
ตามนั้น wrote:อย่างน้อยแกก็กล้าพูดและยอมรับความจริง ที่นักวิชาการแอ๊บแดงทั้งหลายกระดากใจยอมรับ

หนูอ้อย wrote:ตามนั้น wrote:อย่างน้อยแกก็กล้าพูดและยอมรับความจริง ที่นักวิชาการแอ๊บแดงทั้งหลายกระดากใจยอมรับ
อย่างน้อยแกก็สวนกลับถึงความมีอยู่เป็นอยู่ของ "ทุนทักษิณ" ในกระบวนการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ตบหน้านักวิชาการใหญ่ทางรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์หลายคนที่หลอกคนอื่นหลอกกระทั่งตัวเองว่าเสื้อแดงก้าวพ้นทักษิณแล้ว
อ. สมศักดิ์อธิบายขบวนการเสื้อแดงไว้ดังนี้.......ไม่ว่าจะกล่าวว่า มี "ฐาน" ในเชิงเศรษฐกิจอย่างไร ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่ถูกระดมจัดตั้งโดย (สิ่งที่ผมขอเรียกว่า) เครือข่ายทักษิณ-เพื่อไทย (mobilized and organized by Thaksin-Phua Thai networks)
อย่างน้อยแกก็มีไอเดียเรื่องชีวิตมวลชนให้แกนนำพาม็อบลงเมื่ออภิสิทธิ์ตอบรับยุบสภา-เลือกตั้งใหม่เดือน พย. 53
BlueDragonExp wrote:หยดหนึ่งเสียงเงาสะท้อน วิพากษ์ "คลื่น" การเคลื่อนไหว 3 "ระลอก" ของ "เสื้อแดง" โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลแบ่งปัน
วันนี้ เวลา 12:47
วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 18:00:00 น. มติชนออนไลน์
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: วิพากษ์ "คลื่น" การเคลื่อนไหว 3 "ระลอก" ของ "เสื้อแดง"
หมายเหตุ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนวิเคราะห์และวิพากษ์ขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงลงในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา มติชนออนไลน์เห็นว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่ออีกครั้ง ณ ที่นี้
"คลื่น" การเคลื่อนไหว 3 "ระลอก" ของ "เสื้อแดง" ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการอภิปรายถกเถียง ในแง่ทิศทาง จังหวะก้าว ความผิดพลาด ฯลฯ พิสูจน์ให้เห็นอย่างแน่นอนว่า นี่ไม่ใช่การมี "สุขภาพดี" ของขบวนการทางการเมือง และขบวนการนี้ ขึ้นต่อการตัดสินใจ และกำหนดของกลุ่มคนเล็กน้อยเพียงหยิบมือเดียว
[1] ระลอกที่ 1
22 กรกฎาคม 2550 นี่คือช่วง "ก่อนประวัติศาสตร์" (pre-history) ของขบวนการเสื้อแดง การก่อรูปขึ้นจากการยุบพรรคไทยรักไทย การเข้าแทนที่ (take-over) การเคลื่อนไหวต้านรัฐประหารของกลุ่มย่อยอื่นๆที่ดำเนินไปก่อนหน้านั้น (โดยเฉพาะของ "คนวันเสาร์", รองลงมาคือ "เครือข่าย 19 กันยา" และ "พลเมืองภิวัฒน์" ก่อนหน้านั้น "พีทีวี" จัดชุมนุม 2-3 ครั้ง แต่ประเด็นไม่แหลมคมอะไร เช่น ไม่ยอมชูประเด็น เปรม เลย เป็นต้น) แต่แล้ว ไม่ถึง 2 เดือนดี (ต้นมิถุนายน ถึง 22 กรกฎาคม) ก็ "ลงเอย" ด้วยการไปปะทะหน้าบ้านเปรม (ซึ่งความจริง หลีกเลี่ยงได้) และที่ irony (ตลกร้าย) คือ ขณะที่กลุ่มย่อยก่อนหน้านี้ เคลื่อนไหวมา ครึ่งปีกว่า ไม่เคยถึงขั้นปะทะ กลุ่ม พีทีวี เคลื่อนไหวเพียงเดือนเศษ ก็ลงเอยที่ปะทะ
ผลคือ เกิดการชะงักชั่วคราว และ "ถอย" ลงชั่วคราวระดับหนึ่ง แกนนำถูกจับครั้งแรก และการชุมนุมยุติไป พอดีมีการเคลื่อนไหวเรื่องรับรองรัฐธรรมนูญ ก็เลยกลายเป็นการรณรงค์ในเรื่องนั้นแทน
การลงมติรัฐธรรมนูญแพ้ แต่พอดีเลือกตั้งชนะ ขบวนการเคลื่อนไหวมวลชนจึงหายไป (มีออกมาในรูปรายการทีวี "ความจริงวันนี้" แทนบางส่วน)
