หนูอ้อย wrote:นายเวร wrote:A
A
ผมเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า
[color=#0000BF]อย่าเชื่อ!!ในสิ่งที่เห็น……………….
แต่เชื่อในสิ่งที่เป็น……………
ก็เพราะทำให้มันมีชุดดำ…........จึงเกิดความชอบธรรมในการปราบ
เห็นครับเห็นชัดๆเลยชุดดำ……….
แล้วก็เห็นมีการปราบโดยใช้อาวุธสงครามตามมาในภายหลัง……….
ถ้าตั้งใจมาแค่สลายการชุมนุมเฉยๆ มันขัดกันกับอาวุธสงครามที่ขนกันมา คุณน่าจะได้ดูแล้ว อาวุธสงครามมากมายขนาดนั้น ขนมาสลายชุมนุมมันผิดหลักอย่างแรงตับ.....ดูอาวุธแต่ละอย่าง....... และรถหุ้มเกราะอีกไม่รู้กี่สิบคัน………
อีกอย่างค่ำลงน่าจะหยุดการสลาย มีการเสียชีวิตตั้งแต่บ่ายแล้วถ้าจำหมอเหวงมาแหะๆ แต่นี้กลับเดินหน้าต่อ….ผมว่ากะจะล้างบ้างเลยนะ
ในความคิดของผม ถ้านะถ้า ไม่มีกลุ่มกองกำลังที่มาช่วยถล่ม คงเสียชีวิตเป็นเบื่อมากมายกว่าที่เราเห็นกัน….มุมมองผมนะ ประเด็นนี้ผมแยกคนชุดดำ ออกจากกลุ่มกองกำลังที่มาถล่มมันมั่วมากในคืนนั้น…….……ต้องคนวงในจริงๆถึงรู้มันเกิดอะไรกัน
ก็เพราะมีชุดดำ การสูญเสียทั้งทหารทั้งประชาชน………กลบข่าวการตายทั้งหมดและมีชอบธรรมในเหตุการณ์นี้การสลาย
โดยไม่กล่าวถึงการตาย
แต่กล่าวถึงแต่………ชุดดำในทีวี ยัดใส่หัวกันตลอด
********************************************************************************************************************************************[/color]
อย่าเชื่อ!!ในสิ่งที่เห็นนายเวรเป็นหมอได้ไง? ดู คลำ ฟัง เคาะ เป็น basic การตรวจ ทำไมไม่ให้ค่าของ "สิ่งที่เห็น"
ขออนุญาตเป็นจารย์ของหมอนะ (พอดีมีแม่เป็นหมออะ 55)
แต่ทีเรื่อง"เสียชีวิต" กลับไปจำที่คนอื่นบอกมา ( มีการเสียชีวิตตั้งแต่บ่ายแล้วถ้าจำหมอเหวงมา แหะๆ )
เออหนอ เรากำลังโต้ตอบกับคนติงต๊องแน่เลย คิดอีกที ไม่รับดีกว่า ศิษย์บ๊องแบบนี้เด๋วเสียถึงครู
จารณ์อ้อยก๊าบ……ถ้าจำหมอเหวงมา ต้องเหวงตามแกแน่ๆก๊าบ
แต่นี้หมอเวรตรางู ได้ข้อมูลมาแล้วครับ…… จำ ลิง มาไม่ได้ เย็นๆเดี๋ยวหา ลิง มาให้ อิอิ
หลังจากมีคำสั่ง "ยึดพื้นที่คืน" บริเวณ แยกผ่านฟ้า ถนนราชดำเนิน ของรัฐบาลในวันที่ 10 เมษายน 2553 ผลในการปฏิบัติการครั้งนั้นทำให้ทหารและพลเรือนเสียชีวิต 25 ราย และบาดเจ็บยอดผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 864 ราย นั้นแม้ความจริงในวันนั้น ยังไม่ชัดเจน และยังมีหลายคำถามที่คลุมเครือไม่ชัดเจน "โต๊ะข่าวคุณภาพชีวิต" จึงได้สัมภาษณ์แพทย์นิติเวชที่ค้นจากบาดแผลผู้เสียชีวิต และปากคำจากแพทย์โรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องจะทำหน้าที่บอกเหตุการณ์ที่เกิดอะไรขึ้นในวันนั้น
1. นพ.พิชญา นาควัชระ "รพ.กลาง"
"ผู้เสียชีวิตรายแรกเข้ามา 21.00 น."
