Page 1 of 3
รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 8:02 am
by eastisred
รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม
กลุ่มลัทธินีโอมาร์กซีสต์ และแนวคิดสำคัญ
1. ลัทธินีโอมาร์กซีสต์แนวมนุษยนิยม(humanism)(9) โดยนักคิดสำคัญของลัทธินี้ เช่น อดัม ชาฟ (Adam Schaff,1913-) และ เลสเช็ก โคลาโกสกี้ (Leszek Kolakowski,1927-) ในโปแลนด์, คาเรล โกสิก(Karel Kosik,1926-), ไอวาน สวิตัก(Ivan Svitak ,1925-) ในเชโกสโลวาเกีย, กาโจ เปโตรวิก (Gajo Petrovic,1927) เป็นต้น แนวคิดสำคัญของลัทธินี้มุ่งที่มนุษย์แต่ละคนเป็นจุดหมาย]ย มิใช่มุ่งที่วัตถุหรือมุ่งเฉพาะระบบเศรษฐกิจการเมือง การเปลี่ยนวัตถุและระบบเศรษฐกิจการเมืองก็เพื่อความสุขของมนุษย์
ลัทธินี้ให้ความสำคัญในสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ที่จะทำให้ตนสมบูรณ์ได้โดยการที่ตัวมนุษย์เป็น ฝ่ายกระทำ(Subject - ประธาน) มิใช่มนุษย์เป็นผู้ถูกกระทำ(Object - กรรม) เพราะเชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีความรับผิดชอบทางศีลธรรม จะใช้ศีลธรรมของชนชั้นมาบดบังมิได้ แม้พัฒนาการทางประวัติศาสตร์จะมีแนวทางเสมอ แต่ภายใต้กรอบแนวทางนั้น มนุษย์แต่ละคนมีสิทธิ์เลือกด้วยตนเองว่าจะปฏิบัติอย่างไร
2. ลัทธินีโอมาร์กซีสต์แนวซ้ายใหม่(New left)(10) โดยนักคิดสำคัญของลัทธินี้ได้แก่ เฮอร์เบอร์ต มาคูส (Herbert Macuse,1898-), อังเดร กอร์(Andr'e Gorz,1924-), และหลุยส์ อัลทูแซร์ (Louis Althusser) เป็นต้น และยังมีผู้นำนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย แนวคิดของลัทธินี้อาศัยแนวคิดมาร์กซีสต์มนุษยนิยมเป็นพื้นฐาน การต่อสู้ทางชนชั้นในแนวคิดนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มที่ต้องการเป็นอิสระจากอำนาจทางการ นายทุน/รัฐบาลเผด็จการ ด้วยการขับเคลื่อนของเยาวชน นิสิตนักศึกษาและปัญญาชน โดยเฉพาะเยาวชนนั้นเป็นกลุ่มที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม แทนที่กรรมกรหรือชนชั้นกรรมาชีพ
เพราะเยาวชนโดยเฉพาะนิสิตนักศึกษานั้นยังมิได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยม จริงๆ พวกเขายังอยู่นอกระบบ ยังมิได้ถูกซื้อหรือถูกหลอมด้วยการโฆษณา อย่างชนชั้นกรรมาชีพซึ่งได้ตกอยู่ภายใต้ของระบบทุนนิยมเสียแล้ว นอกจากนี้ลัทธิซ้ายใหม่ยังสนับสนุนการจัดระบบสังคมนิยมขนาดเล็ก กระจายอำนาจเป็นแห่งๆขนานกันไปกับระบบนายทุน หรือระบบคอมมิวนิสต์แบบสลาติน
3. ลัทธินีโอมาร์กซีสต์แนวเฮเกล(11) นักคิดลัทธินี้ในสมัยต้นๆ พยายามที่จะรักษาหลักวิภาษวิธีระหว่างแนวทางจิตวิสัยและวัตถุวิสัยของชีวิตทางสังคมเอาไว้ ความสนใจของนักคิดลัทธินี้ที่มีต่อตัวการทางด้านจิตวิสัย เป็นการปูพื้นฐานสำหรับพัฒนาการของทฤษฎีเชิงวิจารณ์ในสมัยต่อมา โดยนักคิดที่สำคัญ ได้แก่ จอร์จ ลูแคส (1885-1971) ชาวฮังกาเลี่ยน และแอนโตนิโอ แกรมชี(1891-1937) ชาวอิตาเลี่ยน โดยลูแคส ได้ให้แนวคิดที่สำคัญ 2 ประการ คือ
ประการแรก การสร้างตัวตนทางความคิด(reification) หมายถึงการตกเป็นทาสของวัฒนธรรมของมนุษย์ โดยลุ่มหลงอย่างไร้สติ ไร้ความทรงจำว่ามนุษย์เองนั่นแหละเป็นผู้สร้างสิ่งต่างๆขึ้นมา โดยเฉพาะลัทธิคลั่งไคล้สินค้า (fetishism of commodities)
ประการที่สอง คือสำนึกที่ผิดพลาดทางชนชั้น (False consciousness)คือการคิดว่าชนชั้นอื่นดี ทั้งๆที่ชนชั้นนั้นกำลังครอบงำชนชั้นตนอยู่ การคิดเช่นนี้ทำให้อุดมการณ์แห่งชนชั้นได้บิดเบี้ยวไป ขาดความซื่อสัตย์แห่งสำนึกของชนชั้นตน เมื่อเป็นเช่นนี้การปฏิวัติจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ส่วน แอนโตนิโอ แกรมชี(12) ได้ให้แนวคิดนีโอมาร์กซีสต์ที่สำคัญคือ การครอบงำทางอุดมการณ์ (Hegemony) ซึ่งเป็นการครอบงำชนชั้นในสังคมของนายทุนผ่านอำนาจรัฐ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการที่นายทุนและรัฐมีความสัมพันธ์กัน เอื้อประโยชน์ให้กันและกัน โดยเฉพาะการที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนในการดำเนินกิจการต่างๆ ทำให้ประชาชนต้องเสียประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยรู้ตัว และไม่รู้ตัว ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อการครอบงำประชาชน
อีก แนวคิดหนึ่งของแอนโตนิโอ แกรมชี คือ แนวคิดประชาสังคม (Civil Society) ซึ่งแกรมชีหมายถึง สถาบันที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นเพื่อครอบงำความคิดของพลเมือง เช่น โรงเรียน ศาสนา สื่อ ครอบครัว ในสังคมที่พัฒนาระบบประชาธิปไตยมานาน แกรมชีคิดว่าจำเป็นต้องแย่งชิงอำนาจครอบงำ(Hegemony)จากชั้นชั้นปกครองมาให้ ชนชั้นแรงงาน
สำหรับแนวคิดประชาสังคมในความหมายปัจจุบัน หมายถึงเป็นเวทีแห่งชีวิตสังคม มีการจัดตั้งเองเป็นเอกเทศจากรัฐ และนอกเวทีทางการเมือง มีกลุ่มและบุคคลที่หลากหลายมาร่วมกระทำการทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความคิด สร้างเอกลักษณ์และความเชื่อร่วมกัน เพื่อมุ่งสู่จุดหมายในการสร้างอำนาจต่อรองพิทักษ์ผลประโยชน์ของกลุ่มตน
