ขออนุญาตนะครับ
ส่วนตัว ได้ผ่านตางานนี้ไป 1 ครั้งครับ
ผมขออนุญาตอีกครั้ง สำหรับการมองแบบเห็นต่างจากท่าน จขกท
รายละเอียดปลีกย่อยงาน เช่นภาพธงชาติ ในทางความหมาย มันบอกอะไรได้หลายอย่าง
ซึ่งก็อาจตีความแบบท่าน จขกท ก็ได้
เพียงแต่ผมมองว่า มันเพียงจงใจสื่อไปให้เห็นภาพของการทำลาย
ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศชาติโดยตรง จึงเลือกธงชาติมาเป็นสัญลักษณ์แทนประเทศ
ส่วนเนื้อหา ผมกลับไม่เห็นว่า หนังจะชี้หน้าด่าคนไทยทุกคนนะครับ
แต่หนังเลือกจะชี้หน้าบุคคลในเนื้อหาโดยตรง และพูดคุยกับเขาโดยตรง
เพราะเสื้อเหลืองปิดสนามบินรึปล่าว
เพราะเสื้อแดงเผาเมืองรึปล่าว
เพราะพระ (บางรูป) ทำผิดวินัยสงฆ์รึปล่าว
ตำรวจ (บางนาย) ไม่ทำหน้าที่ตัวเองรึปล่าว
คนไทย (บางคน) นั่งรอการช่วยเหลือรึปล่าว
เหตุที่หนังชี้ไปที่กลุ่มบุคคลที่ว่ามา ก็เพื่อจะบอกว่า
คนเหล่านี้ (อาจรวมตัวเรา หากเราคือ 1 ในกลุ่มที่ว่ามา) มีส่วนสร้างกลไกเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมารึปล่าว
และที่สำคัญ หากในการกระทำใดๆ ที่ว่ามา มีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ก็ต้องบอกว่ามีส่วนผิดมากกว่าในหลายกรณี
แต่กลุ่มคนเหล่านั้น (อาจรวมผมและเรา) กลับไม่เคยมองตัวเอง โทษตัวเอง
เราโทษทุกอย่าง โทษฝั่งตรงข้าม โทษ ฯลฯ
ทำให้วิกฤติเหล่านั้น เกิดขึ้นมาในประเทศชาติของเรา
หรือเท่ากับว่า เมื่อกลไกลทั้งหมดทำงาน ย่อมต้องสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติไปได้ และเป็นไปแล้ว
บ่้านเมืองเสียหายไปเท่าไหร่ ความขัดแย้งมีไปเพียงใดแล้ว
มองกลับมาที่ตัวเรากันดูบ้างไหม เราทำอะไรผิดต่อชาติของเราไปแล้วหรือไม่
จึงเกิดคำว่า ขอโทษประเทศไทย ขึ้นมา
และหากเพียงความตั้งใจที่จะถ่ายทอดมุมมองอันนี้
ชี้หน้าคนที่มีส่วนประจานออกไป (ไม่ได้รวมคนไทยทุกคนเสียหน่อย)
กลับได้รับการตีความ (ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะอาจตีความในแง่นั้นได้) ไปในทางเสีย
งานก็ไม่เกิดประโยชน์ใดต่อการกระตุ้น คนซึ่งเขาได้ชี้หน้าไปแล้ว
หลายท่านบอกว่า พูดไป แต่ไม่มีใครคิดตาม ทำตาม งานก็เปล่าประโยชน์
แต่ผมมองว่า ก็ยังดีที่คนที่มีโอกาสทำ ได้คิดจะทำอะไรออกไปบ้าง
อย่างน้อย เจตนาก็น่าจะมาจากการหวังดี
กับบางกลุ่มที่เอาแต่ด่าว่า หรือทำลาย หรือสร้างสถานการณ์ ความรุนแรง
อะไรจะดีและสมควรให้กำลังใจกว่ากันล่ะครับ
อย่างน้อย ก็ไม่เคยมีสื่อชิ้นไหนกล้าพูดตรงๆ ได้แบบนี้
ไม่มีใครจากฟากรัฐบาล กล้าชี้หน้าใครแบบนี้
ผมถือว่าเป็นความกล้าหาญ (ที่แทบจะเรียกได้ว่า ไม่กลัวตาย) ที่กล้าทำ
สมมุติว่าหนังนี้ มีอิทธิพลต่อคนไทยทั้งประเทศ จะเกิดอะไรขึ้น ลองเดาเล่นๆ กันดูนะครับ
ทหาร ตำรวจ พระ คนขายหวยล็อตเตอรี่ ฯลฯ ตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น
รับรองว่าถ้าเกิดขึ้นจริง คนทำหนังนี้จะโดนเก็บภายใน 24 ชม ด้วยซ้ำ
ขนาดนายกยังไม่กล้าพูดว่าตำรวจไม่ทำหน้าที่เลย
ได้แค่เอาทหารมา แต่ก็ต้องคงตำรวจเอาไว้
ดีกว่ากรณีเอานักร้องต่างค่าย (RS, Grammy และอีกหลายค่าย) มาร้องเพลงเดียวกัน
แต่ ทีวี บางช่องไม่ให้ดาราของตัวเองมา เพราะจะทำเองขายเองเป็นไหนๆ
นี่คือบทบาทที่สำคัญของนักโฆษณา ที่ใครเคยมองว่า คนกลุ่มนี้ไม่เคยสนใจอะไร
วันนี้ เค้าก็ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลัง บนความเสี่ยงมากมาย
ขออนุญาตให้กำลังใจครับ
ภาณุ อิงคะวัต
เป็นทั้งนักสร้างสรรค์งานโฆษณา และนักออกแบบแฟชั่น เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท เกรย์ฮาวด์
แบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 และเป็นบุคลากรยุคบุกเบิกในยุคโฆษณาสมัยใหม่ของประเทศไทย
ภาณุ อิงคะวัต จบการศึกษาด้านกราฟิกดีไซน์จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เข้าสู่วงการโฆษณาที่บริษัท ดีทแฮล์มแอดเวอร์ไทซิ่ง (ปัจจุบันคือบริษัท ลีโอ เบอร์เนทท์ (ประเทศไทย) เป็นเวลา 25 ปี
จนดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็นครีเอทีฟไดเรคเตอร์ และประธานกรรมการผู้บริหารของ บริษัท ลีโอ เบอร์เนทท์ (ประเทศไทย)
มีผลงานได้รับรางวัลในระดับประเทศคือ TACT Award, B.A.D.Award (Bangkok Art Directors' Association) มาหลายชิ้น
และปัจจุบันก็ยังได้รับเชิญไปเป็นคณะกรรมการตัดสินและบรรยายพิเศษเกี่ยวกับงานสร้างสรรค์และงานโฆษณาอยู่บ่อยครั้ง
ภาณุ อิงคะวัต ได้เปลี่ยนทางตัวเองมาอยู่ในวงการออกแบบแฟชั่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546
ปัจจุบัน ภาณุ อิงคะวัต ก็ยังคงเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้กับบริษัท ลีโอ เบอร์เนทท์
รวมไปถึงตำแหน่งสำคัญในสมาคมอื่นๆ เช่น นายกสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพhttp://th.wikipedia.org/wiki/ภาณุ_อิงคะวัต