รู้สึกว่าข่าวของมติชนมีข้อความตกหล่นเยอะ ผมนำของ "คมชัดลึก"
มาเพิ่มไว้ด้วยก็แล้วกันนะครับ
http://www.komchadluek.net/detail/20090319/6018/อภิสิทธิ์แจงกรณีการไม่เกณฑ์ทหาร.html
------------------------------------------------------------------------------------
"จตุพร"จวก"อภิสิทธิ์"หนีเกณฑ์ทหารนายจตุพร กล่าวต่อว่า นายอภิสิทธิ์ยังได้หนีการเกณฑ์ทหาร โดยไม่เข้ารับการตรวจเลือกตั้งแต่ปี 2530 - 2536 จนกระทั่งอายุครบ 29 ปี ไม่ทราบว่า มีผู้ใหญ่ที่สนิทกับอดีตผู้นำคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) คนหนึ่งอาจแนะนำให้นายอภิสิทธิ์ใช้ช่องนี้ขอรับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย สอนระดับชั้น ม.1 แต่ปรากฏว่าการที่พลเรือนชายไทย จะเข้ารับราชการในโรงเรียนนายร้อย จะต้องแสดงหลักฐานสำคัญทางการทหาร แต่นายอภิสิทธิ์ไปขอใบสำคัญทางการทหารจากสัสดีใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานเท็จ นายอภิสิทธิ์จึงไม่มีสิทธิ์เข้ารับราชการ
"ผมยังไปจับเลย ขนาดเป็นครูดอยลงมา ลุ้นจะตาย เพราะเรารู้เราเป็นดี 1 ประเภท 1 กะเทยยังไปจับเลย เป็นหน้าที่ของชายไทยในการรับใช้ชาติ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นใคร จึงไม่ได้ไปใช้สิทธิ์จับใบดำใบแดง" ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าว
"ทุกคนที่เป็นนายกฯ ที่มียศ เขาจะใช้ยศ และจะพูดถึงยศด้วยความภูมิใจ แต่มีท่านคนเดียว สิ่งที่บอกเบื้องลึกของท่าน เพราะการใช้ สด.9 ออกเป็นเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการแสดง สด.43 เป็นการหลีกเลี่ยงแผลในใจ ท่านจึงไม่ใช้ยศว่าที่ร.ต." นายจตุพร กล่าว
อภิสิทธิ์แจงกรณีการไม่เกณฑ์ทหารนายอภิสิทธิได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า ในประเด็นการปิดสนามบินนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในครม.เรามีความเห็นว่า การปกป้องพื้นที่สนามบินจำเป็นต้องเข้มงวดกวดขัน ตนให้นโยบายกระทรวงคมนาคมว่าช่วยดูว่าจะมีนโยบายอย่างไรต่อเรื่องนี้เพราะเห็นเป็นเรื่องสำคัญ พอกระทรวงคมนาคมได้รับและไปคิด ก็รายงานกลับมายังครม. ครม.จึงได้ออกมาตรการด้วยการเพิ่มจุดตรวจต่างๆบริเวณจุดเข้าออกสนามบิน กับ 2.ครม.ก็วิตกว่าอำนาจหน้าที่ของจนท.ที่เกี่ยวข้องของการท่าฯ ยังไม่เพียงพอ เมื่อเป็นเชนนั้นก็ไปยกร่างกม.ขึ้นมาว่าการจะไปทำอะไรในสนามบินเป็นความผิด และเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ พอครม.ยกร่างเสร็จก็ให้กฤษฎีกาไปดูว่าโทษเหมาะสมหรือไม่อย่างไร แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับกม.เดิมที่มีอยู่ ผู้ที่กระทำความผิดเขาก็ยังต้องมีความรับผิดตามกม.เดิมอยู่ ผมจึงไม่เข้าใจว่าท่านไม่เข้าใจหรืออย่างไร เพราะความผิดตามกม.เดิมมีอยู่ ไม่ได้รับประโยชน์ใดๆจากกม.ใหม่เลย