4. ลัทธินีโอมาร์กซีสต์สำนักแฟรงเฟิร์ต(13) เป็นแนวคิดเชิงวิพากษ์ (Critical theory) นักคิดลัทธินี้ได้แก่ เฮอร์เบอร์ต มาคูส (1989-1979) อะดอร์โน (1903-) ฮาเบอร์มาส (1929-) ดาเรนดอร์ฟ (1928-) อัลทูแซร์ (1918-1990) ฯลฯ ทั้งหมดเป็นชาวเยอรมัน ยกเว้น อัลทูแซร์ที่เป็นชาวฝรั่งเศส. แนวคิดของลัทธินี้ ประกอบขึ้นด้วยข้อวิพากษ์ด้านต่างๆ ของชีวิตทางสังคม โดยแนวคิดหลักนี้ให้ความสนใจอย่างเข้มข้นต่อโลกทางวัฒนธรรม ว่าเป็นตัวที่กำหนดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
การสนใจในลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับโครงสร้างส่วนบน(superstructure) มากกว่าให้ความสนใจพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ในการกำหนดการเปลี่นแปลงของสังคม โดยมีแนวคิดสำคัญดังนี้
1. One Dimensional Man เป็นแนวคิดของ Herbert Marcuse หมายถึง มนุษย์มิติเดียว มิติที่ว่าคือ มิติแห่งความกว้าง ยาว แต่ขาดมิติของความหนา และลึก กล่าวคือ มนุษย์ในสังคมทุนนิยมมักจะทำอะไรฉาบฉวย ขาดความลึกซึ้ง ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากมนุษย์ถูกควบคุม ครอบงำ โดยเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ผ่านกิจกรรมกีฬา และเรื่องเพศ ซึ่งเป็นการสยบคนให้สูญเสียความเป็นปัจเจก ขาดความอิสระ
2. Commercialization of Art เป็นแนวคิดของ Adorno หมายถึง การทำให้ศิลปะกลายเป็นเรื่องพาณิชย์ โดยเขามองว่าศิลปะในสังคมอุตสาหกรรมทุนนิยมนั้นเป็นผลิตผลเชิงพาณิชย์สำหรับ การบริโภคของคนจำนวนมาก เป็นศิลปะแบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนลึกซึ้ง ถึงขั้นแบบสุกเอาเผากิน เพียงแต่ผลิตเพื่อขาย มิใช่ศิลปชั้นสูง (High Arts)
3. Ideal speech situation เป็นแนวคิดของ Habermas หมายถึง การแลกเปลี่ยนความคิดอย่างอิสระเพื่อให้เกิดความรู้ เพราะเขาเชื่อว่าความรู้นั้นเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่มีการแลกเปลี่ยนความคิด (Dialogue) โดยเสรีและเปิดกว้าง มีการวิพากษ์กันได้
4. ความขัดแย้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เป็นแนวคิดของ Dahrendorf เขามองว่าพื้นฐานของสังคมทุกสังคม คือความขัดแย้ง และความขัดแย้งนั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมที่สร้างสรรค์ มีความสมานฉันท์
5. Culture Industry ในที่นี้เป็นแนวคิดของ Freedman (รวมทั้ง Adorno ด้วย) หมายถึง อุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม โดยเขาเชื่อว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวจะสร้างวัฒนธรรมที่จอมปลอมแบบสมัยใหม่ มิได้เกิดจากการตอบสนองความต้องการของคนในสังคมอย่างแท้จริง แต่มีตัวตนอย่างจอมปลอม จะทำให้เกิดการรวมศูนย์หรือผูกขาดอำนาจในการผลิตวัฒนธรรม และอาจมอมเมาประชาชน โดยการทำให้ประชาชนเคยชิน ยินยอม ซึ่งจะไม่เกิดการสร้างศิลปะใดๆ ให้แก่สังคม
จากแนวคิดสำคัญของทั้ง 4 ลัทธิข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า แนวคิดนีโอมาร์กซีต์มีสารัตถะสำคัญ 3 ประการ คือ
ประการแรก ให้ภาพของชนชั้นที่มีอิทธิพลเหนือกว่าชนชั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพลที่ชัดเจนซึ่งได้แก่ รัฐ นายทุน ที่มีความสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อการครอบงำชนชั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพล ได้แก่ แรงงาน ชนชั้นกลาง ปัญญาชน โดยผ่านอุดมการณ์ทางการเมืองเศรษฐกิจ
ประการที่สอง การให้ความสำคัญกับมนุษย์ว่าเป็นผู้กระทำมากกว่าเป็นผู้ถูกกระทำ และ
ประการที่สาม ให้ภาพของชนชั้นที่มีอิทธิพลเหนือกว่าชนชั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพลที่ไม่ชัดเจน จะเป็นใครก็ได้ รัฐ นายทุน อื่นๆ ที่มีอำนาจของเทคโนโลยี สื่อมวลชน และข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีผลต่อการครอบงำชนชั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพล ซึ่งจะเป็นชนชั้นไหนก็ได้ โดยผ่านอุดมการณ์ทางวัฒนธรรมเชิงพาณิชย์
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 8:07 am
by eastisred
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 8:08 am
by eastisred
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 8:09 am
by eastisred
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 9:42 am
by dahlia
หนอยแน่บังอาจคิดเอาลัทธิมาร์กซิสต์มาเผยแพร่ในที่นี้งั้นเรอะ ลูกศิษย์อาจารย์ใจล์ ใช่มั๊ย
อย่านึกว่าจะหลงกลนะ แนวคิดกะโหลกกะลาเชยๆ หมดอายุแล้วยังเอามาเผยแพร่ 55555 เอ้าพวกเรารุมมัน
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 10:05 am
by bbiggy
ผมเอาแบบนี้สวิตเซอร์แลนด์ เป็นการผสมผสานระหว่าง ประชาธิปไตยทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือประชาชนมีทธิทั้งในการเลือก ผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติโดยตรงในกรณีที่สำคัญมากๆ
เอามาใช้ได้ ดีกว่ามารกซ์ เหมา ใจรัน เพ็ญ สุรชัย แต่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข เหมือนทุกวันนี้