เวลาประมาณ 09.00 น. ของวันที่ 10 เมษายน 2553 นพ.พิชญา นาควัชระ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกลาง ได้เดินทางถึงโรงพยาบาลกลาง หลังจากรับคำสั่งให้ เข้ามาประจำที่โรงพยาบาลตั้งแต่เช้าวันที่ 10 เมษายน เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ห่างจากพื้นที่ชุมนุม บริเวณแยกผ่านฟ้า ถนนราชดำเนิน ไม่มากนัก เขาเล่าว่า ในช่วงเช้าของวันที่ 10 เมษายน ได้รับการประสานจากกรุงเทพมหานครให้เตรียมความพร้อมรับผู้บาดเจ็บจากการสลายการชุมนุม จึงได้เข้ามาสแตนด์บายที่โรงพยาบาล ตั้งแต่เช้า และเมื่อเริ่มมีการปะทะจากการยึดพื้นที่คืนก็เริ่มมีการนำส่งผู้บาดเจ็บมายังโรงพยาบาล ซึ่งในการนำส่งผู้บาดเจ็บนั้นแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ในช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. จะเป็นผู้บาดเจ็บจากที่เริ่มมีการปะทะกันตรงแยก จปร. ซึ่งเวลานั้นได้มีการนำส่งผู้บาดเจ็บรายแรกมาโรงพยาบาล
"ผู้บาดเจ็บในช่วงเวลานี้ ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บไม่รุนแรงมาก จะบาดเจ็บจากกระสุนยาง โดยบาดแผลที่พบมาจากกระสุนยาง และบางรายมีเศษกระดาษติดอยู่ จึงสันนิษฐานว่าอาจเป็นบาดแผลจากกระสุนกระดาษ นอกจากนั้นเป็นบาดแผลฉีกขาด ซึ่งยังมีจำนวนไม่มาก "
ในช่วงเวลา 13.00 -15.00 น. มีข้อมูลที่ผิดแปลกแตกต่างออกไปคือ มีผู้บาดเจ็บ 1 รายที่ถูกวัตถุความเร็วสูง คล้ายกระสุนปืนยิงเข้าไปที่บริเวณขาซ้าย ซึ่ง นพ.พิชญา บอกว่า ผู้บาดเจ็บ
ในช่วงเวลาบ่าย 2-3 โมง ไม่ได้มีบาดแผลจากกระสุนยางเท่านั้นหาก แต่ในจำนวนนั้นมีผู้บาดเจ็บ 1 ราย เป็นนักข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งบาดแผลเกิดจากวัตถุความเร็วสูงทะลุเข้าที่น่องซ้าย แต่บาดเจ็บไม่มากรักษาตัวและกลับบ้านไป
หลังจากเวลา 18.00 น. ก็เริ่มมีผู้ป่วยหนักเข้ามารักษา โดย นพ.พิชญา เล่าว่า ในช่วงหัวค่ำเวลา 18.00 น. เริ่มมีการนำส่งผู้บาดเจ็บเข้ามาอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นการนำส่งผู้บาดเจ็บที่มีอาการสาหัส บาดแผลรุนแรงเข้ามา มาในสภาพหัวแตก เบลอจากการถูกกระแทก มีบาดแผลถูกของมีคม กระดูกหัก ซึ่งหลายรายต้องทำเข้าห้องผ่าตัดเพื่อช่วยเหลือ
และในเวลา 20.43 น. ผู้เสียชีวิตรายแรกได้ถูกนำส่งถึงโรงพยาบาล ชื่อนายสวาท วางาม อายุ 43 ปี มีบาดแผลที่ศีรษะ สภาพกะโหลกแหว่ง เสียชีวิตตั้งแต่ก่อนนำส่งโรงพยาบาล หลังจากนั้นเวลาประมาณ 21.00 น. ผู้เสียชีวิตรายที่ 2 จึงได้ส่งเข้ามา ซึ่งรายนี้เป็นนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น ชื่อนายฮิโรยูริ มูราโมโต อายุ 43 ปี มีบาดแผลเจาะทะลุที่ราวนมด้านซ้าย ตัวซีดเพราะเสียเลือดมาก ซึ่งรายนี้แพทย์พยายามปั๊มหัวใจแต่ก็ไม่สามารถช่วย
