อีลิทการ์ด บัตรเทวดา
ข่าวใหญ่ของเช้าวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ที่สื่อมวลชนทุกแขนงต่างให้ความสนใจ
พ้นข่าวที่ อดีตนายกทักกี้เป็นประธานในพิธีมอบบัตรไทยแลนด์อีลิท หรือบัตรเอกสิทธ์
พิเศษด้านการท่องเที่ยว ให้แก่มหาเศรษฐี ๘๐ ท่านและบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่
ตอบรับเป็นสมาชิกกุล่มแรกของไทยแลนด์อิลิทการ์ด พร้อมกับคณะรัฐมนตรี ทูตานุทูต
ภายใต้บรรยากาศที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์วัฒนธรรมของไทย

คำกล่าวของทักกี้ก่อนพิธีมอบบัตร ตอนหนึ่งความว่า
" เป็นแนวคิดใหม่ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไทยเป้นผู้เริ่มดำเนินการเป็นชาติแรก
ในโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญบุคคลสำคัญ ทั้งนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และผู้มีชื่อ
เสียงต่าง ๆ จากทั่วโลกให้เข้าเป็นสมาชิก โดยการชำระค่าสมัครแรกเข้าเพียงครั้งเดียว
๑ ล้านบาท
ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษด้านบริการท่องเที่ยว ทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชน เฉพาะใน
ประเทศไทย ภายใต้การดูแลและอำนวยความสะดวกแบบครบวงจร ทั้งศูนย์บริการข้อ
มูล การวางแผนการเดินทาง จัดเตรียมพาหนะ สำรองที่พักขณะท่องเที่ยวพักผ่อน รวม
ถึงสถานบริการด้านสุขภาพและความปลอดภัย เป็นกรณีพิเศษ "
นอกเหนือจากนี้
ผู้ที่เป็นสมาชิก อีลิทการ์ด ยังได้สิทธิพิเศษในการร่วมทุนกับคนไทย
ถือครองที่ดินได้ในจำนวน ๑๐ ไร่ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ใช้ได้ตลอดชีวิต ซึ่งน่าจะ
มากกว่า ๓๐ ปี และยังสามารถโอนสิทธิ์ให้กับคนในครอบครัวหรืออื่น ๆ ได้อีกด้วยฟังดู น่าจะเป็นโครงการที่ดี และน่าที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติจำนวนมหาศาล
โดยทักกี้ประกาศตั้งเป้าสมาชิกอีลิทการ์ดในปีแรก (ปี ๒๕๔๖) ไว้ที่ ๑ แสนบัตร มีเม็ด
เงินเข้าประเทศ ๑ แสนล้านบาท (ย้ำ) ๑ แสนล้านบาท และใน ๕ ปียอดจำหน่ายบัตร
จะเพิ่มเป็น ๑ ล้านบัตร จะทำให้ประเทศมีรายได้ถึง ๑ ล้านล้านบาท (ย้ำ) ๑ ล้านล้าน
บาท
ด้วยมุลค่าเม็ดเงินที่คาดว่าจะเป็นรายได้ของประเทศจำนวนมหาศาลดังที่กล่าวไว้ คงไม่
แปลกหากจะต้องใช้เงินลงทุนในการจัดตั้งโครงการ และบริษัทเอกชนภายใต้การกำกับ
ดูแลของรัฐบาลด้วยทุนมหาศาลเช่นกัน
บริษัท ไทยพริวิเลจ การ์ด จำกัด จึงถูกก่อตั้งขึ้นในวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๖ ภายใต้
การกำกับดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) โดยมีเงินประเดิมการลงทุน
จากรัฐบาลจำนวน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ออกแคมเปญต่าง ๆ ในการจำหน่ายบัตรอีลิทการ์ด
ลงทุนโฆษณาในสื่อระดับโลกอย่าง ซีเอ็นเอ็น (CNN) และเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อไม่
สามารถจ่ายชำระค่าโฆษณาในมูลค่านับร้อยล้านบาทความไม่โปร่งใสของโครงการอีลิทการ์ด อยู่ในข่ายต้องสงสัยหลายกรณี เช่น