[2] ระลอกที่ 2
เมษายน 2552 การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ครั้งแรกของ "เสื้อแดง" โดยตรง (เกิด ตุลาคม 2551 ในท่ามกลางกระแสชุมนุมพันธมิตร และกรณี "น้องโบว์") ชุมนุมใหญ่สิ้นปี 2551 และเริ่มรณรงค์ มีนาคม 2552 ตามจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ทักษิณ ประกาศเปิดโปง เปรม (และ ปีย์ ฯลฯ) โดยตรง เป็นครั้งแรก "เสียงตบมือกึกก้อง" ให้กับการปราศรัยของจักรภพ, ก่อแก้ว
แต่ลงเอย ที่ สงกรานต์ 2552 ที่แกนนำถูกจับอีก และการชุมนุมถูกสลายไป พร้อมการตกเป็นฝ่ายรับทางการเมืองจากกรณีพัทยา มหาดไทย ยึดรถเมล์ รถน้ำมัน ในกรุงเทพ ฯลฯ
เดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2552 มีการปรากฏตัวรณรงค์ใหม่อีก แต่คราวนี้ กลายเป็นเรื่อง"ล่าลายชื่อถวายฎีกา" ซึ่งเปรียบเทียบกับสิ่งที่ทำในช่วง ตุลาคม, ธันวาคม และ มีนาคม-เมษายน แล้ว ถือเป็นการ "ก้าวถอยหลัง" อย่างเห็นได้ชัด
[3] ระลอกที่ 3
มีนาคม - พฤษภาคม 2553
คราวนี้ ลงเอย ด้วยการถูกปราบหนักหน่วง และเสียหายทางการเมือง หนักหน่วง ยิ่งกว่า ระลอกที่ 2 หลายเท่า (ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคนตาย ที่ผมยืนยันว่า คือการพ่ายแพ้ที่สำคัญที่สุด) เครือข่าย กลไกต่างๆ ที่สะสมขึ้นมาในระยะ 2 ปีเศษ ถูกทำลายเกือบหมด (ทีวี, วิทยุชุมชน, นิตยสาร ฯลฯ) ขณะนี้ ยังบอกได้ยากว่า จะสามารถฟื้นตัวขึ้นได้หรือไม่
การเคลื่อนไหวที่แต่ละระลอก ลงเอยด้วยการแพ้ ด้วยการตกเป็นฝ่ายรับ และด้วยความเสียหาย (ที่มากขึ้นกว่าครั้งก่อน) เช่นนี้ ถ้าเป็นขบวนการทางการเมือง ที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ในประเทศอื่น (หรือในประเทศในอดีต) คงตามมาด้วยการอภิปราย ถกเถียง อย่างกว้างขวาง ถึงประเด็นทิศทาง จังหวะก้าว ความผิดพลาด ฯลฯ แล้ว
แต่ปรากฏว่า ไม่มีเลย
บรรดากองเชียร์เสื้อแดง มักจะภูมิใจว่า ขบวนการของตนเป็นขบวนการ"ประชาธิปไตย" เรียกว่าเป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองในลักษณะ "โครงสร้าง" หรือในลักษณะ "ระบอบ" เลยทีเดียว (โค่น "ระบอบอำมาตย์" เป็นต้น)
แต่มีขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมลักษณะนี้ ในประเทศไหนหรือ ที่ช่าง อับจน ยากไร้ ในแง่ของการถกเถียงกันภายใน (internal debate) เกี่ยวกับเรื่องทิศทาง จังหวะก้าว ยุทธวิธี ความผิดพลาด ฯลฯ อย่างขบวนการเสื้อแดง ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา? ทั้งๆที่เห็นได้ชัดว่า การเคลื่อนไหวแต่ละระลอก ล้วนลงเอยที่การล้ม หรือ ถอยหลัง ในเวลาสั้นๆ หลังการเคลื่อนไหวเสมอ
เอาตัวอย่างง่ายๆ อย่างกรณี ยื่นฎีกา เห็นได้ชัดว่า เป็นอะไรบางอย่างที่ "เป็นปัญหา" แน่ (problematic) แต่มีการอภิปราย ถกเถียงหรือ? โดยเฉพาะในแง่ของภาพรวม ต่อการต้องการเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตย
เอาเข้าจริงแล้ว การกำหนดกรณีอย่าง ถวายฎีกา หรือแม้แต่ กรณีเรื่อง "ยุบสภา" ครั้งล่าสุด (ไม่ต้องพูดถึงในเชิงยุทธวิธี ที่มุ่ง "ชน" การยึดราชประสงค์ การไม่ยอมลง ไม่ยอมเจรจา เป็นต้น) เป็นผลมาจากการระดม กลั่นกรอง ขึ้นมาจาก การถกเถียงภายในของขบวนการ ของมวลชน และคนสนับสนุนทั้งหลาย ฯลฯ หรือมาจากการกำหนด ของคนไม่กี่คน พูดง่ายๆคือ ของคนไม่กี่คนบรรดาที่ใกล้ชิดกับทักษิณ?
