กราบเรียนคุณ finder ที่เคารพครับ
ท้าวความก่อนเลยว่ากระผมไม่ใช่นักกฎหมาย เพียงแต่มีความสนใจในหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีตัวแสดงเป็นรัฐ และหลักสังคมศาสตร์ทั่วๆไป และโดย วัยวุฒิแล้วก็เป็นเพียงผู้น้อย ที่แสดงความคิดเห็นต่อกรณีประสาทเขาพระวิหารซึ่งมีความสัมพันธ์และสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองภายในของประเทศไทยและ ความสัมพันธ์ต่อกัมพูชา ออกตัวอีกอย่างนึงว่ากระผมมิได้เลือกข้างประชาธิปัตย์หรือว่าฝ่ายใดทั้งสิ้น
ท่าน finder เริ่มต้นกล่าวว่า
ตอนนั้นไทยไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบแผนที่ ถูกต้องไหมครับ
จากข้อมูลที่ผมค้นคว้ามา หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับแผนที่นั้นได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาแล้วในสัมยรัชกาลที่ 5 กล่าวคือในปี ค.ศ. 1885 [อ้างอิงจากงานของ ธงชัย วินิจกุล, Siam Mapped, หน้า 119] ดังนั้น ถ้าท่านถามว่า ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบถูกไหม ผมคิดว่าไม่ถูกนะครับผมและในคำตอบของท่าน finder ในข้อ 2 นั้นท่านกล่าวว่า
2.จากข้อ1.,กรมพระยาดำรงท่านก็ไม่รู้เรื่องแผนที่ และการขอบใจก็เป็นมรรยาทที่ทุกคนควรทำเมื่อได้รับของ
ซึ่งถ้าหากว่าใครที่ศึกษากรณีนี้โดยการนั่งพลิกอ่านคำพิพากษาไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษอย่างจริงๆจังๆแล้วละก็ จะทราบได้ทันทีว่า ข้ออ้างนี้ ที่ท่าน finder ยกมา ทางศาลได้ระบุถึงประเด็นนี้ไว้อย่างละเอียดและเห็นได้ชัด ในหน้าที่ 32-34 นั้น จะเห็นได้ชัดว่า ศาลระบุในหน้าที่ 33 ย่อหน้าที่ 1 ว่า "ศาลไม่อาจรับฟังข้อต่อสู้เหล่านี้ได้ไม่ว่าจะในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย" สาเหุตก็เพราะว่า "ทั้ง สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปกรณ์ เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ และ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย...ได้ทรงเห็น...แผนที่เหล่านี้...บุคคลดังกล่าวข้างต้นนี้
ไม่มี ผู้ใดที่เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยเลย ทุกท่านหรือเกือบทุกท่านมีความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นนี้ดี บางท่านคงต้องมีความรู้เกี่ยวกับอาณาบริเวณเขาดงรัก เป็นที่ชัดแจ้งจากเอกสารหลักฐานในคดีนี้ว่า
สมเด็จพระยาดำรงทรงสนพระทัยเป็นพิเศษในการปักปันเขตแดน และทรงมีความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโบราณสถาณ จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ ซึ่งพระวิหารเคยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเรื่อยมาจนกระทั้งได้มีการทำความตกลงเมื่อ ค.ศ. 1904 จะไม่ทราบว่ามีพระวิหารตั้งอยู่ กล่าวง่ายๆก็คือว่า ข้ออ้างที่ท่านยกมานั้น ท่านสามารถตามไปอ่านได้ ในหน้าที่ 32-34 ทางศาลได้ให้เหตุผลหักล้าง แม้กระทั่งว่า ข้อโต้แย้งของฝ่ายไทยที่ว่า "ไม่มีบุคคลใดในประเทศไทยในสมัยนั้นได้ตระหนักถึงความสำคัญของประสาทพระวิหาร" ข้อโต้แย้งดังกล่าวศาลมองว่า "ย่อมไม่มีผลที่จะรับฟังได้ในข้อกฎหมาย
