nokira wrote:บีบมวยผม wrote:
ใครคิดต่างพวกท่าน จะตีตราคำโง่
คิดต่าง ไม่ได้แปลว่าโง่เสมอไป แต่ถ้าคิดโง่ มันก็แปลเป็นอย่างอื่นได้ลำบากเหมือนกันนะครับ
DumpDump wrote:ประสบการณ์ตรง มีน้องจบ ป.6 จากโรงเรียนต่างจังหวัดนอกตัวเมือง มาสมัครงานเลยให้กรอกใบสมัคร ... เขียนชื่อตัวเองยังไม่ค่อยถูก ใช้เวลาอ่านใบสมัครนานมากใน ขณะที่เด็กอีกคน แต่คนละจังหวัด ป.6 เหมือนกันแต่เรียนในโรงเรียนตัวเมือง อ่าน-เขียน คล่องกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เอางบตรงนี้ไปพัฒนาระบบการศึกษาพื้นฐานให้มีมาตรฐานเดียวกันก่อนจะได้ไหมครับ ท่านวรวัจน์

hentai wrote:DumpDump wrote:ประสบการณ์ตรง มีน้องจบ ป.6 จากโรงเรียนต่างจังหวัดนอกตัวเมือง มาสมัครงานเลยให้กรอกใบสมัคร ... เขียนชื่อตัวเองยังไม่ค่อยถูก ใช้เวลาอ่านใบสมัครนานมากใน ขณะที่เด็กอีกคน แต่คนละจังหวัด ป.6 เหมือนกันแต่เรียนในโรงเรียนตัวเมือง อ่าน-เขียน คล่องกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เอางบตรงนี้ไปพัฒนาระบบการศึกษาพื้นฐานให้มีมาตรฐานเดียวกันก่อนจะได้ไหมครับ ท่านวรวัจน์
มุขนี้ผมเห็นประจำเลยครับ พอใครจะทำอะไรใหม่ๆ ก็ บอกว่า แบบที่เคยเป็นมาแล้วอะ ยังไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ทำให้ดีก่อนไม่ดีหรือ
ผมก็เห็นด้วยนะครับว่าที่เป็นอยู่มันไม่ดี แค่แบบที่เป็นอยู่ แก้แบบเดิมๆ มา กี่ รัฐบาลแล้วครับ ปชป ทรท [รัฐบาลขิงแก่] [พลังประชาชน] ปชป ... ใช้วิธีเดิมๆ แก้เดิมๆ ผลเหมืิอนเดิม ...
หรือว่าแบบเดิมๆจะแก้ไม่ได้ ไม่งั้น ปชป คงทำไปแล้ว
พท คิดใหม่ทำใหม่ ลองแบบใหม่นี้ดีกว่าไหม ...
ตอน ทรท ทำ 30 บาท ก็คล้ายๆแบบนี้ ตอนนี้ ใช้กันทุกคน ผมว่าเป็นผลงานที่ดีอย่างนึงเลยนะครับ (อันแย่ๆก็มี เอาน่า)
hentai wrote:DumpDump wrote:ประสบการณ์ตรง มีน้องจบ ป.6 จากโรงเรียนต่างจังหวัดนอกตัวเมือง มาสมัครงานเลยให้กรอกใบสมัคร ... เขียนชื่อตัวเองยังไม่ค่อยถูก ใช้เวลาอ่านใบสมัครนานมากใน ขณะที่เด็กอีกคน แต่คนละจังหวัด ป.6 เหมือนกันแต่เรียนในโรงเรียนตัวเมือง อ่าน-เขียน คล่องกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เอางบตรงนี้ไปพัฒนาระบบการศึกษาพื้นฐานให้มีมาตรฐานเดียวกันก่อนจะได้ไหมครับ ท่านวรวัจน์
มุขนี้ผมเห็นประจำเลยครับ พอใครจะทำอะไรใหม่ๆ ก็ บอกว่า แบบที่เคยเป็นมาแล้วอะ ยังไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ทำให้ดีก่อนไม่ดีหรือ
ผมก็เห็นด้วยนะครับว่าที่เป็นอยู่มันไม่ดี แค่แบบที่เป็นอยู่ แก้แบบเดิมๆ มา กี่ รัฐบาลแล้วครับ ปชป ทรท ปชป ... ใช้วิธีเดิมๆ แก้เดิมๆ ผลเหมืิอนเดิม ...
