เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

คลังปัญญา กระทู้ปักหมุดเดิม เรื่องสำคัญจัดเก็บที่นี่

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby bird » Fri Nov 06, 2009 10:30 pm

Theodore wrote:Image
ท่านทักษิณจะต้องบอกว่ากระทู้ไม่สร้างสรรค์แน่เลย เหมือนตอนที่ ไม่เข้าสภา แต่ยุบสภาเพื่อพอกตัวเองใหม่ แหมจันไรได้โล่จริงๆเลย เผลอๆลื่นยิ่งกว่าไอ้เตี้ยหมาตื่นอีก



:mrgreen:
User avatar
bird
 
Posts: 1426
Joined: Wed Apr 01, 2009 1:25 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby bird » Fri Nov 06, 2009 10:54 pm

๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ วันอัปยศ

เหตุการณ์ของเช้าตรู่วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ทันทีที่เปิดโทรทัศน์ ก็ต้องชะงักกับภาพ
เหตุการณ์ที่กำลังปรากฏตรงหน้า ตำรวจในเครื่องแบบ อาวุธครบมือ กำลังระดมยิงแก็ส
น้ำตาใส่กลุ่มมวลชนอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางกลุ่มควัน มองดูคล้ายหมอก เสียงกรี็ดร้อง
เสียงตะโกน วิ่งเร็ว หมอบลง ตามมาด้วยเสียง ทนได้ทนไป ดูซิจะทนได้แค่ไหน

อะไรกัน ! นี่เรากำลังดูหนังเรื่องอะไรกันเนี้ย ก็ที่เห็นในภาพนะ คนไทยไม่ใช่หรือ
ฝ่ายตำรวจ อะ ก็ตำรวจไทยเหมือนกันนี่ แล้วนี่อะไรกัน หรือว่า เป็นละครไทย
ไม่ใช่ นี่มันไม่ใช่ละคร ถูกต้อง มันไม่ใช่ละคร มันไม่ใช่ภาพยนต์ แต่ มันเป็น
ภาพเหตุการณ์การเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อเปิดทางให้ท่านผู้ทรงเกียรติเข้าไปกล่าว
แถลงนโยบาย ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของการขึ้นสู่ตำแหน่งอย่างสมบูรณ์

แล้วท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านั้น ท่านจะรู้สึกอย่างไร ว่าทางเดินที่ท่านกำลังก้าวเดินนั้น
มันฉาบนองไปด้วย เลือด เนื้อ ของคนไทย สัญชาติ เชื้อชาติ เดียวกับพวกท่าน
ท่านจะสามารถเดินเหยียบย่ำไปบนกองเลือด เนื้อ ของบุคคลเหล่านั้น เพื่อขึ้นดำรง
ตำแหน่งอันทรงเกียรติได้ โดยไม่รู้สึกอะไรเลยกระนั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้น พวกท่าน
เลือดเย็นอย่างไม่สามารถหาคำมาเปรียบเปรยได้

วันเวลาผ่านพ้นไป ท่านผู้ทรงเกียตริเหล่านั้นก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ธาตูที่แท้จริงของพวก
ท่านเป็นเช่นไร ท่านไม่รู้ร้อน รู้หนาว กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นก่อนหน้าที่พวกท่าน
จะกล่าวแถลงนโยบายเพียงไม่กี่นาที พวกท่านยังสามารถดำเนินการได้อย่างไม่สะทก
สะท้าน จิตใจของพวกท่านช่างเลือดเย็นเสียนี้กระไร

บทความนี้ ไม่มีประโยคใด ๆ จะสามารถอธิบายได้ ขอฝากไว้แต่เพียงข้อมูลของ
สื่อมวลชนที่เว็บไซท์แห่งหนึ่งรวมรวบไว้ ทั้งข่าวที่นำเสนอ ทั้งรูปภาพของเหตุการณ์
อารมณ์ และ ความรู้สึกต่อเหตุการณ์ในวันนั้น คงปล่อยเป็นหน้าที่ของทุกท่านที่จะ
พิจารณา วิเคราะห์ และ สรุปตามวิสัยทัศน์ของทุกท่าน

http://www.photoontour.com/Events_HTML/ ... 7oct08.htm

ด้วยความเคารพต่อเลือดทุกหยด ของทุกท่านที่หลั่งลง บนพื้นแผ่นดินไทยด้วยฝืมือ
ของคนไทยด้วยกันเอง

หมายเหตุ ท่านใดใจไม่แข็งพอ กรุณาอ่านแต่เนื้อหาข่าว
Last edited by bird on Fri Nov 06, 2009 11:15 pm, edited 1 time in total.
User avatar
bird
 
Posts: 1426
Joined: Wed Apr 01, 2009 1:25 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby overtherainbow » Fri Nov 06, 2009 11:04 pm

:( ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้รู้ได้เห็นอะไรๆแบบนี้
หรือว่าเป็นปรากฏการณ์อิทธิพลของความรักตัวกลัวตาย กอบโกยจน
กลัวปรากฏการณ์ดาวนิบิรุมาก งั้นซี
User avatar
overtherainbow
 
Posts: 3123
Joined: Sat Dec 27, 2008 12:36 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby bird » Fri Nov 06, 2009 11:10 pm

overtherainbow wrote::( ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้รู้ได้เห็นอะไรๆแบบนี้
หรือว่าเป็นปรากฏการณ์อิทธิพลของความรักตัวกลัวตาย กอบโกยจน
กลัวปรากฏการณ์ดาวนิบิรุมาก งั้นซี


ค่ะ ไม่เคยคิดเลยเหมือนกันค่ะ
User avatar
bird
 
Posts: 1426
Joined: Wed Apr 01, 2009 1:25 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby pooyong » Sat Nov 07, 2009 3:53 am

ถือเสียว่าเป็นช่วงวิบากกรรมของประเทศ สงสารก็แต่ผู้บริสุทธิ์ ที่ต้องสังเวยวิบากกรรมในครั้งนี้
การรับใช้แผ่นดิน คือความเบิกบาน
User avatar
pooyong
 
Posts: 1496
Joined: Mon Oct 19, 2009 9:55 am


Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby bird » Sat Nov 07, 2009 4:53 pm

เรื่องเล่า เช้าวันที่ ๗ ตุลา ๕๑

"๖ โมง ๒๐ นาทีขณะที่เสียงดนตรีจังหวะสนุกปลุกให้ทุกคนตื่นกลางสามแยกพิชัย ไม่
น้อยกว่าร้อยคนล้อมรอบวงพี่แหลม ผู้จัดกวน บางคนเต้นด้วยความสนุกสนาน ครู่เล็กๆ
กับระยะทางไม่เกินร้อยเก้าจากแยกพิชัย ๕-๖ คนกำลังมุงร้านกาแฟรถเข็นที่กำลังส่ง
กลิ่นหอมกรุ่น ผมลงจากรถสุขาแล้วเหลือบมองร้านกาแฟชั่งใจจะซื้อกาแฟดำกินสัก
แก้วให้ชื่นใจ พลันเสียงระเบิดดังก้องกัมปนาท สะเทือนเสียดแก้วหูจนทุกคนสะดุ้ง
ไม่ใช่ลูกเดียวแต่เป็นชุดใหญ่ไม่น้อยกว่าสิบ ทุกคนหันไปดูต้นเสียงที่แยกพิชัย ควันฟุ้ง
ไปทั่วบริเวณ ผมคว้ากล้องถ่ายรูปแล้วเดินตรงไป"
จากคำบอกเล่าของผู้หนึ่งที่ร่วมอยู่
ในเหตุการณ์วันอัปยศ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑

"ไม่ใช่แค่แก๊สน้ำตาธรรมดา เพราะเห็นชัดๆ ว่า ระเบิดที่ขว้างออกจากมือนายตำรวจชั้น
พันตำรวจ ชุดสีน้ำเงินเข้มผ้าคลุมหัวไม่สวมหน้ากากกันแก๊สนั้น ตกลงที่แถวยางรถยนต์
ที่กระดอนขึ้นทันทีที่ระเบิดระเบิดขึ้น"
กับอีกหนึ่งคำยืนยันในเหตุการณ์เดียวกัน

ภาพเหตุการณ์โศกนาฎกรรม ของเช้าตรู่วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ทื่สื่อสารผ่านเครือข่าย
โทรทัศน์ทุกสถานีทั้งในและต่างประเทศ และที่ปรากฎบนหน้า ๑ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
ในเช้าวันรุ่งขึ้น คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นโศกนาฎกรรมสยองขวัญ
คนไทยทั้งประเทศ

ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฎต่อสายตาประชาชนทั้วประเทศ หากมีเพียงภาพข่าวโดยไร้ซึ่งคำ
บรรยาย อาจเข้าใจว่าเป็นการทำสงครามกลางเมืองในประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือเป็น
ภาพของเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำสงครามปราบปรามข้าศึกหรือผุ้ก่อการร้าย
มากกว่าเป็นภาพการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมตามสิทธิที่พึงมีตามรัฐธรรมนูญ

ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น คงไม่มีมูลเหตุจูงใจให้เชื่อว่า เป็นการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย
วิธีการที่นุ่มนวล ดังที่นายตำรวจระดับสูงบางท่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่ท่านได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัย ว่าจะยืนเคียงข้าง
ระบบทุนและระบบอำนาจ จะไม่ยืนเคียงข้างประชาชนผุ้เป็น "นาย" ที่แท้จริง

เหตุการณ์ในครั้งนี้ บอกเล่าถึงพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ผู้เข้าสลายการชุมนุมได้เป็น
อย่างดีว่า อยากเป็นเจ้าหน้าที่ดีต้องถือหางนักการเมืองและนายทุน ยังไม่รวมถึงต้อง
ใส่ร้ายป้ายสี ดังคำให้สัมภาษณ์ที่ว่า ผุ้ชุมนุมพกพาระเบิดมาเอง ผุ้ชุมนุมยั่วยุ สร้าง
สถานการณ์ ฯ และ เจ้าหน้าที่ที่ดี ต้องพยายามแจ้งข้อหาเพื่อเอาผิดต่อกลุ่มผุ้ชุมนุม
ให้ได้ มิเช่นนั้น เท่ากับว่ายอมรับผิดและยอมจำนนต่อการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ

เหตุการณ์ในเช้าวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ นอกจากจะยืนยันจากใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบ
ธรรมของรัฐบาลนอมินี ๒ แล้ว ยังสามารถยืนยันถึงทัศนคติของนักการเมือง ตำรวจ
ที่มีต่อกลุ่มผุ้ชุมนุม และ ยังยืนยันถึงพฤติกรรมการใช้กำลัง อำนาจ ในการปราบปราม
ประชาชน อันมาจากฐานความคิดทัศนคติเดียวกัน คือ การไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของ
ประชาชน และ การใช้อำนาจเป็นใหญ่ ซึ่งไม่ต่างไปจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ หรือ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕

ภาพนายสมชาย ที่พยายามดันทุรังเปิดแถลงนโยบาย ถึงแม้ว่าต้องเข่นฆ่ามวลชนร่วม
ชาติ นายสมชายเดินทางเข้าสู่รัฐสภาอันทรงเกียรติ โดยการเหยียบย่ำลงบนชีวิต คราบ
เลือดของเพื่อนร่วมชาติที่ไหลอาบพื้นถนน ด้วยอาการไม่สะทกสะท้าน ไม่รู้ร้อนรู้หนาว
เขาทำได้อย่างไรกัน จิตใจของเขาทำด้วยอะไร ช่างเลือดเย็นสุดจะบรรยาย

การแถลงนโยบายบริหารประเทศของนายสมชาย ใช้เวลาเพียง ๒๐ นาทีเท่านั้น และ
ตามมาด้วยภาพการปีนกำแพงหนีขึ้นเฮลิคอปเตอร์ คงไม่สามารถสรรหาคำพูดใดมา
เปรียบเปรยได้ นอกจากความคิดที่ว่า นายสมชาย ดันทุรัง ดื้อด้าน ต้องเข้าแถลงนโย
บายให้ได้ เพราะต้องการเข้าบริหารประเทศ สืบทอดอำนาจระบอบทักษิณ เพื่อให้การ
ช่วยเหลือพี่เมืยตัวเองให้พ้นผิด อันเกิดจากการกระทำของพี่เมืยเอง นั้นทำให้นายสม
ชายไม่อาจถอยได้ ถึงแม้ว่าต้องเลือกกับเลือดเนื้อของเพื่อนร่วมชาติ

เหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ มีสาเหตุมาจาก ระบอบทุนนิยมสามานย์ทักษิน ซึ่ง
ส่งผลอันเลวร้ายให้ คนไทยต้องฆ่าฟันกันเอง ความแตกแยกของคนในชาติที่กำลังส่อ
เค้ารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องหยุดคิด ย้อนหลังถึงพฤติกรรมของกลุ่ม
มวลชนบางกลุ่ม คิดถึงพฤติกรรมนักการเมืองผุ้หลงไหลในอำนาจ ฉกฉวยโอกาสที่ประ
ชาชนมอบให้ ตักตวงผลประโยชน์เพื่อตนเอง ครอบครัว และพวกพ้อง ถึงเวลาที่ต้อง
รวมกัน ยุติวงจรอุบาทว์เช่นนั้น
User avatar
bird
 
Posts: 1426
Joined: Wed Apr 01, 2009 1:25 pm


Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby M5-NAVI » Sat Nov 07, 2009 9:24 pm

ATOM wrote:โทษทีท่าน Bird ขอใช้บัตร สอใส่เกือก...
พระท่านว่า..
เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี แต่ส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนค้นหา หนวดเต่า ตายเปล่าเอย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง..

เป็นคำพูดที่ดีครับแต่ให้กับทักษิณไม่ได้หรอกครับประโยคพวกนี้ (ก็มันหาดีไม่เจอ)ขุดก็คงไม่เจอ
รวมชาติเป็นหนึ่ง
User avatar
M5-NAVI
 
Posts: 233
Joined: Wed Jan 14, 2009 9:28 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby M5-NAVI » Sat Nov 07, 2009 9:27 pm

ATOM wrote:
dogman wrote:
ATOM wrote:โทษทีท่าน Bird ขอใช้บัตร สอใส่เกือก...
พระท่านว่า..
เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี แต่ส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนค้นหา หนวดเต่า ตายเปล่าเอย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง..


ความดีของทักษิณ ตั้งแต่ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก
ก – โกงกิน
ข – ขายชาติ
ค – คบคนพาล
ฆ – ฆ่าตัดตอน ยาเสพติด
ง – งก ไม่จ่ายภาษี
จ – จาบจ้วงเบื้องสูง
ฉ – ฉ้อฉล แปลงกฏหมายเพื่อประโยชน์ตน
ช – ชั่วหาที่เปรียบมิได้
ซ – ซับซ้อน ซ่อนกลเพียงเพื่อผลประโยชน์
ญ – ญาติตูต้องมาก่อน
ฐ – ฐานะดี แค่ไหน ก็โกงได้ไม่อายฟ้าดิน
ฒ – เฒ่าหัวงู มักมากในกาม
ด – แด๊ก ไม่รู้อิ่ม
ต – ตบตาคนจน
ถ – ถร่อย เถื่อนทางจริยธรรม
ท – ทำลายเศรษฐกิจชาติ
ธ – ธรรมชาติลงโทษ
น – นำหางแดงเผาบ้าน เผาเมือง
บ – บ้าอำนาจ หลงตัวเอง
ป – ประจาน ประนามประเทศตัวเองออกสื่อนอก
ผ – ผูกขาดตัตอน ยอกย้อนผลประโยชน์ชาติเข้าตน
ฝ – ฝากความเลวร้ายไว้บนแผ่นดิน
พ – พูดปด มดเท็จ
ฟ – ฟันข้าราชการดี ๆ ออกนอกเส้นทางโกง
ภ – ภูมิใจในความเลวของตัว
ม – ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ย – ยักยอกทรัพย์สมบัติชาติ
ร – รกโลก จนต้องร่อนเร่
ล – ลักลอบขนเงินออกนอก
ว – วิดีโอลิ้งค์ ปลุกระดมให้เผาบ้าน เผาเมือง
ศ – เศษคน กากเดนมนษย์
ส – สนับสนุน คอร์รัปชั่น
ห – หน้า (หมา) ตัวเมีย
อ – อธรรม ตัวหัวหน้า
ฮ – *** … ไม่มีที่สิ้นสุดดดดดดดดดดดดดดดด

==================================
ความดีของทักษิณ ตั้งแต่ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก
ความคิดเห็นที่ 17
http://manager.co.th/Politics/ViewNews. ... 0000109649


เขียนแบบนี้ข้าก็เขียนได้วะ เอาเด็ดกว่านี้ก็ได้ ว่าแต่จะเอาใคร สนธิ ป. ปิสิด เทพเทือก แต่ ใจไม่ด้านพอวะ..เชิญตามสะบาย สหายถ้ามีความสุข

มีตัวอย่างสักคนไม๊ครับอยากฟังแบบเรื่องจริงนะครับ จะรอชมนะครับ
รวมชาติเป็นหนึ่ง
User avatar
M5-NAVI
 
Posts: 233
Joined: Wed Jan 14, 2009 9:28 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby แดง ขาว น้ำเงิน » Sat Nov 07, 2009 11:48 pm

เจ้าจอมซนนอนไววันนี้เลยแอบย่องมาดัน

พร้อมบอกคุณเบิร์ดว่าหนังสือเพิ่งอ่านได้บทเดียวเองครับ

ช่วงนี้เฝ้าแต่หน้าจอ :cry:
"ผู้ที่ใช้สติปัญญาไม่เป็น คือคนโง่ ผู้ที่ไม่กล้าใช้สติปัญญา คือทาส" เพลโต้
User avatar
แดง ขาว น้ำเงิน
Moderator
 
Posts: 4943
Joined: Thu Feb 12, 2009 4:07 pm
Location: Earth

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby overtherainbow » Sun Nov 08, 2009 12:06 pm

แดง ขาว น้ำเงิน wrote:เจ้าจอมซนนอนไววันนี้เลยแอบย่องมาดัน

พร้อมบอกคุณเบิร์ดว่าหนังสือเพิ่งอ่านได้บทเดียวเองครับ

ช่วงนี้เฝ้าแต่หน้าจอ :cry:

:mrgreen: สู้ สู้ ขอลาป่วยซักระยะเด้อค่ะ
User avatar
overtherainbow
 
Posts: 3123
Joined: Sat Dec 27, 2008 12:36 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby dahlia » Sun Nov 08, 2009 12:37 pm

ดีใจครับในที่สุดมันก็ได้ลงหมุดปักกระทู้ซะที
ความจริงที่กลุ่มคนเสื้อแดง และ พวกล้มเจ้ารับความจริงไม่ได้
ผมเป็นแฟนคลับ แคนไท , ริดกุน , nontee , eAT , Moon , tonythebest , -3- , amplepoor , เด็กปากดี
User avatar
dahlia
 
Posts: 1375
Joined: Mon Oct 12, 2009 2:35 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby bird » Sun Nov 08, 2009 8:46 pm

เสียงจาก อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

ภาพเหตุการณ์เช้าวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ทำให้หวลคิดถึงเหตุการณ์เข้าสลายการ
ชุมนุมของกลุ่มชาวบ้านอำเภอจะนะ ที่ออกมาคัดค้านโครงการเมกะโปรเจกท์อีกโครงการ
หนึ่งในสมัยรัฐบาลทักษิณ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๕
ซึ่งหากนับเวลาย้อนไปก็เป็นเวลาเกือบเจ็ดปี หากแต่ภาพเหตุการณ์ในเมื่อครานั้นยังคง
จารึกอยู่ในความทรงจำของชาวอำเภอจะนะ จังหวัดสงชลาได้อย่างแจ่มชัด และจากเหตุ
การณ์ในครั้งนั้นเช่นกันที่ทำให้ ผบ ตร ในขณะนั้น พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์
ต้องเดินขึ้นศาลจังหวัดสงขลาในฐานะ “จำเลย”

โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย อำเภอจะนะ จังหวัด
สงขลา ถือเป็นผลงานเมกะโปรเจกต์อีกชิ้นหนึ่งของรัฐบาลทักษิณ ดำเนินโครงการ
โดยบริษัท ทรานส์ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง
ปตท กับ ปิโตรนาส เหตุการณ์เข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้าน ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่
อำเภอจะนะกับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ ที่แพร่ภาพผ่านสื่อโทรทัศน์ในค่ำคืนวันที่ ๒๐
ธันวาคม ๒๕๔๕ สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่กำลังรับชมรายการโทรทัศน์ใน
ค่ำคืนนั้นเกือบทั้งประเทศ

ภาพเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย ที่สอดแทรกขึ้นมาระหว่างรายการประจำวันของสถานี
โทรทัศน์เป็นภาพรายงานสดจากสถานการณ์จริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนั้น ภาพ
การประจันหน้ากันระหว่างกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ
ภาพเจ้าหน้าที่กำลังปีนป่ายบนรถหกล้อของกลุ่มผู้ชุมนุม ทุบกระจกหน้ารถ ภาพ
เจ้าหน้าที่ทุบตี ทำร้ายร่างกายของผู้ชุมนุม ภาพผู้ชุมนุมหญิงคนหนึ่งในสภาพเสื้อ
ผ้าขาดวิ่น ภาพการจับกุมผู้ชุมนุมในขณะเกิดเหตุ


ภายหลังเหตุการณ์เข้าสลายกลุ่มชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซผ่านไป
ไม่กี่นาทีนายตำรวจระดับสูง พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ ผู้บัญชาการสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่เกาะติดสถานการณ์มาตั้งแต่
ช่วงบ่ายของวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๕ ความว่า

“ ได้ใช้ความอดทน ความพยายาม และ ละมุนละม่อมอย่างที่สุดแล้ว “

ทันที่ทีอดีต ผบ ตร กล่าวจบ มีเสียงนักข่าวสวนขึ้นทันทีว่า

“ อย่างนี้หรือค่ะ ที่เรียกว่า ละมุนละม่อม “

ในเช้าวันรุ่งขึ้น อดีต ผบ ตร ท่านเดิม ยังใด้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนอีกว่า
ภาพผู้หญิงที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ปรากฏต่อสื่อโทรทัศน์ ในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่นจนเห็น
ชุดชั้นในนั้น เกิดจากกลุ่มผู้ชุมนุมสร้างสถานการณ์ขึ้นเอง โดยการฉีกเสื้อผ้าตนเอง
เพื่อใส่ร้ายว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้กระทำ
ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์บางท่าน ได้แต่ส่ายหน้า
นี่หรือคือคำให้สัมภาษณ์ของนายตำรวจระดับผู้บัญชาการ

หากลองย้อนลำดับภาพเหตุการณ์ในครั้งนั้น จะพบว่าเหตุการณ์เข้าสลายกลุ่มชาวบ้าน
ผู้คัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซฯ เริ่มต้นขึ้นหลังจาก ทักษิณ ตัดสินใจประกาศเดินหน้า
โครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซ ทั้งๆ ที่ได้รับปากกับกลุ่มชาวบ้านที่ดัดค้าน เมื่อครั้งลงมา
รับฟังชัอมูลที่ลานหอยเสียบ อำเภอจะนะ โดยไม่ชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อกลุ่มชาวบ้าน
หรืออาจจะกล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากความตะบัตสัตย์ ไม่รักษาคำพูดของทักษิน
ก็คงจะไม่ผิดใช่มั้ย

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งรัฐบาลทักษิณ จัดการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ โรงแรมเจบี
อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งการประชุมในครั้งนี้มีคณะรัฐมนตรีจากมาเลเซีย
เข้าร่วมการประชุมด้วย แกนนำกลุ่มผู้คัดค้านได้ประสานงานผ่านนายวัชรพันธุ์ ซึ่งเป็น
ผู้ประสานงานฝ่ายรัฐบาล แจ้งความประสงค์ขอเดินทางเพื่อยื่นหนังสือ ขอให้รัฐบาล
ทักษิณ ยุติและทบทวนการดำเนินโครงการท่อส่งก๊าซฯ เสียใหม่ ซึ่งทุกอย่างเป็นไ
ปอย่างเรียบร้อย มีการตกลงและกำหนดจุดที่จะยื่นหนังสือต่อนายกทักษิน

ช่วงบ่ายของวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๕ กลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านได้เคลื่อนออกจาก
บ้านโคกสัก ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เจ้าหน้าที่ได้พยายามสกัดกั้น
ไม่ให้กลุ่มคัดค้านเดินทางเข้ายื่นหนังสือตามที่ตกลงกันไว้ โดยนำรถยนต์ที่ใช้คุมขัง
ผู้ต้องหามาจอดขวาง ภายหลังการเจรจาของแกนนำ เจ้าหน้าที่ย่อมเปิดทางให้กลุ่มผู้
คัดค้าน โดยมีรถตำรวจนำขบวนให้กลุ่มชาวบ้านผู้คัดค้าน

ครั้นมาถึงบริเวณสะพานจุติบุญสูงอุทิศ กลุ่มชาวบ้านก็ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้
เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตั้งแผงเหล็กปิดกั้นถนน พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ
อีกหลายกองร้อยตั้งแถวสกัดกั้น ระหว่างรอการประสานงานของแกนนำกับเจ้าหน้าที่
กลุ่มชาวบ้านบางส่วนหยุดพักทานข้าว บางส่วนทำพิธีการละหมาดตามหลักของ
ศาสนาอิสลาม

พลันเสียงเป่านกหวีดจากเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชา พร้อมโบกมือส่งสัญญาณให้
เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเดินอ้อมแผงเหล็กที่ปิดกั้นถนนไว้ ข้ามมายังฝั่งกลุ่มชาวบ้าน
ที่ดัดค้านโครงการฯ เดินหน้าผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อเข้าสลายการชุมนุม จนนำไป
สู่เหตุการณ์ชุลมุน วุ่นวายที่ปรากฏตามสื่อโทรทัศน์ มีผู้บาดเจ็บและถูกจับดำเนินคดี
ในฐานะจำเลยหรือในข้อหาผู้ก่อความไม่สงบ


กลุ่มชาวบ้านที่ถูกจับดำเนินคดี ต้องต่อสู้คดี ณ ศาลจังหวัดสงขลาเป็นระยะเวลานาน
กว่า ๒ ปีสำหรับคดีในชุดแรก และตามมาอีกหลายชุดหลายคดี หากแต่ผลที่เกิดจาก
การกระทำที่ถูกต้องตามสิทธิที่พึงมีของชาวบ้านในพื้นที่ ส่งผลให้คำพิพากษาของศาล
จังหวัดสงขลา พิพากษายกฟ้อง กลุ่มชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด ซึ่งคำพิพากษา
บางส่วนได้ระบุไว้ว่า

“ โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย เป็นโครงการขนาด
ใหญ่ทางด้านพลังงานที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ คุณภาพชีวิต
หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ชุมชนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ประชาชนย่อมมีสิทธิในการนำเสนอความ
คิดเห็นต่อโครงการดังกล่าว”


“ประชาชนหรือจำเลยย่อมมีสิทธิ ร่วมชุมนุมกันแสดงพลังมวลชน เพื่อคัดค้านโครง
การดังกล่าวภายในขอบเขตแห่งกฎหมาย เรืยกร้องให้รัฐบาลทบทวนการดำเนินโครง
การนี้ได้”


และบางส่วนของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ยังระบุไว้ว่า

“ จะเห็นได้ว่า ที่มาและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวในรัฐธรรมนูญได้นำหลัก
การสำคัญ และเป็นหลักสากลที่ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขึ้นพื้นฐานที่ทุกคนควรมีและใช้
สิทธิเสรีภาพอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน เพื่อกำหนดวิถีชีวิต แนวทางการพัฒนา
เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนเอง รวมทั้งมีสิทธิเข้าร่วมกับรัฐจัดการทรัพยา
กรธรรมชาติโดยมีสิทธิดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน


การที่จำเลย ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่องค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนและทรัพยากรธรรมชาติ
และชุมชนดั้งเดิมในท้องถิ่นร่วมกับประชาชนในพื้นที่ รวมตัวกันเคลื่อนไหวชุมนุมคัดค้าน
โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย ที่มีผลกระทบต่อทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนในพื้นที่โดยตรง สิทธิและเสรีภาพดังกล่าวของจำเลย
กับพวกย่อมมีอยู่ แม้ยังไม่มีการออกกฎหมายตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในเมื่อ
สิทธิเหล่านี้มนุษย์มีและเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติควบคู่กับทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นของ
มนุษย์ทุกคน
“

ภายหลังคำพิพากษายกฟ้อง กลุ่มผู้คัดค้านจำนวน ๒๕ คน ได้ร่วมกันยื่นฟ้องกลับ
เจ้าหน้าที่ที่ใช้กำลังและความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๕
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ มีคำสั่งรับคำฟ้องเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบระดับสูง ๖ นาย ซึ่งใน
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ บางส่วนระบุข้อเท็จจริงการไต่สวนไว้ว่า

“ โจทย์ทั้ง ๒๕ และประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้าน ได้รวมตัวชุมนุมคัดค้าน
กันโดยมีมูลเหตุมาจาก รัฐบาลตัดสินใจดำเนินการตามโครงการท่อส่อก๊าซและโรงแยก
ก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย ต่อจากรัฐบาลชุดก่อนที่ได้อนุมัติไว้ โดยโครงการดัง
กล่าวอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศวิทยาชายฝั่งทะเลและคุณภาพ
สิ่งแวดล้อม และอาจก่ออันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของ
ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ


ซึงประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวและโจทก์ทั้ง ๒๕ ย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูลคำชี้แจงและ
เหตุผลจากหน่วยงานของทางราชการก่อนการดำเนินการ ตามโครงการท่อส่งก๊าซฯ
ดังที่กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๕๙
รับรองไว้

แต่ปรากฏจากการแถลงการณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม
๒๕๔๕ ซึ่งไม่มีการชี้แจง อธิบายข้อมูลและเหตุผลของการพิจารณาตัดสินใจให้ดำเนิน
การตามโครงการท่อส่งก๊าซฯ ต่อจากรัฐบาลชุดก่อนแต่อย่างใด และก่อนหน้านี้ได้
ความจากโจทก์ที่ ๑๕ เบิกความยืนยันว่า ชาวบ้านเคยรวมกลุ่มยื่นหนังสือต่อหน่วย
งานราชการแต่ไม่ได้รับคำตอบเลย เมื่อครั้งพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐ
มนตรีเดินทางมารับฟังความเห็นจากกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่บริเวณลานหอยเสียบ ตำบล
สะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา นายกรัฐมนตรีรับว่าจะให้คำตอบที่ชัดเจนแก่
ชาวบ้าน แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ให้คำตอบ เช่นกัน

ดังนี้ การร่วมชุมนุมของโจทก์ทั้ง ๒๕ และประชาชนกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการ
ท่อส่งก๊าชฯ จึงเป็นการใช้สิทธิของประชาชนที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐ เพื่อที่จะแสดงเจต
นารมณ์ในการจัดการบำรงุรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้
ประชาชนดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง ดังนั้น การใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อการ
มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นในส่วนได้เสียของตนหรือของชุมชน ซึ่งรัฐบาลต้อง
รับฟังชาวบ้านก่อนการตัดสินใจ ดำเนินการตามโครงการที่มีผลกระทบต่อชุมชนดังที่
ได้รับรองไว้ในบทบัญญัติ มาตรา ๔๖, ๕๖ และ ๕๙ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ดังกล่าว

กรณีจึงเป็นที่ประจักษ์ว่า โจทก์ทั้ง ๒๕ และประชาชนได้ชุมนุมกันในวันเกิดเหตุมี
วัตถุประสงค์เพื่อใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะแสดงมติของกลุ่มผู้ชุมนุมดัดค้าน
โครงการท่อส่งก๊าชฯ โดยยื่นหนังสือขอให้รัฐบาลทบทวนการตัดสินใจดำเนินการตาม
โครงการท่อส่งก๊าซฯ ต่อจากรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งหาได้มีเจตนาก่อความรุนแรง หรือ
ขัดขวางการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรแต่อย่างไร


โจทก์ทั้ง ๒๕ และประชาชนที่คัดค้านและใช้สิทธิเรียกร้องที่พวกตนมีส่วนได้เสียและมี
ผลกระทบต่อตนสำหรับโครงบการที่รัฐจะดำเนินการต่อ เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๔๔ ในเรื่องการ
ชุมนุมในที่สาธารณะโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยไม่มีเจตนากีดขวางทางสาธารณะ
ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ต้องอำนวยความสะดวกและดูแลรักษาความปลอดภัยให้
แก่ผู้ชุมนุมเพื่อมิให้เกิดชนวนนำไปสู่ความวุ่นวาย แต่จากทัศนคติในเชิงลบของ
พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ ซึ่งมีต่อกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้าน
ดังกล่าว

ดังจะเห็นได้ตามคำให้การพลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ ที่ให้ข้อมูลต่อคณะกรรมา
ธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเป็นกลุ่มที่มีความขัด
แย้งต่อการตัดสินใจของรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐ “ ที่พูดอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง“
ต่างกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงหน้าสถานทูตกัมพูชาในประเทศไทยเป็นกลุ่มผู้รักชาติ
“พูดแป๊บเดียวเข้าใจ” ประกอบกับพลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ นำข้อเท็จจริงที่เกิด
เหตุรุนแรงในวันทำประชาพิจารณ์ ๒ ครั้งที่หอประชุมเทศบาลนครหาดใหญ่ และ
ที่สนามกีฬาจิระนคร มาคาดคะเนว่า กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านเตรียมนำแนวทางความรุนแรง
มาใช้

เมื่อพลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ เป็นผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติและเป็น
ผู้บังคับบัญชาเจ้าพนักงานตำรวจในระดับสูงในขณะเกิดเหตุ อันเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
มีหน้าที่ปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดตามกฎหมายบ้านเมือง เพื่อให้สังคมในบ้านเมือง
เกิดความสงบสุขและเป็นระเบียบเรีบร้อย จำเลยที่ ๑ จึงมีความรับผิดชอบดูแลทุกข์
สุขของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านเป็นผู้มีความเดือดร้อน ซึ่งได้รับผล
กระทบจากการดำเนินโครงการท่อส่งก๊าซ จึงได้รวมตัวชุมนุมกันสะท้อนปัญหาให้
รัฐบาลทราบ

พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ ยิ่งต้องใช้ความรอบคอบดูแลบุคคลดังกล่าวบนพื้นฐาน
หลักความเมตตาธรรม ควบคู่กับหลักยุติธรรม โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังเพื่อให้เกิด
เหตุการณ์วุ่นวาย และลุกลามบานปลายอันนำมาซึ่งความสูญเสียถึงแก่ชีวิตและทรัพย์สิน
ของทั้งสองฝ่าย ที่ยากแก่การควบคุมได้ ในเรื่องนี้พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์
ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจในระดับสูง ในการสั่งการเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เพื่อรักษาความสบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงต้องออกมาตรวจดูเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุ
ด้วยตนเองในทันที ก่อนที่จะสั่งการอย่างใดเพื่อหาทางแก้ไข

เพราะที่เกิดเหตุอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเจบี ซึ่งสามารถเดินทางด้วยรถยนต์ใช้เวลาไม่
เกิน ๓ นาที ดังที่ พลตำรวจเอกประทิน เบิกความยืนยัน พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์
ออกมาตรวจสอบด้วยตนเอง ก็จะได้ความจริงอันจะทำให้พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์
มีโอกาสเลือกใช้ดุลพินิจให้เหมาะสมต่อเหตุการณ์ที่เป็นจริงว่า มีความรุนแรงหรือไม่
เพียงใด และทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่ายังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสลายการชุมนุม
แต่อย่างไร ดังที่พลตำรวจเอกธวัชชัย ภัยลี้ ให้การต่อกรรมาธิการการมีส่วนร่วม
ของประชาชน วุฒิสภา

ดังนั้น คำสั่งของพลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ ที่ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมนั้น
ไม่อยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง แต่อยู่บนพื้นฐานจากรายงานข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ
ของพลตำรวจตรีสัณฐาน ชยานนท์ ซึ่งคำสั่งของพลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์
ที่สลายการชุมนุมดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายพลตำรวจเอกสันต์
ศรุตานนท์ จะอ้างว่าได้รับรายงานเท็จจากผู้ใต้บังคับบัญชา ย่อมฟังไม่ขึ้น


ส่วนพลตำรวจเอกสุรชัย สืบสุข, ร้อยตำรวจเอกเล็ก มียัง, ร้อยตำรวจโทบัณฑูรย์
บุญเครือ, ร้อยตำรวจโทอภิชัย สมบูรณ์ ได้ความว่าขณะนั้นพลตำรวจเอกสุรชัย
สืบสุข ซึ่งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา หลังจากได้รับคำสั่งจาก
พลตำรวจตรีสัณฐาน แล้วได้มีคำสั่งให้ จำเลยที่ ๕ ถึง ๓๘ กับเจ้าพนักงาน
ตำรวจอื่นเข้าสลายการชุมนุมตามที่ร้อยตำรวจเอกอภิชัย สมบูรณ์ เบิกความ เห็นว่า
พลตำรวจเอกสุรชัย สืบสุข จำเลยที่ ๔ ร้อยตำรวจเอกเล็ก มียัง จำเลยที่ ๖
ร้อยตำรวจโทบัณฑูรย์ บุญเครือ จำเลยที่ ๑๓ และ ร้อยตำรวจโทอธิชัย สมบูรณ์
จำเลยที่ ๑๔ ต่างเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาการของพลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ และ
พลตำรวจตรีสัณฐาน

ปฏิบัติราชการตามคำสั่งของพลตำรวจตรีสัณฐาน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่ออกคำสั่งให้
สลายการชุมนุม โดยรายงานข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อพลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์
จนเป็นเหตุให้พลตำรวจเอกสันต์ ให้ความเห็นชอบต่อการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม
ซึ่งจำเลยที่ ๔, ๖, ๑๓, ๑๔ ต่างอยู่ในที่เกิดเหตุในลักษณะเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุม
คัดค้านย่อมรู้เห็นเหตุการณ์และเข้าใจได้โดยตลอดว่า กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านไม่ได้กระทำ
ผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่ยังกระทำตามคำสั่งซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการใช้
กำลังสลายการชุมนุมดังกล่าว จึงต้องรับผิดชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา
๗๐ ที่โจทก์ทั้ง ๒๕ นำสืบในชั้นต้น ข้อหาดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ ๑, ๔, ๖, ๑๓,
และ ๑๔ จึงมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ๑๕๗, ๒๙๕, และ ๓๘


ซึ่งผลของคำพิพากษา ศาลปกครองของจังหวัดสงขลามีคำสั่งให้สำนักงานตำรวจ
ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ชุมนุมคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งมันเทียบไม่ได้กับการลุก
ขั้นมาต่อสู้ปกป้องสิทธิชุมชนจากการรุนรานของโครงการท่อส่งก๊าซฯ ตามสิทธิอันพึ่ง
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ของชาวบ้านอำเภอจะนะ
จังหวัดสงขลา ด้วยจิตสำนึกรักบ้านเกิด......
Last edited by bird on Sun Nov 08, 2009 9:00 pm, edited 1 time in total.
User avatar
bird
 
Posts: 1426
Joined: Wed Apr 01, 2009 1:25 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby bird » Sun Nov 08, 2009 8:53 pm

overtherainbow wrote:จองที่ก่อนนะ
วันนี้อ่านหนังสือได้ไม่เกินสามบรรทัด :cry:


