มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

เรื่องการเมือง เชิญที่นี่เลยครับ
Forum rules
- ห้ามใช้คำพูดหยาบคาย
- ห้ามโพสกระทู้หรือข้อความที่ดูหมิ่นเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด

เชิญทุกท่านเข้าสู่บอร์ดใหม่ได้ที่ http://webboard.serithai.net ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ viewtopic.php?f=2&t=44976 ครับ

มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby integra » Sat Sep 04, 2010 11:32 pm

ยุทธศาสตร์ประเทศ(ตอนจบ-ปฏิรูปเศรษฐกิจ)Wed, Jun 16, 2010
Featured, การเมือง, เศรษฐกิจ

ยุทธศาสตร์ประเทศเขียนไว้หลายตอน หลังสุด (ตอนที่ ๓ - ผมรักประเทศไทย) เขียนไว้เมื่อต้นเดือนมีนาคม ตั้งใจว่าบทสุดท้ายจะให้จบปลายเดือน เหตุการณ์จากการชุมนุมของคนเสื้อแดงทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป ไม่เคยคิดว่าการรับอาสาเข้ามาทำงานทางการเมือง จะรวมไปถึงการมีส่วนในการดูแลปัญหาด้านความมั่นคง ซ้ำร้ายยังเป็นภัยความมั่นคงที่เกิดจากคนไทยด้วยกันเองเสียอีก

เป็นช่วงเวลาที่ต้องหยุดทุกอย่างที่เคยทำ ชีวิตปกติเก็บใส่ลิ้นชักไว้ก่อน มาถึงวันนี้ดูผิวเผินเหมือนว่าทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยแล้ว ความจริงเป็นอย่างไรผมไม่แน่ใจ ที่แน่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง สิ่งที่ผมได้สัมผัสได้รับรู้ และได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ทำให้หลายๆอย่างสำหรับผมไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

คนไทยส่วนหนี่งคงมีความรู้สึกที่ไม่ต่างจากผมเท่าไหร่นัก บาดแผลลึกจากความแตกแยกนี้จะรักษาให้หายขาดหรือไม่ยากที่จะคาดเดา อาจทุเลาลงถ้าเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับอนาคต ลืมอดีตที่ขมขื่น รู้จักให้อภัย จดจำอดีตไว้เพียงเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับอนาคต พูดนั้นง่าย แต่ทำใจให้ได้นั้นยากเสียเหลือเกิน

ถ้าจะมองไปข้างหน้า มองอนาคต เราจะเดินอย่างไรดี

หลายคนบอกว่าอนาคตของประเทศเราเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองหน้าไหนทั้งสิ้น

ในโลกของความเป็นจริงอาจตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง นักการเมืองต่างหากที่เป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศตัวจริง เจ้าของประเทศอย่างเราๆเป็นแค่เพียงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ไม่ใช่นักการเมืองหรือที่อาจทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง และไม่ใช่นักการเมืองหรือที่ทำให้ประเทศของเราอยู่ในสภาพเช่นที่เป็นในขณะนี้

ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเลือกนักการเมือง เลือกส.ส. ท่านส.ส.เดินเข้าสภาแล้วใช้เสียงข้างมากเลือกนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาก กระบวนการเป็นอย่างนี้ เวลาได้รัฐบาลดีก็แล้วไป แต่ถ้าได้รัฐบาลไม่ดี บ้านเมืองบอบช้ำ เวลาโทษนักการเมืองก็จะมีคนเถียงแทน เขาบอกต้องโทษประชาชน นักการเมืองเป็นเองไม่ได้ต้องมีคนเลือก คุณอยากเลือกนักการเมือง เลือกพรรคการเมืองไม่ดีเข้ามาในสภาเอง แล้วจะไปโทษใคร

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งแล้ว เราเกือบไม่มีโอกาสกำหนดอนาคตของเราเท่าไหร่ หลังการเลือกตั้งทุกครั้ง พวกเราก็ได้แต่หวังแบบลมๆแล้งๆ ว่าท่านส.ส.ที่เราเลือกเข้าไปนั่งในสภาจะทำหน้าที่ให้ดี สมใจกับที่เราได้กากะบาทให้เท่านั้น

อยากจะเป็นท่านส.ส.กับเขาบ้างก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ลงสมัครอิสระไม่ได้ต้องสังกัดพรรค บอกว่าส.ส.ทำงานเพื่อประเทศ ไม่ใช่เพื่อท้องถิ่น แต่เวลาสมัครต้องเป็นคนที่เกิดในพื้นที่นั้นๆ หรือเคยร่ำเรียน หรืออยู่อาศัยในพื้นที่มาช่วงเวลาหนึ่ง ประชาชนผู้่มีสิทธิเลือกตั้งมีตัวเลือกคือมีผู้สมัครส.ส.ที่มีคุณสมบัติตามสเปคไม่มากนัก ซ้ำร้ายบางเขตเลือกตั้งพรรคการเมืองยังมีการฮั้วส่งผู้สมัครอีกต่างหาก โลกแห่งความเป็นจริงทำให้เราไม่ค่อยจะได้ส.ส.ในฝัน ส.ส.ที่เรากล้าพูดได้ว่า “คนนี้ผมเลือกเอง”

ที่ร่ายยาวเรื่องของท่านส.ส. ก็เพราะท้ายที่สุดของยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาประเทศ แผนการปฎิรูปเศรษฐกิจประเทศไทย จะดูดี ทำได้หรือไม่ ท่านส.ส.ทั้งหลายเป็นตัวจักร เป็นกลไกสำคัญครับ

ปัญหาของการชุมนุมของคนเสื้อแดงทำให้มีคนพูดถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ผมว่าเรื่องความไม่เป็นธรรมมีจริง ผมว่าเรื่องช่องว่างของคนจนและคนรวยมีจริง แต่ผมไม่เคยเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ทำให้ภาคประชาชนคนเสื้อแดงต้องมีกองกำลังพร้อมอาวุธ ต้องปักหลักชุมนุมอย่างผิดกฎหมาย ต้องเอาเลือดมาเท ต้องถึงกับเผาบ้านเผาเมือง ต้องล้มสถาบัน ไม่เกี่ยวเลยครับ ความเลื่อมล้ำของสังคมเป็นข้ออ้างเพื่อให้ดูดีแต่แท้ที่จริงเป็นเรื่องของการเมืองที่มุ่งรักษาผลประโยชน์ ส่วนตน ของพรรค ของพวกทั้งสิ้น

ผมเขียนเรื่องยุทธศาสตร์ประเทศ ผมพูดถึงปัญหาคนจน คนรวยก่อนที่คนเสื้อแดงจะเผาบ้านเผาเมืองเสียด้วยซ้ำเพราะผมเชื่อว่าปัญหาช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยนับวันจะห่างมากขึ้นทุกวันและเป็นเรื่องที่ต้องรีบแก้ไข แต่ผมเพียงได้แค่บ่น อาจมีคนเห็นด้วยบ้าง แต่ก็ไม่มีคนสนใจอย่างจริงจัง ข้อดีที่ผมเห็นจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงคือเกิดการตื่นตัว อาจจะเป็นที่สังคมคนรวยเริ่มกังวล เริ่มมองเห็นว่าถ้าปล่อยให้ปัญหาบานปลาย ตนเอง(คนรวย)อาจเดือดร้อน ตรงนี้ดี เข้าเป้าครับ

ท่านผู้อ่านที่ได้อ่านบทความของผมตั้งแต่แรก ( ยุทธศาสตร์ประเทศ ตอนที่ ๑) คงจำได้ว่าผมเปรียบประเทศเป็นบริษัทแม่ และ 76 จังหวัดของประเทศเป็นบริษัทลูก บริษัทแม่หารายได้จากการค้าขายกับบริษัทฯอื่นๆในต่างประเทศ (การส่งออก การท่องเที่ยว) และให้บริษัทลูกๆกันเอง ค้าขายภายในประเทศ (การบริโภคภายใน ประเทศ) รายได้ที่ได้จากการค้าขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ แบ่งปันนำมารวมกันในรูปแบบของภาษี เป็นรายได้ของแผ่นดิน เดียวนี้รายได้แผ่นดินตัวเลขสูงกว่าล้านล้านบาทต่อปีครับ

ผมได้เคยพูดไว้ว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรานำรายได้แผ่นดินมาแบ่งปันให้ผู้ถือหุ้นคือประชาชนกว่า 63 ล้านคน อย่างเป็นธรรม เท่าและทัดเทียมกัน

กระบวนการการแบ่งผลกำไรหรือรายได้ของบริษัทประเทศไทยนี้ต้องมีกฎหมายรองรับครับ เรียกว่า พรบ.งบประมาณประจำปี ผู้เสนอกฏหมายคือรัฐบาล ผู้ให้ความเห็นชอบ พิจารณารายละเอียด ปรับลดงบประมาณคือท่านส.ส. ตัวแทนของพวกเรา เริ่มมองเห็นความสำคัญของท่านส.ส.ผู้ทรงเกียรติ (ด้วยความเคารพ) หรือยังครับ

มีคำถามว่ารัฐบาลที่ดีควรจัดสรรงบประมาณอย่างไรจึงจะเกิดความเป็นธรรมในสังคมนี้ คำตอบคือทุกรัฐบาลรู้ว่าควรจะทำอย่างไร เพราะผู้บริหารอ่านตำราเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคการเมืองพรรคใดก็แล้วแต่ อยู่ที่ใจของนักการเมืองครับว่าจะทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อตนเองและพรรคพวก

ความยากจึงอยู่ที่การเมือง ความยากอยู่ที่ว่าผู้ถือหุ้น (ประชาชน) จะสนใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ถ้าผู้ถือหุ้นสนใจการเมืองน้อย เลือกตั้งแล้วก็แล้วกัน อย่างนี้เสร็จนักการเมือง แต่ถ้าภาคประชาชนเข้มแข็ง เฝ้าดูพฤติกรรมของนักการเมืองอย่างใกล้ชิด พรรคการเมือง นักการเมืองก็จะระมัดระวังตัวมากขึ้น

ข่าวดีคือวันนี้ประชาชนเริ่มมองเห็นแล้วว่าปล่อยให้นักการเมืองเอาประเทศไปบรรเลงกันเองไม่ได้เสียแล้ว ประชาชน ผู้ถือหุ้น จึงต้องลงมาเล่นเสียเอง นี่ละครับคือที่มาของการปฎิรูปประเทศไทยโดยภาคประชาชนครั้งสำคัญ

(ท่านผู้อ่านอาจแปลกใจว่าทำไมผมถึงเขียนบทความที่เหมือนกับดูถูกดูแคลนนักการเมือง ทั้งๆที่ผมเองก็เป็นนักการเมืองมากว่า 20 ปีแล้ว ต้องออกตัวว่าทุกสังคมมีคนดี คนไม่ดีปนกันไป สังคมการเมืองก็ไม่ต่าง นักการเมืองที่ผมกล่าวถึงคือประเภทคนไม่ดี นักการเมืองดีๆก็มีไม่น้อย)

ผมจะขอแสดงความเห็นในเรื่องของการปฎิรูปเศรษฐกิจของประเทศ เฉพาะประเด็นของการแก้ปัญหาความยากจน ผมเชื่อว่าปัญหานี้แก้ได้ หัวใจคือต้องแบ่งผลกำไรจากการค้าขายของบริษัทประเทศไทยให้กับผู้ถือหุ้นกว่า 63 ล้านคนอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่คนรวยได้มาก คนจนได้แต่เศษที่เหลือ

ข้อเสนอของผมครับ

ให้ภาคประชาชนไปสร้างกลไกในการกำหนดวิธีการจัดสรรงบประมาณ รื้อใหม่ทั้งหมด อาจสร้างกลไกที่บังคับให้ทุกรัฐบาลต้องดำเนินการในการจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ด้อยโอกาส ยกตัวอย่างเช่น งบประมาณเรียนฟรีจริง งบประมาณรักษาพยาบาลถ้วนหน้า งบประมาณดูแลผู้สุงอายุ งบประมาณประกันรายได้เกษตรกร เหล่านี้ ให้กลายเป็นงบประจำเสียทั้งหมด

เมื่อลูกหลานของครอบครัวผู้ถือหุ้นได้โอกาสในการศึกษาที่ทัดเทียมกัน เมื่อรัฐบาลดูแลทุกครอบครัวเวลาเจ็บป่วย และเมื่อพ้นวัยทำงาน หรือเมื่อเกษตรกรทำการเกษตรแล้วต้องไม่มีคำว่าขาดทุน ให้เกษตรกรมีรายได้ประจำเช่นเดียวกับมนุษย์เงินเดือน ดำเนินการในแนวนี้ติดต่อกันทุกปี กำหนดไว้เลยว่าไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องทำ เป็นการแบ่งกำไรจากรายได้ของประเทศให้ทุกผู้ถือหุ้นทุกคนอย่างทัดเทียมกัน

นอกจากนั้นเมื่อมีเงินเหลือก็ต้องแบ่งกำไรเพื่อใชัในการลงทุนด้านอื่นๆ การแบ่งกำไรเพื่อลงทุนให้กับบริษัทลูกๆ (งบจังหวัด) หรือการนำรายได้ไปลงทุนก่อสร้างโครงการที่ทำให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นเกษตรกรหรือนักธุรกิจได้ประโยชน์ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง ต้องให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ต้องสร้างกลไกเพื่อให้นักการเมืองหรือท่านส.ส.ที่ต้องการทำหน้าที่ในการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณ ให้ได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบการตรวจสอบ เพื่อยากต่อการทุจริตโกงกินเงินงบประมาณ

นโยบายหรือกลไกการตรวจสอบโดยภาคประชาชนกับการลงทุนของรัฐหรือภาคเอกชนที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม กับทรัพยากรธรรมชาติก็ต้องให้มีการกำหนดที่ทำได้จริง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้เกิดอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ

จะใช้เงินงบประมาณขยายถนน ๔ เลน ๖ เลน เพื่อความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยว ขยายถนนแล้วต้องตัดต้นไม้ใหญ่ และอาจทำให้มีนักท่องเที่ยวมากเกินกว่าที่ควร เช่นกรณีเขาใหญ่ ก็ต้องรู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้ถือหุ้นเจ้าของประเทศไม่ว่าจะเป็นป่า เช่นเขาใหญ่ หรือหาดริมทะเล หัวหิน พัทยา กระบี่ ภูเก็ต เหล่านี้เป็นสมบัติของพวกเราทุกคน ถ้าจะเอาสมบัติเหล่านี้ไปทำประโยชน์ก็ต้องคิดให้รอบคอบ

การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นเรื่องจำเป็น ป่าเราต้องสงวน หาดทรายสวยๆ ก็ต้่องเก็บไว้ ใครอยากมาเที่ยว ใครอยากมาชม มาได้แต่ต้องกำหนดปริมาณไม่ให้มากเกิน วิธีกำหนดก็ไม่ยาก เช่นถนนแคบก็ไม่ต้องไปขยาย ถ้าถนนแคบ รถติด เดินทางลำบาก ยิ่งดี เพราะจำนวนนักท่องเที่่ยวจะได้น้อยลงไปบ้าง เขาใหญ่ของเราจะได้คงสภาพความเป็นป่ามรดกโลกไวั ไม่เสื่อมโทรม เที่ยวน้อยแต่เที่ยวได้นานเป็นสิ่งที่ควรทำ

ผมอาจมีความคิดที่ต่างกับหลายๆท่าน อาจเป็นเพราะผมหวงทรัพยากรของชาติมากผิดปกติ ผมอยากให้เราสามารถสร้างรายได้จากสมบัติอันน้อยนิดที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยขน์ในระยะยาวตลอดไป

ที่พูดมานี่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สร้าง ไม่ขยายถนน ไม่พัฒนาประเทศ ที่ต้องการสื่อคือเงินงบประมาณเป็นของผู้ถือหุ้น เป็นของประชาชนกว่า 63 ล้านคน จะใช้ทำอะไรต้องให้เกิดประโยชน์กับผู้ถือหุ้นอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นที่ด้อยโอกาสครับ

ผมมีความเชื่อว่าการปฎิรูปเศรษฐกิจของประเทศคงไม่สามารถทำให้ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกันได้ แต่ผมเชื่อและถือว่าเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสที่เท่าเทียมกัน

การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยในมุมมองของผมครับ
<บทความของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จากเว็บ korbsak.com>
อ่านแล้วถูกใจมากครับเลยขอตัดแปะสักครั้ง ไม่ได้อ่านแนวคิดดีๆจากนักการเมืองที่ไม่ใช่แค่การแถลงนโยบายรึการพูดตามสถานะตามหลักการเพื่อให้ดูดี ยิ่งความเห็นเรื่องการดูแลจัดสรรคงบและการดูแลเกษตรกรโดนใจผมไม่น้อยเลย บางอย่างอาจจะเอามาปฏิบัติจริงยากแต่ถ้าปรับจูนสักนิดก็น่าจะใช้ได้ เช่นเกษตรกรไม่ต้องถึงกับให้เงินเดือนหรอกแค่ดูแลและจัดสรรคทุกขั้นตอนให้เป็บระบบตั้งแต่การวางแผนว่าจะปลูกอะไร อะไรล้นตลาดแล้วและมีอะไรที่ตลาดมีความต้องการอีกบ้าง การดูแลรักษา<การเข้ามามีส่วนร่วมและให้คำแนะนำทางวิชาการอย่างจริงจังจากหน่วยงานเช่นเกษตรตำบล อำเภอ> และที่สำคัญสุดคือการขายและกระจายสินค้า<ป้องกันกันเอาเปรียบจากพ่อค้าและป้องกันสินค้าราคาตกต่ำเพราะที่ผ่านมาเราเคยมีโครงการกินลำไยช่วยชาติ ลองกองช่วยชาติและอื่นๆซึ่งเราก็รู้ตั้งแต่เนิ่นๆอยู่แล้วว่าช่วงเวลานั้นมีสินค้าอะไท่กำลังจะออกมามากแต่กลับไม่เตรียมหามาตราการรองรับสุดท้ายก็ต้องโป๊ะงบภาษีไปช่วยที่ปลายเหตุแถมยังเป็นช่องทางให้มีการโกงกินกันเหมือนเทศกาลซ้ำเติมประชาชน>
บ่นยาวเพราะถูกใจและอยากเห็นการลงมือทำครับ
โลกเสมือน#เสาะหาความยุติธรรมแม้แก่ผู้อื่นก็ยังดีอย่างน้อยจะได้รู้ว่ามันยังมีจริงในโลก
โลกจริง#กูเหนื่อยและเบื่อความพ่ายแพ้ในเกมส์ที่ถูกยัดเยียด ได้เวลาเลิกหลอกตัวเองว่าอะไรๆยังเหมือนเดิม ถึงเวลากระทืบอุปสรรคแล้วก้าวเดิน
User avatar
integra
 
Posts: 1616
Joined: Tue Apr 21, 2009 3:24 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby pochi » Sun Sep 05, 2010 1:24 am

อาจให้นักวิชาการท้องถิ่นนั้นๆทำ LAC (limits of acceptable change) framework ในพื้นที่ท่องเที่ยวของตนเอง กับ carrying capacity เพื่อศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายน่ะค่ะ
หลายๆชุมชนที่โปจิไปศึกษามา พบว่ามีปัญหามากในการประเมิน carrying capacity ของชุมชนตัวเอง ซึ่งจะส่งผลเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้มีรายได้โดยตรงจากการประกอบกิจการท่องเที่ยว กับผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงได้ ค่อนข้างละเอียดอ่อนค่ะ แต่เป็นเรื่องที่อยากให้ทำเป็นอย่างยิ่ง
RT @Cake_NBC: นายกฯแจงเรื่องที่เอาหมวกถุงยางมาสวมหัว อะไรที่ทำแล้วลดปัญหาได้ ก็พร้อมทำ "เป็นศีรษะผม ไม่ใช่ศีรษะของคนอื่น" #NBT
User avatar
pochi
 
Posts: 5035
Joined: Mon Oct 13, 2008 1:24 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby integra » Sun Sep 05, 2010 1:57 am

คห คุณโปจิเป็นด้านที่ผมไม่มีความรู้แต่น่าสนใจมากครับ
ด้านเกษตรที่เป็นอาชีพของผมเมื่อก่อน ผมได้ลองเข้าเวปของกระทรวงและสำนักสถิติลองหาดูเกี่ยวกับการผลิตและราคาทำให้รู้สึกได้เลยว่าเกษตรกรยังถูกโดดเดี่ยว ก็แค่ราคาสินค้าราคาผลไม้ยังแทบล้าหลังไปเป็นปีๆแล้วหน่วยงานนั้นๆจะเอาข้อมูลอะไรมาแก้ใขและให้การดูแลเกษตรกรได้ เข้าใจว่าท่านนายกงานล้นมือก็จริงแต่ผมว่าท่านแค่สั่งๆไปแล้วให้หน่วยงานมารายงานผลน่าจะเป็นตัวกระตุ้นที่ดี
เอาแบบด่วนๆช่วงนี้มีผลไม้ทางภาคใต้ทั้งทุเรียนมังคุดเงาะเตรียมออกสู่ตลาดทั้งในและนอกประเทศ อยากเห็นรูปธรรมของคำว่าประชาชนต้องมาก่อนมาช่วยดูแลเกษตรกรไม่ให้ต้องวังเวงรอคอยพ่อค้าแม่ค้าจากต่างถิ่นมากดขี่ราคาถึงในสวน จะถูกจะแพงก็ไห้เป็นธรรมกันหน่อย เผลอๆถ้าตัวใหนจะล้นตลาดรึจะมีปัญหาจะได้รู้กันแต่เนิ่นๆไม่ต้องมาแก้กันที่ปลายเหตุเอาเงินมาอุดหนุนมาประกันราคาให้เปลืองงบ<เปลืองงบให้ถูกงาบซะเปล่าๆ> อิอิ
โลกเสมือน#เสาะหาความยุติธรรมแม้แก่ผู้อื่นก็ยังดีอย่างน้อยจะได้รู้ว่ามันยังมีจริงในโลก
โลกจริง#กูเหนื่อยและเบื่อความพ่ายแพ้ในเกมส์ที่ถูกยัดเยียด ได้เวลาเลิกหลอกตัวเองว่าอะไรๆยังเหมือนเดิม ถึงเวลากระทืบอุปสรรคแล้วก้าวเดิน
User avatar
integra
 
Posts: 1616
Joined: Tue Apr 21, 2009 3:24 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby หนูอ้อย » Sun Sep 05, 2010 9:55 am

ที่ท่านเจ้าของกระทู้นำเสนอเป็นยุทธศาสตร์ทาง"ความคิด"ซึ่งส่วนงานต่างๆทั้งรัฐและเอกชนจะต้องดำเนินไปด้วยการปฏิบัติจริง(โดยนายกหรือคนที่นายกมอบหมายจะเป็นคนควบคุมการปฏิบัติอีกชั้นหนึ่ง)

ขณะนี้มีอีกยุทธศาสตร์หนึ่งคือยุทธศาสตร์ด้านลอจิสติกส์ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ร่วมหลายประเทศมี จีน ลาว ไทย เส้นทางนี้พูดคุยมาหลายปี(ก่อน 2550)ในชื่อโปรเจค North-South Economic Corridor Bridge Project

ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์นี้คือเส้นทางสาย R3a คุนหมิง-เชียงของ(เชียงราย)

Image
เครดิตภาพจากphotobucket.com

สงครามการค้าทุกด้านจากจีนได้ล้อมรอบ รายล้อม บีบอัด ประเทศไทยไว้อย่างเบ็ดเสร็จเช่นขณะนี้จีนร่วมลงทุนกับสิงคโปร์ในเขตเศรษฐกิจที่เชียงรุ้ง ขนาด 26 ตารางกิโลเมตร หรืออีกโครงการคือกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กจีนเครือคุนหมิงสตีลได้เข้ามาลงทุนก่อสร้างโรงงานรีดเหล็กที่หลวงน้ำทาในนามบริษัท Laos GN steels, โครงการนิคมอุตสาหกรรมที่เมืองห้วยทรายแขวงบ่อแก้วก็อยู่ในมือทุนจีนแล้ว นั่นคือเขตนิคมอุตสาหกรรมที่บ้านต้นผึ้ง(ตรงข้ามอ.เชียงแสน จ.เชียงราย) เนื้อที่นับหมื่นไร่ โดยขณะนี้กลุ่มบริษัท Hong yu จำกัด จาก จีน เป็นการลงทุนลงทุนทำนิคมฯ-เขตปลอดภาษีขึ้น

นอกจากนั้นทุนจีนได้เข้ามาพัฒนาที่ดินของไทยแล้ว คือการกว้านซื้อที่ดินย่านสี่แยกร้องโพธิ์หรือสี่แยกอินโดจีนบริเวณริมถนนมิตรภาพ (สาย 12) เนื้อที่ 40-50 ไร่ จุดตัดระหว่างถนนคุนหมิง - กรุงเทพฯ กับเส้นทางสาย East-West Corridor ราคาประมาณ 200 ล้านบาท ผ่านนอมินี เพื่อใช้เป็นสถานที่จอดและพักรถบรรทุกหัวลาก รองรับการขนสินค้ามาจากจีน - เชียงรายผ่านลงมาตอนใต้

และบริษัท ทีพีไอ ของไทย ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือในการจำหน่ายน้ำมันดีเซล จำนวน 1 ล้านลิตร ให้กับบริษัท ซีซวงปันนา ก๊าซ และปิโตรเลียม อินดัส- เทรียล จำกัด (XGPI) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ข้อตกลงฉบับดังกล่าวมีระยะเวลา 2 ปี คิดเป็นมูลค่าการค้าถึง 200 ล้านบาทต่อปี และมีการประเมินว่าบริษัทจะสามารถจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้กับบริษัท XGPI ได้ถึงเดือนละ 5 ล้านลิตร หากเส้นทาง R3aดำเนินการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้สูงถึง1,080 ล้านบาท ต่อปี ทั้งหมดนี้เป็นแค่หนังตัวอย่าง-น้ำจิ้มๆถึงอิทธิพลทางการค้าของต่างชาติ

จีนมีอิทธิพลทางด้านแม่น้ำโขง +เส้นทางทางบก(ถนนและรถไฟ), การลงทุนนิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งในพม่า และสปป.ลาว จ่อประชิดติดแดนไทย การต่อเชื่อม คน สินค้าจะข้ามมาฝั่งไทยอย่างง่ายดาย ผ่านเส้นทางคุนหมิง – กรุงเทพฯ หรือที่เรียกว่าคุนมั่น – กงลู่ (昆明 - 曼谷 新橋)

ระบบลอจิสติกส์ของไทยพร้อมที่จะรองรับสินค้าจากจีนในระดับไหน หรือจีนจะเข้ามาครอบงำธุรกิจด้านการขนส่งลอจิสติกส์ของไทยทั้งระบบหรือไม่ ที่บอกว่าหากทางสายยุทธศาสตร์เส้นนี้สำเร็จแล้วจะวิน-วินด้วยกันทุกฝ่าย ไทยจะ"วิน"กับเขาด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรไทย???

โลกและประเทศอื่นก้าวไปถึงไหนแล้ว คนในชาติเรามีหลักวิธีคิดเช่นไรในการเคลื่อนประเทศไปกับยุทธศาสตร์โลก :?: ถึงเวลาแล้วกระมังที่จะออกจากวังวนของการแบ่งขั้วในประเทศซึ่งทำให้เสถียรไม่พอที่จะสู้รบทางการค้ากับใครเขา. . .
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby integra » Sun Sep 05, 2010 10:56 am

ครับน่าจะถึงเวลาที่จะรื้อทั้งระบบตั้งแต่การขนส่งไปถึงการจัดระบบการจัดการและการจำหน่าย ผมขอแปะบทความที่พอจะขยายความสินค้าเกษตรของเรากับจีนครับ
ไทย - จีน สู่เส้นทางค้าเสรี ผัก ผลไม้

พลิกกลยุทธ์ เจาะตลาดผักและผลไม้ แดนมังกร "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" คำกล่าวของซุนวูในหลักพิชัยสงคราม ที่ทำให้แม่ทัพนายกองในสงครามของแผ่นดินจีนหลายยุคหลายสมัย ต่างสามารถมีชัยต่อข้าศึก ในปัจจุบันแม้ว่าสถานการณ์ด้านการรบที่ชัยชนะต้องมาด้วยเลือดเนื้อ จะปรับเปลี่ยนมาสู่สงครามแห่งการค้า ที่มีผลกำไรเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่กลศึกนี้ยังสามารถนำมาปรับใช้ได้ เมื่อประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีข้อตกลงในการลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ ลงเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ นั่นย่อมหมายความว่า โอกาสของนักธุรกิจไทยรวมไปถึงกลุ่มเกษตรกร ที่มีศักยภาพในการส่งออก จะสามารถผลิตและส่งสินค้าประเภทผักและผลไม้เข้าไปจำหน่ายในจีนได้สะดวกมากขึ้น แต่การที่จะก้าวไปถึงจุดนั้นคงต้องกลับมาศึกษาเกี่ยวกับช่องทางต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับจีน"กลยุทธ์เจาะตลาดผักและผลไม้ในจีน ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทยกับจีน" อันเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้น โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหนึ่งในข้อมูลต่าง ๆ ที่สามารถชี้ช่องทาง ปัญหาและอุปสรรคที่ต้องดำเนินการแก้ไขหรือเตรียมพร้อมไว้

ในเอกสาร กลยุทธ์เจาะตลาดผักและผลไม้ในจีน ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทยกับจีน ได้ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์แก่ผู้สนใจ ดังนี้


กรอบความตกลงทั่วไป ระหว่าง ไทย - จีน

จากระยะเวลาที่ผ่านมานั้นประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ดำเนินการเจรจาและมีข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้นำไปสู่กรอบความตกลงที่ต้องดำเนินการตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกรอบความตกลงทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องการค้าของทั้ง 2 ประเทศ ประกอบด้วย

1.อาเซียนและจีนมีการลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน - จีน ( Framework Agreement on ASEAN - China Comprehensive Economic Cooperation ) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 เป็นแนวทางสำหรับการเจรจาตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน ซึ่งครอบคลุมด้วยการค้าสินค้า การบริการ การลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ

2.ภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน - จีน ด้านสินค้าได้กำหนดให้ลดภาษีภายในวันที่ 1 มกราคม 2548 และเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2553 สำหรับอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และจีน และภายในปี 2558 สำหรับอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ) โดยกำหนดอัตราภาษีปกติลดลงปีสุดท้ายมี 2 อัตรา คือ 0 เปอร์เซ็นต์ และ 5 เปอร์เซ็นต์ และได้กำหนดให้เริ่มลดภาษีสินค้าบางรายการลงทันที (Early Harvest : EH) ของสินค้าเกษตรทุกรายการ ในตอนที่ 01 - 08 ได้แก่ สัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์ใช้บริโภค ปลาและสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์จากสัตว์อื่น ต้นไม้ และพืชที่มีชีวิต พืชผักใช้บริโภค และผลไม้ โดยให้ลดภาษีภายในวันที่ 1 มกราคม 2547 ให้เป็น 0 ภายในปี 2549 สำหรับอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และจีน ส่วนอาเซียนใหม่ภายในปี 2553

3.ตามกรอบของ EH ไทยและจีนได้ลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีสินค้าผักและผลไม้ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2546 ให้ลดภาษีนำเข้าของ 2 ประเทศ ให้ลงเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 นี้ เป็นต้นไป


มูลค่าค้าขายสินค้า ตามพิกัด 07 และ 08 ที่ผ่านมา

จากข้อมูลของเอกสารกลยุทธ์เจาะตลาดผักและผลไม้ในจีน ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทยกับจีน ได้บ่งชี้ถึงมูลค่าการส่งออกและนำเข้าของสินค้าที่อยู่ในพิกัดศุลกากร ตอนที่ 07 และ 08 ไว้ว่า

ในส่วนของการสินค้า ตอนที่ 07 พืชผักใช้บริโภคนั้น ในช่วงปี 2541 -2545 แนวโน้มมูลค่าการส่งออกและการนำเข้าของไทยมีอัตราเพิ่มเฉลี่ย ร้อยละ 75 และ 37 ต่อปี ตามลำดับ สำหรับในปี 2545 ไทยและจีนมีมูลค่าการค้ารวมกันประมาณ 4,772 ล้านบาท เป็นการส่งออกของไทยมูลค่า 4,408 ล้านบาท และเป็นการนำเข้าของไทย 365 ล้านบาท ทำให้ได้เปรียบดุลการค้า 4,403 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดุลการค้าพืชผัก (ไม่รวมมันสำปะหลัง) พบว่า ไทยขาดดุลการค้า 361 ล้านบาท ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ มันสำปะหลัง ถั่วและพืชผัก ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ กระเทียม หอมหัวใหญ่ หัวผักกาด บรอดบีน มันฝรั่ง และหน่อไม้แห้ง

ขณะที่สินค้า ตอนที่ 08 ผลไม้ ในช่วงปี 2541 - 2545 แนวโน้มมูลค่าการส่งออกและการนำเข้าของไทยมีอัตราเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 106 และ 24 ต่อปี ตามลำดับ สำหรับในปี 2545 ไทยและจีนมีมูลค่าการค้ารวม 2,671 ล้านบาท เป็นการส่งออกของไทยมูลค่า 1,486 ล้านบาท และเป็นการนำเข้าของไทย 1,184 ล้านบาท

ไทยได้เปรียบดุลการค้า 302 ล้านบาท ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ลำไย ทุเรียน ส้มโอ กล้วยไข่ มังคุด สับปะรดแห้ง และมะละกอ ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ แอปเปิ้ล ลูกนัต แพร์ คลินซ์ แอพริคอต เซลนัต และฟิสตาซิโอ

