ไม่ได้เข้ามาอ่านหลายวัน อ่านมาถึงบรรทัดนี้ สะดุ้งเฮือก มิน่า ฮัดเช้ยตลอด
ตกลงท่าน so what เข้าไปเก็บของถูกแล้วยังครับ
"ลงทุน" งวดนี้แล้วอย่าลืมอธิษฐานให้มาเกิดใหม่อีกชาตินะครับ รอเก็บเกี่ยวทีเดียวชาติหน้าเลย ชาตินี้ยังไงๆ ก็ไม่ได้คืนแล้ว
ใครที่คิดว่าภาวะเงินฝืดเป็นเพียงทฤษฎีอยู่ในตำรา ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้จำเหตุการณ์เอาไว้เล่าให้ลูกหลานฟังครับ
ปีนี้โชคดี ตอนต้นปีได้สอนลูกเรื่องเงินเฟ้อ พอตกปลายปีได้อธิบายเรื่องเงินฝืดอีก ปีเดียวได้นกสองตัวเลย
มาพูดถึงเรื่องความมั่งคั่งกันดีกว่า เพราะเป็นหัวข้อที่เราสนใจกันเป็นพิเศษ
ก่อนอื่นต้องบอกว่าอันนี้เป็นทฤษฏีส่วนตัวของผมเอง มั่วๆ มา อย่าเพิ่งหัวเราะนะครับ

เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ความมั่งคั่งมันอาจเป็นสิ่งที่หลอกตาเราได้ หากเราคิดว่าเมื่อมีคนมั่งคั่งน้อยลง ก็จะต้องมีคนมั่งคั่งเพิ่มขึ้น
อันนี้อาจจะเป็นจริงในสมัยก่อนตอนที่เงินมันยังวิ่งไม่เร็วเท่าปัจจุบัน
ไม่กี่ปีมานี้ เงินมันวิ่งเร็วมากจนทุกคนรู้สึกว่ามั่งคั่งมากขึ้น ทั้งๆ ที่มันเกิดจากการที่เงินมันวิ่งจากคนนึงไปยังอีกคนนึงอย่างรวดเร็วต่างหาก เหมือนซีพียูที่ทำงานแบบ multi-task ทำให้ทุก task รู้สึกเหมือนกับว่ามีซีพียูเป็นของตนเอง มี 10 task ก็เหมือนมี 10 ซีพียู ทั้งๆ ที่มันมีเพียง 1 ซีพียูเท่านั้น
เช่นเดียวกัน เงินเราที่วิ่งไปหาคนอื่น เพียงไม่นานก็มีเงินคนอื่นวิ่งกลับมาหาเรา เราจึงดูเหมือนมั่งคั่งตลอดเวลา (นี่ยังไม่นับพวกที่ถือเอาลม/อากาศเป็นทรัพย์สินอีกนะ )
พอเงินมันหยุดวิ่ง ความมั่งคั่ง (แบบเสมือน - virtual wealth) ของทุกคนก็จะลดลงไปพร้อมๆ กัน (เงินเข้าน้อยลง มีแต่เงินออก)
หากเราเป็น 1 task ในระบบ เราอาจจะคิดว่ามันฝืนความรู้สึกที่ว่าอยู่ดีๆ เงินมันจะหายไปได้อย่างไร สสารไม่สูญหายไปจากโลก (กิเลสมันชอบหลอกเราอย่างนี้แหล่ะครับ) ดังนั้น ด้วยความโลภ เรา (กิเลสนั่นแหล่ะ) จึงมักจะคิดว่าเราจะเป็นผู้ที่มีจังหวะในการเก็บเกี่ยวความมั่งคั่งได้ดีกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่ทุกคนในโลกก็คิดแบบเดียวกับเรานี่แหล่ะ เราไม่ได้ฉลาดและรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้มากกว่าคนอื่นเลย แต่เป็นเพราะกิเลสความอยากได้ มันจึงหลอกให้เราคิดว่าเราน่าจะทำกำไรจากวิกฤติได้ดีกว่าคนอื่น แต่หากเราหยุด และมองโลกอย่างที่มันเป็นจริงๆ เอาตัวเองออกมาเป็นผู้นั่งดูอยู่ข้างๆ เราก็จะเห็นว่าไม่มีคนที่กำไรและขาดทุน มีแต่คนโลภกับคนโลภ ซีพียูมันมีอยู่เพียงหนึ่งตัวแค่นั้น ไม่ได้มีอยู่ 10 ตัวอย่างที่เราคิด
อันนี้นอกจากโทษตัวเองแล้ว ยังต้องโทษพวกกูรูทางด้านการลงทุนทั้งหลายในปัจจุบันที่ชอบออกหนังสือประเภท "เอาเงินต่อเงิน", "ให้เงินทำงานแทนคุณ", "พ่อรวยสอนลูก", "รวยตั้งแต่อนุบาล" <--อันนี้ยังไม่ออก แต่คาดว่าจะออกเร็วๆ นี้

แถมเรายังมีผู้นำที่สร้างค่านิยมการเอากระดาษไปแลกเงินอีก
หนังสือและคำแนะนำของกูรูเหล่านี้เป็นการสร้างนิสัยเสียให้คนรุ่นใหม่ ทำให้เราคิดว่าเราสามารถมีความมั่งคั่งได้โดยไม่ต้องทำงาน เป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะตราบใดที่เราไม่สร้างผลผลิต ซีพียูก็จะมีอยู่เพียงตัวเดียวเช่นเดิม มันจึงไม่ใช่ความมั่งคั่งอย่างแท้จริง
จะว่าผมมองโลกในแง่ร้ายหรือขัดลาภก็ตามใจนะครับ แค่ออกมาเตือนสติให้รู้ว่ากิเลสมันไม่เข้าใครออกใคร พระพุทธเจ้ายังต่อสู้แทบตายกว่าจะชนะมันได้ ปุถุชนอย่างเรา อย่าให้กระแสโลกมันลากไป ทวนกระแสบ้าง เราก็จะเห็นโลกได้ชัดขึ้น
ป.ล. ทฤษฏีความมั่งคั่งแบบเสมือนของผมอาจจะผิดก็ได้ ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่ทำงานกับคอมพิวเตอร์มานาน เลยเห็นความมั่งคั่งไปในอีกมุมมองหนึ่ง ผิดถูกยังไง ลองวิจารณ์ได้ครับ
