Page 1 of 1

นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 4:26 am
by eastisred
คนป่วยโรคจิตประสาทเป็นนายพลได้หรือ? จากเวบบอรด อาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์

ผู้เขียน: คนไทย
ความ เสียหายของชาติอาจเกิดขึ้นจากระบบเส้นสาย ท่านเชื่อหรือไม่ ว่า มีคนป่วยเป็นโรคจิตประสาท ได้เป็นถึงนายพล เป็นเรื่องจริงที่ไม่ใช่ใส่ความ เพราะมีหลักฐานการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล ที่ระบุโรคชัดเจน แต่น่าแปลกที่ความเหลวแหลกของราชการที่ยังยอมให้คนบางคนที่ไม่ปกติทางจิต มีอำนาจ
แล้วเมืองไทยจะเหลืออะไร?


ขอถามท่านว่า คุณมีความรู้เกี่ยวกับอาการทางจิต มากขนาดไหนครับ

คนที่เข้าโรคบาลจิตเวช ทุกคนเป็นคนวิกลจริตไหนครับ

จากสนตะพาย ถึงอ้ายด้อยพัฒนา


แปลกนะครับ คนเราเครียดไปหาหมอจิตเวช
อ้ายพวกไดโนเสาร์ว่า

บ้า


ที่มันกลัดกลุ้ม เป็นไหว้ พ่อจตุคาม มานไม่เป็นไร

จิตเวช กับ เดียรฉานวิชา
อย่างไหนน่าเชื่อถือกว่า

Image

ความมืดบอดทางความเห็นของคนไทย

Image

Image

ปณ คนบ้ามานยังไม่ชักจูงคนให้งมงายเลยครับพี่น้อง


ฟังไลมาอย่าเชื่อหมด

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 4:30 am
by eastisred
คนเป็นโรคจิตหรือคนวิกลจริต คนทั่วไปมักเรียกว่า "คนบ้า" ซึ่งจะสังเกต ได้จากการแสดงออกที่แตกต่างไปจากคนปกติทั่วไปเช่น หัวเราะคนเดียว พูดคนเดียว มี หูแว่ว เห็นภาพหลอนมีพฤติกรรมแปลก ๆ เปลี่ยนไปจากปกติ เช่น แก้ผ้าในที่สาธารณะ พูดจาไม่รู้เรื่อง ความคิดผิดปกติไปจากเดิม คิดว่าตนเองเป็นใหญ่ เป็นโต เป็นดารา เป็นผู้วิเศษ เหาะเหินเดินอากาศได้ บางคนมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อตนเอง และผู้อื่นจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ผู้ป่วยโรคจิตในระยะเริ่มแรกนั้นสังเกตได้ค่อนข้างยาก โดยส่วนใหญ่แล้วคน ใกล้ชิดกว่าจะรู้ก็ต่อเมื่อมีอาการเป็นมากแล้ว ซึ่งอาการที่เรามักสังเกตเห็นนั้นอาจมีลักษณะดังนี้ คือ

บุคลิกภาพหรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และผิดปกติไปจากสังคมทั่วไป ซึ่งส่วนมากจะมีลักษณะประหลาดหรือไม่ถูกกาลเทศะ เช่น เคยเป็นคนสะอาดเรียบร้อยก็กลายเป็นคนสกปรกมอมแมม คนที่เคยสุภาพกลายเป็นคนหยาบคาย ทะลึ่งตึงตัง หรือร้องรำทำเพลงตามถนน หนทาง พูดเพ้อเจ้อไม่ได้เรื่องราว

ในด้านความคิด ผู้ป่วยโรคจิตบางคนจะคิดหรือ เห็นในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง เช่น หลงผิดคิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ หรือคิดว่าจะมีคนทำร้ายทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วไม่มี บางคนจะรับรู้ หรือมีสัมผัสสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงเช่น หูแว่ว ได้ยินเสียงคนมาพูด บางรายมีภาพหลอนโดยเห็นภาพต่าง ๆ ไปเอง

ในด้านอารมณ์ ผู้ป่วยโรคจิตจะมีอารมณ์เปลี่ยน แปลงไปได้มาก เช่น แสดงอารมณ์ ไม่สอดคล้องกับความนึกคิด หรือสภาพแวดล้อม เมื่อพูดเรื่องเศร้าเช่น แม่ตายกลับแสดงอาการหัวเราะชอบใจ หรือมีอาการเหมือนทองไม่รู้ร้อน ถ้าคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคจิต และได้รับการรักษาแล้ว กลับไปบ้าน คุณสามารถสังเกตอาการที่กลับเป็นซ้ำได้ โดยมีอาการเตือนที่พบได้บ่อย ๆ เช่น รู้สึกตึงเครียด กระวนกระวาย ซึมเศร้า นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ขาดสมาธิ เบื่อหน่าย ไม่มีความสุข เบื่ออาหาร กินได้น้อย ความจำไม่ดี ย้ำคิดย้ำทำ ไม่อยากพบปะผู้คน รู้สึกว่าถูกคนอื่นนินทาว่าร้าย ไม่สนใจสิ่งรอบ ๆ ตัว มีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน รู้สึกไร้ค่า คิดฟุ้งซ่าน

โรคประสาทมีหลายประเภท ได้แก่ โรคประสาทวิตกกังวลทั่วไป โรคประสาท กลัวอะไรเฉพาะอย่าง โรคประสาทวิตกกังวลเกี่ยวกับเจ็บป่วยของร่างกาย โรคประสาทตื่นตกใจง่าย โรคประสาทกลัวที่โล่งแจ้ง โรคประสาท กลัวการเข้าสังคมและโรคประสาทย้ำคิดย้ำทำ และการที่บุคคลจะป่วยเป็นโรคประสาทชนิดไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของบุคลิกภาพของผู้นั้นว่ามีลักษณะเช่นไร เช่น โรคประสาทย้ำคิดย้ำทำ มักพบในบุคคลที่มีบุคลิกภาพเจ้าระเบียบหรือสมบูรณ์แบบ