พี่จ้า หายป่วยยังค่ะ อาการเป็นไงบ้าง รักษาสุขภาพด้วยนะ เป็นห่วง :mrgreen:

แดง ขาว น้ำเงิน wrote:เจ้าจอมซนนอนไววันนี้เลยแอบย่องมาดัน

พร้อมบอกคุณเบิร์ดว่าหนังสือเพิ่งอ่านได้บทเดียวเองครับ

ช่วงนี้เฝ้าแต่หน้าจอ :cry:


ไม่เป็นไรค่ะ ค่อย ๆ อ่านไป เลี้ยงเจ้าจอมซนไปด้วย ชีวีมีความสุขดีค่ะ :mrgreen:

dahlia wrote:ดีใจครับในที่สุดมันก็ได้ลงหมุดปักกระทู้ซะที
ความจริงที่กลุ่มคนเสื้อแดง และ พวกล้มเจ้ารับความจริงไม่ได้


ขอบคุณน่ะค่ะ ที่ติดตามและลุ้นให้เป็นกระทู้ปักหมุด ขอบคุณทุกท่านค่ะ
และขอบคุณ คุณ ridkun ด้วยค่ะทีกรุณาปักหมุดให้กระทู้ฝึกหัดแบบนี้
รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ :oops: :oops: :mrgreen:
User avatar
bird
 
Posts: 1426
Joined: Wed Apr 01, 2009 1:25 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby แดง ขาว น้ำเงิน » Sun Nov 08, 2009 9:24 pm

ไปค้นกระทู้ตั้งนาน ปักหมุดแย้ววววว :mrgreen:
"ผู้ที่ใช้สติปัญญาไม่เป็น คือคนโง่ ผู้ที่ไม่กล้าใช้สติปัญญา คือทาส" เพลโต้
User avatar
แดง ขาว น้ำเงิน
Moderator
 
Posts: 4943
Joined: Thu Feb 12, 2009 4:07 pm
Location: Earth

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby pooyong » Mon Nov 09, 2009 9:35 pm

ว่าจะเข้ามาดัน อ้าวปักหมุดแล้ว :lol:
การรับใช้แผ่นดิน คือความเบิกบาน
User avatar
pooyong
 
Posts: 1496
Joined: Mon Oct 19, 2009 9:55 am

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby bird » Mon Nov 09, 2009 9:47 pm

แดง ขาว น้ำเงิน wrote:ไปค้นกระทู้ตั้งนาน ปักหมุดแย้ววววว :mrgreen:


pooyong wrote:ว่าจะเข้ามาดัน อ้าวปักหมุดแล้ว :lol:



ขอบคุณทั้ง ๒ ท่าน วันนี้ของดโพสต์ ๑ วันค่ะ ตามข่าวด่วนอยู่ :mrgreen:
User avatar
bird
 
Posts: 1426
Joined: Wed Apr 01, 2009 1:25 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby overtherainbow » Tue Nov 10, 2009 12:45 pm

ถึงไม่ต้องดันกระทู้ก็แวะมาทักทาย
อากาศเปลี่ยนก็แย่เน้าะ
แต่ก็ดีขึ้นแล้วค่ะ ตามอ่านข่าวก่อนเหมือนกัน
จองสวัสดีวันอังคารค่ะ
;)
User avatar
overtherainbow
 
Posts: 3123
Joined: Sat Dec 27, 2008 12:36 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby bird » Tue Nov 10, 2009 1:32 pm

overtherainbow wrote:ถึงไม่ต้องดันกระทู้ก็แวะมาทักทาย
อากาศเปลี่ยนก็แย่เน้าะ
แต่ก็ดีขึ้นแล้วค่ะ ตามอ่านข่าวก่อนเหมือนกัน
จองสวัสดีวันอังคารค่ะ
;)


ดูแลสุขภาพด้วยนะค่ะ :mrgreen:
User avatar
bird
 
Posts: 1426
Joined: Wed Apr 01, 2009 1:25 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby bird » Tue Nov 10, 2009 3:20 pm

ปืนของรัฐคือปืนของเรา

เช้าวันจันทร์ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ คนไทยส่วนหนึ่งต้องในอาการตกใจ กับ
หัวข้อข่าวที่ Times Online นำเสนอเกี่ยวกับคำให้สัมภาษณ์ของอดีตผู้นำรัฐบาลกับ
อาการที่เรียกว่า ผีเจาะปากมาให้พูด พูด พูดไปเรื่อยเปี่อย คำให้สัมภาษณ์ในครั้ง
นี้มีความยาวถึง ๑๒ หน้า หากแต่เป็นคำให้สัมภาษณ์ที่หลุดออกมาจากปากคนที่
ปราศจากสติสัมปชัญ ตกอยู่ภาวะจิตหลอนขั้นรุนแรง คนอยู่ในภาวะหลอกตนเอง
จนแยกไม่ออกระหว่าง ความเป็นจริง กับ ความฝัน ส่วนเรื่องราวของคำสัมภาษณ์
คงต้อขอยกไปก่อน เพราะเนื้อหารุนแรงและไม่เป็นมงคลสำหรับคนไทย ขอเวลาใน
การกลั่นกรองแล้วจะนำเสนอให้ทราบ ถึงความบังอาจของผู้กล่าวอ้างว่าเป็นคนไทย
หากแต่จิตใจหาใช่คนไทย..

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ ๕ ปี ๑๐ เดือนที่ผ่านมา มีคดีใหญ่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของ
เราและถือเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้ของด้ามขาวนทองแห่งนี้ และ
คลื่นความรุนแรงยังคงกระหน่ำซ้ำซัดอยู่จนถึงปัจจุบัน ทหาร ตำรวจ ครู พระ
และ ข้าราชการในพื้นที่ ไม่เว้นแม้กระทั้งชาวบ้านในพื้นที่ นับร้อย นับพันชีวิต
ที่ต้องจบชีวิตลงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งเหตุการณ์ที่ถือเป็นปฐมบท
เกิดขึ้นใน "ค่ายปิเหล็ง" ตำบลปิเหล็ง อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส

เวลา ๐๑.๓๐ น.ของคืนวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ ในสมัยรัฐบาลทักษิน มีกลุ่ม
คนร้ายจำนวนหนึ่งบุกเข้าปล้นปีนครั้งใหญ่จาก กองพันพัฒนาที่ ๔
ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า
"ค่ายปิเหล็ง" เหตุการณ์ปล้นป้นในครั้งนี้คนร้ายใช้เวลาเพียง ๒๕ นาที ก็สามารถปล้น
ปืนของราชการไปได้ถึง ๒๔ รายการ รวมจำนวน ๔๑๓ กระบอก เหตุการณ์ใน
ครั้งนี้อีกเช่นกัน ที่ท่านนายกในขณะนั้น ประกาศว่าเป็นฝืมือของ "โจรกระจอก
"

วันเวลาผ่านไป ๕ ปี ๑๐ เดือน ความคืบหน้าของคดีนี้ เป็นอย่างไรบ้าง ยึดปืน
คืนกลับมาได้กี่กระบอก จับคนร้ายที่ดำเนินการในครั้งนั้นได้กี่คน โจรกระจอก ใน
ความคิดของนายกในขณะนั้น หรือที่ท่านเรียกว่า Master Mind จนบัดนี้มีใครบ้าง
คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและชี้แจงให้ประชาชนที่สนใจ
ได้รับทราบ หรือจะแกล้งทำลืมก็ต้องสุดแล้วแต่ท่าน

มติคณะกรรมการคดีพิเศษ กคพ ครั้งที่ ๕/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน
๒๕๔๗ มีมติให้โอนสำนวนคดีปล้นปีนครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นรวม ๔ คดีให้ กรมสอบ
สวนคดีพิเศษ ดำเนินการ ซึ่งคดีปล้นปืนทั้ง ๔ คดี ประกอบด้วย

๑) คดีปล้นปืนวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๕ เป็นเหตุการณ์ปล้นปืน ๓๓ กระบอก
จากอุทยานแห่งชาติ บางลาง อำเภอธารโต และ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา

๒) คดีปล้นปืนวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๖ เป็นเหตุการณ์ปล้นปีน ๑๙ กระบอก
จากหน่วยทักษิณพัฒนาที่ ๕ อำเภอธารโต จังหวัดยะลา

๓) คดีปล้นปีนวันที่ ๒๘ เมษษยน ๒๕๔๖ เป็นเหตุการณ์ปล้นปืน ๑๓ กระบอก
จากหน่วยทักษิณพัฒนาที่ ๑๒ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส

๔) คดีปล้นปืนวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ เป็นเหตุการณ์ปล้นปีนที่มีจำนวนปืนมาก
ที่สุด มีจำนวนสูงถึง ๔๑๓ กระบอก จากกองพันพัฒนาที่ ๔ ค่ายกรมหลวง
นราธิวาสราชนครินทร์ ดำบลปิเหล็ง อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส


ขอตั้งข้อสังเกตุเพียงเล็กน้อยว่า เหตุการณ์ปล้นปืนทั้ง ๔ คดี เกิดขึ้นในช่วงปีพ.ศ.
๒๕๔๕ - ปีพ.ศ. ๒๕๔๗ คงไม่ต้องบอกกระมั่งว่าผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะบริหาร
บ้านเมืองคือใคร มีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร ด้วยความเคารพ เป็นเพียงแค่การตั้ง
ข้อสังเกตจากผู้ช่างสงสัยคนหนึ่งเท่านั้น

ความคืบหน้าของแต่ละคดี ที่พอจะหาข้อมูลได้เท่าที่ความสามารถจะอำนวย โดยสรุป

คดีที่ ๑ : คดีปล้นปืน ๓๓ กระบอก ผลการสืบสวนสอบสวน พบอาวุธปืนเอช.เค. ๓๓
จำนวน ๑ กระบอก ในท้องที่ สภ.ยะหา จ.ยะลา ตำรวจ สภ.ยะหา จึงดำเนินคดีในข้อ
หาครอบครองอาวุธปืนกับผู้ต้องหา ๒ ราย คือ นายนิเซะ กับ นายอับดุลรอฮิง ซึ่งกรม
สอบสวนคดีพิเศษซึ่งรับไม้ต่อในคดีนี้ แจ้งข้อหากบฏ ก่อการร้าย อั้งยี่ และซ่องโจร

