ทหารพ่ายที่ไทยคม "กองทัพ-รัฐบาล" ร้าว!โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
"นึกว่าเป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำ ที่แท้ไม่มีแผนอะไรเลยนี่ (หว่า)" คือเสียงบ่นพึมของผู้คนที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวานนี้ (9 เม.ย.) ที่พามวลชนบุกยึดสถานีดาวเทียมไทยคมจากทหาร ตำรวจได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ถ้าเป็นการรบเพื่อรักษาเมือง ก็ต้องบอกว่าศึกครั้งนี้ทหารของรัฐบาล "เสียเมือง" แถมพ่ายแพ้แบบหมดรูปรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลรวม 6 จังหวัดเมื่อวันพุธที่ 7 เม.ย. จากนั้นดูเหมือนรัฐบาลจะ "ขี่" ม็อบเสื้อแดงอยู่นิดๆ เพราะวันถัดมาก็สามารถตัดสัญญาณแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชนแนล หรือพีทีวี ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของคนเสื้อแดงได้สำเร็จ
ประชาชนจำนวนมากที่ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมต่างคาดเดาไปในทางเดียวกันว่า เช้ามืดวานนี้ หรือไม่ก็ไม่เกินสายๆ วันศุกร์...สลายชัวร์!
สถานการณ์พลิกผันเล็กน้อย เมื่อแกนนำคนเสื้อแดงเปลี่ยนแผนไม่ยอมใช้ยุทธวิธีดาวกระจายไปตามบ้านบุคคลสำคัญ อาจเป็นเพราะผู้ชุมนุมมีจำนวนน้อย จึงมุ่งไปที่สถานีดาวเทียมไทยคมเพื่อหวังกดดันให้คืนสัญญาณพีเพิลแชนแนลเพียงจุดเดียว
นาทีนั้นหลายคนคาดการณ์...ใกล้จบเต็มที...นี่น่าจะเป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำ เพราะที่สี่แยกราชประสงค์มีผู้ชุมนุมยึดพื้นที่อยู่แค่หลักร้อย ส่วนปลายทางสถานีดาวเทียมไทยคมที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ก็มีกำลังทหารเข้าไปยึดครองอยู่แบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดี
แต่ใครจะเชื่อว่าทหารหาญต้องพลาดท่าเสียทีให้กับผู้ชุมนุมอย่างง่ายดาย...ไม่มีกำลังสนับสนุน ไม่มีกองทหารอีกชุดโอบล้อมผู้ชุมนุมเอาไว้... กระทั่งสุดท้ายถูกม็อบยึดเบ็ดเสร็จ ทหารเดินเรียงแถวก้มหน้าออกจากสถานีดาวเทียมไทยคม ตามด้วยตำรวจที่เดินต่อคิวตามมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หยอกเอินกับผู้ชุมนุมอย่างสนุกสนานผู้คนที่ติดตามข่าวสารนึกว่ากำลังดูละครหลังข่าวตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง และพร้อมกันนั้นก็มีคำถาม..."เกิดอะไรขึ้น?"
เสียงจากหน่วยปฏิบัติที่สถานีดาวเทียมไทยคม ซึ่งเป็นการประกอบกำลังระหว่างศูนย์ต่อสู้ป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (ศปภอ.ทบ.) และกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) บอกว่า "ผู้นำ" สั่งการไม่เด็ดขาดชัดเจน จนทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องล่าถอย มีแค่เสียงสั่งผ่าน "โทรศัพท์" ว่าต้องการให้ทำจุดนั้น จุดนี้ จึงทำให้กำลังพลเกิดความ "ชะงักงัน" และถอดใจในที่สุด
แต่หน่วยปฏิบัติไม่ได้พูดชัดๆ ว่า "ผู้นำ" ที่ว่านี้ หมายถึง "ผู้นำในกองทัพ" หรือ "ผู้นำฝ่ายการเมือง"
เสียงวิจารณ์ในสังคมที่เซ็งแซ่ตามมามีอยู่ 2 กระแสคือ หนึ่ง-ทหารไม่เอาด้วยกับรัฐบาล กับ สอง-นายกฯ ไม่ยอมทำตามที่ทหารเสนอ แต่หากซาวเสียงผู้คนในสังคมดูจะเอนเอียงไปทางข้อสังเกตที่หนึ่ง คือ ทหารแตกหักกับรัฐบาลแล้ว และรัฐบาลหรือกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับพรรคประชาธิปัตย์ เข้าขั้น "หมดสภาพ"อย่างไรก็ดี ข้อมูลวงในที่สังเคราะห์จากหลายภาคส่วนสรุปได้ว่า แท้ที่จริงแล้วทั้งข้อสังเกตที่หนึ่งและสองมีน้ำหนักพอๆ กัน กล่าวคือในช่วงที่ "คนเสื้อแดง" บุกยึดสี่แยกราชประสงค์ใหม่ๆ มีข้อเสนอจากทางกองทัพขอไฟเขียวจากนายกฯ เข้าสลายการชุมนุม แต่นายกฯ ปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน "จากเบาไปหาหนัก"
ทั้งๆ ที่มีอยู่เช้ามืดวันหนึ่งจังหวะเหมาะ เพราะผู้ชุมนุมเหลือน้อยยิ่งกว่าน้อย กับอีกช่วงหนึ่งคือการเคลื่อนพลในวันจักรี ซึ่งมีเหตุผลอธิบายมากมายหากต้องการสลายในห้วงเวลานั้น...แต่ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่!