บรรดากองเชียร์เสื้อแดง มักจะไม่พอใจ เมื่อถูกพวกผู้จัดการ พวก "อำมาตย์" โจมตีว่า เป็น "ขบวนการเพื่อทักษิณ" โดยพยายามโต้แย้งว่า มวลชน หรือ เสื้อแดง ได้ "ก้าวข้าม" "ก้าวพ้น" ทักษิณ ไปแล้ว (แม้แต่ทักษิณเอง ก็ออกมาพูดเช่นนี้) หลังๆ บรรดานักวิชาการที่หันมาเชียร์เสื้อแดงกันมากขึ้นก็พยายามอธิบายทำนองเดียวกัน ด้วยการยกเรื่อง "ความเปลี่ยนแปลงในชนบทไทย" ฯลฯ มาสนับสนุน
แต่ถามจริงๆว่า มีขบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมือง- สังคม ที่ไหน ที่มีลักษณะอับจน ในแง่ของชีวิตทางภูมิปัญญาภายใน (internal intellectual life) ในแง่ของการขาดแคลนการดีเบต (อภิปราย) ในเรื่องทิศทาง จังหวะก้าว ความผิดพลาด อย่างเด่นชัดมากๆ อย่างที่เสื้อแดงเป็นอยู่ในระยะ 2-3 ปีมานี้? มีขบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมือง- สังคม ที่อ้างเป้าหมายใหญ่โต (โค่น "ระบอบอำมาตย์") ขนาดนี้ แต่ยังขึ้นต่อ การตัดสินใจ ในแง่ทิศทาง ประเด็น จังหวะก้าว ของคนเพียงไม่กี่คน หรือกระทั่ง ผูกติดอยู่กับ คนๆเดียว (ทักษิณ) ในระดับที่มากขนาดนี้?
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้แสดงให้เห็นลักษณะ "การมีสุขภาพดี" (healthy) ของขบวนการ แต่อย่างใด
การพ่ายแพ้ครั้งหลังสุดนี้ เป็นการพ่ายแพ้ที่รุนแรง และเสียหายอย่างมาก (เฉพาะเรื่องชีวิตคนเรื่องเดียวก็ประเมินค่าไม่ได้) โดยไม่เพียงแต่ไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้น (วันยุบสภาตามที่เรียกร้อง) แต่ยังเสียหายในแง่กลไกต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้น อีกมหาศาล (ทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์)
ถ้าพ่ายแพ้ และเสียหายถึงขั้นนี้ แล้วยังไม่สามารถ "ก่อให้เกิด" (generate) การอภิปราย แสวงหา สรุป ในแง่ความผิดพลาด ในแง่แนวทาง ทิศทาง ไปถึงในแง่บุคคลากรอีก (คือยังคง อับจนในเรื่องเหล่านี้อีก เช่นที่ผ่านๆมา)
ปล. สำหรับ ผู้ที่คิดจะโต้แย้ง ในส่วนที่ผมเขียนถึงขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ "สุขภาพดี" ในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ขึ้นต่อผู้นำคนเดียว แบบกรณี เสื้อแดง กับทักษิณ ว่าแล้วในกรณีรัสเซีย หรือ จีน ล่ะ?
ขอตอบว่า
ทั้งความสำเร็จของการปฏิวัติรัสเซีย และการปฏิวัติจีน หาได้ ขึ้นต่อ หรือผูกติดกับ เลนิน หรือ เหมา ในลักษณะที่ถูกโฆษณาภายหลังปฏิวัติแล้ว แต่อย่างใด
และที่สำคัญ ขอให้ดูว่า เวลาพูดถึง การนำของเลนิน หรือ ของเหมา หมายถึงอะไร?
ในขบวนปฏิวัติของประเทศเหล่านั้น ก่อนการปฏิวัติสำเร็จ ที่สำคัญคือ งานเขียนเป็นร้อยๆชิ้นของคนเหล่านี้ คือ การนำในเชิงความคิด ในเชิงไอเดียต่างๆ
ทักษิณ นี่มีงานเขียนอะไร หรือ แม้แต่ สปีช (คำกล่าวสุนทรพจน์) ก็ได้ ที่เรียกได้ว่า มีลักษณะมีเนื้อหาในเชิงนำทางด้านความคิด จริงๆ? มีงานเขียน หรือ สปีช ใด ที่อธิบาย อภิปราย ในแง่จุดมุ่งหมาย วิธีการ ยุทธวิธีการต่อสู้ สรุปข้อผิดพลาด ฯลฯ อย่างที่เห็นเต็มไปหมดในงานเขียนของเลนิน หรือของ เหมา?
