paradon wrote:
กริเพนมีความเร็วเท่ากับ F16 และช้ากว่า SU30(2.35 มัค) เล็กน้อย แต่ต้องอย่าลืมว่าเครื่องซูเป็นแบบสองเครื่องยนต์ต้องการเชื้อเพลิงและค่าการบำรุงรักษาสูงกว่าหลายเท่า
และการมีค่าดูแลรักษาเครื่องบินต่ำจึงสำคัญ (90,000 บาทอย่าคิดว่าแพง F16 ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมง 130,000 บาทส่วนเครื่องรัสเซียก็เหยียบๆ 3-4 แสนบาท!)
(เรดาห์) ของกริเพนมีระยะไกลกว่าF16 สูสีกับซูแถมยังละเอียดกว่า ใหม่กว่า แถมขนาดที่เล็กของกริเพน(ในที่นี้รวมถึงF16)ยังทำให้ข้าศึกตรวจจับด้วยเรดาห์ได้ยากอีกด้วย
ที่สำคัญมากคือกริเพนมีระบบส่งข้อมูลไฮเทคที่สามารถรับข้อมูลเรดาห์จากสถานีซึ่งอยู่ไกลออกไป 500 กิโลโดยไม่ต้องเปิดเรดาห์ให้ใครเห็น
ซึ่งปัจจุบันมีกริเพนและ F22 เครื่องบินรุ่นก้าวหน้าของสหรัฐที่ไม่มีวันขายให้ใครเท่านั้นที่ใช้ระบบนี้
ซู30 มิก29 และ F16 ไม่มีความสามารถทำได้ กริเพนจึงได้เปรียบมากในการรบเลยระยะสายตาเพราะสามารถเห็นศัตรูได้ตั้งแต่ 120 กิโลเมตร(ด้วยเรดาห์บนเครื่อง) หรือ 450 กิโลเมตร (ด้วยเครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ Airbourne Early Warning AWACS ที่สวีเดนแถมให้ฟรีๆ และประเทศแถบนี้นอกจากสิงคโปร์ไม่มีใช้)
ในการซ้อมรบกับประเทศพันธมิตรอย่าง ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ กริเพนก็สามารถเอาชนะ F18,F16 ได้อย่างสวยงามด้วยเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้น
ข้อเสนอที่สะเทือนวงการทหารโลก
- สวีเดนเสนอช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์ แบบฟรีๆรวมมูลค่า 5.857.74 ล้านบาท ให้จรวดต่อต้านผิวน้ำ RBS จำนวน12นัด รวมมูลค่า 504 ล้านบาท โดยยุทโธปกรณ์ แบบให้เปล่าทั้ง3รายการ
คือ
1.เครื่อง ERIEYE 2 ลำ,เครื่องบิน SAAB 1ลำ รวมเป็น3ลำ และมีชื่อว่า GROUND BASED STATION อีก3สถานนี
2.จรวดต่อต้านผิวน้ำ RBS จำนวน12นัด
3. ช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์
รวมมูลค่าทั้งสิ้นหลายหมื่นล้านบาท และยังให้ความช่วยเหลือพิเศษอีก3รายการทียังไม่สามารถประเมินราคาได้ อีก3รายการคือ
1.การฝึกนักบินและช่างเทคนิคของการซ่อมบำรุงโดยยินดีให้นักบินและช่างเทคนิคเข้าถึงฐานขอมูลทั้งหมดของเครื่องJAS39 ทั้งหมดโดยสวีเดนไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ซึ่งจะช่วยให้ไทยมีความรู้ในการผลิตเครื่องบินในอนาคต
2.ทุนฝึกอบรมสำหรับเครื่อง JAS39 จำนวน 100 คนในระยะเวลาอบรมที่สวีเดน 1ปี
3.ทุนการศึกษาปริญญาโทในสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน200 ทุนในระยะเวลา 5ปี ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนนายเรืออากาศไทยที่จบการศึกษาแล้วไปศึกษาที่มหาวิทยาลัย
ของสวีเดนได้ถึง200คน
gaan wrote::lol:
qwerty wrote:gaan ชอบปี้เค้ามาผมก็ปี้มาให้ gaan อ่าน
http://atcloud.com/stories/72410
ในอนาคต เทคโนโลยีตรวจจับได้ยาก (Stealth) จะเข้ามามีบทบาท ทำไมจึงไม่รอเทคโนโลยีนี้ก่อน?