คู่กรณีจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้มีการปรับปรุงเส้นเขตแดนใหม่โดยเหตุผลเพียงว่าบริเวณเขตแดนนั้นกลับมีความสำคัญขึ้น... " (หน้าที่ 34 ย่อหน้าที่ 2) สรุปง่ายๆก็คือ ทางศาลสันนิษฐานว่าทางสยามมีบุคคลากรที่มีความรู้ และ ถึงจะบอกว่าไม่มี ก็ไม่สามารถนำมาอ้างได้ ด้วยเหตุผลว่า เราได้ "ยอมรับ" นำมันมาใช้ แม้กระทั่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังได้ขอแผนที่มาจากอัครราชฑูตมา 15 ฉบับ (หน้า32) นอกจากนี้ ตามหน้าที่ 30 นั้น ก็มีข้อความหนึ่งระบุไว้ว่า "ในเรื่องที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมตาม คำร้องขอ(เน้นโดยผมนะครับ ว่าเป็นตาม "คำร้องขอ") ของกรรมการฝ่ายสยามให้ กรรมการฝ่ายฝรั่งเศสช่วยจัดทำแผนที่เขตแดนต่างๆ ขึ้นนั้น บัดนี้คณะกรรมการฝ่ายฝรั่งเศสได้ปฏิบัติงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว" นอกจากนี้ถ้าหากลองเปิดไปอ่านดูที่หน้า 29-30 นั้นจะพบได้ว่า ทางสยามไม่ได้มีความพยายามที่จะขัดค้านแผนที่ดังกล่าว "ซ้ำยัง" ได้นำแผนที่อย่างละชุดส่งไปยังสถานฑูตไทย ณ กรุงลอนดอน เบอร์ลิน ประเทศรัซเซีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเหตุให้ศษมองว่า เจ้าหน้าที่สยามรับรู้ว่าแผนที่ที่ตนได้รับนั้นคือผลงานปักปันเขตแดนที่รัฐบาลสยามได้ "ร้องขอ"
ท่าน finder ยังกล่าวเพิ่มเติมในข้อที่ 3 อีกว่า
3.การที่ท่านขอเพิ่ม, ก็จากข้อ1และ2 ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่า ประเทศมีอารยะ(เลว)อย่างนี้ จะกล้าทำเรื่องชั่วๆ โดยการขีดแผนที่ให้ผิดไปจากที่ตกลง
ในสนธิสัญญา และท่านก็มิได้มีหน้าที่รับรองแผนที่นะครับ ผู้ที่จะรับรองได้คือคณะกรรมการปักปัน....ซึ่งยุบไปก่อนที่แผนที่นี้จะเสร็จและส่งมาไทย เท่ากับแผนที่นี้ก็ยังไม่ได้รับการรับรองและที่มีบางคนว่า ว่าท่านได้เซ็นชื่อรับรองนั้น ไม่จริง เป็นการเซ็นรับมอบแผนที่ครับ(อ.เทพมนตรี)
ศาล มิได้พิจารณาในส่วนที่ท่านกล่าวอ้างมาเลย หากแต่ศาลระบุว่า สยามได้รับแผนที่ผนวก 1 มาใช้ใน
ทางพฤตินัยและไม่ได้คัดค้านแม้ว่าจะมีโอกาสหลายครั้งก็ตาม ในคำพิพากษาฉบับภาษาไทย หน้าที่ 36-38 สรปุโดยย่อก็คือ ประเทศไทยได้สำรวจบริเวณนี้ด้วยตนเองใน ค.ศ. 1934-1935 ซึ่งจากการสำรวจก็พบว่าเส้นสันปันน้ำกับเส้นบนแผนที่ไม่ตรงกัน และในปี ค.ศ. 1937 ในการลงนามในสนธิสัญญากับฝรั่งเศสเพื่อยืนยันเส้นเขตแดนร่วมที่มีอยู่แล้วอีกครั้งหนึ่ง "กรมแผนที่ของสยามก็ยังคงพิมพ์แผนที่แสดงว่าพระวิหารอยู่ในเขตแดนของกัมพูชาอยู่อีก" (หน้าที่ 37 ย่อหน้าที่ 2)
ส่วนบทความหรือบทสัมภาษณ์ของสมปองนั้น ผมขอกล่าวสั้นๆว่า กล้ามากที่นำหลักกฎหมายระหว่างประเทศมาพูดส่วนหนึ่งโดยไม่อายฟ้าอายดิน เสียแรงที่เรียนมาสูงทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมไม่อยากจะกล่าวซ้ำ แต่จะยกมให้ท่านทั้งหลายได้ชม จากบทความที่ท่านส่งมานั้น (
http://www.praviharn.net/index.php?opti ... Itemid=114) ในส่วนอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เขากล่าวว่า
โดยที่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่มีมาตรการบังคับคดี จึงสุดแต่ความสมัครใจของคู่คดีที่จะพิจารณาดำเนินการ หากคู่กรณีไม่เห็นด้วยและไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลฯ ก็ไม่มีอำนาจดำเนินการบังคับคดีแต่ประการใดฉะนั้น ถึงแม้คำพิพากษาของศาลฯจะถึงที่สุด แต่ก็มิได้หมายความว่าจะมีผลในการระงับกรณีพิพาท หากคู่กรณีโต้แย้ง คัดค้านและไม่ยอมรับคำพิพากษาเพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรม กรณีพิพาทนั้นๆก็ยังคงมีอยู่ต่อไปจนกว่าจะได้รับการพิจารณาใหม่หรือจนกว่าจะระงับไปโดยสันติวิธีอื่นๆ อาทิ โดยการเจรจา การประชุมปรึกษาหารือ หรือตั้งคณะกรรมการสอบสวน ไกล่เกลี่ย กรรมการประนอม หรืออนุญาโตตุลาการ ฯลฯ ตามข้อ ๓๓ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ
ผมยืนยันนะครับว่า คำตัดสินของศาลโลกมีผลผูกพันธ์แน่นอน เพราะว่าตามมาตราที่ 94 ของกฎบัตรสหประชาชาตินั้น
Article 94
1. Each Member of the United Nations undertakes to comply with the decision of the International Court of
Justice in any case to which it is a party.
2. If any party to a case fails to perform the obligations incumbent upon it under a judgment rendered by the
Court, the other party may have recourse to the Security Council, which may, if it deems necessary, make
recommendations or decide upon measures to be taken to give effect to the judgment.
พูดง่ายๆ ใครที่ศึกษากฎหมายระหว่างประเทศมาจะ เข้าใจได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมาพลิกดูมาตราต่างๆให้เสียเวลาเลย เพราะในตำราพื้นฐานนั้นก็บอกอยู่แล้วว่าในกรณีที่จะให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเข้ามาระงับข้อพิพาท คู่กรณีต้องกระทำการตกลงกันเสียก่อนว่าจะยอมรับคำตัดสินของศาล และก็ซึ่งตามวรรคสองของมาตราที่ 94 นั้น ถ้าหากฝ่ายใดปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามพันธะคำตัดสินของศาลนั้น สามารถให้คู่กรณีสามารถร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อที่จะตัดสินใจดำเนินการมาตรการเพื่อให้เกิดผลตามคำพิพากษานั้นๆ ฉะนั้น สิ่งที่ท่านพูดมา (หรือใครก็ตาม) นั้นก็ผิดต่อหลักปฏิบัติของกฏหมายระหว่างประเทศอยู่แล้ว ยิ่งมาตรา 33 นั้นไม่ต้องพูดถึงเลยเพราะมาตรา 33เป็นแค่หลักปฏิบัติเพื่อที่จะแก้ปัญหาระหว่างรัฐโดยสันติก็เท่านั้นเอง
Article 33
1. The parties to any dispute, the continuance of which is likely to endanger the maintenance of international peace and security, shall, first of all, seek a solution by negotiation, enquiry, mediation, conciliation, arbitration, judicial settlement, resort to regional agencies or arrangements, or other peaceful means of their own choice.
2. The Security Council shall, when it deems necessary, call upon the parties to settle their dispute by such means.
และในกรณีของไทยนั้นเราได้ประกาศ ยอมรับ Compulsory Jurisdiction (ขออภัยไม่ทราบภาษาไทย) ของศาลโลกไปแล้วก่อนหน้าที่จะมีการนำคดีนี้เข้าสู่ศาลโลก ฉะนั้น ถ้าหากมีการฟ้องร้องไทยเกี่ยวกับคดีความซึ่งตัวแสดงหรือคู่กรณีเป็นรัฐ ไทย ในเวลานั้น "ต้อง" ไปขึ้นศาลและ "ยอมรับ" คำตัดสินของศาลโลกด้วย หลักฐานปรากฎอยู่ใน Preliminary Objections (
http://www.icj-cij.org/docket/files/45/4859.pdf) ถ้าจะให้ผมสรุปโดยย่อที่สุดก็คือว่า ทางไทยยกประเด็น "ไม่ยอมรับอำนาจของศาลโลก" ในการไปขึ้นศาลกับกัมพูชาแต่ทว่าทางศาลได้ยืนกรานว่า ศาลมีสิทธิที่ จะตัดสินในคดีดังกล่าวเนื่องมาจากว่าทางไทยได้ "ประกาศยอมรับอำนาจศาลไปเรียบร้อย":
"I have the honor to inform you that by a declaration dated September 20, 192!J, His Majesty' s Government had accepted the compulsory jurisdiction of the Permanent Court of International Justice in conformity with Article 36, paragraph 2, of the Statute for a period of ten years and on condition of reciprocity. That declaration has been renewed on May 3, 1'940, for another period of ten years."In accordance with the jprovisions of Article 36, paragraph 4, of the Statute of, the International Coilrt of Justice, 1 have now the honoui: to inform you hat His Majesty's Government hereby renew the declaration above mentioned for a further period of ten years as from May 3, 1950, with the limits and subject to the same conditions and reservations as set forth in the first declaration of Sept. 20, 1929."