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 10:09 am
by เสือยิ้มยาก
จขกท. ทำไมไม่ใช้ล็อกอินเดิมครับ

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 11:34 am
by ridkun_user
อ่านแล้วมึนตึ๊บๆๆๆ ขอแนวทางปฏิบัติได้มั้ย

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 12:56 pm
by sanddolphin
ถ้าคุณพูดสักหน่อยว่าได้รับอิทธิพลความคิดพวกนี้มาจากหนังสือของ ชัยอนันต์ ผมจะไม่โต้ตอบอะไรเลยครับ
ผมเข้าใจถูกหรือเปล่า สิ่งที่ท่านเสนอมานั้น เป็นทฤษฎีในหนังสือเรื่อง "รัฐ" โดยเฉพาะชื่อที่ท่านพูดถึง มาร์กซ์แบบเฮเกลเลี่ยนน่ะ
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 1:49 pm
by nongpd
อ่อนหัด อ่ะ เเนวปฏิบัติ น่ะ สู้เเบบศาสนาพุทธเราไม่ได้หรอก ห้าๆๆ
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 1:57 pm
by antiseptic
ชอบแบบ "มาร์ค(อภิ)สิทธิ์" มากกว่า

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 2:07 pm
by satoshi_b1
ไร้สาระที่สุด เป็นไทยแท้ล่ะดีแล้ว
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 2:22 pm
by bird
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 2:29 pm
by noona
เสือยิ้มยาก wrote:จขกท. ทำไมไม่ใช้ล็อกอินเดิมครับ

รู้สึกว่าคุ้น ๆ เหมือนกันค่ะ

รัฐในอุดมคติ ฟังดูน่าสนใจค่ะ น่าจะหาเกาะสักแห่ง รวบรวมคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ทำตามความฝัน เป็นกำลังใจให้ค่ะ

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 2:59 pm
by มะเขือเทศเน่า
เอาตำราหมดอายุมาล้างสมองตูอีกแล้ว เชยว่ะ
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 4:06 pm
by Vihok_Asnii
มีคำถามว่า
(1) จขกท. ในฐานะมาร์กซิสท์ (หรือนีโอมาร์กซิสท์) ได้เรียนรู้บทเรียนอะไรบ้าง จากการล่มสลายของประเทศ(ที่พยายามจะเป็น)คอมมิวนิสม์ ในยุคก่อนนี้?
(2) การสร้างความเป็นธรรม โดยไม่ต้องเสมอภาคเท่าเทียม เป็นไปได้หรือไม่? แล้วความเสมอภาคเท่าเทียมที่ไม่เป็นธรรม มีหรือไม่?
(3) ประชาธิปไตย/ประชานิยม/มติมหาชน กับ อำนาจของชนชั้นล่าง/กรรมาชีพ กับ หลักสิทธิเสรีภาพ กับ การไม่ผูกขาดรวมศูนย์ สิ่งเหล่านี้ไปทางเดียวกันเสมอไปหรือไม่?
(4) การใช้วาทกรรมชนชั้นเป็นตัวตั้งในการแก้ปัญหาของโลกและสังคม มันเป็นมุมมองที่ครบถ้วนหรือถ่องแท้จริงๆ หรือ?
(5) การต่อสู้เพื่อให้ชนชั้นล่างหรือชนชั้นไหนก็แล้วแต่มีอำนาจสูงสุดในสังคม จะนำสังคมและผู้คนไปสู่ความเป็นอิสระจากกรอบของชนชั้นได้จริงหรือ?
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 4:09 pm
by halfmoon
ขอถามหน่อย ตอบด้วยนะ
อำนาจ คืออะไร มีอะไรมั้งที่เป็นอำนาจของมนุษย์หรือประชากรของสังคมหรือประชาชนของประเทศ
ไอ้ที่บอกว่ากระจายอำนาจ คืนอำนาจ อำนาจของประชาชน มันเป็นตัวยังไง อธิบายให้สัมผัสรับรู้ได้
เช่นว่า หากพูดถึง มะขาม เราก็จะรู้เลยว่ามันเป็นอย่างไร ยังไม่เห็นฝักจริงก็น้ำลายแตกกระเด็น แบบนี้
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 4:12 pm
by neonewman
ช่วยยกตัวอย่าง
ความเสมอภาคโดยเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงบนโลกมนุษย์ใบนี้ มาให้ชมสักหนึ่งตัวอย่างครับ
ความเสมอภาคโดยเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงในโลกนิทานไม่เอานะครับ

Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 4:21 pm
by halfmoon
neonewman wrote:ช่วยยกตัวอย่าง
ความเสมอภาคโดยเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงบนโลกมนุษย์ใบนี้ มาให้ชมสักหนึ่งตัวอย่างครับ
ความเสมอภาคโดยเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงในโลกนิทานไม่เอานะครับ

ความเห็นและคำถามกระทู้นี้ ผมขออนุญาตตอบในความหมายของผมที่ค้านกับปู่มาก ตะวันตก หลังจาก จขกท.ตอบแล้ว
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 4:27 pm
by benzcl
อุดมคติ หมายถึง จินตนาการที่ถือว่าเป็นมาตรฐานแห่งความดี ความงาม และความจริง
ทางใดทางหนึ่งที่มนุษย์ถือว่าเป็น เป้าหมายแห่งชีวิตของตน
การใช้อุดมคติในเชิงปฏิบัตินั้นไม่ง่าย อุดุมคติ บางครั้งอาจจะใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก
ป่วยการเปล่าครับที่จะไปรื้อฟื้นการปกครองที่ไม่เหมาะสมกับประเทศไทย
เพราะแม้แต่ในประเทศเจ้าของแนวคิดนี้ยังต้องเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อให้ก้าวทันโลก
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 5:23 pm
by halfmoon
halfmoon wrote:neonewman wrote:ช่วยยกตัวอย่าง
ความเสมอภาคโดยเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงบนโลกมนุษย์ใบนี้ มาให้ชมสักหนึ่งตัวอย่างครับ
ความเสมอภาคโดยเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงในโลกนิทานไม่เอานะครับ

ความเห็นและคำถามกระทู้นี้ ผมขออนุญาตตอบในความหมายของผมที่ค้านกับปู่มาก ตะวันตก หลังจาก จขกท.ตอบแล้ว
อ้าวผมดันไปตอบในอีกกระทู้หนึ่งแล้ว งั้นก็เอามาตอบในนี้ด้วยก็แล้วกัน หวังว่าปู่มากแห่งฝรั่งเศสจะเข้าใจนะ
.
