โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
โอกาสที่น้ำท่วมจะรุนแรงและยาวนานจะมีบ่อยขึ้นเพราะเหตุผล 2 ประการคือ มนุษย์ได้สร้างสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำมากขึ้น
หมู่บ้านจัดสรรเข้าไปอยู่ในพื้นที่แก้มลิงทำให้พื้นที่ที่เคยรับน้ำได้ดูดซึมน้ำได้ กลายเป็นคอนกรีต รวมทั้งการสร้างทำนบป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเมืองหนึ่งป้องกันตัวเองได้แต่น้ำก็ยังมีอยู่เท่าเดิม ก็ต้องไหลไปท่วมบ้านเมืองคนอื่น
สาเหตุที่ 2 ก็จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ซึ่งอาจทำให้เกิดมรสุมและฝนตกรุนแรงหรือบ่อยครั้งขึ้น
วิวัฒนาการของการจัดการน้ำท่วมของไทยเกิดขึ้นก่อนในภาคเกษตร เมื่อเราสร้างเขื่อนภูมิพลช่วยให้ทำการเกษตรได้ปีละ 2 ครั้ง ก่อนหน้านั้นชาวนาปลูกข้าวนาปีที่สูงตามน้ำได้ถึง 2-3 เมตร เรียกว่า นาฟางลอย ซึ่งเป็นข้าวไวแสง ปีหนึ่งปลูกได้ครั้งเดียวและผลผลิตต่ำ
แต่พอเราเริ่มมีระบบชลประทานในฤดูแล้ง รัฐบาลก็ส่งเสริมข้าวพันธุ์ไม่ไวแสง ซึ่งมีลักษณะต้นเตี้ย ผลผลิตเยอะกว่ามาก ที่เรารู้จักกันในนาม ข้าว กข ข้าวมหัศจรรย์นี้ปลูกแล้วจะติดดอกตามระยะเวลา สามารถออกดอกออกผลปีละหลายครั้ง ไม่ขึ้นกับฤดูและแสงอาทิตย์
เพื่อให้ข้าวพันธุ์ใหม่ปลูกได้ปีหนึ่งมากกว่าหนึ่งครั้ง กรมชลประทานจึงสร้างคันกั้นน้ำ 2 ข้างฝั่งเจ้าพระยา เพื่อไม่ให้น้ำล้นฝั่งเข้าไปทำลายพืชผลและออกทะเลไปโดยเร็ว แต่คันกั้นเหล่านั้นรวมทั้งลำน้ำเจ้าพระยากลับกลายเป็นคลองส่งน้ำเข้ากรุงเทพมหานคร
ทางกรุงเทพฯจึงป้องกันตัวเองโดยสร้างทำนบไว้รอบพระนคร เพราะกรุงเทพฯเป็นหัวใจของเศรษฐกิจประเทศ บ้านจัดสรรทั้งหลาย เทศบาลอื่นๆ ก็เริ่มกระบวนการป้องกันตัวเองเหมือนกัน จนที่ที่ไม่เคยท่วมมาก่อนก็ท่วมเท่าเอว ที่เคยท่วมเท่าเอวก็สูงไปถึงชั้นสองของบ้าน ในเขตเจ้าพระยาตอนล่างเริ่มมีการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างเมืองกับชาวนา หากไม่แก้ไข นานไปประเทศไทยจะถูกปกครองโดยม็อบ
และตามที่โพลีบิอุสเคยทำนายไว้ หลังจากเป็น Mobocracy ก็จะไปสู่การปกครองแบบเผด็จการ
ใครว่าปัญหาน้ำท่วมไม่สำคัญ
การจัดการน้ำท่วมทุกวันนี้มี กทม. ที่เรี่ยวแรงแข็งขันเพราะมีงบมาก มีทั้งคันกั้นมีสะดือน้ำดูดน้ำออกและสถานีสูบระบายน้ำเป็นเครือข่าย สามารถป้องกันพระนครได้ในกรณีฝนตก 80 มิลลิเมตร (ไม่เกิน 3 ชั่วโมง) ถ้ามากกว่านั้นน้ำก็จะท่วมถนนใหญ่ แต่ กทม.ก็จะไม่ยอมแพ้ มุ่งมั่นจะสร้างเสริมศักยภาพขึ้นไปเรื่อยๆ
แล้วเราจะอยู่อย่างนี้ แก้ขัดกันแบบตัวใครตัวมันไปปีต่อปีหรืออย่างไร?
น้ำท่วมเจ้าพระยาตอนล่างเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การบรรเทาหรือป้องกันปัญหาของคนในพื้นที่หนึ่งจะมีผลกระทบต่อพื้นที่อื่นๆ เสมอ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีกลไกที่จะมาชดเชยและเยียวยาผู้ที่ยอมรับผลกระทบตามสมควร และในขณะเดียวกันผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็สมควรเป็นผู้จ่ายค่าชดเชย มิใช่ให้คนทั้งชาติมารับภาระร่วมกัน
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีการจัดการน้ำท่วมอย่างบูรณาการ
ต้องมีการควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดิน เทศบาลต่างๆ ต้องร่วมมือกัน ต้องมีการกำหนดพื้นที่รับน้ำและสร้างกลไกชดเชยที่เหมาะสม ผู้ที่ได้อานิสงส์จากการป้องกันน้ำท่วมก็ต้องจ่ายค่าชดเชย ต้องมีกลไกกองทุนหรืออาจจะผ่านระบบภาษี
ที่ประเทศออสเตรเลียมีการเก็บภาษีน้ำท่วมที่เรียกว่า Flood Levy เก็บพร้อมภาษีเงินได้ ผู้ที่เสียหายจากน้ำท่วมไม่ต้องจ่าย
เรื่องบริจาคก็ทำกันไปเถอะ ไม่ว่าอะไร จะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นที่แห้งๆ ในชาติหน้า
รัฐบาลควรตั้งเจ้าภาพในการจัดการขึ้นมาจัดระบบบรรเทาอุทกภัยที่ชัดเจน จัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน การแจ้งเตือนภัย การส่งเสริมเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้มีอุปกรณ์ร่วมกัน เมื่อเกิดปัญหาก็จะมีแนวทางที่ระบุหน้าที่แต่ละส่วนราชการที่ประสานกัน การคำนวณค่าความเสียหายก็ควรเป็นระบบและเป็นไปตามความรุนแรงของผลกระทบ
ที่แย่มากก็คือรัฐมนตรีชอบไปดูงานตอนน้ำท่วม ทำให้การแก้ปัญหามีอุปสรรคมากขึ้นรวมทั้งนายกฯ ด้วย ที่จริงควรแค่ออกทีวีปลอบใจราษฎรและระบุความช่วยเหลือที่จะให้ นายกหญิงก็ไม่ต้องไปลุยน้ำหรอก มิฉะนั้นปีละ 3-4 เดือน นายกฯกับ รมต. แทบจะไม่มีผลงานอื่นเลยนอกจากแจกของแก่ราษฎรที่น้ำท่วม
อ้อ! เกือบลืมไป ถ้าคิดจะถมทะเลออกไปละก็ น้ำจะท่วมหนักและนานกว่านี้อีก!!
http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... catid=0207
มันเจ็บนะพี่จ้าาาาาาาาาาาาาาา