ตอบ: อย่างที่ได้เรียนไป F-5 ของกองทัพอากาศนั้นจำเป็นต้องปลดประจำการในอีกไม่นาน ในขณะที่เครื่องบินที่มีเทคโนโลยีตรวจจับได้ยากที่เราสามารถจัดหาได้ก็คือ F-35 นั้น จำเป็นต้องรอนานจนถึงปี 2020 - 2030 เนื่องจากโครงการประสบปัญหาล่าช้า และประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมวิจัยและพัฒนา จึงทำให้ไม่ได้รับคิวในการจัดซื้อก่อน ทำให้ช่วงนี้กำลังทางอากาศจะขาดหายไปมาก อีกทั้ง เทคโนโลยียังมีการพัฒนาตลอดเวลา เมื่อถึงวันที่เราสามารถจัดหาเครื่องบินที่มีเทคโนโลยีตรวจจับได้ยากได้ ก็จะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาอยู่ดี ฉะนั้นถ้ากองทัพอากาศต้องรอเทคโนโลยีในอนาคตทุกครั้ง ก็จะต้องรอต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:13:04 น. มติชนออนไลน์
กมธ.ทหารแฉพบพิรุธอื้อซื้อ"กริพเพน" เครื่องเปล่าไร้เขี้ยวเล็บ กองทัพเล็งรถเกราะยูเครนอีก 121 คัน
“กมธ.การทห.” สอบพบพิรุธซื้อ “กริพเพน” ได้แต่เครื่องเปล่าไร้เขี้ยวเล็บ
ผู้สื่อข่าว “มติชน” รายงาน ว่า เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่กำลังติดตามโครงการการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ ยาส 39ซี/ดี กริพเพน (JAS 39C/D Gripen) จากประเทศสวีเดน ของกองทัพอากาศ ได้จัดทำเอกสารสรุปผลการพิจารณาสอบในประเด็นต่างๆเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสใน การดำเนินงาน ดังนี้ โครงการจัดหาในระยะแรกจำนวน 6 ลำ วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท ได้ดำเนินการแล้ว โดยเหลือการจัดหาระยะที่ 2 อีกจำนวน 6 ลำ วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท โดยพบว่าการจัดหาในระยะแรกประกอบด้วย เครื่องบิน Gripen (Model C นั่งได้ 1 ที่นั่ง) จำนวน 2 ลำ ราคาลำละ 1,650 ล้านบาท เครื่องบิน Gripen (Model D นั่งได้ 2 ที่นั่ง) จำนวน 4 ลำ ราคาลำละ 2,015 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ทั้งนี้ ประเด็นน่าสนใจคือเป็นเครื่องเปล่า อุปกรณ์สนับสนุนต่างๆไม่รวมอาวุธจรวดและระเบิด นอกจากนี้สิ่งที่ทางสวีเดนให้เพิ่มมาด้วยคือ เครื่องบิน Saab 340 จำนวน 1 ลำ และเครื่องบิน Saab 340 AEW อีกจำนวน 1 ลำ ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ใช้งานมานานกว่า 10 ปี ซึ่งปัจจุบันสวีเดนได้ปลดประจำการแล้วเมื่อปี 2554 หากรับมาใช้กองทัพอากาศไทยจะต้องของบประมาณเพิ่มเติมอีกประมาณ 800 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงเครื่องบิน Saab 340 AEW ให้เป็น Saab 340 AEW/C เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องบิน Gripen ที่ซื้อมาได้ สำหรับการจัดหาในระยะที่ 2 เพิ่มอีก 6 ลำ วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาทนั้น ได้แก่ เครื่องบิน Gripen (Model C นั่งได้ 1 ที่นั่ง) จำนวน 6 ลำ ราคาลำละ 1,715 ล้านบาท (ราคาเพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์) ทั้งนี้สำหรับอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ ยังไม่รวมอาวุธจรวดและระเบิดเช่นเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ประเด็นความผิดปกติของโครงการที่ตรวจพบ ได้แก่ 1.