- การว่าจ้าง ไทยเรฟพรีเซ็นเทชั่น โฆษณาบัตรผ่าน CNN โดยไม่มีสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง
อย่างเป็นทางการ ในมูลค่า ๒๐๐ ล้านบาท (เมื่อถูกทวงถาม ก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้)- ค่าไอเดียออกแบบโลโก้และบัตรอีลิทการ์ด ที่ว่าจ้างให้ แมคเคน-แอริคสันเป็นผู้จัด
ทำในมูลค่า ๑๐ ล้านบาท ซึ่งในปัจจุบันยังจ่ายชำระไม่ครบถ้วน ผู้บริหารจึงหันไปว่าจ้าง
ให้ แซสโซ จากอเมริกาดำเนินการต่อ-
โครงการเช่าระบบไอที กับ แอดวานซ์ อินโฟร์ ในวงเงิน ๗๗.๓ ล้านบาท ซึ่งมีรอง
ผู้จัดการสายงานสิทธิประโยชน์และสมาชิกสัมพันธ์ เป็นผู้เซ็นอนุมัติ- โครงการเช่าซื้อป้ายโฆษณา จากนายหน้า เจซี เดอโก ในมูลค่า ๒๔ ล้านบาท โดย
ติดตั้งในมุมอับที่ไม่มีใครมองเห็น ทั้ง ๆ ที่สามารถดำเนินการได้โดยตรงกับคิงเพาเวอร์
ในมูลค่า ๑๐ ล้านบาทต่อปี และยังสามารถเลือกทำเลติดตั้งได้- โครงการเช่ารถยนต์ (อนุมาณว่าเป็น คัมรี่) ข่าวแว่วมาว่า ราคาเช่าผู้บริหารกำหนดเอง
โดยมีมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง ส่วนผลต่าง...ไม่รู้เหมือนกัน- การแต่งตั้งตัวแทนขายบัตรอีลิทการ์ด หลายรายมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มทุนใน
รัฐบาลทักกี้ เช่น แอฟทีฟ มีความสัมพันธ์กับน้าทักกี้, แกรนด์อีลิท ของเหยียนปิน ฯจากผลการดำเนินงานนับจากวันแรก (๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๖) ถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา
๖ ปีเต็มกับโตรงการบัตรไทยแลนด์ อีลิทการ์ด ที่มีเป้าหมายจำนวนสมาชิก ๑ ล้านคน
และสร้างรายได้ให้กับประเทศในมูลค่า ๑ ล้านล้านบาท กลับมีตัวเลขที่แสดงจำนวน
สมาชิก ณ ปัจจุบันที่ ๒,๕๗๐ คน ห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้จนสุดจะบรรยาย
และในจำนวนนี้ มีสมาชิก ๗๙๕ รายที่อยู่ในประเทสไทย ซึ่งเงื่อนไขประการหนี่งของ
ผู้ที่สามารถเป็นสมาชิกได้คือ ต้องเป็นต่างชาติเท่านั้นนอกจากนี้ โครงการอีลิทการ์ด มีผลขาดทุนสะสมตั้งแต่เริ่มดำเนินการถึงปัจจุบันประมาณ
๑,๔๐๐ ล้านบาท เงินสดคงเหลือประมาณ ๓๓๘ ล้านบาท ยังไม่รวมถึงภาระที่ต้องดูแล
ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่สมาชิกบัตรอีลิทการ์ด เข้าใช้บริการตามสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตาม
สิทธิที่ทักกี้ประกาศไว้
และล่าสุด มติ ครม เมื่อ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ มีมติขายโครงการอีลิทการ์ดให้เอกชน
เข้าดำเนินการแทน โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา
การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ร่วมกันจัดทำร่างเงื่อนไข เปิดประมูลขาย
กิจการ ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เพื่อให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแทน โดยมีกำหนดแล้ว
เสร็จภายใน ๓ เดือน
ถือเป็นการปิดฉาก โครงการขายฝันอีกหนึ่งโครงการของทักกี้ ที่สร้างภาระไว้ให้กับประเทศ
เป็นมูลค่ามหาศาล ส่วนจะโอนให้เอกชนเข้าดำเนินการแทน หรือ ยกเลิกโครงการคงต้อง
รอลุ้นในอีก ๓ เดือนข้างหน้า....