สำหรับการส่งออกที่ผ่านมาในแง่ของโครงสร้างภาษีนำเข้า สำหรับสินค้าผัก ไทยเก็บภาษีนำเข้าอยู่ระหว่าง 36 -58.2 เปอร์เซ็นต์ และจีนเก็บภาษีนำเข้าอยู่ระหว่าง 0 -13.6 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สินค้าผลไม้ ไทยเก็บภาษีนำเข้าอยู่ระหว่าง 10 -55.2 เปอร์เซ็นต์ และจีนเก็บภาษีนำเข้าอยู่ระหว่าง 0 - 39 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ทางจีนยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้นำเข้าผลไม้สด 13 เปอร์เซ็นต์ และผลไม้แห้ง 17 เปอร์เซ็นต์

พร้อมนี้ในส่วนของมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี พบว่าทางจีนได้ใช้มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยกับสินค้าผักและผลไม้ โดย

1.ใช้การตรวจโรคพืช และแมลง และสารตกค้าง และสิ่งเจือปนอื่น ๆ อย่างเข้มงวดและใช้เวลานาน ทำให้สินค้าเน่าเสีย เช่น ลำไย ต้องตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์

2.กำหนดต้องให้มีใบอนุญาตสุขอนามัยและการรับรองฟาร์ม จากกรมวิชาการเกษตรของไทยมาแสดงพร้อมการนำเข้า เช่น ทุเรียน และมะม่วง


ปัญหาและอุปสรรค เมื่อค้าขายกับจีน

ในแง่ของปัญหาและอุปสรรคด้านการค้าขายกับประเทศสาธารณรัฐประชาจีนนั้น มีข้อต้องพิจารณาหลายประการ คือ

1.มาตรการทางด้านการค้าที่มิใช่ภาษี โดยในการนำเข้าผลไม้มีข้อกำหนด ดังนี้

- มีใบรับรองโรคพืชและแมลง และต้องผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐด้านสุขอนามัยพืช ณ ด่านกักกันพืช ที่ท่าอากาศยาน และท่าเรือ เช่น ในการนำเข้าลำไยกำหนดให้ หากสุ่มตรวจพบโรคและแมลงต้องนำไปรมควันด้วย Methyl Bromide ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น รวมทั้งต้องมีใบรับรองตรวจสอบสารตกค้าง จากกรมวิชาการเกษตร ไม่ให้มีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างที่เนื้อลำไยเกินกว่า 300 ppm และไม่มีสารตกค้างเมทามิโดฟอส

- มะม่วงและทุเรียนที่จะส่งเข้านั้นต้องมาจากสวนที่ผ่านการตรวจสอบและจดทะเบียนแล้วจากกรมวิชาการเกษตร ส่งผลให้สวนที่ไม่ได้ผ่านการรับรองไม่สามารถส่งเข้าไปมณฑลที่มีการเข้มงวด เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง

2.ระเบียบการนำเข้าและส่งออกผลไม้ MOFTEC (Ministry of Foreign Trade and Economic Cooperation) กำหนดให้ผู้นำเข้าและส่งออกได้จะต้องเป็นผู้ที่มีใบรับรองอนุญาต (License) สำหรับบริษัทธุรกิจจีนที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองชายฝั่งทะเล ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านหยวน จึงจะสามารถขออนุญาตประกอบการนำเข้า-ส่งออกได้

สำหรับบริษัทธุรกิจที่อยู่ในเมืองอื่น ๆ ทุนจดทะเบียนจะลดลงเหลือเพียงไม่ต่ำกว่า 3 ล้านหยวน ของแต่ละมณฑล ซึ่งในการขออนุญาตนำเข้าผลไม้ไทยจะนำเข้าและจำหน่ายได้จะต้องผ่านผู้ได้รับอนุญาตดังกล่าว

3.การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศจีน แม้อัตราภาษีนำเข้าจะลดเหลือศูนย์ก็ตาม แต่จีนยังมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้นำเข้า ร้อยละ 13 สำหรับผลไม้สด และร้อยละ 17 สำหรับผลไม้แปรรูป ทำให้ผู้นำเข้าผลักภาระไปให้พ่อค้าขายส่ง ขายปลีก ส่งผลให้ราคาผลไม้ของไทยสูงกว่าผลไม้ที่ผลิตในจีน

4.คุณภาพมาตรฐานของผลผลิตของไทย ผลผลิตสินค้าเกษตรของไทยยังไม่ได้มาตรฐานการส่งออกและมีปัญหาสารตกค้าง เนื่องจากยังมีเกษตรกรไม่ปฏิบัติตามวิธีการเกษตรดีที่เหมาะสม (Good Agriculture Practice : GAP) ทำให้สินค้ายังคงมีปัญหาสารตกค้าง ได้แก่ ผัก ผลไม้ (ลำไย ทุเรียน)

5.การกำหนดมาตรฐานสินค้าส่งออก ยังมีปัญหาใหญ่ 2 ประการ คือ

- มาตรฐานคุณภาพสินค้าของไทยบางส่วนยังไม่มีการกำหนดคุณภาพ และที่มีการกำหนดไปแล้วก็ยังไม่มีการนำไปใช้ในทางปฏิบัติ รวมทั้งการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าส่งออกยังขาดประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ตรวจสอบ และเจ้าหน้าที่ชำนาญเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ด้านพืช

- ขาดความร่วมมือในการกำหนดมาตรฐานสินค้าส่งออกของทั้ง 2 ประเทศ ให้เป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน

6.แหล่งรวบรวมและกระจายสินค้าของไทย ปัจจุบันยังขาดผู้ขายส่งสินค้า (Distributors) ของไทยในตลาดจีน ที่ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมสินค้าที่นำเข้าจากไทยและกระจายสินค้าของไทยไปยังตลาดในมณฑลต่าง ๆ ในจีน

7.เส้นทางและระวางขนส่งสินค้า ในส่วนที่ยังเป็นปัญหาประกอบด้วย

- เส้นทางการขนส่งหลักจากไทยไปจีนยังเป็นการขนส่งทางเรือ ซึ่งต้องผ่านฮ่องกงก่อนเข้าสู่จีน ไปยังเมืองท่าหลัก ๆ คือ กวางโจ และเซินเจิน ก่อนกระจายสู่มณฑลต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่ใช้การขนส่งทางบก โดยรถยนต์บรรทุกธรรมดา ขณะที่เส้นทางยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ทำให้เกิดความล่าช้า และคุณภาพของผลไม้ด้อยลงเมื่อถึงปลายทาง รวมทั้งไม่สามารถขนส่งในระยะทางไกล ๆ ได้

- ค่าระวางขนส่งค่อนข้างแพงและขาดแคลน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการส่งออกมาก ๆ

- ขาดเรือพาณิชย์ที่เป็นของไทยในการขนส่งสินค้าเส้นทางแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันต้องพึ่งพาเรือพาณิชย์ของจีนเกือบทั้งหมด

แปด การบริหารจัดการธุรกิจในจีน ปัจจุบันขาดศูนย์กลางข้อมูลทางด้านธุรกิจการค้าเชิงลึกของจีนทั้งด้านกฎหมาย ระเบียบ และวัฒนธรรมการค้าของจีนที่จะเชื่อมโยงให้กับผู้ส่งออกของไทยใช้ในการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งปัญหาการเจรจาทางการค้าที่ยังใช้ภาษาจีนเป็นหลัก


โอกาสทางการค้าของไทยสู่จีน

หากมองในแง่ของโอกาสทางการค้าระหว่างไทยกับจีนแล้ว จากข้อมูลในเอกสารชิ้นนี้ได้ประมวลข้อเด่นของไทย ดังนี้

1.เนื่องจากไทยมีศักยภาพการผลิตของสินค้าหลายชนิดที่ยังคงได้เปรียบเมื่อเทียบกับประเทศจีนและคู่แข่งขันที่สามารถผลิตเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ เช่น ลำไย ทุเรียน มังคุด ส้มโอ เงาะ กล้วยไข่ ลองกอง และมะพร้าวอ่อน

2.ตลาดจีนมีโอกาสขยายการส่งออกได้อีกมาก เนื่องจากจีนมีประชากรจำนวนมาก ประมาณ 1,300 ล้านคน และเศรษฐกิจจีนค่อนข้างมีเสถียรภาพ รายได้ของประชากรดีขึ้น โดยเฉพาะเมืองเซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง หนานหนิง ฟูเจียน เซียะเหมิน ปักกิ่ง และเฉินตู เป็นต้น ซึ่งไทยน่าจะมีโอกาสในการเจาะตลาดนี้ได้เพิ่มขึ้น

3.การขนส่งสินค้าเกษตรจากไทยไปจีนมีโอกาสขยายเส้นทางทะเลมุ่งสู่ตลาดจีนโดยไม่ต้องผ่านฮ่องกง เนื่องจากการลดภาษีเป็น 0 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ไทยสามารถส่งสินค้าไปท่าเรือของเมืองต่าง ๆ ของจีนโดยตรงได้มากขึ้น เช่น เซี่ยงไฮ้ นานกิง กวางตุ้ง และเซียะเหมิน เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ เส้นทางขนส่งทางอากาศยังสามารถขยายการส่งสินค้าผลไม้ไปยังสนามบินเมืองต่าง ๆ ในมณฑลยูนนานและเมืองอื่น ๆ ที่สำคัญได้เพิ่มมากขึ้น


กลยุทธ์ส่งออกสินค้าสู่จีน

สำหรับในส่วนของกลยุทธ์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งออก จากข้อมูลที่นำเสนอ ได้แบ่งแนวทางออกเป็น 2 แนวทาง คือ

1.กลยุทธ์ระยะสั้น ดำเนินการใน ปี 2546 - 2548

2.กลยุทธ์ระยะกลาง ดำเนินการใน ปี 2546 - 2550

โดย กลยุทธ์ในระยะสั้น ดำเนินการใน ปี 2546 - 2548 รวมทั้งสิ้น 5 ด้าน ดังนี้

1.การรักษาคุณภาพสินค้า แนวทางการดำเนินงาน ให้จดทะเบียนและรับรองกระบวนการผลิต (GAP) ของสวนที่ผลิตเพื่อส่งออก สร้างห้องปฏิบัติการ / ห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่แหล่งผลิต ให้ภาคเอกชนทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบกระบวนการผลิตและรับรองสินค้า (Cerify Body) ในระดับฟาร์มของเกษตรกรโดยรัฐเป็นผู้กำกับดูแลและรณรงค์ให้เกษตรกรได้เข้าใจถึงการปรับปรุงการผลิต เพื่อรักษาคุณภาพมาตรฐานเพื่อการส่งออก

หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตรและสำนักมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

2.ลดข้อกีดกันการค้า แนวทางดำเนินงานคือ แต่งตั้งผู้แทนไทยเพื่อเจรจา เพื่อลดข้อกีดกันด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ยกเลิกข้อตกลงให้นำเข้าได้เฉพาะ 5 สวน ที่ผ่านการตรวจสอบและจดทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร จัดทำ MRA ในด้านสินค้าเกษตรระหว่างไทยและจีน ยกเลิก/ขยายโควต้าการนำเข้าและลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรของจีนในเมืองท่าที่จะเปิดใหม่

หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กรมวิชาการเกษตร สำนักมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์

3.เพิ่มช่องทางการจำหน่าย แนวทางดำเนินงาน ให้มีการส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรของไทยไปจีนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งการสร้าง Brand Name ของไทย จัดงานแสดงสินค้า โฆษณาในสื่อต่าง ๆ และจัดทำโปสเตอร์ในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้า

หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กระทรวงพาณิชย์

4.ขยายเส้นทางขนส่ง แนวทางดำเนินงาน เจรจาขยายเส้นทางขนส่งทางทะเลไปยังเมืองท่าที่สำคัญ เช่น เซี่ยงไฮ้ ฟูโจว เซียะเหมิน

หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กระทรวงคมนาคม

5.สร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการธุรกิจ แนวทางดำเนินงาน ทั้งการฝึกอบรมด้านภาษาจีนและขนบธรรมเนียมจีนแก่นักธุรกิจ เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ ทำการศึกษาตลาดในเมืองที่สำคัญในมณฑลต่าง ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ นานกิง ฟูเจี้ยน เซียะเหมิน และกวางตุ้ง เป็นต้น โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินงบประมาณและ/หรือร่วมกับภาคเอกชนดำเนินการศึกษาตลาดในจีน

หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน

ส่วนกลยุทธ์ระยะกลาง ดำเนินการใน ปี 2546 -2550 มี 3 ด้าน ดังนี้

1.เพิ่มช่องทางการจำหน่าย แนวทางดำเนินงาน จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าและเครือข่ายของไทยในมณฑลที่สำคัญเพื่อกระจายสินค้าเกษตรของไทยให้สะดวกและรวดเร็ว จัดตั้งบริษัทร่วมทุนการค้าสินค้าเกษตรหรือบริษัทตัวแทนการค้า เป็นตัวแทนการค้าและให้มีการค้าเกษตรแบบระบบ Account Trade

หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน

2ขยายเส้นทางขนส่ง แนวทางดำเนินงาน เร่งรัดให้มีความร่วมมือระหว่างลาว พม่า เวียดนาม และไทยในการสร้างเส้นทางขนส่งทางบกไปสู่มณฑลยูนนานและให้มีธุรกิจเรือขนส่งของไทยในเส้นทางลุ่มแม่น้ำโขง

หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กระทรวงคมนาคม

3.สร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการธุรกิจ แนวทางดำเนินงาน จัดตั้งศูนย์กลางด้านข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ ที่เกี่ยวกับจีน เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยทราบข้อมูลกฎหมาย ระเบียบ ตลอดจนวัฒนธรรมการค้าของจีน

หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน

มูลค่าส่งออก ปี 2550 เพิ่มเป็น 11,5000 ล้านบาท

ทั้งนี้ในบทสรุป ได้ประมาณถึงมูลค่าการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังจีนว่าจะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2550 จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าของมูลค่าส่งออกสินค้ารวมในปี 2545 หรือจากมูลค่า 5,800 ล้านบาท เป็น 11,500 ล้านบาท โดยสินค้าที่มีโอกาสในการส่งออกไปจีนมาก ได้แก่ ลำไย ทุเรียน ส้มโอ มังคุด เงาะ กล้วยไข่ ลองกอง และมะพร้าวอ่อน


เส้นทางขนส่งสินค้าจากไทยสู่จีน

ปัจจุบันการขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น สามารถเลือกใช้เส้นทางได้ 3 วิธี คือ

1. การขนส่งทางเรือ ถือว่าเป็นเส้นทางขนส่งหลักในเวลานี้ ทั้งนี้การขนส่งทางเรือจากไทยสู่จีนสามารถทำได้สองเส้นทาง โดยเส้นทางแรก การขนส่งตามลุ่มแม่น้ำโขง ใช้เส้นทางจากท่าเรือที่อำเภอเชียงแสนหรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย เดินทางไปยังท่าเรือที่เมืองสิบสองปันนาในมณฑลยูนนานหรือไปยังท่าเรือเมืองหนานหนิง เขตการปกครองอิสระกวางสี จากนั้นกระจายสินค้าไปยังเมืองต่าง ๆ ต่อไป

เส้นทางที่สอง การขนส่งทางทะเล ส่วนใหญ่การขนส่งสินค้าใช้เส้นทางจากแหลมฉบังผ่านทะเลจีนใต้ไปยังฮ่องกง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 วัน จากนั้นขนถ่ายสินค้าลงเรือเล็ก เพื่อขนส่งต่อไปยังท่าเรือหนานไห่ เข้าสู่ตลาดกลางค้าส่งผลไม้นำเข้าหลีสุ่ย เมืองกวางเจา และกระจายสินค้าไปเมืองต่าง ๆ ของมณฑลกวางตุ้งและมณฑลอื่น ๆเช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และเซียะเหมิน

2. การขนส่งทางอากาศ ส่วนมากใช้ขนส่งสินค้าตอนต้นฤดูกาลผลิตที่มีสินค้าน้อยและราคาสูงไปยังท่าอากาศยานในเมืองสำคัญต่าง ๆ ของจีน เช่น ท่าอากาศยานนครคุนหมิง เฉิงตู เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ซึ่งในปี 2544 ไทยมีการส่งออกผักและผลไม้ไปมีปริมาณ 100 ตัน มูลค่า 3.7 ล้านบาท

3. การขนส่งทางบก เป็นเส้นทางขนส่งไปยังจีนด้วยรถบรรทุกสินค้า ซึ่งสามารถใช้เส้นทางได้ 5 เส้นทาง แต่ปัจจุบันยังไม่นิยมใช้ เนื่องจากสภาพถนนไม่ดีและการก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยประกอบด้วย

- เส้นทางแรก จากจังหวัดหนองคายเข้าสู่เวียงจันทน์ ประเทศลาว จากนั้นเข้าสู่ประเทศเวียดนาม และผ่านเข้าสู่ประเทศจีนทางเมืองหนานหนิง เขตการปกครองอิสระกวางสี

