ขั้นตอนและหลักเกณฑ์การขอพระราชทานอภัยโทษขออนุญาตินำข้อมูลมาแบ่งปัน
http://www.konthairakkan.com/2009-08-24 ... 11-13.htmlขั้นตอนการถวายฏีกา การถวายฎีกาเป็นประเพณีสืบทอดมาแต่สมัยสุโขทัย เพื่อขอให้พระมหากษัตริย์ทรง
บำบัดทุกข์ให้ประชาชน ถือเป็นรัฐธรรมนูญจารีตประเพณี สำนักราชเลขาธิการมีภารกิจ
หลักเกี่ยวกับงานหนังสือที่หน่วยงานราชการ เอกชน และบุคคลทั่วไปส่งเข้ามาเพื่อขอ
ให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติ พระบรม-
ราชวินิจฉัย และพระมหากรุณาธิคุณ รวมทั้งรับพระราชทานพระราชดำริ พระราชดำรัส
เชิญไปยังหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
หลักเกณฑ์การขอพระราชทานอภัยโทษ กรณีเป็นผู้ต้องขัง จะต้องเป็นนักโทษคดีเด็ดขาดแล้ว ผู้ยื่นเรื่องทูลเกล้าฯ คือผู้ต้องโทษ
หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น บิดา มารดา บุตร ธิดา ญาติผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดและรัฐ
มนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยื่นเรื่องผ่านเรือนจำ/ทัณฑสถาน ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
เช่น สำนักราชเลขาธิการ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงต่างประเทศ
หรือกรมราชทัณฑ์
การขอพระราชทานอภัยโทษ จะใช้หลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๑ ซึ่งบัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจใน
การพระราชทานอภัยโทษ” และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๗ อภัย
โทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นโทษเบาและลดโทษ มาตรา ๒๕๙ – ๒๖๗
สาระสำคัญคือ มาตรา ๒๕๙ กำหนดให้ผู้ต้องคำพิพากษาที่คดีถึงที่สุดหรือผู้มีประโยชน์
เกี่ยวข้อง เป็นผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายขอพระราชทานอภัยโทษ ในกรณีที่ไม่มีผู้ใด
ถวาย หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเห็นสมควรจะถวายคำแนะนำขอพระราชทาน
อภัยโทษให้ก็ได้ตาม
มาตรา ๒๖๑ เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วจะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าสม
ควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ หากเห็นสมควรก็จะพระราชทานอภัยโทษให้ทั้งหมด
โดยให้ปล่อยตัวหรืออภัยโทษให้บางส่วน อาทิ การลดโทษ การพระราชทานอภัยโทษ
จะมีพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยโทษลงมาเป็นการเฉพาะ นายกรัฐมนตรีจะ
เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
แต่หากไม่พระราชทานอภัยโทษ ก็จะมีหนังสือสำคัญแจ้งผลฎีกาอ้างพระราชกระแสว่า
ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วมีพระราชกระแสให้ยกฎีกา นายกรัฐมนตรีจะเป็น
ผู้ลงนามแจ้งพระราชกระแส ซึ่งหากเรื่องราวการขอพระราชทานอภัยโทษไม่ใช่โทษ
ประหารชีวิต หากมีพระราชกระแสยกฎีกาแล้ว จะยื่นใหม่อีกไม่ได้จนกว่าจะพ้น ๒ ปีนับ
แต่วันที่ถูกยกครั้งก่อนจึงจะยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาได้
แนวทางปฏิบัติ ผู้ต้องโทษหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องใช้สิทธิ์ยื่นเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทาน
อภัยโทษผ่านเรือนจำ/ทัณฑสถาน หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางเรือนจำ/ทัณฑ-
สถาน จะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนักโทษเด็ดขาดตามแบบสอบสวนเรื่อง
ราวขอพระราชทานอภัยโทษ
กรณี เคยดำรงยศทางทหารหรือตำรวจจะต้องดำเนินการขอผลการถอดยศไปยังต้นสัง
กัด (ยกเว้นกรณีพลทหาร หรือพลตำรวจ) และตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อทราบข้อมูลและ
รายละเอียดของสาเหตุการกระทำผิดที่แท้จริง กรณี นักโทษต่างชาติจะต้อให้สถานทูต
ประเทศที่นักโทษถือสัญชาติออกหนังสือรับรองการส่งตัวกลับประเทศ หากได้รับพระ
ราชทานอภัยโทษปล่อยตัว
การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป หมายถึง การพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษ
เด็ดขาดทุกคน แต่ทั้งนี้ อาจจะมีข้อยกเว้นความผิดในบางลักษณะที่เห็นว่าเป็นภัยต่อสัง
คมอย่างร้ายแรง การพระราชทานอภัยโทษประเภทนี้จะดำเนินการโดยตราเป็นพระราช
กฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษตามการถวายคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี และการที่คณะ
รัฐมนตรี จะกราบบังคมทูลฯ ขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปจะต้องเป็นกรณีที่มี