ได้
หลังจากนั้น ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะ ได้มีการทยอยนำผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเข้ามาเพิ่มเติม มีทั้งนำส่งจากแยกคอกวัวและถนนราชดำเนิน ลักษณะบาดแผลผู้เสียชีวิตมีทั้ง บาดแผลเจาะทะลุตามร่างกาย กระดูกหัก กะโหลกแตก และบางรายมีบาดแผลที่ขา
นพ.พิชญา สรุปว่า ผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลกลางมีทั้งหมด 11 ราย ในจำนวนนี้ 6 ราย เสียชีวิตก่อนนำส่งถึงโรงพยาบาล และ 2 ราย เสียชีวิตภายหลังนำส่งถึงโรงพยาบาลและแพทย์พยายามช่วยชีวิตแล้ว ส่วนอีก 3 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมนำมาจากโรงพยาบาลหัวเฉียวเพื่อนำไปแห่และได้นำกลับมาฝากไว้ที่โรงพยาบาลกลาง ผู้เสียชีวิต 2 ราย ที่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลนั้น ในจำนวนนี้ 1 ราย ไม่มีบาดแผลแต่เสียชีวิตด้วยโรคปอดและตับแข็งที่ถูกกระตุ้นจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม ทำให้ภาวะโรคมีความรุนแรงมากขึ้น
"ผู้เสียชีวิตทั้ง 11 ราย ทางโรงพยาบาลกลางได้ส่งให้ทางสถาบันนิติเวช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชันสูตรพลิกศพ โดยมีการตั้งคณะกรรมการกลางในการชันสูตรพลิกศพขึ้นพิจารณา" นพ.พิชญา กล่าว
2. ผอ.กองอุบัติเหตุ รพ.พระมงกุฎเกล้า "บาดแผลมีทั้งถูกสะเก็ดระเบิด ถูกอาวุธ "
" เวลาประมาณ 19.00 น. หลังจากที่เรารู้ว่า ทหาร บนเฮลิคอปเตอร์ ถูกยิงทะลุเข้าไปที่ขาเราประเมินสถานการณ์แล้วว่ารุนแรง" พล.อ.นพ.พีระพล ปกป้อง ผู้อำนวยการกองการแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เล่าว่า วันนั้น 10 เมษายน 2553 เขาและทีมแพทย์เตรียมความพร้อมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ จากการติดตามสถานการณ์ตั้งแต่เช้า
"โรงพยาบาลเตรียมความพร้อมไว้เพื่อรับมือสถานการณ์ ที่อาจมีผู้บาดเจ็บเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งในช่วงบ่ายประมาณ 14.00 น. ที่มีการปะทะกัน เริ่มมีการลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บมายังโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงแค่บาดแผลเล็กๆ น้อยๆ เช่น ฟกช้ำดำเขียว แผลถลอก ที่หน้าและแขนขา บางรายมีบาดแผลฉีกขาดบ้าง แต่ก็ไม่หนักอะไร และเท่าที่ดูบาดแผลส่วนใหญ่เกิดจากอาวุธไม้ ก้อนหิน เป็นต้น ยังไม่มีอาวุธปืน อาวุธสงคราม "