คดีที่ ๒ : คดีปล้นปืนจำนวน ๑๙ กระบอก พนักงานอัยการยื่นฟ้อง นายอับดุลการิม
นายมะกอเซ็ง และ นายสุไลมัน ต่อศาลจังหวัดยะลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๕๔ /
๒๕๔๖ แต่ยังไม่พบอาวุธปืน

คดีที่ ๓ : คดีปล้นปืนจำนวน ๑๓ กระบอก ผลการคลี่คลายคดีของตำรวจได้สรุปสำ
นวนให้พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส มีความเห็นสั่งฟ้อง นายมาหามะ ต่อศาลจัง
หวัดนราธิวาส แต่ผู้ต้องหาหลบหนี จึงออกหมายจับและประกาศสืบจับไว้

คดีที่ ๔ : คดีปล้นปืน 413 กระบอก อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม ๗
คน แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำคดีแยกออกมา
อีก ๑ คดี คือจับกุม นายมะซูกี พร้อมของกลางอาวุธปืนเอ็ม ๑๖ จำนวน ๓ กระบอก
ที่ถูกปล้นจากค่ายกองพันพัฒนาที่ ๔

จากนั้นได้สอบสวนขยายผลจนสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาที่เป็นสมาชิกระดับปฏิบัติ
การอีก ๑๑ ราย จับกุมได้เพิ่มอีก ๑ คน คือ นายฟาอีซูน คดีนี้อัยการสรุปความ
เห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง ๑๑ รายต่อศาล ทั้งที่ได้ตัวมาแล้วและอยู่ระหว่างหลบหนี ใน
ข้อหากบฏ ก่อการร้าย อั้งยี่ และซ่องโจร พร้อมตั้งข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ หรือรับ
ของโจรกับ นายมะซูกี เพิ่มด้วย จำเลยได้รับการประกันตัวในชั้นศาล และหลบหนี

ในส่วนของความคืนหน้าในแต่ละคดี หากมีขัอมูลเพิ่มเติมจะนำมาบอกเล่าให้ได้รับ
ทราบต่อไป หรือท่านใดมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ขอความกรุณาในการนำเสนอตาม
สมควรแก่กรณี

เหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายทหารเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก จึงเป็นการยากที่จะเชื่อ
ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มโจรในพื้นที่ซึ่งเคยถูกเรียกขานว่าเป็นแค่ "โจรกระจอก" แม้แต่
อดีตรองอธิบดีกรมฯ ซึ่งลงพื้นที่ไปสืบสวนสอบสวนยังยอมรับว่า เคยตั้งทฤษฎีว่ารัฐ
ปล้นเองอยู่เหมือนกัน

"ตอนแรกเราใช้วิธีล่อซื้อปืน แต่ทำไปหลายครั้งก็ไม่เจอปืนที่ปล้น กลายเป็นว่าไป
เพิ่มปัจจัยการซื้อขายปืนในพื้นที่มากขึ้นไปอีก ตอนหลังก็เลยเปลี่ยนวิธี"
หนึ่งประโยค
จากอดีตรองอธิบดี เล่าย้อนให้ฟัง

ครั้นเมื่อมีการสืบสวนในเบื้องลึก สมมติฐานของกรมฯ ก็สรุปว่าน่าจะเป็นฝีมือของกลุ่ม
บุคคลที่เป็นเครือข่ายเดียวกัน และเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เพราะสามารถลงมือก่อเหตุ
ได้โดยใช้เวลาเพียง ๒๕ นาที่ อีกทั้งมียุทธวิธี แบ่งหน้าที่กันทำงาน มีการข่าว และมี
ความชำนาญเส้นทาง

จากข้อมูลของกรมฯ ทั้งที่ได้จากการสืบสวน สอบปากคำพยาน และผู้ต้องหาโดยใช้
เครื่องมือทางนิติวิทยาศาสตร์ร่วมด้วย ทั้งยังมีพยานเอกสารและพยานวัตถุรองรับ
พอจะบ่งชี้ได้ว่า การปล้นปืนเป็นหนึ่งในยุทธวิธีของขบวนการก่อความไม่สงบที่มีเจต
นาเฉพาะ ใช้เวลาบ่มเพาะ ฟักตัว และเติบโตยาวนานนับสิบปี

ในปีพ.ศ. ๒๕๔๔ ขบวนการมีความพร้อม มีการกำหนดให้แนวร่วมเลิกใช้วิธีนำเงินที่
รวบรวมได้จากสมาชิกไปซื้ออาวุธปืนมาใช้ในการดำเนินการของขบวนการ แต่ให้ใช้
ยุทธวิธีที่เรียกว่า "ปืนของรัฐคือปืนของเรา" แทน จึงเริ่มมีเหตุการณ์ปล้นอาวุธปืนของ
ทางราชการครั้งสำคัญๆ รวม ๔ ครั้ง และครั้งใหญ่ที่สุดคือการปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง


เหตุการณ์ปล้นปืนจากค่ายปิเหล็ง ทักษิณ เคยพูดย้ำอยู่เสมอว่า ใกล้ได้ตัว Master
Mind ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์แล้ว
ความพยายามที่จะเอาตัวมาให้ได้จึงถูกเร่งรัด
จนเมื่อกลางเดือนธันวาคม ๒๕๔๗ กรมสอบสวนฯ ได้นำกำลังเข้าจับกุม มูหะมัดคา
นาฟี ครูสอนศาสนาโรงเรียนสตรีอิสลามวิทยาฯ จ.ยะลา, อับดุลรอเซะ, อาหามะ
และ แวยูโซ๊ะ ครูสอนศาสนาโรงเรียนธรรมวิทยาฯ และออกหมายจับ คนที่กำลังหลบ
หนีอยู่อีก ๘ คน โดยแจ้ง ๖ ข้อหาร้ายแรง คือ

๑) ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ และใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อแบ่งแยกดินแดน หรือ
ยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นความผิดฐานกบฏ

๒) สะสมกำลังพลหรืออาวุธ เพื่อแผนการกบฏ

๓) ใช้กำลังประทุษร้ายหรือใช้กำลังก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และกระทำ
การสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของรัฐ และมุ่งสร้างความปั่นป่วนให้ประชาชน
หวาดกลัว อันเป็นลักษณะก่อการร้าย

๔) สะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อการก่อการร้าย

๕) เป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่มุ่งกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

๖) สมคบกันตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดฐานกบฏและก่อการร้าย


ผู้ต้องหาที่จับได้ เป็นตัวจริงหรือแพะ โฆษกกรมสอบสวนฯ ยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้ง ๔
คน เป็นตัวจริง มีพยานหลักฐานมัดแน่นหนา รวมทั้งผลการสอบสวน แวยูโซ๊ะ ๑ ใน
๔ จนด้วยหลักฐานสารภาพว่า เข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนจริง แต่ไม่ได้ร่วม
ก่อความไม่สงบใน ๓ จังหวัดภาคใต้ อันสอดรับกับการเปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนฯ
มีพยานบุคคลที่พร้อมที่ให้การผูกมัดอยู่จำนวนหนึ่งอยู่ในความคุ้มครอง ตามมาตรการ
คุ้มครองพยานเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ทักษิณ ยังตอกย้ำสูตร ๑๒ + ๒๙ + ๓๑ ของผู้ก่อการร้าย ด้วยว่า
หมายเลข ๑๒ คือ กลุ่มบีอาร์เอ็น โคออดิเนต หมายเลข ๒๙ และหมายเลข ๓๑
มีความเชื่อมโยงกับบีอาร์เอ็น โดยมีหัวขบวนเป็นบีอาร์เอ็น ส่วนสมาชิกเป็นใครไม่รู้
ขณะนี้กำลังเตรียมออกหมายจับเพิ่มแล้ว (ข้อมูล ณ ๔ มกราคม ๒๕๔๘ : ๑
ปีหลังเกิดเหตุปล้นปืน ๔๑๓ กระบอก)

ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าการคลี่คลายคดี หรือ ทิศทางการสอบสวนโยงใย '4 อุสตาซ'
(ครูสอนศาสนา) กับกลุ่มที่ทักษินอ้างว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ปล้นปืน ๔๑๓ กระบอก
ผู้ต้องหาที่ถูกจับได้ จากเหตุการณ์ปล้นปืนและเผาโรงเรียนมีการซัดทอดนักการเมือง
บางคนของพรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นฝ่ายบริหารในขณะนั้น ว่ามีส่วนร่วมในการบงการ
อยู่เบื้องหลัง


แต่สุดท้ายตำรวจสามารถออกหมายจับได้เพียงคนเดียว ซึ่งในขณะนั้นเป็นว่าที่ผู้สมัคร
พรรคไทยรักไทยเพื่อลงเลือกตั้งในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ อีกทั้งนายมะแซ
ที่ถูกระบุว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม บีอาร์เอ็น โคออดิเนต ยังถูกพาดพิงว่ามีความใกล้ชิด
กับนักการเมืองบางคนของกลุ่มหนึ่งในสังกัด ทอรอทอ
ซึ่งศาลอาญา
มีคำสั่งพิพากษายกฟ้อง นายนัจมุดดิน ผู้ต้องหาในคดีปล้นปืน เมื่อวันที่ ๑๕
ธันวาคม ๒๕๔๘

เหตุการณ์ต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นในช่วงของแม้วครองเมือง ช่างประจวบเหมาะอะไรเช่นนี้
User avatar
bird
 
Posts: 1426
Joined: Wed Apr 01, 2009 1:25 pm


Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby bird » Tue Nov 10, 2009 8:56 pm

overtherainbow wrote::mrgreen:


หายเปื่อย แล้วหรอค่ะ :mrgreen:

ยินดีต้อนรับกลับค่ะ :mrgreen:
User avatar
bird
 
Posts: 1426
Joined: Wed Apr 01, 2009 1:25 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby ฉิกตี๋ » Tue Nov 10, 2009 9:53 pm

......................................................