คือ ยิ่งเปรียบเทียบ ก็น่าจะยิ่งเห็นปัญหา "ความอับจนทางภูมิปัญญา" ที่กล่าวถึง
http://www.facebook.com/notes/kherux-kh ... 6733372396

Red Baron wrote: » Sat Jun 19, 2010 2:37 pm
ช่วงหลังๆผมไม่ค่อยจะมีความสุขในอารมย์หลังจากอ่านบทความของ อ.นิธินักหรอก ยกเว้นเรื่องแกเขียนในแนว ศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์
Chenhero wrote:ผมกลับมองเห็นคุณค่าในบทความนี้ของอ.เจียมนะ
อย่างน้อยเค้าก็ไม่หลอกตัวเอง เหมือนนักวิชาการแดงหลายๆคน
เพราะนักวิชาการเหล่านั้นมักอธิบายเป็นใบปะหน้าให้กับ ขบวนการแดง ว่ามาเพราะความอยุติธรรม แต่เจียมกล้าฟันธงว่า ทุกอย่างยังขึ้นกับคนไม่กี่คนที่อยู่ใกล้ทักษิณ
เท่าๆกับบอกต่อสังคมว่า เงื่อนไขของขบวนการแดงล้วนเป็นแค่ข้ออ้าง หาได้ต้องการสังคมอุดมคติจริงไม่ ฉะนั้นการถกเถียง ทบทวน และประเมินจากภายใน จึงไม่มี เมื่อไม่มีจึงมีแต่ความเสียหาย และถดถอย
พวกเราพธม.ในขณะที่กำลังสนุกกับเพลงพี่ตั้ว ทั้งแกนนำและฝ่ายเสธ.พูดคุยกันตลอด หลายครั้งสมชายยังไม่ต้องทำอะไร พวกเราอาจจะแพ้ด้วยตัวเองก็ได้ แต่เพราะขบวนการพธม.เปิดโอกาสให้มีการถกเถียงภายใน การแก้เกมรุกเกมรับ จึงทำได้ทันท่วงที
- สนธิปากไวเกินไป
- การ์ดทำเกินหน้าที่ หลายครั้งก็ล้ำเส้นเข้าไปในแดนผิดกฎหมาย
- การ์ดมีปัญหากันเอง
- เงินบริจาค
ผมไม่โปรกันเองนะครับ
- สนธิปากไว จำเรื่อง อ.สุเมธ ได้ไหม จนเกิดปรากฎการณ์คนหายจากทำเนียบ เมื่อมีโอกาสประชุม สนธิก็ยอมรับความผิดพลาด
- การ์ดทำเกินหน้าที่ เช่นการตรวจแบบเข้ม ออกอาการกร่างเกินเหตุ ลุงจำลอง สมศักดิ์ ก็รับและมีการเรียกอบรมหัวหน้าการ์ด พร้อมทั้งตั้ง 1 2 3 ว่าอะไรทำได้อะไรไม่ควรทำ
- การ์ดทะเลาะกันเอง ยอมรับว่ามีที่เขม่นกัน แต่ผู้ใหญ่ก็ลงไปเคลียร์ปรับความเข้าใจว่าที่มา เป้าหมายคืออะไร ถ้าใครยังใช่อยู่ก็อยู่ต่อ ถ้าไม่ใช่ก็ขอร้องว่าให้ไปทำอย่างอื่น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เข้าใจไม่โกรธ
- เงินบริจาค แต่เดิมแต่ละเต้นท์และละภาระกิจก็ตั้งกล่องบริจาค จนคุมไม่ได้ แกนนำเลยกำหนดว่าให้มีจุดบริจาคที่เดียวและต้องมีใบออกรับ อาจจะเอาไปประกาศบนเวทีบ้าง เพื่อความโปร่งใส
ผมเคยทำหน้าที่อยู่ตรงสนามม้านางเลิง มีแม่ยกคนนึงขับรถมาเรียกผมไปรับเงินฝากให้บริจาคบอกว่าไม่มีเวลา ถึงผมจะยืนยันว่าให้ไปหลังเวที แกก็ไม่ยอม ขับรถออกไปเฉย ระหว่างทางผมนับดู 1 หมื่นบาท หากวันนั้นแค่ผมเอาใส่กระเป๋าตัวเองคงไม่มีใครทราบ เพราะมีกระบวนการถกเถียงภายใน จึงได้นำเรื่องนี้สู่ที่ประชุม ซึ่งผู้ใหญ่ก็เห็นด้วย แน่ล่ะอาจจะมีการ์ดบางคนที่ภูมิต้านทานอาจจะน้อยคงจะเอาใส่กระเป๋าบ้างคงมี(คนมันหลากหลาย-เราต้องไม่หลอกตัวเองแม้แต่ผมยังเกือบเขว)
สิ่งนึ่งที่พธม.ขาด คือการศึกษาคนอื่น ผมอยากขอร้องให้พวกเราปล่อยวางเรื่องนี้ แม้คนนั้นจะเสื้อแดง กลาง หรือแค่ไม่ใช่พธม.บางทีเราก็ต้องพยายามศึกษามุมมองของเค้า
เพราะพวกเสื้อแดงมันไม่มีตรงนี้ ใครเป็นเสื้อแดงพูดอะไรถูกหมด ใครไม่ใช่ถือว่าเป็นศัตรู แต่พวกเราต้องไปเหนือกว่าเค้า หากจะถกเถียงก็ขอให้อยู่ในเหตุผล
บทความ อ.เจียม ถ้าอ่านระหว่างบรรทัดดีๆ จะเห็นประโยชน์มากมายเลยครับ