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า เรื่องประวัติของตน ก็อยากกราบเรียนว่าถ้าไม่มีอคติต่อกัน การสอบถามข้อเท็จจริงก็สามารถทำได้ และใช้สามัญสำนึกได้ ตนลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก 22 มี.ค.2535 สมัยนั้นยังไม่มี กกต. แต่ก็มี รธน.บังคับอยู่ว่าใครจะลงสมัคร ส.ส.ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ตนก็นึกไม่ออกว่าใครจะลงสมัครโดยไม่เป็นสมาชิกพรรค แล้วกรมการปกครองที่ดูแลการเลือกตั้งสมัยนั้นจะปล่อยให้สมัครได้ ท่านพยามยามทำให้คนเข้าใจว่าตนจะมีสิทธิ์เหนือคนอื่น แต่มันเป็นไปไม่ได้
ตนรับราชการอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนสิ้นปี 253434 ขณะนั้นกำลังมีการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบกับตนคิดจะตัดสินใจทำงานการเมืองมานานแล้ว เลยได้ลาออกจากมธ. มาสมัครเป็นสมาชิกปชป.ตั้งแต่ต้นปี 2535 พรรคก็ออกบัตรสมาชิกให้ (เอาบัตรมาโชว์) ตนก็มีอยู่ในมือ บัตรประจำตัวมีรูปตน มีเลขที่สมาชิก ชื่อ-ที่อยู่ มีการลงนามหน.พรรค ชวน หลีกภัย วันที่ออก 15 ม.ค.2535
"ผมเข้าใจว่าท่านอาจตรวจสอบจากคอมพิวพิวเตอร์ ผมก็สันนิษฐานว่า ฐานข้อมูลอิเลคทรอนิคส์ อาจพิมพ์ข้อมูลผิด ก็เป็นไปได้ ผมต้องให้พรรคไปค้นในโกดังมา (โชว์สมุดบัญชีหน้าปกสีน้ำเงิน) สมุดบัญชีเล่มนี้คือ เวลาเขารับสมัครสมาชิกพรรค ถ้าท่านสงสัยมาตรวจดูได้ เขตสาธร เขตบางซื่อมีชื่อผม ลงวันที่ 15 ม.ค.2535 เหมือนกัน ก็กราบเรียนว่า เรื่องเมื่อกี้ผมไม่แน่ใจว่าท่านเข้าใจหรือไม่เข้าใจ แต่เรื่องนี้ท่านตรวจสอบได้ ใครจะมาสมัครส.ส.โดยไม่ได้เป็นสมาชิกมันเป็นไปไม่ได้หรอก ผมไม่เข้าใจว่าท่านหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาให้เสียเวลาสภาทำไม" นายอภิสิทธิ์แจง
นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงประเด็นถัดมา คือเรื่องการการหนีทหารว่า เป็นประเด็นที่เป็นข้อกล่าวหาหนักหนาสาหัสมากนั้น ตนก็จะขอพูดเรื่องรับราชการทหาร พร้อมจะชี้แจงเรื่องกม. และคุณธรรมจริยธรรมด้วย