หรือว่าแบบเดิมๆจะแก้ไม่ได้ ไม่งั้น ปชป คงทำไปแล้ว
พท คิดใหม่ทำใหม่ ลองแบบใหม่นี้ดีกว่าไหม ...
ตอน ทรท ทำ 30 บาท ก็คล้ายๆแบบนี้ ตอนนี้ ใช้กันทุกคน ผมว่าเป็นผลงานที่ดีอย่างนึงเลยนะครับ (อันแย่ๆก็มี เอาน่า)

ความคืบหน้าล่าสุดโครงการ One Tablet Per Child ของรัฐบาลใหม่ อยู่ในขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างแล้ว
มีรายงานจากแหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยรายงานออกมาว่า โครงการ One Tablet Per Child หรือโครงการที่จะแจกแท็บเล็ตฟรี ให้กับเด็กนักเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความคืบหน้าล่าสุดออกมาว่า ตอนนี้ทางพรรคเพื่อไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อซื้อแท็บเล็ตจำนวน 80,000 เครื่อง โดยมีงบประมาณต่อเครื่องอยู่ที่ 5,000 - 6,000 บาท และจากที่เคยมีคนสงสัยกันว่าแท็บเล็ตเครื่องที่แจกไปนั้น เมื่อเด็กจบชั่นแล้ว จะให้เด็กนำติดตัวไปในชั้นเรียนต่อไป หรือว่าจะต้องทิ้งไว้ให้กับนักเรียนที่เลื่อนชั้นขึ้นมาใหม่ แหล่งข่าวจากทางพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า จะมอบแท็บเล็ตเครื่องนั้นเป็นสมบัติของนักเรียนคนนั้นไปเลย
ส่วนในขั้นตอนต่อไปหลังจากการที่นักเรียนจะเปลี่ยนจากการใช้หนังสือเรียน มาใช้แท็บเล็ตแทน แหล่งข่าวรายงานว่าต่อไปก็จะลดจำนวนการผลิตหนังสือเรียนลงเรื่อยๆ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรนั่นเอง
One Tablet PC Per Child แท็บเล็ตนี้เพื่อใคร!?! (Cyber Weekend)
หัวข้อร้อนๆ ในแวดวงไอที คงจะหนีไม่พ้น โครงการ One Tablet PC Per Child หรือหนึ่งนักเรียนหนึ่งแท็บเล็ต หนึ่งในแคมเปญหาเสียงของพรรคเพื่อไทย จะมีวิธีการอย่างไรที่จะผันแนวคิดให้กลายเป็นจริงในทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างที่ป่าวประกาศไปทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่หาทางตั้งงบประมาณเพื่อซื้อของ แล้วกินตามน้ำบ้างทวนน้ำบ้าง ตามที่เคยชิน
แนวความคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นการนำโครงการเก่า One Computer Per Child ที่มีการริเริ่มเอาไว้เมื่อสมัยรัฐบาล 'ทักษิณ ชินวัตร' ก่อนที่จะถูกปฏิวัติยึดอำนาจ นำมาปัดฝุ่นใหม่ เปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีจากคอมพิวเตอร์ที่มีคีย์บอร์ด ราคาไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด 'แท็บเล็ต' ส่วนองค์ประกอบอื่นที่เป็นจิกซอว์ปลีกย่อยนอกเหนือจากฮาร์ดแวร์ที่ระบุชัดเจนว่า เป็นแท็บเล็ต ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนออกมาจากคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย มีแต่เพียงโมเดลของการเชื่อมต่อที่จะใช้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย 'ไว-ไฟ' เท่านั้น