Chenhero wrote:ผมกลับมองเห็นคุณค่าในบทความนี้ของอ.เจียมนะ
อย่างน้อยเค้าก็ไม่หลอกตัวเอง เหมือนนักวิชาการแดงหลายๆคน
เพราะนักวิชาการเหล่านั้นมักอธิบายเป็นใบปะหน้าให้กับ ขบวนการแดง ว่ามาเพราะความอยุติธรรม แต่เจียมกล้าฟันธงว่า ทุกอย่างยังขึ้นกับคนไม่กี่คนที่อยู่ใกล้ทักษิณ
เท่าๆกับบอกต่อสังคมว่า เงื่อนไขของขบวนการแดงล้วนเป็นแค่ข้ออ้าง หาได้ต้องการสังคมอุดมคติจริงไม่ ฉะนั้นการถกเถียง ทบทวน และประเมินจากภายใน จึงไม่มี เมื่อไม่มีจึงมีแต่ความเสียหาย และถดถอย
พวกเราพธม.ในขณะที่กำลังสนุกกับเพลงพี่ตั้ว ทั้งแกนนำและฝ่ายเสธ.พูดคุยกันตลอด หลายครั้งสมชายยังไม่ต้องทำอะไร พวกเราอาจจะแพ้ด้วยตัวเองก็ได้ แต่เพราะขบวนการพธม.เปิดโอกาสให้มีการถกเถียงภายใน การแก้เกมรุกเกมรับ จึงทำได้ทันท่วงที
- สนธิปากไวเกินไป
- การ์ดทำเกินหน้าที่ หลายครั้งก็ล้ำเส้นเข้าไปในแดนผิดกฎหมาย
- การ์ดมีปัญหากันเอง
- เงินบริจาค
ผมไม่โปรกันเองนะครับ
- สนธิปากไว จำเรื่อง อ.สุเมธ ได้ไหม จนเกิดปรากฎการณ์คนหายจากทำเนียบ เมื่อมีโอกาสประชุม สนธิก็ยอมรับความผิดพลาด
- การ์ดทำเกินหน้าที่ เช่นการตรวจแบบเข้ม ออกอาการกร่างเกินเหตุ ลุงจำลอง สมศักดิ์ ก็รับและมีการเรียกอบรมหัวหน้าการ์ด พร้อมทั้งตั้ง 1 2 3 ว่าอะไรทำได้อะไรไม่ควรทำ
- การ์ดทะเลาะกันเอง ยอมรับว่ามีที่เขม่นกัน แต่ผู้ใหญ่ก็ลงไปเคลียร์ปรับความเข้าใจว่าที่มา เป้าหมายคืออะไร ถ้าใครยังใช่อยู่ก็อยู่ต่อ ถ้าไม่ใช่ก็ขอร้องว่าให้ไปทำอย่างอื่น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เข้าใจไม่โกรธ
- เงินบริจาค แต่เดิมแต่ละเต้นท์และละภาระกิจก็ตั้งกล่องบริจาค จนคุมไม่ได้ แกนนำเลยกำหนดว่าให้มีจุดบริจาคที่เดียวและต้องมีใบออกรับ อาจจะเอาไปประกาศบนเวทีบ้าง เพื่อความโปร่งใส
ผมเคยทำหน้าที่อยู่ตรงสนามม้านางเลิง มีแม่ยกคนนึงขับรถมาเรียกผมไปรับเงินฝากให้บริจาคบอกว่าไม่มีเวลา ถึงผมจะยืนยันว่าให้ไปหลังเวที แกก็ไม่ยอม ขับรถออกไปเฉย ระหว่างทางผมนับดู 1 หมื่นบาท หากวันนั้นแค่ผมเอาใส่กระเป๋าตัวเองคงไม่มีใครทราบ เพราะมีกระบวนการถกเถียงภายใน จึงได้นำเรื่องนี้สู่ที่ประชุม ซึ่งผู้ใหญ่ก็เห็นด้วย แน่ล่ะอาจจะมีการ์ดบางคนที่ภูมิต้านทานอาจจะน้อยคงจะเอาใส่กระเป๋าบ้างคงมี(คนมันหลากหลาย-เราต้องไม่หลอกตัวเองแม้แต่ผมยังเกือบเขว)
สิ่งนึ่งที่พธม.ขาด คือการศึกษาคนอื่น ผมอยากขอร้องให้พวกเราปล่อยวางเรื่องนี้ แม้คนนั้นจะเสื้อแดง กลาง หรือแค่ไม่ใช่พธม.บางทีเราก็ต้องพยายามศึกษามุมมองของเค้า
เพราะพวกเสื้อแดงมันไม่มีตรงนี้ ใครเป็นเสื้อแดงพูดอะไรถูกหมด ใครไม่ใช่ถือว่าเป็นศัตรู แต่พวกเราต้องไปเหนือกว่าเค้า หากจะถกเถียงก็ขอให้อยู่ในเหตุผล
บทความ อ.เจียม ถ้าอ่านระหว่างบรรทัดดีๆ จะเห็นประโยชน์มากมายเลยครับ

อ่าน ‘จุดร่วม’ และ ‘จุดต่าง’ ของเหลือง-แดง ผ่านมุมมองของ พิภพ ธงไชย และ สนธิ ลิ้มทองกุล
นักปรัชญาชายขอบ
“(พันธมิตร - เสื้อแดง) ด้านที่เป็นแนวร่วมเป็นด้านใหญ่ด้วย ก็คือความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย ถ้าเราตัดการเถียงกันเรื่องสถาบันไปได้ ผมคิดว่าความร่วมกันจะมีมากขึ้น และถ้าเราตัดเรื่องทักษิณออกไปได้ ด้านร่วมกันคือความไม่เป็นธรรมจะมีมากขึ้น...”