"ท่านประธานที่เคารพ ผมทราบดีว่าชายไทยทุกคนมีหน้ที่รับราชการทหาร สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมไปศึกษาต่อต่างประเทศตั้งแต่อายุ 11 และศึกษาต่อจนเรียนจบป.ตรี ประมาณอายุ 22-23 นั่นแหละ ในการรับราชการทหารต้องทำความเข้าใจนะ การรับราชการทหารมันมีช่องทางหลักก็คือ ผ่านการเกณฑ์ทหาร ตามพรบ.รับราชการทหารปี 2497 ซึ่งอันนั้นเป็นช่องทางหนึ่ง ขณะเดียวกันกม.ก็เขียนชัดเจนว่า ถ้าไม่ได้เป็นไปตามกม.ฉบับนั้นก็สามารถไปรับราชการทหาร ตามระเบียบรัชราชการทหารปี 2521 ได้
ผมจบจากอ๊อกฟอร์ดในปี 2529 ผมก็เข้าใจว่า เมื่อผมเป็นนักเรียนในการดูแลของก.พ. ก็จะมีารผ่อนผันให้ แต่เมื่อผมกลับมาก็ไปขึ้นทะเบียนในเดือน ก.ค.2529 ซึ่งผมเองก็ได้ดำเนินการตรงนั้น ส่วนที่ล่าช้าไปก็คงเกิดขึ้นกับหลายคน มีการเสียค่าปรับก็ว่ากันไป ประเด็นก็คือว่าเมื่อผมกลับมา ผมก็คิดว่าน่าจะได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือบ้านเมือง พร้อมกับรับราชการทหาร ขณะเดียวกันยุคนั้นก็มีความต้องการให้คนที่จบมาไปเป็นอาจารย์ของโรงเรียนนายร้อยกันมาก และผมก็คิดว่าเอาความรู้ที่ได้มาทั้งเป็นประโยชน์ต่อราชการ และพร้อมกันนั้นผมก็มีความคิดที่จะไปเรียนต่อด้วย มันก็จำเป็นต้องทำสองทางพร้อมกันไป ไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่เลย
ท่านสมาชิกเคยพูดในหลายที่ว่า เมื่อรับสด.9 มาแล้ว ผมไม่ยอมไปเกณฑ์ทหาร และจะหาทางลบล้างความผิดยังไง ที่จริงท่านทราบดีว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะเอกสารที่ท่านนำมามันบอกเองว่าผมสมัครก่อนครบหนดเกณฑ์ คือเกิดก่อน 30 เม.ย.30 ทั้งสิ้น แล้วท่านก็มาบอกว่าเอาเอกสารเท็จ เพราะเขารับผมเข้าทำงานในกลางปี 30 แต่เอกสารของท่านมันออกปี 31 ผมจะเอาเอกสารเท็จไปยื่นก่อนได้อย่างไร
ที่จริงผมไม่เคยมีข้อสงสัยเรื่องรับราชการทหารของผมเลย ผมก็แปลกใจเพราะว่าฝ่ายท่านเป็นรัฐบาลมานาน ถ้ามีอะไรไม่ถูกคงมีการดำเนินคดีไปแล้ว ผมเห็นว่าคนที่ท่านพาดพิงมาว่าเขารับโทษต่างๆนานานั้น เพราะทำเอกสารให้ผมนั้น ผมก็ยืนยันว่าบุคคลทั้งสองไม่เคยได้รับโทษแต่อย่างใด และเอกสารที่ท่านอ่าน ก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นเอกสารในขั้นตอนไหน อย่างไร เพราะยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นอย่างไร แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ท่านก็ได้ยอมรับว่า ผมได้สมัครรับราชการทหาร และได้รับบรรจุตั้งแตปี 2530
ขณะเดียวกันท่านก็บอกว่า 1.ถ้าอายุไม่ถึง 21 ก็เอาสด.9 ไปสมัคร และ 2.ถ้าเกินกว่า 21 ปี ต้องมีทั้งสด.9และสด.43 หรือมีหนังสือผ่อนผัน เมื่อมีการสงสัยเรื่องนี้ ในที่สุดผมก็ไปค้นพบเอกสาร แล้วก็มีชื่อผมอยู่ในฐานะผู้ได้รับการผ่อนผันปี 30-32 เพราะผมมีความตั้งใจจะไปศึกษาต่อ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าจปร.ให้ผมได้รับการบรรจุอย่างถูกต้อง