- เส้นทางที่สอง จากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เข้าสู่ประเทศพม่าทางด่านท่าขี้เหล็ก ผ่านเมืองยองและเข้าสู่ประเทศจีนทางเมืองเหมิ่นซ่ง เพื่อเข้าสู่สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน โดยมีระยะทาง 240 กิโลเมตร

- เส้นทางที่สาม จากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เข้าสู่ประเทศพม่าทางด่านท่าขี้เหล็ก ผ่านเมืองเชียงตุง แล้วเข้าสู่สิบสองปันนา ประเทศจีน มีระยะทาง 253 กิโลเมตร

- เส้นทางที่สี่ จากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เข้าสู่ประเทศลาว ผ่านทางห้วยทรายใน หลวงน้ำทา บ่อเตน บ่อหวาน แล้วเข้าสู่สิบสองปันนา ประเทศจีน มีระยะทาง 254 กิโลเมตร

- เส้นทางที่ห้า จากอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เข้าสู่ประเทศลาว ผ่านด่านห้วยโกร๋น ด่านน้ำเงิน ปากแบ่ง บ่อเตน บ่อหาน แล้วเข้าสู่สิบสองปันนา ประเทศจีน มีระยะทาง 300 กิโลเมตร
โลกเสมือน#เสาะหาความยุติธรรมแม้แก่ผู้อื่นก็ยังดีอย่างน้อยจะได้รู้ว่ามันยังมีจริงในโลก
โลกจริง#กูเหนื่อยและเบื่อความพ่ายแพ้ในเกมส์ที่ถูกยัดเยียด ได้เวลาเลิกหลอกตัวเองว่าอะไรๆยังเหมือนเดิม ถึงเวลากระทืบอุปสรรคแล้วก้าวเดิน
User avatar
integra
 
Posts: 1616
Joined: Tue Apr 21, 2009 3:24 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby integra » Sun Sep 05, 2010 11:15 am

:) เท่าที่ประสบการณ์อันน้อยนิดของผมเจอมา เกษตรกรไทยยังอยู่ในมุมมืดที่ถูกลอยแพให้ต่อสู้กันเองตามยถากรรม เกษตรกรไทยเก่งและมีต้นทุนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูกยิ่ง แต่เราขาดการดูแลจากภาครัฐอย่างจริงจังทำให้การรวมกลุ่มเป็นไปได้ยากและไม่มั่นคง ชุมชนไหนโชคดีเจอช่องทางที่ดีก็ดีไป เช่น ที่ชุมพรมีอำเภอหนึ่ง<จำชื่อไม่ได้>ปลูกทุเรียนกันเป็นหลักต่อมาเจอปัญหาราคาตกต่ำบ้างเจอปัญหาเชื้อราไฟท๊อปเข้าต้นบ้างจนต้องเจ๊งและเลิกทำสวนทุเรียนกันไปเลย แต่พวกเขาโชคดีที่ไปเจอช่องทางใหม่และได้รวมกลุ่มชาวสวนทุเรียนเดิมมารวมกันปลูกกล้วยหอมทองส่งออกไปญี่ปุ่นทำกันเองทั้งหมดแม้แต่การแพ็คและการส่งออก สามารถเพิ่มมูลค่าจากที่พ่อค้าในประเทศได้กว่า200%<ช่วงที่ผมได้ข่าวบ้านเราชื้อ กก ละ7บาทแต่ส่งไปญี่ปุ่นได้30กว่าบาท>
อย่างมังคุดที่ญี่ปุ่นกิโลละเกือบพันบาท ทุเรียนแถบยุโรปรึเมกากิโลละพันกว่าบาท คือรวมๆแล้วทุกอย่างมีหนทางที่ดีมีโอกาสที่ดีสำหรับสินค้าเกษตรแต่เราไม่สามารถหยิบฉวยมาให้เกษตรกรกันได้เลย :)
โลกเสมือน#เสาะหาความยุติธรรมแม้แก่ผู้อื่นก็ยังดีอย่างน้อยจะได้รู้ว่ามันยังมีจริงในโลก
โลกจริง#กูเหนื่อยและเบื่อความพ่ายแพ้ในเกมส์ที่ถูกยัดเยียด ได้เวลาเลิกหลอกตัวเองว่าอะไรๆยังเหมือนเดิม ถึงเวลากระทืบอุปสรรคแล้วก้าวเดิน
User avatar
integra
 
Posts: 1616
Joined: Tue Apr 21, 2009 3:24 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby หนูอ้อย » Sun Sep 05, 2010 5:48 pm

ได้อ่านที่คุณ integra นำมาลง แม้ออกตัวว่าเป็นแค่การตัดแปะแต่นับว่ามีประโยชน์เพราะข้อมูลบางอย่างหากเพื่อนๆไปอ่านพบมาแล้วได้เอามาแบ่งปันกันมันจะทำให้หูตากว้างขวางขึ้น(อย่างน้อยก็ประหยัดค่าหนังสือพิมพ์ อิอิ)

บทความที่นำมานั้นพูดถึงพืชเศรษฐกิจทางใต้คือลองกองทำให้นึกถึงอีกกระทู้หนึ่งของพวกเราที่พูดถึงการนำลองกองมาทำไวน์ชื่อ "ลาลู" แถมมาซึ่งการเสวนากันว่าจริงๆแล้วการดื่มไวน์เป็นการผิดบทบัญญัติของศาสนาอิสลามรึเปล่า กระทู้นั้นชื่อ "ไฟใต้ใยจึงมอด" ของ eastisred ตามลิงก์ http://forum.serithai.net/viewtopic.php?f=2&t=27326
ขอโควทข้อความบางส่วนจากผู้ห่วงใยปัญหาภาคใต้เช่นเจ้าของกระทู้ พี่J7th พี่benzcl พี่sigree และantiseptic

เบียร์หรือไวน์ถูกผลิตขึ้นมาที่ได้ระเหยเอาแอลกอฮอล์ออก แต่ไม่มีทางที่จะทำให้แอลกอฮอล์หมดไปร้อยเปอร์เซ็นต์
หลักการอิสลามถือว่า ถ้าทั้งหมดของสิ่งหนึ่งเป็นที่ต้องห้าม(หะรอม)........โดยหลักการแล้วไวน์และเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องห้าม(หะรอม)อย่างแน่นอน
หะรอม เป็นภาษาไทย ถ้าเป็นอาหรับจะเรียกว่า ฮาหร่าม

Image
Image
Image
Image
ภาพเหล่านี้จาก http://www.pantip.com/cafe/food/topic/D%20...%2027827.html


Image

หากมีไฮสปีดเทรนที่มีข่าวหนาหูว่ามีการ"แย่งซีนงานกันทำ"ระหว่างเลขานายก(ท่านกอร์ปศักดิ์)และรัฐมนตรีคมนาคมจากพรรคภูมิใจไทย และไฮสปีทเทรนที่ว่าอาจนำลองกองที่เป็นผลไม้เศรษฐกิจของทางภาคใต้ของเราขึ้นไประบายสู่ตลาดประเทศจีนที่มีประชากรถึง 20 %ของประชากรโลก และไม่แน่...ผลไม้ชนิดนี้อาจเป็นที่ฮือฮาในหมู่ชาวมังกรเหมือนที่ทุเรียนเคยเป็นมาแล้วก็เป็นได้

Image
แผนที่เส้นทางไฮสปีดเทรน คุนหมิง-สิงคโปร์
(เครดิตhttp://english.people.com)

Image
(เครดิตhttp://179.photobucket.com)
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby หนูอ้อย » Sun Sep 05, 2010 6:09 pm

รูปแบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือ ไฮสปีดเทรน จะเป็นรถไฟฟ้าแบบเดียวกับ แอร์พอร์ตลิงก์ เบื้องต้นมี 2 รูปแบบ แบบที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้สำหรับขนสินค้า และแบบที่วิ่งด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะเป็นรถไฟโดยสาร และยังสามารถพัฒนารองรับกับรถไฟหัว จรวด หรือ บูลเล็ตเทรน แบบเดียวกับรถไฟเชินกันเซนของญี่ปุ่น

ส่วนระบบรางจะมีการก่อสร้างใหม่เรียกว่าเป็นระบบรางมาตรฐานมีขนาด 1.43 เมตร วิ่งตีคู่กับรางปัจจุบัน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกับรางรถไฟที่วิ่งมาจากจีน เข้ามาลาว ผ่านไทยไปมาเลเซียและสิ้นสุดที่สิงคโปร์(สายคุนหมิง-สิงคโปร์ นั่นเอง )
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby integra » Mon Sep 06, 2010 1:14 am

ผมก็คิดๆอยู่เช่นกันครับว่าการขนส่งเช่นรถไฟของเราควรถึงเวลาที่ต้องพัตนาเสียที เรามีงประมาณละเลงกันปีไม่รู้กี่แสนล้านแต่ลองมองย้อนไปสักห้าปีที่ผ่านมากับวันนี้ประเทศเรามีอะไรเด่นชัดบ้างส่วนตัวผมมองเห็นแค่บ้านเรือนศูนย์การค้าที่มากขึ้นถนนที่เพิ่มเลนส์ขึ้นแต่กับสิ่งที่เกี่ยงเนื่องกับการทำมาหากินเราแทบไม่มีอะไรเปลี่ยน ปีหน้าเราก็จะมีเรื่องเดิมๆใน นสพ ประกันราคาข้าว งบช่วยน้ำท่วม งบช่วยภัยแล้ง ราคาผลไม้ตกต่ำ ทุกอย่างมันช่างเป็นวงเวียนเหมือนวิบากกรรมที่คนไทยต้องหลับตานอนแล้วฝันไปว่าเราจะมีผู้นำประเทศที่กำลังนำพาเราไปสู่การพัตนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
พูดถึงลองกองเมื่อสองสามปีก่อนที่มีโครงการกินลองกองช่วยชาติผมได้มีโอกาสเข้าไปที่สามจังหวัดเพื่อซื้อลองกองส่งไห้พ่อค้าที่ฮ่องกง น่าแปลงใจมากที่ รบ.ตอนนั้นแก้ไขปัญหาด้วยการอัดฉีดเงินรึผลักภาระให้คนช่วยกันกินช่วยกันซื้อเหมือนกันแทบทุกปัญหาทั้งๆที่แนวทางแก้อื่นมีถมไป ผมเข้าไปซื้อในราคาที่สูงกว่าพ่อค้าอื่น5-10บาทเพราะผมมีราคาส่งที่พอจะมีกำไรอยู่บ้าง<แม้จะเสี่ยงการยิงรายวันอยู่บ้าง อิอิ> และก็ได้รู้มาว่าที่ฮ่องกงราคาลองกองจะยืนพื้นที่ประมาณ70-140บาทแล้วแต่ช่วงเวลา<ว่าจะมีผลไม้หลากหลายจนแบ่งส่วนแบ่งตลาดมากแค่ไหน>และคุณภาพ และที่น่าประหลาดใจมากๆคือที่ฮ่องกงมีแผงผลไม้ที่มีลองกองขายแค่ไม่กี่แผงเพราะผู้ส่งออกไปน้อย
ปล.ลองกองมีข้อจำกัดที่หลังจากออกจากต้นพ้นสามคืนช่อจะเริ่มหลอมพ้นเจ็ดคืนผลจะหลุดจากช่อเกือบหมด และลองกองที่จะขายได้ราคาต้องสดใหม่ช่อแน่นคือประมาณสองคืนต้องถึงมือผู้ซื้อนะครับ
โลกเสมือน#เสาะหาความยุติธรรมแม้แก่ผู้อื่นก็ยังดีอย่างน้อยจะได้รู้ว่ามันยังมีจริงในโลก
โลกจริง#กูเหนื่อยและเบื่อความพ่ายแพ้ในเกมส์ที่ถูกยัดเยียด ได้เวลาเลิกหลอกตัวเองว่าอะไรๆยังเหมือนเดิม ถึงเวลากระทืบอุปสรรคแล้วก้าวเดิน
User avatar
integra
 
Posts: 1616
Joined: Tue Apr 21, 2009 3:24 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby หนูอ้อย » Tue Sep 07, 2010 10:43 am

Image
เครดิตภาพแผนที่จากhttp://campus.sanook.com

หากพิจารณาแผนที่ของประเทศจีน จะเห็นว่า ด้านบนติดรัสเซีย อีกทางก็ตาลีบัน อีกด้านเจอนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ ญี่ปุ่น ปัญหาไต้หวันยังมี ไปไหนไม่ได้ จีนเขารู้อยู่แล้วเหนือแข็ง ตะวันออกดุร้าย ใต้ตันทางใต้ลาวออกทะเลไม่ได้ เวียดนามไปแปซิฟิกได้ แต่ไปอินเดียไม่ได้ พม่าเจอ คนกลุ่มน้อย ออกอินเดียได้ แต่ไปแปซิฟิกไม่ได้ มาไทยไปได้ทั้งสองแห่ง

จีนรู้
ไทยล่ะ รู้รึยัง :?: :?: :?:
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby พ่อไอ้ตอม » Tue Sep 07, 2010 11:24 am

== ข้อความถูกระงับโดยผู้ดูแล ==

User avatar
พ่อไอ้ตอม
 
Posts: 177
Joined: Mon Apr 19, 2010 9:08 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby pochi » Tue Sep 07, 2010 11:28 am

ความเห็นแบบข้างบนนี้ ไม่พิมพ์ก็ไม่มีใครหาว่าง่อยนะคะ
RT @Cake_NBC: นายกฯแจงเรื่องที่เอาหมวกถุงยางมาสวมหัว อะไรที่ทำแล้วลดปัญหาได้ ก็พร้อมทำ "เป็นศีรษะผม ไม่ใช่ศีรษะของคนอื่น" #NBT
User avatar
pochi
 
Posts: 5035
Joined: Mon Oct 13, 2008 1:24 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby integra » Wed Sep 08, 2010 6:13 am

พ่อตอมรึพ่อแม้วผมไม่ทราบนะแต่ผมพยายามหาสาระในโพสคุณและจับมาได้นิดนึงที่ว่า กอร์ปศักดิ์รักชาติรึไม่เพราะเป็นเพื่อนและไปประกันตัวให้โจร ผมจึงอยากแนะนำไห้คุณไปหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกนิดว่าการไปไห้ปากคำที่ศาลเรื่องนายวีระเขาไปตามคำสั่งของศาลซึ่งที่ผมทราบมาก็เป็นสิ่งถูกต้องแล้วที่การไปไห้ปากคำต้องพูดความจริงตามพยานหักฐานโดยไม่ใส่ร้ายรึบิดเบือนเพื่อเป็นคุณรึโทษ
ปล.ตอนแรกผมก็ฟาดงวงฟาดงาแบบคุณแต่พอได้อ่านข้อมูลจริงๆที่ไม่ใช่การวิจารณ์แบบใส่แต่อารมณ์ก็เข้าใจ และถ้าคุณจะถกต่อเรื่องนี้ผมว่าหากระทู้อื่นดีกว่านะครับเพราะหัวข้อนี้คงอยากมีแต่สิ่งที่พอจะเป็นสาระ<จะสาระเพื่อใครคุณลองอ่านดูแล้วคงจะพอเข้าใจครับ อิอิ>
โลกเสมือน#เสาะหาความยุติธรรมแม้แก่ผู้อื่นก็ยังดีอย่างน้อยจะได้รู้ว่ามันยังมีจริงในโลก
โลกจริง#กูเหนื่อยและเบื่อความพ่ายแพ้ในเกมส์ที่ถูกยัดเยียด ได้เวลาเลิกหลอกตัวเองว่าอะไรๆยังเหมือนเดิม ถึงเวลากระทืบอุปสรรคแล้วก้าวเดิน
User avatar
integra
 
Posts: 1616
Joined: Tue Apr 21, 2009 3:24 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby หนูอ้อย » Wed Sep 08, 2010 10:04 am

จีนทุ่มเดินหมากโซ่อุปทานเชิงรุก ดึง GMS เชื่อมประตูสู่การค้าโลก

โซ่อุปทานคือกลุ่มผู้สร้างคุณค่าจากหลาย ๆ คนในบริษัท จนถึงระดับประเทศ จากหลาย ๆ ประเทศรวมเป็นอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หลาย ๆ ประเทศมีความร่วมมือกัน มีการค้าขายร่วมกัน การส่งผ่านสินค้ากัน ซึ่งการร่วมมือกันมีข้อกำหนดต่อกัน เพื่อไปสู่ผลลัพธ์ที่ได้คือประโยชน์ของประชาคม ขององค์กรที่ได้ร่วมกัน ดังนั้น การพัฒนาโซ่อุปทานในระดับกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่งว่า แต่ละประเทศมีนโยบายภายใน และภายนอกประเทศอย่างไร เพื่อเกิดคุณค่าในห่วงโซ่อุปทาน

นายวิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฟาร์อีสต์ โปรเฟสชั่นแนล กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศจีน กล่าวว่า รัฐบาลของประเทศจีนได้มีการวางแผนระยะยาวล่วงหน้าถึง 50 ปีในการที่จะเปิดเส้นทางเชื่อมการค้า และการลงทุนภายในกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) โดยตั้งเป้าให้ 2 มณฑล คือยูนนานและกวางสี เข้ามามีบทบาท เห็นได้จากแผนพัฒนาฉบับที่ 17 ของยูนนานทั้งแผนระยะกลางและระยะยาวได้กำหนดนโยบายว่ายูนนานจะเป็นมณฑลเชื่อมต่อ 3 เอเชีย คือเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และเชื่อมต่อ 2 มหาสมุทรด้วยคือ แปซิฟิกกับอินเดีย

ด้านมณฑลยูนนานได้รับฉายาว่า เป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ เพราะฉะนั้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือไทย สิ่งที่ทางยูนนานเตรียมไว้รองรับ คือ 1)การตั้งศูนย์โลจิสติกส์ที่คุนหมิง เรียกว่า "ศูนย์โลจิสติกส์อาเซียน" 2)เขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เชียงรุ้ง 3)ศูนย์เปลี่ยนถ่ายโลจิสติกส์บ่อหาน 4) ศูนย์ ขนถ่ายด่านควนเหล็ก และสุดท้ายศูนย์ โลจิสติกส์ชายแดนต้าล่วง โครงการเหล่านี้ได้ก่อตั้งขึ้นแล้ว โดยทางรัฐบาลได้กำหนดงบประมาณให้

ขณะที่นโยบายภายนอกประเทศทางรัฐบาลจีนได้ดำเนินการ 2 เรื่อง คือ การสร้างรางรถไฟ และถนนเชื่อมต่อเส้นทางในภูมิภาค โดยรัฐบาลจีนได้จัดงบประมาณไว้สนับสนุนการก่อสร้างมาโดยตลอด เฉพาะปีนี้ประเทศจีนมีงบประมาณสนับสนุนอาเซียนเกี่ยวกับโลจิสติกส์ สาธารณูปโภคประมาณ 25,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบฯแบบให้เปล่า 10,000 ล้านบาท และให้กู้ประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อให้นำไปสร้างเส้นทางเชื่อมให้ครบหมด จะเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศจีนมีนโยบายต้องการเชื่อมเส้นทางการค้าการลงทุนผ่านออกทางประเทศไทยแน่นอน

"ตัวมณฑลกวางสีเองที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ไม่มีส่วนใดที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน แต่จีนก็ดึงนโยบายจีเอ็มเอสเข้าไปเชื่อมโยงได้ ในอนาคตเท่าที่ทราบมณฑลเสฉวนจะขอเข้ามาเอี่ยวด้วย"

สำหรับนโยบายภายในประเทศแล้ว และนโยบายนอกประเทศที่รัฐบาลจีนต้องจะผลักดันให้เชื่อมต่อกันภายใน 50 ปี คือ ทางรางกับทางถนน

ทางรางกำหนดเป็น 1 เส้นตรง กับ 3 วงแหวน โดย 1 เส้นตรง ตามแผน 11 เส้นตรงคือ ทางจากคุนหมิงลงมาที่จิ่งโขง บ่อหาน เข้าสู่หลวงพระบาง เวียงจันทน์ เชื่อมที่หนองคาย รวมถึงสิงคโปร์ 3 วงแหวน มี วงแหวนตะวันออก คุนหมิงมาฮานอย มาโฮจิมินห์ กลับมาพนมเปญ เข้ากรุงเทพฯ กลับหนองคาย วงแหวนตะวันตก คือ คุนหมิงออกจุ้ยมี่ ไปย่างกุ้ง ผ่านกาญจนบุรี เข้ากรุงเทพฯ กลับไปหนองคาย วงแหวนที่ 3 คือ 2 อันรวมกัน นี่คือนโยบายระยะกลางและระยะยาวของยูนนาน

ส่วนทางถนนทางจีนกำหนด 1 เส้น 1 เครือข่าย คือคุนหมิง-กรุงเทพฯ คือ เครือข่ายของโลจิสติกส์ทั้งหมดที่ต้องเชื่อมติดกัน ปัจจุบันอาร์ 3 บียังมีอีกหลายช่วงที่จะต้องเชื่อมอีก ปี 2015 จะต้องเชื่อมให้ครบหมด และเห็น อาร์ 3เอ ที่เชื่อมหมดแล้ว (เส้นตรงคุนหมิง-กรุงเทพฯ 736 กม.)ในรีพลายก่อนในรูปแผนที่กันแล้วนะคะ

อีกแผนของมณฑลกวางสี เรียก 1 แกน 2 ปีก หมายถึงกวางสีรับผิดชอบอาเซียน การสัมมนาเขตเศรษฐกิจทั้งหมดจะอยู่ กวางสี ทางจีนถือว่าเป็นนโยบาย มาสเตอร์พีชของอู๋จิ่นเทา

1 แกนคือจาก หมานหมิงไปสิงคโปร์ มีทั้งรถและรถไฟ 2 ปีก คือ แม่น้ำโขงกับอ่าวตังเกี๋ย เป่ยกู้วาน ถือว่าเป็นระเบียง โลจิสติกส์ทางบกของกวางสีมาสู่อาเซียน เส้นนี้เข้าสู่ผิงเสียง ด่านอู๋อวี้กวาง ทางถนนทางยูนนานมีเส้นเดียว คือเส้นคงมั่นกงลู่ตรงลางกับพม่า แต่ถ้าเป็นกวางสี ทางถนนเปิดใช้แล้วจากหนานหมิงมาฮานอย หรือเรียกว่าเอ 1 ต่อมาจากหนานหมิงถึง ผิงเสียง 198 กิโลเมตร หลักเซินมา ฮานอย 158 จากฮานอย ถ้าต่อเชื่อมมายังประเทศไทยจะเห็นว่าเป็นเส้นอาร์ 9

โดยสรุปถ้าเราเชื่อมจากยูนนาน กวางสีเข้าสู่ไทย จะมีสะพานทั้งหมด 4 แห่งด้วยกัน

ถนนก็คือสายอาร์ 3, 8, 12 และ 9 ส่วนสะพานจะมี 1.ที่หนองคาย 2.มุกดาหาร 3.นครพนม 4.เชียงของ เส้นทางที่สะดวกที่สุด คือ อาร์ 3 เอ ที่ข้ามโขงมาไทยที่เชียงของ ถ้าพูดถึงตลาดจีนที่ไทยจะไปค้าด้วย อยู่ทางตะวันตกไปอาร์ 3 จะเร็วกว่า แต่ถ้าตลาดใหญ่ของไทยที่กวางเจา อาร์ 12 ค่อนข้างจะใกล้กว่า ประเทศจีนถ้านำยูนนานกับกวางสีเข้ามาเป็นตัวตั้งในการทำการค้า ประชากรเฉพาะบริเวณนี้มีถึง 320 ล้านคน

ความท้าทายของอาเซียน คือทำอย่างไรที่จะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) และอาเซียน ให้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกันได้

ส่วนข้อแนะนำสำหรับประเทศไทย คือ 1.ควรมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชน 2.ควรมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และ 3.ต้องมีกลไกในการติดต่อสื่อสารที่ชัดเจนสำหรับความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน

สำหรับประเทศจีน รัฐสภาจีนผ่านแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ชื่อ To Strive to Develop China"s Modern Logistics Industry รวมไว้ในแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 11 มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษดังกล่าว โดยมีคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปของจีน (National Development and Reform Commission) เป็นหน่วยงานหลัก ทำหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม โลจิสติกส์และรับมือกับประเด็นปัญหา ต่าง ๆ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในความสำเร็จของการพัฒนาโลจิสติกส์ของจีน

แผนการพัฒนาโลจิสติกส์ของจีนในปัจจุบันมีชื่อว่า Opinions Concerning Improving the Development of China"s Modern Logistics ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก 9 หน่วยงานรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และ National Development and Reform Committee (NDRC)

โดยจีนมีนโยบายที่เข้าถึงได้คือ นโยบายการออกใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการให้บริการโลจิสติกส์เพื่อลดความยุ่งยาก ซับซ้อน เช่น นโยบายเกี่ยวกับภาษีอากร ช่วยลดการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนและอำนวยความสะดวกกับบริษัทโลจิสติกส์สำหรับการชำระภาษี ด้านนโยบายเชิงเทคนิค รัฐบาลกลางและหน่วยงานรัฐบาลต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดตั้งและพัฒนาระบบเทคโนโลยี โลจิสติกส์ รวมถึงระบบไอที ให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานให้สูงที่สุด ปัจจุบันระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้านการค้าเพื่ออำนวยความสะดวกการนำเข้า-ส่งออก (National Single Window : NSW) ของจีนเสร็จแล้ว

ส่วนนโยบายเกี่ยวกับบุคลากร มีนโยบายที่จะพัฒนาบุคลากรโลจิสติกส์ในระดับต่าง ๆ โดยมีการเพิ่มหลักสูตร โลจิสติกส์ในสถาบันการศึกษา มีการฝึกอบรมผู้ประกอบการ ผู้บริหารและพนักงานของสถานประกอบการและธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และมีการนำ introduce the advanced foreign logistics qualification system

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby Jseventh » Wed Sep 08, 2010 2:26 pm

เข้ามาหาความรู้ และหาข้อมูลมาเสริมกระทู้ด้วยคนค่ะ
เกี่ยวกับไฮสปีดเทรนที่หนูอ้อยพูดถึง...


ข้อมูลจาก : http://www.transportnews.co.th/index.php/news/1430----3-.html

ไฮสปีดเทรน กทม.-ระยอง/ปรับปรุงรางคู่ 3 แสนล.
Tuesday, 17 August 2010 04:16

เปิดยุทธศาสตร์จีนใช้รถไฟเปิดประตูการค้าเชื่อมโยงอาเซียน โดยใช้เส้นทางจากแดนมังกรผ่านฮานอย-ถนน R8-เวียงจันทน์-หนองคาย สิ้นสุดที่สิงคโปร์ เผยทุ่ม 3 แสนล้าน ลงทุนรางใหม่ทั้งหมดขนาด 1.435 เมตร คู่ขนานกับรางเก่าในไทย พร้อมกับลงทุนรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-รอยอง คาดเสนอบอร์ดสรุป 20 สิงหาคม เผย “COSCO”สนใจร่วมลงทุนกับรัฐบาลไทย

ตามที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีมติตั้งคณะทำงานศึกษารายละเอียดการร่วมลงทุนการก่อสร้างโครงการพัฒนา กิจการรถไฟระหว่างไทยกับจีน โดยทางจีนสนใจเข้ามาร่วมลงทุนกิจการรถไฟในไทย 2 ส่วน ประกอบด้วย การปรับปรุงสายทางรถไฟตั้งแต่ชายแดนไทย-สปป.ลาว จากสถานีท่านาแล้ง ผ่านหนองคาย ถึงกรุงเทพฯ และเชื่อมกับเส้นทางสายใต้ผ่านสุไหงโก-ลก สิ้นสุดที่สิงคโปร์ และโครงการรถไฟความเร็วสูง (High Speed Train) นั้น



“คอสโก้”สนใจ 2 โปรเจกต์ยักษ์ในไทย

ล่าสุด มร.เซี่ยว กว่าง หง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท COSCO LOGISTICS KUNMING เปิดเผยกับ “TRANSPORT”ว่า ขณะนี้ Cosco มี ความสนใจเข้าไปลงทุนโครงการรถไฟในไทย 2 โครงการด้วยกันคือ โครงการรถไฟความเร็วสูงสายทางจากกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งจะเป็นรถไฟฟ้าหัวจรวด ใช้ความเร็วประมาณ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และโครงการปรับปรุงเส้นทางรถไฟจากยูนนาน ผ่านแม่น้ำแดง ผ่านเวียดนาม สปป.ลาว ผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ผ่านกรุงเทพฯ สิ้นสุดที่ประเทศสิงคโปร์ โดยจะปรับปรุงเป็นรางขนาดกว้าง 1.435 เมตร ทำให้รถไฟสามารถวิ่งได้เร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

“อีก 2 สัปดาห์ (เริ่มนับจากวันที่ 10 สิงหาคม 2553) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย มีกำหนดจะเดินทางมาเยือนนครปักกิ่ง จะทำให้เห็นภาพความชัดเจนในการลงทุนโครงการเหล่านี้ได้ จากนั้นทาง Cosco ก็จะสามารถสรุปการลงทุนได้เช่นกัน แต่รูปแบบที่ Cosco เห็นว่าเป็นไปได้น่าจะเป็นการร่วมลงทุนกับทางรัฐบาลไทย ไม่ใช่รูปแบบสัมปทาน หรือให้ Cosco ลงทุนแต่เพียงผู้เดียว”

อย่างไรก็ตาม ทาง Cosco มีแผนจะเข้ามาร่วมลงทุนในไทย 4 โครงการด้วยกัน ประกอบด้วย

1. ความร่วมมือโครงการรถไฟความเร็วสูง และท่าเรือน้ำลึก

2. การขนส่งผ่านเส้นทางคุนหมิง-กรุงเทพฯ ผ่านทางแม่น้ำโขง

3. ระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงเส้นทางจากไทย-พม่า-คุนหมิง และเส้นทางจากไทย-สปป.ลาว-คุนหมิง

4. โครงการเคมี, ปิโตรเลียม, โรงไฟฟ้า และโรงถลุงเหล็ก

ทั้งนี้ Cosco เป็น สายเดินเรืออันดับ 1 ของจีน และติด 2 ใน 3 ของโลก ดำเนินธุรกิจเดินเรือ, ต่อเรือ, โลจิสติกส์ และมีบริษัท 2 แห่ง ที่ดำเนินธุรกิจในไทย มีสินทรัพย์เฉพาะทางด้านโลจิสติกส์ประมาณ 5,000 ล้านหยวน

ขณะนี้แผนกอาเซียน ของ Cosco ได้ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด คือ คณะกรรมการสำหรับศึกษาดูความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานในไทย และคณะกรรมการดูแลการก่อสร้างรถไฟทางคู่จากจีน ผ่าน สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย สิ้นสุดสิงคโปร์ โดยจะก่อสร้างรางขนาด 1.435 เมตร คู่ขนานไปกับรางเดิมที่มีอยู่แล้ว



ล้วงแผนระบบรางจีนเชื่อมโยงอาเซียน

สำหรับ แผนการลงทุนรถไฟจากจีน ผ่านเวียดนาม, สปป.ลาว และไทย สิ้นสุดที่สิงคโปร์นั้น เดิมทีมีแนวสายทางด้วยกัน เริ่มกันที่แนวจากคุนหมิง ผ่านเหอโข่วไปผ่านชายแดนจีนกับเวียดนาม ผ่านลาวกาย ฮานอย แต่เส้นนี้ช่วงลาวกายไปฮานอยจะต้องเปลี่ยนรถไฟ และ แนวจากหนานหนิง ผ่านผิงเซียง เป็นชายแดนผ่านหลักเซิ้นประเทศเวียดนาม ไปฮานอย เส้นทางนี้มี 3 รางที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเส้นทางนี้ทางเวียดนามต้องการให้จีนใช้เส้นทางรถไฟจากฮานอยไปถึงโฮจิ มินห์ เป็นแนวรถไฟเหนือจรดใต้ จากนั้นตัดเข้ากรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ผ่านจังหวัดสระแก้ว เชื่อมกับรถไฟสายตะวันออกของไทย แต่เส้นนี้จีนกังวลเรื่องความมั่นคง เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวผ่านเวียดนามตั้งแต่เหนือจรดใต้ จึงทำให้มีความเป็นไปได้น้อยที่สุด

อีกเส้นทางที่จีนสนใจและมองว่า สั้นที่สุดคือ เริ่มจากฮานอย จากนั้นเข้าถนน R6 ใน สปป.ลาว ผ่านเชียงขวาง ทุ่งไหหิน บรรจบกับเวียงจันทน์ เชื่อมกับสถานีหนองคาย แต่เวียดนามมองว่า เป็นเส้นทางแค่ผ่านเวียดนามเท่านั้น จึงเป็นไปได้น้อยเช่นกัน

ส่วนเส้นทางที่ สปป.ลาว ให้ความสำคัญ ทางเวียดนามก็ไม่ติดใจมากนัก และจีนก็ให้งบสนับสนุนแก่สปป.ลาว แล้ว 700 ล้านบาท คือ เส้นทางจากฮานอยไปเมืองวิงห์ จากนั้นจะมี 2 แนวให้เลือก ผ่านทาง สปป.ลาวคือ แนวแรกจากวิงห์ ไปชายแดนเวียดนาม ที่เมืองเกาแจว ผ่านเข้าชายแดน สปป.ลาว ที่น้ำพาว จากนั้นใช้เส้นทางตามถนน R8 ตาม แนวตะวันออก-ตะวันตก ของ สปป.ลาว บรรจบกับเวียงจันทน์ ผ่านหนองคาย ซึ่งเส้นทางนี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะมีแนวรถไฟจากสถานีท่านาแล้ง สปป.ลาว เชื่อมกับไทยอยู่แล้ว อีกแนวจากวิงห์ ไปผ่านชายแดนเวียดนาม ที่จาลอ ผ่านชายแดน สปป.ลาว ที่นาพาว จากนั้นใช้แนวถนน R12 บรรจบคำแขวงคำม่วน และจังหวัดนครพนม อย่างไรก็ตาม การลงทุนรถไฟใน สปป.ลาว ตอนนี้จีนให้งบประมาณสนับสนุนแล้ว 700 ล้านเหรียญสหรัฐ



สรุปแผนร่วลงทุนจีน 20 ส.ค.

