต้ความคิดอันฉ้อฉลฉกฉวยของ “ลิห้อย” ได้ ข้าพเจ้าเองก็ยอมรับนับถือว่า “ลิห้อย” นั้นเป็นกระบี่ลำดับหนึ่งของแผ่นดินในการโกงกินปลิ้นปล้อน จนแม้แผ่นดินจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแล้วก็หามีผู้ใดไหวรู้ทันไม่ ดังนั้นเพื่อกอบกู้หน้าของ “ตั๋งเทือก” ท่าน ข้าพเจ้าได้คิดอ่านการสำคัญที่แม้แต่ “ลิห้อย” มันก็ต้องยอมรับ 

            “ตั๋งเทือก” จ้องมองหน้า “ไต่หลง” ด้วยความฉงนสนเท่ห์ ว่าจะมีความคิดอ่านโครงการใดที่ยิ่งใหญ่กว่าโครงการ 900,000 ล้านอีแปะ ซึ่งต้องถือว่าเป็นอภิอัครมหาโครงการแห่งยุคได้อีก 

            “ไต่หลง” จึงว่าโครงการ 900,000 ล้านอีแปะ ของ “ลิห้อย” นั้นแม้จำนวนจะมากก็จริง แต่เหมือนข้าวจานใหญ่ กินคำเดียวไม่ได้ ชะดีชะร้ายจะกินได้แต่เพียงครึ่งเดียว เพราะต้องกินทีละคำ ขยำไปทีละส่วน ไหนเลยจะทันเวลาปีเศษที่เหลืออยู่ แต่ก็เป็นเรื่องดีที่ปล่อยให้พวกมันฮึกเหิมกับลาภก้อนใหญ่ จะได้สวามิภักดิ์ ร่วมหัวจมท้ายกับพวกเราไปตลอดกาล เพราะในชีวิตมันนั้นไม่มีวันที่จะได้ถือเนื้อก้อนใหญ่ระดับ 900,000 ล้านอีแปะอีกแล้ว 

            “ไต่หลง” เห็น “ตั๋งเทือก” พยักหน้าจึงกล่าวสืบต่อไปว่า ข้าพเจ้าได้คิดอ่านแผนการหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับความปรารถนาของอาณาประชาราษฎรทั้งปวง “ตั๋งเทือก” ท่านจำได้หรือไม่ว่าเมื่อสองเดือนมานี้ “ไช่วัด” และพรรคพวกประดาชมรมผู้ค้าทั้งหลายทั่วฮวนนั้งก๊กได้ยกพลมาหาข้าพเจ้า เรียกร้องให้ทำการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงรวม 5 สาย 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า และพยักหน้าเป็นทีว่าจำได้ ขณะในใจก็มองทะลุออกไปในสิ่งที่ “ไต่หลง” กำลังกล่าวว่าเรื่องราวคราวนี้เห็นจะไม่พ้นเรื่องรถไฟฟ้าความเร็วสูงเป็นแน่แท้ แต่ก็มิรู้ว่า “ไต่หลง” ได้คิดอ่านแผนการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จรวดเร็วได้อย่างไร 

            “ไต่หลง” เห็น “ตั๋งเทือก” ยังมีร่องรอยฉงนในดวงตา จึงรีบกล่าวสืบต่อไปว่าทำการใดให้คล้อยตามอาณาประชาราษฎร์ ครานี้โอกาสมาถึงแล้ว “ไช่วัด” และพวกพ้องของมันนำโอกาสอันยิ่งใหญ่มาให้เราแล้ว จำจะต้องรีบคล้อยตามความปรารถนาประชาราษฎร์ ประกาศสร้างรถไฟความเร็วสูงตามที่พวกมันเรียกร้องทันที 