อาการไม่รุนแรงเท่าโรคจิต อาการเด่น ๆ ของโรคประสาท จะมีความรู้สึกกลัวหรือวิตกกังวลเป็นอาการหลัก โดยความกลัวจะเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อมีสิ่งเร้าที่เห็นได้ชัด เช่น กลัวเสือ กลัวความมืด กลัวการอยู่ในที่แคบ ๆ เป็นต้น ส่วนความวิตกกังวลคือ ความกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เช่น กังวลเกี่ยวกับผลสอบเอ็นทรานซ์ ทั้งที่ยังไม่ได้ประกาศออกมา เมื่อความกลัวหรือความวิตกกังวลเกิดขึ้น จะมีผลต่อพฤติกรรมของคนเรา ทำให้อาการทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้ เช่น หัวใจเต้นแรง หายใจไม่อิ่ม ท้องไส้ปั่นป่วน ปวดหรือเวียนศีรษะ และบางคนอาจเกิดปฏิกิริยาต่อความกลัวในขั้นรุนแรง จะมีอาการตื่นกลัวและตกใจอย่างมาก ถึงขนาดจะเป็นลมหมดสติ และถ้าความกลัวหรือความกังวลเกิดอยู่นาน ๆ บุคคลนั้นจะรู้สึกเหนื่อยเชื่องช้าลง ซึมเศร้า กินอะไรไม่ลง นอนไม่หลับ หรือฝันร้ายบ่อย ๆ และจะคอยหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่คล้าย ๆ กันนั้นอยู่บ่อย ๆ จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตได้

กล่าวโดยสรุป ผู้ป่วยโรคประสาทจะมีอาการดังนี้คือ
1. วิตกกังวล กลัว ย้ำคิดย้ำทำ
2. อาการดังกล่าวมีมาก จนกระทบกระเทือนต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่นการกิตอยู่หลับนอน การทำงาน และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
3. รู้ตัวเองดีว่ามีอาการผิดปกติ
4. รู้สึกทรมานกับอาการที่เป็นอยู่ และต้องการการรักษาถ้าคุณมีอาการดังกล่าวมาทั้ง 4 ข้อ ขอให้รีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน


เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดสุดท้ายนี้หวังว่าท่านคงเข้าใจถึงความแตกต่างของโรค จิตและ โรคประสาทหากเจ็บป่วยด้วยโรคจิตหรือโรคประสาทก็มีหลักในการดูแลรักษาขึ้น อยู่กับแพทย์จะวางแผนการดูแลรักษาอย่างไรคงต้องมีการพูดคุยกันระหว่าง แพทย์ ผู้ป่วย และญาติต่อไป.

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 4:38 am
by eastisred
madman

โรคจิต .... จริงๆแล้วโรคจิตเป็นคำกว้างๆที่ประกอบด้วยหลายประเภท
เช่น โรคจิตชนิดเฉียบพลัน, โรคจิตชนิดที่เกิดจากร่างกาย ,
โรคจิตชนิดหลงผิด, โรคจิตเภทระยะสั้น,โรคจิตเภท

แม้จะแบ่งย่อยได้หลายๆแบบ แต่อาการที่มีเหมือนๆกันก็คือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคจิต
มักจะไม่รู้ว่าตนเองกำลังป่วย(Lack of insight) หนำซ้ำยัง “เชื่อ”ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง
โดยที่ไม่สงสัยเลยว่ามันประหลาดล้ำและช่างไม่น่าเป็นไปได้เอาซะเลย

โทรจิตบอกว่า ตื่นซะทีไอ้ขี้เกียจ เมื่อไหร่พระองค์จะไปศรีธัญญาซะที”
“พวกประชาสัมพันธ์กระจายเสียงกิน เล่นละครสมองกล จอทีวีไฟฟ้าปล่อยมาทาง
เครื่องไฟฟ้าดูดตัว...ดัดแปลงเป็นอาวุธสงคราม มีไมโครโฟนใส่แม่เหล็ก
เครื่องกระจายเสียงกิน” ( จากบทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิต)



ซูมิ (ตะโกนเสียงดัง)

“บอกพ่อไปสิ...ซูหยวน ว่านังแม่เลี้ยงมันรังแกเราตลอดเวลา
อย่าเอาแต่ร้องไห้สิ...ซูหยวน”


พ่อ(เสียงสั่นเครือ) “ หยุดซะทีซูมิ ...เมื่อไหร่ลูกถึงจะยอมรับความจริง...
ว่าซูหยวนตายไปแล้ว!!!” ( จากภาพยนตร์เรื่อง “ตู้ซ่อนผี”)



คุณนายนวลจัน...เธอขาดความสัมพันธ์กับมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างสิ้นเชิง
แม้จะยังพูดจารู้เรื่อง(แต่ชอบพูดกับตัวเอง) แม้ความคิดยังเชื่อมโยงสัมพันธ์กันและไม่เลอะเลือน
แต่วันเวลาทั้งหมดของเธอก็ล้วนจมอยู่แต่ในโลกสีชมพู ที่ตนเองปั้นแต่งเอง
กระทั่งเชื่อและเห็นอย่างเกินจริง กระทั่งโดนครอบงำด้วยโลกหลอนๆของตนเองตลอดมา...
( “เป็นชู้กับผี”)




อาการทางจิตหลงผิดประสาทหลอนเหล่านี้ หากเกิดกับใครแรกๆเขาผู้นั้นรู้สึกสองจิตสองใจ
ว่านี่มันเรื่องจริงหรือเห็นไปเอง และพยายามปกปิดผู้อื่นในช่วงแรกๆ และเก็บอาการไม่อยู่ในระยะต่อมา


“ดูเหมือนเทรเวอร์ก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติ แต่แล้วความสับสนก็เริ่มก่อตัวขึ้น
เมื่อจู่ๆมีผู้ชายหัวเหม่งร่างใหญ่เข้ามาผูกมิตรด้วย เขาแนะนำตนว่าชื่ออีแวน”
( The Machinist)

ในบรรดาหลายประเภทของโรคจิตนั้น โรคจิตเภท(Schizophrenia)
จัดได้ว่ามีความรุนแรงของโรคมากที่สุด


ทั่วโลกมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ราว 1 %ของประชากรโลก ,โดยในแต่ละปีมีผู้ป่วยใหม่ราว 2 ล้านคน
และผู้ป่วยประเภทนี้ มีอัตราการป่วยซ้ำมากที่สุด และมีอัตราฆ่าตัวตายสูงถึงกว่า 40 %
...ตัวละครโรคจิตทั้งหลายในโลกภาพยนตร์นั้น มักจะป่วยด้วยโรคจิตเภท



โดยโรคนี้ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติหลายด้าน ดังนี้ครับ ...

