เปลว สีเงิน ตบหน้า จตุพร บนคำคุยทักษิณใช้หนี้ IMF
.
ข้อเท็จ-ข้อจริงบนคำคุย "ทักษิณใช้หนี้ IMF"
เปลว สีเงิน
18 มิถุนายน 2552 - 00:00
http://www.oknation.net/blog/rivermoon/ ... 24/entry-1
ผมว่า "คุณจตุพร พรหมพันธุ์" นี่ถือว่าอัจฉริยะไปอีกแบบ คือสามารถอรรถาธิบายได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจ แต่จะดีมากถ้าไม่อรรถาธิบายแบบ "ร้อยเนื้อ หนึ่งทำนอง" คือวานซืน (๑๖ มิ.ย.๕๒) ผมกดรีโมตผ่านแวบๆ ไปทางช่อง ๑๑ เห็นกำลังอภิปรายเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงิน ๔ แสนล้าน นับว่าเป็นคนละเนื้อกับที่เคยตะโกนนำอยู่กลางม็อบ แต่เสียดายกลับใช้ทำนองเดียวกัน คือหน้าตาเถลือกถลน โทนเสียงดิบและเครียดเหมือนเดิม ผมว่าพูดเรื่องเศรษฐกิจ น่าจะใช้สุ้มเสียงทำนอง "มุขอำมาตย์" ผู้ช่ำชองด้านเศรษฐศาสตร์นะครับ!
ก่อนอภิปราย คุณจตุพรให้สัมภาษณ์นักข่าวเป็นบทสรรเสริญคุณทักษิณถึงเรื่องความเป็นเลิศด้านบริหารว่า "ทักษิณเก่ง สามารถคืนเงินกู้ให้ IMF ได้ก่อนกำหนด ๒ ปี"
ผมฟังแล้วก็ไม่แน่ใจว่า ตอนนั้นคุณจตุพรจุติสู่ความเป็น "ขุนพลหัวขวด" ของทักษิณแล้วหรือยัง แต่เอาเถอะ ในเมื่อจะขึ้นชั้นจากไพร่ราบไปเป็นมุขอำมาตย์ด้านเศรษฐกิจแล้วละก็ ผมไม่อยากให้คุณจตุพรปล่อยไก่บ่อยๆ ถึงแม้ไก่นั้นจะเป็นการ "มอมหน้าไก่" เพื่อสรรเสริญคุณอันไม่มีอยู่จริงของทักษิณก็ตาม
จะพูดให้ทักษิณเป็นเทวดาผู้อวตารลงมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยความเก่งเชิงบริหารเป็นเลิศอย่างไรก็พูดไปเถอะ ขออย่างเดียว คราวหน้าคุณจตุพรอย่าเที่ยวไปพูดยกย่องว่า "ทักษิณเก่ง บริหารประเทศร่ำรวยจนมีเงินใช้หนี้ IMF ก่อนกำหนด" เป็นอันขาดเชียว
เพราะคนที่รู้เรื่องเขาจะฮาเอาน่ะ!
แรกๆ ที่ฟัง ผมยังเคยนึกว่าคุณจตุพรรู้เรื่อง แต่แกล้งพลิกประเด็นไปพูดให้ทักษิณโดดเด่นอวดรากหญ้า-รากฝอย ที่เขาไม่ค่อยรู้เนื้อ-รู้ความ แต่พอมาได้ยินพูดเป็นตุ-เป็นตะวานนี้ เอ๊ะ...นี่มันไม่ใช่แกล้งไม่รู้แล้วนะ แสดงว่ากระทั่งคุณจตุพรเองก็ยังถูกทักษิณต้มซะเปื่อย
หลงเข้าใจผิดๆ ว่า การใช้หนี้ IMF ก่อนกำหนดตั้ง ๒ ปีนั้น เป็นเพราะความสามารถทักษิณ
ผมว่าปล่อยให้ลูกพี่แม้วเขาโม้ไปคนเดียวเถอะ คุณจตุพรอย่าเอา "ผลงานอันไม่มีอยู่จริง" ไปเที่ยวพูดอีกเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นคนโง่ง่ายๆ กันไปหมด เหมือนอย่างคืนวาน อภิปราย พ.ร.ก.-พ.ร.บ.กู้เงิน ๔+๔ แสนล้านจบ ดันยกแก๊งวอล์กเอาต์จากที่ประชุมในขณะที่ช่วยเขาพายเรือจนถึงฝั่งไปแล้วซะนี่
ปิ้งปลาประชดแมวแบบนี้ ก็เสร็จเขา ฝ่ายรัฐบาลเลยพิจารณารวดเดียว ๓ วาระ หมูสะเต๊ะไปเลย!
