ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

คุยกันสบายๆ ไม่ซีเรียส

ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 12:25 pm

ขออนุญาต Moderator ตั้งกระทู้ รวมบทความในความสนใจของเจ้าของกระทู้

ทั้งนี้เพื่อ

1.เป็นแหล่งอ้างอิงในเนื้อหาสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องต่างๆโดยไม่มีอคติหรือเอนเอียงการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

2.เป็นแหล่งรวมบทความที่เจ้าของกระทู้เห็นว่าน่าสนใจซึ่งใช้เป็นแนวทางศึกษารูปแบบการเขียนบทความ

3.เพื่อไม่เป็นการรบกวนการสนทนาในเนื้อหาหลักของห้องสภากาแฟ

โดยทั้งนี้ขอยืนยันว่าเจ้าของกระทู้จะดำเนินการบันทึกบทความภายใต้กติกาของบอร์ดทุกประการ

.
.
.

ขอขอบคุณ
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 12:27 pm

การเมืองไทยในทัศนะสามก๊ก


---------------------
การเมืองไทยในทัศนะสามก๊ก
by (ดุลยพาห์ )

การเมืองไทยในสถานการณ์ปัจจุบันนี้กำลังได้รับการกล่าวขวัญเปรียบเทียบกับวรรณคดีเรื​่องสามก๊กมากขึ้นทุกที ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเป็นเรื่องต่างยุคต่างสมัย เป็นเรื่องต่างเหตุการณ์ และต่างสถานการณ์จนแทบเทียบกันไม่ได้

แต่การเปรียบเทียบเหตุการณ์บ้านเมืองกับเรื่องสามก๊กนั้น อาจทำให้เข้าใจความคลี่คลายของสถานการณ์หรือสามารถใช้เปรียบเทียบในลักษณะข้างเคียงก​ับเหตุการณ์ในสามก๊กได้ และอาจทำให้คาดหมายต่อไปได้ด้วยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปอีก

ดังนั้นแม้เป็นเรื่องต่างเวลา วาระ ต่างสถานการณ์ ก็ตามที แต่โดยนัยยะที่กล่าวมานี้ การมองการเมืองในทัศนะของสามก๊กก็อาจเป็นประโยชน์และทำให้เกิดความบันเทิงเริงอารมณ์​ได้บ้าง ดีกว่าที่จะมัวหมกมุ่นหรือตึงเครียดกับความเป็นไปในบ้านเมือง

ดังนั้นจึงขอลองมองการเมืองไทยในทัศนะของสามก๊กตามความนิยมดังกล่าวบ้าง ซึ่งอาจจะคล้ายหรืออาจจะต่างกับการเปรียบเทียบของท่านผู้อื่นก็อย่าได้ถือสาหาความแก​่กันเลย

ที่สำคัญ อย่าได้คิดหรือเข้าใจว่าสภาพที่เป็นอยู่ในบ้านเมืองของเรานี้จะเป็นไปหรือจะเปรียบเท​ียบกันได้อย่างแท้จริงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสามก๊ก ขอให้ถือเสียว่าเป็นการออกความคิดความเห็นในทางประเทืองอารมณ์และสติปัญญา ก็จะเป็นประโยชน์

เมื่อกล่าวถึงเรื่องสามก๊ก ก็ต้องทำความเข้าใจว่าในขณะที่เกิดเป็นสามก๊กนั้น ประกอบด้วยก๊กเว่ยซึ่งมีโจโฉเป็นผู้นำ ก๊กจ๊กซึ่งมีเล่าปี่เป็นผู้นำ และก๊กง่อซึ่งมีซุนกวนเป็นผู้นำ ในขณะที่สภาพความเป็นจริงของแผ่นดินจีนยุคนั้นยังมีหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งไม่ขึ้นกับก๊กไหน และบ้างก็อยู่ห่างไกลจนอิทธิพลของก๊กทั้งสามแผ่ไปไม่ถึงก็ยังมี

ในบรรดาก๊กทั้งสามต้องถือว่าก๊กเว่ยของโจโฉนั้นเป็นก๊กที่ครองอำนาจรัฐภายใต้พระปรมา​ภิไธยของพระเจ้าเหี้ยนเต้แห่งราชวงศ์ฮั่น โดยโจโฉดำรงตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดี หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้

