by eastisred » Sat Aug 21, 2010 8:02 am
รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม
กลุ่มลัทธินีโอมาร์กซีสต์ และแนวคิดสำคัญ
1. ลัทธินีโอมาร์กซีสต์แนวมนุษยนิยม(humanism)(9) โดยนักคิดสำคัญของลัทธินี้ เช่น อดัม ชาฟ (Adam Schaff,1913-) และ เลสเช็ก โคลาโกสกี้ (Leszek Kolakowski,1927-) ในโปแลนด์, คาเรล โกสิก(Karel Kosik,1926-), ไอวาน สวิตัก(Ivan Svitak ,1925-) ในเชโกสโลวาเกีย, กาโจ เปโตรวิก (Gajo Petrovic,1927) เป็นต้น แนวคิดสำคัญของลัทธินี้มุ่งที่มนุษย์แต่ละคนเป็นจุดหมาย]ย มิใช่มุ่งที่วัตถุหรือมุ่งเฉพาะระบบเศรษฐกิจการเมือง การเปลี่ยนวัตถุและระบบเศรษฐกิจการเมืองก็เพื่อความสุขของมนุษย์
ลัทธินี้ให้ความสำคัญในสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ที่จะทำให้ตนสมบูรณ์ได้โดยการที่ตัวมนุษย์เป็น ฝ่ายกระทำ(Subject - ประธาน) มิใช่มนุษย์เป็นผู้ถูกกระทำ(Object - กรรม) เพราะเชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีความรับผิดชอบทางศีลธรรม จะใช้ศีลธรรมของชนชั้นมาบดบังมิได้ แม้พัฒนาการทางประวัติศาสตร์จะมีแนวทางเสมอ แต่ภายใต้กรอบแนวทางนั้น มนุษย์แต่ละคนมีสิทธิ์เลือกด้วยตนเองว่าจะปฏิบัติอย่างไร
2. ลัทธินีโอมาร์กซีสต์แนวซ้ายใหม่(New left)(10) โดยนักคิดสำคัญของลัทธินี้ได้แก่ เฮอร์เบอร์ต มาคูส (Herbert Macuse,1898-), อังเดร กอร์(Andr'e Gorz,1924-), และหลุยส์ อัลทูแซร์ (Louis Althusser) เป็นต้น และยังมีผู้นำนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย แนวคิดของลัทธินี้อาศัยแนวคิดมาร์กซีสต์มนุษยนิยมเป็นพื้นฐาน การต่อสู้ทางชนชั้นในแนวคิดนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มที่ต้องการเป็นอิสระจากอำนาจทางการ นายทุน/รัฐบาลเผด็จการ ด้วยการขับเคลื่อนของเยาวชน นิสิตนักศึกษาและปัญญาชน โดยเฉพาะเยาวชนนั้นเป็นกลุ่มที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม แทนที่กรรมกรหรือชนชั้นกรรมาชีพ
เพราะเยาวชนโดยเฉพาะนิสิตนักศึกษานั้นยังมิได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยม จริงๆ พวกเขายังอยู่นอกระบบ ยังมิได้ถูกซื้อหรือถูกหลอมด้วยการโฆษณา อย่างชนชั้นกรรมาชีพซึ่งได้ตกอยู่ภายใต้ของระบบทุนนิยมเสียแล้ว นอกจากนี้ลัทธิซ้ายใหม่ยังสนับสนุนการจัดระบบสังคมนิยมขนาดเล็ก กระจายอำนาจเป็นแห่งๆขนานกันไปกับระบบนายทุน หรือระบบคอมมิวนิสต์แบบสลาติน
3. ลัทธินีโอมาร์กซีสต์แนวเฮเกล(11) นักคิดลัทธินี้ในสมัยต้นๆ พยายามที่จะรักษาหลักวิภาษวิธีระหว่างแนวทางจิตวิสัยและวัตถุวิสัยของชีวิตทางสังคมเอาไว้ ความสนใจของนักคิดลัทธินี้ที่มีต่อตัวการทางด้านจิตวิสัย เป็นการปูพื้นฐานสำหรับพัฒนาการของทฤษฎีเชิงวิจารณ์ในสมัยต่อมา โดยนักคิดที่สำคัญ ได้แก่ จอร์จ ลูแคส (1885-1971) ชาวฮังกาเลี่ยน และแอนโตนิโอ แกรมชี(1891-1937) ชาวอิตาเลี่ยน โดยลูแคส ได้ให้แนวคิดที่สำคัญ 2 ประการ คือ