เรื่องบทยอวาทีทักษิณที่ฝ่ายเสื้อแดง และฝ่าย ส.ส.เพื่อไทยชอบเอาไปโอ้อวดเสมอว่าเป็นความสามารถทักษิณนั้น บางท่านอาจหลงเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ฉะนั้น วันนี้ผมจะจัดรายการ "ตาสว่าง" แข่งกะคุณดู๋เขาสักครั้ง
ผลย่อมมาจากเหตุ และเหตุย่อมมาจากผล ฉะนั้น ควรทราบก่อนว่า ทำไมไทยจึงต้องกู้ IMF จำนวน ๑๒,๒๙๖ ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ ๕.๔ แสนล้านบาท จากอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้นประมาณ ๑ เหรียญสหรัฐ ต่อ ๔๔ บาท
สาเหตุที่ทำให้ไทยเจ๊ง ต้องกู้เงินไอเอ็มเอฟ ก็เข้าตำรา "คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อคนฉลาด" เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลพลเอกชาติชาย ที่เดินนโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" พอดีกับโลกบูมกระแสโลกาภิวัตน์ เงินทุนจากสหรัฐไหลบ่าเข้าทุกตลาดในภูมิภาคนี้ภายใต้นิยาม "เศรษฐกิจโลกตลาดเดียวกัน"
จนมาถึงรัฐบาลชวน ๑ ปี ๒๕๓๕ ได้เปิดเสรีทางการเงิน อย่างที่เรียกว่า BIBF เงินนอกจึงไหลเข้ามาแสวงหากำไรในไทยอย่างเสรี
จริงๆ คือไม่มีกฎเกณฑ์อะไรควบคุมอย่างนั้นเสียด้วย สถาบันการเงินไทยเองก็แห่ไปกู้เงินนอกซึ่งดอกเบี้ยถูก แล้วเอามาปล่อยกู้ในประเทศ ซึ่งดอกสูงกว่า กินแค่ส่วนต่างดอกเบี้ยก็รวยแล้ว
เรียกว่าตอนนั้นสนุกสนานกันเหมือนเมายาบ้า ใครไม่ค้าเงินนอกตอนนั้นถือว่าโง่อันดับ ๒ ส่วนคนที่ครองอันดับ ๑ คือรัฐบาล เพราะในเมื่อเปิดเสรีทางการเงิน แทนที่จะลอยค่าเงินบาท กลับฟิกซ์ค่าเงินบาทไว้ที่เหรียญละ ๒๕ บาท เท่ากับประกันการเจ๊ง การขาดทุนให้กับนักค้าเงิน เพราะเอาเงินดอลลาร์เข้ามา เท่ากับรัฐบาลไทยประกันความเสี่ยงให้เสร็จสรรพในตัว!
ไทยเอาบาทผูกค่าไว้กับดอลลาร์ ขณะนั้นเงินสหรัฐแข็งโป๊ก เงินบาทก็เลยโป๊กเกินความเป็นจริงตามไปด้วย ผลคือ สินค้าไทยราคาแพง ในขณะที่สินค้านำเข้าถูก ประเทศไทยขณะนั้นจึงตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด กลุ่มทุนนอก โดยเฉพาะพวกเห็ดฟันด์ (Hedge Fund) ขนเงินเข้าตลาดหุ้นไทย พวกสถาบันการเงินไทยก็ไปกู้เอามาปล่อยพวกนักเล่นหุ้นไทย เล่นหุ้นสนุกกันยกใหญ่
ฝรั่งเห็ดฟันด์เอาดอลลาร์เข้ามาแลกบาทเล่นหุ้น พอเล่นได้กำไร ก็ขายหุ้นเอาบาทไปซื้อดอลลาร์ขนออกนอกไปเรื่อยๆ ในขณะที่ไทยก็ค้าขายส่งออกไม่ได้เท่าไหร่เพราะบาทแข็ง สินค้าแพง ไม่มีคนซื้อ เป็นเหตุให้ "เงินทุนสำรองของประเทศไทย" ร่อยหรอลงไปชนิดไม่มีเข้ามาเติม
ร่อยหรอไปไหน...ก็ไหลออกไป จากที่เงินทุนนอกเข้ามาปั่นหุ้นไทย ได้กำไรแล้วก็ "ซื้อดอลลาร์" ขนกลับไปบ้านเขาน่ะซี!
ที่ซ้ำร้าย พอฝรั่งออก หุ้นตก แมลงเม่าไทยตายเกลื่อน ที่ยังไม่ตายสนิท ตลาดหุ้นก็นำระบบ เมนเทนแนนซ์มาร์จิน และระบบฟอร์ซเซลล์ มาบังคับขาย หุ้นที่ตกอยู่แล้วเลยตายยกตลาด ลามไปถึงสถาบันการเงินเจ๊งกันระนาวในตอนนั้น
จากที่ทุนสำรองของไทยเคยมีประมาณ ๓๘,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๔๐ ด้วยเหตุที่ไทยเปิดการเงินเสรี แต่กลับฟิกซ์ค่าบาทตายตัว กลุ่มทุนต่างชาติผสมไทยจึงใช้ความฉลาดที่เหนือกว่า ขนเงินมาปั่นตลาดหุ้น แล้วก็เอาทั้งต้น-ทั้งกำไรแลกเป็นดอลลาร์กลับออกไป หวังฟันอีกรอบจากการ "ทุบค่าเงินบาท"
ทำให้เงินสำรองของไทยเหลือแค่ ๒,๘๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซื้อหมี่แห้งชายสี่หมี่เกี๊ยวได้ชามเดียวเท่านั้นเอง
บ๋อต๋อ แปลว่าหมดตูด!!!