แต่ในช่วงตั้งแต่ 14.00 น. กระทั่งเย็น มีผู้บาดเจ็บ 1 ราย ที่น่ากลัวที่สุด คือ ทหารนายที่ได้รับบาดเจ็บไม้เสียบบริเวณคอ ต้องเข้าห้องผ่าตัดด่วน ซึ่งขณะนี้อาการไม่น่าห่วงแล้ว เพียงแต่ไม้ที่เสียบอาจไม่ถูกเส้นประสาทตา ทำให้ตาเกิดอาการกระตุก แพทย์จึงต้องติดตามอาการให้การให้การรักษาต่อเนื่อง
หลังเวลา 18.00 น. เริ่มมีผู้บาดเจ็บที่มีอาการหนัก นพ.พีระพล เล่าว่า ช่วงพลบค่ำได้มีการส่งผู้บาดเจ็บเข้ามาอีกครั้ง ส่วนมากได้รับแก๊สน้ำตา และเริ่มมีผู้บาดเจ็บที่กระดูกหักและหัวแตกมากขึ้น และบางรายถูกอาวุธปืนและสะเก็ดระเบิด บางคนแผลเหวอะหวะมาก สภาพผู้บาดเจ็บที่ถูกนำส่งโชกไปด้วยเลือด ต่างจากผู้บาดเจ็บในช่วงบ่าย หลายรายสะเก็ดระเบิดถูกอวัยวะสำคัญ เช่นที่สมอง ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังอยู่ในห้องไอซียู
“เราประเมินสถานการณ์ปะทะที่คิดว่าจะเริ่มรุนแรงคือเหตุการณ์ที่มีทหารซึ่งขึ้นไปโปรยใบปลิวแก่ผู้ชุมนุม และถูกยิงสวนขึ้นไป กระสุนทะลุเฮลิคอปเตอร์และทะลุเข้าไปที่ขา รายนี้ถูกส่งมาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จึงเห็นว่า สถานการณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้นแล้ว ซึ่งขณะนั้นคาดว่าเป็นเวลาประมาณ 19.00 น.” นพ.พีระพล กล่าว
นพ.พีระพล กล่าวอีกว่า ภาพรวมผู้บาดเจ็บในวันนั้น ส่วนใหญ่เป็นทหารซึ่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้ว่า หากผู้บาดเจ็บเป็นทหารให้ลำเลียงมาที่นี่ แต่ก็มีพลเรือนอยู่บ้างประมาณ 10 ราย บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น โดยรวมในวันนั้นมีผู้บาดเจ็บที่ส่งมา 240 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้บาดเจ็บจากอาวุธสงคราม 30 รายซึ่งเป็นทหาร เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกทุบตีประมาณ 20 รายที่เป็นทหาร ที่เหลือถูกแก๊สน้ำตา ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอาวุธสงครามเราบอกไม่ได้ว่าเป็นปืนชนิดใด บอกได้แค่เป็นปืนความเร็วสูงหรือปืนธรรมดาเท่านั้น แต่หากผู้ถูกระเบิดจากบอกได้จากเศษโลหะ
“เท่าที่ดูบาดแผลมีทั้งถูกสะเก็ดระเบิด ถูกทุบตี ถูกอาวุธ บางรายมีลำไส้ฉีกขาด กระดูกแตก บาดเจ็บที่หัว และถูกอาวุธปืน และหลายรายมีอาการหูอื้อจากเสียงระเบิดที่ดังมาก ทำให้ไม่ได้ยิน แต่ส่วนใหญ่จะบาดเจ็บที่แขนและขามาก ส่วนผู้ที่บาดเจ็บช่วงลำตัวเป็นเพราะไม่ได้สวมเครื่องป้องกันไว้” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าว
3. หัวหน้าหน่วยนิติเวช รพ.รามา "ผู้เสียชีวิตเกิดจากกระสุนความเร็วสูง"