1... ผิดปกติทางด้านการรับรู้ (Disorder of Perception) มีอาการประสาทหลอน


(Hallucination) ตั้งแต่เห็นภาพหลอน-ได้ยินเสียงหลอน- ได้กลิ่นหลอน ฯลฯ...

“หล่อนได้กลิ่นกายของผัว ได้ยินเสียงผัวมากระซิบออดอ้อน ได้เห็นผัวรักมาปรากฏกายเป็นเงาตะคุ่มๆ
หนำซ้ำยังกอดจูบลูบโลม และร่วมรักกับผัวอย่างสุดหฤหรรษ์” (เปนชู้กับผี)



“เทรเวอร์คิดถึงมาเรียสาวม่าย ที่เขาเพิ่งควงเธอและนิโคลัส (ลูกชายของเธอ)
ไปเที่ยวสวนสนุก บ้านผีสิง แต่เย็นนี้...เมื่อเขาแวะไปหาเธอที่ร้านกาแฟ
เช่นที่เคยปฏิบัติเป็นกิจวัตร ก็กลับพบว่า...ไม่มีมาเรียสาวเสริ์ฟ ไม่ใช่เพราะเธอไม่มา
แต่...มาเรียนั้นไม่มีตัวตนใดๆทั้งสิ้น!”(The Machinist)


“ สิ่งที่จอห์น แน็ซต้องตกตะลึงก็คือ องค์กรลับอันขรึมขลังอลังการ
และบัดนี้ ท่อนแขนขวาของเขาถูกฝังไว้ด้วยแผงรังสีที่มีโค้ดลับ” (A Beautiful Mind)


“ เมื่อซุมิลืมตาขึ้น เธอมองไปที่ปลายเตียง สิ่งที่เธอเห็นก็คือ...
ร่างของสาวผมยาวยืนก้มศีรษะ สีหน้าบิดเบี้ยวและซีดเผือดเหมือนศพ”( ตู้ซ่อนผี )




2 ... มีความผิดปกติทางด้านความคิด(Disorder of Thought) โดยหนักไปในทางหลงผิด (Delusion)


2.1 หลงผิดคิดว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญระดับสุดยอด หรือ เพื่อชดเชยความรู้สึกด้อยค่าว้าเหว่
หรือรู้สึกขาดที่พึ่งอย่างรุนแรง จนเห็นเป็นภาพหลอน


“ผมกำลังทำงานลับให้รัฐบาล เกี่ยวกับการถอดรหัสที่รัสเซียส่งมา”(A Beautiful Mind)

“ผมเกิดรู้ขึ้นมาเองว่าอีก 100 วันก็จะโลกาวินาศ และผมจะได้เป็นศาสดาองค์ใหม่” (บทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิตเภท)

เพื่อสนองความต้องการ การดูแลเอาใจใส่ หมอสุธีเกิดอาการลวงหลอนว่าเขาคือนายชลสิทธิ์
ที่มีโอ๋พี่สาวผู้แสนดีดังนางฟ้า คอยปลอบใจพะเน้าพะนอ ( บอดี้ ศพ 19)



...ชีวิตโดดเดี่ยวในรั้วมหาวิทยาลัยใช่ว่าเขาจะไม่มีใครซะเลย เขายังมี ชาร์ลส์
เพื่อนร่วมห้องผู้อารมณ์ดี แถมยังมีมาร์ซี่หลานรักตัวน้อย ที่เขามักคิดถึงในยาม
ว้าเหว่...แต่ทั้งหมดนี้มันเป็นเพียงภาพลวงตาที่เขาคิดเองเออเองทั้งสิ้น...
(A Beautiful Mind)




2.2 หลงผิดชนิดหวาดระแวง คิดว่ามีคนคอยด่าว่า คอยจ้องทำร้ายหรือลอบฆ่า

“ช่วงนี้คิดอะไรไปคนอื่นก็จะรู้หมด ทำให้ไม่ค่อยกล้าไปไหน
แม้แต่ตัวละครในทีวีก็จ้องมาที่ฉันอย่างมีเลศนัย” (บทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิตเภท)

“มีคนมาใส่ร้ายฉันว่าทำผิดทำชั่ว จะต้องโดนตำรวจใส่โซ่ตรวน แม้แต่อาจรย์คุมสอบ
ก็ยังวางแผนจะลอบฆ่า และจะเอาศพไปเผาที่เมืองกาญจน์” (บทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิตเภท)

“ผู้ป่วยมีอาการหวาดระแวงมากจนตัวสั่นและดิ้นทุรนทุราย
พร้อมกับร้องว่าตายดีกว่า จะเอามีดมาเชือดคอตนเอง...” (บทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิตเภท)



3 ... มีความผิดปกติด้านพฤติกรรมและอารมณ์ มักจะสังเกตได้ว่า

ผู้ป่วยเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เช่น พูดจาแปลกๆฟังดูสับสนเกินจริง
ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว ปล่อยข้าวของรกรุงรัง น้ำท่าไม่ยอมอาบ
แต่บางรายก็ใส่เสื้อหลายๆชั้นทั้งที่อากาศร้อน(โดยอ้างว่ากันเชื้อโรคเข้าตัว,
กลัวความลับรั่วไหลจากผิวหนัง),หงุดหงิดงุ่นง่านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน




มีการแสดงอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมอยู่บ่อยๆ เช่น จู่ๆก็หัวเราะลั่น
ในขณะที่คนอื่นกำลังเศร้าโศก หรือ ร้องไห้ลั่นท่ามกลางผู้คนเต็มโรงหนัง
ที่กำลังหัวเราะกับหนังตลกตรงหน้า แม้แต่การพูดพร่ำเพ้อ
พูดมุบมิบอยู่คนเดียวตลอดทั้งวัน




“ 9 เดือนก่อนมาโรงพยาบาล สมองมึนงง เฉื่อยชา นั่งซึมเบื่อหน่ายงาน
มองอะไรก็อยู่ท่านั้นนานๆ ใจคอไม่ค่อยดี สับสน วุ่นวาย บางครั้งความคิดก็ว่างเปล่า
ไม่มีสาธิกับทุกอย่าง...แล้วจู่ๆก็เกิดกลัวผีขึ้นมา...” (บทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิตเภท)



“เอาแต่นอนทั้งวัน ไม่ยอมพูดจา ถอนใจ ขยิบตา ส่ายหัวทำปากขมุบขมิบบ่อยๆ
จู่ๆก้ยิ่ม อารมณ์ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ยิ่งนานวันผู้ป่วยก็ยิ่งซึมมาก
สุดท้ายก็ไม่พูดกับใครอีกเลย...” (บทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิตเภท)




สาเหตุแห่งโรคจิตเภท ? บัดนี้ยังไม่มีใครให้คำตอบได้อย่างชัดเจนฟันธง
นักวิทยาศาสตร์เพียงระบุว่า เกิดจากปัจจัยร่วมทางกรรมพันธุ์-สิ่งแวดล้อม และสารชีวเคมีทางสมอง



แนวทางการรักษาโดยส่วนใหญ่แพทย์จะใช้ยา(ซึ่งในปัจจุบันมีประสิทธิภาพดีขึ้นมาก)
และด้วยวิธีการทางจิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสิ่งแวดล้อม,ผู้อื่น และตนเองได้ดียิ่งขึ้น


นอกเหนืออื่นใด พ่อแม่และญาติพี่น้องก็ควรได้รับคำแนะนำการดูแลเอาใจใส่แก่ผุ้ป่วยที่ถูกต้อง
และเหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลที่ดี(ไม่มีความเข้าอกเข้าใจ)
เพียงในปีแรกผู้ป่วยมักมีอาการทรุดลงถึง 48 %
และ ทรุดลงในปีต่อมาถึง 66 %

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 4:42 am
by ฉลาม
Image

พระรูปนี้มักจะรับนิมนต์ไปปลุกเสก จตุคาม

0000

“โดยส่วนตัว ผมเป็นผู้ที่เคารพนับถือจตุคามรามเทพมานานแล้ว นานก่อนที่จะเกิดการขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผมได้รู้จักกับ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล สมัย เป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มในการสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพรุ่นแรก เมื่อปี 2530 และได้สร้างจตุคามรามเทพรุ่นที่ 2 คือ รุ่นกู้ชาติเมื่อต้นปี 2549 ที่ผ่านมา ทุกวันนี้ ผมยังพกยันต์เก่าแก่ขององค์พ่อจตุคามฯ ติดกระเป๋าไปไหนมาไหนด้วยเสมอๆ”

นั่นคือคำกล่าวของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่เปิดเผยต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในการจัดงานรำลึก 1 ปีกู้ชาติทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี NEWS1เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 ที่ผ่านมา

ผ้ายันต์จตุคามรามเทพที่สนธิ ลิ้มทองกุลพกติดตัวเป็นประจำ
Image


ขณะเดียวกันสนธิก็ได้เปิดเผยถึงความช่วยเหลือของจตุคามรามเทพในการจัดทำธงพญาชิงชัยด้วยว่า “คนทรงบอกให้ผมถือธงพญาชิงชัยนำขบวนไปทุกครั้งที่มีการชุมนุม จะได้รับชัยชนะโดยที่ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้”

ถามว่า แล้วสนธิไปรู้จักกับจตุคามรามเทพและพล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุลได้อย่างไร
เรื่องนี้คงต้องย้อนหลังกลับไปในราวปี พ.ศ.2540....

ในปีพ.ศ.2540 ขณะที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างหนักหนาสาหัสอันเนื่องมาจากการโจมตีค่าเงินบาท จนทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินจำนวนไม่น้อยต้องปิดตัวไป ขณะที่ธุรกิจน้อยใหญ่ต่างก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากชนิดเลือดตาแทบกระเด็น

“สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือหนึ่งในผู้ที่อยู่ในชะตากรรมเช่นนั้น

ในระหว่างที่เคว้งคว้างและไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครดี ก็มีเหตุบังเอิญได้พบกับ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล

“ผมบอกว่า เอายังงี้ก็แล้วกัน ถ้าคุณสนธิเชื่อว่าองค์จตุคามรามเทพจะช่วยได้ให้ไปเจอกับผมที่นครศรีธรรมราช ผมก็ไม่นึกว่าเขาจะไปจริง เพราะเขาเป็นนักเรียนอเมริกา ประเทศที่เจริญประเทศที่ศิวิไลซ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จะมาเชื่อในเรื่องอย่างนี้คงยาก แต่คุณสนธิก็ไปและได้ทำพิธีให้พบกับจตุคามรามเทพ แต่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้บอกว่าจตุคามรามเทพเป็นใคร ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คือผมต้องการจะรู้ว่าเขาจะมีความเชื่อถือศรัทธาขนาดไหน เพราะความเชื่อเป็นสิ่งที่วัดกันไม่ได้ อีกอย่างคือการทำอะไรต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้เปิดปุ๊ป ติดปั๊ปเหมือนกับโทรทัศน์ มันมีเงื่อนไขของฟ้าดิน เหมือนกับฤดูกาลของชีวิต ก็ให้เขาดูไปก็แล้วกัน”

