การที่คนทำสื่อ คลุกอยู่กับสื่อ จนรู้ลึกตื้นหนาบางว่าอะไรควรไม่ควร ต่อนักการเมืองบ้าง ไม่ใช่ต่อบ้านเมืองบ้าง
-----------------
การที่สนธิ ลิ้มทองกุลออกมาทำสงครามประชาชน แต่ไม่ใช่เป็นผลสำเร็จนะ เพราะแทนที่จะอยู่นิ่งใช้สันติอหิงสา ที่ไม่มีผลกระทบหลังพบชัยชนะ
แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือ การไม่ยอมรับวิถีสันติอหิงสา แต่ดันกระโดนโลดแล่นโจนทะยานไปบู๊สะแบบนั้น แต่ก็ยังแอบบอกว่าจำเป็น แต่ก็ไม่ใช่ได้ชัยชนะ
-------
ปล. หากชนะ นายกรัฐมนตรีในยุคนั้นคงลาออกแล้วละนะ
อ้างอิงถึง **สิ่งที่"สมัคร"เสียใจมากที่สุด!!
----------------------------------------------------------------------------------------------
ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ถ้าผมจำไม่ผิด มันเป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวที่สุด ซึ่งไม่มีใครตอบอะไรได้ว่า ตำรวจไทยทำไมระยำชาติได้ถึงขนาดนั้น และนายกรัฐมนตรีสมชายที่สั่งให้ บิ๊กจิ๋วไปฆ่าประชาชนนั้น ก็เพียงเพื่อตอบสนองตัณหาทางการเมืองเท่านั้นเอง เพราะหากเทียบกับรัฐบาลอภิสิทธิ์แล้ว บนท้องถนนนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังได้รับความนิยมมากกว่าเสียอีก แต่ก็ยกเว้นตรงรังแดงก็เท่านั้นเองที่สู้ไม่ได้จริงๆ
.
.
ย้อนกลับมาตรงคำถามว่า หากถูกสื่อเสพจะทำอย่างไรดี อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
ปัญหาก็คือ ความขัดแย้งเกิดมากขึ้น อคติเกิดมากขึ้น ซึ่งผมอ่านข่าววันหนึ่งไม่ถึงหน้า ฟังข่าวไม่ถึงชั่วโมง ก็เป็นการอ่านหรือฟังเฉพาะการสรุปข่าวเท่านั้น เพราะไม่อยากไปคิดอะไรมาก
.
หลายต่อหลายครั้งบ้านเมืองต้องใช้ธรรมมาข่มใจบ้าง เพราะไม่เช่นนั้นเราก็คงเดินออกไปหาเรื่อง หรือไปปะปนกับหมู่เหล่าแดงพาล เหลืองเทียมกันสะหมด
แล้วได้อะไร ความจริงที่จะบอกว่าทักษิณดีอย่างไร พันธมิตรรักษาสันติอหิงสากันอย่างไร มันก็ไม่สามารถทำได้ ความจริงมันก็ไม่ชัดเจน
.
.
.
ผมว่าหากทักษิณเสียชีวิตจริงๆ ผมก็คงรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ เหมือนตอนที่นายสมัครเสียชีวิต เพราะหากทบทวนต้นหนกลในแล้ว ทักษิณก็มีสายสัมพันธ์กับชนชั้นสูงมิใช่น้อย ไม่เชื่อก็ดูรายการช่วงห้าทุ่ม ในวันศุกร์ ช่อง MCOT บางทีก็ทำให้เรารู้สึกได้เลยว่า มันไม่ใช่ธรรมดาหรอกทักษิณนะ บางทีพอประเทศเปลี่ยนไปเหมือนที่มันพูดใน TIMES ONline หรือในใจที่มันหวังลึกๆ มันก็คงได้กลับมาชูคอ สง่า โดยที่ศาลเองอาจต้องพลิกลิ้นแล้วพลิกลิ้นอีกก็เป็นไปได้ เพราะในตอนนั้น คนที่ทำหน้าที่สำคัญๆ ในองค์กรอิสระ ก็คงตกเป็นคนของทักษิณ มีพวกพ้องส่งกระส่วยในการเอื้อต่อการพลิกสำนวนต่างๆ บนชั้นศาล หรือรื้อคดีมาปัดฝุ่นสร้างสำนวนใหม่ๆ ส่งให้ศาลพิจารณาคดี เช่น คำพูดติดปากในศาลรัฐธรรมนูญ2540ที่ว่า ".....โดยสุจริต" อะไรทำนองนั้น
.
.
.
.
ดังนั้น ยิ่งเราเสพสื่อ เราก็คงหลงมัน ปล่อยให้มันเสพเราบ้างก็ดี เผื่อบางทีมันจะได้หลงเราบ้าง หลงคิดไปกันต่างๆ นานา จนเราก็อดขำไม่ได้ เพราะต่างจิดต่างใจ ใส่จริตในการอ่านกันเข้าไป เวลาสื่ออะไรตรงๆ ก็คิดกันไปว่าวิจิตพิสดาร มันก็คงอยู่ที่สื่อเสพ หรือเสพสื่อ ก็เท่านั้นเอง แต่ไม่เสพก็ไม่ได้ ไม่ถูกเสพก็ไม่ใช่ เพราะมันต้องตกเป็นทาสขอกันและกัน ระหว่างสื่อ กับคนเสพ มันเป็นปกติ ขึ้นอยู่ที่ปริมาณมากกว่า
--------------------
ท้ายที่สุดที่สื่อจะเสพคนทำสื่อ ก็คงต้องไปนั่งทบทวนคำพูดของมหาพยอมที่ว่า "คนเรามันเท่าเทียมกัน จะทะเลาะกันทำไม คนเราล้วนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งนั้น" ซึ่งพูดในช่วงที่คนเสื้อเหลืองจะบุกยึดทำเนียม แต่ท่านก็ไม่ได้พูดในช่วงที่พวกของท่านไปฆ่าประชาชน สร้างความเสื่อมเสียไปทั่ว ทำให้เมษาสงกรานต์ กลายเป็นเมษาสงครามไปในทันที ดังนั้นเวลาที่เราถูกสื่อเสพ เราก็อาจเอียงซ้ายเอียงขวาได้นะครับ
.
เพราะตอนหนึ่งเราก็ชอบมหาพยอม ที่พูดถูกต้องตามหลักสันติอหิงสา แต่พอมองอีกมุมหนึ่งซึ่งต่างกันคนละสถานการณ์ก็ต้องบอกว่า ท่านไม่เป็นกลางเลย
แต่หากมองแบบคนเสพสื่อ "ก็คงต้องบอกว่า ปลงเถอะ ท่านก็เป็นของท่าน อย่างไงท่านก็เป็นพระ ถือศีลเยอะกว่าเรา"
.
แล้วก็มานั่งเสพสื่อต่อ พร้อมตอบคำถามในใจว่า "สมัครตายไป ก็รู้สึกเฉย ทักษิณก็คงเช่นกัน" อันนี้ชัดๆ ระหว่างสองคนที่เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีนะ
.

.
"คนเรานั้นมีดีฝากไว้ แต่บางทีอีกมุมหนึ่งเราก็ถูกมองว่าไม่ดี ไม่ใช่เพราะว่าเราไม่ดีหรือดีอะไร แต่อาจเพราะเราทำไปจากมุมมองที่คิดว่าดี แต่เมื่อมันออกมาไม่ได้ดี เราก็คงต้องยอมรับมัน แต่สำหรับคุณสมัคร จะดีจะเลว เราก็เป็นนายกรัฐมนตรี หรือผู้ว่ากรุงเทพมหานครไม่ได้ จะไปโกรธเกลียดท่าน แต่ท่านก็ยังมีผลงาน แบบนี้ก็ต้องปล่อยให้เวรกรรมเป็นตัวตัดสิน เพราะเวรกรรมนี้คือตัวตัดสินชี้ขาดที่เด็ดขาดที่สุดที่อยู่เหนือความยุติธรรมแล้ว"