โจโฉมีอำนาจมากกว่าใครในแผ่นดิน เคยมีที่ปรึกษายุยงให้ล้มราชบัลลังก์เสีย จนโจโฉเกือบจะเออออห่อหมกตามพวกประจบสอพลอไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่มาเฉลียวใจคิดได้ว่าแผ่นดินฮั่นสถาปนามากว่า 400 ปีแล้ว ย่อมมีขุนนางและราษฎรผู้จงรักภักดีอยู่เป็นอันมาก หากพลาดพลั้งก็จะเสียทีจนตัวตายและสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง

โจโฉคิดอย่างนั้นแล้ว จึงคิดอุบายประลองกำลังทางการเมืองกับพระเจ้าเหี้ยนเต้ ซึ่งมีรายละเอียดมาก กล่าวไม่หมดในที่นี้ แต่เอาเป็นว่าผลการประลองกำลังทางการเมืองประจักษ์ชัดว่าหากคิดล้มล้างราชบัลลังก์แล​้ว ก็จะไปไม่ตลอด ดีไม่ดีก็จะสูญเสียอำนาจที่มีอยู่

ดังนั้นโจโฉจึงกำหนดแนวทางการเมืองหรือยุทธศาสตร์ทางการเมืองของตนเป็นสามประการคือ เทิดทูนฮ่องเต้ ทำการสิ่งใดก็ถือเอาพระบรมราชโองการเป็นสำคัญอย่างหนึ่ง สร้างความสามัคคีสมานฉันท์ในแผ่นดิน อย่างหนึ่ง และฟื้นฟูกอบกู้แผ่นดินให้เป็นปกติสุขอีกอย่างหนึ่ง

เฉพาะอย่างหลังนั้นถือเอาการปราบปรามก๊กจ๊กและก๊กง่อเป็นหลัก

ดูไปแล้วก็น่าคิดว่าอำนาจรัฐในปัจจุบันนี้กำลังคิดกำลังทำเหมือนกับแนวนโยบายทางการเ​มืองของโจโฉก็เป็นไปได้ และถ้าเป็นเช่นนั้นใครจะเป็นก๊กจ๊กหรือก๊กง่อในปัจจุบันเล่า? เพราะทั้งสองก๊กนี้จะต้องตกเป็นเป้าหมายแห่งการกำราบปราบปรามอย่างไม่ต้องสงสัย

ในสมัยสามก๊กนั้น มีกลุ่มผู้รักชาติอยู่กลุ่มหนึ่งถูกเรียกว่าโจรโพกผ้าเหลือง ทั้งๆ ที่ไม่เคยปล้นสดมภ์ใคร และมีกำลังพลกว่า 500,000 คน มากกว่ากำลังพลของกองทัพไทยเสียอีก แต่เป็นวิสัยจิตวิทยาการสงครามที่ต้องเรียกฝ่ายตรงกันข้ามว่าเป็นโจรเสมอไป

พวกเสื้อเหลืองในปัจจุบันนี้ก็มีให้เห็นแล้ว และยังมีพวกเสื้อแดงอีกพวกหนึ่ง ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับยุคสามก๊กก็ต้องเรียกว่าเป็นพวกโจรโพกผ้าแดงบ้าง โจรโพกผ้าเหลืองบ้าง

แต่พวกไหนจะเป็นโจรก็ต้องดูตามสภาพความเป็นจริง เพราะโจรนั้นชอบก่อความรุนแรง ชอบทำลายล้างและเข่นฆ่าโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมศีลธรรมแต่ประการใด

และในวันนี้ก็เริ่มมีอาการปรากฎให้เห็นว่าทั้งพวกโพกผ้าแดงและโพกผ้าเหลืองกำลังถูกก​ระทำย่ำยีเช่นเดียวกันกับที่ก๊กเว่ยกระทำต่อก๊กจ๊กและก๊กง่อในยุคสามก๊กนั่นแล้ว

จะต่างกันอย่างเดียวก็คือในสมัยสามก๊กนั้นไม่เคยปรากฎว่าโจโฉโกงบ้านกินเมืองหรือฉ้อ​ราษฎร์บังหลวงจนบ้านเมืองฉิบหายป่นปี้เลย

ลองดูกันว่าก๊กง่อในสามก๊กนั้นเป็นอย่างไร ก๊กนี้ตั้งอยู่ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง คือตั้งแต่ดินแดนที่ถูกเรียกว่าเจียงหนานตลอดไปทางใต้ถึง 83 หัวเมือง ผู้คนใฝ่ในการค้าขาย สันทัดในเชิงรับมากกว่าเชิงรุก