.
.
อิสรภาพ การมีความคิด จิตวิญญาณเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำด้วยอำนาจอื่นใด
เสรีภาพ การมีสิทธิที่จะพูดอ่านเขียนสื่อสาร กระทำการได้โดยปราศจากการกดขี่กีดกันค่อนแคะเสียดสี
ภราดรภาพ การมีความเสมอภาคเท่าเทียมทั่วถึงแบ่งปันฉันท์พี่น้อง ปราศจากการเลือกที่รักมักที่ชัง คดโกง
มิตรภาพ การมีความผูกพันฉันท์เพื่อนร่วมทุกข์สุข สมานสามัคคี ปราศจากการเคลือบแคลงสังสัย ซ่อนเร้น
สันติภาพ การมีความสุขสงบเรียบง่ายปลอดภัย ปราศจากกการข่มขู่คุกคาม อาฆาตมาดร้าย บ่อนทำลาย
เสรีภาพ กับ อิสรภาพ มันคนละอย่างคนละความหมาย
เสรีภาพ กับ สิทธิ มันคนละอย่างคนละความหมาย แต่คนไทยมักเข้าใจว่าเป็นอันเดียวกันหรือเกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน
อิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ และสันติภาพ มันคืออำนาจ 5 อย่างที่ประชาชนต้องมีในระบอบประชาธิปไตย นี่ไงคืออำนาจที่ทุกคนพูดถึงแต่ไม่รู้จักหรือไม่คิดว่ามันคืออำนาจของตน ได้แต่ประกาศป่าวๆไปเรื่อย ขอคืนอำนาจ ทั้งที่นี่แหละคืออำนาจของประชาชนที่อยู่ในตัวโดยตลอด และควรสถิตย์อยู่ในแหล่งอำนาจทั้ง 3 แห่งในระบอบประชาธิปัตย์ คือ อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ต้องมีอำนาจทั้ง 5 นี้สถิตย์อยู่ด้วย จึงจะเป็นระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
สิทธิ คือสิ่งที่มารองรับห่อหุ้มอำนาจทั้ง 5 อย่างนั้น เพื่อไม่ให้อำนาจทั้ง 5 ขอประชาชนแต่ละคนละเมิดแก่กัน และดังนั้น สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ต้องมีเพียงพอที่จะห่อหุ้ม อำนาจทั้ง 5 ของประชาชน หากกฎหมายข้อใดออกมาแล้วทำให้ขาดหรือห่อหุ้มได้ไม่ครบ สิทธิในกฎหมายนั้นก็ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่โดยทั่วไปแล้วความหมายตามรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับในโลกใบนี้นั้น ก็หมายความครบถ้วน หรืออาจจะมากเกินด้วยซ้ำในบางประเทศ แต่หลายประเทศก็ขาดพร่องไปเพราะเหตุเป็นรัฐที่นำบทบัญญัติทางศาสนาหรือความเชื่อมาเป็นหลักการปกครองด้วย แต่นั่นประชาชนก็ถือว่าเป็นสิทธิที่พระเจ้ามอบให้ เท่านั้นเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว หากรู้สึกไม่เพียงพอขาดเขิน ตายไปแล้วค่อยไปถามพระองค์เอง
ตัวอย่างเรื่อง เสรีภาพ และ สิทธิ เช่นเว่า เรามีเสรีภาพที่จะเดินไปไหนก็ได้ ตามเสรีภาพที่ตนมี อย่างนี้ก็อาจจะใช่แต่ไม่ทั้งหมด หากเราเดินจากห้องนอนเราไปห้องครัวหรือห้องรับแขก เรากระทำได้โดยเสรีภาพและมีสิทธิด้วย ทั้งในยามแจ้งสว่างและยามวิกาล แต่หากเราทะลึ่งเดินเข้าไปในห้องคนใช้ อันนี้ถือว่า ไม่มีสิทธิ หรือใช้เสรีภาพของตนละเมิดต่อสิทธิของผู้อื่นหรือซึ่งกันและกัน ไม่ว่าคุณจะมีเจตนาเป็นอันใดก็แล้วแต่ คนต้องเคาะห้องขออนุญาตก่อน ถ้าคนใช้เจ้าของห้องไม่ยอมให้สิทธิคุณเข้าไป คุณก็ไม่สามารถใช้อำนาจในฐานะเจ้าของบ้านเข้าไปละเมิดห้องคนใช้ได้ ลองเข้าไปดูสิ ลงข่าวหน้าหนึ่งไทยรัฐแน่
การละเมิด เกิดขึ้นหรือรับรู้ได้เมื่อใด การละเมิดไม่ใช่เพียงแต่เกิดขึ้นเมื่อมีการกระทำแล้วเท่านั้น บางครั้งหลายคนคิดว่า การละเมิดต่อสิทธิ มันจะปรากฏได้ในกรณีเกิดขึ้นในเส้นแดน เสรีภาพ จริงๆแล้ว การละเมิด มันสามารถเกิดขึ้นได้ในเส้นแดนของ อิสรภาพ ก็ได้ เพียงแต่ไม่มีพยาน ความหรือคดีในอาญาเลยไม่เกิด แต่การละเมิดก็ได้เกิดขึ้นแล้ว เช่นว่า เรามีอิสระที่จะคิด และเราคิดว่า หากเอามือไปลูบส่วนโค้งสวยๆของใครสักคนคงชื่นใจนะ ถ้าคิดอยู่ ไม่มีพยานรู้เห็นจึงไม่เกิดความอาญาและเป็นคดี แต่การละเมิดมันเกิดขึ้นแล้วครับ
สรุปว่า
อิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ และสันติภาพ คือรูป หรือภาพ ของ อำนาจ ของ ประชาชน
ส่วน สิทธิ นั้น คือผลิตภัณฑ์ ของสังคมประเภท ภาชนะหีบห่อ ที่ออกแบบตามรัฐธรรมนูญมารองรับห่อหุ้ม อำนาจ ของประชาชน
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 5:41 pm
by halfmoon
halfmoon wrote:halfmoon wrote:neonewman wrote:ช่วยยกตัวอย่าง
ความเสมอภาคโดยเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงบนโลกมนุษย์ใบนี้ มาให้ชมสักหนึ่งตัวอย่างครับ
ความเสมอภาคโดยเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงในโลกนิทานไม่เอานะครับ

ความเห็นและคำถามกระทู้นี้ ผมขออนุญาตตอบในความหมายของผมที่ค้านกับปู่มาก ตะวันตก หลังจาก จขกท.ตอบแล้ว
อ้าวผมดันไปตอบในอีกกระทู้หนึ่งแล้ว งั้นก็เอามาตอบในนี้ด้วยก็แล้วกัน หวังว่าปู่มากแห่งฝรั่งเศสจะเข้าใจนะ
.
