นี่เป็นตำราซุนวูนะครับ
ไม่รบในสมรภูมิที่ศัตรูกำหนด
ไม่รบเมื่อไม่เห็นชัยขนะ
ไม่รบในสมรภูมิตาย (เพราะมันทำให้ศัตรูสู้ตายแบบไม่คิดชีวิต)
นี่เป็นเงื่อนไขของภาครัฐ
1.ไม่รบในสมรภูมิที่ศัตรูกำหนด
ในเมื่อเรารู้อยู่เต็มอกแล้วว่ากลวิธีของศัตรูต้องการนำพาสถาณการณ์ไปสู่จุดใด หากเราเล่นตาม ก็เท่ากับตามเกมส์ของศัตรู เพียงแต่สิ่งที่ต้องทำคือการประเมิณให้ได้ว่า การนำพาสถาณการณ์ไปสู่จุดที่สร้างความล่อแหลมนั้น ใครกันแน่ที่ประเมิณสถาณการณ์ต่างๆได้อย่างถูกต้อง รอบคอบ และแม่นยำกว่ากัน เรื่องนี้เป็นความสามารถของผู้ใช้กลวิธี หากถูกบีบให้ต้องสลาย มันไม่ใช่เหตุผลว่าการสลายที่อาจนำมาซึ่งการเสียเลือดเนื้อหรือเลือดตกยางออกนั้นมันจะฉุดให้เป็นเงื่อนไขที่ฝ่ายเสื้อแดงได้ประโยชน์ หรือรัฐจะต้องเพรี้ยงพล้ำกับกรณีใช้กำลังเสมอไป เพียงแต่เวลาช่วงนั้นต้องพร้อม และสถาณการณ์มันเอื้อให้เป็นเหตุปัจจัย หรือความชอบธรรมมันเอ่อล้นแล้ว หากสถาณการณ์มันยังไม่ตรึงขนาดนั้น การถลำลึกลงไปเล่นตามเกมส์ของศัตรู อาจถูกพลิกสถาณการณ์ได้
2. ไม่รบเมื่อไม่เห็นชัยชนะ
เนื่องด้วยรัฐจะปฏิเสธความเสียหายจากการกระทำใดๆไม่ได้ และความรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นก็ย่อมต้องมีมากกว่าแกนนำที่ไม่สนใจหรือคิดจะรับผิดชอบใดๆ เพราะภาระและหน้าที่มันต่างกัน การนำพาประเทศไปตายเอาดาบหน้านั้นทำไม่ได้ ความยากลำบากในการตัดสินใจทำอะไร และไม่ทำอะไร มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะทำพลาดแค่ครั้ง ก็อาจล่มสลายได้ เพียงแค่จับจังหวะดีๆ มันจะมีโอกาสโผล่เข้ามาเสมอ เมื่อคิดจะรุกก็ต้องรวดเร็ว จบเร็ว ความเสียหายน้อยที่สุด ซึ่งนับว่าเป็นภาระที่ยาก เพราะเหตุการณ์ช่วงนี้ผู้ที่ผลักดันสถาณการณ์ไม่ใช่มีแค่ 2 แต่มี 3 คือมีพวกต้านม๊อบโผล่เข้ามาเป็นปัจจัย ปัจจัยสำคัญที่รัฐต้องประเมิณให้มากกว่าพวกแกนนำด้วยซ้ำ ก็คือปัจจัยของพวกต้านม๊อบ พวกต้านม๊อบทั้งหลายกำลังรวมตัว และกำลังรวมแกนกลางซึ่งตอนนี้ยังไม่ลงตัว เพราะขาดผู้นำที่เข็มแข็ง อย่าลืมว่าสถาณการณ์สร้างวีรบุรุษ ถ้าวีรบุรุษที่ว่าปรากฏตัวขึ้นจริง