นายเวร wrote:
ลองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในอดีตที่เคยพูดถึง
ผมก็เกิดไม่ทันแต่ค้นคว้าเอา บังเอิญคล้ายกันมาก
6 ตุลา 2519
ล้มเจ้า อ้างว่ามีเวียดกง ญวน อุโมงใต้ดินในธรรมศาสตร์ ทหารยิงนักศึกษา ทหาร+รัฐบาล มีความชอบธรรมในการปราบอย่างทารุณ นักศึกษาผิด หนีเข้าป่า
หลัง ยกเลิก พรก ฉุกเฉิน เริ่มมีคนกล้าเอาหลักฐานมาเปิดเผย กายเป็นว่า นักศึกษาถูกกระทำโดย รัฐบาล เรื่องก็เงียบหายไป
2553
ล้มเจ้า ก่อการร้าย ทหาร+รัฐบาล มีความชอบธรรมในการปราบอย่างทารุณ เสื้อแดงผิด มีกลุ่มติดอาวุธในที่ชุมนุม……
ตอนนี้ผมก็เอาแต่รอ… และก็รอ.. ว่ายกเลิก พรก.ฉุกเฉิน แล้วจะมีสื่อดีๆมีความเป็นมนุษย์ รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และผู้มีพระคุณ ที่จะกล้าจะออกมา เพียงแค่ตอนนี้ พรก ฉุกเฉิน ยังไม่ได้ยกเลิก และก็ยังคงอีกนานที่จะยกเลิกเพราะว่า รบ ชุดนี้ มีความคิดอันชาญฉลาด
ปี 2519 ฝ่ายปกครองปราบนักศึกษาแต่ปราบอย่างไม่จำแนก มันมีนักศึกษาที่ได้รับการจัดตั้งจากแนวคิดสายจีนจริง ( และอาจมีสายโซเวียตด้วย )ความผิดพลาดครั้งนั้นจึงเป็นบทเรียนให้ทหารต้องมี ทฤษฎีชี้นำ ในการปฏิบัติงานในปี 2553. . . . . .
พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก แถลงในนามกรรมการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ผ่านทางโทรทัศน์ออกอากาศเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 18 พ.ค.ว่า ศอฉ.จะทำงานภายใต้กรอบนโยบายที่ ครม.กำหนด โดยในส่วนของเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานที่ผ่านมานั้นเป็นการวางกำลังปิดล้อมพื้นที่การชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งอาจจะมีการปิดล้อมเข้าไปในพื้นที่ได้บ้าง แต่เส้นทางไหนมีช่องว่างช่องโหว่เราก็จะดำเนินการปรับกำลัง ซึ่งจะเห็นได้ว่ายอดผู้ชุมนุมลดลงจากเดิมที่เคยมี 1 หมื่นคนเศษ
เหลือประมาณ 3,000-5,000 คนซึ่งตรงกับบันทึกลับจากการ์ดเสื้อแดงวันราชประสงค์แตกนามปากกาผู้เขียนคือ "นักข่าวชาวรากหญ้า" ได้บทความนี้จากเว็บประชาไท "หน้าที่ส่วนใหญ่ของผมที่ทำแต่ละวันคือหาข่าวของฝ่ายตรงข้าม กับถ่ายภาพของทหารที่ยิงประชาชน และคนที่ถูกยิงไว้เป็นหลักฐานเอาผิดรัฐบาล แต่หลังจากทหารบีบวงล้อมให้แคบลง ผมไม่เคยได้ถ่ายภาพที่ไหนเลย นอกจากคอยจับผิดมวลชนที่น่าสงสัยว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามส่งเข้ามาแทรกซึม แต่ 2 วันมานี่การ์ดแต่ละด่านแทบไม่มีการตรวจค้นใครทั้งสิ้นได้แค่มองๆเท่านั้น คืนนี้(18 พค.)ที่หน้าเวทีใหญ่คน
เหลือประมาณ3-4พันคน ในวัดปทุมฯอีกประมาณร่วมพันจากสองกรอบนี้ให้แนวคิดดังนี้ 1) ตัวเลขผู้ชุมนุมมีความสำคัญมากต่อการวางแผนทางทหาร 2) ยิ่งน้อยจะมีผลดีกับทหาร,มีมากจะมีผลดีกับผู้ชุมนุม
ความจริงในพื้นที่คือ เสื้อแดงเหลือระดับหลักพันจากทุกแหล่งข่าว ส่วนสถานการณ์จะสุกงอมรึไม่เพื่อไม่ให้ซ้ำรอย หกตุลาอีก ทหารจะคิดจากกรอบอะไร?