.
.
อิสรภาพ การมีความคิด จิตวิญญาณเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำด้วยอำนาจอื่นใด
เสรีภาพ การมีสิทธิที่จะพูดอ่านเขียนสื่อสาร กระทำการได้โดยปราศจากการกดขี่กีดกันค่อนแคะเสียดสี
ภราดรภาพ การมีความเสมอภาคเท่าเทียมทั่วถึงแบ่งปันฉันท์พี่น้อง ปราศจากการเลือกที่รักมักที่ชัง คดโกง
มิตรภาพ การมีความผูกพันฉันท์เพื่อนร่วมทุกข์สุข สมานสามัคคี ปราศจากการเคลือบแคลงสังสัย ซ่อนเร้น
สันติภาพ การมีความสุขสงบเรียบง่ายปลอดภัย ปราศจากกการข่มขู่คุกคาม อาฆาตมาดร้าย บ่อนทำลาย
เสรีภาพ กับ อิสรภาพ มันคนละอย่างคนละความหมาย
เสรีภาพ กับ สิทธิ มันคนละอย่างคนละความหมาย แต่คนไทยมักเข้าใจว่าเป็นอันเดียวกันหรือเกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน
อิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ และสันติภาพ มันคืออำนาจ 5 อย่างที่ประชาชนต้องมีในระบอบประชาธิปไตย นี่ไงคืออำนาจที่ทุกคนพูดถึงแต่ไม่รู้จักหรือไม่คิดว่ามันคืออำนาจของตน ได้แต่ประกาศป่าวๆไปเรื่อย ขอคืนอำนาจ ทั้งที่นี่แหละคืออำนาจของประชาชนที่อยู่ในตัวโดยตลอด และควรสถิตย์อยู่ในแหล่งอำนาจทั้ง 3 แห่งในระบอบประชาธิปัตย์ คือ อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ต้องมีอำนาจทั้ง 5 นี้สถิตย์อยู่ด้วย จึงจะเป็นระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
สิทธิ คือสิ่งที่มารองรับห่อหุ้มอำนาจทั้ง 5 อย่างนั้น เพื่อไม่ให้อำนาจทั้ง 5 ขอประชาชนแต่ละคนละเมิดแก่กัน และดังนั้น สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ต้องมีเพียงพอที่จะห่อหุ้ม อำนาจทั้ง 5 ของประชาชน หากกฎหมายข้อใดออกมาแล้วทำให้ขาดหรือห่อหุ้มได้ไม่ครบ สิทธิในกฎหมายนั้นก็ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่โดยทั่วไปแล้วความหมายตามรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับในโลกใบนี้นั้น ก็หมายความครบถ้วน หรืออาจจะมากเกินด้วยซ้ำในบางประเทศ แต่หลายประเทศก็ขาดพร่องไปเพราะเหตุเป็นรัฐที่นำบทบัญญัติทางศาสนาหรือความเชื่อมาเป็นหลักการปกครองด้วย แต่นั่นประชาชนก็ถือว่าเป็นสิทธิที่พระเจ้ามอบให้ เท่านั้นเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว หากรู้สึกไม่เพียงพอขาดเขิน ตายไปแล้วค่อยไปถามพระองค์เอง
ตัวอย่างเรื่อง เสรีภาพ และ สิทธิ เช่นเว่า เรามีเสรีภาพที่จะเดินไปไหนก็ได้ ตามเสรีภาพที่ตนมี อย่างนี้ก็อาจจะใช่แต่ไม่ทั้งหมด หากเราเดินจากห้องนอนเราไปห้องครัวหรือห้องรับแขก เรากระทำได้โดยเสรีภาพและมีสิทธิด้วย ทั้งในยามแจ้งสว่างและยามวิกาล แต่หากเราทะลึ่งเดินเข้าไปในห้องคนใช้ อันนี้ถือว่า ไม่มีสิทธิ หรือใช้เสรีภาพของตนละเมิดต่อสิทธิของผู้อื่นหรือซึ่งกันและกัน ไม่ว่าคุณจะมีเจตนาเป็นอันใดก็แล้วแต่ คนต้องเคาะห้องขออนุญาตก่อน ถ้าคนใช้เจ้าของห้องไม่ยอมให้สิทธิคุณเข้าไป คุณก็ไม่สามารถใช้อำนาจในฐานะเจ้าของบ้านเข้าไปละเมิดห้องคนใช้ได้ ลองเข้าไปดูสิ ลงข่าวหน้าหนึ่งไทยรัฐแน่
การละเมิด เกิดขึ้นหรือรับรู้ได้เมื่อใด การละเมิดไม่ใช่เพียงแต่เกิดขึ้นเมื่อมีการกระทำแล้วเท่านั้น บางครั้งหลายคนคิดว่า การละเมิดต่อสิทธิ มันจะปรากฏได้ในกรณีเกิดขึ้นในเส้นแดน เสรีภาพ จริงๆแล้ว การละเมิด มันสามารถเกิดขึ้นได้ในเส้นแดนของ อิสรภาพ ก็ได้ เพียงแต่ไม่มีพยาน ความหรือคดีในอาญาเลยไม่เกิด แต่การละเมิดก็ได้เกิดขึ้นแล้ว เช่นว่า เรามีอิสระที่จะคิด และเราคิดว่า หากเอามือไปลูบส่วนโค้งสวยๆของใครสักคนคงชื่นใจนะ ถ้าคิดอยู่ ไม่มีพยานรู้เห็นจึงไม่เกิดความอาญาและเป็นคดี แต่การละเมิดมันเกิดขึ้นแล้วครับ
สรุปว่า
อิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ และสันติภาพ คือรูป หรือภาพ ของ อำนาจ ของ ประชาชน
ส่วน สิทธิ นั้น คือผลิตภัณฑ์ ของสังคมประเภท ภาชนะหีบห่อ ที่ออกแบบตามรัฐธรรมนูญมารองรับห่อหุ้ม อำนาจ ของประชาชน
ความเสมอภาคเท่าเทียม สำหรับความหมายตามวิถีของเอเซีย มันไม่เหมือนกับตะวันตก ความเสมอภาคเท่าเทียมของยุโรปมันแยกออกจาก ภราดรภาพ แต่จริงแล้ว ภาพ ของภราดร หรือภราดรภาพนั้นมันถูกหุ้มด้วย ความเสมอภาคเท่าเทียม คือไม่เท่ากับ แต่เทียมกันได้ โดย การรับรู้ อภัย เสียสละ แม้ไม่เท่าก็เทียมกันได้ เป็นพี่น้องกันได้
