

เบียร์หรือไวน์ถูกผลิตขึ้นมาที่ได้ระเหยเอาแอลกอฮอล์ออก แต่ไม่มีทางที่จะทำให้แอลกอฮอล์หมดไปร้อยเปอร์เซ็นต์
หลักการอิสลามถือว่า ถ้าทั้งหมดของสิ่งหนึ่งเป็นที่ต้องห้าม(หะรอม)........โดยหลักการแล้วไวน์และเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องห้าม(หะรอม)อย่างแน่นอน
หะรอม เป็นภาษาไทย ถ้าเป็นอาหรับจะเรียกว่า ฮาหร่าม
ภาพเหล่านี้จาก http://www.pantip.com/cafe/food/topic/D%20...%2027827.html




== ข้อความถูกระงับโดยผู้ดูแล ==

จีนทุ่มเดินหมากโซ่อุปทานเชิงรุก ดึง GMS เชื่อมประตูสู่การค้าโลก
โซ่อุปทานคือกลุ่มผู้สร้างคุณค่าจากหลาย ๆ คนในบริษัท จนถึงระดับประเทศ จากหลาย ๆ ประเทศรวมเป็นอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หลาย ๆ ประเทศมีความร่วมมือกัน มีการค้าขายร่วมกัน การส่งผ่านสินค้ากัน ซึ่งการร่วมมือกันมีข้อกำหนดต่อกัน เพื่อไปสู่ผลลัพธ์ที่ได้คือประโยชน์ของประชาคม ขององค์กรที่ได้ร่วมกัน ดังนั้น การพัฒนาโซ่อุปทานในระดับกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่งว่า แต่ละประเทศมีนโยบายภายใน และภายนอกประเทศอย่างไร เพื่อเกิดคุณค่าในห่วงโซ่อุปทาน
นายวิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฟาร์อีสต์ โปรเฟสชั่นแนล กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศจีน กล่าวว่า รัฐบาลของประเทศจีนได้มีการวางแผนระยะยาวล่วงหน้าถึง 50 ปีในการที่จะเปิดเส้นทางเชื่อมการค้า และการลงทุนภายในกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) โดยตั้งเป้าให้ 2 มณฑล คือยูนนานและกวางสี เข้ามามีบทบาท เห็นได้จากแผนพัฒนาฉบับที่ 17 ของยูนนานทั้งแผนระยะกลางและระยะยาวได้กำหนดนโยบายว่ายูนนานจะเป็นมณฑลเชื่อมต่อ 3 เอเชีย คือเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และเชื่อมต่อ 2 มหาสมุทรด้วยคือ แปซิฟิกกับอินเดีย
ด้านมณฑลยูนนานได้รับฉายาว่า เป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ เพราะฉะนั้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือไทย สิ่งที่ทางยูนนานเตรียมไว้รองรับ คือ 1)การตั้งศูนย์โลจิสติกส์ที่คุนหมิง เรียกว่า "ศูนย์โลจิสติกส์อาเซียน" 2)เขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เชียงรุ้ง 3)ศูนย์เปลี่ยนถ่ายโลจิสติกส์บ่อหาน 4) ศูนย์ ขนถ่ายด่านควนเหล็ก และสุดท้ายศูนย์ โลจิสติกส์ชายแดนต้าล่วง โครงการเหล่านี้ได้ก่อตั้งขึ้นแล้ว โดยทางรัฐบาลได้กำหนดงบประมาณให้
ขณะที่นโยบายภายนอกประเทศทางรัฐบาลจีนได้ดำเนินการ 2 เรื่อง คือ การสร้างรางรถไฟ และถนนเชื่อมต่อเส้นทางในภูมิภาค โดยรัฐบาลจีนได้จัดงบประมาณไว้สนับสนุนการก่อสร้างมาโดยตลอด เฉพาะปีนี้ประเทศจีนมีงบประมาณสนับสนุนอาเซียนเกี่ยวกับโลจิสติกส์ สาธารณูปโภคประมาณ 25,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบฯแบบให้เปล่า 10,000 ล้านบาท และให้กู้ประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อให้นำไปสร้างเส้นทางเชื่อมให้ครบหมด จะเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศจีนมีนโยบายต้องการเชื่อมเส้นทางการค้าการลงทุนผ่านออกทางประเทศไทยแน่นอน