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยกับ “TRANSPORT” ถึงความคืบหน้าแผนการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง ว่า ล่าสุด ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะทำงานศึกษารายละเอียดการร่วมลงทุนก่อสร้างโครงการพัฒนากิจการ รถไฟระหว่างไทย-จีนโดยที่ประชุมยังรับทราบแผนการลงทุนโครงการรถไฟความเร็ว สูง สนามบินสุวรรณภูมิ-แหลมฉบัง-ระยอง ซึ่งกระทรวงคมนาคม อยู่ระหว่างดำเนินการนั้น จะทำคู่ขนานกันไป เพราะว่าโครงการร่วมลงทุนกับจีนถือว่าเป็นการเริ่มต้นโครงการ ซึ่งมองว่าจะได้ข้อสรุปและเสนอคณะทำงานชุดใหญ่วันที่ 20 สิงหาคม 2553

สำหรับโครงการรถไฟความ เร็วสูง มี 4 เส้นทาง วงเงินลงทุนประมาณ 800,000 ล้านบาทประกอบด้วย

1. กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร มูลค่า 209,396 ล้านบาท

2. เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะทาง 615 กิโลเมตร มูลค่า 180,379 ล้านบาท

3. กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ระยะทาง 937 กิโลเมตร มูลค่า 234,071 ล้านบาท

4. เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 221 กิโลเมตร มูลค่า 56,601 ล้านบาท

ขณะที่ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ทางการจีนได้ยื่นข้อเสนอสนับสนุนการก่อสร้างเส้นทางรถไฟในไทย โดยหลังจากนี้จะต้องมีการเจรจาร่วมกันทั้ง 3 ประเทศไทย สปป.ลาวและจีน เพื่อหารือในรายละเอียดร่วมกันว่าเข้าข่ายที่จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน พ.ศ. 2535 หรือไม่ อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อวงเงินลงทุนการพัฒนาระบบราง 170,000 ล้านบาท ที่ ครม. ได้อนุมัติมาก่อนหน้านี้



เบื้องหลังไทยจับมือจีนเดินหน้ารถไฟ

ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะทำงานศึกษารายละเอียดการร่วมลงทุนก่อสร้างโครงการพัฒนากิจการ รถไฟ ระหว่างไทยกับจีน ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่28 กรกฎาคม 2553ที่ผ่านมา และมีนายโสภณ เป็นที่ปรึกษา ซึ่งคณะทำงาน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง, กระทรวงคมนาคม, เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.),เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 นายกอร์ปศักดิ์ ได้เรียกประชุมคณะทำงานเพื่อหารือรายละเอียดที่จะร่วมลงทุนกับรัฐบาลจีนใน 2 โครงการ คือ โครงการก่อสร้างทางรถไฟที่มีขนาดรางมาตรฐานกว้าง 1.4 เมตร หรือสแตนดาร์ดเกท จากจังหวัดหนองคาย ผ่านกรุงเทพฯ แล้วต่อไปยังชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟของจีนที่จะสร้างจากคุนหมิงมายังเมือง เวียงจันทน์ สปป.ลาว และโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง

หลังจากนั้นวันที่ 5 สิงหาคม 2553 นายกอร์ปศักดิ์ เปิดเผยว่า ที่ ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงาน 2 ชุด ได้แก่ คณะทำงานพิจารณารูปแบบการลงทุน และคณะทำงานพิจารณาด้านเทคนิคและความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งจะต้องสรุปให้แล้วเสร็จและเสนอคณะทำงานชุดใหญ่ วันที่ 20 สิงหาคม 2553 เพื่อพิจารณารายละเอียดและกำหนดท่าทีในการเจรจากับทางการจีนต่อไป

ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนในโครงการก่อสร้างทางรถไฟที่มีขนาดมาตรฐานคาดว่าจะมีระยะทางประมาณ 1,000 กิโลเมตร และจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300,000 ล้านบาท โดยรูปแบบการลงทุนนั้นจะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน ส่วนจะเป็นรูปแบบใดต้องศึกษาในรายละเอียดให้เรียบร้อยก่อน

สำหรับในการหารือมีการจัดตั้งคณะอนุทำงานในด้านต่าง ๆ เพื่อแบ่งงานกันทำให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมเพื่อให้นายกรัฐมนตรี สามารถลงนามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นในการเดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ภายในอีก 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ความร่วมมือเกิดขึ้นอย่างจริงจังและสามารถเดินหน้าโครงการได้ต่อ เนื่อง

ด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้รายงานที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เพื่อรับทราบถึงผลการเดินทางเยือนประเทศจีน โดยจีนสนใจเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการรถไฟ 2 ส่วน คือ การปรับปรุงสายทางรถไฟ และโครงการไฮสปีดเทรน ซึ่งได้เจรจาให้มีการปรับปรุงสายทางทั้งหมดตั้งแต่ชายแดนไทย-ลาว ถึงกรุงเทพฯ และลงใต้ถึงสุไหงโก-ลก และอาจต่อไปถึงประเทศสิงคโปร์ ส่วนด้านเหนืออาจเชื่อมต่อขึ้นไปถึงยุโรป ส่วน ที่สอง เป็นการตกลงความร่วมมือที่จีนจะเข้ามานำร่องในโครงการไฮสปีดเทรนเส้น ทางกรุงเทพฯ-ระยอง เป็นเส้นทางสายแรก โดยไทยจะดูแลเรื่องการใช้สิทธิในที่ดิน ส่วนที่เหลือเป็นสิทธิของจีนที่จะดำเนินการ
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby Jseventh » Wed Sep 08, 2010 2:58 pm

เห็นประโยชน์ในเรื่องการค้าขายผลผลิตของเกษตรกร เพราะสามารถขนส่งผลไม้และสินค้าเกษตรอื่นๆ กระจายไปตามภาคต่างๆของประเทศได้รวดเร็ว (เหนือ อีสาน ใต้) รวมถึงต่างประเทศเช่น จีน สิงค์โปร์ ถือเป็นการช่วยเพิ่มช่องทางและศักยภาพให้เกษตรกรในการจัดจำหน่ายผลผลิต

.....แต่อภิมหาโปรเจกต์ขนาดนี้ จะตรวจสอบเรื่องการดำเนินการให้โปร่งใสได้แค่ไหน?
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby หนูอ้อย » Wed Sep 08, 2010 4:00 pm

Image
รูปแบบสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4(เชียงของ-บ้านห้วยทราย)

หลังศึกษาเสร็จก็ออกแบบแล้วเสร็จในปี 2553 จากนั้นปี 2554 ประกวดราคาก่อสร้าง และทำการก่อสร้างโดยใช้งบประมาณก่อสร้างกิโลเมตรละประมาณ 20 ล้านบาท หรือรวมกันแล้วกว่า 1,500 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2557

Image
ปัจจุบันยังเป็นเรือข้ามฟาก
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby Jseventh » Wed Sep 08, 2010 4:35 pm

integra wrote:ปล.ลองกองมีข้อจำกัดที่หลังจากออกจากต้นพ้นสามคืนช่อจะเริ่มหลอมพ้นเจ็ดคืนผลจะหลุดจากช่อเกือบหมด และลองกองที่จะขายได้ราคาต้องสดใหม่ช่อแน่นคือประมาณสองคืนต้องถึงมือผู้ซื้อนะครับ


คุณ integra พูดถึงลองกอง ดิฉันก็เลยได้หาความรู้ไปด้วย
ข้อมูลล่าสุด เราสามารถยืดอายุคุณภาพลองกองผลสดได้นานประมาณ 14 วัน

นักวิจัยไทยหาวิธีการช่วยรักษาคุณภาพของลองกอง(ผลสด)หลังการเก็บเกี่ยวได้นานขึ้นอีก ด้วยการรมลองกองด้วย 1-MCP ที่มีความเข้มข้น 500 ppb นาน 6 ชั่วโมง แล้วห่อช่อผลด้วยโฟมเน็ตร่วมกับสารดูดซับเอทิลีน (ด่างทับทิม) แล้วเก็บรักษาในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส สามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาลองกองได้นานถึง 14 วัน
http://paidoo.net/article/3597564.html
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby Jseventh » Wed Sep 08, 2010 5:33 pm

อีกหนึ่งลิงค์ข้อมูลที่เกี่ยวกับรถไฟไฮสปีดเทรน
http://www.posttoday.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88/47854/%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%99-7-%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99

อภิมหาลงทุนไฮสปีดเทรน 7 แสนล้าน
03 กันยายน 2553 เวลา 07:31 น.

รัฐบาลกำลังเคาะแผนซูเปอร์เมกะโปรเจกต์ ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่มูลค่าเกือบ 7 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนากิจการรถไฟไทย

โดย...ทีมข่าวการเงิน

รัฐบาลกำลังเคาะแผนซูเปอร์เมกะโปรเจกต์ ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่มูลค่าเกือบ 7 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนากิจการรถไฟไทย

ถือ เป็นการพัฒนาในรอบ 113 ปี หรือนับจากปี 2440 ที่ถือกำเนิดกิจการรถไฟให้อยู่คู่กับประเทศไทย ที่ไม่เคยมีการพัฒนาระบบรางมาเป็นเวลากว่า 100 ปี

แผนพัฒนาระบบรางและกิจการรถไฟที่ว่านี้ประกอบด้วยโครงการ 2 ส่วนคือ โครงการร่วมทุนก่อสร้างโครงการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างไทยกับสาธารณรัฐ ประชาชนจีน

ล่าสุด นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษารายละเอียดการร่วมทุนก่อสร้างโครงการพัฒนา กิจการรถไฟระหว่างไทยกับจีน ได้เสนอกรอบการเจรจารูปแบบร่วมลงทุนรถไฟความเร็วสูงจำนวน 4 เส้นทาง มีมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ได้แก่ 1.เส้นทางหนองคายกรุงเทพฯ ระยะทาง 580600 กิโลเมตร มูลค่าเงินลงทุน 1.41.7 แสนล้านบาท

ขณะที่เส้นทางที่ 2 ได้แก่ กรุงเทพฯปาดังเบซาร์ ระยะทาง 1,000 กิโลเมตร มูลค่าเงินลงทุน 2 แสนล้านบาท

ส่วน เส้นทางที่ 3 ได้แก่ กรุงเทพฯระยอง ระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่ารวม 5.66 หมื่นล้านบาทนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะตกลงร่วมทุนกับรัฐบาลจีน หรือรัฐบาลไทยเดินหน้าหาผู้ร่วมลงทุน

จากในและต่างประเทศเอง ในลักษณะร่วมทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชนในรูปแบบพีพีพี (PPP หรือ Public Private Partnership)

และ เส้นทางที่ 4 ได้แก่ กรุงเทพฯเชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 2.09 แสนล้านบาท ซึ่งสายนี้ชัดเจนแล้วว่าน่าจะใช้วิธีการ PPP

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้ยังได้อนุมัติเม็ดเงินลงทุนมูลค่า 1.7 แสนล้านบาท ภายใต้แผน 5 ปี ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. นำไปบูรณะซ่อมแซมกิจการของ รฟท.ที่ชำรุดทรุดโทรม ทั้งราง ทางคู่ระยะทาง 776 กิโลเมตร ซ่อมและจัดซื้อหัวรถจักร เปลี่ยนตู้ขบวนรถไฟใหม่115 คัน รวมถึงยกระดับความปลอดภัยการเดินรถช่วงทางตัดปรับปรุงสถานีให้มีความสะอาด สวยงาม ซึ่งมีกระแสข่าวว่าทางจีนให้ความสนใจในการเข้ามาร่วมพัฒนากิจการรถไฟในส่วน นี้ด้วยเช่นกัน

ประเด็นร้อนที่ถูกจับตาตอนนี้ได้แก่เรื่องรถไฟไฮสปีดจากจีนมาไทย และการแบ่งเค้กในโครงการลงทุนของรถไฟฟ้าความเร็วสูงทั้ง 4 สาย

ร้อนถึงนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี นำเรื่องเข้าหารือในคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปว่า 2 สายแรก คือ หนองคาย–กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯปาดังเบซาร์ ยกให้รัฐบาลจีนทำร่วมทุนกับรัฐบาลไทย

ส่วนสายกรุงเทพฯระยอง รัฐบาลกั๊กเอาไว้ทำเอง แต่ก็เผื่อทางออกไว้ว่า หากการเดินหน้าโครงการ PPP ล่าช้า ก็สามารถดึงรัฐบาลจีนเข้ามาสวมได้ทันที

ที่เหลือสายกรุงเทพฯ เชียงใหม่ จัดใส่พานให้นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง จากพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ในฐานะประธานอนุกรรมการ PPP เตรียมรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนต่างประเทศและในประเทศ หรือทำมาร์เก็ตซาว

โดยจะทำหนังสือเชิญผ่านสถานทูตต่างประเทศในไทย เพื่อเชิญนักลงทุนต่างชาติที่สนใจรวมทั้งนักลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพเพื่อ ให้แสดงความคิดเห็นในการเข้ามาร่วมในโครงการดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ถึงความเป็นไปได้ของโครงการ

ด้านนายกอร์ปศักดิ์ ในฐานะหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการเปิดการเจรจากับรัฐบาลจีน เนื่องจากเป็นคนแรกที่สืบทราบการลงนามระหว่างรัฐบาลจีนกับสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว เรื่องการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากจีนไปลาว และมีแผนจะสร้างเส้นทางต่อยาวไปสิ้นสุดที่สิงคโปร์

จึงได้นำเรื่องไปบอกให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดการเจรจาในการเดินทางไปเยือนจีนเมื่อวันที่ 1623 ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา

ปรากฏว่าในช่วงเดือน ส.ค. ทางรัฐบาลจีน ส่งอธิบดีการรถไฟเดินทางมาประเทศไทย เพื่อสำรวจเส้นทางด้วยตัวเองในเส้นทางหนองคาย และมีการเจรจาระหว่างคณะทำงานของนายกอร์ปศักดิ์ กับคณะทำงานของจีน 3 รอบ เป็นทางการ 1 รอบ และไม่เป็นทางการ 2 รอบ ได้ข้อสรุปในเวลาอันรวดเร็วไม่ถึงเดือนว่า จีนพร้อมรับเข้ามาลงทุนทำรถไฟความเร็วสูงกับไทยใน 3 เส้นทาง

เบื้องต้นคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 3.4 แสนล้านบาท เพื่อก่อสร้างทางรถไฟใน 2 เส้นทาง จากหนองคายมากรุงเทพฯ ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท และจากกรุงเทพฯ ไปสิ้นสุดที่ปาดังเบซาร์ ประมาณ 2 แสนล้านบาท

ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯระยอง มูลค่ากว่า 5.6 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นของแถม ถ้ารัฐบาลไทยไม่สามารถเดินหน้าเรื่อง PPP ได้ตามกรอบเวลา


สำหรับรูปแบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือ ไฮสปีดเทรน จะเป็นรถไฟฟ้าแบบเดียวกับ แอร์พอร์ตลิงก์ เบื้องต้นมี 2 รูปแบบ แบบที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้สำหรับขนสินค้า และแบบที่วิ่งด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะเป็นรถไฟโดยสาร และยังสามารถพัฒนารองรับกับรถไฟหัวจรวด หรือ บูลเล็ตเทรน แบบเดียวกับรถไฟเชินกันเซนของญี่ปุ่น

ส่วนระบบรางจะมีการก่อสร้าง ใหม่เรียกว่าเป็นระบบรางมาตรฐานมีขนาด 1.43 เมตร วิ่งตีคู่กับรางปัจจุบัน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวรางรถไฟที่วิ่งมาจากจีน เข้ามาลาว ผ่านไทยไปมาเลเซีย และสิ้นสุดที่สิงคโปร์

“จะลงทุนก่อสร้างรางใหม่ ขนาดมาตรฐาน 1.43 เมตรทั้งหมด ตีคู่ไปกับรางปัจจุบัน คือถ้าวิ่งจากจีนมาด้วยความเร็วแค่ไหน มาถึงไทยก็ต้องความเร็วตามนั้น จนสุดที่สิงคโปร์ ส่วนตัวรถก็จะเป็นระบบไฟฟ้า เหมือนรถแอร์พอร์ตลิงก์” นายกอร์ปศักดิ์ ระบุ