เสียงบ่นดังเล็ดลอดออกมาจากราบ 11 ว่า นายกฯ ต้องการเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยมากเกินไปหรือเปล่า ความรู้สึกไม่อยากมือเปื้อนเลือดเป็นสิ่งที่เข้าใจกันได้ แต่หากไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่รู้ว่า...รักตัวเองหรือรักชาติมากกว่ากันกระทั่งเสียงคนกรุง คนกลางๆ รวมถึงแฟนพันธุ์แท้ประชาธิปัตย์เองเริ่มก่นด่ากดดัน นั่นแหละนายกฯ จึงหันมาคิดประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ "พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ"
แต่การใช้ "ยาแรง" ที่ชื่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทหารไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ยืนกรานกลางวงประชุม ศอ.รส.ว่า สถานการณ์ยังไม่เข้าข่าย "ฉุกเฉิน" ยิ่งรัฐบาลเล่นมาตรการ "ตัดสัญญาณ" พีทีวี ยิ่งทำให้ภารกิจสลายการชุมนุมยิ่งยาก เพราะผู้ชุมนุมแตกกระจาย ไม่มีจุดรวมความสนใจและสั่งการ แถมอารมณ์ยังพลุ่งพล่านมากกว่าเดิมอย่างไรก็ดี จุดยืนของ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ได้มีแค่ความเห็นต่างทางกฎหมายและสถานการณ์เท่านั้น
เพราะในวงประชุมเฉพาะฝ่ายทหารมักจะได้ยินเสียง พล.อ.อนุพงษ์ พูดซ้ำๆ หลายครั้งกับลูกน้องว่า "ผมไม่อยากมีชื่อเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ และไม่อยากมีชื่อเป็นนายทหารมือเปื้อนเลือด"สองประโยคนี้อาจเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมกองกำลังของทหารถึงแตกอย่างง่ายดายที่สถานีดาวเทียมไทยคม
และกลายเป็นคำถามที่ย้อนกลับไปเหมือนกับที่นายอภิสิทธิ์โดนตั้งคำถามว่า...ตกลงรักตัวเองหรือรักชาติกันแน่?
ไม่มีใครปฏิเสธว่าการที่ยังไม่มีใครต้องสูญเสียเลือดเนื้อท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงถึงจุดเดือดเช่นนี้ เป็นเรื่องยินดีที่น่ายกย่องชมเชย แต่การละเลยให้คนกลุ่มหนึ่งทำอะไรก็ได้ในบ้านเมืองโดยที่กฎหมายกลายเป็นเศษกระดาษ ผู้รับผิดชอบในระดับผู้นำประเทศกับผู้นำกองทัพจะต้องมีคำตอบที่มากกว่าการ "วางเฉย" ใช่หรือไม่ บางเสียงเสนอว่าหากแก้ปัญหาด้วยการสลายการชุมนุมไม่ได้ ทำไมไม่ใช้ช่องทางอื่น ไม่ว่าจะการเจรจา หรือแม้แต่ช่องทางทางการเมืองคือการ "ยุบสภา" หรือ "ลาออก"
เช่นเดียวกับฝ่ายผู้นำเหล่าทัพที่น่าจะทำอะไรได้มากกว่าการ "วางเฉย" แล้วปล่อยให้เกียรติภูมิของกองทัพถูกตั้งคำถามครั้งแล้วครั้งเล่า... เพราะอำนาจย่อมมาคู่กับหน้าที่เสมอ! http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... 10/109625/ทหารพ่ายที่ไทยคม-กองทัพ-รัฐบาล-ร้าว!.html
ฮืมมม์ ถอนหายใจด้วยความสลดใจ
อ่านแล้ว ต้องทำ"ตาขวาง"ใส่นายกฯอภิสิทธิ์.....!
อ่านแล้ว ต้องทำใจไม่ให้"สังเวช"ผู้บัญชาการทหารบกให้ปรากฏมากนัก....!ผู้รับผิดชอบในการปราบปรามผู้ก่อการร้าย ผู้ก่อการความวุ่นวายในกรุงเทพในขณะนี้หลงคารมกับ"นักโทษหนีคุก" "สามเสี่ยสู้แล้วรวย" "สส.เพื่อแม๊ว" "อันธพาลของเศษแดง"ว่าพวกเขาเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เรียกร้องหาความเป็นธรรมให้ประชาชนที่ยากจน เรียกร้องหาที่ทำมาหากินให้ชาวนา ชาวไร่ในชนบท....!
แสดงว่า"พวกมีอำนาจ"แสร้งไม่รู้เรื่อง หรือเจตนาไม่รู้เรื่องว่าพวกเขาเรียกร้อง คุกคามเพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อให้"นักโทษหนีคุก"ได้กลับประเทศไทยในฐานะ"วีรบุรุษ"ของประเทศ ได้รับทรัพย์สินที่ศาลยุติธรรมได้พิพากษาให้ยึดเป็น"สมบัติแผ่นดิน" และมีอำนาจเป็น"ผู้นำประเทศไทย"ใหม่....!แต่การละเลยให้คนกลุ่มหนึ่งทำอะไรก็ได้ในบ้านเมืองโดยที่กฎหมายกลายเป็นเศษกระดาษ ผู้รับผิดชอบในระดับผู้นำประเทศกับผู้นำกองทัพจะต้องมีคำตอบที่มากกว่าการ "วางเฉย"....
หรือไม่ ก็ลาออกไปเสียเถอะจากตำแหน่ง"ผู้นำประเทศ"และ"ผู้นำกองทัพ"......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า