ในการสงคราม ทุกกองทัพในโลกล้วนมี “หลักการสงคราม-Principle of War” ไว้เป็นเข็มทิศชี้นำ กองทัพไทยยึดถือแนวทางของกองทัพสหรัฐซึ่งมี 9 ประการ ที่เริ่มด้วย “หลักความมุ่งหมาย” อย่างไรก็ตามเมื่อสงครามเย็นสิ้นสุด โลกก็ได้เผชิญกับ “สงคราม” ในรูปแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงต้องมีการทบทวนตำรารบกันยกใหญ่ และเรียก “สงคราม” แบบใหม่นี้ว่า “การปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงคราม-Military Operations Other Than War"
การใช้กำลังทางทหารเข้าแก้ไขปัญหาที่เพิ่งสิ้นสุด< May19 2010>จัดว่าเป็น “การปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงคราม” ชนิดหนึ่ง จึงขอนำ “หลักการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงคราม” ของสหรัฐมาเสนอเพื่อเป็นแนวทางติดตามการจัดทำ “บทเรียนจากการรบ-Lessons Learn” ที่ทหารจะทำขึ้นทุกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ดังนี้
1.หลักความมุ่งหมาย (Objective) หลักความมุ่งหมายนี้เหมือนกับหลักความมุ่งหมายในหลักการสงคราม เพราะการปฏิบัติการทางทหารใดๆ ทั้งเพื่อการรบหรือไม่ใช่การรบ ต่างก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนแน่นอน และที่สำคัญจะต้องสามารถปฏิบัติได้
2.หลักความอุตสาหะ (Perseverance) หลักการนี้เป็นเรื่องของการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความยืดเยื้อและยาวนานของการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงคราม เพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในระดับยุทธศาสตร์ เพราะการเข้าปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงครามอาจต้องเผชิญกับความคลุมเครือของรากเหง้าของปัญหา ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการแก้ปัญหา กำลังที่เข้าปฏิบัติจะต้องใช้ความอดทน ถ้ากำลังที่เข้าปฏิบัติไม่ใช้ความอุตสาหะแล้ว อาจจะเป็นการสร้างความขัดแย้งมากขึ้น และในที่สุดก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองระยะยาวหรือวัตถุประสงค์สูงสุด
3.หลักความชอบธรรม (Legitimacy) การปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงครามจะต้องได้รับความชอบธรรมทั้งทางด้านกฎหมาย ความชอบธรรมจากประชาชนของตน และความชอบธรรมจากนานาชาติ เพราะความชอบธรรมเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่า ปฏิบัติการนั้นๆ มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ อีกทั้งมีความยุติธรรมในการแก้ปัญหา โดยกำลังที่เข้าปฏิบัติการจะต้องมีการกำหนดข้อจำกัดด้วย กฎการปะทะ (Rule of Engagement) และสถานะของกองกำลังจากผู้ที่เกี่ยวข้องหรือประเทศคู่พิพาท
4.หลักความอดกลั้น (Restraint) การใช้กำลังในการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงครามจะต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม รอบคอบ เพราะการดำเนินการที่ผิดพลาดย่อมจะส่งผลให้ความซับซ้อนของปัญหาเพิ่มมากขึ้น อันอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นจากเดิม โดยการใช้กำลังในระดับที่ไม่เหมาะสมอาจถือเป็นการยั่วยุและท้าทายฝ่ายต่างๆ เพราะฉะนั้น กำลังที่เข้าปฏิบัติการจึงถูกจำกัดด้วยกฎการปะทะ อย่างไรก็ตาม ในกฎการปะทะยังให้สิทธิกองกำลังในการป้องกันตนเองเมื่อถูกโจมตี
5.หลักเอกภาพในการปฏิบัติ (Unity of Effort) การปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงครามมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการให้เกิดเอกภาพในการปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะในการปฏิบัติการจะประกอบไปด้วยหน่วยงานหลากหลายนอกเหนือจากกองกำลังทหาร โดยที่หน่วยงานแต่ละหน่วยงานจะมีวัตถุประสงค์ ค่านิยม ภารกิจ พันธกิจและวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน การจะปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงครามให้ประสบความสำเร็จได้ก็ต้องเกิดการยอมรับร่วมกัน ซึ่งถือว่าเป็นเอกภาพในการปฏิบัติที่มุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายร่วมกัน
6.หลักการรักษาความปลอดภัย (Security) ถึงแม้ว่าการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงครามเป็นการปฏิบัติที่มีข้อจำกัดในการใช้กำลัง แต่ความปลอดภัยของกองกำลังเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องดำรงอยู่ตลอดเวลาเพื่อลดการคุกคามจากกลุ่มที่มีข้อพิพาทขัดแย้งกัน หลักการนี้ครอบคลุมไปถึงการคุ้มครองพลเรือน องค์กรเอกชน และหน่วยงานของรัฐด้วย
เนื้อหาที่ยกมาทั้งหมดเกี่ยวกะทหารต้องยกเครดิตให้อดีตเสธฯ พล.อ. บัญชร ชวาลศิลป์ ท่านเขียนรวบรวมไว้ทำให้เข้าใจการปฏิบัติของทหารเต็มที่ว่าต้องคำนึงถึงหลักความชอบธรรม ( Legitimacy )ด้วย
แต่ทว่าคนเสื้อแดงไม่ยอมรับขณะที่คนจำนวนมากและทางสากลทั่วโลกเขาแม้ไม่เชียร์แต่วางเฉย ทหารเขาคิดข้อนี้หนักสุดจึงรอจนม็อบงวดเหลือน้อยอย่างที่เห็น ส่วนความชอบธรรมก็ลดลงเรื่อยๆไม่มีคนไปเติมม็อบ ความชอบธรรมกลับไปอยู่ฝั่งทหารสมกับที่พวกเขาวางกรอบไว้ให้ต่างจาก 6 ตค. 19
ปฏิบัติการทางทหาร 19 พค.กำลังถูกตรวจสอบจากสังคม คนที่ไม่เห็นด้วยมีสิทธิ์ตั้งคำถาม แต่คนที่เห็นด้วยรวมทั้งที่ต่อว่าต่อขานว่าทหารรอช้าเกินไป พวกเขามีสิทธิ์ "เห็นด้วย" ไม่ใช่เหรอ