เพราะได้มีการวางให้นักศึกษา "วปรอ.รุ่นที่ 4818" ประจำปีการศึกษา 2548-2549 จ่อเข้ามาสืบช่วงฐานอำนาจ(ใหม่) และนักศึกษาของรุ่นส่วนใหญ่ยังมีเส้นอนาคตที่ขีดได้อีกไกลในทุกๆสาขาอาชีพ
...โดยทั้งหมดจะต้องถูกดันเข้า "ระบอบทักษิณ" ในท้ายที่สุด
รายชื่อสมาชิกที่น่าสนใจในรุ่นนี้ (วปรอ.481 ได้แก่ "พล.ร.ต.เกียรติศักดิ์ ดามาพงศ์" ผู้บัญชาการศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน "พล.ต.เกษม ยุกตวีระ" เจ้ากรมข่าวทหารบก "พล.ต.ภานุมาต สีวะรา" ผู้บัญชาการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก และ "พล.อ.ต.พัฒนพล กานตรัตน์" เสนาธิการกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ
รวมถึง "นงนุช เพชรรัตน์" อธิบดีกรมอเมริกาใต้และแปซิฟิกใต้ "ขวัญชัย วงศ์นิติกร" รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ "มานพ ถนอมกิตติ" ผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
สายตำรวจประกอบด้วย "พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้" ผู้บังคับการ กองบังคับทางตำรวจนครบาล 2 "พล.ต.ต.คัคคพงษ์ ศรีพานิชย์" รองผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ "พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ" รองผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล
ปิดท้ายที่ฝั่งนักธุรกิจมี "เจริญรัฐ วิไลลักษณ์" ประธานกรรมการ บมจ.สามารถ คอร์ปอเรชั่น (SAMART) ที่กำลังเร่งสานความแน่นแฟ้นกับซีกการเมืองในสาย "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นอกจากนี้ก็มี "สุวิมล แก้วคูณ" ผู้บริหารจากเอไอเอส และ "กิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์" มือกฎหมายชั้นแนวหน้าของประเทศ แห่งสำนักกฎหมายเบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี เป็นต้น
ปีเดียวกันนี้เอง ก็ยังมี "วปม.รุ่นที่ 3" ซึ่งประกอบด้วยบุคคลสำคัญอย่าง "พอฤทัย ชินวัตร" ภรรยา นายพายัพ ชินวัตร "สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ" ประธานกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท และ "ธนา เบญจาทิกุล" (ทนาย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฟ้องสนธิ)
รวมถึง "ศันสนีย์ นาคพงศ์" ส.ส.กรุงเทพฯ "อุษณีย์ ชิดชอบ" ส.ว.บุรีรัมย์ ภรรยานายเนวิน ชิดชอบ และ "วิชัย ชัยจิตวณิชกุล" ส.ส.อุดรธานี-พรรคไทยรักไทย รวมถึง "บุญเลิศ บูรณุปกรณ์" นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ที่เข้ามาร่วมเดินอยู่ในเส้นทางเดียวกัน
นี่คือ "แหล่งกำเนิด" ของเครือข่ายผลประโยชน์ที่เข้มแข็งที่สุด
แต่เมื่อถึงเวลาที่ "นายกฯทักษิณ" ยอมถอดแหวนแห่งอำนาจทิ้งไป จนอาจต้องมีการ "รื้อ" และ "ล้าง" ขั้วอำนาจที่เคยถูกฝังไว้ในโครงสร้าง "ระบอบทักษิณ" ทั้งหมด และเครือข่าย "วปรอ." ทั้งหมดนี้ อาจถูกเช็คบิลก่อนใคร
"วปอ." เป้าหมายที่ถูก "บิดเบือน"
วิทยาลัยป้องกันราชอาราจักร หรือ "วปอ." ถือเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงสุดของประเทศ ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นโดยกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2498 เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายทหาร และพลเรือน กำหนดคุณสมบัติสำคัญของนักศึกษาว่าจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ ที่จะเข้าถึงชั้นความลับทางราชการในระดับ "ลับที่สุด" และไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ภายใต้หลักการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและสามารถประสานภารกิจได้อย่างแน่นแฟ้นในโอกาสข้างหน้า
ขึ้นสู่ปี 2532 ในจังหวะที่ภาคเอกชนเริ่มเข้ามาดำเนินบทบาทในภาคเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศมากขึ้น วปอ.จึงต้านกระแสโลกาภิวัตน์ไม่ไหว ก่อนจะเปิดเพิ่มเติมหลักสูตร "การป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน" หรือ "ปรอ." เพื่อชักจูง "ภาคเอกชน" ให้เข้ามาร่วมกับ "ภาครัฐบาล" ในการ "รักษา" ผลประโยชน์ของชาติให้ดีที่สุด
http://www.ndc4414.org/logo.gif สถาบันชั้นสูงสุดแห่งนี้จึงได้ดำเนินการเปิดการศึกษาหลักสูตร "วปอ." และ "ปรอ." ควบคู่กันมาตลอด
จนกระทั่งปี 2546 พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกุร ณ อยุธยา รมว.กลาโหม และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผบ.ทหารสูงสุด (ในขณะนั้น) ต้องการให้นักการเมืองได้มีส่วนร่วมเข้ารับการศึกษาในลักษณะเดียวกัน โดยเน้นเนื้อหาวิชาด้านการเมืองบรรจุไว้ในหลักสูตร ก่อนจะเปิดเป็นเพิ่มหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐ เอกชน และการเมือง หรือ "วปม."
ปัจจุบัน (2547-2549) "พล.อ.ธรรมรักษ์" ยังคงนั่งเป็นประธานสภา วปอ. โดยมี "พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร" ผบ.ทหารสูงสุด อยู่ในตำแหน่งรองประธาน
แม้ด้วย "หลักการ" ของสถาบันจะไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่หลายปีที่ผ่านมากลับแฝงด้วย "เงื่อนไข" ของนักศึกษารุ่นหลังที่แทรกเข้ามาด้วยวิสัยทัศน์ของฝ่ายการเมืองที่ต้องการสร้างเครือข่ายของฐานอำนาจ และฐานผลประโยชน์
ขณะที่นักศึกษาใน "ภาคเอกชน" หรือหลักสูตร "ปรอ." ที่เข้ามาส่วนใหญ่ ก็เริ่มจับกลุ่มเพื่อร่วม "ทำกำไร" จากตลาดหุ้นเป็นล่ำเป็นสัน และผูกสายสัมพันธ์ภายในเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งทางราชการที่สูงขึ้น
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร จึงเริ่มถูกตั้งข้อสังเกตอย่างหนักว่า "เป้าหมาย" เพื่อการ "รักษา" ประโยชน์ของประเทศ คงยังไม่ถูกเปลี่ยนไปเพื่อเป็นการ "แสวง" หาประโยชน์เพื่อพวกพ้องขอ