ประการแรก การสร้างตัวตนทางความคิด(reification) หมายถึงการตกเป็นทาสของวัฒนธรรมของมนุษย์ โดยลุ่มหลงอย่างไร้สติ ไร้ความทรงจำว่ามนุษย์เองนั่นแหละเป็นผู้สร้างสิ่งต่างๆขึ้นมา โดยเฉพาะลัทธิคลั่งไคล้สินค้า (fetishism of commodities)
ประการที่สอง คือสำนึกที่ผิดพลาดทางชนชั้น (False consciousness)คือการคิดว่าชนชั้นอื่นดี ทั้งๆที่ชนชั้นนั้นกำลังครอบงำชนชั้นตนอยู่ การคิดเช่นนี้ทำให้อุดมการณ์แห่งชนชั้นได้บิดเบี้ยวไป ขาดความซื่อสัตย์แห่งสำนึกของชนชั้นตน เมื่อเป็นเช่นนี้การปฏิวัติจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ส่วน แอนโตนิโอ แกรมชี(12) ได้ให้แนวคิดนีโอมาร์กซีสต์ที่สำคัญคือ การครอบงำทางอุดมการณ์ (Hegemony) ซึ่งเป็นการครอบงำชนชั้นในสังคมของนายทุนผ่านอำนาจรัฐ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการที่นายทุนและรัฐมีความสัมพันธ์กัน เอื้อประโยชน์ให้กันและกัน โดยเฉพาะการที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนในการดำเนินกิจการต่างๆ ทำให้ประชาชนต้องเสียประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยรู้ตัว และไม่รู้ตัว ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อการครอบงำประชาชน
อีก แนวคิดหนึ่งของแอนโตนิโอ แกรมชี คือ แนวคิดประชาสังคม (Civil Society) ซึ่งแกรมชีหมายถึง สถาบันที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นเพื่อครอบงำความคิดของพลเมือง เช่น โรงเรียน ศาสนา สื่อ ครอบครัว ในสังคมที่พัฒนาระบบประชาธิปไตยมานาน แกรมชีคิดว่าจำเป็นต้องแย่งชิงอำนาจครอบงำ(Hegemony)จากชั้นชั้นปกครองมาให้ ชนชั้นแรงงาน
สำหรับแนวคิดประชาสังคมในความหมายปัจจุบัน หมายถึงเป็นเวทีแห่งชีวิตสังคม มีการจัดตั้งเองเป็นเอกเทศจากรัฐ และนอกเวทีทางการเมือง มีกลุ่มและบุคคลที่หลากหลายมาร่วมกระทำการทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความคิด สร้างเอกลักษณ์และความเชื่อร่วมกัน เพื่อมุ่งสู่จุดหมายในการสร้างอำนาจต่อรองพิทักษ์ผลประโยชน์ของกลุ่มตน
4. ลัทธินีโอมาร์กซีสต์สำนักแฟรงเฟิร์ต(13) เป็นแนวคิดเชิงวิพากษ์ (Critical theory) นักคิดลัทธินี้ได้แก่ เฮอร์เบอร์ต มาคูส (1989-1979) อะดอร์โน (1903-) ฮาเบอร์มาส (1929-) ดาเรนดอร์ฟ (1928-) อัลทูแซร์ (1918-1990) ฯลฯ ทั้งหมดเป็นชาวเยอรมัน ยกเว้น อัลทูแซร์ที่เป็นชาวฝรั่งเศส. แนวคิดของลัทธินี้ ประกอบขึ้นด้วยข้อวิพากษ์ด้านต่างๆ ของชีวิตทางสังคม โดยแนวคิดหลักนี้ให้ความสนใจอย่างเข้มข้นต่อโลกทางวัฒนธรรม ว่าเป็นตัวที่กำหนดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
การสนใจในลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับโครงสร้างส่วนบน(superstructure) มากกว่าให้ความสนใจพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ในการกำหนดการเปลี่นแปลงของสังคม โดยมีแนวคิดสำคัญดังนี้