ที่สำคัญคือมีคติในการใช้คนที่เป็นญาติสนิทชิดเชื้อหรือเป็นมิตรสหายใกล้ชิดเท่านั้น​ ถึงแม้จะมีนักปราชญ์เข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมากก็จัดไว้อยู่ในวงนอก ใช้สอยในฐานะเป็นลิ่วล้อบริวารหรือลูกจ้างเท่านั้น

และบรรดานักปราชญ์หรือนักวิชาการเหล่านั้นต่างก็เป็นพวกเพ้อเจ้อเพ้อฝันจนถูกเรียกว่​านักวิชาการเต้าหู้ยี้

ก็ลองคิดดูกันเอาเองว่าสภาพของง่อก๊กกับปัจจุบันนี้จะเปรียบได้กับกลุ่มไหน ที่รักนิยมใช้แต่ญาติมิตรใกล้ชิด คิดแต่ทำธุรกิจหากำไรเป็นสรณะ แต่ไม่เอาไหนในการบริหารบ้านเมือง จนต้องสิ้นสูญอำนาจในที่สุด

ส่วนก๊กจ๊กนั้นทำการใหญ่ก็โดยอาศัยข้ออ้างว่าเป็นเชื้อสายพระวงศ์ของพระเจ้าเหี้ยนเต​้ แต่ความจริงก็มิใช่พระญาติอันสนิท ต้องสืบสาวญาติวงศ์พงศาย้อนยุคขึ้นไปถึง 17 ชั่วคน จนกระทั่งถึงยุคพระเจ้าฮั่นเกงเต้โน่นแล้วจึงต่อเชื้อวงศ์ได้ติด

เล่าปี่ได้อ้างความจงรักภักดีและความเป็นเชื้อพระวงศ์ที่นับสืบย้อนขึ้นไปถึง 17 ชั่วอายุคน สร้างความเคารพรักศรัทธาแก่มวลมหาชน แต่ก็ทำการใดไม่สำเร็จ

จนกระทั่งไปคำนับเอกบุรุษผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรจูกัดเหลียงขงเบ้งมาเป็นกุนซือ การใหญ่ก็คืบหน้าไปจนใกล้จะสำเร็จ เพราะนับแต่มังกรแห่งเทือกเขาโงลังกั๋งเลื้อยลงจากภูออกมาช่วยเหลือคิดอ่านวางแผนแล้​ว แค่ 8 ปี เล่าปี่ก็สามารถต้อนแผ่นดินจีนเข้ามาอยู่ใต้อาณัติได้ถึง 1 ใน 3

เล่าปี่มีข้อดีอยู่ประการหนึ่งคือหมั่นแสวงหาคนดีมีฝีมือมาใช้สอย และรู้จักทำนุบำรุงคนดีมีฝีมือให้มีอำนาจในบ้านเมือง หากเป็นคนไม่ดี ถึงแม้เป็นญาติวงศ์ก็ไม่ให้มีอำนาจในบ้านเมือง

แผ่นดินทุกวันนี้ บางคนกล่าวว่าเป็นจลาจลเพราะไม่มีผู้มีสติปัญญาวิชาคุณแบบขงเบ้งมาช่วยเหลือ แต่แท้จริงแล้วอาจจะเป็นเรื่องตรงกันข้ามเพราะกรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี ผู้มีปัญญาวิชาคุณมีอยู่มากมาย แต่ขาดไร้คนแบบเล่าปี่ต่างหาก

ผู้มีอำนาจต่างพึงใจให้ใครต่อใครเข้าไปสวามิภักดิ์กราบกรานเป็นลิ่วล้อบริวาร แต่หาได้ใส่ใจที่จะแสวงหาผู้มีสติปัญญาวิชาคุณเข้ามาช่วยทำการกอบกู้บ้านเมืองเหมือน​กับเล่าปี่ไม่

ก๊กจ๊กของเล่าปี่ใช้ธงแผ่นดินสีเหลืองขอบแสดเป็นสัญลักษณ์ แต่จะเทียบกันได้หรือไม่กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ต้องคิดกันเอาเอง​

หากจะมองการเมืองไทยด้วยทัศนะสามก๊กในภาพกว้าง ๆ ก็พอจะเห็นเค้าลางอย่างที่ว่านี่แหละ แต่ความจริงแล้วสถานการณ์อาจย้อนขึ้นไปและอาจใกล้เคียงกับยุคก่อนที่จะเป็นสามก๊ก คือยุคที่พี่ชายของพระเจ้าเหี้ยนเต้สืบราชสมบัติต่อจากพระเจ้าเลนเต้