***ทำไมต้องแท็บเล็ต
ทอม เครือโสภณ ผู้มากประสบการณ์ด้านไอทีและโทรคมนาคม วิเคราะห์ให้ฟังว่าโครงการนี้ เกิดจากโจทย์ของผู้ใหญ่ภายในพรรคเพื่อไทยที่ต้องการพัฒนาระบบการศึกษาของเด็กไทยทั่วประเทศให้ก้าวทันประเทศอื่นๆ ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ซึ่งในแต่ละปีรัฐบาลจะต้องใช้จ่ายงบประมาณหมดไปกับการจัดพิมพ์หนังสือเรียนถึง 700-800 ล้านบาท
'ในเมื่อจะต้องเสียงบประมาณจัดพิมพ์หนังสือเรียนในแต่ละปีอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่เอางบประมาณดังกล่าวเปลียนมาซื้อแท็บเล็ตแทนจะดีกว่าไหม เนื้อหาในหนังสือเรียนเปลี่ยนจากรูปเล่มหนังสือมาเป็นดิจิตอล ที่มีความคล่องตัวในการปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับยุคสมัยได้ตลอดเวลา แถมยังได้สื่อการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้เด็กไทยสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ด้วย'
เหตุที่คำตอบสุดท้ายลงตัวที่แท็บเล็ต เป็นเพราะเด็กๆ ในระดับประถม โดยเฉพาะป.1 ไม่สะดวกในการใช้งานผ่านแป้นพิมพ์ แต่ถ้าเป็นการใช้งานผ่านระบบ 'ทัชสกรีน' ถือเป็นโซลูชันที่ลงตัวที่สุด ที่สำคัญแท็บเล็ตมีน้ำหนักเบากว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เบากว่าเน็ตบุ๊ก แถมสะดวกในการใช้งาน ที่สำคัญใช้งานง่าย นักเรียนทุกระดับชั้นสามารถใช้งานได้ และราคาไม่สูง เพราะวันนี้แท็บเล็ตจากประเทศจีน ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่วางขายในท้องตลาดมีราคาไม่เกิน 4,000 บาท
ทอม วิเคราะห์สเปกและราคาแท็บเล็ตในโครงการที่คิดว่าเหมาะสมให้ฟัง ว่าราคาแท็บเล็ตที่เป็นไปได้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3,600 บาทใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องอินเตอร์แบรนด์ วิธีการสั่งซื้อน่าจะใช้เป็นการสั่งซื้อโดยตรงจากโรงงานที่รับจ้างผลิตแท็บแล็ตโดยตรงก็ได้ ส่วนระบบสื่อสารนั้น ควรจะใช้งานได้ทั้ง 3G และไว-ไฟ ไม่ใช่มีแต่ไว-ไฟแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากในต่างจังหวัด จุดให้บริการไว-ไฟมีไม่มาก แถมยังมีรัศมีการใช้งานที่ไม่ไกลนัก ทำให้ไม่สะดวกในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จึงจำเป็นที่จะต้องมี 3G เข้ามาเสริมในกรณีที่ต้องการใช้งานตอนอยู่นอกพื้นที่ให้บริการไว-ไฟ
***แท็บเล็ตไลเบอรี่ โซลูชันคั่นกลาง
ปัญหาที่มีการถกเถียงกันในวงกว้างอีกหัวข้อหนึ่งก็คือ 'ใคร' ที่จะเข้าข่ายได้รับแจกแท็บเล็ตบ้าง บางรายก็ว่าเฉพาะป.1 ทั้งประเทศที่มีประมาณ 800,000 คน บ้างก็ว่าน่าจะเป็นเด็กโตหน่อย ป.4 น่าจะมีความสามารถดูแลรักษาเครื่องได้ดีกว่า มีความรับผิดชอบมากกว่า บ้างก็ว่า ควรจะแจกให้ตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.4