(คำให้สัมภาษณ์ไทยโพสต์ แทบลอยด์ ของ พิภพ ธงไชย ซึ่งประชาไทนำมาเผยแพร่ต่อเมื่อ 3/5/2552)
...
“จริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวผม ผมไม่ได้รังเกียจการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ขึ้นอยู่ว่าคุณจะปฏิวัติรัฐประหารไปเพื่ออะไร ถ้าคุณปฏิวัติรัฐประหารเพื่อสมบัติผลัดกันชม เหมือนสมัยที่ คมช.ทำ ผมไม่เห็นด้วย แต่ถ้าคุณปฏิวัติรัฐประหารเพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้น ผมเห็นด้วย
ถ้าฟังให้ดี ผมบอกว่า ถ้าทหารออกมา ผมไม่ขัดข้อง แต่ถ้าทหารปฏิวัติเพื่อตัวเอง ผมจะสู้
จริงๆ จุดยืนของผมกับเสื้อแดง ไม่ต่างกันหรอก ถ้าทหารออกมาปฏิวัติเพื่อตัวเอง ผมจะสู้ แต่ถ้าปฏิวัติเพื่อล้มล้างทุกอย่าง จุดนี้ระหว่างผมกับเสื้อแดง ต่างกันแล้ว
ต่างกันตรงที่ว่า ผมมองว่า สถาบันกษัตริย์มีความจำเป็นต่อสังคมไทย ยังมีความจำเป็นอยู่ จุดยืนผมตรงนี้ชัด แต่เสื้อแดงไม่ชัดนี่ มันก็เป็นข้อแตกต่าง ระหว่างปรัชญาที่ว่า คุณเชื่อประเทศไทยจะเดินต่อไปด้วยโครงสร้างสังคมแบบไหน
สำหรับผม ผมยังเชื่อว่าโครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นโครงสร้างที่ดีที่สุด ซึ่งข้อแตกต่างของผมกับเสื้อแดงอยู่ตรงนี้
สิ่งที่เสื้อแดง กับผม เห็นพ้องต้องกัน คือ ปฏิวัติสังคมมิใช่หรือ”
(คำให้สัมภาษณ์ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในเนชันสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่เสาร์ที่ 2 พ.ค.2552)
...
จากคำให้สัมภาษณ์ของพิภพ จุดร่วมของเหลือง - แดง คือ “ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย” จุดต่างคือ “เอา-ไม่เอาทักษิณ” กับ “เอา-ไม่เอาสถาบัน” จากคำให้สัมภาษณ์ของสนธิ จุดร่วมของเหลือง - แดง คือ “การปฏิวัติสังคมไทย” แต่จุดต่างคือ “เอา-ไม่เอาสถาบัน”
ที่ต้องขีดเส้นใต้คือ ทุกฝ่ายเห็นว่าความไม่เป็นธรรมคือปัญหาหลักของสังคมไทย และต้องสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมด้วยการปฏิวัติสังคมไทย
แต่มีประเด็นที่ควรตั้งข้อสังเกตดังนี้
1. ประเด็น “เอา-ไม่เอาทักษิณ” มีความเห็นจากฝ่ายเสื้อแดงบางส่วนเสนอว่าประเด็นหลักของการต่อสู้ในวันนี้ ได้ก้าวเลยเรื่อง “เอา-ไม่เอาทักษิณ” มาแล้ว แต่ต้องการประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการกำกับของอำมาตยาธิปไตย สังคมที่เป็นธรรม หรือรัฐสวัสดิการ
2. ประเด็น “เอา-ไม่เอาสถาบัน” เสื้อแดงส่วนใหญ่ยืนยันมาตลอดว่าต้องการ “ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” หรือ ประชาธิปไตยที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรม หรือ อยู่เหนือความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างแท้จริง
3. ประเด็น “การปฏิวัติสังคม” ขณะที่เสื้อเหลือง (อย่างน้อยก็แกนนำคนสำคัญอย่างสนธิ) ไม่รังเกียจการปฏิวัติของทหาร (ถ้าทำเพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น) แต่เสื้อแดงรังเกียจ (ในทุกกรณี?) และเรียกร้อง “การปฏิวัติโดยประชาชน”
