จะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% ลงเหลือ 23% ในปี 2555 และลดเหลือ
เพียง 20% ในปี 2556 เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายด้านแรงงานให้กับนายจ้าง
แต่จากการตรวจสอบข้อมูลปี 2552 ของ สนง.ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง
และขนาดย่อม ผมกลับพบว่าธุรกิจในไทยมีจำนวนประมาณ 2.90 ล้านราย
ซึ่งเป็นวิสาหกิจขนาดย่อมถึง 99.4% หรือ 2.88 ล้านราย
รายงานสถานการณ์วิสาหกิจรายย่อย ปี 2552
http://www.sme.go.th/Documents/2553/tp/ ... pter-1.pdf


น่าสนใจว่า วิสาหกิจขนาดย่อมถึง 65.7% หรือ 1.89 ล้านราย จัดเป็นวิสาหกิจ-
รายย่อย กล่าวคือ มีการจ้างแรงงานไม่เกิน 5 คน และไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์
จึงไม่อยู่ในระบบภาษีมาตั้งแต่ต้นและจะไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายลดภาษี
*แต่กลับต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายแรงงานที่เพิ่มขึ้น หากมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ*
...
ขณะที่ 34.3% หรือ 9.8 แสนราย ที่เป็นวิสาหกิจขนาดเล็กอยู่ในระบบภาษี
ก็มีกฎหมายสรรพากร ตั้งแต่ 1 มกราคม 2551 ลดอัตราภาษีและยกเว้นภาษี
ให้กับนิติบุคคลไทยที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท จากเดิม-
ที่จ่ายภาษีร้อยละ 30 เป็นดังนี้
1. ยกเว้นภาษี สำหรับกำไรสุทธิ 1.5 แสนบาท
2. ลดภาษีเหลือร้อยละ 15 สำหรับกำไรสุทธิเกิน 1.5แสนบาทแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท
3. ลดภาษีเหลือร้อยละ 23 สำหรับกำไรสุทธิเกิน 1 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท
4. กำไรสุทธิในส่วนที่เกินกว่า 3 ล้านบาทให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ตามปกติ
สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SMEs
http://www.rd.go.th/publish/16893.0.html
...
จะเห็นว่าในส่วนของวิสาหกิจขนาดเล็กถ้ามีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 5 ล้านบาท
และมีกำไรสุทธิต่ำกว่า 3 ล้านบาท ก็ไม่ได้จ่ายภาษีในอัตรา 30% มาตั้งแต่ต้น
*การลดภาษีนิติบุคคล จึงช่วยแบ่งเบาภาระค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้นได้ไม่มากนัก
แต่วิสาหกิจขนาดเล็กกลับต้องแบกภาระค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้นเต็มๆ*
สรุปได้ว่า นโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามที่พรรคเพื่อไทยเสนอประกอบ
นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300บ. กลับเป็นประโยชน์กับวิสาหกิจขนาดกลาง
เพียง 0.4% (12,065 ราย) และขนาดใหญ่เพียง 0.2% (4,653 ราย) เต็มๆ
...
น่าสนใจด้วยว่า วิสาหกิจรายย่อย ในภาคเหนือและอีสานซึ่งมีความเจริญทาง-
เศรษฐกิจน้อยกว่าภาคอื่น กลับมีจำนวนสูงถึง 75.5% และ 79.1% ในขณะที่
กรุงเทพ+ปริมณฑล และภาคตะวันออกซึ่งมีความเจริญทางเศรษฐกิจสูงกลับ
มีสัดส่วน วิสาหกิจรายย่อย เพียง 44.4% และ 61.5%

หากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล และผลักดันนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท
ประกอบกับการลดภาษีนิติบุคคล คาดเดาในทางร้ายได้ว่าจะเกิดผลกระทบ
อย่างรุนแรงกับระบบการจ้างแรงงานทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือและ
ภาคอีสาน ยิ่งกว่าที่เคยประเมินกันไว้เบื้องต้น
*จากข้อมูลข้างต้นดูเหมือนการออกนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของพรรคเพื่อไทย
จะไม่ได้คำนึงถึงข้อเ็ท็จจริง ที่กิจการส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นกิจการรายย่อย-
ที่ไม่จดทะเบียนในระบบภาษี และกิจการขนาดเล็กที่จ่ายภาษีต่ำกว่า 30% อยู่แล้ว
ทำให้มีการเสนอลดภาษีนิติบุคคล ทั้งที่ไม่สามารถลดภาระค่าจ้างแรงงานได้จริง*
เป็นไปได้ว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล [color=#FF0000]การจ้างแรงงาน-
อาจตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงเกิดปัญหาทั้งระบบจากนโยบายที่ไม่รอบคอบ
ผมเห็นว่าเรื่องนี้อาจลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ จึงอยากฝากประชาชนพิจารณา
เพื่อประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งด้วยครับ[/color]