นั่นคือคำพูดของ พล.ต.ท.สรรเพชญ

ต่อมาเมื่อได้มีการทำพิธีที่ศาลหลักเมืองประจวบคีรีขันธ์ราวปลายปีพ.ศ. 2540 โดยมีการสร้างพระนาคปรก 5 เศียรขึ้นเนื่องจากเล็งเห็นแล้วว่าจะเสียกรุงรัตนโกสินทร์ จักต้องทำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อที่จะต่อต้านรังสีจากดาวพระเคราะห์ต่างๆ และแก้ไขให้เรื่องร้ายกลายเป็นเบา จตุคามรามเทพก็ได้ให้สนธิเป็นเจ้าภาพ 4 องค์ พร้อมกับชาญชัย มโนมัยพิบูลย์ แห่งคาวาซากิและพล.ต.ต.ตรีทศ รณฤทธิวิชัยร่วมเป็นเจ้าภาพด้วยอีกจำนวนหนึ่ง

จากนั้นไม่นานนัก ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อ “ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้นดำเนินการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างผิดพลาด และเมื่อสนธิออกมาวิพากษ์วิจารณ์โจมตีก็ไม่พอใจ พร้อมทั้งเล่นงานสนธิในทุกวิถีทาง

สุดท้ายสั่งให้ธนาคารเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย แต่กลับกลายเป็นว่า ทำให้สนธิหลุดพ้นจากหนี้สินต่างๆ โดยไม่คาดฝัน และจากนั้นก็ฟื้นฟูกิจการจนดีขึ้นเป็นลำดับ

“ทีแรกผมก็ไม่เชื่อ แต่องค์จตุคามรามเทพได้พิสูจน์หลายๆ อย่างจนผมไม่อาจยอมรับความจริงได้ ผมพกจตุคามรามเทพติดตัวตลอดเวลา ที่ไม่ขาดเลยคือผ้ายันต์ที่ใส่เอาไว้ในกระเป๋าสตางค์ ส่วนที่ขึ้นคอก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ปกติจะแขวนพังพระกาฬ สำหรับปัจจุบันนี้ผมแขวนจตุคามรามพระผงนาคปรก 5 เศียร 3 องค์ สีดำ สีแดงและสีขาว โดยสีขาวและสีดำทำพิธีเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2550 ที่เพชรบูรณ์ ส่วนองค์สีแดงเป็นรุ่นพิเศษที่ทำขึ้นมาแค่ 299 องค์เพื่อมอบให้กับผู้ใกล้ชิดท่านั้น”

“ถามว่า จตุคามรามเทพช่วยเหลือและปกป้องอะไรผมบ้าง ผมขอตอบสั้นๆ ว่าตลอดเวลาที่ผมแขวนจตุคามรามเทพหรือพกผ้ายันต์ ไม่เคยมีภยันตรายใดๆ กล้ำกรายเลยแม้แต่เพียงนิดเดียว”สนธิเล่าพลางหยิบผ้ายันต์ที่พกติดตัวและพระผงนาคปรก 5 เศียรที่แขวนเอาไว้มาให้ดู

กล่าวเฉพาะผ้ายันต์ที่สนธิพกติดตัวตลอดเวลานั้น ถ้าใครได้เห็นจะต้องยอมรับว่าคำกล่าวของสนธิไม่เกินเลยไปจากความจริง เพราะเป็นสภาพของผ้ายันต์ที่ผ่านการใช้งานจริงๆ ไม่ใช่ผ้ายันต์ที่แขวนเอาไว้ประดับข้างฝา

ที่สำคัญคือไม่ได้มีแค่ผืนเดียว หากแต่มีถึง 5 ผืนเลยทีเดียว

จตุคามรามเทพพิมพ์สี่เหลี่ยม 3 องค์ที่สนธิ ลิ้มทองกุลแขวนติดตัวในปัจจุบัน

Image

ดวงตราสุริยันเนื้อว่านและจันทราเนื้อสีขาวของสนธิ ลิ้มทองกุล
Image
Image

อย่างไรก็ตาม ถ้าใครที่เคยไปพบสนธิที่อาคารบ้านพระอาทิตย์ก็จะพบว่า ภายในห้องทำงานของสนธิมีรูปหล่อของจตุคามรามเทพขนาดบูชาประดิษฐ์สถาน รวมถึงผ้ายันต์ของจตุคามรามเทพติดเอาไว้เช่นกัน

และเมื่อสนธิมีความคิดที่จะตั้งมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน แต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะดำเนินการและทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อปกป้องพิทักษ์ประเทศไทย สนธิได้นำความเรื่องนี้ไปปรึกษาพล.ต.ท.สรรเพชญและจตุคามรามเทพ ผลที่ปรากฏออกมาก็คือ จตุคามรามเทพอนุญาตให้สนธิจัดทำดวงตราสุริยันจันทรา “รุ่นยามเฝ้าแผ่นดิน” ขึ้นมาเป็นการ พิเศษอีกด้วย

“องค์จตุคามรามเทพท่านคงเห็นความตั้งใจของผม จึงอนุญาตให้ดำเนินการจัดสร้าง โดยทำทั้งหมด 2 สีด้วยกันคือสีแดงและสีขาว สีละ 39,999 องค์ เพื่อมอบให้ทุกท่านที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน สำหรับแบบของรุ่นนี้จะทำเป็นแบบกลมเหมือนกับรุ่นแรกและรุ่น 2 แต่ด้านหน้ามีการเปลี่ยนแปลงโดยทำเป็นองค์จตุคามรามเทพประทับบนนาคปรก 7 เศียร”สนธิอธิบายถึงที่มาที่ไปของจตุคามรามเทพรุ่นยามเฝ้าแผ่นดิน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ เมื่อจตุคามรามเทพรับรู้ถึงการทำงานของสนธิที่ช่วยกอบกู้บ้านเมืองให้พ้นจากความหายนะด้วยการโค่นรัฐบาลเผด็จการลงไปได้ รวมทั้งรับรู้ด้วยว่าในปี พ.ศ.2550 นี้นั้น ราหูจะอวตารในปีหมูอีกครั้งและจะทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจการเมืองรุนแรงยิ่งกว่าในปี พ.ศ.2539 จึงได้พล.ต.ท.สรรเพชญออกแบบรูปประติมากรรมพระนาคปรก 7 เศียร หล่อด้วยโลหะธาตุแบบลอยองค์ ขนาดความสูง 1 เมตร 9 เซนติเมตรจำลองรูปองค์จตุคามรามเทพประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาเหนือบัลลังก์พญานาคราช และมอบหมายให้สนธิเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างเพื่อช่วยกอบกู้บ้านเมืองให้พ้นจากความหายนะอีกครั้งหนึ่ง