1. One Dimensional Man เป็นแนวคิดของ Herbert Marcuse หมายถึง มนุษย์มิติเดียว มิติที่ว่าคือ มิติแห่งความกว้าง ยาว แต่ขาดมิติของความหนา และลึก กล่าวคือ มนุษย์ในสังคมทุนนิยมมักจะทำอะไรฉาบฉวย ขาดความลึกซึ้ง ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากมนุษย์ถูกควบคุม ครอบงำ โดยเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ผ่านกิจกรรมกีฬา และเรื่องเพศ ซึ่งเป็นการสยบคนให้สูญเสียความเป็นปัจเจก ขาดความอิสระ
2. Commercialization of Art เป็นแนวคิดของ Adorno หมายถึง การทำให้ศิลปะกลายเป็นเรื่องพาณิชย์ โดยเขามองว่าศิลปะในสังคมอุตสาหกรรมทุนนิยมนั้นเป็นผลิตผลเชิงพาณิชย์สำหรับ การบริโภคของคนจำนวนมาก เป็นศิลปะแบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนลึกซึ้ง ถึงขั้นแบบสุกเอาเผากิน เพียงแต่ผลิตเพื่อขาย มิใช่ศิลปชั้นสูง (High Arts)
3. Ideal speech situation เป็นแนวคิดของ Habermas หมายถึง การแลกเปลี่ยนความคิดอย่างอิสระเพื่อให้เกิดความรู้ เพราะเขาเชื่อว่าความรู้นั้นเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่มีการแลกเปลี่ยนความคิด (Dialogue) โดยเสรีและเปิดกว้าง มีการวิพากษ์กันได้
4. ความขัดแย้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เป็นแนวคิดของ Dahrendorf เขามองว่าพื้นฐานของสังคมทุกสังคม คือความขัดแย้ง และความขัดแย้งนั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมที่สร้างสรรค์ มีความสมานฉันท์
5. Culture Industry ในที่นี้เป็นแนวคิดของ Freedman (รวมทั้ง Adorno ด้วย) หมายถึง อุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม โดยเขาเชื่อว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวจะสร้างวัฒนธรรมที่จอมปลอมแบบสมัยใหม่ มิได้เกิดจากการตอบสนองความต้องการของคนในสังคมอย่างแท้จริง แต่มีตัวตนอย่างจอมปลอม จะทำให้เกิดการรวมศูนย์หรือผูกขาดอำนาจในการผลิตวัฒนธรรม และอาจมอมเมาประชาชน โดยการทำให้ประชาชนเคยชิน ยินยอม ซึ่งจะไม่เกิดการสร้างศิลปะใดๆ ให้แก่สังคม
จากแนวคิดสำคัญของทั้ง 4 ลัทธิข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า แนวคิดนีโอมาร์กซีต์มีสารัตถะสำคัญ 3 ประการ คือ
ประการแรก ให้ภาพของชนชั้นที่มีอิทธิพลเหนือกว่าชนชั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพลที่ชัดเจนซึ่งได้แก่ รัฐ นายทุน ที่มีความสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อการครอบงำชนชั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพล ได้แก่ แรงงาน ชนชั้นกลาง ปัญญาชน โดยผ่านอุดมการณ์ทางการเมืองเศรษฐกิจ
ประการที่สอง การให้ความสำคัญกับมนุษย์ว่าเป็นผู้กระทำมากกว่าเป็นผู้ถูกกระทำ และ
ประการที่สาม ให้ภาพของชนชั้นที่มีอิทธิพลเหนือกว่าชนชั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพลที่ไม่ชัดเจน จะเป็นใครก็ได้ รัฐ นายทุน อื่นๆ ที่มีอำนาจของเทคโนโลยี สื่อมวลชน และข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีผลต่อการครอบงำชนชั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพล ซึ่งจะเป็นชนชั้นไหนก็ได้ โดยผ่านอุดมการณ์ทางวัฒนธรรมเชิงพาณิชย์
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์