ข้อที่น่าพิจารณา
ประเด็นที่ 1 เสื้อแดงควรแสดงจุดยืนให้คุณทักษิณพิสูจน์ตนเองตามกระบวนการยุติธรรม และคอยตรวจสอบว่ากระบวนการยุติธรรมดำเนินการกับคุณทักษิณอย่างเที่ยงธรรม หรือไม่ รัฐบาล และอำมาตย์เข้ามาแทรกแซงหรือไม่ (ถ้าไม่เป็นธรรมหรือมีการแทรกแซงต้องแสดงหลักฐานและเหตุผลต่อสาธารณะ ไม่ใช่กล่าวหาลอยๆ)
ประเด็นที่ 2 เสื้อเหลืองควรเลิกกล่าวหาแบบเหมาเข่ง หรือสร้างกระแสว่าเสื้อแดงไม่เอาสถาบัน (ถ้ามีการไม่เอาสถาบันเป็นรายบุคคลก็ให้ว่ากันเป็นรายบุคคลโดยต้องมีหลักฐาน ไม่ใช่กล่าวหาลอยๆ)
ประเด็นที่ 3 ความเห็นของคุณสนธิที่ว่า “ถ้าคุณ (ทหาร) ปฏิวัติรัฐประหารเพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้น ผมเห็นด้วย” นั้น เป็นความเห็นที่ดูมีเหตุผล ถ้าอ้างอิงการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ที่ทหารมีบทบาทอย่างสำคัญในการยึดอำนาจจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพื่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่การทำรัฐประหารโดยทหารหลังจากนั้น รวมทั้งเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ก็เป็นอย่างที่คุณสนธิว่าคือเป็นเรื่องของ “สมบัติผลัดกันชม” ดังนั้น สังคมจึงไม่อาจวางใจต่อการปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารได้อีกต่อไปว่าพวกเขาจะ ไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวก ฝ่ายเสื้อเหลืองจึงจำเป็นต้องแสดงจุดยืนให้ชัดว่า “ต่อต้านการปฏิวัติโดยทหาร” อย่างสิ้นเชิง และหันมาสนับสนุน “การปฏิวัติโดยประชาชน” แต่ต้องไม่ใช่วิธี “ลงใต้ดิน” ดังที่เสื้อแดงบางคนเสนอ
ปัญหาหลักจึงอยู่ที่ว่า จะปฏิวัติสังคมอย่างไรโดยไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งโดยกำลังทหารและการต่อสู้ใต้ดิน? นี่คือคำถามท้าทายทั้งฝ่ายเสื้อเหลือง-แดง และฝ่ายอื่นๆ ที่เรียกร้องสันติวิธี
คำตอบน่าจะอยู่ที่ว่า เสื้อเหลือง-แดง ต้องชัดเจนใน “จุดร่วม” เรื่อง “ความไม่เป็นธรรม” และ “การปฏิวัติสังคม” (ซึ่งจุดร่วมดังกล่าวนี้ฝ่ายที่เรียกร้องสันติวิธีและคนส่วนใหญ่ในสังคมก็ เห็นด้วยอยู่แล้ว) และเดินหน้าต่อในการขับเคลื่อนประเด็นความไม่เป็นธรรมและการปฏิวัติสังคมให้ กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทำให้ภาระการปฏิวัติสังคมเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม เป็น “ภาระของคนทุกภาคส่วนในสังคม” อย่างแท้จริง
ถ้าทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เอาด้วย ไม่ว่าอำนาจใดๆ ก็ไม่อาจต้านทานได้ !
ด้วยความเคารพ ผมเชื่อว่ามวลชนเหลือง-แดงมีศักยภาพเหลือล้นที่จะปฏิวัติสังคมไทย ไม่จำเป็นต้องแสดงละครจับมือจูบปากกัน หรือเรียกร้องความปรองดองสมานฉันท์ใดๆ เพียงแต่แสดงความชัดเจนใน “จุดร่วม” เลิกการเสียดสีโจมตีกัน (แต่ควรวิพากษ์กันด้วยเหตุผล) แล้วมุ่งหน้าเปิดประเด็นเรื่องความไม่เป็นธรรม และเสนอแนวทางปฏิวัติเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ววัน !