            “ไต่หลง” กล่าวสืบไปว่าแผนการของ “ไช่วัด” นั้นเรียกร้องต้องการให้สร้างรถไฟความเร็วสูง 5 สายแต่เป็นระยะสั้น มูลค่ารวมกันก็ไม่เกิน 400,000 ล้านอีแปะ หากจะทำเพียงเท่านี้ก็จะน้อยหน้าพวก “ลิห้อย” จะเป็นที่อับอายขายหน้า “ตั๋งเทือก” ท่านและจะทำให้การผลักดันของ “ไช่วัด” เสียของไปเปล่า ๆ ทั้งพวกมันก็จะกล่าวหาได้ว่าพวกเรายืมความคิดของมันมาทำการ ความเชื่อถือก็จะตกอยู่กับพวกมันไม่มากก็น้อย 

            “ไต่หลง” กล่าวสืบไปว่าดังนั้นข้าพเจ้าจึงคิดใคร่ครวญโดยรอบคอบรอบด้านตลอดไปทั้งการบนดินใต้ดินแล้ว จึงตกลงใจสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพียง 4 สาย แต่ระยะยาว จากเมืองหลวงไปสุดภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกและภาคกลาง สิริรวมมูลค่าถึง 800,000 ล้านอีแปะ 

            “ตั๋งเทือก” ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่าก็ไหน “ไต่หลง” ท่านอวดอ้างว่าแผนการครั้งนี้จะกู้หน้าพวกเรา ข้าพเจ้าเข้าใจว่าจะต้องใช้วงเงินมากกว่า 900,000 ล้านอีแปะ ของ “ลิห้อย” แล้วเหตุไฉนจึงน้อยกว่าโครงการของ “ลิห้อย” ไปถึง 100,000 ล้านอีแปะเล่า “ลิห้อย” มันจะไม่หัวเราะเยาะเอาได้หรือ 

            “ไต่หลง” ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะดังลั่น พลางส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “ตั๋งเทือก” ท่านเหมือนปราชญ์ย่อมรู้พลั้ง คราวนี้ท่านพลั้งแล้ว 

            “ตั๋งเทือก” ทำหน้าฉงนแต่ไม่ทันจะกล่าวความใด “ไต่หลง” ก็กล่าวสืบไปอีกว่าข้าพเจ้าคิดอ่านแผนการครั้งนี้แยบยล หมายให้ “ลิห้อย” มันกระหยิ่มใจต่อไปว่ามันคิดอ่านแผนการได้ที่ระดับ 900,000 ล้านอีแปะ แต่พวกเราคิดได้ 800,000 ล้านอีแปะ 

            “ไต่หลง” หยุดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวสืบต่อไปว่า 900,000 ล้านอีแปะ ของ “ลิห้อย” นั้น ในเวลาปีเศษที่เหลืออยู่ ต่อให้มันเร่งฝีเท้า ก้าวฝีตีนจนสุดเพียงไหน มันก็ไปได้ไกลอย่างมากไม่เกิน 300,000 ล้านอีแปะ ดังนั้นภาพ 900,000 ล้านอีแปะ แต่ความจริงคือ 300,000 ล้านอีแปะ เท่ากับ 1 ใน 3 เท่านั้น ข้าพเจ้าต้องการให้มันเหลิงระเริงไปในตัวเลข 900,000 ล้านอีแปะ จะได้ไม่มาข้องแวะกับแผนการของพวกเรา 

            “ไต่หลง” กล่าวอีกว่าแผนการของข้าพเจ้านั้นแม้ 800,000 ล้านอีแปะ แต่สามารถกินได้ในคำเดียว หรืออย่างมากที่สุดก็แบ่งกินเป็น 4 คำ และสำเร็จได้ภายในเวลาไม่เกิน 8 เดือนเท่านั้น นี่มิสุดยอดลึกล้ำและเลอเลิศกว่าแผนการของ “ลิห้อย” ดอกหรือ ทั้งส่วนนี้ก็เป็นข้าวของเราทั้งชาม ไม่เหมือนกับ “ลิห้อย” ที่มันต้องแบ่งสรรปันส่วนให้เราอีกครึ่งชาม 

            สิ้นคำของ “ไต่หลง” สองบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งฮวนนั้งก๊กก็หั