วันที่ ๒ ก.ค.๔๐ ไทยต้องประกาศ "ลอยค่าเงินบาท" ผมจำติดตา เพราะกำลังไปดูพลุฉลองที่อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้จีนอยู่พอดี ตอนประกาศลอยค่านั้น เงินทุนสำรองที่ว่าเหลือ ๒,๘๐๐ กลับเหลือเศษๆ คาเก๊ะแค่ ๑,๑๔๔ ล้านเหรียญเท่านั้นเอง
แต่ดูเหมือนว่าพอลอยค่าบาทให้เป็นไปตามกลไกตลาด จาก ๒๕-๒๖ บาทต่อ ๑ เหรียญ ไปเป็น ๓๓ บาท ต่อ ๑ เหรียญ จากนั้นดอลลาร์ก็แยกไปแข็งส่วนเขา ส่วนบาทของเราก็ปวกเปียกเป็นมะเขือเผาคืนสู่ค่าเป็นจริงของเรา รูดลงไปที่ ๕๔-๕๖ บาท ต่อ ๑ เหรียญสหรัฐ ก่อนจะรูดขึ้น-รูดลง แล้วไปนิ่งอยู่แถวๆ ๔๔ บาท ต่อ ๑ เหรียญ ในเวลาต่อมา
นี่สรุปสั้นแล้วนะคุณจตุพร แต่ก็ยังยาว สรุปอีกที ประเทศไทยเจ๊งหมดตูดตอนนั้นเพราะ โง่-โลภ-โกง ทั้งของรัฐบาล และของแบงก์ชาติ ที่ตกเป็นเหยื่อของกระบวนการเคลื่อนย้ายเงินทุนแสวงหากำไร หรือพวกเห็ดฟันด์ ถ้าจะพูดให้เห็นเป็นรูปธรรมก็ได้ว่า ไทยเจ๊งตอนนั้นเพราะตลาดหุ้นพัง เพราะปล่อยการเงินเสรี แต่ฟิกซ์ค่าบาท เพราะขบวนการทุบค่าเงิน
หลังจากเอาประเทศไปจำนำไอเอ็มเอฟได้มา ๕.๔ แสนล้านบาท และเราก็ลอยแพค่าบาทให้ไปผุด-ไปเกิดตามเหตุปัจจัยในมูลค่าแท้จริงของมันแล้ว
ผลปรากฏว่า วิกฤติเศรษฐกิจไทย "หยุดเลือดไหล" ทันที!
เงินบาท-เงินดอลล์หยุดไหล (แต่พ่อใครเอ่ย...ขายชาติ?) รัฐบาลพลเอกชวลิตไป จนกระทั่งชวน ๒ มา ราวๆ ปี ๒๕๔๓ อันเป็นช่วงปลายรัฐบาลชวนนั่นแหละ "กรรมก็สนองเวร" พวกกลุ่มทุนแสวงหากำไร อิ่มจากไทยออกไปอ้วกในตลาดหุ้นสหรัฐก็ถึงคราว เพราะสหรัฐเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเข้ามั่ง
ตลาดดาวโจนส์พัง เงินเหรียญเสื่อมค่า นักลงทุนต้องโจนหนีกันจ้าละหวั่น!
ก็บอกแล้ว โลกยุคโลกาภิวัตน์ "เศรษฐกิจโลกตลาดเดียวกัน" เพียงแต่คนละประเทศ กลุ่มนักลงทุนก็เคลื่อนย้ายเม็ดเงินจากสหรัฐ ส่วนหนึ่งกลับเข้ามาไทยอีก ขนดอลลาร์มาเข้าตลาดหุ้น ตลาดเงิน ตลาดพันธบัตร ตลาดการลงทุน ถ้าเป็นนักเล่นหุ้นจะเห็นว่า ตอนปลายรัฐบาลชวน ตลาดหุ้นเป็นกระทิงไล่ปี้หมีจนกระเจิง
ในขณะที่เงินทุนนอกไหลนองท่วมไปทั้งโลก ไทยเราก็เลือกตั้งใหม่ ได้ทักษิณเป็นนายกฯ ถือว่าเฮงว่างั้นเถอะ รัฐบาลชวน ๒ ทำนา แต่รัฐบาลทักษิณมาได้จังหวะคดข้าวใส่จาน ไม่ต้องทำอะไร เก่งนั้น-ก็อาจจะเก่ง แต่ไม่เกี่ยวกับเงินใช้หนี้ IMF ทุกอย่างมันเป็นไปตามกลไกระบบทุนตลาดโลกที่เคลื่อนย้ายแสวงหากำไรไปทุกที่
นายหมู นายแมว ที่ไหน ถึงไม่ใช่นายแม้ว ประเทศไทยตอนนั้น "ไม่ต้องทำอะไร" ด้วยระบบธุรกิจ-เศรษฐกิจ-การเงิน ที่ค่อยๆ จัดเข้ามาตรฐานแล้ว "เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ" หมายรวมถึงทองคำด้วย ก็เพิ่มขึ้นเองจากการเคลื่อนย้ายทุนแสวงหากำไรของกลุ่มทุนนอกตามระบบเศรษฐกิจเสรี บนความเชื่อมั่นในเสถียรภาพไทย
เอ้า...คุณจตุพร ชาวคณะเสื้อแดง และชาวคณะเพื่อไทยทั้งหลาย ดูข้อมูลของ "แบงก์ชาติ" จากตัวเลขเปรียบเทียบนี่ จะได้เข้าใจถูกต้องเสียทีว่า ที่ไทยมีดอลลาร์เอาไปใช้หนี้ IMF ๑๒,๒๙๖ ล้านเหรียญสหรัฐนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับทักษิณเลย
เพียงแต่ทักษิณเป็นนักฉวยโอกาส และใช้ความเป็นนายกฯ ตัดสินใจ เอา (ตัวเลข) เงินที่ไหลเข้าประเทศตามกลไกเศรษฐกิจตลาดไปไว้ที่ IMF แทนที่จะเก็บไว้เองโดยไม่เกิดมรรคผลอะไรเท่านั้น!
ช่วงท้ายรัฐบาลพลเอกชวลิต ไทยมีทุนสำรองสุทธิ ๘,๙๖๒ ล้านหรียญสหรัฐ
ช่วงท้ายรัฐบาลชวน ไทยมีทุนสำรองสุทธิ ๓๐,๕๒๖ ล้านเหรียญสหรัฐ
ช่วงท้ายรัฐบาลทักษิณ ไทยมีทุนสำรองสุทธิ ๗๓,๙๒๖ ล้านเหรียญสหรัฐ
เห็นอย่างนี้ คุณจตุพรอาจตบจมูกอุรังอุตังตัวเองฉาดแล้วร้องว่า "ก็นั่นไง..ยุคทักษิณนายใหญ่ สามารถทำให้ประเทศไทยร่ำรวย มีเงินทุนสำรองมากที่สุดตั้ง ๗ หมื่นกว่าล้านเหรียญ เห็นมั้ยล่ะ..นั่น?" ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งทึกทัก โวยวายไป ก็อย่างที่บอก เงินนอกไหลท่วมโลก ไม่เพียงไทยที่ดอลลาร์ไหลเข้า อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ที่หมดตูดต้องเอาประเทศไปตึ๊ง IMF เหมือนกับเรา ดอลลาร์ก็ไปท่วมเขาเหมือนๆ กัน และเขาก็เอาเงินที่ไหลเข้าไปคืนหนี้ให้ IMF ก่อนกำหนดเหมือนกับเรา
แต่ผู้นำเขาซื่อสัตย์ จึงไม่ปิดทองที่หน้าผากตัวเอง!
ยังไม่เชื่อที่ผมพูดใช่มั้ยว่า เงินใช้หนี้ IMF เป็นเงินนอกที่ไหลเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะในตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง เอ้า..หยวนๆ เป็นว่า วัดความสามารถในการบริหารประเทศจากจำนวนเงินสำรองที่มากกว่าก็แล้วกัน จาก ๓ นายกฯ ข้างบนนั้น ตัวเลขชี้ "ทักษิณมีความสามารถที่สุด"
ทีนี้มาดูต่อ ต่อจากทักษิณใครเป็นนายกฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ใช่มั้ย แต่ปรากฏว่า ในขณะที่ทักษิณบริหาร ๖ ปี เงินสำรองของประเทศมีแค่ ๗๓,๙๒๖ ล้านเหรียญ
แต่พลเอกสุรยุทธ์ บริหารปีเดียว เงินสำรองของประเทศมีสูงตั้ง ๑๐๖,๕๔๑ ล้านเหรียญสหรัฐ!
อย่างนี้ หมายความว่าความสามารถเชิงบริหารประเทศให้ร่ำรวยของทักษิณก็แค่ระดับ "นิ้วก้อยข้างซ้าย" ของพลเอกสุรยุทธ์น่ะซี จริงมั้ย คุณจตุพร? ต่อจากนี้ เลิกพูดกันเสียทีได้แล้วว่า "ทักษิณเก่ง บริหารประเทศมีเงินใช้หนี้ IMF ก่อนกำหนด" เพราะมันไม่เกี่ยวกับใครเก่ง-ใครไม่เก่ง
มันเกี่ยวแค่ ใครมีวิสัยทัศน์บริหารสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่ากันเท่านั้น กรณีนำเงินไปใช้หนี้ มันเป็นเงินที่มาตามกลไกแสวงหาผลกำไรที่ "กลุ่มทุนนอก" เคลื่อนย้ายเม็ดเงินเข้า-ออกตามปกติของตลาดเงินเสรี
ถ้าจะดูใครเก่ง-ไม่เก่งจากทุนสำรอง ขณะนี้ "นายกฯ อภิสิทธิ์" เก่งที่ ๑ พลเอกสุรยุทธ์ เก่งที่ ๒ ส่วนทักษิณเก่งแค่ที่ ๓
แต่ถ้าดูด้านการตลาด และการฉกฉวยโอกาสด้วยบิดเบือน ทักษิณ...เก่งที่ ๑ ในโลก!
.........................................................................................
หมายเหตุ :
เรื่องการเกิดหนี้และการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ เป็นเรื่องยาก และสลับซับซ้อน ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ ทั้งทักษิณ ทั้งจตุพร ต่างก็มั่วข้อมูล ทำให้คนเข้าใจผิดทั้งประเทศ เปลว สีเงิน ให้ข้อมูล และการอธิบาย "กลไก" การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้ถูกต้องตรงจริง เป็นเรื่องที่ทุกท่านควรศึกษาให้เข้าใจ เป็นเรื่องสำคัญ โลกลำบากมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายทุนโลกที่ผิดปกตินี้ ..นี่เอง
-
.......................................................
เชิญติดตาม..... https://twitter.com/indexthai
เชิญ add.... http://indexthai.hi5.com/friend/p580404 ... ruit--html
@@@
ข้อเท็จ-ข้อจริงบนคำคุย "ทักษิณใช้หนี้ IMF"
เปลว สีเงิน
18 มิถุนายน 2552 - 00:00
http://www.oknation.net/blog/rivermoon/ ... 24/entry-1
ผมว่า "คุณจตุพร พรหมพันธุ์" นี่ถือว่าอัจฉริยะไปอีกแบบ คือสามารถอรรถาธิบายได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจ แต่จะดีมากถ้าไม่อรรถาธิบายแบบ "ร้อยเนื้อ หนึ่งทำนอง" คือวานซืน (๑๖ มิ.ย.๕๒) ผมกดรีโมตผ่านแวบๆ ไปทางช่อง ๑๑ เห็นกำลังอภิปรายเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงิน ๔ แสนล้าน นับว่าเป็นคนละเนื้อกับที่เคยตะโกนนำอยู่กลางม็อบ แต่เสียดายกลับใช้ทำนองเดียวกัน คือหน้าตาเถลือกถลน โทนเสียงดิบและเครียดเหมือนเดิม ผมว่าพูดเรื่องเศรษฐกิจ น่าจะใช้สุ้มเสียงทำนอง "มุขอำมาตย์" ผู้ช่ำชองด้านเศรษฐศาสตร์นะครับ!
ก่อนอภิปราย คุณจตุพรให้สัมภาษณ์นักข่าวเป็นบทสรรเสริญคุณทักษิณถึงเรื่องความเป็นเลิศด้านบริหารว่า "ทักษิณเก่ง สามารถคืนเงินกู้ให้ IMF ได้ก่อนกำหนด ๒ ปี"
ผมฟังแล้วก็ไม่แน่ใจว่า ตอนนั้นคุณจตุพรจุติสู่ความเป็น "ขุนพลหัวขวด" ของทักษิณแล้วหรือยัง แต่เอาเถอะ ในเมื่อจะขึ้นชั้นจากไพร่ราบไปเป็นมุขอำมาตย์ด้านเศรษฐกิจแล้วละก็ ผมไม่อยากให้คุณจตุพรปล่อยไก่บ่อยๆ ถึงแม้ไก่นั้นจะเป็นการ "มอมหน้าไก่" เพื่อสรรเสริญคุณอันไม่มีอยู่จริงของทักษิณก็ตาม
จะพูดให้ทักษิณเป็นเทวดาผู้อวตารลงมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยความเก่งเชิงบริหารเป็นเลิศอย่างไรก็พูดไปเถอะ ขออย่างเดียว คราวหน้าคุณจตุพรอย่าเที่ยวไปพูดยกย่องว่า "ทักษิณเก่ง บริหารประเทศร่ำรวยจนมีเงินใช้หนี้ IMF ก่อนกำหนด" เป็นอันขาดเชียว
เพราะคนที่รู้เรื่องเขาจะฮาเอาน่ะ!
แรกๆ ที่ฟัง ผมยังเคยนึกว่าคุณจตุพรรู้เรื่อง แต่แกล้งพลิกประเด็นไปพูดให้ทักษิณโดดเด่นอวดรากหญ้า-รากฝอย ที่เขาไม่ค่อยรู้เนื้อ-รู้ความ แต่พอมาได้ยินพูดเป็นตุ-เป็นตะวานนี้ เอ๊ะ...นี่มันไม่ใช่แกล้งไม่รู้แล้วนะ แสดงว่ากระทั่งคุณจตุพรเองก็ยังถูกทักษิณต้มซะเปื่อย
หลงเข้าใจผิดๆ ว่า การใช้หนี้ IMF ก่อนกำหนดตั้ง ๒ ปีนั้น เป็นเพราะความสามารถทักษิณ
ผมว่าปล่อยให้ลูกพี่แม้วเขาโม้ไปคนเดียวเถอะ คุณจตุพรอย่าเอา "ผลงานอันไม่มีอยู่จริง" ไปเที่ยวพูดอีกเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นคนโง่ง่ายๆ กันไปหมด เหมือนอย่างคืนวาน อภิปราย พ.ร.ก.-พ.ร.บ.กู้เงิน ๔+๔ แสนล้านจบ ดันยกแก๊งวอล์กเอาต์จากที่ประชุมในขณะที่ช่วยเขาพายเรือจนถึงฝั่งไปแล้วซะนี่
ปิ้งปลาประชดแมวแบบนี้ ก็เสร็จเขา ฝ่ายรัฐบาลเลยพิจารณารวดเดียว ๓ วาระ หมูสะเต๊ะไปเลย!
เรื่องบทยอวาทีทักษิณที่ฝ่ายเสื้อแดง และฝ่าย ส.ส.เพื่อไทยชอบเอาไปโอ้อวดเสมอว่าเป็นความสามารถทักษิณนั้น บางท่านอาจหลงเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ฉะนั้น วันนี้ผมจะจัดรายการ "ตาสว่าง" แข่งกะคุณดู๋เขาสักครั้ง
ผลย่อมมาจากเหตุ และเหตุย่อมมาจากผล ฉะนั้น ควรทราบก่อนว่า ทำไมไทยจึงต้องกู้ IMF จำนวน ๑๒,๒๙๖ ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ ๕.๔ แสนล้านบาท จากอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้นประมาณ ๑ เหรียญสหรัฐ ต่อ ๔๔ บาท
สาเหตุที่ทำให้ไทยเจ๊ง ต้องกู้เงินไอเอ็มเอฟ ก็เข้าตำรา "คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อคนฉลาด" เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลพลเอกชาติชาย ที่เดินนโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" พอดีกับโลกบูมกระแสโลกาภิวัตน์ เงินทุนจากสหรัฐไหลบ่าเข้าทุกตลาดในภูมิภาคนี้ภายใต้นิยาม "เศรษฐกิจโลกตลาดเดียวกัน"
จนมาถึงรัฐบาลชวน ๑ ปี ๒๕๓๕ ได้เปิดเสรีทางการเงิน อย่างที่เรียกว่า BIBF เงินนอกจึงไหลเข้ามาแสวงหากำไรในไทยอย่างเสรี
จริงๆ คือไม่มีกฎเกณฑ์อะไรควบคุมอย่างนั้นเสียด้วย สถาบันการเงินไทยเองก็แห่ไปกู้เงินนอกซึ่งดอกเบี้ยถูก แล้วเอามาปล่อยกู้ในประเทศ ซึ่งดอกสูงกว่า กินแค่ส่วนต่างดอกเบี้ยก็รวยแล้ว
เรียกว่าตอนนั้นสนุกสนานกันเหมือนเมายาบ้า ใครไม่ค้าเงินนอกตอนนั้นถือว่าโง่อันดับ ๒ ส่วนคนที่ครองอันดับ ๑ คือรัฐบาล เพราะในเมื่อเปิดเสรีทางการเงิน แทนที่จะลอยค่าเงินบาท กลับฟิกซ์ค่าเงินบาทไว้ที่เหรียญละ ๒๕ บาท เท่ากับประกันการเจ๊ง การขาดทุนให้กับนักค้าเงิน เพราะเอาเงินดอลลาร์เข้ามา เท่ากับรัฐบาลไทยประกันความเสี่ยงให้เสร็จสรรพในตัว!
ไทยเอาบาทผูกค่าไว้กับดอลลาร์ ขณะนั้นเงินสหรัฐแข็งโป๊ก เงินบาทก็เลยโป๊กเกินความเป็นจริงตามไปด้วย ผลคือ สินค้าไทยราคาแพง ในขณะที่สินค้านำเข้าถูก ประเทศไทยขณะนั้นจึงตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด กลุ่มทุนนอก โดยเฉพาะพวกเห็ดฟันด์ (Hedge Fund) ขนเงินเข้าตลาดหุ้นไทย พวกสถาบันการเงินไทยก็ไปกู้เอามาปล่อยพวกนักเล่นหุ้นไทย เล่นหุ้นสนุกกันยกใหญ่
ฝรั่งเห็ดฟันด์เอาดอลลาร์เข้ามาแลกบาทเล่นหุ้น พอเล่นได้กำไร ก็ขายหุ้นเอาบาทไปซื้อดอลลาร์ขนออกนอกไปเรื่อยๆ ในขณะที่ไทยก็ค้าขายส่งออกไม่ได้เท่าไหร่เพราะบาทแข็ง สินค้าแพง ไม่มีคนซื้อ เป็นเหตุให้ "เงินทุนสำรองของประเทศไทย" ร่อยหรอลงไปชนิดไม่มีเข้ามาเติม
ร่อยหรอไปไหน...ก็ไหลออกไป จากที่เงินทุนนอกเข้ามาปั่นหุ้นไทย ได้กำไรแล้วก็ "ซื้อดอลลาร์" ขนกลับไปบ้านเขาน่ะซี!
ที่ซ้ำร้าย พอฝรั่งออก หุ้นตก แมลงเม่าไทยตายเกลื่อน ที่ยังไม่ตายสนิท ตลาดหุ้นก็นำระบบ เมนเทนแนนซ์มาร์จิน และระบบฟอร์ซเซลล์ มาบังคับขาย หุ้นที่ตกอยู่แล้วเลยตายยกตลาด ลามไปถึงสถาบันการเงินเจ๊งกันระนาวในตอนนั้น
จากที่ทุนสำรองของไทยเคยมีประมาณ ๓๘,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๔๐ ด้วยเหตุที่ไทยเปิดการเงินเสรี แต่กลับฟิกซ์ค่าบาทตายตัว กลุ่มทุนต่างชาติผสมไทยจึงใช้ความฉลาดที่เหนือกว่า ขนเงินมาปั่นตลาดหุ้น แล้วก็เอาทั้งต้น-ทั้งกำไรแลกเป็นดอลลาร์กลับออกไป หวังฟันอีกรอบจากการ "ทุบค่าเงินบาท"
ทำให้เงินสำรองของไทยเหลือแค่ ๒,๘๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซื้อหมี่แห้งชายสี่หมี่เกี๊ยวได้ชามเดียวเท่านั้นเอง
บ๋อต๋อ แปลว่าหมดตูด!!!