..มาลงชื่อ ว่าแอบอ่าน เจ้าข้า....


..นิดส์หนึ่ง ในเกมส์แห่งอำนาจและผลประโยชน์ ความเลวร้ายมีทั่วทุกตัวคนที่ตกหล่มนี้...

..ทั้งแม้วและคนอื่น ไม่เว้นแม้แต่ศัตรูของแม้ว


...คารวะ นับถือ นับถือ จ้า...

.............................................................

;) ;) ;) ;)
“วิธีที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคต คือ สร้างอนาคตขึ้นมาเอง”
User avatar
ฉิกตี๋
 
Posts: 712
Joined: Wed Dec 03, 2008 6:52 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby bird » Tue Nov 10, 2009 10:33 pm

ฉิกตี๋ wrote:......................................................


..มาลงชื่อ ว่าแอบอ่าน เจ้าข้า....


..นิดส์หนึ่ง ในเกมส์แห่งอำนาจและผลประโยชน์ ความเลวร้ายมีทั่วทุกตัวคนที่ตกหล่มนี้...

..ทั้งแม้วและคนอื่น ไม่เว้นแม้แต่ศัตรูของแม้ว


...คารวะ นับถือ นับถือ จ้า...

.............................................................

;) ;) ;) ;)


รู้สึกเป็นเกียรติที่ท่านพี่จอมยุทธ์ อุตส่าห์แวะมาอ่านค่ะ

ขอบคุณน่ะค่ะ น้อมรับทุกความคิดเห็นค่ะ :mrgreen:
User avatar
bird
 
Posts: 1426
Joined: Wed Apr 01, 2009 1:25 pm

Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby overtherainbow » Wed Nov 11, 2009 11:54 am

ฉิกตี๋ wrote:......................................................


..มาลงชื่อ ว่าแอบอ่าน เจ้าข้า....


..นิดส์หนึ่ง ในเกมส์แห่งอำนาจและผลประโยชน์ ความเลวร้ายมีทั่วทุกตัวคนที่ตกหล่มนี้...

..ทั้งแม้วและคนอื่น ไม่เว้นแม้แต่ศัตรูของแม้ว


...คารวะ นับถือ นับถือ จ้า...

.............................................................

;) ;) ;) ;)

ในโลกนี้ หาขาวบริสุทธิ์สดใส ยังได้อยู่หรือคุณฉิก
ยังไงก็เหอะนะเจ้าคะ
เมื่อเทียบกันแล้ว ชั่วอันนี้สำคัญและด่วนกว่า
แต่ต่อแต่นี้ไป พวกเราคงจะไม่ยอมให้ชั่วคนไหนมาทำอะไรแบบนี้อีก จริงมั้ยคะเจ้านาย
User avatar
overtherainbow
 
Posts: 3123
Joined: Sat Dec 27, 2008 12:36 pm


Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby tu249cm » Fri Nov 13, 2009 12:52 pm

overtherainbow wrote:
ฉิกตี๋ wrote:......................................................


..มาลงชื่อ ว่าแอบอ่าน เจ้าข้า....


..นิดส์หนึ่ง ในเกมส์แห่งอำนาจและผลประโยชน์ ความเลวร้ายมีทั่วทุกตัวคนที่ตกหล่มนี้...

..ทั้งแม้วและคนอื่น ไม่เว้นแม้แต่ศัตรูของแม้ว


...คารวะ นับถือ นับถือ จ้า...

.............................................................

;) ;) ;) ;)

ในโลกนี้ หาขาวบริสุทธิ์สดใส ยังได้อยู่หรือคุณฉิก
ยังไงก็เหอะนะเจ้าคะ
เมื่อเทียบกันแล้ว ชั่วอันนี้สำคัญและด่วนกว่า
แต่ต่อแต่นี้ไป พวกเราคงจะไม่ยอมให้ชั่วคนไหนมาทำอะไรแบบนี้อีก จริงมั้ยคะเจ้านาย



เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ หาไม่บ้านเมืองเราจะไม่เหลืออะไรอีก
User avatar
tu249cm
 
Posts: 1422
Joined: Mon Oct 13, 2008 10:33 am


Re: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว

Postby bird » Sat Nov 14, 2009 2:52 pm

๒๔ วิธีแทรกแซง คุกคามสื่อ

ด้วยความบังเอิญของความอยากรู้อยากเห็น ทำให้มีโอกาสได้พบกับข้อความที่น่าสนใจ
จากสมาชิกท่านหนึ่งของเว็บเว็บหนึ่งเข้า และด้วยความบังเอิญอีกเช่นกันที่จัดเก็บข้อมูล
ดังกล่าวไว้ในหน่วยความจำเล็ก ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ขออนุญาตินำเสนอดังนี้

"ผมลองรวบรวมบทความที่ผมเขียนเกี่ยวกับคนที่ดูถูกดูแคลนคุกไทย ไม่ยอมติดคุกไทย
มีมากกว่า ๔๐ เรื่อง เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่จะออกในแนววิชาการ ข้อมูลอ้างอิงมีความสัม
พันธ์กับเรื่องที่เกิดขึ้นอธิบายเป็นกลไกได้ ส่วนทักษิณที่อวดตัวว่ามีความรู้เรื่องเศรษฐกิจ
แต่ไม่ทราบกลไกดังกล่าว ว่าทำไมเศรษฐกิจถึงดีและไม่ดี แต่ไม่ว่าเหตุการณ์ทางเศรษฐ
กิจจะดีหรือร้าย ทักษิณสวมรอยเอามาพูดดีใส่ตัวได้ทั้ง ๒ ทาง

คนที่ไม่รับผิดชอบคำพูดของตัวเอง พูดได้ไม่มีติด ไม่มีสะดุด ทั้งมุสา ทั้งเบี่ยงเบน อีกทั้ง
มายาสาไถย ทั้งใส่ความคนอื่น พูดไม่มีกาลเทศะ ประกอบกับทักษิณเป็นคนที่บ้าน้ำลาย
ขนาดหนัก เรื่องเลยเละกันทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะช่วงหมดอำนาจเท่านั้น

ในช่วงที่มีอำนาจ ก็พูดเป็นต่อยหอย รายการนายกฯ พบประชาชนทุกเช้าวันเสาร์ พูดทีไร
คนฮือฮาทุกเสาร์ ตามวิจารณ์ต่อเนื่องกันอีก ๓ วัน หนึ่งปีมี ๕๒ สัปดาห์ ชาวบ้านไม่ต้องมี
อันทำอะไร ปั่นป่วนตามวิสัยทัศน์ที่มักง่ายของทักษิณตลอดปี แต่คนจำนวนหนึ่งหลงใหล
ในคำพูดของทักษิณ ทักษิณเป็นตัวอย่างที่เลวของเยาวชน

ทักษิณเป็นคนที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น ชอบพูดให้คนอื่นฟังอย่างเดียว (One way
communication) ไม่ชอบตอบคำถามคนอื่น ช่วงของรัฐบาลทักษิณ นอกจากจะมีราย
การนายกฯ พบประชาชนทุกเช้าวันเสาร์แล้ว ได้มีความพยายามที่จะให้มีรายการนายกฯ
พบผู้สื่อข่าวทุกบ่ายวันพฤหัสบดีเช่นกัน (Two ways communication)

คำถามใดถูกใจ นายกฯ ก็จะชูเครื่อง “หมายถูก” ขึ้นมา (หากจำไม่ผิด) บอกว่าเป็นคำ
ถามที่สร้างสรรค์ คำถามใดไม่ถูกใจ นายกฯ ก็จะชูเครื่องหมายวงกลมขึ้นมา บอกว่าเป็น
คำถามที่ไม่สร้างสรรค์ และไม่ตอบคำถามนั้น ทำไปได้ ๒-๓ สัปดาห์ก็มีอันต้องยุติลง

ส่วนรายการนายกฯ พบประชาชนยังคงมีอยู่ตลอดไป แม้หมดอำนาจไปแล้ว ก็ยังละเมอ
คิดว่าตนเองยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ มีโฟนอิน และวิดีโอลิงค์ เข้ามาเป็นช่วงๆ เป็นที่อิด
หนาระอาใจแก่ผู้คนทั่วไป

เครื่องมือที่สำคัญที่ทักษิณใช้คุกคามคนไทย มี ๓ อย่าง ๑) อำนาจ ๒) เงิน และ ๓) สื่อ
สิ่งทั้ง ๓ นี้มีประสิทธิภาพสูงพอๆ กัน ทักษิณ ไม่ได้ทำสิ่งใดในประเทศให้ดีขึ้น ไม่ทำให้
ประเทศไทยเจริญขึ้น ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยหายจน ไม่ใช่ความสามารถตัวเองที่ใช้หนี้
ไอเอ็มเอฟหมด และไม่ได้ทำให้ราคายางสูงขึ้น

แต่พยายามใช้สื่อสวมรอย บอกว่าตนเองทำให้ประเทศไทยดีขึ้น เจริญขึ้น และหายจน
บอกว่าคนนั้นคนนี้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ บอกว่าปฏิวัติทำให้ประเทศไทยถอยไป ๑๕ ปี
ดูอย่างไรว่าถอยหลัง ๑๕ ปี หลังเหตูการณ์วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ทุนสำรองของ
ชาติเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงทักษิณอยู่ในอำนาจเสียอีก ชอบพูดพล่อยๆ คนทั่วไปไม่มีข้อมูล
ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ
จึงได้เชื่ออย่างเดียว

สื่อคือดาบ ๒ คม หากใช้ได้อย่างถูกทาง ก็จะทำให้เกิดการสร้างสรรค์สูง หากใช้ในทาง
ที่ผิด จะก่อให้เกิดการทำลายสูง กล่าวกันว่าใครครองสื่อ ผู้นั้นครองโลก สื่อโทรทัศน์และ
วิทยุ จะมีอิทธิพลสูงกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ ชาวไร่-ชาวนา คนงานรับจ้าง กรรมกร คนโดยทั่วไป
มีข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องทั่วไปน้อย ไม่มีเวลาอ่านหนังสือพิมพ์ คนตาบอดและ
คนที่อ่านหนังสือไม่ออก ก็ได้อาศัยได้ยินเสียงจากโทรทัศน์และวิทยุ