พูดง่ายๆก็คือ ในวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1950 นั้นทางไทยได้ประกาศยอมรับอำนาจศาลต่ออีกเป็นเวลา 10 ปี และทางกัมพูชานั้นได้ยื่นฟ้องคดีในปี 1959 ฉะนั้นทางศาลจึงสรุปว่า ทางศาลมีอำนาจในการตัดสิน (The Court held, unanimously, that it had jurisdiction.)
นอกจากนี้ท่าน finder ได้สรุปไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า
๑) สถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา หรือ (๒) เส้นเขตแดนในบริเวณที่พิพาทดัง นั้น ศาลฯ จึงงดเว้นการวินิจฉัยความถูกต้องของเส้นเขตแดนตามที่ปรากฏในแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชารวมทั้งสถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ ทั้งฉบับ หรืออีกนัยหนึ่ง ศาลฯ ไม่ทำหน้าที่กรรมการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาจากที่เห็น เท่ากับว่า 1.แผนที่ทำขึ้นโดยไม่ตรงกับรายละเอียดในสนธิสัญญา 2.แผนที่ไม่ได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการปักปันไทย-ฝรั่งเศสจึงเป็นแผนที่เก๊ ตั้งแต่หลัง1907
3.ศาลโลกไม่วินิจฉัยแผนที่และเส้นเขตแดน แผนที่จึงยังเก๊อยู่ ดังนั้นการที่คุณเอาคำตัดสินในส่วนของกฎหมายปิดปากมายืนยันว่าแผนที่นี้ไทยต้องยอมรับ ด้วยเหตุผลข้างต้นของคุณ เท่ากับคุณหรือกระทรวงการต่างประเทศเข้าใจผิดเอง การใช้กฎหมายปิดปากมีใช้กับประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น คุณยอมรับว่ามันยุติธรรมหรือ และไทยก็ได้คัดค้านคำตัดสินและยืนข้อสงวนไว้ด้วย ทำให้ต้ัวปราสาทเป็นพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์โดย2ประเทศ ไม่มีพื้นที่พิพาทอื่นใดอีก และในเวบของศาลโลก ไทยก็อยู่ในรายชื่อประเทศที่ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลกด้วย(อ.ปานเทพ) การที่ไทยคัดค้านเพราะศาลโลกตัดสินไม่ยุติธรรม เชิญไปอ่านตามลิ้งค์นี้ ดูเฉพาะตอนที่2 ตอนท้าย"เบื้องหลังของคดีนี้"
กราบเรียนอีกครั้ง ผมอยากจะให้ท่านได้วกกลับไปอ่าน ในข้อโต้แย่งที่ผมนำมาข้างต้น ถ้าหากจะพลิกดูหน้าของคำพิพากษา ก็โปรดพลิกไปที่หน้า 39 ซึ่งระบุว่า "ประเทศไทยได้ยอมรับเส้นเขตแดนตรงจุดนี้ดังที่ลากไว้บนแผนที่โดยไม่คำนึงว่าจะตรงกันกับเส้นสันปันน้ำหรือไม่" และในหน้า ที่ 48 นั้น ศาลระบุไว้ว่า "การกำหนดเส้นเส้นสันปันน้ำไว้เพียงเท่านั้นคงไม่พอเพียงที่จะทำให้เส้นเขตแดนมีความมั่นคงแน่นอนหรือเป็นที่ยุติได้" และในหน้าที่ 49-50 นั้น ศษลได้ กล่าวต่อว่า "แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
แก่เส้นสันปันน้ำ โดยเจาะจงเมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ซึ่งได้ปัปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี " ฉะนั้นข้อ 1-3 ที่ท่านยกมาข้างต้นนั้น จึงไม่สามารถนำมากล่าวอ้างได้ในที่นี้นอกเสียจากว่าจะ "ล้มโต๊ะ" ให้ประชาคมนานาชาติก่นด่ากันถึงความใจคับแคบของเราที่ไม่ยอมรับปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก และเรื่องดินแดนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น โดยเฉพาะเรื่องเขตแดน