นำมาจาก http://www.manager.co.th

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 4:42 am
by eastisred
วันนี้คุณเป็นโรคจิตหรือยัง

Image อ้ายฟัก

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 4:45 am
by ฉลาม
สุดท้ายก็ล้มละลาย ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 4:48 am
by eastisred
โรคประสาทมีหลายประเภท ได้แก่ โรคประสาทวิตกกังวลทั่วไป โรคประสาท [color=#FF4000]กลัวอะไรเฉพาะอย่าง โรคประสาทวิตกกังวลเกี่ยวกับเจ็บป่วยของร่างกาย โรคประสาทตื่นตกใจง่าย โรคประสาทกลัวที่โล่งแจ้ง โรคประสาท กลัวการเข้าสังคมและโรคประสาทย้ำคิดย้ำทำ และการที่บุคคลจะป่วยเป็นโรคประสาทชนิดไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของบุคลิกภาพของผู้นั้นว่ามีลักษณะเช่นไร เช่น โรคประสาทย้ำคิดย้ำทำ มักพบในบุคคลที่มีบุคลิกภาพเจ้าระเบียบหรือสมบูรณ์แบบ[/color]

แล้วหาเดียรฉานวิชาแล้ว เขาจะดีขึ้นมั้ยครับ

เวลาหาหมอจิตเวช สังคมอำมาตย์ มาน ก็ว่าบ้า อีก เฮ้อเมืองทาย


ทายซิ ว่า สวรรค์ หรือ นรก

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 4:50 am
by eastisred
ฉลาม wrote:สุดท้ายก็ล้มละลาย ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง



พี่หลามถามเหอะ ถ้าพี่กังวล หรือ ระแวงบางอย่าง ขาดความมั่นใจ

ระหว่าง เวชศาสตร์ กับ เดียรถี พี่ เลือกไหนหรอ

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 4:54 am
by ฉลาม
เดี๋ยวนี้เค้าทำพิธีสาบแช่งกันทางการเมืองแล้ว

อ้อ...ผมไม่ค่อยมีความกังวล เพราะผมเชื่อกฎแห่งกรรม

ทำใจสบายๆ ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเราเพราะมันมาจากผลแห่งกรรมทั้งนั้น

นักการเมืองไม่มีแผ่นดินอยู่ คนติดคุกติดตะราง ก็ผลแห่งกรรมทั้งนั้น

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 5:03 am
by eastisred
ฉลาม wrote:เดี๋ยวนี้เค้าทำพิธีสาบแช่งกันทางการเมืองแล้ว

อ้อ...ผมไม่ค่อยมีความกังวล เพราะผมเชื่อกฎแห่งกรรม

ทำใจสบายๆ ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเราเพราะมันมาจากผลแห่งกรรมทั้งนั้น

นักการเมืองไม่มีแผ่นดินอยู่ คนติดคุกติดตะราง ก็ผลแห่งกรรมทั้งนั้น


พี่ผมเชื่อกฎแห่ง หมี bear นะ ที่เป็นมุข ขำ ขำ

นอกจากนี้ ผม อยากเห็น ควายแดง (ผมเอง)คิดเป็น อย่าเชื่อสิ่งที่ได้ยินมา ดีกว่างมงายอย่างเดียรถี

Image

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 5:10 am
by ฉลาม
บัวยังมี 4 เหล่า

ความรู้เกิดจากการศึกษา

ทัศนคติบางทีก็มาจากสื่อ

ถ้าถูกสื่อครอบงำ ก็คิดเองไม่เป็น

ทางแก้คือ ศึกษาให้รอบด้าน ฟังความรอบด้าน อ่านสื่อหลากหลาย ถือหลักกาลามสูตร

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 5:24 am
by eastisred
ฉลาม wrote:บัวยังมี 4 เหล่า

ความรู้เกิดจากการศึกษา

ทัศนคติบางทีก็มาจากสื่อ

ถ้าถูกสื่อครอบงำ ก็คิดเองไม่เป็น

ทางแก้คือ ศึกษาให้รอบด้าน ฟังความรอบด้าน อ่านสื่อหลากหลาย[color=#FF0000] ถือหลักกาลามสูตร
[/color]



พี่คนละอย่างกับกามสูตรช่านปะ

อิอิ

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 5:52 am
by eastisred
กามสูตร คนละอันกับ กาลามสูตร


1ได้ฟังกับหู
2ไ้ด้ยินเขาเธอเล่ามา เช่น โกเต็กออกลายการยามเฝ้าบ้าน
3เขาทำ ตาม ตามกันมา ธรรมเนียม
4เชื่อตำรา
5เพราะว่าเหตุน่าเป็นเช่นนั้น
6อนุมานเอาว่าเป็น เช่นนั้น (พิจารณาจากผลหาเหตุ)
7นำเหตุ และ อนุมานมาประกอบการพิจารณา
8ทฤษฎีที่เชื่อกันมา เช่น อริสโตเติ้ลบอกว่าของที่มีน้ำหนักมากกว่าย่อมตกสู่พื้นเร็วกว่าของที่มีน้ำหนักน้อยกว่า
กาลิเลโอไม่เชื่อ ก็ทดสอบดูปรากฎว่า ของหนักมากหรือน้อย ก็ตกสู่พื้นพร้อมกัน
9เพราะเห็นประกอบกันท่าทางน่าเชื่อถือ
10เพราะเขาเป็นครูของเรา
ดูข้อ8ประกอบ