เหตุอันสมควร เช่น เกี่ยวกับพระราชประเพณีที่สำคัญ หรือมีวาระสำคัญต่อเหตุการณ์บ้าน
เมือง หรือเหตุผลในทางราชทัณฑ์
หลักเกณฑ์ที่นักโทษจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ จะกำหนดรายละเอียดไว้ในพระราช
กฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษที่ตราขึ้นในแต่ละครั้ง
มีหลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ๔ ประการ ได้แก่
๑) เกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป
๒) เกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ โดยไม่มีเงื่อนไข
๓) เกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษ โดยมีเงื่อนไข
๔) เกณฑ์ไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ
วิธีการและขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป1. รัฐบาลมีนโยบายจะให้มีการพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเป็นการทั่วไป เนื่องใน
โอกาสสำคัญของบ้านเมืองหรือโอกาสสำคัญที่เกี่ยวข้องกับองค์พระมหากษัตริย์
2. มีการแต่งตั้งคณะกรรมการมาชุดหนึ่ง ประกอบด้วยหน่วยงานฝ่ายปกครอง ป้องกัน
ปราบปราม และหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม ร่วมเป็นกรรมการยกร่างพระราชกฤษ
ฎีกาพระราชทานอภัยโทษ
3. กระทรวงมหาดไทยเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐ
มนตรี เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว จะส่งร่างพระราชกฤษฎีกาให้คณะ
กรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความ
ขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ
ประกาศใช้บังคับต่อไป
4. กรมราชทัณฑ์ จะมีหนังสือสั่งการและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพระราชทานอภัยโทษ
ให้เรือนจำและทัณฑสถานต่างๆ ทราบและเตรียมการปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา
พระราชทานอภัยโทษ
5. ประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานอัยการ
สูงสุด เพื่อแต่งตั้งผู้พิพากษาและอัยการ ร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบผู้ได้รับพระราช
ทานอภัยโทษประจำเรือนจำ/ทัณฑสถานต่างๆ ประสานกับกระทรวงกลาโหม เพื่อการ
พระราชทานอภัยโทษนักโทษทหาร กระทรวงแรงงานฯ กรมประชาสงเคราะห์ เพื่อให้การ
สงเคราะห์ผู้พ้นโทษ และการจัดหาแหล่งงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหามาตรการ
รองรับปัญหาอาชญากรรม ผู้ว่าราชการจังหวัด และกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับผู้พ้นโทษ
ที่จะเข้าไปอยู่ในพื้นที่
6. เมื่อเรือนจำและทัณฑสถานต่างๆ ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาพระราช
ทานอภัยโทษเรียบร้อยแล้ว จะส่งบัญชีรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษพร้อมรายละ
เอียด (บัญชีรายชื่อ อ.1-5) มายังกรมราชทัณฑ์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เมื่อกรมราช
ทัณฑ์ตรวจสอบแล้ว ก็จะรวบรวมสถิติผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เพื่อนำความขึ้นกราบ
บังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทต่อไป
7. ในกรณีเกิดปัญหาเกี่ยวกับการนำบทบัญญัติในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ
มาใช้บังคับของคณะกรรมการผู้มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ กรมราช
ทัณฑ์ กระทรวงมหาดไทย จะนำเสนอให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี
เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นกรรมการ พิจารณาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดเป็นบรรทัดฐาน
ต่อไป
การพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ผู้ต้องโทษ (โทษประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ
ริบทรัพย์สิน) ที่คดีถึงที่สุดแล้ว และผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องสามารถยื่นเรื่องราวทูลเกล้า
ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษผ่านเรือนจำ/ทัณฑสถาน หรือกระทรวงยุติธรรม หรือ
สำนักราชเลขาธิการ หรือกระทรวงการต่างประเทศ หรือสถานทูต
หลังจากรับเรื่องแล้ว กรมราชทัณฑ์จะส่งไปสอบสวนเรื่องราวยังเรือนจำ/ทัณฑสถานที่
ควบคุมผู้ต้องโทษ จากนั้นจะเสนอความเห็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลงนาม
เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูล ฯ ผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักราชเลขา
ธิการ เมื่อทรงมีพระรบรมราชวินิจฉัยเช่นไร ก็จะส่งผลฎีกาดังกล่าวให้กรมราชทัณฑ์ทราบ
และดำเนินการพร้อมทั้งแจ้งผลให้ผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้า ฯ ทราบ
การพระราชทานอภัยโทษนักโทษเด็ดขาดต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิต สำหรับนักโทษเด็ดขาดต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิต ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา 262 ให้ทูลเกล้าฯ ของพระราชทานอภัยโทษภายใน 60 วัน นับแต่
วันฟังคำพิพากษาโดยจะทุเลาการประหารชีวิตไว้จนกว่าจะดำเนินเรื่องฎีกาแล้วเสร็จ
หากนักโทษไม่ประสงค์จะทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษ ให้เรือนจำ/ทัณฑสถาน
ดำเนินการรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับการสอบสวนขอพระราชทานอภัยโทษส่งกรมราชทัณ
ฑ์ภายในกำหนดข้างต้น เพื่อนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาว่า
จะถวายคำแนะนำขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่
เอกสารประกอบฎีกาทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษ นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ตามหนังสือเวียนกรมฯ ที่ มท 0905/ว 169 ลงวันที่ 28 สิงหา
คม 2522 แล้วเรือนจำ/ทัณฑสถาน จะต้องส่งเอกสารตามหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ มท
0911/21551-6 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 ไปกรมฯ ด้วย และสำหรับนักโทษประหาร
ชีวิตทุกรายต้องส่งผลการตรวจสุขภาพจิตนักโทษประหารชีวิตของจิตแพทย์
และหากกรมฯ เห็นสมควรทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำรงชีวิต หรือสภาพครอบ
ครัวหรือความประพฤติโดยทั่วๆ ไป ของนักโทษประหารชีวิตก็จะให้นักสังคมสงเคราะห์
ของกรมฯ ไปสัมภาษณ์ผู้ต้องโทษ เพื่อนำผลการสัมภาษณ์มาประกอบการพิจารณาอีก
ทางหนึ่งด้วย
การดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารในการขอพระราชทานอภัยโทษ
1. แบบสอบสวนเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษจะต้องมีรายละเอียดถูกต้องครบถ้วน
2. หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด จะต้องครบถ้วนทุกคดี หากต้องโทษหลายคดี รวมทั้งหมาย
ลดโทษหากได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษ และจะต้องมีรายละเอียดที่สำคัญครบถ้วน
ดังนี้
2.1 วันที่คดีถึงที่สุด
2.2 วันเริ่มต้นนับโทษจำคุก
2.3 หมายเลขคดีดำและหมายเลขคดีแดง ต้องตรงกับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น
2.4 สำเนาคำพิพากษาครบถ้วนทุกชั้นศาล และทุกคดีที่มีการพิจารณาคดี และจะต้องมี
การรับรองสำเนาถูกต้องจากเจ้าหน้าที่ของศาล มีข้อความชัดเจน รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยว
กับวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา โดยผู้ฎีกาจะเป็นผู้เขียนคำร้องขอคัดสำเนาคำพิพากษาของ
ศาล
3. รายการประวัติของกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะระบุ
รายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำผิด โดยจะต้องดำเนินการประสานงานกับสำนักงานตำรวจ
แห่งชาติ
4. ทะเบียนประวัติรายตัว (รท.101) จะต้องมีรายละเอียดครบถ้วนที่สำคัญ คือ
4.1 การเลื่อนชั้นและลดชั้น
4.2 การฝึกวิชาชีพ
4.3 ความประพฤติ อุปนิสัย การศึกษา ในระหว่างต้องโทษ หากถูกลงโทษทางวินัยให้ส่ง
สำเนาคำสั่งลงโทษด้วย
4.4 รูปถ่าย
4.5 เอกสารประกอบอื่นๆ (ถ้ามี)
5. หนังสือรับรองความประพฤติจากผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่
6. เอกสารแสดงการประกอบคุณงามความดีตามที่อ้าง ฯลฯ
เรือนจำหรือทัณฑสถาน รวบรวมเอกสารดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ให้จัดทำเป็น 3 ชุด แล้ว
จะจัดส่งไปกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณาดำเนินการ จำนวน 2 ชุด เก็บไว้ที่เรือนจำ จำนวน
1 ชุด กรมราชทัณฑ์จะประมวลเรื่องราว โดยใช้ข้อมูลรายละเอียดจากเอกสารดังกล่าว
ข้างต้นแล้วเสนอความเห็นต่อกระทรวงมหาดไทยในการพิจารณานำเรียนนายกรัฐมนตรี
เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ต่อไป ซึ่งความสมบูรณ์ของเรื่องเอกสารมีความสำคัญ
ต่อการพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง
http://www.konthairakkan.com/2009-08-24 ... 11-13.htmlแบ่งปันความรู้ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาวิเคราะห์