ผมพึ่งเข้าใจว่าทำไมเสื้อแดง ถึงได้เป็นเสื้อแดง
ผมพึ่งเข้าใจว่าทำไมเสื้อแดง ถึงได้เป็นเสื้อแดง
ไม่ทราบว่าทุกท่านเคยสงสัยเหมือนผมไหม ว่าทำไมเสื้อแดงที่ดูเหมือนมีฐานะด้อย(เงินน้อย) ถึงได้สนับสนุนเศรษฐี
เคยสงสัยไหมว่าทำไมพวกที่สนับสนุนทักษิณบางทีก็เป็นคนรวย บ้างก็เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ และผู้น้อย
เคยสงสัยไหมว่าทำไมพอเป็นอีสานแล้วต้องแดง พอเป็นคนเหนือแล้วต้องแดง
พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้เชียวหรือว่าทักษิณพูดจาเฉียดสถาบันของเรา
พวกเขาไม่รู้เลยหรือว่าทักษิณผิดตามคำตัดสินของศาล
พวกเขาไม่รู้เลยหรือว่าทักษิณกำลังป่วนชาติ ซึ่งถ้าเป็นผู้ที่เสียสละเพื่อชาติจริงๆ เขาคงจะเลือกที่จะอยู่เงียบๆ (เหมือนเช่นท่านปรีดี พนงยงค์ ซึ่งท่านเลือกที่จะอยู่เงียบๆเพื่อให้บ้านเมืองไปได้ นี่จึงเป็นบุคคลที่น่าเคารพเพราะท่านเสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง) มากกว่าที่จะทำลายความสามัคคีของคนในชาติเช่นทักษิณทำ
ซึ่งจากการที่ผมสงสัยมานาน ก็พึ่งจะคิดออกเมื่อเร็วๆนี้ หลังจากได้ฟังคำสนทนาของเสื้อแดง สรุปที่เสื้อแดงสนทนาคือ เขารู้ว่าทักษิณโกง แต่ถึงโกงทักษิณก็ยังแบ่งให้พวกเขาได้กินบ้าง(ประชานิยม)
ผมเลยเขาใจว่า ทั้งหมดทั้งปวงมันมาจากคำว่า “ระบบอุปถัมภ์” ซึ่งลักษณะของระบบอุปถัมภ์ตามความเข้าใจของผม(รอเพื่อนที่รู้มากว่าผมมาขยายความ)คือ
1 เป็นลักษณะของการพึ่งพิงผู้มีบารมี เช่น เจ้าพ่อ ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ผู้มีอิทธิพล นักการเมือง
2 พวกนี้จะไม่สนใจกฎหมาย หรือกฎระเบียบ ความยุติธรรมต่างๆ มากเท่ากับพวกพ้องตัวเอง
3 “นาย”ของตนถูกเสมอ ตราบเท่าที่ นายยังพึ่งพิงได้อยู่
ตัวอย่างชีวิตในเมืองก็เช่น การใช้เส้นให้ลูกได้ศึกษาต่อนี่ก็เป็นระบบอุปถัมภ์ การใช้เส้นเพื่อให้ได้งานที่ต้องการนี่ก็ระบบอุปถัมภ์ เหมือนกับที่มีผู้กล่าวว่า know how ไม่สำคัญเท่า know who
แต่ชีวิตในชนบท ระบบอุปถัมภ์ รุนแรงกว่าในเมืองมาก กฎหมายไม่สำคัญเท่าพวกพ้อง(ถ้าไม่มีพวกก็อยู่ในหมู่บ้านยาก) ถ้ายังจำกันได้ ที่ยโสธร สารวัตยังบังคับให้ให้นายสิบกราบเท้านักการเมืองท้องถิ่นเลย ทั้งที่นายสิบแค่จับเขาในคดีไม่ใส่หมวกกันน๊อก
แล้วในมุมมองของพวกนี้การซื้อเสียงก็ไม่ผิดนะ การให้เงินเพื่อมาประท้วงก็ไม่ผิดนะ เพราะเป็นหน้าที่ของผู้อุปถัมภ์ที่ต้องจ่ายค่าใช้จ่าย และดูแลผู้อยู่ในความอุปถัมภ์อยู่แล้ว(ถ้าไม่จ่ายนี่สิผิด) และพวกที่ได้รับเงินก็ตอบแทนด้วยการรับเป็น”พวก” ซึ่งพวกเขาก็คิดแค่ว่า”ยังไงพวกเราก็ต้องถูกไว้ก่อน”