ในยุคนั้นราชสำนักฮั่นอ่อนแอ เพราะขุนนางต่างแย่งชิงอำนาจและฉ้อราษฎร์บังหลวง โฮจิ๋นอัครมหาเสนาบดีหลงเชื่อคำของอ้วนเสี้ยวให้เรียกกองทัพของตั๋งโต๊ะจากบ้านนอกเข​้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในเมืองหลวง เพื่อช่วยกำจัดศัตรูภายในราชสำนัก

ตั๋งโต๊ะยกกองทัพใหญ่เข้ามาตามคำสั่ง แต่ตั้งกองทัพไว้นอกเมือง ป่าวประกาศให้รู้ทั่วกันว่ายกกองทัพมาครั้งนี้เพื่อช่วยโฮจิ๋นปราบปรามศัตรู

เมื่อเป็นดังนั้นจึงกระตุ้นเตือนให้ศัตรูของโฮจิ๋นวางแผนร้ายสังหารโฮจิ๋นเสียอย่างโ​หดร้ายทารุณ เข้าลักษณะเป็นการหลอกไปล้อมกรอบฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งอาจจะคล้าย ๆ กับแผนลอบสังหารหนุ่มมาร์คของเรานั่นเอง แต่โชคดีที่ฟ้ายังปรานีคุ้มครอง หนุ่มมาร์คจึงรอดจากอุ้งหัตถ์มัจจุราชมาได้ถึง 3 ครั้ง 3 ครา

ครั้นโฮจิ๋นถูกสังหารแล้วก็เกิดการจลาจลขึ้นในเมืองหลวง ตั๋งโต๊ะจึงฉวยโอกาสนั้นเข้ายึดอำนาจ และกลายเป็นทรราชใหม่ที่ถูกสาปแช่งทั้ง 10 ทิศ

ตั๋งโต๊ะครองอำนาจแล้วก็คิดยึดอำนาจราชสำนัก โดยการว่าราชการหลังม่าน จึงคิดถอดฮ่องเต้ออกจากตำแหน่ง แล้วให้ผู้น้องครองบัลลังก์แทน

จึงเกิดความขัดแย้งกับเต๊งหงวนหรือเติ๊งหานจนหวิดจะฆ่ากัน แต่เต๊งหงวนมีขุนพลฝีมือดีคือลิโป้ช่วยเหลือไว้ จึงออกจากเมืองไปได้

ทว่าลิโป้เป็นคนคดในข้องอในกระดูก คิดเห็นแต่ผลประโยชน์และกามคุณ จึงขายตัวให้กับตั๋งโต๊ะด้วยแก้วแหวนเงินทองและม้าเซ็กเธาว์อีก 1 ตัว ตัดหัวเต๊งหงวนซึ่งเป็นบิดาบุญธรรมของตนเอาไปมอบให้แก่ตั๋งโต๊ะ

ตั๋งโต๊ะก็อาศัยลิโป้ครองอำนาจในแผ่นดินจีน จนมีผู้ล้อเลียนว่าถ้าไม่มีเขาเราก็เป็นใหญ่ไม่ได้

ตั๋งโต๊ะเป็นทรราชมากขึ้นทุกที แผ่นดินก็เป็นจลาจลต่อไปอีก ผู้รักภักดีต่อแผ่นดินจึงวางแผนฆ่าตั๋งโต๊ะเสีย แต่ติดขัดด้วยลิโป้ซึ่งเป็นทหารเสือฝีมือเป็นเอก เพราะเมื่อเข้าด้วยตั๋งโต๊ะแล้วก็คำนับเอาตั๋งโต๊ะเป็นพ่อบุญธรรมคนที่สอง ไปไหนก็กอดกันเป็นเกลียว

แต่ในที่สุดลิโป้ก็ขายตัวให้กับอ้องอุ้นด้วยหมวกยศ 1 ใบ และสตรีผู้เลอโฉมอีก 1 คนคือเตียวเสี้ยน ในที่สุดลิโป้ก็ฆ่าตั๋งโต๊ะเสีย

แต่อ้องอุ้นครองอำนาจได้ชั่วประเดี๋ยวเดียวบ้านเมืองก็เป็นจลาจล ปั่นป่วนวุ่นวายไปทั่วอีกครั้งหนึ่ง จนพระเจ้าเหี้ยนเต้ต้องพลัดพรากจากพระนคร ในที่สุดก็มีการออกคำสั่งเรียกตัวโจโฉมาช่วยเหลือ โจโฉเสือตัวใหม่จึงตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ด้วยประการฉะนี้