วันที่ ๒ ก.ค.๔๐ ไทยต้องประกาศ "ลอยค่าเงินบาท" ผมจำติดตา เพราะกำลังไปดูพลุฉลองที่อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้จีนอยู่พอดี ตอนประกาศลอยค่านั้น เงินทุนสำรองที่ว่าเหลือ ๒,๘๐๐ กลับเหลือเศษๆ คาเก๊ะแค่ ๑,๑๔๔ ล้านเหรียญเท่านั้นเอง
แต่ดูเหมือนว่าพอลอยค่าบาทให้เป็นไปตามกลไกตลาด จาก ๒๕-๒๖ บาทต่อ ๑ เหรียญ ไปเป็น ๓๓ บาท ต่อ ๑ เหรียญ จากนั้นดอลลาร์ก็แยกไปแข็งส่วนเขา ส่วนบาทของเราก็ปวกเปียกเป็นมะเขือเผาคืนสู่ค่าเป็นจริงของเรา รูดลงไปที่ ๕๔-๕๖ บาท ต่อ ๑ เหรียญสหรัฐ ก่อนจะรูดขึ้น-รูดลง แล้วไปนิ่งอยู่แถวๆ ๔๔ บาท ต่อ ๑ เหรียญ ในเวลาต่อมา
นี่สรุปสั้นแล้วนะคุณจตุพร แต่ก็ยังยาว สรุปอีกที ประเทศไทยเจ๊งหมดตูดตอนนั้นเพราะ โง่-โลภ-โกง ทั้งของรัฐบาล และของแบงก์ชาติ ที่ตกเป็นเหยื่อของกระบวนการเคลื่อนย้ายเงินทุนแสวงหากำไร หรือพวกเห็ดฟันด์ ถ้าจะพูดให้เห็นเป็นรูปธรรมก็ได้ว่า ไทยเจ๊งตอนนั้นเพราะตลาดหุ้นพัง เพราะปล่อยการเงินเสรี แต่ฟิกซ์ค่าบาท เพราะขบวนการทุบค่าเงิน
หลังจากเอาประเทศไปจำนำไอเอ็มเอฟได้มา ๕.๔ แสนล้านบาท และเราก็ลอยแพค่าบาทให้ไปผุด-ไปเกิดตามเหตุปัจจัยในมูลค่าแท้จริงของมันแล้ว
ผลปรากฏว่า วิกฤติเศรษฐกิจไทย "หยุดเลือดไหล" ทันที!
เงินบาท-เงินดอลล์หยุดไหล (แต่พ่อใครเอ่ย...ขายชาติ?) รัฐบาลพลเอกชวลิตไป จนกระทั่งชวน ๒ มา ราวๆ ปี ๒๕๔๓ อันเป็นช่วงปลายรัฐบาลชวนนั่นแหละ "กรรมก็สนองเวร" พวกกลุ่มทุนแสวงหากำไร อิ่มจากไทยออกไปอ้วกในตลาดหุ้นสหรัฐก็ถึงคราว เพราะสหรัฐเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเข้ามั่ง
ตลาดดาวโจนส์พัง เงินเหรียญเสื่อมค่า นักลงทุนต้องโจนหนีกันจ้าละหวั่น!
ก็บอกแล้ว โลกยุคโลกาภิวัตน์ "เศรษฐกิจโลกตลาดเดียวกัน" เพียงแต่คนละประเทศ กลุ่มนักลงทุนก็เคลื่อนย้ายเม็ดเงินจากสหรัฐ ส่วนหนึ่งกลับเข้ามาไทยอีก ขนดอลลาร์มาเข้าตลาดหุ้น ตลาดเงิน ตลาดพันธบัตร ตลาดการลงทุน ถ้าเป็นนักเล่นหุ้นจะเห็นว่า ตอนปลายรัฐบาลชวน ตลาดหุ้นเป็นกระทิงไล่ปี้หมีจนกระเจิง
ในขณะที่เงินทุนนอกไหลนองท่วมไปทั้งโลก ไทยเราก็เลือกตั้งใหม่ ได้ทักษิณเป็นนายกฯ ถือว่าเฮงว่างั้นเถอะ รัฐบาลชวน ๒ ทำนา แต่รัฐบาลทักษิณมาได้จังหวะคดข้าวใส่จาน ไม่ต้องทำอะไร เก่งนั้น-ก็อาจจะเก่ง แต่ไม่เกี่ยวกับเงินใช้หนี้ IMF ทุกอย่างมันเป็นไปตามกลไกระบบทุนตลาดโลกที่เคลื่อนย้ายแสวงหากำไรไปทุกที่
นายหมู นายแมว ที่ไหน ถึงไม่ใช่นายแม้ว ประเทศไทยตอนนั้น "ไม่ต้องทำอะไร" ด้วยระบบธุรกิจ-เศรษฐกิจ-การเงิน ที่ค่อยๆ จัดเข้ามาตรฐานแล้ว "เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ" หมายรวมถึงทองคำด้วย ก็เพิ่มขึ้นเองจากการเคลื่อนย้ายทุนแสวงหากำไรของกลุ่มทุนนอกตามระบบเศรษฐกิจเสรี บนความเชื่อมั่นในเสถียรภาพไทย
เอ้า...คุณจตุพร ชาวคณะเสื้อแดง และชาวคณะเพื่อไทยทั้งหลาย ดูข้อมูลของ "แบงก์ชาติ" จากตัวเลขเปรียบเทียบนี่ จะได้เข้าใจถูกต้องเสียทีว่า ที่ไทยมีดอลลาร์เอาไปใช้หนี้ IMF ๑๒,๒๙๖ ล้านเหรียญสหรัฐนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับทักษิณเลย
เพียงแต่ทักษิณเป็นนักฉวยโอกาส และใช้ความเป็นนายกฯ ตัดสินใจ เอา (ตัวเลข) เงินที่ไหลเข้าประเทศตามกลไกเศรษฐกิจตลาดไปไว้ที่ IMF แทนที่จะเก็บไว้เองโดยไม่เกิดมรรคผลอะไรเท่านั้น!