ทักษิณมุสา และพูดแบบปลุกระดม (มิจฉาวาจา) ให้เห็นว่าตนเองดี ตนเองเก่ง คนอื่นไม่ดี
คนอื่นไม่เก่ง ทำให้คนทุกระดับหลงเชื่อ ตั้งแต่ระดับล่างสุดไปจนถึงระดับบนสุด ตั้งแต่ชาว
บ้านถึงระดับนักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัย ความเชื่อแตกออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่ง
เชื่อทักษิณ อีกฝ่ายหนึ่งไม่เชื่อ" โดย นักข่าวรักชาติ

จากบทความข้างต้น ทำให้ย้อนกลับไปมองในยุค "ทักษิณครองเมือง" ก็ประมาณปีพ.ศ.
๒๕๔๔ - ๒๕๔๙ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว การจัดอันดับเสรีภาพสื่อมวลชนนั้น ประเทศ
เราร่วงไปอยู่ที่ ๑๓๕ จาก ๑๖๙ ประทศ (มีเสรีภาพประมาณ ๒๐.๑๒%) จากเดิมในปี
๒๕๔๔ ไทยอยู่ในอันดับที่ ๖๕ จาก ๑๓๙ ประเทศ (มีเสรีภาพประมาณ ๕๓.๒๔% )

ในยุด "ทักษิณครองเมือง" มีการใช้ยุทธวิธีต่างๆ ในการแทรกแซง คุกคามสื่อ สารพัด
วิธิที่จะคิดได้ ภายใต้คำอ้างที่ว่า รักชาติ ซึ่งผลการวิจัยของนักวิชาการกล่มหนึ่งได้สรุป
ยุทธวิธีต่างๆ ที่ใช้คุกคามและแทรกแซงสื่อในยุค ทักษิณครองเมือง ได้ ๒๔ ยุทธวิธี

๑) ขอร้อง เตือน พูดขู่ พูดท้าทายสื่อ
๒) เสียดสี ประชด เปรียบเปรย
๓) พูดสั่งสื่อ
๔) อ้างชาติ
๕) ลดความน่าเชื่อถือ
๖) ไม่ตอบคำถาม หรือตอบไม่ตรงคำถาม
๗) ปั่นข่าว สร้างข่าวอื่นกลบ
๘) ใช้ตัวแทนในการแทรกแซง (ร่างทรง)
๙) ใช้ข้อมูลเท็จ


๑๐) ใช้ขบวนการศาล
๑๑) แทรกแซงการพูดของแหล่งข่าว
๑๒) แทรกแซงการบริหารงานของสื่อ
๑๓) เข้าช่วงชิงความเป็นเจ้าของในระยะยาว
๑๔) แทรกแซงการเงิน การโฆษณาของสื่อ
๑๕) แทรกแซงหน่วยงานอิสระ
๑๖) ละเว้นหลีกเลี่ยงที่จะใช้อำนาจ เพื่อส่งเสริมเสรีภาพ


๑๗) สั่งตรวจสอบองค์กรสื่อ และสั่งค้นองค์กรสื่อ
๑๘) สั่งปิดองค์กรสื่อ
๑๙) ห้ามจำหน่ายจ่ายแจก
๒๐) ใช้กฎหมาย ระเบียบ หรือมติ ครม.สร้างกฎขึ้นมาใหม่
๒๑) การใช้มวลชนปิดล้อมสื่อ
๒๒) การปาระเปิดใส่องค์กรสื่อ
๒๓) การขู่ฆ่าบุคลากรด้านสื่อ และ
๒๔) จัดตั้งผู้อ่านเพื่อตอบโต้สื่อ


ตัวอย่างการแทรกแซงสื่อสมัยทักษิณ ๒ เช่น การขู่ฆ่าบุคลากรด้านสื่อ โดยสัมภาษณ์
ผู้ข่าวอาวุโสฝ่ายการเมือง (ขอสงวนนาม) ที่ระบุว่า เคยถูกขู่ฆ่า ๒ ครั้ง เพื่อให้เลิกวิจารณ์
รัฐบาลหรือการจัดตั้งผู้อ่านเพื่อตอบโต้สื่อ ในช่วงที่มีการเสนอข่าวการชุมนุมขับไล่รัฐบาล
ทักษิณ กองบรรณาธิการสื่อ ได้รับจดหมายตอบโต้จากผู้อานจำนวนมาก โดยไม่มีชื่อผู้ส่ง
แต่เมื่อพิจารณาพบว่า จดหมายเกือบทั้งหมดมีรายมือคล้ายกัน และมาจากอำเภอรอบนอก
ที่ นสพ.ฉบับนั้นส่งไปไม่ถึง

การพูดขู่หรือท้าผู้สื่อข่าว โดยผู้สื่อข่าวภาคสนาม ผู้สื่อข่าวจะถูกตวาดกลับเป็นประจำเมื่อ
ถามเรื่องปัญหาความไม่สงบภาคใต้ เช่น คุณเดินมาจากมหาวิทยาลัยสดๆ เลยใชมั้ย ร้อน
แรงมากใช่มั้ย ผมรู้จักดีหัวหน้าคุณเป็นใคร เป็นต้น

“ประชาชนไม่รู้สึกว่า นายกฯตวาดนักข่าว เพราะไม่เป็นข่าวและมีพฤติกรรมแบบนี้บ่อย
มาก นอกจากนายกฯ ครม.ทักษิณ ๒ ก็ชอบใช้แบบนี้ เรื่องการปั่นข่าวที่เห็นได้ชัด คือ
ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจปี ๒๕๔๗ ทักษิณ ประกาศซื้อหุ้นสโมสรลิเวอร์พูล เพื่อกลบ
ข่าวการอภิปราย แต่เมื่อการอภิปรายสิ้นสุดลง ก็ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ในเรื่องดังกล่าว
”

อีกทั้งยังมีการอ้างชาติ รักชาติ เพื่อให้สื่อทำหน้าที่ เช่น กรณีหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
เสนอข่าวท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เกิดรอยร้าว วันที่ ๙ ส.ค.๒๕๔๘ ทักษิณ กล่าวใน
เดลินิวส์ ว่า บางกอกโพสต์ เป็นหนังสือพิมพ์สัญญาชาติไทย ทำไมลงขาวไม่จริง สร้าง
ประเด็นอย่างนี้ จะทำอะไรขอให้คำนึงถึงประเทศชาติบ้าง และทักษิณ ผู้ที่ประกาศค่อสื่อ
มวลชนต่างชาติ ว่าไม่เชื่อมั่นกระบวนยุติธรรมไทย ก็ใช้ศาลฟ้องร้องสื่อมวลชน

การแทรกแซงสื่อที่เห็นชัด ๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวร้อนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ ๙
- ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ในไทมส์
หรือ ข่าวจากประเทศเพื่อนบ้านเรา นั่นคงเป็นการแทรกแซง ใช้ประโยชน์จากสื่อทั้งสิ้น
อีกตัวอย่างที่พอจะพิสูจน์ได้ถึงพฤติกรรมแทรกแซงสื่อ

นับแต่วันที่ ๒๒ สิงหาคม จนถึงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ที่ประชาชนคนไทยได้รับ
ข่าวจากสื่อมวลชนไทยทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์และวิทยุว่า บรรดารัฐบาลประเทศเล็กๆ
ทั้งในแถบทะเลแคริบเบียน คือ บาฮามาส หมู่เกาะเบอร์มิวดา ทวีปอเมริกใต้คือ โบลิเวีย
และทวีปแอฟริกาคือ แอฟริกากลาง แชด โตโก ต่างชื่นชมและต้องการตัว ทักษิณ ไป
เป็นที่ปรึกษา ไปช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศไปลงทุน รวมถึงไปเป็นพล
เมืองกิตติมศักดิ์

แต่ ในความเป็นจริงแล้ว ผู้นำอย่างน้อย ๒ ประเทศคือ เบอร์มิวดา และบาฮามาสออก
มาปฏิเสธอย่างเป็นทางการผ่านสื่อที่มีตัวตนและมีแหล่งอ้างอิง (Nassau Guardian
และดอะ รอยัล กาเซตเต)อย่างชัดเจนว่า ไม่เคยติดต่อกับ ทักษิณ และ ทักษิณก็ไม่
เคยยื่นขอลี้ภัยหรือขอเป็นพลเเมืองกิตติมศักดิแต่อย่างใด


ตัวอย่างคำกล่าวของทักษิณ เมื่อครั้งโฟนอิน เมื่อค่ำคืนวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
ณ สนามราชมังคลากีฬาสถานซึ่ง "สามเกลอ" จัดงาน"ข้อเท็จจริงวันนี้"

"ระหว่างอยู่เมืองนอกนี่แหละครับ ตอนนี้พอเขาเห็นว่า ผมทำงานระดับโลกสำเร็จ ก็มี
นักธุรกิจจากหลายประเทศมาชวน ผู้ นำหลายประเทศก็มาเชิญผมไปเป็นราษฎรกิตติ
มศักดิ์ เพื่อช่วยคิดแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเขา ผมเองก็ภูมิใจ แต่ลึก
ก็เศร้าใจว่า ทำให้ใครก็ได้ในโลกนี้ แต่ทำให้ประเทศตัวเองไม่ได้"


ก่อนที่จะจบการโฟนอินในวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวทิ้งท้ายว่า

"ตัวผมเองก็ขอใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนอีกสักระยะหนึ่ง ก็คงจะทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศ
อื่นตามที่เขาต้องการว่า ให้ผมไปช่วยเหลือด้านนโยบายเรื่องเศรษฐกิจ"


เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ยังจะเชื่อในคำพูดของคน ๆ นี้ได้อีกหรือ....
User avatar
bird
 
Posts: 1426
Joined: Wed Apr 01, 2009 1:25 pm

PreviousNext

Return to ห้องสมุด