เราจะมาคิดว่าเราเป็นศุนย์กลางยิ่งใหญ่นั้นหาเป็นไม่ได้ เราต้องดูด้วยว่าทางกัมพูชาเขา "ยึดถือ" ตามหลักใด และเรา ยึดอะไร แล้วมาตกลงกันส่วนกรณีที่ถามผมว่า "ยุติธรรมไหมกับการที่ใช้หลักกฎหมายปิดปาก (estopel) กับเรา" ถ้าหากท่านไม่ยอมรับคำตัดสินก็เปรียบเหมือนกับท่านกระทำความ ผิดคร่าชีวิตคนแล้วศาลตัดสินประหารชีวิต ท่านก็ออกมาโวยวายว่า "ไม่ยุติธรรมๆ" ไม่ว่าใครในโลกนี้ก็พึงกระทำกล่าวอ้างหาประโยชน์เข้าตนเองอยู่แล้ว ส่วนกรณีว่าไทยคัดค้านคำตัดสินของศาลโลกซึ่งปรากฎในหน้าเว็บของ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ผมในฐานะผู้น้อยก็อยากทราบเช่นกันว่าหน้าเว็บไหน ถ้าหากท่าน หรือ ปานเทพ มีก็กรุณาส่งให้ผมดูเถิด เพราะถ้าหากว่าคัดค้านจริงๆแล้ว เพราะเหตุใดเราจึง "ถอนทหารออกจากประสาท?" ไม่ว่าใครที่ศึกษาหลัก กฎหมายระหว่างประเทศเบื้องต้นจะทราบได้ว่า ศาลจะมีบทบาทต่อกรณีพิพาทเมื่อรัฐที่ตกอยู่ในกรณีพิพาท ยินยอมให้ศาลมาระงับคำพิพาท ในมาตราที่ 36 ของ ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น "ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะมีบทบาทในการเป็นผู้ตัดสินได้ก็ต่อเมื่อ 1.รัฐจะต้องแสดงความยินยอมโดยการยื่นเป็นข้อตกลงพิเศษ (special agreement หรือ compromis) ตามมาตรา36 (1) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ 2.สนธิสัญญาระบุให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีเขตอำนาจในการระงับข้อพิพาทอันเกิดจากการตีความและปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น (compromissory clause) ตามมาตรา 36 (1) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ 3.รัฐแถลงยอมรับเขตอำนาจบังคับของศาลไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งเป็นการยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับ (compulsory jurisdiction) ไม่ต้องยื่นข้อตกลงพิเศษตามข้อหนึ่ง เพื่อแสดงความยอมรับเขตอำนาจของศาลอีกแล้ว ตาม มาตรา 36 (2) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มาตรา 36 ในธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่า รัฐสามารถเลือกที่จะใช้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นวิธีระงับข้อพิพาทหรือไม่ก็ได้ แต่การจะนำคดีขึ้นสู่ศาลจะต้องตั้งอยู่บนความยินยอม (consent) ของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย " และนอกจากนี้ ในมาตราที่ 60 ของธรรมนูยยังได้ระบุว่า "The judgment is final and without appeal. In the event of dispute as to the meaning or scope of the judgment, the Court shall construe it upon the request of any party." ซึ่งก็หมายความว่า คำตัดสินถือเป็นที่สิ้นสุด และจะไม่มีการอุธรณ์ใดๆทั้งสิ้น และเรื่องปัญหาในการตีความนั้น ทางศาลจะดำเนินการจากการร้องขอของภาคี
ท่าน finder ยังได้ถามผมกลับอีกว่า
ผมขอถามคุณง่ายๆด้วยภาษาชาวบ้าน เพราะผมไม่ใช่นักกฎหมายอย่างคุณ ว่า
1.คุณเอาบทความนี้มาแสดงเพื่อจะยืนยันว่าไทยควรยอมรับแผนที่มาตั้งแต่ศาลโลกแล้วใช่หรือไม่