ช่วงท้ายรัฐบาลพลเอกชวลิต ไทยมีทุนสำรองสุทธิ ๘,๙๖๒ ล้านหรียญสหรัฐ
ช่วงท้ายรัฐบาลชวน ไทยมีทุนสำรองสุทธิ ๓๐,๕๒๖ ล้านเหรียญสหรัฐ
ช่วงท้ายรัฐบาลทักษิณ ไทยมีทุนสำรองสุทธิ ๗๓,๙๒๖ ล้านเหรียญสหรัฐ
เห็นอย่างนี้ คุณจตุพรอาจตบจมูกอุรังอุตังตัวเองฉาดแล้วร้องว่า "ก็นั่นไง..ยุคทักษิณนายใหญ่ สามารถทำให้ประเทศไทยร่ำรวย มีเงินทุนสำรองมากที่สุดตั้ง ๗ หมื่นกว่าล้านเหรียญ เห็นมั้ยล่ะ..นั่น?" ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งทึกทัก โวยวายไป ก็อย่างที่บอก เงินนอกไหลท่วมโลก ไม่เพียงไทยที่ดอลลาร์ไหลเข้า อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ที่หมดตูดต้องเอาประเทศไปตึ๊ง IMF เหมือนกับเรา ดอลลาร์ก็ไปท่วมเขาเหมือนๆ กัน และเขาก็เอาเงินที่ไหลเข้าไปคืนหนี้ให้ IMF ก่อนกำหนดเหมือนกับเรา
แต่ผู้นำเขาซื่อสัตย์ จึงไม่ปิดทองที่หน้าผากตัวเอง!
ยังไม่เชื่อที่ผมพูดใช่มั้ยว่า เงินใช้หนี้ IMF เป็นเงินนอกที่ไหลเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะในตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง เอ้า..หยวนๆ เป็นว่า วัดความสามารถในการบริหารประเทศจากจำนวนเงินสำรองที่มากกว่าก็แล้วกัน จาก ๓ นายกฯ ข้างบนนั้น ตัวเลขชี้ "ทักษิณมีความสามารถที่สุด"
ทีนี้มาดูต่อ ต่อจากทักษิณใครเป็นนายกฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ใช่มั้ย แต่ปรากฏว่า ในขณะที่ทักษิณบริหาร ๖ ปี เงินสำรองของประเทศมีแค่ ๗๓,๙๒๖ ล้านเหรียญ
แต่พลเอกสุรยุทธ์ บริหารปีเดียว เงินสำรองของประเทศมีสูงตั้ง ๑๐๖,๕๔๑ ล้านเหรียญสหรัฐ!
อย่างนี้ หมายความว่าความสามารถเชิงบริหารประเทศให้ร่ำรวยของทักษิณก็แค่ระดับ "นิ้วก้อยข้างซ้าย" ของพลเอกสุรยุทธ์น่ะซี จริงมั้ย คุณจตุพร? ต่อจากนี้ เลิกพูดกันเสียทีได้แล้วว่า "ทักษิณเก่ง บริหารประเทศมีเงินใช้หนี้ IMF ก่อนกำหนด" เพราะมันไม่เกี่ยวกับใครเก่ง-ใครไม่เก่ง
มันเกี่ยวแค่ ใครมีวิสัยทัศน์บริหารสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่ากันเท่านั้น กรณีนำเงินไปใช้หนี้ มันเป็นเงินที่มาตามกลไกแสวงหาผลกำไรที่ "กลุ่มทุนนอก" เคลื่อนย้ายเม็ดเงินเข้า-ออกตามปกติของตลาดเงินเสรี
ถ้าจะดูใครเก่ง-ไม่เก่งจากทุนสำรอง ขณะนี้ "นายกฯ อภิสิทธิ์" เก่งที่ ๑ พลเอกสุรยุทธ์ เก่งที่ ๒ ส่วนทักษิณเก่งแค่ที่ ๓
แต่ถ้าดูด้านการตลาด และการฉกฉวยโอกาสด้วยบิดเบือน ทักษิณ...เก่งที่ ๑ ในโลก!
.........................................................................................
หมายเหตุ :
เรื่องการเกิดหนี้และการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ เป็นเรื่องยาก และสลับซับซ้อน ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ ทั้งทักษิณ ทั้งจตุพร ต่างก็มั่วข้อมูล ทำให้คนเข้าใจผิดทั้งประเทศ เปลว สีเงิน ให้ข้อมูล และการอธิบาย "กลไก" การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้ถูกต้องตรงจริง เป็นเรื่องที่ทุกท่านควรศึกษาให้เข้าใจ เป็นเรื่องสำคัญ โลกลำบากมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายทุนโลกที่ผิดปกตินี้ ..นี่เอง
-
.......................................................
เชิญติดตาม..... https://twitter.com/indexthai
เชิญ add.... http://indexthai.hi5.com/friend/p580404 ... ruit--html
@@@