ทั้ง10ข้อนี้อย่างพึ่งเชื่อทันที อย่าด่วนสรุป

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 5:53 am
by eastisred
ต่อกามสูตรรูปสุดท้าย

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 6:44 am
by neonewman
เห็นชื่อกระทู้นึกว่าจะเอารูปน่ากลั๊ว น่ากลัวมาลงอีกแล้ว :lol:

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 9:54 am
by usa
..... ต้องไปหาหมอโรคจิตบ้าง เพื่อให้ใจสงบ จะได้ไม่ บ้า

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 11:11 am
by benzcl
บังเอิญหัวข้อกระทู้น่าสนใจ และถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง
แต่อาศัยจากประสบการณ์และการเรียนรู้ที่โรงพยาบาลจิตเวช ผมขอเม้นท์ในส่วนวิชาการเท่านั้นนะครับ

1.การขอเบิกค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลในหน่วยงานราชการนั้นเป็นไปตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง
ซึ่งจะต้องมีการระบุโรค
หากระบุว่าเป็นโรคทางจิตเวชจริงและใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ
ก็สามารถเบิกได้และใช้สิทธิ์ทำการรักษาจนกว่าอาการจะดีขึ้น
จนกว่าจิตแพทย์ผู้ทำการรักษาจะลงความเห็นว่าผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้
หน่วยต้นสังกัดจึงจะพิจารณาทำเรื่องปลดออกจากราชการ

2.ถ้าจะพูดให้เข้าใจความแตกต่างของโรคทางจิคเวชกับโรควิตกกังวลอย่างง่ายๆ
ในโรคทางจิตเวช(psychosis)นั้น ความผิดปกติที่พบส่วนใหญ่ได้มาจากคำบอกเล่าของผู้ป่วย เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ
นอกจากนี้ยังได้จากการตรวจและการสังเกตของผู้วินิจฉัย การสังเกตของคนปกติทั้วไปจะแม่นยำก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการแสดงอย่างเด่นชัดตามที่จขกท.อธิบาย
แต่ยังมีผุ้ป่วยส่วนหนึ่งที่วินิจฉัยแยกจากภาวะปกติได้ยาก จึงต้องวินิจฉัยด้วยการใช้การทดสอบทางจิตวิทยาร่วมด้วย
ปัจจุบันจิตแพทย์จะใช้เกณฑ์ในการจำแนกโรคและวินิจฉัยโรคทางจิตเวชโดยการใช้
2.1 diagnostic and statistical manual of mental disorder 4 th edition ( DSM-IV)
2.2 international classification of diseases and related health promlems 10 th revision (ICD -10)

โรควิตกกังวล(anxiety) เป็นอาการที่พบได้ในคนปกติทั่วไปเมื่อมีความเครียดเข้ามากระทบ
ในคนที่มีความวิตกกังวลจะมีความรู้สึกสับสน เครียด กังวล วิตก ตื่นเต้นไม่มีความสุข
ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่นมือสั่น ตัวสั่น ปัสสาวะบ่อย ปั่นป่วนในท้อง แน่นในท้อง ลุกลี้ลุกลน
ผู้ป่วยโรคกลุ่มวิตกกังวลนี้จะรับรู้ตัวตน วันเวลาและสถานที่ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งผู้ป่วยทางจิตเวชทำไม่ได้

Ref. จิตเวชศาสตร์รามาธิบดี http://www.ramamental.com/pbook.html

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 11:16 am
by Moon
usa wrote:..... ต้องไปหาหมอโรคจิตบ้าง เพื่อให้ใจสงบ จะได้ไม่ บ้า


ด่าท่านมหาเทพสนธิ ให้ถือว่า บ้า

ต้อง

ด่าแต่ทักษิณ แต่เพียงผู้เพียงผู้เดียวเท่านั้น

ชิมิเคอะ .... ชิมิเคอะ :lol: :lol: :lol:

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 2:16 pm
by Vihok_Asnii
เรื่องจิตวิทยาขอเชิญกระทู้นี้ด้วยเลยครับ

http://forum.serithai.net/viewtopic.php?f=2&t=9436


ปล. จขกท. รู้ความหมายของคำว่า "เดียรฉานวิชา" หรือ "เดียรถีย์" จริงๆ หรือเปล่า?

น้ำมนต์ที่เอามาปะพรม ทราบว่าแป๊ะลิ้มแกไปขอจากหลวงตามหาบัว และองค์จตุคามรามเทพก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พี่น้องชาวใต้จำนวนมากให้ความเคารพนับถือในฐานะเทพคู่บ้านคู่เมือง ...แล้วก็มีคนที่อื่นๆ ไม่น้อยที่เคารพศรัทธาอยู่ด้วย ถึงจะมีการโหมกระแสกันเป็นการพาณิชย์มากเกินไปอยู่ช่วงนึงก็เหอะ

ตั้งหัวข้อไม่คิด ระวังจะกลายเป็นการปรามาส แล้วขุดหลุมฝังตัวเองให้ตกต่ำลงไปอีก

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 2:31 pm
by ฉลาม
ประเภท ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 3:01 pm
by loginofu
คำว่า พระรูปนี้มักไปปลุกเสกจตุคาม
กับภาพอื่นที่เป็นพระอาบัติคนดังกล่าว
เป็นคนละรูปคนละคนกันนะครับ

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 6:43 pm
by eastisred
ไสยศาสตร์