ช่วงแรกผมเข้าไปเป็นขรก.พลเรือนกลาโหม พรบ.รับราชการทหารปี 2521 ก็อธิบายครอบคลุมว่าขรก.ทหารหมายถึงขรก.กลาโหมพลเรือนด้วย เพราะฉะนั้นผมก็เริ่มรับราชการทมหารตั้งแต่กลางปี 2530 ด้วย
ท่านก็อาจไม่ทราบว่าในช่วงที่ผมสอนอยู่โรงเรียนนายร้อย ในช่วงแรกยังไม่มียศ เพราะยังไม่ได้รับการฝึก วิธีการของเขาก็คือเขาจัดให้มีการฝึก ซึ่งเขาจะมีเป็นรอบๆเหมือนกับการฝึกอบรมของส่วนราชการอื่นๆ เขาจะจัดเป็นรุ่น ผมก็ฝึกเหมือนกับเพื่อนฝึกรด.แหละ แต่ความต่างก็คือท่านฝึกรด.ก็ไปสัปดาห์ละครึ่งวัน แต่ของผมฝึกต่อเนื่อง มีการไปเขาชนไก่เหมือนกัน (โชว์รูปที่ฝึกทหารมาโชว์ 3 รูป) ไม่ได้มีอะไรลึกลับซับซ้อน แล้วก็เข้าไปรับราชการทหาร ท่านถามว่าผมมีลูกศิษย์มั้ย ผมได้พาคณะไปเยี่ยม 3จว.ใต้ มีนายทหารวิ่งเข้ามาหาผม บอกว่าเป็นลูกศิษย์ผม
ผมก็สอนหนังสือตามปกติ ทีนี้พอถึงช่วงปี 2531 พอฝึกเสร็จเรียบร้อย ก็ต้องเข้าสู่การขอพระราชทานยศ ก็มีการมาขอเอกสารหลักฐานที่ใช้ รวมถึง สด.9 ก็ปรากฏว่ามันหาย เลยไปขอใบแทนออกมา ซึ่งก็ไม่ได้มีผลใดๆทั้งสิ้นต่อการรับราชการ และการรับพระราชทานยศ ถัดมาในปี 2531 เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยประสานมา ผมก็ตัดสินใจว่าต้องไปเรียนต่อ และก็จะไปสอนหนังสือด้วย ผมก็ได้ทำเรื่องลาและได้รับการอนุมัติถูกต้องทุกประการ ถ้าถามว่าผมทำหน้าที่รับราชการหรือยัง ก็ต้องบอกว่าการรับราชการทหารในระเบียบปี 21 ทีท่ให้ทำเป็นเวลาหนึ่งปีเป็นอย่างน้อยนั้น ผมก็ทำเกินหนึ่งปีแน่นอน ไม่ได้มีอะไรเป็นการสร้างมาตรฐษนใหม่ของประเทศไทย ทุกเรื่องไม่มีสองมาตรฐานและผมก็ได้รับการตรวจสอบและยินดีที่จะชี้แจงตามที่ท่านมีข้อสงสัย
ที่ท่านมาบอกว่าผมต้องเดินบนความหวาดกลัวกองทัพ เป็นเรื่องไร้สาระ ผมไม่ทราบว่าท่านกลัวใครบ้างแต่ผมไม่กลัว ไม่ว่าเรื่องภาคใต้ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพก็ตาม ท่านไม่เคยได้ยินหรอกนะครับว่า ถ้ามีบุคคลของกองทัพทำไอะไรผิดต้องได้รับโทษ แต่ผมพูด และได้รับการขานรับอย่างดีจากท่านผบ.ทบ. ไม่ว่าจะเป็นกรณีโรฮิงญา หรือการปฏิบัติหน้าที่ของทหารใน 3 จว.ใต้ ผมทำบนมาตรฐานที่ชัดเจน หลายเรื่องท่านต้องทราบ แต่ท่านก็มองข้าม ไม่ไปดูหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ทางกระทรวงก็เคยมาชี้แจงต่อกมธ.ทหาร ก็ยืนยันว่าการบรรจุผมมีระเบียบที่แน่ชัด