-ถ้าใช่ แสดงว่า พื้นที่ทับซ้อนตลอดแนวชายแดนที่ฝรั่งเศสตั้งใจลากผิด ต้องเป็นของเขมรหรือเขมรสามารถอ้างสิทธิ์ตามแผนที่ ใช่หรือไม่
-ถ้าไม่ใช่ การเอาบทความนี้มาแสดงและตีความเช่นนี้เป็นใครตีความครับ คุณหรือกระทรวงต่างประเทศ
2.ถ้าคุณตีความเอง และคุณเป็นนักฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับกระทรวง ยังนับว่าไม่ร้ายแรง แต่ถ้าคุณทำงานในกระทรวงต่างประเทศ นี่นับว่าเป็นผลพวงของการตีความผิดที่เกิดขึ้นในกระทรวงมาตั้งแต่ต้น และได้สร้างปัญหาให้กับประเทศอยู่ในเวลานี้ครับ
3.ถ้าศาลโลกบอกว่าการที่เราไม่ปฏิเสธก็เท่ากับยอมรับ ด้วยกฎหมายปิดปาก ผมถามกลับบ้างว่า แล้วการที่เราไม่เคยยอมรับแผนที่นี้อย่างเป็นทางการมาก่อน จะบอกว่าเรายอมรับได้อย่างไร เพราะถ้าเราเคยยอมรับอย่างเป็นทางการ ศาลโลกคงไม่ต้องใช้กฎหมายปิดปากกับเรา และอีกเหตุผลหนึ่งคือ การที่ฝรั่งเศสวิ่งล็อบบี้คณะศาลรวมทั้งซื้อข่าวจากคนเดินสารของเราเพื่อช่วยเขมร ก็เห็นได้ว่า ศาลตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม มีศาลยุติธรรมที่ไหนเขาให้ล็อบบี้ครับ
จริงๆ ประเด็นข้อที่1 นี้ อยากจะตอบในกรอบวิเคราะห์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศแต่คงจะเป็นการเสียเวลามากเกินไป ง่ายๆสั้นๆมากที่สุดนั้น ในประชาคมโลกนั้นมีรัฐต่างๆมากมาย และไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่งนั้น สิ่งที่สำคัญมากก็คือความยินยอมของแต่ละฝ่าย เพราะ แต่ละรัฐก็มีสิทธิเสมอภาคกันในเชิงกฎหมาย (ไม่นับกรณี potentialities หรือ capabilities อื่นๆ นะครับเดี๋ยวจะมีคนมาแย้ง) ดังนั้น เราไม่สามารถที่จะอ้างว่า "ฉันอะถูกนะ แกต้องยอมรับฉันนะ พื้นที่ตรงนี้เป็นของฉันนะ แกห้าม" คิดหรือครีบว่า อีกรัฐหนึ่งเขาจะยอมรับแบบที่ผมได้กล่าวมา?? ถ้ารัฐ A ยึดตามหลักนึง รัฐ B ยึดตามอีกหลักนึงนั้น และไม่มีการตกลงกันให้แน่ชัด ต่างฝ่ายต่างจะต้องการตักตวงให้ได้มากที่สุด พื้นที่ตรงนั้นก็เป็น No man's land เพราะถ้าประชากรของรัฐ B เข้ามาอยู่ รัฐ A ก็อ้างอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนจับกุมเสีย และรัฐ B ก็สามารถกระทำได้ในทำนองเดียวกัน ดังนั้น จึงมีภาคีที่สามเข้ามาระงับกรณีพิพาทนั่นก็คือศษลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งเราก็เป็นสมาชิกขององค์กรศาลดังกล่าว และจำต้องยอมรับเงื่อนไขต่างๆตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และในเมื่อกรรมการได้ตัดสินออกมา ควรหรือไม่ที่จะยอมรับ ถ้าอยากให้เรื่องราวบานปลาย ก็ไม่ต้องยอมรับหรอกครับ เพราะทางกัมพูชาก็จะดำเนินการตาม มาตราที่ 94 วรรค 2 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ นำเรื่องเข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงเพื่อ "หาทาง" ทำให้รัฐคู่กรณี (ไทย) กระทำตามพันธะแห่งคำตัดสิน
ข้อที่ 2 นั้น ผมกล่าวไปแล้วว่าผมไม่ใช่นักกฎหมายและก็ไม่ใช่ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศด้วย ผมก็แค่ผู้น้อยที่หลงใหลในวิชาการเท่านั้นเอง
ส่วนที่ข้อที่ 3 นั้น ผมได้ชี้แจงมาแล้ว ว่าทำไมคำตัดสินถึงได้ออกมาเป็นเช่นนั้น ขอกราบเรียนท่านกลับไปอ่านด้านบนได้ใหม่นะครับ