------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท วันที่ : 7/5/2552 http://www.prachatai.com/05web/th/home/ ... ilightNews

Chenhero wrote:ผมกลับมองเห็นคุณค่าในบทความนี้ของอ.เจียมนะ
อย่างน้อยเค้าก็ไม่หลอกตัวเอง เหมือนนักวิชาการแดงหลายๆคน
เพราะนักวิชาการเหล่านั้นมักอธิบายเป็นใบปะหน้าให้กับ ขบวนการแดง ว่ามาเพราะความอยุติธรรม แต่เจียมกล้าฟันธงว่า ทุกอย่างยังขึ้นกับคนไม่กี่คนที่อยู่ใกล้ทักษิณ
เท่าๆกับบอกต่อสังคมว่า เงื่อนไขของขบวนการแดงล้วนเป็นแค่ข้ออ้าง หาได้ต้องการสังคมอุดมคติจริงไม่ ฉะนั้นการถกเถียง ทบทวน และประเมินจากภายใน จึงไม่มี เมื่อไม่มีจึงมีแต่ความเสียหาย และถดถอย
พวกเราพธม.ในขณะที่กำลังสนุกกับเพลงพี่ตั้ว ทั้งแกนนำและฝ่ายเสธ.พูดคุยกันตลอด หลายครั้งสมชายยังไม่ต้องทำอะไร พวกเราอาจจะแพ้ด้วยตัวเองก็ได้ แต่เพราะขบวนการพธม.เปิดโอกาสให้มีการถกเถียงภายใน การแก้เกมรุกเกมรับ จึงทำได้ทันท่วงที
- สนธิปากไวเกินไป
- การ์ดทำเกินหน้าที่ หลายครั้งก็ล้ำเส้นเข้าไปในแดนผิดกฎหมาย
- การ์ดมีปัญหากันเอง
- เงินบริจาค
ผมไม่โปรกันเองนะครับ
- สนธิปากไว จำเรื่อง อ.สุเมธ ได้ไหม จนเกิดปรากฎการณ์คนหายจากทำเนียบ เมื่อมีโอกาสประชุม สนธิก็ยอมรับความผิดพลาด
- การ์ดทำเกินหน้าที่ เช่นการตรวจแบบเข้ม ออกอาการกร่างเกินเหตุ ลุงจำลอง สมศักดิ์ ก็รับและมีการเรียกอบรมหัวหน้าการ์ด พร้อมทั้งตั้ง 1 2 3 ว่าอะไรทำได้อะไรไม่ควรทำ
- การ์ดทะเลาะกันเอง ยอมรับว่ามีที่เขม่นกัน แต่ผู้ใหญ่ก็ลงไปเคลียร์ปรับความเข้าใจว่าที่มา เป้าหมายคืออะไร ถ้าใครยังใช่อยู่ก็อยู่ต่อ ถ้าไม่ใช่ก็ขอร้องว่าให้ไปทำอย่างอื่น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เข้าใจไม่โกรธ
- เงินบริจาค แต่เดิมแต่ละเต้นท์และละภาระกิจก็ตั้งกล่องบริจาค จนคุมไม่ได้ แกนนำเลยกำหนดว่าให้มีจุดบริจาคที่เดียวและต้องมีใบออกรับ อาจจะเอาไปประกาศบนเวทีบ้าง เพื่อความโปร่งใส
ผมเคยทำหน้าที่อยู่ตรงสนามม้านางเลิง มีแม่ยกคนนึงขับรถมาเรียกผมไปรับเงินฝากให้บริจาคบอกว่าไม่มีเวลา ถึงผมจะยืนยันว่าให้ไปหลังเวที แกก็ไม่ยอม ขับรถออกไปเฉย ระหว่างทางผมนับดู 1 หมื่นบาท หากวันนั้นแค่ผมเอาใส่กระเป๋าตัวเองคงไม่มีใครทราบ เพราะมีกระบวนการถกเถียงภายใน จึงได้นำเรื่องนี้สู่ที่ประชุม ซึ่งผู้ใหญ่ก็เห็นด้วย แน่ล่ะอาจจะมีการ์ดบางคนที่ภูมิต้านทานอาจจะน้อยคงจะเอาใส่กระเป๋าบ้างคงมี(คนมันหลากหลาย-เราต้องไม่หลอกตัวเองแม้แต่ผมยังเกือบเขว)
สิ่งนึ่งที่พธม.ขาด คือการศึกษาคนอื่น ผมอยากขอร้องให้พวกเราปล่อยวางเรื่องนี้ แม้คนนั้นจะเสื้อแดง กลาง หรือแค่ไม่ใช่พธม.บางทีเราก็ต้องพยายามศึกษามุมมองของเค้า
เพราะพวกเสื้อแดงมันไม่มีตรงนี้ ใครเป็นเสื้อแดงพูดอะไรถูกหมด ใครไม่ใช่ถือว่าเป็นศัตรู แต่พวกเราต้องไปเหนือกว่าเค้า หากจะถกเถียงก็ขอให้อยู่ในเหตุผล
บทความ อ.เจียม ถ้าอ่านระหว่างบรรทัดดีๆ จะเห็นประโยชน์มากมายเลยครับ

Chenhero wrote:ขอบคุณ คุณ Jseventh
ที่นำบทความดีๆ เรื่องจุดร่วม จุดต่าง มาให้อ่านครับ
ผมอ่านแล้ว ทำให้พอมองเห็นทางออกเยอะทีเดียวสำหรับประเทศนี้
หนูอ้อย wrote:ถึงคุณพี่ J.....รอหน่อยกำลังหาทางขออนุญาตเอา comment ของ อ.สมศักดิ์มาฝาก คือหนูไม่รู้จัก อ.โดยตรงและที่ อ. เม้นท์ก็เขียนถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ของพวกเขาเสื้อแดงไม่ใช่บทความปรกติโดยทั่วไป ถ้าได้มาประกอบก็น่าจะดีมาก แล้วจะมาคุยกะพี่อีกทีหนึ่งค่ะ
ทางออกสำหรับประเทศไทยคือ ไม่มีสีอย่างที่ลุงแคนว่า คนที่คิดคล้ายๆจนทับซ้อนกันมันมีอยู่ทุกกลุ่ม และพลังคิดเหล่านี้จะลดการใช้ความรุนแรง+เพิ่มวิจารณญาณของสังคมขึ้น