การรวมตัวกลุ่มก้อนที่กระจัดกระจายสำเร็จ มันก็เกิดกองทัพได้เช่นกัน และแน่นอนความรุนแรงจะเกิดจากปัจจัยสภาพโดยธรรมชาติ และขึ้นอยู่กับสภาวะทางจิตใจของแกนนำทีเข้ามารับบทบาท เพียงแต่ตอนนี้ที่กล่มคนเหล่านี้ขาดก็คือหัว หาหัวได้ ก็เดินได้ ซึ่งมันจะพลิกสถาณการณ์ไปอีกด้าน อย่างที่เคยบอกไว้ว่า ขีดจำกัดของคนไม่เท่ากัน อย่ารอให้เข้าหาหัวเจอ เพราะถึงสถาณการณืนั้น ประเทศชาติจะบอบช้ำที่สุด และนี่ก็เป็นเงื่อนไขทางเวลาของรัฐด้วย
3. ไม่รบในสมรภูมิตาย
เพราะมันไม่ต่างกับกรณีทุบหม้อข้าว แน่นอนว่าต้องประเมิณให้ได้ว่าศึกครั้งนี้ แกนนำพวกนี้ต้องการจะปิดเกมส์จริงไหม ครั้งสุดท้ายจริงไหม เพราะเหล่านี้เป็นเหตุที่ชี้ให้เห็นสภาพจิตใจว่าที่เขาหึกเหิมกันอยู่ เขาพร้อมจะแลกทุกสิ่งจริงดังว่า เพราะถ้าจริงมันก็คงจะสู้ตายเหมือนหมาบ้า แบบไม่คิดถึงความเสียหายใดๆ ซึ่งความรุนแรงที่จะก่อให้เกิดขึ้นได้มันก็จะทบทวี เพราะไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายต่อประเทศชาติเสียแล้ว แต่ถ้าเป็นปาหี่ก็แล้วไป เพราะหากเจอมาตราการเข้มข้นจริง กับสภาพจิตใจที่ไม่ได้คิดจะสู้จริงๆ มันก็จะฝ่อไปเอง อย่างแรกที่ควรทำคือแยกมวลชนด้วยเงื่อนไขของเวลา เราอาจต้องอดทนกันมาก เพียงแต่เวลาที่เราอดทนมันอาจจะแลกกับชัยชนะได้เราก็ควรยอม เพราะเวลาที่ผ่านไป มันจะแยกมวลชนระดับอุดมการณ์ที่ไม่ได้คิดหนีไปไหน กับพวกรับอามิตรสินจ้างที่ความอดทนก็มีขีดจำกัดเช่นกันให้กระจายออกไป อีกทั้งการแยกกำลังของพวกเสื้อแดงก็มีผลเสีย เพราะที่มั่นมีมาก ระดับการดูแลก็ต้องมาก รัฐควรปฏิบัติอาจจะแหย่ไปทางผ่านฟ้าที ราชประสงค์ที ให้พวกนี้ต้องแบ่งกำลังไปมา มันก็สร้างความเหนื่อยล้า อย่างเวลามันดาวกระจายซึ่งต้อนเคลื่อนมวลชนออกจากที่ตั้ง รัฐก็ควรจะกระทำการบางอย่างเพื่อเปลี่ยนวิธีคิดมัน ให้มันไม่กล้าที่ที่มั่นไปไหน ก็จะสามารถควบคุมสถาณการณ์ได้ในอีกระดับ
เอาเป็นว่าเวลานี้เราอาจต้องอดทนและคอยสอดส่องปัจจัยที่ 3 คือมวลชนที่จะออกมาต้านม๊อบ แน่นอนว่าเราอาจขัดขวางไม่ได้ แต่บรรเทาสถาณการณ์ได้ เพราะปัจจัยที่ 3 นี้ จะมีผลโดยตรงกับสถาณการณ์ และไม่เอื้อให้เป็นประโยชน์ในช่วงเวลานี้