จากนั้นนายจตุพร ได้ลุกขึ้นตอบโต้นายอภิสิทธิ์ โดยพยายามซักถามต่อว่า ใช้หลักฐานอะไรในการสมัครเป็นอาจารย์ ร.ร.นายร้อยจปร. เพราะหลักฐานที่ต้องนำมานั้น มันต้องใช้สด.9 สด.8 และหลักฐานการผ่อนผันอื่น เพราะท่านนายกฯมาสารภาพกลางสภาเองว่าได้รับการบรรจุ 7 ส.ค.30 ท่านไม่ได้ให้สด.9 ไปแสดง ท่านไปเป็นทหารได้อย่างไร เพราะมีเอกสารต้องแสดง 16 รายการ ท่านจะมาขอสด.9 ใบแทน ซึ่งออกเอกสารใบแทนปี 31 ได้อย่างไร
นายจตุพรยังตั้งคำถามาต่อไปว่า ในปี 2530 นายอภิสิทธิ์ ไม่เข้ารับการตรวจเลือก และถ้าได้รับการผ่อนพันจริง ทำไมถึงปรากกชื่อในบัญชีคนขาดใน 32-33-34 ตนไม่ได้กล่าวหานายอภิสิทธิ์โดยปราศจากหลักฐาน เพราะผลการสอบของกองทัพ รวมถึงผลการตรวจสอบ ท่านไม่มีสิทธิ์ได้รับการบรรจุในวันที่ 7 ส.ค.30 เพราะท่านยอมรับว่าสด.9 หาย แต่ไปขอวันที่ 8 เม.ย.ปี 31
นายอภิสิทธิ์ลุกขึ้นใช้สิทธิ์ชี้แจงกลับไปว่า ตนไม่เคยพูดว่าสมัครเข้าไป เพราะตนไม่มีสด.9 ท่านพูดเอง เอกสารที่เรียกร้องเพิ่มเติมคือหลักฐานการผ่อนผัน ตนเข้าใจว่าเป็นกระบวนการภายในเมื่อเขาตรวจผมแล้วเขาถึงบรรจุ ส่วนเรื่องบัญชีผ่อนผันมันเป็นคนละเรื่อง ส่วนการแทงบัญชีขาดนั้น ก็อาจเป็นไปได้ว่าในการแก้เอกสารอาจไม่ได้แก้
นายจตุพร ยังได้ลุกขึ้นตอบโต้อีกครั้งว่า ขอถามย้ำอีกครั้งว่าเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ท่านสมัครเป็นอาจารย์รร.นายร้อยจปร. ท่านได้แสดง สด.9 หรือไม่ ถ้าท่านไม่แสดง เขารับท่านได้อย่างไร เพราะท่านหนีทหาร 7 เม.ย.30 แสดงว่าโรงเรียนนายร้อยจปร.ทำสด.9 ท่านหายใช่หรือไม่ แล้วการออกสด.9 ใบแทน แล้วลงวันผิด ทำไมท่านไม่ทักท้วง
นายอภิสิทธิ์ชี้แจงอีกว่าวันที่ตนสมัคร เอกสารสด.9 มี และตรวจสอบได้ เพราะมีต้นขั้วอยู่ ส่วนการผ่อนผันก็มีตามหลักฐานที่เอามาให้ดู เวลาที่ออกใบแทน เขาก็เขียนใบแทนใบที่หาย และลงวันที่วันนั้น เขาจะไปออกลงวันที่ย้อนหลังให้ได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม นายจตุพรไม่ลดละ ยังได้ลุกขึ้นตั้งคำถามกลับไปอีกว่าที่ท่านนายกฯอธิบายความก็คือใบแทน 8 เม.ย.31 ที่ท่านไปขอใบแทนถูกต้อง แต่ในการกรอกรายละเอียดเข้าบัญชีทหารกองเกินวันที่ มันต้องเป็น 4 ก.ค.29 แต่นี่ใส่วันที่ 8 เม.ย.31 จึงกลายเป็นเอกสารเท็จไป เพราะท่านไปขึ้นทะเบียนคือ 4 ก.ค.29 ที่ผมถามก็คือวันที่ 7 ส.ค.นั้นท่านได้แสดงใบนั้นหรือไม่ เพราะหนังสือ 8 เม.ย.31 นั้นถูกต้อง แต่วันที่ขึ้นทะเบียนไม่ถูก เพราะฉะนั้นการเป็นอาจารย์รร.นายร้อยของท่านจึงเป็นโมฆะแต่ต้น
นายอภิสิทธิ์ลุกขึ้นชี้แจงอีกครั้ง โดยบอกว่าการออกใบแทนอันนี้ ไม่ได้มีผลหรือความหมายกับการรับราชการทหารเลย เพราะมันเกิดขึ้นหลังจากรับตนเข้ารับราชการมาแล้วครึ่งปี ส่วนเอกสาร 4 ก.ค.29 นั้นก็มีเรียบร้อยแล้ว และเขาใช้ใบนั้นในการรับตนเข้าไปแล้ว