นพ.วิชาญ เปี้ยวนิ่ม หัวหน้าหน่วยนิติเวช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี หนึ่งในกรรมการชันสูตรพลิกศพ 10 เมษายน เล่าถึงผลการชันสูตรพลิกศพคนตายจากเหตุการณ์ 10 เมษายน ที่ผ่านมานี้ มีศพที่ส่งมายังสถาบันนิติเวชเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาเพียง 11 ราย จากจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด 25 ราย ซึ่งล้วนแต่เป็นพลเรือนทั้งสิ้น ส่วนที่เหลือรวมถึงผู้เสียชีวิตที่เป็นทหารทางโรงพยาบาลได้ทำการชันสูตรเอง ไม่ได้ส่งมา โดยกรรมการชุดนี้มีด้วยกัน 10 คน ได้ช่วยกันดูบาดแผลและประชุมร่วมกันเพื่อสรุปว่า บาดแผลผู้เสียชีวิตเกิดจากอะไร เป็นอาวุธหรือปืนความเร็วสูง ปืนธรรมดา ซึ่งหากเป็นปืนความเร็วสูงจะมีความเร็วเมื่อยิงออกจากปากกระบอกปืน 2,000 ฟุตต่อวินาที
นพ.วิชาญ บอกว่า จากการชันสูตรบาดแผลในผู้เสียชีวิตพบว่า เกือบทั้งหมดเป็นบาดแผลจากกระสุนปืนความเร็วสูงระยะไกล มีเพียงรายเดียวที่เป็นบาดแผลจากปืนธรรมดา ระยะใกล้
"ส่วนใหญ่มีบาดแผลผู้เสียชีวิตที่ศีรษะ หน้าอกและหลัง" นพ.วิชาญ บอกอีกว่า เนื่องจากบาดแผลที่ถูกกระสุนความเร็วสูงจะมีการทำลายสูงมาก เนื้อเยื่อถูกทำลายมาก แผลเข้าจะเล็ก และแผลออกจะใหญ่ หากเข้าสมองจะเละหมด แต่หากทะลุผ่านร่างกายก็จะทำลายอวัยวะภายใน และจะเสียชีวิตคาที่ แต่หากเป็นกระสุนปืนธรรมดา จะวิ่งผ่านเป็นทางเท่านั้น การทำลายเนื้อเยื่อภายในจะน้อยมาก ซึ่งมีแค่รายเดียว
ส่วนของผู้เสียชีวิตที่เป็นทหาร 5 รายนั้น มีการชันสูตรที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 3 ราย และโรงพยาบาลวชิระ 2 ราย ซึ่งในส่วนผลการชันสูตรที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า นั้น พบว่า เป็นบาดแผลจากสะเก็ดระเบิดที่เข้าสู่สมอง และตัดเส้นเลือดหัวใจ ทำให้เสียชีวิต
4. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ตัวแทน นปช. "พลเรือน10รายเสียชีวิตจากอาวุธปืน
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ตัวแทน นปช. ซึ่งเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจชันสูตรพลิกศพ กล่าวว่า จากผลการชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการชันสูตรพลิกศพที่มี พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) โรงพยาบาลตำรวจ เป็นประธาน เห็นว่าเชื่อถือได้ ซึ่งนอกจากประกอบด้วยแพทย์จากสถาบันนิติเวชและสมาคมนิติเวชแห่งประเทศไทยแล้ว ตนในฐานะตัวแทน นปช. ยังได้ติดตามดูการชันสูตรศพทุกขั้นตอน
จากจำนวนผู้เสียชีวิต 25 ราย ได้ดูการชันสูตรด้วยตาตนเอง 11 รายที่เป็นฝ่ายพลเรือน ซึ่งผลการชันสูตรชี้ว่า ในจำนวนนี้ 10 ราย ตายจากบาดแผลอาวุธปืนทั้งหมด มีเพียง 1 ราย คือ นายมนต์ชัย แซ่จอง อายุ 54 ปี ตายด้วยระบบการหายใจล้มเหลว เนื่องจากตรวจไม่พบบาดแผลใดๆ ตามร่างกาย อีกทั้งยังมีประวัติมีโรคประจำตัว มีภาวะถุงลมโป่งพองและตับแข็ง
สำหรับ 10 ราย ที่ชี้ว่าตายจากบาดแผลอาวุธปืนนั้น เมื่อแยกตามลักษณะบาดแผลพบว่า 5 ราย ถูกยิงที่ศีรษะ กระสุนทะลุสมอง ส่วนอีก 5 ราย เป็นการยิงทะลุอกและหลัง ถูกอวัยวะสำคัญ ตับ ปอด และตัดเส้นเลือดใหญ่ โดยแยกเป็น 3 ราย ในจำนวนนี้รวมนักข่าวญี่ปุ่นถูกยิงทะลุเข้าทางอก ขณะที่ 2 รายที่เหลือนั้นเป็นการยิงทะลุผ่านหลัง
นอกจากนี้ในจำนวน 10 รายนี้ ยังสรุปด้วยว่า 9 ราย มีบาดแผลที่ชี้ว่าถูกยิงจากอาวุธปืนที่มีความเร็วสูง เนื่องจากปืนชนิดนี้จะมีการทำลายล้างสูง โดยบาดแผลเข้าจะเป็นเพียงรูเล็ก แต่เมื่อทะลุผ่านเข้าร่างกายจะทำลายอวัยวะภายในจนแหลกละเอียด กระดูกหักได้ ขณะที่รอยทะลุออกเนื้อเยื่อจะฉีกขาด ซึ่งจะแตกต่างจากบาดแผลปืนธรรมดาชัดเจน ซึ่งทำลายเนื้อเยื่อน้อยกว่า ส่วนอีก 1 ราย แพทย์สรุปว่า เสียชีวิตจากปืนสั้นธรรมดา
นพ.ชลน่าน กล่าวว่า จากข้อมูลชันสูตรบาดแผลข้างต้นจะสามารถบอกวิถีการยิงได้หรือไม่นั้น ในความเห็นส่วนตัวที่ไม่ใช่ความเห็นของคณะกรรมการนั้นมองว่า ต้องมีหลักฐานอื่นประกอบจึงจะสามารถบอกวิถีกระสุนได้ แต่จะไม่บอกจากศพ แต่เมื่อได้ดูภาพเหตุการณ์ อย่างกรณีของนายวสันต์ ภู่ทอง อายุ 39 ปี เสียชีวิตด้วยบาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง ซึ่งเป็นผู้ที่ถือธง และมีการนำคลิปนี้มาออกอากาศโดยพยายามสรุปว่ากระสุนมาจากด้านหลัง
เนื่องจากบาดแผลการยิงและทิศทางการล้มนั้นสัมพันธ์กันนั้น กรณีนี้ชัดเจนว่า บาดแผลเป็นรอยกระสุนถูกยิงจากด้านหลังท้ายทอยทะลุออกด้านหน้า สมองกระจุย แต่การล้มตัวลงหลังถูกยิงนั้น ทางการแพทย์พบว่าทิศทางการล้มตัวกับวิถีกระสุนไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน เพราะร่างกายคนเราจะมีน้ำหนักอยู่ที่ก้น เมื่อถูกยิงไม่ว่าด้านใดจะหงายหลังทุกราย ดังนั้นการล้มจึงไม่เป็นไปตามแนวผลักหรือวิถีกระสุนเสมอไป
“นอกจากบาดแผลถูกยิงที่ศีรษะแล้วยังพบว่าผู้ตายรายนี้ยังมีบาดแผลถูกยิงเข้าที่ขาซ้าย 2 นัดด้วย กระดูกขาหักและมีเศษกระสุนฝังอยู่ด้วย เชื่อว่าเป็นการยิงในเวลาใกล้เคียงกับบริเวณบาดแผลที่ศีรษะ จึงสันนิษฐานว่า ปืนที่ยิงมาน่าจะมีหลายกระบอก ไม่ใช่จากกระบอกเดียวกัน หรืออาจเป็นไปได้ว่ามีกระสุนที่ยิงและชิ่งมาถูกที่ขา เนื่องจากพบเป็นเศษกระสุนที่บริเวณขา” นพ.ชลน่าน กล่าว
.....กรุงเทพธุรกิจ