สรุป คุณทักษิณใช้ระบบอุปภัมภ์ผ่านโครงการประชานิย ทำให้เข้ากับจริตคนไทยที่ชอบพึ่งพิงผู้มีอำนาจ ร่วมทั้งใช้ผลประโยชน์เข้าล่อ ให้นักการเมืองท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นมาเป็นพวก (ซึ่งทำให้คนที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของพวกนี้มาเป็นพวกอีกที่หนึ่ง) คุณดูเอาเองเถิด ภาคอีสานเกือบยกภาค ภาคเหนือเกือบยกภาค
ทางแก้หรือ ผมเองก็คิดออกแค่ว่า ทำประเทศไทยให้เป็นนิติรัฐ ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย (แต่มันคงยากขนาดในเมืองยังมีเล่นเส้นจนเป็นปรกติ) ก็คงต้องเริ่มที่ตัวเราเองและคนรอบข้างครับ
ป.ล.ผมขอยกบทความที่อธิบายเรื่องระบบอุปถัมภ์ที่อ่านเจอมาให้เพื่อนๆได้อ่านครับ
ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) ได้กลมกลืนมากับวิถีชีวิตของคนไทยมาเป็นเวลาช้านานแล้ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เช่น การฝากลูกเข้าเรียน การฝากคนเข้าทำงาน การช่วยเหลือพรรคพวก ญาติ ให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในวงการราชการ ระบบอุปถัมภ์ได้แทรกซึมอยู่ ในองค์การทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่ในสังคมไทยผูกพันกับการให้ความ ช่วยเหลือ หรืออุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
ระบบอุปถัมภ์อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างนักการเมืองซึ่งเป็นเจ้านายกับลูกน้อง ซึ่งต้องพึ่งบารมีในเรื่องต่างๆ จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด
”เจ้าพ่อ” หรือ ”ผู้มีอิทธิพล” ขึ้นในสังคมไทย
ระบบอุปภัมภ์นี้ ข้อดีมีหลายประการเช่น ทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนเป็นไปอย่างเอื้ออาทร มีความสนิทแนบแน่นได้ดีกว่าความสัมพันธ์ที่อาศัยกฎเกณฑ์ รวดเร็วต่อการแก้ปัญหาในบางโอกาสบางทีเพียงแค่ตกลงกันด้วยปากเปล่าก็ยุติ ปัญหาได้ ระบบอุปถัมภ์อาจสืบทอดความสัมพันธ์ได้ด้วยตัวระบบจากพ่อแม่สู่ลูก จากพี่สู่น้อง เป็นต้น
แต่ระบบนี้มีข้อเสียหลายประการ กล่าวคือหากองค์กรหรือหน่วยงานนำระบบอุปถัมภ์มาใช้ อาจไม่ได้บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ หรือ อาจจะทำให้ระบบการบริหารขององค์กรต่างๆล้มเหลวได้ ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ ระบบอุปถัมภ์ อาจจะทำลาย หลักนิติรัฐ (Legal State)หรือ รัฐที่อาศัยกฎหมายเป็นหลักในการปกครองประเทศ เนื่องจากระบบอุปถัมภ์ แม้บางทีอาจจะอ้างอิงโดยหลักคุณธรรม แต่ก็มิใช่อ้างจากระเบียบ หรือหลักกฏหมาย หากผู้คนยึดถือแต่ระบบอุปถัมภ์เล่นพรรคเล่นพวก หรือเอาประโยชน์เพื่อพวกพ้องของตนแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจตัวบทกฎหมายแล้ว อาจจะทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์จนเกิดความวุ่นวายในสังคม และส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นอีก
ไม่ทราบว่าทุกท่านเคยสงสัยเหมือนผมไหม ว่าทำไมเสื้อแดงที่ดูเหมือนมีฐานะด้อย(เงินน้อย) ถึงได้สนับสนุนเศรษฐี
เคยสงสัยไหมว่าทำไมพวกที่สนับสนุนทักษิณบางทีก็เป็นคนรวย บ้างก็เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ และผู้น้อย
เคยสงสัยไหมว่าทำไมพอเป็นอีสานแล้วต้องแดง พอเป็นคนเหนือแล้วต้องแดง
พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้เชียวหรือว่าทักษิณพูดจาเฉียดสถาบันของเรา
พวกเขาไม่รู้เลยหรือว่าทักษิณผิดตามคำตัดสินของศาล
พวกเขาไม่รู้เลยหรือว่าทักษิณกำลังป่วนชาติ ซึ่งถ้าเป็นผู้ที่เสียสละเพื่อชาติจริงๆ เขาคงจะเลือกที่จะอยู่เงียบๆ (เหมือนเช่นท่านปรีดี พนงยงค์ ซึ่งท่านเลือกที่จะอยู่เงียบๆเพื่อให้บ้านเมืองไปได้ นี่จึงเป็นบุคคลที่น่าเคารพเพราะท่านเสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง) มากกว่าที่จะทำลายความสามัคคีของคนในชาติเช่นทักษิณทำ
ซึ่งจากการที่ผมสงสัยมานาน ก็พึ่งจะคิดออกเมื่อเร็วๆนี้ หลังจากได้ฟังคำสนทนาของเสื้อแดง สรุปที่เสื้อแดงสนทนาคือ เขารู้ว่าทักษิณโกง แต่ถึงโกงทักษิณก็ยังแบ่งให้พวกเขาได้กินบ้าง(ประชานิยม)
ผมเลยเขาใจว่า ทั้งหมดทั้งปวงมันมาจากคำว่า “ระบบอุปถัมภ์” ซึ่งลักษณะของระบบอุปถัมภ์ตามความเข้าใจของผม(รอเพื่อนที่รู้มากว่าผมมาขยายความ)คือ
1 เป็นลักษณะของการพึ่งพิงผู้มีบารมี เช่น เจ้าพ่อ ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ผู้มีอิทธิพล นักการเมือง
2 พวกนี้จะไม่สนใจกฎหมาย หรือกฎระเบียบ ความยุติธรรมต่างๆ มากเท่ากับพวกพ้องตัวเอง
3 “นาย”ของตนถูกเสมอ ตราบเท่าที่ นายยังพึ่งพิงได้อยู่
ตัวอย่างชีวิตในเมืองก็เช่น การใช้เส้นให้ลูกได้ศึกษาต่อนี่ก็เป็นระบบอุปถัมภ์ การใช้เส้นเพื่อให้ได้งานที่ต้องการนี่ก็ระบบอุปถัมภ์ เหมือนกับที่มีผู้กล่าวว่า know how ไม่สำคัญเท่า know who
แต่ชีวิตในชนบท ระบบอุปถัมภ์ รุนแรงกว่าในเมืองมาก กฎหมายไม่สำคัญเท่าพวกพ้อง(ถ้าไม่มีพวกก็อยู่ในหมู่บ้านยาก) ถ้ายังจำกันได้ ที่ยโสธร สารวัตยังบังคับให้ให้นายสิบกราบเท้านักการเมืองท้องถิ่นเลย ทั้งที่นายสิบแค่จับเขาในคดีไม่ใส่หมวกกันน๊อก
แล้วในมุมมองของพวกนี้การซื้อเสียงก็ไม่ผิดนะ การให้เงินเพื่อมาประท้วงก็ไม่ผิดนะ เพราะเป็นหน้าที่ของผู้อุปถัมภ์ที่ต้องจ่ายค่าใช้จ่าย และดูแลผู้อยู่ในความอุปถัมภ์อยู่แล้ว(ถ้าไม่จ่ายนี่สิผิด) และพวกที่ได้รับเงินก็ตอบแทนด้วยการรับเป็น”พวก” ซึ่งพวกเขาก็คิดแค่ว่า”ยังไงพวกเราก็ต้องถูกไว้ก่อน”
สรุป คุณทักษิณใช้ระบบอุปภัมภ์ผ่านโครงการประชานิย ทำให้เข้ากับจริตคนไทยที่ชอบพึ่งพิงผู้มีอำนาจ ร่วมทั้งใช้ผลประโยชน์เข้าล่อ ให้นักการเมืองท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นมาเป็นพวก (ซึ่งทำให้คนที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของพวกนี้มาเป็นพวกอีกที่หนึ่ง) คุณดูเอาเองเถิด ภาคอีสานเกือบยกภาค ภาคเหนือเกือบยกภาค
ทางแก้หรือ ผมเองก็คิดออกแค่ว่า ทำประเทศไทยให้เป็นนิติรัฐ ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย (แต่มันคงยากขนาดในเมืองยังมีเล่นเส้นจนเป็นปรกติ) ก็คงต้องเริ่มที่ตัวเราเองและคนรอบข้างครับ
ป.ล.ผมขอยกบทความที่อธิบายเรื่องระบบอุปถัมภ์ที่อ่านเจอมาให้เพื่อนๆได้อ่านครับ
ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) ได้กลมกลืนมากับวิถีชีวิตของคนไทยมาเป็นเวลาช้านานแล้ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เช่น การฝากลูกเข้าเรียน การฝากคนเข้าทำงาน การช่วยเหลือพรรคพวก ญาติ ให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในวงการราชการ ระบบอุปถัมภ์ได้แทรกซึมอยู่ ในองค์การทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่ในสังคมไทยผูกพันกับการให้ความ ช่วยเหลือ หรืออุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน
ระบบอุปถัมภ์อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างนักการเมืองซึ่งเป็นเจ้านายกับลูกน้อง ซึ่งต้องพึ่งบารมีในเรื่องต่างๆ จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด
”เจ้าพ่อ” หรือ ”ผู้มีอิทธิพล” ขึ้นในสังคมไทย
ระบบอุปภัมภ์นี้ ข้อดีมีหลายประการเช่น ทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนเป็นไปอย่างเอื้ออาทร มีความสนิทแนบแน่นได้ดีกว่าความสัมพันธ์ที่อาศัยกฎเกณฑ์ รวดเร็วต่อการแก้ปัญหาในบางโอกาสบางทีเพียงแค่ตกลงกันด้วยปากเปล่าก็ยุติ ปัญหาได้ ระบบอุปถัมภ์อาจสืบทอดความสัมพันธ์ได้ด้วยตัวระบบจากพ่อแม่สู่ลูก จากพี่สู่น้อง เป็นต้น
แต่ระบบนี้มีข้อเสียหลายประการ กล่าวคือหากองค์กรหรือหน่วยงานนำระบบอุปถัมภ์มาใช้ อาจไม่ได้บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ หรือ อาจจะทำให้ระบบการบริหารขององค์กรต่างๆล้มเหลวได้ ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ ระบบอุปถัมภ์ อาจจะทำลาย หลักนิติรัฐ (Legal State)หรือ รัฐที่อาศัยกฎหมายเป็นหลักในการปกครองประเทศ เนื่องจากระบบอุปถัมภ์ แม้บางทีอาจจะอ้างอิงโดยหลักคุณธรรม แต่ก็มิใช่อ้างจากระเบียบ หรือหลักกฏหมาย หากผู้คนยึดถือแต่ระบบอุปถัมภ์เล่นพรรคเล่นพวก หรือเอาประโยชน์เพื่อพวกพ้องของตนแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจตัวบทกฎหมายแล้ว อาจจะทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์จนเกิดความวุ่นวายในสังคม และส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นอีก