"ตัวมณฑลกวางสีเองที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ไม่มีส่วนใดที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน แต่จีนก็ดึงนโยบายจีเอ็มเอสเข้าไปเชื่อมโยงได้ ในอนาคตเท่าที่ทราบมณฑลเสฉวนจะขอเข้ามาเอี่ยวด้วย"
สำหรับนโยบายภายในประเทศแล้ว และนโยบายนอกประเทศที่รัฐบาลจีนต้องจะผลักดันให้เชื่อมต่อกันภายใน 50 ปี คือ ทางรางกับทางถนน
ทางรางกำหนดเป็น 1 เส้นตรง กับ 3 วงแหวน โดย 1 เส้นตรง ตามแผน 11 เส้นตรงคือ ทางจากคุนหมิงลงมาที่จิ่งโขง บ่อหาน เข้าสู่หลวงพระบาง เวียงจันทน์ เชื่อมที่หนองคาย รวมถึงสิงคโปร์ 3 วงแหวน มี วงแหวนตะวันออก คุนหมิงมาฮานอย มาโฮจิมินห์ กลับมาพนมเปญ เข้ากรุงเทพฯ กลับหนองคาย วงแหวนตะวันตก คือ คุนหมิงออกจุ้ยมี่ ไปย่างกุ้ง ผ่านกาญจนบุรี เข้ากรุงเทพฯ กลับไปหนองคาย วงแหวนที่ 3 คือ 2 อันรวมกัน นี่คือนโยบายระยะกลางและระยะยาวของยูนนาน
ส่วนทางถนนทางจีนกำหนด 1 เส้น 1 เครือข่าย คือคุนหมิง-กรุงเทพฯ คือ เครือข่ายของโลจิสติกส์ทั้งหมดที่ต้องเชื่อมติดกัน ปัจจุบันอาร์ 3 บียังมีอีกหลายช่วงที่จะต้องเชื่อมอีก ปี 2015 จะต้องเชื่อมให้ครบหมด และเห็น อาร์ 3เอ ที่เชื่อมหมดแล้ว (เส้นตรงคุนหมิง-กรุงเทพฯ 736 กม.)ในรีพลายก่อนในรูปแผนที่กันแล้วนะคะ
อีกแผนของมณฑลกวางสี เรียก 1 แกน 2 ปีก หมายถึงกวางสีรับผิดชอบอาเซียน การสัมมนาเขตเศรษฐกิจทั้งหมดจะอยู่ กวางสี ทางจีนถือว่าเป็นนโยบาย มาสเตอร์พีชของอู๋จิ่นเทา
1 แกนคือจาก หมานหมิงไปสิงคโปร์ มีทั้งรถและรถไฟ 2 ปีก คือ แม่น้ำโขงกับอ่าวตังเกี๋ย เป่ยกู้วาน ถือว่าเป็นระเบียง โลจิสติกส์ทางบกของกวางสีมาสู่อาเซียน เส้นนี้เข้าสู่ผิงเสียง ด่านอู๋อวี้กวาง ทางถนนทางยูนนานมีเส้นเดียว คือเส้นคงมั่นกงลู่ตรงลางกับพม่า แต่ถ้าเป็นกวางสี ทางถนนเปิดใช้แล้วจากหนานหมิงมาฮานอย หรือเรียกว่าเอ 1 ต่อมาจากหนานหมิงถึง ผิงเสียง 198 กิโลเมตร หลักเซินมา ฮานอย 158 จากฮานอย ถ้าต่อเชื่อมมายังประเทศไทยจะเห็นว่าเป็นเส้นอาร์ 9
โดยสรุปถ้าเราเชื่อมจากยูนนาน กวางสีเข้าสู่ไทย จะมีสะพานทั้งหมด 4 แห่งด้วยกัน
ถนนก็คือสายอาร์ 3, 8, 12 และ 9 ส่วนสะพานจะมี 1.ที่หนองคาย 2.มุกดาหาร 3.นครพนม 4.เชียงของ เส้นทางที่สะดวกที่สุด คือ อาร์ 3 เอ ที่ข้ามโขงมาไทยที่เชียงของ ถ้าพูดถึงตลาดจีนที่ไทยจะไปค้าด้วย อยู่ทางตะวันตกไปอาร์ 3 จะเร็วกว่า แต่ถ้าตลาดใหญ่ของไทยที่กวางเจา อาร์ 12 ค่อนข้างจะใกล้กว่า ประเทศจีนถ้านำยูนนานกับกวางสีเข้ามาเป็นตัวตั้งในการทำการค้า ประชากรเฉพาะบริเวณนี้มีถึง 320 ล้านคน