หาก ภราดร พรือพี่น้อง หรือภราดรภาพ ความเป็นพี่น้อง แม้เป็นพี่น้องกันจริง หากไม่มีความเสมอภาคเท่าเทียมก็เป็นพี่น้องกันไม่ได้ เช่นว่า ตัวเองแบ่งขนมให้น้อง ไม่เท่ากัน หรือพ่อแม่แบ่งเงินให้ไม่เท่ากัน ความเป็นพี่น้องก็ขาดสะบั้นลงทันที แถมยังด่าย้อนอีกว่า มึงเอาเปรียบกูมาแล้วกี่ชาติ เกิดอีกสิบชาติก็อย่าได้มาเป็นพี่น้องกันอีก ดูสิ ภราดรภาพมันกินไปหลายชาติทั้งอดีตและอนาคต ภราดรภาพจึงสำคัญที่สุดในสังคมมนุษย์
หากเราถือภราดรภาพเป็นที่ตั้ง ความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคมก็เกิด ในความหมายของเอเซีย ภราดรภาพคือความเสมอภาคเท่าเทียมแบ่งปันฉันท์พี่น้อง และความเป็นพี่น้องต้องมีความเสมอภาคเท่าเทียมเป็นสิ่งห่อหุ้มด้วย หากไม่พี่ก็ฟันหัวน้อง น้องก็แอบถีบหลังพี่ พี่น้องฆ่ากันอย่างที่เราเห็นๆอยู่
ทำไมนวัตกรรมทางสังคมของตะวันตกจึงไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะมันแยกความหมาย ความเสมอภาคเท่าเทียมออกจากภราดรภาพนั่นเอง อีกประการหนึ่ง ภราดรภาพ มันเป็นภาพหรือรูปของอำนาจมนุษย์อย่างหนึ่ง ส่วน ความเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ใช่อำนาจของตนหรือคนๆหนึ่ง มันเป็นสภาวะ ของอำนาจหรือความจริงอย่างใดอย่างหนึ่งที่เท่าหรือไม่เท่ากันในช่วงเวลเวลาเดียวกัน ดังนั้นความเสมอภาคเท่าเทียมเป็นเพียงมาตรวัด ว่าในสภาวะนั้นๆ อะไรเท่ากับอะไรหรือไม่ ในโลกแห่งความเป็นจริงของมนุษย์ อำนาจที่มีเหมือนกันอาจจะไม่เท่ากัน สังคมจึงกำหนด สิทธิ ขึ้นมา แม้ว่าอำนาจไม่สามารถเท่ากันจริงได้ แต่ สิทธิ เท่ากันแน่นอน โดยไม่ต้องเทียม เพราะเท่ากันแปะ
ที่ว่าเท่ากันแปะ ก็คือว่า สิทธิ เป็นภาชนะห่อหุ้ม อำนาจ ไม่ว่าอำนาจจะใหญ่เล็กไม่เท่ากันโดยธรรมชาติ แต่ ถุง หรือกระสอบใส่ สิทธิ ได้รับไปใบเท่าๆกัน นั่นก็หมายความได้ว่า ความเสมอภาคเท่าเทียมในตัวอำนาจอาจจะไม่เท่ากัน แต่การแจกถุงภาชนะสิทธิ ได้ใบเท่าๆกัน เสมอภาคเท่าเทียมในถุงสิทธิแน่นอนครับ
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 8:37 pm
by halfmoon
ฟังดูแล้ว อำนาจของ halfmoon ฟังคล้ายไข่กบ หากจะอธิบายให้เห็นเป็นภาพก็อาศัยไข่กบนี่แหละเป็นตัวอธิบาย อำนาจทั้ง 5 อย่างก็เหมือนไอ้จุดนิวเคลียสดำๆเล็กๆอยู่ตรงกลางในไข่กบนั่นแหละ ส่วน สิทธิ ที่สังคมออกแบบมารองรับอำนาจก็เป็นเหมือนเมือกขาวๆที่หุ้มไข่กบอยู่นั่นเอง สิทธิ นี่ ไม่ใช่จะมีเพียงเฉพาะอาณาจักรที่ใหญ่เป็นรัฐเป็นประเทศนะ ชนเผ่าผีตองเหลืองก็มี เผ่าปิกมี่ ก็มี ดังนั้น สิทธิ ไม่ใช่เรื่องของคนที่จบดอกเตอร์เท่านั้นที่รู้จัก เช่นกัน อำนาจ ก็ไม่ใช่ของสูงล้ำสมัยที่ต้องนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสหรือยุโรป แต่ส่วนมากพวกดอกเตอร์นี่ชอบมาพูดในคนไทยเข้าใจผิด ที่คนไทยไว้ใจว่าผู้มีความรู้แล้วคงจะมีแต่สิ่งดีๆมาบอกเรา คนไทยก็เชื่อตามกันหมด ต่อไปนี้คนไทยควรมาพิจารณาส่องดูสัมผัสดูอำนาจและสิทธิของตนเองว่า มีหรือไม่
อำนาจไม่ใช่เครื่องจักรทันสมัยใหญ่โตเหมือนกับรถไถรถตักซึ่งต้องใช้งบประมาณซื้อมาแจกมาใช้งาน เอามาขุดบ่อเลี้ยงปลา สระน้ำประจำหมู่บ้าน การกาเลือกผู้แทนก็ไม่ใช่การมอบอำนาจให้ผู้แทน ไม่ต้องมาทวงคืน อำนาจมันอยู่ติดตัวเราตลอด หากผู้แทนเอาไปแล้ว เวลาเราไปจ่ายตลาดเราจะมีเสรีภาพที่จะปฏิเสธปลาตายปลาเน่าได้ยังไง หากเราปฏิเสธปลาเน่าปลาตายได้ แสดงว่า อำนาจของเรายังมีอยู่ครบถ้วน ไม่ต้องเที่ยวไปทวงคืนจากใครเขา
การเลือกตั้งเป็นการใช้อำนาจของเรา เลือกตัวแทนที่มีประชาธิปไตยเหมือนเรา ให้ไปเป็นตัวแทนเราในสภาเท่านั้น ไม่ใช่การมอบอำนาจ เลิกโง่ได้แล้วพี่น้อง ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้งและการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ความหมายของประชาธิปไตย แต่สังคมที่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว นำมาเป็นเครื่องมือและวิธีการเลือกตัวแทนของตน โดยอาศัยเกณฑ์กำหนดว่า ใครได้รับเลือกมากว่าผู้อื่นได้เป็นตัวแทน เท่านั้นเอง