ไสยศาสตร์
ศาสตร์ทั้งหลายบนโลกนี้แบ่งแยกได้เป็น 2 ศาสตร์ใหญ่ๆคือ
1 พุทธศาสตร์ หมายถึงศาสตร์แห่งการตื่น เปรียบได้กับความรู้หรือความเข้าใจและ การกระทำต่างๆที่สามารถแสดงและพิสูจน์ให้ผู้อื่นรู้จริงเห็นแจ้งชัดสามารถ แสดงให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจได้ทุกขั้นตอนอย่างเป็นหลักการ เช่น วิทยาศาสตร์ หรือ วิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น
2 ไสยศาสตร์ หมายถึงศาสตร์แห่งการหลับ เปรียบได้กับความรู้หรือความเข้าใจและ การกระทำต่างๆที่ไม่สามารถพิสูจน์ให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจได้อย่างเป็น หลักการทุกขั้นตอน แต่สามารถให้ผลลัพธ์ ให้คุณ แสดงผล และแสดงคุณของไสยศาสตร์ได้ตามความต้องการของผู้กระทำได้ และแม้ว่าไสยศาสตร์จะหมายถึงการ หลับใหล ก็ตามแต่ก็ หมายความว่าเป็นเพียงการหลับของร่างกายสังขารเท่านั้น โดยนัยยะ จริงๆก็คือเป็นการหลับเพียงร่างกายเท่านั้นแต่ “จิต” เป็นผู้ กระทำนั่นเอง ดังนั้น ไสยศาสตร์ จึงสรุปได้ว่าคือการกระทำให้สำเร็จได้ด้วยจิตโดยไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดง ขั้นตอนการกระทำหรือชี้แจงหลักการของความเป็นไปของการกระทำได้นั่นเอง(ยก ตัวอย่างเช่น การฝังรูปฝังรอย ที่ใช้วิธีนำเอาดินมาปั้นเป็นรูปคนสองคนแล้วนำมามัดเข้าด้วยกันเพื่อให้รัก กันนั้นหากมองในทางไสยศาสตร์ก็คือวิชชาเสน่ห์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้ได้ผลกันมานานนับร้อยๆปีแต่หากมองในแง่พุทธศาสตร์ แล้วกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าการที่นำดินสองกองมาปั้น เป็นรูปคนแล้วนำมาผูกกันจะเกี่ยวข้องอะไรกับการที่จะให้คนสองคนนั้นมารักกัน ได้ เป็นต้น)
ไสยศาสตร์ยังแบ่งออกเป็นอีก 2 สาย คือ
1 ไสยวิชชา หมายถึงวิชาหรือพิธี,วิธี ที่ได้รับการสั่งสอน อบรมสั่งสอนหรือมอบให้(บางคนเรียกว่าครอบให้)ต่อๆกันมาแบ่งออกเป็น
1.1 วิชชาไสยขาว โดยทั่วไปหลักการของวิชชาไสยขาวจะต้องมีหลักการหรือหัวใจสำคัญคือต้องใช้ไปในทางช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้น
1.2 วิชชาไสยดำ หลักการโดยทั่วไปของวิชชาไสยดำจะแตกต่างจากวิชชาไสยขาวโดยสิ้นเชิงคือมุ่ง เน้นสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นเป็นหลักสำคัญโดยไม่ต้องมีแรงจูงใจหรือ หลักการใดๆทั้งสิ้น (ยิ่งมีผู้เดือดร้อนกับการกระทำของผู้เรียนวิชชาไสยดำมากเท่าไหร่พลังของผู้ ที่ศึกษาของวิชชานี้ก็จะยิ่งแกร่งและแก่กล้าขึ้นมากเท่านั้น)
2 ไสยอวิชชา หมายถึงวิชาหรือพิธี,วิธี ที่คิดค้นขึ้นเองโดย ผู้ทำพิธี ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของสิ่งที่ มีพลัง มีฤทธิ์ มีอาถรรพ์ นำมาเป็นปัจจัยหลัก

(ใน บางกรณีมักมีการ กล่าวอ้างว่าไสยศาสตร์ คือเดียรฉานวิชานั้น เป็นความเข้าใจที่ผิดๆเพราะคำว่าเดียรฉานแปลว่าสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังขนาน กับพื้นซึ่งตรงข้ามกับคำว่านิรฉานซึ่งหมายถึงสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังตั้ง ฉากกับพื้น คำว่าเดียรฉานวิชาจึงอาจหมายถึงการด่าหรือต่อว่า ประณาม หยามเหยียดซะมากกว่า)

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Fri Sep 03, 2010 6:46 pm
by eastisred
อ๋อ ตกลงพระ ต้องเจริญด้วย การปลุก เสกน้ำมนต์ พ่นน้ำหมากช่ายไหมครับ

แต่ผมเห็น ให้ พระสงฆ์ผู้เจริญ เจริญด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ม่ายช่ายหรือคร้าบ

การประกอบพิธี แบบพราหมนี่ช่ายพุทธหรือคร้าบ

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Sat Sep 04, 2010 5:35 pm
by neonewman
หลักคำสอนของคอมฯ อาจดูเท่ อาจดูเป็นฮีโร่ ในหมู่พวกคอมฯด้วยกันเอง ก็เรื่องของคุณครับ :roll:


"พรหมลิขิตขีดเขีี่ยนให้เอี้ยเดิน เอี้ยก็เพลินเดินตาม...เอี้ย!!" :lol: :lol: :lol:

Image


Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Sun Sep 05, 2010 10:15 pm
by ฉลาม
eastisred wrote:อ๋อ ตกลงพระ ต้องเจริญด้วย การปลุก เสกน้ำมนต์ พ่นน้ำหมากช่ายไหมครับ

แต่ผมเห็น ให้ พระสงฆ์ผู้เจริญ เจริญด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ม่ายช่ายหรือคร้าบ

การประกอบพิธี แบบพราหมนี่ช่ายพุทธหรือคร้าบ


ต้องถามท่านเทพสนธิ ลิ้มทองกุลคร้าบ

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

PostPosted: Sun Sep 05, 2010 10:20 pm
by loginofu
อ๊ะๆๆ จะบอกว่าเป็นจอมขมังเวทย์อีกหรือเปล่า :lol: :lol: :lol: