http://www.manager.co.th/Politics/ViewN ... 0000017380 ...... นายสนธิ กล่าวว่า วันนี้จำเป็นต้องพูดถึงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่อ้างรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่ามีเอกสารที่แสดงถึงการเชื่อมโยงการยก ระดับการชุมนุมของพันธมิตรฯ กับแกนนำบางคน
โดยอ้างถึง “มิสเตอร์เอส” ที่เป็นระดับแกนนำพันธมิตรฯ เดินทางไปฮ่องกงเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2554 ด้วยเที่ยวบิน CX0702 พร้อมๆ กับ “นาย ช. นามสกุล ส.” ซึ่งหมายถึงนายชานนท์ สุวสิน คนสนิท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้นทั้งคู่เดินทางออกจากฮ่องกงไปคูเวต และอ้างว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่อดีตนายกฯ ผู้นั้นกำลังพำนักอยู่ที่คูเวตพอดี จากนั้นทั้งมิสเตอร์เอสได้เดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 24 ม.ค.พร้อมกัน โดยมิสเตอร์เอสกลับจากคูเวตด้วยเที่ยวบิน KU 0411 ขณะที่ นาย ช.กลับจากคูเวตด้วยบิน TG 0629
นายสนธิ กล่าวว่า ในการเดินทางไปต่างประเทศนั้น จะมีตราประทับที่หนังสือเดินทางว่าออกไปเมื่อไหร่ กลับวันที่เท่าไหร่ และมีหมายเลขเที่ยวบิน เวลาจะเข้าฮ่องกงก็มีตราประทับที่ ตม.พอกลับก็จะมีตราประทับว่าออกวันที่เท่าไหร่ ถ้าสิ่งที่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวรายงานเป็นความจริง ตนเข้าฮ่องกงวันที่ 22 แล้วไปคูเวตวันที่ 23 และออกจากคูเวตวันที่ 24 ก็ต้องมีตราประทับและหมายเลขเที่ยวบิน
นายสนธิได้แสดงภาพหนังสือเดินทางและชี้ให้ดูตราประทับของ ตม.ไทย ตอนที่กลับเข้าประเทศ ซึ่งไม่ใช่ KU 0411 อย่างที่ข่าวบอก แต่เป็น CX712 และว่า ตนเดินทางไปจีนบ่อย จึงมีหนังสือที่เรียกว่าแทรเวลพาส ที่ทางการจีนออกให้ เพื่อให้สามารถเข้าช่องพิเศษในขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งตนจะถือเข้าไปพร้อมหนังสือเดินทาง และไม่มีตรงไหนที่มีระบุว่าตนเดินทางกลับด้วยเที่ยวบิน KU 0411 นอกจากนี้ ยังมีจดหมายจากผู้จัดการโรงแรมเพนนินซูลา แสดงความขอบคุณที่ตนไปใช้บริการ ยืนยันว่า ตนอยู่ฮ่องกงตลอดช่วงวันที่ 22-24
นายสนธิกล่าวต่อว่าข่าวนี้ไปปรากฏในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น เพราะขณะนี้หนังสือพิมพ์ในเครือเนชั่นเปลี่ยนไป เพราะหวังสินจ้างที่เครือเนชั่นได้ประโยชน์จากรัฐบาลประชาธิปัตย์มากที่สุด ด้วยการได้สัมปทานเวลาในสถานีโทรทัศน์หลายชั่วโมงต่อวัน มีการทำมาหารับประทานโดยละทิ้งอุดมการณ์ของสื่อมวลชนไป
เมื่อก่อนเจ้าของเครือเนชั่นคือสะใภ้ของตระกูลจึงรุ่งรืองกิจ ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่สถานีโทรทัศน์ช่องเนชั่นจะมีรายการสัมภาษณ์ที่เข้า ข้างทักษิณ ชินวัตร ตามความต้องการของเจ้าของ แต่ต่อมาพวกจึงรุ่งเรืองกิจออกไป เพราะเห็นว่าทักษิณคงไม่ได้กลับมาแล้ว จึงขายหุ้นให้นายเสริมสิน สมะลาภา ซึ่งเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เครือเนชั่นจึงเปลี่ยนไป
นายสนธิกล่าวต่อว่า หากมีข้อมูลจากทำเนียบรัฐบาลนั้น สามารถตรวจสอบได้ทันที ไม่ใช่เรื่องยาก มีการกล่าวหาว่าตนรีบกลับในวันที่ 24 ม.ค.เพื่อให้ทันกับการชุมนุมวันที่ 25 ม.ค.โดยเดินทางจากคูเวตมาเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง เช่นเดียวกับนายชานนท์ ซึ่งเป็นการโกหกที่ไม่แนบเนียน
เพราะสายการบินของคูเวตที่บินตรงไปฮ่องกงไม่มี นอกจากนี้ ยังมีการใส่หมายเลขประจำตัว ตม.ปลอม เพื่อที่จะอ้างว่าตนมาพร้อมเที่ยวบิน KU 0411 ทั้งที่ ตม.มีแค่พันกว่าคน แต่ใส่หมายเลข 5 หมื่นกว่า นายสนธิกล่าวอีกว่า ที่ตนเสียใจคือนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เอาเรื่องจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจไปอ่านทางวิทยุ 92.25 ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ซึ่งเป็นพวกของพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว และอยากได้ทีพีไอคืน จึงไม่กล้าตำหนิพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายเจิมศักดิ์ จัดรายการคู่กับนายจิตรกร บุษบา ที่แดกดันพันธมิตรฯ อยู่ตลอด แล้วนำเรื่องดังกล่าวไปพูดแบบกำกวม
“ที่เสียใจคือคุณเจิมศักดิ์ เป็นพันธมิตรฯ ของผม เขาจะใช้เวลารายการรู้ทันประเทศไทยในเอเอสทีวีเพื่อปกป้องพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไม่ว่าอะไร คุณเจิมศักดิ์ก็ได้เวลาในสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ไม่ต่างจากเนชั่น และมีรายการในเอเอสทีวี 3 รายการ โดยที่เราไม่คิดค่าเวลาเลยแม้แต่ 1 บาท เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนร่วมรบ ส่วนรายได้จากรายการก็เข้ากระเป๋าคุณเจิมศักดิ์หมด เราสู้กับทักษิณแล้วประชาธิปัตย์มาเหยียบศพพวกเราเข้าไปมีอำนาจแล้วมาแกล้ง เรา
“ผมจึงจำเป็นเป็นต้องพูดถึงคุณเจิมศักดิ์ ทั้งที่ผมไม่เคยพูดเลย แม้แต่ครั้งเดียว ผมไม่เคยขออะไรเขา อยากพูดอะไรก็พูดไป เป็นสิทธิเสรีภาพของคุณ ผมไม่เคยพูด เพราะว่าผมเห็นใจคุณที่ภรรยาคุณเป็นรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ คุณจึงทิ้งหลักการที่จะทำเพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อเอาใจนายกษิต ภิรมย์ เผื่อภรรยาของคุณจะได้เป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศ”
นายสนธิกล่าวต่อว่า หากนาย เจิมศักดิ์พูดสักคำหนึ่งว่าเรื่องนี้ ยังไม่เชื่อ ถ้ามีโอกาสได้คุยกับนายสนธิ แล้วจะเอาข้อมูลมาบอกอีกครั้ง ถ้านายเจิมศักดิ์พูดอย่างนี้ ตนจะไม่ว่าสักคำ แต่เรื่องนี้ ตนเชื่อว่าเป็นกระบวนการ ซึ่งตนยังไม่รู้ว่าใครทำ อยากถามนายเทพไท เสนพงษ์ และนายศิริโชค โสภา ว่าพอจะรู้หรือไม่ ว่าวิธีการที่สถุลแบบนี้ใครเป็นคนทำ
ทีหลังถ้าจะทำ ก็ให้มันเนียนหน่อย อย่าหลวมให้คนจับได้ นายเทพไทชอบตอบโต้นายจตุพร แต่เขาเหนือกว่านายจตุพรแค่หน้าตาดีกว่าเท่านั้น แต่ข้างในก็เหมือนๆ กัน เป็นคนนครศรีธรรมราชเหมือนกัน คนนครฯ ถ้าดีก็ดีจริงๆ รักชาติบ้านเมือง แต่ถ้าเลวก็เลวจริงๆ
นายสนธิ กล่าวอีกว่า นายเทพไทนั้นเคยเป็นหน้าห้องรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยมาก่อน เคยมีเรื่องอื้อฉาวกรณีการซื้อลูกถ้วยฉนวนสายไฟฟ้า ซึ่งถือว่าซื้อมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ใช้ 20 ปีก็ไม่หมด ซีเมนต์ที่ซื้อมาทำนั้น มีปริมาณมากพอที่จะถมถนนไปแอฟริกา วนไปยุโรปได้ 3 รอบ เมื่อก่อนนายเทพไททำหน้าที่ปกป้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ตอนนี้เลื่อนชั้นมาปกป้องนายกฯ
“เด็กที่กรุงเทพธุรกิจ มันก็หลุดปากออกมา คุณไม่ต้องห่วง ผมเป็นซือแป๋ในวงการ ลูกศิษย์ผมมีอยู่ทุกฉบับ เขาบอกว่า พี่ลองไปถามนายเทพไทดู ผมไม่ติดใจ แต่พี่น้องรู้นัยยะไหมว่ามันต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของการชุมนุม เขาคงคิดแบบโง่ๆ ตามประสาลูกถ้วย คงคิดว่าจะแสดงให้เห็นว่าทักษิณกับสนธิจับมือกัน การยกระดับการชุมนุมเป็นไล่รัฐบาลนั้น เป็นเพราะเราจับมือกับทักษิณเพื่อไล่อภิสิทธิ์ ทำไมคิดโง่ๆ อย่างนี้”
นายสนธิกล่าวต่อว่า นายอภิสิทธิ์จะบอกว่าไม่รู้เรื่องนี้ไม่ได้ ต้องแสดงความรับผิดชอบ ไปหาตัวการที่ทำร้ายทำลายคนอื่นแบบนี้มาให้ได้ เชื้อชั่วพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยตาย ไม่ว่าเรื่องจ้างคนตะโกนในโรงหนังเพื่อใส่ร้ายนายปรีดี พนมยงค์ ไล่มาจนกล่าวหาว่า พล.ต.จำลองพาคนไปตาย ล่าสุดหาว่าตนรับเงินทักษิณ 3 รุ่นมาแล้วเชื้อชั่วไม่เคยตาย ผสมกับมีนักหนังสือพิมพ์ที่ไม่มีอุดมการณ์เห็นแก่ประโยชน์จากสัมปทานเวลา ก็ปกป้องประชาธิปัตย์เพื่อจะได้สิทธิพิเศษ คิดโง่ๆ แบบนี้ ไม่เห็นชาติบ้านเมืองอยู่ในสายตา