รศ.พญ.นิตยา คชภักดี ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์ สาขาพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก แห่งราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวในวงเสวนารามาธิบดีเพื่อสุขภาพเด็กไทย 'มองรอบด้านเด็กไทยกับไอที' ในหัวข้อนโยบายแจกแท็บเล็ตของรัฐบาล เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็กอายุ 7-8 ขวบหรือไม่ว่า ไม่สนับสนุนให้รัฐบาลแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนระดับชั้น ป.1 หรือทั้งช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-ป.3) เพราะพัฒนาการของเด็กยังไม่ถึง ทั้งทักษะการใช้ภาษาที่ยังไม่คล่อง และการพัฒนาของสมองที่ยังไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้เด็กไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร
เด็กในช่วงชั้นดังกล่าวต้องเรียนรู้จากการได้ปฏิบัติเป็นหลัก อาทิ การออกกำลังกาย และการได้เรียนรู้จากการปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม คิดว่าพัฒนาการของเด็กชั้น ป.4 น่าจะเป็นวัยที่เหมาะที่สุดในการได้รับแท็บเล็ต เพราะเป็นวัยที่กำลังเริ่มเรียนรู้ทักษะพื้นฐานได้บ้างแล้ว อาทิ อ่านเขียนคล่องแล้ว ซึ่งเด็กก็จะสนุกกับการเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนอีกด้วย
'ไม่ใช่ว่าเด็กชั้น ป.1 จะมีพัฒนาการไม่ถึงจนใช้แท็บเล็ตไม่ได้ แต่เด็กในวัยนี้ควรจะให้จับและดูแท็บเล็ตนิดหน่อยก็พอ เพราะเด็กต้องเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นหลักเพื่อการเจริญเติบโตทั้งสมองและร่างกายไปพร้อมๆ กัน จะได้ไม่มีปัญหาการเจริญเติบโตตามมา'
ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์ ยังเสนออีกว่า อยากให้รัฐบาลใช้นโยบายยืมแทนแจกแท็บเล็ต และไม่จำเป็นที่จะต้องจัดซื้อให้นักเรียนครบทุกคน เพราะสามารถเรียนร่วมกันได้ เพื่อจะได้นำงบที่เหลือไปพัฒนาส่วนอื่นๆ
หรือการเข้ามาของกองทัพแท็บเล็ตในตลาดปัจจุบัน จะเพิ่ม 'ช่องว่างทางการศึกษา' ในสังคมไทย
ขณะที่เอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิสก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่ามุมมองของอินเทล ในเมื่อเป็นแท็บเล็ตที่ให้สำหรับเด็กใช้งาน จะมีลักษณะที่เหมาะสมกับวัย บางวัยอาจจะมีความต้องการใช้งานมากกว่าแท็บเล็ต บางวัยอาจจะต้องมีคีย์บอร์ดเข้ามาปนอยู่ด้วย โดยแบ่งเป็นช่วงชั้น แท็บเล็ตอาจจะเหมาะกับเด็กเล็กใช้คีย์บอร์ดไม่คล่องกับการใช้ปากกาควบคุมจุดในการออกคำสั่ง แต่เมื่อไรที่เด็กโตขึ้นมาจำเป็นที่จะต้องสร้างคอนเทนต์ คีย์บอร์ดก็จะเข้ามามีบทบาท
ปัญหาถัดมาก็คือเรื่อง วิธีการ 'ควบคุม' การเข้าถึงเนื้อหาของเด็กอย่างไร ถึงจะทำให้แท็บเล็ตกลายเป็นเครื่องมือทางด้านการศึกษาอย่างแท้จริง ไม่ได้กลายเป็นเครื่องมือในการเล่นเกม เข้าใช้งานเว็บที่ไม่เหมาะสม บางคนมองไกลไปถึงว่า จะทำการอัปเดทเนื้อหาหรือหนังสือเรียนที่บรรจุอยู่ภายในแท็บเล็ตอย่างไร จะทำให้การสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียนขาดตอนไปหรือไม่ จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากเดิมมากน้อยแค่ไหน เมื่อนักเรียนต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่บ้าน ที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตหรือมีฐานะที่ไม่พร้อม
