การบิดเบือนชุดแรกคือ ครอบครัวผู้แจ้งมีความใกล้ชิดกับ "อำมาตย์" คนในครอบครัวผู้แจ้งทำงานกับ "อำมาตย์" ในงานสำคัญของครอบครัวงานหนึ่ง ก็มี "อำมาตย์" ไปเป็นประธาน ชี้นำให้คนมองดูแล้วผู้แจ้งต้องทำงานให้ "อำมาตย์" แน่ๆ
วิเคราะห์ว่าแหล่งข่าวกลุ่มสนับสนุน นช.ทักษิณทราบว่า มีใครบ้างไปในงานสำคัญของครอบครัวผู้แจ้งความ ได้อย่างไร ตอบได้ว่าทราบดีขนาดนั้นเป็นเพราะ
ไปมาเองถ้าไปมาเองแล้วทำไมไม่เขียนว่า คนที่ครอบครัวผู้แจ้งคุ้นเคยมากกว่าและไปในฐานะรองๆจากประธาน คือผู้ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจหน่วยงานหนึ่ง เป็นเพื่อน นช.ทักษิณ ผู้บัญชาการคนนั้นกับผู้แจ้งรู้จักคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ในขณะที่ผู้แจ้งเพิ่งเคยเห็นท่าน "อำมาตย์" ในงานนั้นเป็นวันแรก
ทำไมไม่เขียนต่อไปอีกว่า ในงานนั้น สส ทรท ไปกันมากมาย (มีหลักฐานภาพถ่าย)
การมีใครมาเป็นแขกในงานและการรู้จักคุ้นเคย (หากมี) ไม่ได้เป็นเหตุผลของการทำงานให้ใคร
เพราะผู้แจ้งได้เขียนเตือนผู้บัญชาการตำรวจที่คุ้นเคยผู้นั้นออกเผยแพร่ ว่า
"อะไรคือสิ่งที่ควรทำ" ด้วยซ้ำ เมื่อเขาปฏิบัติในสิ่งไม่ชอบเพื่อสนับสนุน นช.ทักษิณ (ติดตามอ่านได้ในกระทู้ "ผลงานลักษณา กรณ์ศิลป"
viewtopic.php?f=2&t=11611)
เทคนิคบิดเบือนข้อเท็จจริงนี้ ฝ่าย นช.ทักษิณนำมาใช้กันเป็นกิจวัตร และได้ผลในกลุ่มการศึกษาต่ำอย่างมาก
ขนาดเทคนิคล้างสมอง ฝังทัศนคติให้เกลียดสถาบันฯ ยังเฉพาะเจาะจงใช้เทคนิค visualization สำหรับระดับการศึกษาต่ำเลย ...
!!กรรมของทักษิณ ที่ผู้แจ้งความเป็นมืออาชีพด้าน visualization (สร้างหรือบิดเบือนการรับรู้และเข้าใจ) กำลังทำผลงานวิจัยระดับปริญญาเอกวิศวกรรมศาสตร์การออกแบบ สาขาการพัฒนาสมองและการล้างสมอง อยู่พอดี
การอ้างความรู้ไม่ได้มีเจตนาอวดอ้าง แต่เป็นไปเพื่อให้ทราบว่า การสรุปนำผู้ผิดมาลงโทษ จะกระทำด้วยหลักวิชา ไม่ได้มามือเปล่า เวลาตำรวจลงบันทึกแจ้งความ เขาต้องบันทึกคุณวุฒิผู้แจ้งด้วย ตำรวจคนไหนต่อให้ทำตัวกร่างอย่างไร พอคุยกับผู้แจ้งเสร็จ ความกร่างหายไปเกินครึ่งทั้งนั้น
อุตส่าห์มีฝรั่งไปเขียนกระแนะกระแหนเสียอีก ว่า อ้อ ต่อไปนี้ก็ต้องมีเงื่อนไขใหม่ละซี ว่าคนจะออกมาแจ้งความหรือวิเคราะห์แฉอะไรๆ จะต้องมีดีกรีได้ระดับ และมีผลงานเกี่ยวข้องโดยตรง
ถ้าได้อย่างนั้นก็ดี กลุ่ม นช.ทักษิณจะได้หมดสิทธิ แล้วเรื่องรกสังคมจะได้หายไปในพริบตา