หากว่า ผู้แทนของเราและสภาของเรา ทำให้ไข่กบมันแตก แสดงว่าเราถูกโกงถูกเผด็จการคลอบงำ ตัวแทนและสภาเป็นกบฏต่อเราแล้ว หากกฎหมายใดออกมาทำลาย อำนาจท้ัง 5 อย่างของเรา คือ กำหนดสิทธิของเราไม่ครอบคลุมหุ้มอำนาจเราได้ทั้งหมดทั้ง 5 อย่าง ถือว่าผิดต่ออำนาจที่เราเลือกไปให้ทำงาน เช่นว่า ออกกฏหมายให้นายทุนมาสร้างโรงงานเกลือในท้องถิ่นของเรา และบังคับให้เรายอมรับตามประกาศกฏหมาย อันนี้ถือว่า สภาหรือรัฐ ละเมิดต่อ สิทธิ ของเรา หรือกำหนดสิทธิของเราพร่องไปในเรื่องนี้ หรือกำหนดให้สิทธินายทุนมาล่วงละเมิดสิทธิของเรา แต่ยังไงเรายังมีอำนาจทั้ง 5 อย่างที่จะไปต่อสู้เรียกร้อง สิทธิ ที่พร่องไปของเรา ให้มันกลับมีกลับมาหุ้มมาคุ้มครองอำนาจเราอยู่ต่อไป
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 9:20 pm
by bird
เข้ามาปรบมือ ให้คุณ halfmoon ค่ะ
พร้อม +100 ให้ด้ัวยค่ะ
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sat Aug 21, 2010 11:38 pm
by halfmoon
ขออภัยครับผมพิมพ์ผิด พิมพ์ซ้ำ MOD กรุณาลบด้วย ขอบคุณครับ
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sun Aug 22, 2010 12:09 am
by finder
ความจริงแล้วผมไม่ได้ศึกษาเรื่องเหล่านี้มา แต่ขอใช้ความคิดและข้อมุลที่สรุปจากเหตุการณ์ในหลายๆเรื่องที่ได้เคยเห็นมา
ทุกการต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองต่างก็อ้างแนวคิดของตนว่าดีกว่าแนวคิดอื่น แนวคิดที่ได้รับการยอมรับ เพราะมีสาเหตุทางการเมือง,เศรษฐกิจหรือสังคมขณะนั้นหนุนให้คนเชื่อเช่นนั้น เช่นคอมมิวนิสต์ที่เกิดขึ้นในรัสเซีย เป็นต้น แต่เมือ่เวลาผ่านไป สาเหตุต่างๆก็ได้พัฒนารูปแบบของมันต่างออกไปจากเดิม คอมมิวนิสต์ในรัสเซียจึงพัง แต่ในจีนยังคงอยู่ได้ เพราะจีนมีความเข้าใจแนวคิดของมนุษย์มากกว่า อย่าลืิมว่าเอเชียเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมเก่าแก่ของโลกหลายอารยธรรม ศาสนาสำคัญทุกศาสนาก็เกิดในเอเชีย แต่สุดท้ายแล้ว จีนก็ต้องเปลี่ยนในสักวันหนึ่งข้างหน้าแน่นอน แต่จะเปลี่ยนอย่างไรต้องดูความเปลี่ยนแปลงของสาเหตุหลักทั้ง3
ผมจึงขอสรุปว่าแนวคิดที่ไม่ยืดหยุ่นและเอาทฤษฎีที่ได้จากนักคิดมาใช้ จะไม่ยืนยาวอยู่ได้ เพราะแนวคิดที่ดีต้องเป็นสิ่งที่คนเชื่อถือ มองเห็นเป็นรูปธรรม จึงไม่ต้องอธิบายกันมาก แนวคิดที่เป็นอย่างที่ผมว่าก็คือแนวคิดทางศาสนาครับ ทุกคนเข้าใจโครงอยู่แล้ว แต่ไม่รู้รายละเอียดถ้าไม่ได้ศึกษาให้ลึกซึ้ง
การใช้แนวคิดทางศาสนามาสร้างทฤษฎีทางการเมืองจะเข้าใจง่ายและปฏิบัติไ้ด้เป็นรูปธรรมกว่า และยืดหยุ่นมากกว่า ไม่เช่นนั้นคงไม่อยู่มาเป็นพันปีหรอกครับ เพียงแต่ผมไม่ทราบว่ามีนักคิดคนไหนลองคิดทำหรือยัง
ก็ลองแสดงความเห็นเท่านั้นแหละครับ เห็นว่าไม่มีสาระก็มองข้ามไปก็ได้ครับ ไปละ
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sun Aug 22, 2010 12:31 am
by halfmoon
ชาวมุสลิมส่วนมากก็เห็นด้วยกับนำหลักการของศาสนามาเป็นหลักการปกครอง แต่ผลมันออกมาคือในทางการเมือง ชาวมุสลิมต้องนำหลักอิสลามไปรบกับพวกลัทธิทางเศรษฐกิจและการเมืองอื่น อย่างที่เราเห็นๆอยู่จนแยกไม่ออกว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายมันแอบอ้างรัฐอิสลามหรือว่ารัฐอิสลามแอบใช้มุสลิมหัวรุนแรงเหล่านี้ต่อสู้ทางการเมืองแทนตน และในประวัติศาสตร์โลก สงครามที่เกิดขึ้นบ่อยๆมาจากพ่อค้าแต่สงครามที่เกิดขึ้นยาวนานคือสงครามศาสนา หากรัฐอิงศาสนจักรมาก ก็ล่อแหลมต่อการก่อสงคราม เราก็เห็นๆอยู่มันวุ่นวายจนไม่รู้อะไรเป็นอะไร และคนในชาติก็ลำบาก แม้จะยึดมั่นในศาสนาก็ยังทนทุกข์รออยู่ รอวันที่พระเจ้าจะเรียกให้เข้าเฝ้า
มองมาที่ประเทศไทย สมมติว่าเราหันหลังไม่มองพี่น้องมุสลิม เราก็ยังต้องต่อสู้กันเองในพุทธ ซึ่งไม่รู้จะเอาพุทธไหน บางอันก็คล้ายพุทธแต่ดูเข้มแข็งกว่า
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sun Aug 22, 2010 1:57 am
by finder