ประโยชน์สำคัญที่คนไทยจะได้จากการลงทุนครั้งนี้ ถือว่ามหาศาล ทั้งเรื่องการท่องเที่ยวและการลงทุน เพราะเท่ากับเป็นการเปิดตลาดจีน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน ได้มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ยังไม่นับรวมประชากรของประเทศที่รถไฟฟ้าขบวนนี้วิ่งผ่าน ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และลาวอีก

ขณะที่การค้าการลงทุนจะขยายตัว เพราะสามารถขนผลไม้จากภาคเหนือและสินค้าเกษตรจากภาคอื่นของประเทศ ส่งผ่านกระบวนรถไฟฟ้านี้ไปถึงที่หมายในจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักได้ง่ายขึ้น

และ ในระหว่างที่มีการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าในจังหวัดต่างๆ ก็เชื่อว่าจะทำให้เกิดการจ้าง เศรษฐกิจในชุมชนย่านเหล่านั้นจะคึกคัก คนจะมีรายได้ ส่งผลต่อภาคการค้า เช่น อิฐ หิน ปูน ทราย จะโกยเงินเข้ากระเป๋าไม่ไหว

ถ้ากรอบการเจรจาเรื่องนี้เป็นไปได้จริง เชื่อว่าโครงการรถไฟฟ้า ระยะที่ 1 คือ หนองคายกรุงเทพฯ จะเริ่มตอกเสาเข็มได้ในต้นปี 2556

อย่าง ไรก็ตาม อุปสรรคในการเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้า 5 แสนล้านบาท ยังมีอยู่มาก เช่น เรื่องการตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างไทย จีน โดยมีตุ๊กตาที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ศึกษาไว้ล่วงหน้าว่า น่าจะเป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลไทย กับจีนแบบ 50:50 โดยให้แต่ละฝ่ายไปหาผู้ร่วมทุนต่อ

โดยในส่วนของไทยให้การรถไฟฟ้าขน ส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่มีความชำนาญด้านเทคนิคและการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่เป็นเจ้าของที่ดินในการเดินรถไฟจะเข้ามาถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาการแบ่งสัดส่วนกันอยู่

แต่ปัญหายังติดที่ขัด ข้อกฎหมายของ พ.ร.บ.รถไฟในประเด็นที่ไม่ให้ต่างด้าวถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ในกิจการรถไฟของไทย แต่ถ้าตั้งเป็นบริษัทร่วมทุนขึ้นมาและแบ่งสัดส่วนให้ รฟม.และ ร.ฟ.ท.เข้ามามีส่วนร่วมก็อาจมีความเป็นไปได้

ขณะที่ รฟม.ติดข้อกฎหมายในเรื่องสัมปทานเดินรถเฉพาะรถไฟฟ้าใต้ดินเพียงอย่างเดียว

นอก จากนี้ การทำโครงการแบบร่วมทุน หรือ PPP ยังติดเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.ร่วมทุน ที่ยังไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากผลจากการโยกย้ายใหญ่ข้าราชการกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะการโยกนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ จากอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต กระเทือนต่อการเดินหน้าแก้ พ.ร.บ.ร่วมทุน ที่ต้องรอให้นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีคนใหม่เข้ามาตั้งไข่เดินเรื่องนี้ต่อไป

ยังไม่นับรวมเรื่อง การแย่งชิงผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะล่าสุดกระทรวงคมนาคมภายใต้พรรคภูมิใจไทย โดดเข้ามาขอเอี่ยวและขอดึงเรื่องรถไฟฟ้าความเร็วจากจีนขอไปดูเอง และดึงเรื่องไว้ยังไม่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ผิดแผนของรัฐบาลที่ต้องการเอาเรื่องผ่าน ครม. ให้ได้ก่อนที่นายกฯ จะเดินทางไปเยือนจีนในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ที่เซี่ยงไฮ้ ในวันที่ 45 ก.ย.นี้

ทั้งหมดนี้คือฉากแรกของการเดิน หน้า อภิมหาโปรเจกต์ไฮสปีดเทรน เพื่อพลิกโฉมหน้ารถไฟไทยที่ล้าหลังมากว่า 100 ปี มีเดิมพันคือเงิน 7 แสนล้านบาท ที่พรรคร่วมรัฐบาล ต่างพยายามจะเข้ามารุมทึ้งเกาะกินผลประโยชน์ และยังต้องผ่านการแก้ไขกฎหมายอีกหลายฉบับ ส่วนโครงการที่ว่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น อยู่ที่เสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้จริงๆ

*************************************************************************************

ตกลงว่าจะสร้างรางคู่หรือรางเดี่ยวคะ?
พอดีเห็นในห้องรัชดา-พันทิพย์ุคุยกันว่าเปลี่ยนเป็นรางเดี่ยวแล้ว
งบจากสามแสนล้านเหลือแสนกว่าล้าน

http://www.pantip.com/cafe/ratchada/topic/V9656265/V9656265.html

ความคิดเห็นที่ 20 [ถูกใจ] [แจ้งลบ]

เท่าที่ฟังจากข่าวคือ มติ ครม. อนุมัติวงเงินแสนกว่าล้าน เพื่อทำรถไฟความเร็วสูงซึ่งวงเงินนี้ ถูกกว่างบที่นำเสนอมาก่อนหน้าคือประมาณสามแสนล้าน ไอ้เราก็ดีใจ โหยลดไปได้ตั้งครึ่ง ที่ไหนได้ ในรายละเอียดดันบอกต่อว่า สาเหตุที่ลดราคาลงมาได้ เพราะ ครม. อนุมัติให้ทำเป็นรถไฟความเร็วสูงรางเดี่ยว ซึ่งของเดิมเสนอเป็นรางคู่มา เลยทำให้ราคาแพง

รถไฟความเร็วสูงรางเดี่ยว​ !?!
รถไฟความเร็วสูงรางเดี่ยว​ !?!
รถไฟความเร็วสูงรางเดี่ยว​ !?!

โอย ขอเถอะครับ ไหนๆ ทำทั้งที ลงทุนไปเลยดีไหม คุณทำตอนนี้มันอาจจะแพงกว่าเดิมซักประมาณแสนล้าน แต่อนาคตก็ต้องทำอยู่ดีแหละครับ ถึงตอนนั้นมันคุณอาจจะต้องลงทุนมากกว่าเดิม 4-5 แสนล้านเพื่อให้ได้รางเพิ่มอีกเส้นนึงก็ได้นะครับ

คิดอีกรอบได้ไหม?

จากคุณ : The Ghost Buster [FriendFlock]
เขียนเมื่อ : 5 ก.ย. 53 20:39:07
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby Jseventh » Wed Sep 08, 2010 5:45 pm

นอกจากนั้นเมื่อมีเงินเหลือก็ต้องแบ่งกำไรเพื่อใชัในการลงทุนด้านอื่นๆ การแบ่งกำไรเพื่อลงทุนให้กับบริษัทลูกๆ (งบจังหวัด) หรือการนำรายได้ไปลงทุนก่อสร้างโครงการที่ทำให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นเกษตรกร หรือนักธุรกิจได้ประโยชน์ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง ต้องให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ต้องสร้างกลไกเพื่อให้นักการเมืองหรือท่านส.ส.ที่ต้องการทำหน้าที่ในการ พิจารณาการจัดสรรงบประมาณ ให้ได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบการตรวจสอบ เพื่อยากต่อการทุจริตโกงกินเงินงบประมาณ

นโยบาย หรือกลไกการตรวจสอบโดยภาคประชาชนกับการลงทุนของรัฐหรือภาคเอกชนที่ก่อให้ เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม กับทรัพยากรธรรมชาติก็ต้องให้มีการกำหนดที่ทำได้จริง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้เกิดอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ


แล้วโครงการอภิมหาโปรเจกต์อย่างไฮสปีดเทรน ภาคประชาชนจะมีสิทธิ์ตรวจสอบได้แค่ไหน? อย่างไร?
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby loginofu » Wed Sep 08, 2010 6:12 pm

รถไฟความเร็วสูงไปจอดรอสับรางคงทุเรศพิลึก

แล้วรถไฟ(ความเร็วต่ำ)รางคู่หายไปไหน ไม่ยอมพูดถึงกันเลย
http://www.prachathon.org/forum/index.php
ทางเข้าบอร์ดสำรอง http://siamseri.orgfree.com/
ประชาทนธิปไตย : ทนได้ก็ทนไป
loginofu
 
Posts: 10316
Joined: Mon Oct 13, 2008 3:22 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby หนูอ้อย » Thu Sep 09, 2010 12:12 am

ไฮสปีดเทรนที่กำลังเป็นที่ฮือฮากันตอนนี้ มีหลายคำถามเกิดขึ้นตามมาเช่น

1.จะมีการตรวจสอบเรื่องคอร์รับชั่นอย่างไร

2.ทำไมถึงเส้นนี้อันดับ 1 เส้นนั้นอันดับ 2 เส้นนั้นอันดับ 3

3.ราคาค่าตั๋วจะเป็นอย่างไร

4.ระบบรางจะเป็นอย่างไรเพราะรางรฟท.กว้าง 1m. แต่ไฮสปีดเทรนรางกว้าง 1.453m.etc.

ขอแสดงความเห็นรวมๆไปก่อนแล้วกันโดยเจาะเรื่องระบบรางซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของครม.และประชาชน ใครที่มีข่าวอะไรก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตาและนำมาแลกเปลี่ยนกันละกัน ข่าวเรื่องไฮสปีดเทรนดังขึ้นมาจริงๆแซงหน้าเรื่องถนนจนมิด ถึงกับมีบางคนติติงว่า ขายฝันรึเปล่า หรือหาเสียงเพราะปริ่มๆว่าจะมีเลือกตั้งอย่างเร็วต้นปี 2554 อย่างช้าสุดไม่เกินปีหน้า(หลังผ่านงบ 2555) การทำเมกะโปรเจกเช่นนี้น่าจับตาจริงๆทั้งในเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความต่อเนื่องของโครงการซึ่งหนีไม่พ้นความมีเสถียรภาพของรัฐบาล
การเริ่มเส้นใดก่อนก็ต้องหารือร่วมกันแต่ดูท่าแล้วสายเหนือกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จะเป็นอันดับสุดท้ายเพราะมีประโยชน์กับจีนน้อยกว่าเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย(ระยะทาง 615 กิโลเมตร มูลค่า 181,369 ล้านบาท) อย่าลืมว่าจีนเป็นต้นคิดยุทธศาสตร์ 50 ปีของการพัฒนาโซ่อุปทานในระดับกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และมาถึงวันนี้จีนได้เคลื่อนไหวจนประเทศต่างๆในภูมิภาคขานรับกันทุกประเทศ เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง (ระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่า 56,601 ล้านบาท) น่าเป็นเส้นประเดิมเพราะวิ่งสู่ทะเลและจะทำคู่ขนานไปกับเส้นอีสานซึ่งจะทะลวงลอจิสติกส์จีนสู่มหาสมุทรแปซิฟิกอีกสายได้สำเร็จ(โดยไม่ผ่านไต้หวันและญี่ปุ่น)

กระทรวงรถไฟจีนได้แจ้งกับกระทรวงคมนาคมไทยทราบถึงข้อตกลงระหว่างจีนและลาว ที่จะสร้างรถไฟขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตร จากเมืองคุนหมิงมายังนครเวียงจันทน์ ระยะทาง 420 กิโลเมตร โดยได้เสนอให้มีการพัฒนาความร่วมมือใน โครงข่ายเส้นทางรถไฟต่อขยายมายังประเทศไทยที่ จ.หนองคาย 580 กิโลเมตร และเชื่อมต่อไปยัง จ.ระยอง 220 กิโลเมตร รวดเดียว

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาความร่วมมือด้านการพัฒนากิจการรถไฟระหว่าง ราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน 3 เส้นทาง วงเงินลงทุน 3.3 แสนล้านบาท และจะนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ต่อไป ตามข้อเสนอของนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เสนอให้ ครม.พิจารณาเป็นวาระจร เรื่องที่ 1

ตัวโครงการออกแบบก่อสร้างสายอีสาน มีจุดสถานีต้นทางอยู่ที่ "สถานีบางซื่อ" จากนั้นจะจอดป้ายที่สถานีอยุธยา, สถานีสระบุรี, สถานีปากช่อง, สถานีนครราชสีมา, สถานีบัวใหญ่, สถานีบ้านไผ่, สถานีขอนแก่น, สถานีเขาสวนกวาง, สถานีอุดรธานี และปลายทางที่ "สถานีหนองคาย"

เบ็ดเสร็จ 600 ก.ม. ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 8 นาที

โครงการนี้คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี งบฯลงทุน 181,369 ล้านบาท แยกเป็นค่าก่อสร้าง 156,934 ล้านบาท ค่าศึกษาออกแบบรายละเอียด 2,354 ล้านบาท ค่าเวนคืนที่ดิน 3,000 ล้านบาท ค่าควบคุมการก่อสร้าง 2,746 ล้านบาท ค่ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อม 785 ล้านบาท ค่าขบวนรถ 15,550 ล้านบาท

ประมาณการปีแรกที่เปิดบริการจะมีปริมาณผู้โดยสาร 41,000 คน/วัน คิดราคาค่าโดยสารสูงสุด 984 บาท/เที่ยว มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ 19.08%


มีค่า"มาตรการสิ่งแวดล้อม"ด้วย คงต้องไปหาความรู้กันต่อไปว่าเป็นค่าทำนองไหนกันนิ
Last edited by หนูอ้อย on Thu Sep 09, 2010 1:20 am, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby หนูอ้อย » Thu Sep 09, 2010 12:25 am

ล่าสุดรัฐบาลตั้งคณะกรรมการศึกษารายละเอียดแผนร่วมทุนก่อสร้างโครงการพัฒนากิจการรถไฟฟ้าระหว่างประเทศไทยและจีน มี "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

เพื่อลงลึกรายละเอียดแผนร่วมลงทุน ทั้งเงื่อนไขการลงทุน (ทีโออาร์) รูปแบบการลงทุน ข้อปฏิบัติในแง่กฎหมายการลงนามร่วมลงทุนกับจีน (MOU) นำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาต่อไป ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรา 190 เพื่อขออนุมัติกรอบสำหรับเจรจากับจีนต่อไป

สำหรับรูปแบบการลงทุน เบื้องต้นกระทรวงการคลังมีแนวคิดตั้งแต่บริษัทร่วมทุนระหว่างรัฐบาลไทยและ รัฐบาลจีน โดยฝั่งรัฐบาลไทยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น รัฐบาลจีนจะลงทุนก่อสร้างราง โดยใช้ที่ดินเขตทางของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ส่วนเงื่อนไขอื่น ๆ ที่จะตามมา เช่น สัดส่วนการถือหุ้น สิทธิ์การพัฒนาที่ดิน พื้นที่สถานี ฯลฯ ต้องรอดูผลการเจรจา

"คลังจะจ่ายค่าใช้ที่ดินให้กับการรถไฟฯเมื่อสร้างเสร็จ และบริษัทจะให้สัมปทานเอกชนมาเช่าราง ระยะเวลา 30 ปี ซึ่งจะได้รายได้จากค่าใช้ประโยชน์จากรางนี้"

Image

เปิดหวูด 1 ปู๊นยาวๆ......ฝ่าด่าน ก.ม. 10 ฉบับ

แม้รัฐบาลจะได้ไฟเขียวให้เจรจากับจีน แต่เมื่อลงลึกรายละเอียดแล้ว ดูเหมือนไม่ง่ายอย่างที่คิด อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี เพราะยังมีอุปสรรคที่รัฐบาลต้องพิจารณาและคำนึงถึงอีกมากมาย

ลำพังเฉพาะปัญหา "ข้อกฎหมาย" อย่างเดียว ก็มีลิสต์เป็นหางว่าวมากกว่า 10 ฉบับ ไล่ตั้งแต่

1)พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535

2)พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494

3)พระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อกิจการขนส่งมวลชน พ.ศ. 2540

4)ประกาศสำนักคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรื่องหัวข้อในการเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ

5)พระราชบัญญัติพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2521

6)กฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อม

7)กฎหมายที่เกี่ยวกับการพัฒนาโครงการ เช่น พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518, กฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522, กฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2547, พระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543, พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby หนูอ้อย » Thu Sep 09, 2010 12:36 am

เส้นทางสายอีสานนี้จีนตัดโค้งออก ลดระยะทางลง 35 กิโลเมตร

ขณะที่ด้านกายภาพพื้นที่ก็เป็นข้อจำกัดเช่นกัน ทั้งเขตทางความลาดชัน สภาพภูมิประเทศ จุดตัดกับถนนและชุมชน