โจโฉครองอำนาจภายใต้พระปรมาภิไธยของฮ่องเต้จนตลอดชีวิต จนกระทั่งถึงยุคสมัยของโจผีก็ตั้งตนขึ้นเป็นเจ้า แต่ในที่สุดแผ่นดินก็ตกอยู่ในมือของนายทหารใหญ่คือสุมาเอี๋ยน ผู้บุตรของสุมาอี้ และสถาปนาราชวงศ์ต้าจิ้นครองแผ่นดินสืบมา

โจโฉตายด้วยโรคประสาท เล่าปี่ตายด้วยความตรอมใจ ในขณะที่ซุนกวนก็ตายด้วยความทุกข์ทรมานเพราะลูกหลานไม่เอาถ่าน

ยุคสมัยร่วมร้อยปีของสามก๊กได้กวาดกลบเอาทรชนและวีรชนล่วงลับดับสูญไปสิ้นตามกฎแห่งพ​ระไตรลักษณ์ที่สรรพสิ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไปด้วยประการฉะนี้.
User avatar
ผ่าวารี
 
Posts: 72
Joined: Tue Sep 13, 2011 10:00 pm

Re: ขอหนึ่งกระทู้บันทึกถ้อยความ

Postby ผ่าวารี » Mon Oct 03, 2011 12:49 pm

สามก๊กการเมืองไทย ตอน แขกเตะเจ้าของบ้าน

.
.

            ก๊กน้ำเงินฮึกเหิมลำพองเพราะได้ครองทั้ง “ปืนและขนมปัง” ดังนั้นแม้ฐานะแท้จะเป็นแค่แขกที่รับเชิญเข้ามาอยู่ในบ้าน แต่พอนานวันเข้าก็พลิกผันกลับกลายทำท่าจะเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง แล้วเขกหัวเจ้าของบ้านเล่นเป็นรายวัน เตรียมจะไล่เตะออกจากบ้านไปเสียเลย 

            กรณีอย่างนี้เคยมีมาแล้วในสามก๊ก ในห้วงเวลาที่โฮจิ๋นอัครมหาเสนาบดีแห่งฮั่นกำลังสัประยุทธ์แย่งชิงอำนาจทางการเมืองกับกลุ่มสิบขันที 

            อ้วนเสี้ยวเชื้อสายขุนนางเก่าได้เสนอโฮจิ๋นให้เรียกกองทัพตั๋งโต๊ะจากภาคอีสานเข้าเมืองหลวง เพื่อปราบปรามขันทีให้ราบคาบ ทั้งๆ ที่ความจริงโฮจิ๋นก็ครองตำแหน่งเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีว่าราชการทั้งการข้างราชสำนัก ตลอดจนฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 

            สามารถใช้อำนาจที่มีอยู่และกำลังทั้งหลายในเมืองหลวงกำจัดสิบขันทีเสียได้โดยง่ายดาย แต่โฮจิ๋นกลับคิดพึ่งพากำลังของตั๋งโต๊ะ จึงขอรับสั่งให้เรียกกองทัพตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง 

            ตั๋งโต๊ะได้ทราบหมายรับสั่งแล้วก็ปรึกษาบรรดากุนซือ แล้วเห็นพ้องต้องกันว่าการที่โฮจิ๋นมีหมายรับสั่งมาเรียกกองทัพของตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวงครั้งนี้เป็นเรื่องของคนสิ้นคิด หมายจะยืมมือของตั๋งโต๊ะไปกำจัดคู่ขัดแย้งทางการเมืองของตน และหลังจากนั้นก็คงจะขับไล่ไสส่งหรือไม่ก็หาเหตุประหารตั๋งโต๊ะเสีย 

            ดังนั้นบรรดากุนซือจึงวางแผนให้ตั๋งโต๊ะแก้เกมของโฮจิ๋น โดยด้านหนึ่งกรีฑาทัพใหญ่จากเมืองเลียวตั๋งเข้ามายังแดนเมืองหลวง เพื่อปฏิบัติตามหมายรับสั่งของฮ่องเต้ แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องการยืมมือสิบขันทีฆ่าโฮจิ๋นเสียก่อน แล้วตั๋งโต๊ะจะได้ฉวยโอกาสยึดอำนาจเสียในภายหลัง 

            กองทัพตั๋งโต๊ะยกล่วงเข้าแดนเมืองหลวงแล้วให้ตั้งค่ายอยู่นอกเมือง แล้วส่งฎีกาเข้าไปกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่าได้รับหมายรับสั่งให้เข้ามาปราบพวกสิบขันทีแล้ว จึงยกมาตั้งอยู่นอกเมือง มิอาจล่วงพระราชอาญายกกองทัพเข้าเมืองก่อนที่จะได้รับพระบรมราชานุญาตได้ 