halfmoon wrote:ชาวมุสลิมส่วนมากก็เห็นด้วยกับนำหลักการของศาสนามาเป็นหลักการปกครอง แต่ผลมันออกมาคือในทางการเมือง ชาวมุสลิมต้องนำหลักอิสลามไปรบกับพวกลัทธิทางเศรษฐกิจและการเมืองอื่น อย่างที่เราเห็นๆอยู่จนแยกไม่ออกว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายมันแอบอ้างรัฐอิสลามหรือว่ารัฐอิสลามแอบใช้มุสลิมหัวรุนแรงเหล่านี้ต่อสู้ทางการเมืองแทนตน และในประวัติศาสตร์โลก สงครามที่เกิดขึ้นบ่อยๆมาจากพ่อค้าแต่สงครามที่เกิดขึ้นยาวนานคือสงครามศาสนา หากรัฐอิงศาสนจักรมาก ก็ล่อแหลมต่อการก่อสงคราม เราก็เห็นๆอยู่มันวุ่นวายจนไม่รู้อะไรเป็นอะไร และคนในชาติก็ลำบาก แม้จะยึดมั่นในศาสนาก็ยังทนทุกข์รออยู่ รอวันที่พระเจ้าจะเรียกให้เข้าเฝ้า
มองมาที่ประเทศไทย สมมติว่าเราหันหลังไม่มองพี่น้องมุสลิม เราก็ยังต้องต่อสู้กันเองในพุทธ ซึ่งไม่รู้จะเอาพุทธไหน บางอันก็คล้ายพุทธแต่ดูเข้มแข็งกว่า
นั่นเพราะเขาขัดแย้งกันในคำสอนและการยึดถือ ซึ่งการจะมาปรับเปลี่ยนให้ใช้ปกครองคน จะเน้นในข้อห้ามและข้อที่ปฏิบัติได้ ขอยกตัวอย่างเช่น การทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในหลายเรื่องเื่องกลับเป็นการทำผิดศีล จะไม่เอาความเชื่อเข้ามาปน เพราะจะเกิดความขัดแย้ง
พูดง่ายๆคือ เอาข้อที่เห็นร่วมกันมาใช้ก่อน เมื่อสังคมปรับตัวเองไปสักพัก ก็จะเกิดการปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงค่อยๆเอาข้อบัญญัติมาใช้เพิ่มขึ้น รับรองว่าสังคมจะก้าวสู่ยุคยูโทเปียอย่างแน่นอน จบแค่นี้ละครับ คงไม่มีเพิ่มเติมอีก
Re: รัฐไทย ในอุดมคติของ ผม

Posted:
Sun Aug 22, 2010 2:07 am
by halfmoon
finder wrote:halfmoon wrote:ชาวมุสลิมส่วนมากก็เห็นด้วยกับนำหลักการของศาสนามาเป็นหลักการปกครอง แต่ผลมันออกมาคือในทางการเมือง ชาวมุสลิมต้องนำหลักอิสลามไปรบกับพวกลัทธิทางเศรษฐกิจและการเมืองอื่น อย่างที่เราเห็นๆอยู่จนแยกไม่ออกว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายมันแอบอ้างรัฐอิสลามหรือว่ารัฐอิสลามแอบใช้มุสลิมหัวรุนแรงเหล่านี้ต่อสู้ทางการเมืองแทนตน และในประวัติศาสตร์โลก สงครามที่เกิดขึ้นบ่อยๆมาจากพ่อค้าแต่สงครามที่เกิดขึ้นยาวนานคือสงครามศาสนา หากรัฐอิงศาสนจักรมาก ก็ล่อแหลมต่อการก่อสงคราม เราก็เห็นๆอยู่มันวุ่นวายจนไม่รู้อะไรเป็นอะไร และคนในชาติก็ลำบาก แม้จะยึดมั่นในศาสนาก็ยังทนทุกข์รออยู่ รอวันที่พระเจ้าจะเรียกให้เข้าเฝ้า
มองมาที่ประเทศไทย สมมติว่าเราหันหลังไม่มองพี่น้องมุสลิม เราก็ยังต้องต่อสู้กันเองในพุทธ ซึ่งไม่รู้จะเอาพุทธไหน บางอันก็คล้ายพุทธแต่ดูเข้มแข็งกว่า
นั่นเพราะเขาขัดแย้งกันในคำสอนและการยึดถือ ซึ่งการจะมาปรับเปลี่ยนให้ใช้ปกครองคน จะเน้นในข้อห้ามและข้อที่ปฏิบัติได้ ขอยกตัวอย่างเช่น การทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในหลายเรื่องเื่องกลับเป็นการทำผิดศีล จะไม่เอาความเชื่อเข้ามาปน เพราะจะเกิดความขัดแย้ง
พูดง่ายๆคือ เอาข้อที่เห็นร่วมกันมาใช้ก่อน เมื่อสังคมปรับตัวเองไปสักพัก ก็จะเกิดการปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงค่อยๆเอาข้อบัญญัติมาใช้เพิ่มขึ้น รับรองว่าสังคมจะก้าวสู่ยุคยูโทเปียอย่างแน่นอน จบแค่นี้ละครับ คงไม่มีเพิ่มเติมอีก
ในประเทศไทยกฎหมายหลักๆ ส่วนมากไม่ว่าจะเป็นลักษณะประมวล หรือหลักประเพณี ล้วนแล้วก็เป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนาเกือบทั้งสิ้นครับ โดยเฉพาะกฎหมายอาญา รวมขบวนการวิธีพิจารณาความ แต่ว่าตัวคนไทยเองก็ไม่เข้าใจในแก่นแท้ของศาสนาพุทธ ยังไปลุ่มหลงกับพระเวทสันดรอยู่ ก็จ้องจะรับทานและรับอภัย คือไม่ทำตามทั้งหลักพุทธศาสนาและกฎหมายที่ตราไว้ด้วย ซ้ำร้ายยิ่งไปเอาหลักความเชื่อผีสางเทวดามาแทรกด้วย ไหนจะพราหมณ์ไหนจะพระพรหม 108 พันประการ แต่ผมก็เชื่อว่าหลักศาสนาที่มีอยู่ในโลกทุกวันนี้ก็ใช้ในการปกครองได้ทั้งนั้น ผมเห็นด้วยอยู่นะ แต่ความจริงในประเทศไทยมันก็เป็นซะอย่างที่เราเห็นครับ จะว่าไปแล้วกฎหมายไทยเองก็ยังเอาหลักของพระเวทสันดรมาใช้ในการให้การทานการอภัยมาไว้ใช้คู่กันด้วย ซะงั้น