เนื่องจากเส้นทางไฮสปีดเทรนภายใต้โครงการนี้ เป็นเส้นทางใหม่ที่สร้างคู่ขนานไปกับทางรถไฟสายปัจจุบัน เท่ากับเปิดพื้นที่ก่อสร้างใหม่ แม้ว่าจะสร้างบนเขตทางรถไฟเดิมก็ตาม รวมทั้งมีพื้นที่อ่อนไหวที่จะต้องพาดผ่าน ทั้งพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 รวม 4.45 กิโลเมตร พื้นที่ป่าไม้ 47.03 กิโลเมตร ชุมชนที่ตั้งอยู่ในระยะทาง 500 เมตรจากแนวรถไฟ 100 แห่ง และโบราณสถาน 1 แห่ง

นอกจากนี้ มีบางช่วงมีข้อจำกัดของพื้นที่ที่ต้องปรับใหม่ให้สอดคล้องกับความเร็วของรถ เช่น บริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคอง ต้องมีการปรับลดรัศมีความโค้งลง แนวเส้นทางจากสถานีมาบกะเบา-สถานีหินลับที่มีความคดเคี้ยวมาก อาจจะต้องปรับแก้แนวเส้นทางใหม่ ส่วนบริเวณรอยต่อสระบุรีและนครราชสีมาก็ต้องเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา บริเวณผ่านหุบเขาจะสร้างเป็นโครงสร้างยกระดับ หรือมีบางช่วงมีชุมชนลุกล้ำจะต้องรื้อย้ายชุมชนที่ตั้งอยู่ติดแนวเขตทางรถไฟ เป็นต้น

Image
ทิวทัศน์เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา(ภาพจาก www.bloggang.com)

จากข้อจำกัด หลังจีนมาสำรวจพื้นที่ได้ตัดรัศมีทางโค้งออกหมด เหลือแต่ทางตรง รวม 580 กิโลเมตร จากเส้นทางเดิมระยะทาง 615 กิโลเมตร แต่ตำแหน่งสถานีหลักและย่อย 11 แห่งยังคงเดิม

ไฮสปีดเทรนจะวิ่งฉิวได้แค่ไหน โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ (รวมทั้งปัญหาต่างๆและการตรวจสอบที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด)
Last edited by หนูอ้อย on Fri Sep 10, 2010 8:38 pm, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby หนูอ้อย » Thu Sep 09, 2010 12:57 am

Jseventh wrote:
integra wrote:ปล.ลองกองมีข้อจำกัดที่หลังจากออกจากต้นพ้นสามคืนช่อจะเริ่มหลอมพ้นเจ็ดคืนผลจะหลุดจากช่อเกือบหมด และลองกองที่จะขายได้ราคาต้องสดใหม่ช่อแน่นคือประมาณสองคืนต้องถึงมือผู้ซื้อนะครับ


คุณ integra พูดถึงลองกอง ดิฉันก็เลยได้หาความรู้ไปด้วย
ข้อมูลล่าสุด เราสามารถยืดอายุคุณภาพลองกองผลสดได้นานประมาณ 14 วัน

นักวิจัยไทยหาวิธีการช่วยรักษาคุณภาพของลองกอง(ผลสด)หลังการเก็บเกี่ยวได้นานขึ้นอีก ด้วยการรมลองกองด้วย 1-MCP ที่มีความเข้มข้น 500 ppb นาน 6 ชั่วโมง แล้วห่อช่อผลด้วยโฟมเน็ตร่วมกับสารดูดซับเอทิลีน (ด่างทับทิม) แล้วเก็บรักษาในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส สามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาลองกองได้นานถึง 14 วัน
http://paidoo.net/article/3597564.html


ดีจริงได้ความรู้เรื่องยืดอายุลองกอง
ว่าแต่สารที่ว่าซึมเข้าไปสะสมในผลไม้ได้รึเปล่า(ห่วงคนทานน่ะค่ะ)
ทิ้งไว้นานหลายๆวันจะสลายไปรึเปล่านะ

ตกลงว่าจะสร้างรางคู่หรือรางเดี่ยวคะ?
พอดีเห็นในห้องรัชดา-พันทิพย์ุคุยกันว่าเปลี่ยนเป็นรางเดี่ยวแล้ว


ที่ติดตามมาตลอด ทำเป็นรางเดี่ยวนะคะทำคู่ไปกับรางเดิม(ที่คนละไซส์กัน)ค่ะ
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby halfmoon » Thu Sep 09, 2010 1:02 am

ที่ชิลีเขาทำแบบนี้ หากจำเป็น หลีกและเลี่ยงไม่ได้

Image
  • อธิปัตย์ 5 : อิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ สันติภาพ : คือแก่นแท้แห่งอำนาจประชาธิปไตย : ท่านมีหรือยัง ถ้าไม่ จงสร้างเอง
User avatar
halfmoon
 
Posts: 10731
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:34 pm

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby Jseventh » Thu Sep 09, 2010 8:24 am

หนูอ้อย wrote:
Jseventh wrote:
integra wrote:ปล.ลองกองมีข้อจำกัดที่หลังจากออกจากต้นพ้นสามคืนช่อจะเริ่มหลอมพ้นเจ็ดคืนผลจะหลุดจากช่อเกือบหมด และลองกองที่จะขายได้ราคาต้องสดใหม่ช่อแน่นคือประมาณสองคืนต้องถึงมือผู้ซื้อนะครับ


คุณ integra พูดถึงลองกอง ดิฉันก็เลยได้หาความรู้ไปด้วย
ข้อมูลล่าสุด เราสามารถยืดอายุคุณภาพลองกองผลสดได้นานประมาณ 14 วัน

นักวิจัยไทยหาวิธีการช่วยรักษาคุณภาพของลองกอง(ผลสด)หลังการเก็บเกี่ยวได้นานขึ้นอีก ด้วยการรมลองกองด้วย 1-MCP ที่มีความเข้มข้น 500 ppb นาน 6 ชั่วโมง แล้วห่อช่อผลด้วยโฟมเน็ตร่วมกับสารดูดซับเอทิลีน (ด่างทับทิม) แล้วเก็บรักษาในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส สามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาลองกองได้นานถึง 14 วัน
http://paidoo.net/article/3597564.html


ดีจริงได้ความรู้เรื่องยืดอายุลองกอง
ว่าแต่สารที่ว่าซึมเข้าไปสะสมในผลไม้ได้รึเปล่า(ห่วงคนทานน่ะค่ะ)
ทิ้งไว้นานหลายๆวันจะสลายไปรึเปล่านะ


เท่าที่หาอ่านดูนะคะ
1-MCP (1-methylcyclopropene) เป็นสารดูดซับเอทธิลีนที่อยู่ในรูปของแก๊ส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีพิษ หรือมีความเป็นพิษในระดับต่ำมาก สามารถนำไปใช้กับผลผลิตทางการเกษตรได้

เอทธิลีน เป็นฮอร์โมนพืชมีสมบัติเป็นแก๊สที่ระเหยได้ เกิดขึ้นในกระบวนการเมตาบอลิซึมของพืช โดยเฉพาะช่วงที่ผลไม้สุก แก๊สนี้จะแพร่ออกมาเหนี่ยวนำให้ผลไม้ที่อยู่ใกล้ๆสุกด้วย ผลของเอทธิลีนต่อพืชคือ..
1. เร่งการสุกของผลไม้ทำให้เปลี่ยนสีได้รวดเร็วและสม่ำเสมอ
2. กระตุ้นการออกดอกของพืชพวกสับปะรด กระตุ้นการหลุดร่วงของใบไม้ ดอก ผล และลดความเหนียวของขั้วผล
3. กระตุ้นการงอกของเมล็ดพืชบางชนิดทำลายการพักตัวของเมล็ด
4. เพิ่มปริมาณน้ำยางมะละกอกระุตุ้นการเกิดรากฝอยและรากแขนง
5. เร่งการไหลของน้ำยางพารา

กรณีลองกอง มีอายุการเก็บรักษาสั้นมาก สีผิวของเปลือกผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลภายใน 4-6 วัน ผลหลุดร่วงจากช่อและเน่าเสียง่าย ผลผลิตลองกองเมื่อพ่อค้ารับซื้อมาแล้ว จะทำการคัดใส่ภาชนะบรรจุแล้วส่งขายต่อไปทันที ไม่เก็บค้างคืนเนื่องจากผลลองกองจะช้ำและหลุดร่วงง่าย แต่ถ้าเกษตรกรนำมาส่งช่วงเย็น พ่อค้าส่งขายต่อไม่ทันก็จะเก็บรักษาไว้ 1 คืน / การเสื่อมสภาพของลองกองหลังการเก็บเกี่ยวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการเปลี่ยนสี หลุดร่วง และผลนิ่ม สาเหตุมาจากการคายน้ำ การหายใจ และการผลิตเอทธิลีน ซึ่งปริมาณเอทธิลีนสูงกระตุ้นให้ลองกองเสื่อมสภาพได้เร็ว ดังนั้นการใช้สาร 1-MCP (1-methylcyclopropene) มาช่วยดูดซับเอทธิลีน จึงช่วยชะลอการสุก การหลุดร่วงของผลได้

(ขอขอบพระคุณ ข้อมูลความรู้จาก 'เอกสารประกอบการอบรมเทคโนโลยีการจัดการคุณภาพผลผลิตลองกองในจังหวัดชายแดนภาคใต้' โดยกลุ่มวิชาการ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร)

หาจาก google ก็มีงานวิจัยเกี่ยวกับสารตัวนี้อยู่หลายหน้าค่ะหนูอ้อย :)
สำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ เวลาจะทานผลไม้ ถ้าจะให้มั่นใจจริงๆ ก็คงต้องมีวิธีล้างกันหน่อย อย่างเช่น แช่ด่างทับทิม(ไม่เกิน 10 นาที) ฯลฯ
(บรรยากาศ rep นี้ เหมือนห้องเรียนชีววิทยาตอน ม.ปลาย เลย :lol: )


หนูอ้อย wrote:
Jseventh wrote:ตกลงว่าจะสร้างรางคู่หรือรางเดี่ยวคะ?
พอดีเห็นในห้องรัชดา-พันทิพย์ุคุยกันว่าเปลี่ยนเป็นรางเดี่ยวแล้ว


ที่ติดตามมาตลอด ทำเป็นรางเดี่ยวนะคะทำคู่ไปกับรางเดิม(ที่คนละไซส์กัน)ค่ะ


พี่เจก็งงๆอยู่ ตอนแรกเข้าใจว่าจะสร้างเป็นรางคู่เฉพาะของไฮสปีดเทรน ไม่เกี่ยวกับรางเดิมที่เป็นคนละไซส์กัน
แบบนี้ก็ต้องคอยจอดรอสับหลีกรางอย่างที่คุณ login บอกหรือเปล่า? จะดีหรือ ดูไม่เวิร์คเลยเนอะหนูอ้อย
หนูอ้อยพอจะทราบเหตุผลไม๊คะ ว่าทำไมเลือกสร้างเป็นรางเดี่ยว..ประหยัดงบหรือ?
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby Jseventh » Thu Sep 09, 2010 8:36 am

ไฮสปีดเทรนที่กำลังเป็นที่ฮือฮากันตอนนี้ มีหลายคำถามเกิดขึ้นตามมาเช่น

1.จะมีการตรวจสอบเรื่องคอร์รับชั่นอย่างไร

2.ทำไมถึงเส้นนี้อันดับ 1 เส้นนั้นอันดับ 2 เส้นนั้นอันดับ 3

3.ราคาค่าตั๋วจะเป็นอย่างไร

4.ระบบรางจะเป็นอย่างไรเพราะรางรฟท.กว้าง 1m. แต่ไฮสปีดเทรนรางกว้าง 1.453m.etc.

ขอแสดงความเห็นรวมๆไปก่อนแล้วกันโดยเจาะเรื่องระบบรางซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของครม.และประชาชน ใครที่มีข่าวอะไรก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตาและนำมาแลกเปลี่ยนกันละกัน ข่าวเรื่องไฮสปีดเทรนดังขึ้นมาจริงๆแซงหน้าเรื่องถนนจนมิด ถึงกับมีบางคนติติงว่า ขายฝันรึเปล่า หรือหาเสียงเพราะปริ่มๆว่าจะมีเลือกตั้งอย่างเร็วต้นปี 2554 อย่างช้าสุดไม่เกินปีหน้า(หลังผ่านงบ 2555) การทำเมกะโปรเจกเช่นนี้น่าจับตาจริงๆทั้งในเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความต่อเนื่องของโครงการซึ่งหนีไม่พ้นความมีเสถียรภาพของรัฐบาล


ใช่เลยหนูอ้อย 4 ข้อบนนั่นหล่ะที่ประชาชนอย่างเราๆ รวมถึงสื่อด้วย ควรให้ความสนใจติดตามกัน
อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับงบประมาณก้อนโตๆ :mrgreen:

พี่เจค้นเจอกระทู้นึงในเสรีไทยที่สมาชิกคุยกันเรื่องไฮสปีดเทรน ขอนำมาแปะด้วย
เราจำเป็นต้องมี ไฮสปีคเทรน รถไฟความเร็วสูงหรือ? (Post by sigree)
http://forum.serithai.net/viewtopic.php?f=2&t=25918&start=0
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby integra » Thu Sep 09, 2010 12:30 pm

ตอนนี้ฝากรัฐได้ไห้ทางจีนศึกษาความเป็นไปได้ทั้งหมดของโครงการโดยไม่ต้องรอไห้ทางไทยมีความเห็นชอบจากสถา คงเพราะต้องการความรวดเร็วเป็นการทำงานคู่ขนานกันไปครับ
ขอบคุณคุณจี7มากครับเรื่องการเก็บลองกองเป็นความรู้ใหม่ที่จะนำไปใช้งานได้ดีทีเดียว
ตอนนี้ขอไปทำงานส่วนตัวก่อนแล้วจะกลับมาต่อเรื่องกระทู้ครับ :D
โลกเสมือน#เสาะหาความยุติธรรมแม้แก่ผู้อื่นก็ยังดีอย่างน้อยจะได้รู้ว่ามันยังมีจริงในโลก
โลกจริง#กูเหนื่อยและเบื่อความพ่ายแพ้ในเกมส์ที่ถูกยัดเยียด ได้เวลาเลิกหลอกตัวเองว่าอะไรๆยังเหมือนเดิม ถึงเวลากระทืบอุปสรรคแล้วก้าวเดิน
User avatar
integra
 
Posts: 1616
Joined: Tue Apr 21, 2009 3:24 am

Re: มุมมองยุทธศาสตร์ประเทศของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ

Postby หนูอ้อย » Fri Sep 10, 2010 12:23 am

J7th wrote:หนูอ้อยพอจะทราบเหตุผลไม๊คะ ว่าทำไมเลือกสร้างเป็นรางเดี่ยว..ประหยัดงบหรือ?


เหตุผลหลักคือประหยัดงบค่ะ ช่วงรอหลีกปัญหาน้อยกว่ารถไฟปรกติเพราะเป็นเส้นทางเฉพาะที่มีแต่ไฮสปีดเทรนวิ่งไม่กี่ขบวนและไม่คับคั่งทั้งวัน
เวลาคิดอย่าเอากรอบของการรอหลีกรถไฟธรรมดามาใช้กับไฮสปีดเทรนนะคะเพราะรถไฟธรรมดามันมีหลายสายวิ่งทั่วประเทศ
แต่ไฮสปีดจะมีแรกเริ่มเพียงสองสายและจอดไม่กี่สถานี(เช่นสายอีสานจอดแค่11สถานี)
ภายหลังจึงจะมีกรอบขยายของไฮสปีดเป็นสองรางค่ะ

อ่านที่PANTIPก็มีคนเสนอ(คล้ายๆกับหลายคนที่ที่ทำงานหนู)ว่าไหนๆก็ไหนๆจะทำทั้งทีให้ทำรางคู่ไปเลย
แต่เชื่อว่าถ้าทำจริงคงเป็นรางเดี่ยวไปก่อนในระยะแรกแล้วขยับขยายทีหลังเพราะเป็นเงินกู้ทั้งนั้น
คิดดีๆอีกที ไฮสปีดวิ่งไกลนะคะ(เช่นกรุงเทพฯ-หนองคาย)ไม่ได้วิ่งสั้นๆวิ่งทั้งวันเหมือนรถไฟฟ้าในกทม.
วันนึงวันนึงคงวิ่งไม่กี่รอบหรอกค่ะและออกเป็นเวลา ทำการพ่วงคนหรือสินค้าไปกับขบวนรถจำนวนทีละมากๆ
การรอหลีกคงไม่น่าซีเรียสเท่ารถที่วิ่งระยะสั้นกว่ามั้งคะ?

ตอนนี้คล้ายๆกระแสถูกปลุกขึ้นแล้วนะคะ จีนเขาก็รอมาเป็นสิบปีเรื่องยุทธศาสตร์แบบนี้(เขาวางหมากไว้ถึง50ปี!)
คนไทยบางส่วนฝันตามแล้วนะคะ จะรางคู่จะรางเดี่ยว ทำไม่กลัว กลัวไม่ทำค่ะ 555
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Next

Return to สภากาแฟ



cron