            เป็นธรรมเนียมการปกครองของจีนยุคนั้นที่ฎีกาถึงฮ่องเต้จะต้องผ่านระบบการกลั่นกรองและต้องไปถึงมือสิบขันที ดังนั้นหนังสือฎีกาของตั๋งโต๊ะจึงเท่ากับเป็นการแจ้งให้สิบขันทีทราบว่าตนเองยกกองทัพเข้ามาตามความประสงค์ของโฮจิ๋นเพื่อให้ฆ่าสิบขันทีเสีย ซึ่งเป็นนัยว่าต้องการเอาใจสิบขันทีอยู่ในเชิง 

            สิบขันทีทราบความตามฎีกานั้นแล้วก็โกรธ จึงวางแผนสังหารโฮจิ๋นเสีย แล้วเกิดเป็นการจลาจลขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพราะทหารของโฮจิ๋นพากันเคียดแค้นไล่ล่าฆ่าสิบขันทีจนต้องหนีกระเจิงออกจากพระบรมมหาราชวัง โดยจับฮ่องเต้และพระอนุชาไปเป็นตัวประกัน 

            ตั๋งโต๊ะส่งคนออกไปตามหาฮ่องเต้และปราบปรามการจลาจลในเมืองหลวงจนราบคาบ แล้วยึดอำนาจไว้ทั้งหมดแต่ผู้เดียว เพราะฝ่ายโฮจิ๋นนั้นเมื่อเสียโฮจิ๋นแล้วก็เหมือนกับเสือไร้หัว จึงพากันเข้าสวามิภักดิ์กับตั๋งโต๊ะสิ้น ในขณะที่พวกพ้องของสิบขันทีที่เหลืออยู่ก็เข้าพึ่งพาสวามิภักดิ์กับตั๋งโต๊ะเช่นเดียวกัน 

            ตั๋งโต๊ะได้ครองอำนาจแล้วก็กระทำการหยาบช้าก่อกรรมทำเข็ญกับเชื้อสายแห่งพระเจ้าฮั่นโกโจ ถอดฮ่องเต้ออกจากตำแหน่งแล้วเชิญพระอนุชาขึ้นเสวยราชย์ โดยตนเองกุมอำนาจทั้งหมดไว้ในมือแต่ผู้เดียว 

            ตั๋งโต๊ะก่อกรรมทำเข็ญสุดคณานับจนได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ของพอลพต เพราะต้นแบบความโหดร้ายอำมหิตและความชั่วช้าเลวทรามทั้งหลายบรรดามีในโลกนี้ไม่มีใครคิด ไม่มีใครทำเสมอด้วยตั๋งโต๊ะเลย ดังนั้นตั๋งโต๊ะจึงได้สมญานามว่าเป็นผู้ถูกสาปแช่งทั้งสิบทิศ 

            ในที่สุดกรรมก็ตามทัน ตั๋งโต๊ะถูกอ้องอุ้นและลิโป้วางแผนสังหารเสีย แผ่นดินก็เกิดจลาจลต่อไปอีกครั้งหนึ่ง 

            ดูไปแล้วก็คลับคล้ายคลับคลากับสถานการณ์การเมืองที่เป็นไปในบ้านเมืองของเราไม่ใช่หรือ 

            ก๊กฟ้ามีเสียงในสภาร่วม 180 เสียง แต่กลับต้องประกาศว่า “ถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล” จึงส่งผลให้ก๊กน้ำเงินซึ่งมีกำลังพลแค่ 30 เสียง กลายเป็นผู้ถือดุลกุมบังเหียนอำนาจรัฐ สามารถต่อรองเรียกร้องเข้าคุมและบงการปืนพร้อมขนมปังไว้ในมือ 

            ซึ่งไม่มีธรรมเนียมการตั้งรัฐบาลผสมที่ไหนในโลกที่เป็นแบบนี้ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของคำเล่าข่าวลือว่า กลยุทธ์แจกปืนและขนมปังให้กับกลุ่มน้ำเงินนั้น แท้จริงแล้วอาจมีข้อตกลงลับและลึกอยู่เบื้องหลัง นั่นคือกลยุทธ์ทอนสตางค์ให้แก่กัน 

            ก๊กน้ำเงินไปหาขนมปังมาได้ 10 ก้อน ก็ต้องแอบแบ่งสรรปันส่วนให้กับก๊กฟ้า 4-5 ก้อน แล้วแต่เรื่องราวเป็นกรณีไป แต่ถ้าใครจะถามว่าข่าวคราวนี้เป็นจริงหรือไม่ ก็ต้องตอบแบบนายศักดิ์ เตชาชาญ อดีตตุลาการรัฐธรรมนูญผู้อื้อฉาวว่าไม่ยืนยัน
เป็นเรื่องที่หากใครใดสนใจใคร่รู้ก็ลองสืบหาดูกันเอาเอง ก็จะรู้แจ้งกระจ่างว่ากลยุทธ์แจกปืนและขนมปังเป็นกลยุทธ์เดียวโดด ๆ หรือว่ายังมีกลยุทธ์ทอนสตางค์พ่วงอยู่ด้วย 

            เพราะเหตุดั่งนี้ อำนาจรัฐในทุกวันนี้จึงมีอยู่สองศูนย์ มีทำเนียบสองแห่ง มีนายกรัฐมนตรีสองคน และมีล็อบบี้ยิสต์หนึ่งคน 

            ทำเนียบแห่งหนึ่งเรียกว่าทำเนียบไทยคู่ฟ้า เป็นทำเนียบเก่าแก่แต่โบราณมา ส่วนอีกทำเนียบหนึ่งเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ชาวยุทธ์เรียกขานว่าทำเนียบรางน้ำ 

            ชาวยุทธ์จำนวนหนึ่งกล่าวว่า คนที่นั่งในทำเนียบไทยคู่ฟ้ากับคนที่นั่งในทำเนียบรางน้ำนั้น บางครั้งก็ไม่รู้ว่าใครเป็นนายกตัวจริง ใครเป็นนายกตัวปลอม 

            เนื่องเพราะบรรดาโครงการและการดำเนินงานบริหารอำนาจเกือบทั้งหมดมีการใช้ทำเนียบรางน้ำเป็นศูนย์กลางประสานงาน โดยมีคนที่ทำหน้าที่เป็นล็อบบี้ยิสต์เข้าร่วมประชุมปรึกษา 

            จะแต่งตั้งใครเป็นอะไร จะผ่านโครงการไหน และจะขับเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไร ล้วนออกพิมพ์เขียวและคำสั่งการมาจากทำเนียบรางน้ำแทบทั้งสิ้น 

            ในแต่ละวันมีข้าราชการทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ มีชาวยุทธ์ทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรม แต่ส่วนมากมักจะเป็นฝ่ายมารหรืออธรรม พากันไปคราคร่ำอยู่ที่ทำเนียบรางน้ำมากกว่าที่จะไปสุมหัวจั่วลมที่ทำเนียบไทยคู่ฟ้า 

            หลังจากนั้นเรื่องราวทั้งปวงก็จะค่อย ๆ ขยับ ค่อย ๆ เดิน ค่อยๆ ขับเคลื่อนโดยผ่านทางทำเนียบไทยคู่ฟ้า 

            ดังนั้นในสายตาชาวยุทธ์ ใครเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง ใครเป็นนายกรัฐมนตรีตัวปลอมหรือเป็นนายกรัฐมนตรีหุ่น ก็ต้องพินิจพิจารณากันอย่างแยบคาย หาไม่แล้วก็ดูไม่ออก กระทั่งอาจสับสนงงงวยไปได้ว่าคนทำหน้าที่โฆษกเป็นนายกรัฐมนตรี 

            เรื่องสำคัญบางเรื่อง นายกรัฐมนตรีในทำเนียบไทยคู่ฟ้าให้สัญญาป่าวประกาศต่อชาวประชาไปอย่างหนึ่ง แต่เมื่อมีการขับเคลื่อนจากทำเนียบรางน้ำไปอีกทางหนึ่ง ผลปฏิบัติจริงมักจะเป็นไปตามการขับเคลื่อนของทำเนียบรางน้ำ เหตุนี้บางทีชาวยุทธ์จึงเปรียบเปรยว่าที่ทำเนียบไทยคู่ฟ้านั้นเป็นเวทีออกแขก หรือเวทีแสดง หรือเป็นที่ให้สัมภาษณ์ของโฆษกของรัฐบาลตัวจริงเท่านั้น 

            เมื่อเป็นอย่างนี้ก๊กน้ำเงินจึงขี่คอก๊กฟ้า อุปมาเหมือนคนขี่ช้าง ที่สามารถใช้ตะขอสับหัวเกี่ยวหูบังคับช้างไปทางไหนก็ได้ ช้างซึ่งดูเหมือนตัวใหญ่แต่เมื่อทำตัวเป็นแค่สัตว์เดรัจฉานก็ต้องตกเป็นเครื่องมือให้คนขี่ช้างบังคับขับไสตามใจชอบ 

            ยิ่งนานวันเข้า ก๊กน้ำเงินก็ยิ่งเรืองอำนาจกฤษดานุภาพยิ่งกว่าก๊กไหนในแผ่นดิน 

            ก๊กแดงหลังจากพ่ายศึกในระดับยุทธศาสตร์จากศึกสงกรานต์เลือดแล้ว ก็เหมือนคนหลงป่าหาทางออกไม่พบ ทั้งหัวหน้าก๊กก็มีข่าวว่ากำลังมีชะตาแขวนอยู่กับเส้นด้าย เพราะอุ้งหัตถ์ของพญามัจจุราชกำลังคร่าเอาที่ต่อมลูกหมากแล้ว จะอยู่ไปได้สักกี่วันกี่เดือนก็ยังไม่รู้ จึงพากันระส่ำระสาย และหาความแน่นอนอันใดมิได้ 

            แม้แค่คิดจะตั้งหัวหน้าพรรคให้เป็นเรื่องเป็นราวเพื่อไปทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านให้สมศักดิ์ศรีคู่ชกในสภาตามทำเนียบตำแหน่งการเมืองในระบอบรัฐสภาก็ยังทำไม่ได้ 

            ท่อน้ำเลี้ยงก็ไม่ค่อยไหล ไหลบ้างก็กระปริบกระปรอยยิ่งกว่าคนเป็นกระสัยขัดเบาเสียอีก 

            ส่วนก๊กเหลืองพักนี้ก็ยังไม่มีการงานอันใดเป็นหลักเป็นฐาน เพราะมัวสาละวนอยู่กับการตั้งพรรคการเมือง ซึ่งบางเรื่องก็ได้ข้อยุติแต่บางเรื่องก็ยังเถียงกันไม่จบ แต่ในที่สุดความตื่นรู้ของมหาประชาราษฎร์ก็คงผลักดันให้การทั้งปวงต้องเป็นไปตามความปรารถนาของปวงชน 

            ก๊กสีกากีก็เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ เพราะแม้ใส่สีกากีเหมือนกันแต่ก็ร้อยพ่อพันแม่ ทั้งหัวหน้าก๊กก็กำลังจะพ้นวาระไปในอีก 4 เดือนข้างหน้า จึงวิ่งเข้าหาก๊กฟ้า ก๊กน้ำเงินกันจ้าละหวั่นเพื่อแย่งตำแหน่งประมุขก๊กสีกากีต่อไป 

            ส่วนก๊กเขียวนั้นแต่ละวันก็ไม่เป็นอันทำสิ่งใด เพราะมัวแต่เอามืออุดหูด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายว่า “แดงไม่ยอม แดงไม่ยอม” ซึ่งไม่รู้ว่าแดงไหน และไม่รู้ว่าไม่ยอมเรื่องอะไร จนบรรดาชาวชุดเขียวต้องเบือนหน้าหนีและซุบซิบนินทา จนหาความสุขในการทำงานมิได้ 

            ดังนั้นสถานการณ์สามก๊กการเมืองไทยในวันนี้ ก๊กน้ำเงินจึงฮึกเหิมลำพองเรืองกฤษดานุภาพและแผ่อานุภาพอย่างไม่หยุดยั้งไปทั่วทุกสารทิศ แม้ผีสางก็ต้องยอมค้อมหัวให้ 

            ทว่าสภาพเช่นนี้กระทบกระเทือนใจบรรดานักรบแห่งก๊กฟ้า โดยเฉพาะบรรดาเหล่าเจี้ยงเล่าและยอดจอมยุทธ์ซึ่งมีอยู่มากหลายพากันอึดอัดขัดใจที่ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของก๊กฟ้าอันเลื่องลือชามากว่า 60 ปีกลับเสื่อมศักดิ์สิ้นศรีลงในวันนี้ มีฐานะเป็นแค่ช้างพังให้เขาขี่เอาตะขอโขกสับเอาตามอำเภอใจ จึงเกิดแรงกระเพื่อมไหวขึ้นภายใน 

            แต่นั่นไม่เท่ากับสึนามิที่เกิดขึ้นกับใจของประมุขก๊กฟ้า ที่แม้ยังเยาว์แก่ความนัก แต่ก็มีศักดิ์เป็นผู้ถือกระบี่อาญาสิทธิ์ที่ฮ่องเต้พระร