
นโยบายแรกที่รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ” ทำทันที ” หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาคือการยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากน้ำมัน 3 ชนิดคือ เบนซิน 91 95 และน้ำมัน ดีเซล ในอัตราลิตรละ 6.7 7.5 และ 2.8 บาท ตามลำดับ ส่งผมให้ราคาน้ำมัน ดังกล่าวลดราคาลงทันทีตามนโยบายการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย
แต่ผมคิดว่า การรับรู้รับทราบเฉพาะ ผลประโยชน์ที่ประชาชนผู้ใช้น้ำมันดังกล่าวได้รับโดยตรงนั้นไม่เพียงพอที่จะประเมินคุณค่าของนโยบายนี้ เพราะข้อมูลการใช้น้ำมันในปัจจุบัน
ปริมาณการใช้นำมันดีเซลแก้สโซฮอล์ 95 ประมาณวันละ 6 ล้าน 5 แสนลิตร
แก้สโซฮอล์ 91 ประมาณวันละ 5 ล้าน 5 แสนลิตร (ทั้งสองรายการนี้ได้รับผล
กระทบทางลบ เรื่องนโยบายพลังงานทดแทนจากพืชเกษตร เช่นมันสำปะหลัง
อ้อย ข้าวโพดที่นำมาผลิตแก๊ซโซฮอล์ ทั้งกับเกษตรกรผู้ปลูก และอุตสาหกรรมที่
กำลังลงทุน จากสัดส่วนการใช้น้ำมันชนิดนี้ที่มีแนวโน้มจะผันผวน )
ส่วนปริมาณการใช้นำมันเบนซิน 91 ประมาณวันละ 7 ล้าน 3 แสนลิตรเบนซิน 95 ประมาณวันละ 91,000 ลิตร และใช้นำมันดีเซล ประมาณวันละ 51 ล้านลิตร เศษ
เงินที่ไหลเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากน้ำมันทั้ง 3 ชนิดจะหายไปประมาณ เดือนละ 6,000 ล้านบาท และต้องจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ค้าน้ำมันที่มีสต้อกค้างทันที คาดว่าต้องใช้เงินเพื่อชดเชยในการนี้ ประมาณ 3-4000 ล้านบาท http://www.thairath.co.th/content/pol/197252
ผมฟังข้อมูลที่คุณพิชัย นริพทะพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันมีเงินสดเหลืออยู่ 14,300 บาทhttp://www.thairath.co.th/content/eco/196908
แต่เมื่อผมไปตรวจดูฐานะกองทุนน้ำมัน ว่ายังมีเงินเหลือตามที่รัฐมนตรีพลังงาน
บอกจริงหรือไม่
ผมพบว่าข้อมูลที่รัฐมนตรีพลังงานบอก เป็นเท็จ !!
รัฐมนตรีพลังงานคนนี้ กำลังโกหก หรือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนกับประชาชนครับ
ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะประมาณการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2554
มีเงินสดในบัญชี รวม 14,396 ล้านบาท
ขณะที่ มีหนี้อยู่ระหว่างการเบิกจ่ายชดเชย 13,740 ล้านบาท
งบบริหารและโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว 188 ล้านบาท
รวมเป็นหนี้สินกองทุนทั้งหมด 13,928 ล้านบาท
สรุปมีเงินสด 14,396 มีหนี้สินรอจ่าย 13,928 ล้านบาท
ฐานะกองทุนเหลือเงินสดแค่ 441 ล้านบาท
ไม่ใช่ 14,300 ล้านบาทเศษเหมือนที่รัฐมนตรีพลังงานบอก !!!
ขณะที่กองทุนน้ำมันฯ มีภาระต้องชดเชยราคาให้กับผู้ผลิตก๊าซจำนวนมาก
เช่น ชดเชยให้ LPG กรณีนำเข้าจากต่างประเทศม.ค.-15 ส.ค.54 ต้องชดเชยไป 4,936 ล้าน
ชดเชยให้โรงกลั่นที่ผลิต LPG 1,859 ล้านบาทชดเชยการตรึงราคา NGV มี.ค.-
ก.ย. 54 2,162 ล้าน ชดเชยให้ดีเซลและแก๊ซโซฮอล์ 1,367 ล้าน เป็นต้น
เงินที่ต้องชดเชยเหล่านี้รวมอยู่ในยอดหนี้สินของกองทุนน้ำมันฯที่ยังไม่ได้ชำระ
13,740 ล้านบาทสามารถเข้าไปเข้าไปตรวจสอบฐานะกองทุนน้ำมันได้ที่
http://www.efai.or.th/theoil/theoil-money.htm
ผมมีข้อสงสัยอยู่ 2 ข้อครับ
1. รัฐบาลยังจะคงนโยบายชดเชยราคา NGV และ LPG ต่อไปหรือไม่ ถ้าไม่ชดเชยก็แล้วไปไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
2. แต่ถ้ายังคิดจะชดเชยต่อไปเรื่อยๆ คือให้ขายพลังงานเหล่านี้แก่ประชาชนในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด รัฐบาลจะเอาเงินจากไหนมาชดเชย
แม้ว่าโดยส่วนตัวผมจะไม่เห็นด้วยกับการชดเชยราคา โดยการเก็บเงินจากประชาชนส่วนหนึ่งที่มีความสามารถในการจ่าย มาจ่ายแทนให้ประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ในกรณี ก๊าซ NGV และ LPG
แต่ถ้าตราบใดที่รัฐบาลยังไม่ต้องควักเอาเงินภาษีจากงบประมาณประเทศมาชดเชยผมยังถือว่าใช้ฝีมือในการบริหารราคาพลังงาน แต่ที่พรรคเพื่อไทยกำลังทำนี้ กลับทำตรงกันข้าม
ตอบให้ชื่นใจหน่อยเถอะครับ การงดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันไปเฉยๆ
แล้วยังขืนชดเชยด้วยวิธีไปกู้เงินมาจ่ายชดเชยให้เป็นการแสดงฝีมือในการบริหาร
ประเทศตรงไหน ?
แค่การชดเชยให้ผู้ค้าน้ำมันครั้งแรก ดูจากงบที่ตั้งไว้ 3-4,000 ล้านบาท กองทุนก็
ติดลบแล้ว !!!
กู้เงินมาลงทุนทำกิจการ ยังมีโอกาสรอดถ้ากิจการที่ทำ ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับ
การลงทุน
แต่ถ้าวันนี้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย จนต้องกู้เพื่อเอามากินมาใช้ประจำวัน จะไป
รอดได้อย่างไร หรือเราจะต้องเตรียมตัวเจ๊งทั้งประเทศตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว
(หมายเหตุ ผมใช้ดีเซลในการขนส่งเดือนละประมาณ 6,000 ลิตร ได้ประโยชน์ จากนโยบายนี้ครับ)
โครงสร้างราคาน้ำมัน http://www.eppo.go.th/petro/price/index.html
ปริมาณการใช้น้ำมันในประเทศ http://www.energy.go.th/?q=node
จาก หมูสนาม โอเคเนชั่น