ความท้าทายของอาเซียน คือทำอย่างไรที่จะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) และอาเซียน ให้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกันได้
ส่วนข้อแนะนำสำหรับประเทศไทย คือ 1.ควรมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชน 2.ควรมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และ 3.ต้องมีกลไกในการติดต่อสื่อสารที่ชัดเจนสำหรับความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน
สำหรับประเทศจีน รัฐสภาจีนผ่านแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ชื่อ To Strive to Develop China"s Modern Logistics Industry รวมไว้ในแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 11 มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษดังกล่าว โดยมีคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปของจีน (National Development and Reform Commission) เป็นหน่วยงานหลัก ทำหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม โลจิสติกส์และรับมือกับประเด็นปัญหา ต่าง ๆ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในความสำเร็จของการพัฒนาโลจิสติกส์ของจีน
แผนการพัฒนาโลจิสติกส์ของจีนในปัจจุบันมีชื่อว่า Opinions Concerning Improving the Development of China"s Modern Logistics ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก 9 หน่วยงานรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และ National Development and Reform Committee (NDRC)
โดยจีนมีนโยบายที่เข้าถึงได้คือ นโยบายการออกใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการให้บริการโลจิสติกส์เพื่อลดความยุ่งยาก ซับซ้อน เช่น นโยบายเกี่ยวกับภาษีอากร ช่วยลดการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนและอำนวยความสะดวกกับบริษัทโลจิสติกส์สำหรับการชำระภาษี ด้านนโยบายเชิงเทคนิค รัฐบาลกลางและหน่วยงานรัฐบาลต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดตั้งและพัฒนาระบบเทคโนโลยี โลจิสติกส์ รวมถึงระบบไอที ให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานให้สูงที่สุด ปัจจุบันระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้านการค้าเพื่ออำนวยความสะดวกการนำเข้า-ส่งออก (National Single Window : NSW) ของจีนเสร็จแล้ว
ส่วนนโยบายเกี่ยวกับบุคลากร มีนโยบายที่จะพัฒนาบุคลากรโลจิสติกส์ในระดับต่าง ๆ โดยมีการเพิ่มหลักสูตร โลจิสติกส์ในสถาบันการศึกษา มีการฝึกอบรมผู้ประกอบการ ผู้บริหารและพนักงานของสถานประกอบการและธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และมีการนำ introduce the advanced foreign logistics qualification system
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ



integra wrote:ปล.ลองกองมีข้อจำกัดที่หลังจากออกจากต้นพ้นสามคืนช่อจะเริ่มหลอมพ้นเจ็ดคืนผลจะหลุดจากช่อเกือบหมด และลองกองที่จะขายได้ราคาต้องสดใหม่ช่อแน่นคือประมาณสองคืนต้องถึงมือผู้ซื้อนะครับ

http://www.pantip.com/cafe/ratchada/topic/V9656265/V9656265.html
ความคิดเห็นที่ 20 [ถูกใจ] [แจ้งลบ]
เท่าที่ฟังจากข่าวคือ มติ ครม. อนุมัติวงเงินแสนกว่าล้าน เพื่อทำรถไฟความเร็วสูงซึ่งวงเงินนี้ ถูกกว่างบที่นำเสนอมาก่อนหน้าคือประมาณสามแสนล้าน ไอ้เราก็ดีใจ โหยลดไปได้ตั้งครึ่ง ที่ไหนได้ ในรายละเอียดดันบอกต่อว่า สาเหตุที่ลดราคาลงมาได้ เพราะ ครม. อนุมัติให้ทำเป็นรถไฟความเร็วสูงรางเดี่ยว ซึ่งของเดิมเสนอเป็นรางคู่มา เลยทำให้ราคาแพง
รถไฟความเร็วสูงรางเดี่ยว !?!
รถไฟความเร็วสูงรางเดี่ยว !?!
รถไฟความเร็วสูงรางเดี่ยว !?!
โอย ขอเถอะครับ ไหนๆ ทำทั้งที ลงทุนไปเลยดีไหม คุณทำตอนนี้มันอาจจะแพงกว่าเดิมซักประมาณแสนล้าน แต่อนาคตก็ต้องทำอยู่ดีแหละครับ ถึงตอนนั้นมันคุณอาจจะต้องลงทุนมากกว่าเดิม 4-5 แสนล้านเพื่อให้ได้รางเพิ่มอีกเส้นนึงก็ได้นะครับ
คิดอีกรอบได้ไหม?
จากคุณ : The Ghost Buster [FriendFlock]
เขียนเมื่อ : 5 ก.ย. 53 20:39:07

นอกจากนั้นเมื่อมีเงินเหลือก็ต้องแบ่งกำไรเพื่อใชัในการลงทุนด้านอื่นๆ การแบ่งกำไรเพื่อลงทุนให้กับบริษัทลูกๆ (งบจังหวัด) หรือการนำรายได้ไปลงทุนก่อสร้างโครงการที่ทำให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นเกษตรกร หรือนักธุรกิจได้ประโยชน์ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง ต้องให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ต้องสร้างกลไกเพื่อให้นักการเมืองหรือท่านส.ส.ที่ต้องการทำหน้าที่ในการ พิจารณาการจัดสรรงบประมาณ ให้ได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบการตรวจสอบ เพื่อยากต่อการทุจริตโกงกินเงินงบประมาณ
นโยบาย หรือกลไกการตรวจสอบโดยภาคประชาชนกับการลงทุนของรัฐหรือภาคเอกชนที่ก่อให้ เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม กับทรัพยากรธรรมชาติก็ต้องให้มีการกำหนดที่ทำได้จริง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้เกิดอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ

การเริ่มเส้นใดก่อนก็ต้องหารือร่วมกันแต่ดูท่าแล้วสายเหนือกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จะเป็นอันดับสุดท้ายเพราะมีประโยชน์กับจีนน้อยกว่าเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย(ระยะทาง 615 กิโลเมตร มูลค่า 181,369 ล้านบาท) อย่าลืมว่าจีนเป็นต้นคิดยุทธศาสตร์ 50 ปีของการพัฒนาโซ่อุปทานในระดับกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และมาถึงวันนี้จีนได้เคลื่อนไหวจนประเทศต่างๆในภูมิภาคขานรับกันทุกประเทศ เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง (ระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่า 56,601 ล้านบาท) น่าเป็นเส้นประเดิมเพราะวิ่งสู่ทะเลและจะทำคู่ขนานไปกับเส้นอีสานซึ่งจะทะลวงลอจิสติกส์จีนสู่มหาสมุทรแปซิฟิกอีกสายได้สำเร็จ(โดยไม่ผ่านไต้หวันและญี่ปุ่น)
กระทรวงรถไฟจีนได้แจ้งกับกระทรวงคมนาคมไทยทราบถึงข้อตกลงระหว่างจีนและลาว ที่จะสร้างรถไฟขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตร จากเมืองคุนหมิงมายังนครเวียงจันทน์ ระยะทาง 420 กิโลเมตร โดยได้เสนอให้มีการพัฒนาความร่วมมือใน โครงข่ายเส้นทางรถไฟต่อขยายมายังประเทศไทยที่ จ.หนองคาย 580 กิโลเมตร และเชื่อมต่อไปยัง จ.ระยอง 220 กิโลเมตร รวดเดียว
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาความร่วมมือด้านการพัฒนากิจการรถไฟระหว่าง ราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน 3 เส้นทาง วงเงินลงทุน 3.3 แสนล้านบาท และจะนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ต่อไป ตามข้อเสนอของนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เสนอให้ ครม.พิจารณาเป็นวาระจร เรื่องที่ 1
ตัวโครงการออกแบบก่อสร้างสายอีสาน มีจุดสถานีต้นทางอยู่ที่ "สถานีบางซื่อ" จากนั้นจะจอดป้ายที่สถานีอยุธยา, สถานีสระบุรี, สถานีปากช่อง, สถานีนครราชสีมา, สถานีบัวใหญ่, สถานีบ้านไผ่, สถานีขอนแก่น, สถานีเขาสวนกวาง, สถานีอุดรธานี และปลายทางที่ "สถานีหนองคาย"
เบ็ดเสร็จ 600 ก.ม. ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 8 นาที
โครงการนี้คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี งบฯลงทุน 181,369 ล้านบาท แยกเป็นค่าก่อสร้าง 156,934 ล้านบาท ค่าศึกษาออกแบบรายละเอียด 2,354 ล้านบาท ค่าเวนคืนที่ดิน 3,000 ล้านบาท ค่าควบคุมการก่อสร้าง 2,746 ล้านบาท ค่ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อม 785 ล้านบาท ค่าขบวนรถ 15,550 ล้านบาท
ประมาณการปีแรกที่เปิดบริการจะมีปริมาณผู้โดยสาร 41,000 คน/วัน คิดราคาค่าโดยสารสูงสุด 984 บาท/เที่ยว มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ 19.08%
เปิดหวูด 1 ปู๊นยาวๆ......ฝ่าด่าน ก.ม. 10 ฉบับ
แม้รัฐบาลจะได้ไฟเขียวให้เจรจากับจีน แต่เมื่อลงลึกรายละเอียดแล้ว ดูเหมือนไม่ง่ายอย่างที่คิด อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี เพราะยังมีอุปสรรคที่รัฐบาลต้องพิจารณาและคำนึงถึงอีกมากมาย
ลำพังเฉพาะปัญหา "ข้อกฎหมาย" อย่างเดียว ก็มีลิสต์เป็นหางว่าวมากกว่า 10 ฉบับ ไล่ตั้งแต่
1)พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535
2)พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494
3)พระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อกิจการขนส่งมวลชน พ.ศ. 2540
4)ประกาศสำนักคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรื่องหัวข้อในการเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ
5)พระราชบัญญัติพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2521
6)กฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อม
7)กฎหมายที่เกี่ยวกับการพัฒนาโครงการ เช่น พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518, กฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522, กฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2547, พระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543, พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530

Jseventh wrote:integra wrote:ปล.ลองกองมีข้อจำกัดที่หลังจากออกจากต้นพ้นสามคืนช่อจะเริ่มหลอมพ้นเจ็ดคืนผลจะหลุดจากช่อเกือบหมด และลองกองที่จะขายได้ราคาต้องสดใหม่ช่อแน่นคือประมาณสองคืนต้องถึงมือผู้ซื้อนะครับ
คุณ integra พูดถึงลองกอง ดิฉันก็เลยได้หาความรู้ไปด้วย
ข้อมูลล่าสุด เราสามารถยืดอายุคุณภาพลองกองผลสดได้นานประมาณ 14 วัน
นักวิจัยไทยหาวิธีการช่วยรักษาคุณภาพของลองกอง(ผลสด)หลังการเก็บเกี่ยวได้นานขึ้นอีก ด้วยการรมลองกองด้วย 1-MCP ที่มีความเข้มข้น 500 ppb นาน 6 ชั่วโมง แล้วห่อช่อผลด้วยโฟมเน็ตร่วมกับสารดูดซับเอทิลีน (ด่างทับทิม) แล้วเก็บรักษาในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส สามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาลองกองได้นานถึง 14 วัน
http://paidoo.net/article/3597564.html
ตกลงว่าจะสร้างรางคู่หรือรางเดี่ยวคะ?
พอดีเห็นในห้องรัชดา-พันทิพย์ุคุยกันว่าเปลี่ยนเป็นรางเดี่ยวแล้ว