มาตรฐานการศึกษา เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาว่า การเข้ามาของแท็บเล็ตจะเพิ่ม 'ช่องว่างทางการศึกษา' เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ระหว่างคนมีกับคนไม่มีสตางค์ นักเรียนที่อยู่ในเมืองใหญ่สามารถได้รับการศึกษา 'อี-เลิร์นนิ่ง' ในขณะที่นักเรียนในชนบท ที่ไฟฟ้ายังไปไม่ถึง อินเทอร์เน็ตยังไม่มี ครูคนเดียวสอนทุกชั้นเหมือนกันหมด ถึงได้รับแจกแท็บเล็ต ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
ใกล้เคียงกับแนวคิดของทอม เครือโสภณที่ได้เสนอแนวทางการดำเนินโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาอย่างน่าสนใจว่า ในเบื้องต้นควรจะทำเป็นลักษณะ 'แท็บเล็ตไลเบอรี่' หรือห้องสมุดแท็บเล็ตแทนน่าจะเป็นทางออกที่ดีในตอนนี้ สามารถตอบโจทย์ข้อกังขาในเรื่อง ความพร้อมของวัยที่จะใช้แท็บเล็ตที่หลายคนกังวล ตอบโจทย์เรื่องความพร้อมของครู ตอบโจทย์ความพร้อมของตำราเรียนที่จะต้องทยอยเปลี่ยนจากหนังสือเล่มมาเป็นดิจิตอล ซึ่งจะต้องให้เวลากับการเตรียมความพร้อมที่จะปรับหนังสือเรียนให้อยู่ในรูปแบบของอีบุ๊ก ตอบโจทย์เรื่องงบประมาณที่หลายคนมองว่า จะเป็นโครงการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเหมือนกับโครงการคอมพ์เอื้ออาทรที่ถือว่า ประสบความล้มเหลวมาก่อนหน้านี้
ทอมยังได้ขยายแนวคิดดังกล่าวให้ฟังว่า หากโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาปรับรูปแบบมาใช้โมเดลแท็บเล็ตไลเบอรี่ สิ่งหนึ่งที่จะได้ก็คือ โรงเรียนทั่วประเทศกว่า 36,000 โรงเรียนจะมีห้องสมุดดิจิตอลขึ้นมาทันที รูปแบบการยืมหนังสือก็จะเปลี่ยนจากการยืมตัวหนังสือมาเป็นแท็บเล็ตที่บรรจุหนังสือเรียนที่อยู่ในรูปของดิจิตอลหรืออีบุ๊กแทน ทำให้ทางโรงเรียนสามารถควบคุมเนื้อหาในลักษณะ 'พุช คอนเทนต์' โดยโรงเรียนใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ทางรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะให้ทุกโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตใช้เป็นเครื่องมือในการส่งผ่านเนื้อหาไปยังแท็บเล็ตที่มีอยู่ภายในห้องสมุดได้ในคราวเดียวกันและในเวลาเดียวกันก็ใช้ระบบที่ว่านี้เป็นเครื่องมือในการควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ไปด้วยในตัว สามารถติดตั้งหรือลบแอปพลิเคชันในแท็บเล็ตที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทิ้งไปได้
'แนวทางนี้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีในเวลานี้ สามารถนำมาดำเนินการในเวลานี้ไม่นาน สามารถทันปีการศึกษาหน้าได้อย่างแน่นอน'
เวลานี้ ดูเหมือนว่า โครงการ One Tablet PC Per Child มีความชัดเจนขึ้นว่าจะปรับเป็นแค่โครงการนำร่อง ซึ่งปรากฎในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' ที่ระบุว่า จะเริ่มทดลองดำเนินการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียนนำร่องสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษาหน้าก่อน