หนูอ้อย wrote:Jseventh wrote:integra wrote:ปล.ลองกองมีข้อจำกัดที่หลังจากออกจากต้นพ้นสามคืนช่อจะเริ่มหลอมพ้นเจ็ดคืนผลจะหลุดจากช่อเกือบหมด และลองกองที่จะขายได้ราคาต้องสดใหม่ช่อแน่นคือประมาณสองคืนต้องถึงมือผู้ซื้อนะครับ
คุณ integra พูดถึงลองกอง ดิฉันก็เลยได้หาความรู้ไปด้วย
ข้อมูลล่าสุด เราสามารถยืดอายุคุณภาพลองกองผลสดได้นานประมาณ 14 วัน
นักวิจัยไทยหาวิธีการช่วยรักษาคุณภาพของลองกอง(ผลสด)หลังการเก็บเกี่ยวได้นานขึ้นอีก ด้วยการรมลองกองด้วย 1-MCP ที่มีความเข้มข้น 500 ppb นาน 6 ชั่วโมง แล้วห่อช่อผลด้วยโฟมเน็ตร่วมกับสารดูดซับเอทิลีน (ด่างทับทิม) แล้วเก็บรักษาในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส สามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาลองกองได้นานถึง 14 วัน
http://paidoo.net/article/3597564.html
ดีจริงได้ความรู้เรื่องยืดอายุลองกอง
ว่าแต่สารที่ว่าซึมเข้าไปสะสมในผลไม้ได้รึเปล่า(ห่วงคนทานน่ะค่ะ)
ทิ้งไว้นานหลายๆวันจะสลายไปรึเปล่านะ
หนูอ้อย wrote:Jseventh wrote:ตกลงว่าจะสร้างรางคู่หรือรางเดี่ยวคะ?
พอดีเห็นในห้องรัชดา-พันทิพย์ุคุยกันว่าเปลี่ยนเป็นรางเดี่ยวแล้ว
ที่ติดตามมาตลอด ทำเป็นรางเดี่ยวนะคะทำคู่ไปกับรางเดิม(ที่คนละไซส์กัน)ค่ะ

ไฮสปีดเทรนที่กำลังเป็นที่ฮือฮากันตอนนี้ มีหลายคำถามเกิดขึ้นตามมาเช่น
1.จะมีการตรวจสอบเรื่องคอร์รับชั่นอย่างไร
2.ทำไมถึงเส้นนี้อันดับ 1 เส้นนั้นอันดับ 2 เส้นนั้นอันดับ 3
3.ราคาค่าตั๋วจะเป็นอย่างไร
4.ระบบรางจะเป็นอย่างไรเพราะรางรฟท.กว้าง 1m. แต่ไฮสปีดเทรนรางกว้าง 1.453m.etc.
ขอแสดงความเห็นรวมๆไปก่อนแล้วกันโดยเจาะเรื่องระบบรางซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของครม.และประชาชน ใครที่มีข่าวอะไรก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตาและนำมาแลกเปลี่ยนกันละกัน ข่าวเรื่องไฮสปีดเทรนดังขึ้นมาจริงๆแซงหน้าเรื่องถนนจนมิด ถึงกับมีบางคนติติงว่า ขายฝันรึเปล่า หรือหาเสียงเพราะปริ่มๆว่าจะมีเลือกตั้งอย่างเร็วต้นปี 2554 อย่างช้าสุดไม่เกินปีหน้า(หลังผ่านงบ 2555) การทำเมกะโปรเจกเช่นนี้น่าจับตาจริงๆทั้งในเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความต่อเนื่องของโครงการซึ่งหนีไม่พ้นความมีเสถียรภาพของรัฐบาล

J7th wrote:หนูอ้อยพอจะทราบเหตุผลไม๊คะ ว่าทำไมเลือกสร้างเป็นรางเดี่ยว..ประหยัดงบหรือ?