รายละเอียดเชิงปฏิบัติและวิธีการต่างๆ กำลังเป็นที่เฝ้ามองของคนในแวดวงว่าโครงการแจกแท็บเล็ตนี้ รัฐบาลทำเพื่อใครกันแน่ ในเมื่อยังมีโซลูชั่นทางออกอย่าง 'แท็บเล็ต ไลเบอรี่' ที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล และทำได้จริงมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่า

notcomeng wrote:hentai wrote:DumpDump wrote:ประสบการณ์ตรง มีน้องจบ ป.6 จากโรงเรียนต่างจังหวัดนอกตัวเมือง มาสมัครงานเลยให้กรอกใบสมัคร ... เขียนชื่อตัวเองยังไม่ค่อยถูก ใช้เวลาอ่านใบสมัครนานมากใน ขณะที่เด็กอีกคน แต่คนละจังหวัด ป.6 เหมือนกันแต่เรียนในโรงเรียนตัวเมือง อ่าน-เขียน คล่องกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เอางบตรงนี้ไปพัฒนาระบบการศึกษาพื้นฐานให้มีมาตรฐานเดียวกันก่อนจะได้ไหมครับ ท่านวรวัจน์
มุขนี้ผมเห็นประจำเลยครับ พอใครจะทำอะไรใหม่ๆ ก็ บอกว่า แบบที่เคยเป็นมาแล้วอะ ยังไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ทำให้ดีก่อนไม่ดีหรือ
ผมก็เห็นด้วยนะครับว่าที่เป็นอยู่มันไม่ดี แค่แบบที่เป็นอยู่ แก้แบบเดิมๆ มา กี่ รัฐบาลแล้วครับ ปชป 2 ปี ทรท 6 ปี เริ่มรู้สึกว่ามันเน่าๆเพี้ยนๆ อันนี้ จบ ม.6 มาแล้วกำลังเรียนมหาลัย ม.6 เทอมสุดท้ายไม่ต้องเรียน [รัฐบาลขิงแก่] [color=#0000FF]1 ปี [พลังประชาชน]1 ปี กว่าๆ [/color] ปชป 2 ปี... ใช้วิธีเดิมๆ แก้เดิมๆ ผลเหมืิอนเดิม ...
หรือว่าแบบเดิมๆจะแก้ไม่ได้ ไม่งั้น ปชป คงทำไปแล้ว
พท คิดใหม่ทำใหม่ ลองแบบใหม่นี้ดีกว่าไหม ...
ตอน ทรท ทำ 30 บาท ก็คล้ายๆแบบนี้ ตอนนี้ ใช้กันทุกคน ผมว่าเป็นผลงานที่ดีอย่างนึงเลยนะครับ (อันแย่ๆก็มี เอาน่า)
ผมเพิ่มตัวสีแดงให้ครับ![]()
![]()
hentai wrote:DumpDump wrote:ประสบการณ์ตรง มีน้องจบ ป.6 จากโรงเรียนต่างจังหวัดนอกตัวเมือง มาสมัครงานเลยให้กรอกใบสมัคร ... เขียนชื่อตัวเองยังไม่ค่อยถูก ใช้เวลาอ่านใบสมัครนานมากใน ขณะที่เด็กอีกคน แต่คนละจังหวัด ป.6 เหมือนกันแต่เรียนในโรงเรียนตัวเมือง อ่าน-เขียน คล่องกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เอางบตรงนี้ไปพัฒนาระบบการศึกษาพื้นฐานให้มีมาตรฐานเดียวกันก่อนจะได้ไหมครับ ท่านวรวัจน์
มุขนี้ผมเห็นประจำเลยครับ พอใครจะทำอะไรใหม่ๆ ก็ บอกว่า แบบที่เคยเป็นมาแล้วอะ ยังไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ทำให้ดีก่อนไม่ดีหรือ
ผมก็เห็นด้วยนะครับว่าที่เป็นอยู่มันไม่ดี แค่แบบที่เป็นอยู่ แก้แบบเดิมๆ มา กี่ รัฐบาลแล้วครับ ปชป ทรท ปชป ... ใช้วิธีเดิมๆ แก้เดิมๆ ผลเหมืิอนเดิม ...
หรือว่าแบบเดิมๆจะแก้ไม่ได้ ไม่งั้น ปชป คงทำไปแล้ว
พท คิดใหม่ทำใหม่ ลองแบบใหม่นี้ดีกว่าไหม ...
ตอน ทรท ทำ 30 บาท ก็คล้ายๆแบบนี้ ตอนนี้ ใช้กันทุกคน ผมว่าเป็นผลงานที่ดีอย่างนึงเลยนะครับ (อันแย่ๆก็มี เอาน่า)