การจัดหาเครื่องบิน Gripen ในระยะที่ 1 จำนวน 6 ลำ แบ่งเป็นแบบโมเดล C คือ 1 ที่นั่ง 2 ลำ และโมเดล D คือ ที่นั่งคู่อีก 4 ลำ โดยโมเดล C ในการประกอบชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องบิน เช่น ลำตัวเครื่อง ปีก ฐานล้อ วิทยุติดต่อ เครื่องวัดต่างๆในห้องนักบิน ฯลฯ ทางสวีเดนได้นำชิ้นส่วนอะไหล่ของเครื่องบิน Gripen โมเดล A ซึ่งเป็นรุ่น 1 ที่นั่งเช่นเดียวกับโมเดล C แต่ได้ปลดประจำการไปแล้ว เช่น ลำตัวเครื่อง ปีก ฐานล้อ วิทยุติดต่อ เครื่องวัดต่างๆในห้องนักบิน ฯลฯ และชิ้นส่วนอะไหล่อีกหลายรายการมาประกอบรวมกับอะไหล่ใหม่ให้กับกองทัพอากาศ ไทย
โดยเมื่อทำการตรวจรับและส่งมอบเครื่องบินในประเทศไทยแล้ว จะทำการตรวจสอบชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆของเครื่องบินได้ยาก และจะทำได้ก็ต่อเมื่อเครื่องบินครบอายุการตรวจ(Phase Inspection) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-4 ปี ดังนั้นกว่าจะถึงเวลาดังกล่าวจึงเป็นข้อสังเกตุว่า เครื่องบิน Gripen โมเดล C ที่ทอ.ไทยซื้อมาลำละ 47 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ จะมีราคาที่แท้จริงซึ่งใช้ปีกและอะไหล่มือสองดังกล่าวหรือไม่ เพราะราคาที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่ 20-25 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น (มีเงินส่วนต่างจำนวน 50 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ) และหากมีการเซ็นสัญญากับบริษัท Gripen ในการจัดหาระยะที่ 2 สำหรับ โมเดล C อีก 6 ลำ จะทำให้เงินส่วนต่างหายไปอีกประมาณ 210 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรืออาจมากกว่านั้น
Grimmy wrote:วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:13:04 น. มติชนออนไลน์
กมธ.ทหารแฉพบพิรุธอื้อซื้อ"กริพเพน" เครื่องเปล่าไร้เขี้ยวเล็บ กองทัพเล็งรถเกราะยูเครนอีก 121 คัน
“กมธ.การทห.” สอบพบพิรุธซื้อ “กริพเพน” ได้แต่เครื่องเปล่าไร้เขี้ยวเล็บ
ผู้สื่อข่าว “มติชน” รายงาน ว่า เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่กำลังติดตามโครงการการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ ยาส 39ซี/ดี กริพเพน (JAS 39C/D Gripen) จากประเทศสวีเดน ของกองทัพอากาศ ได้จัดทำเอกสารสรุปผลการพิจารณาสอบในประเด็นต่างๆเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสใน การดำเนินงาน ดังนี้ โครงการจัดหาในระยะแรกจำนวน 6 ลำ วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท ได้ดำเนินการแล้ว โดยเหลือการจัดหาระยะที่ 2 อีกจำนวน 6 ลำ วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท โดยพบว่าการจัดหาในระยะแรกประกอบด้วย เครื่องบิน Gripen (Model C นั่งได้ 1 ที่นั่ง) จำนวน 2 ลำ ราคาลำละ 1,650 ล้านบาท เครื่องบิน Gripen (Model D นั่งได้ 2 ที่นั่ง) จำนวน 4 ลำ ราคาลำละ 2,015 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ทั้งนี้ ประเด็นน่าสนใจคือเป็นเครื่องเปล่า อุปกรณ์สนับสนุนต่างๆไม่รวมอาวุธจรวดและระเบิด นอกจากนี้สิ่งที่ทางสวีเดนให้เพิ่มมาด้วยคือ เครื่องบิน Saab 340 จำนวน 1 ลำ และเครื่องบิน Saab 340 AEW อีกจำนวน 1 ลำ ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ใช้งานมานานกว่า 10 ปี ซึ่งปัจจุบันสวีเดนได้ปลดประจำการแล้วเมื่อปี 2554 หากรับมาใช้กองทัพอากาศไทยจะต้องของบประมาณเพิ่มเติมอีกประมาณ 800 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงเครื่องบิน Saab 340 AEW ให้เป็น Saab 340 AEW/C เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องบิน Gripen ที่ซื้อมาได้ สำหรับการจัดหาในระยะที่ 2 เพิ่มอีก 6 ลำ วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาทนั้น ได้แก่ เครื่องบิน Gripen (Model C นั่งได้ 1 ที่นั่ง) จำนวน 6 ลำ ราคาลำละ 1,715 ล้านบาท (ราคาเพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์) ทั้งนี้สำหรับอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ ยังไม่รวมอาวุธจรวดและระเบิดเช่นเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ประเด็นความผิดปกติของโครงการที่ตรวจพบ ได้แก่ 1.การจัดหาเครื่องบิน Gripen ในระยะที่ 1 จำนวน 6 ลำ แบ่งเป็นแบบโมเดล C คือ 1 ที่นั่ง 2 ลำ และโมเดล D คือ ที่นั่งคู่อีก 4 ลำ โดยโมเดล C ในการประกอบชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องบิน เช่น ลำตัวเครื่อง ปีก ฐานล้อ วิทยุติดต่อ เครื่องวัดต่างๆในห้องนักบิน ฯลฯ ทางสวีเดนได้นำชิ้นส่วนอะไหล่ของเครื่องบิน Gripen โมเดล A ซึ่งเป็นรุ่น 1 ที่นั่งเช่นเดียวกับโมเดล C แต่ได้ปลดประจำการไปแล้ว เช่น ลำตัวเครื่อง ปีก ฐานล้อ วิทยุติดต่อ เครื่องวัดต่างๆในห้องนักบิน ฯลฯ และชิ้นส่วนอะไหล่อีกหลายรายการมาประกอบรวมกับอะไหล่ใหม่ให้กับกองทัพอากาศ ไทย
โดยเมื่อทำการตรวจรับและส่งมอบเครื่องบินในประเทศไทยแล้ว จะทำการตรวจสอบชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆของเครื่องบินได้ยาก และจะทำได้ก็ต่อเมื่อเครื่องบินครบอายุการตรวจ(Phase Inspection) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-4 ปี ดังนั้นกว่าจะถึงเวลาดังกล่าวจึงเป็นข้อสังเกตุว่า เครื่องบิน Gripen โมเดล C ที่ทอ.ไทยซื้อมาลำละ 47 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ จะมีราคาที่แท้จริงซึ่งใช้ปีกและอะไหล่มือสองดังกล่าวหรือไม่ เพราะราคาที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่ 20-25 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น (มีเงินส่วนต่างจำนวน 50 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ) และหากมีการเซ็นสัญญากับบริษัท Gripen ในการจัดหาระยะที่ 2 สำหรับ โมเดล C อีก 6 ลำ จะทำให้เงินส่วนต่างหายไปอีกประมาณ 210 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรืออาจมากกว่านั้น
ข่าวนี้มติชนมั่วใช่มั้ยอ่ะครับ?
“This deal is extremely important for us in our work with potential Gripen customers. This is a new region of the world where Gripen will be in operation. We are now definitely world leading in the export of the new generation’s fighter aircraft and this confirms Gripen’s future export potential”, says Johan Lehander, Managing Director, Gripen International.
http://www.gripen.com/en/MediaRelations ... 125_th.htm
มติดวยครับ..เขาให้ความเชื่อมั่นแบบนี้แล้วจะมาคิดยำเอาเครื่องมือสองมาให้เราอีกหรอครับแค่คิดก็โง่แล้ว![]()
![]()
qwerty wrote:จากที่อ่านจาก http://www.gripen.com/en/MediaRelations/News/2008/080211_th_signing.htm ยังไม่เห็นว่ามีตรงไหนที่บอกว่าต้องเพิ่มอีก 800 ล้าน
เพื่อปรับปรุง SAAB-340
แล้วมีคนตอบให้แล้ว http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=skyman&month=21-07-2010&group=2&gblog=195
themagician wrote:บาบูนตูดแดง พูดซะเห็นภาพเลยครับ![]()
![]()
themagician wrote:ทำไมพวกกระบือแดง ถึงได้เอาแต่ข่าวโง่ๆๆๆๆข้อมูลผิดๆๆๆๆ มาอวดความเป็นกระบือได้ตลอดเวลา พอจับได้ก็จะแถถถถถถถถถไปเรื่องอื่นตลอดว่าทำไมเรื่องนี้ไม่พูด เรื่องนี้ไม่แฉ พวกกระบือแดงทั้งหลายเอาเรื่องเดียวให้มันรอดก่อนเถอะ![]()
![]()
![]()
![]()



Bangkok, Saab International Thailand
Thailand
P.O Box Klongtoey 17th floor, Unit 1705, One Pacific Place, 140 Sukhumvit Road 10110 Bangkok, Thailand
Phone: +66 2 653 2650
Fax: +66 2 653 2653
Sales
Peter Temander
Phone: +66 2 653 26 50-2
Mobile phone: +66 1 822 1340
qwerty wrote:gaan ชอบปี้เค้ามาผมก็ปี้มาให้ gaan อ่าน
http://atcloud.com/stories/72410
คำถาม ไขทุกข้อสงสัย...ทำไมต้อง JAS-39 Gripen
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
Gripen เหมาะสมที่สุดใช่ไหม?
ตอบ: คงบอกไม่ได้ว่าเหมาะสมที่สุด เพราะผู้เขียนก็ไม่ได้ไปบินมากับมือ แตกต่างจากกองทัพอากาศที่ไปบินมาแล้วทั้งสามแบบ แต่เท่าที่กล่าวได้คือเห็นด้วย เพราะ Gripen ก็เป็นเครื่องบินที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะซื้อได้แล้วในสถานภาพเศรษฐกิจของ เราขณะนี้ เพราะเครื่องบินที่ดีกว่านี้ก็มี แต่เราไม่มีความสามารถที่จะจัดหามาใช้งานเนื่องจากราคาสูง
Su-30MKIT บินได้ไกล บรรทุกอาวุธได้มาก ความคล่องตัวยอดเยี่ยม ราคาไม่สูงมาก ทำไมไม่ซื้อ?
ตอบ: บางที่การจัดซื้ออาวุธก็ดูแต่ของที่ดีที่สุดหรือไม่อย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องดูว่าเข้ากับเราและเหมาะสมกับเราหรือไม่ กองทัพอากาศไทยเป็นกองทัพอากาศที่ใช้อาวุธมาตราฐานนาโต้ ทำให้การใช้ Su-30 นั้นไม่เข้ากับระบบของเราที่ใช้อาวุธมาตราฐานนาโต้ เราจำเป็นต้องจัดหาอาวุธ และจัดตั้งสายการส่งกำลังบำรุงใหม่ จัดซื้ออุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดินใหม่ อีกทั้ง Su-30 ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเป็นจำนวนมาก คือมากกว่า 2 เท่าของ F-16 และมากกว่า Gripen 4 เท่า ทั้งยังต้องเข้าคิวรอการผลิตนาน เพราะตอนนี้รัสเซียต้องผลิตเครื่องบินให้แอลจีเรีย อินโดนิเซีย อินเดีย ฯลฯ รวมมากกว่า 100 ลำ
ทำไมจึงไม่ ซื้อ F-16?
ตอบ: แม้ว่ากองทัพอากาศไทยจะมี F-16 เป็นจำนวนถึง 59 ลำ และใช้งานได้อย่างคุ้นเคย โดยกองทัพอากาศปฏิบัติงานกับ F-16 มามากกว่า 20 ปี แต่ F-16 ของกองทัพอากาศก็ไม่เคยประสบอุบัติเหตุตกเลย ซึ่งมีน้อยกองทัพที่จะสามารถทำได้ แต่เมื่อเทียบข้อเสนอในครั้งนี้แล้วนั้น Gripen มีข้อเสนอที่ดีกว่า
ในจำนวนเงิน 34,000 ล้านบาทนั้น ถ้าเราจัดซื้อ F-16 เราจะจัดหา F-16C/D Block 50/52+ ได้จำนวน 12 ลำ พร้อมอาวุธ การสนับสนุน อะไหล่ และการฝึก แต่ถ้าเราจัดซื้อ Gripen เราจะได้รับ Gripen จำนวน 12 ลำ เครื่องบินความคุมและแจ้งเตือนล่วงหน้า (AEW&C) แบบ S-100B Argus จำนวน 2 ลำ เครื่องบินลำเลียง Saab 340 จำนวน 1 ลำ อาวุธปล่อยต่อต้านเรือรบ RBS-15 สถานีเรด้าร์ภาคพื้นดิน 3 สถานี กองทัพอากาศจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมการเข้าถึง Source Code ของโปรแกรมในเครื่อง และทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนนายเรืออากาศไทย
นอก จากค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Gripen ที่ต่ำกว่า F-16 ราวครึ่งหนึ่งแล้ว เรายังสามารถได้รับ Gripen ทันเวลาที่ F-5B/E จะปลดประจำการในปี 2554 ในขณะที่ F-16 ยังมีคิวการผลิตก่อนหน้าเราอีกเป็นจำนวนมาก
การถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญอย่างไร?
ตอบ: ถ้าเราได้รับเทคโนโลยี เราก็จะสามารถเรียนรู้ที่จะเป็นได้มากกว่าผู้ใช้ธรรมดา นั้นคือสามารถเข้าใจระบบการทำงานในเครื่องบินได้ ทั้งนี้ สหรัฐไม่มีนโยบายในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับไทย และแม้แต่พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐก็จะไม่ได้รับการถ่ายทอด เทคโนโลยีให้ทั้งหมด ดังเช่นในกรณีการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์โจมตีของตุรกี ที่เบื้องต้นตุรกีเลือกเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐ แต่สหรัฐไม่สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ตามข้อกำหนดของตุรกีได้ ทำให้โครงการต้องล้มเลิกไป และเมื่อเริ่มโครงการใหม่ ตุรกีก็เลือกที่จะไปจัดหาเฮลิคอปเตอร์ของยุโรป ทำให้โครงการต้องใช้เวลานานกว่า 12 ปี จึงจะได้แบบของเฮลิคอปเตอร์ที่จะเข้าประจำการ
การได้ รับ Source code สำคัญเพียงไรและจำเป็นแค่ไหน?
ตอบ: การเข้าถึง Source Code หรือรหัสในการพัฒนาโปรแกรมนั้น จะทำให้กองทัพอากาศสามารถปรับแต่งแก้ไขเครื่องบินให้เหมาะสมกับความต้องการ ในอนาคตของกองทัพอากาศได้ ทั้งนี้ ยังเอื้ออำนวยให้กับการวิจัยและพัฒนาอาวุธใหม่ ๆ ของกองทัพอากาศที่จะนำมาติดตั้งกับ Gripen ได้ เนื่องจากอาวุธต่าง ๆ นั้นจำเป็นต้องมีการสื่อสารกับเครื่องบิน ซึ่งถ้าเราไม่สามารถปรับแก้โปรแกรมได้ การติดตั้งก็จะมีอุปสรรค
กรณี ศึกษาของเรื่องนี้คือ กองทัพอากาศได้พัฒนาระบบปีก Long Shot ซึ่งสามารถติดตั้งกับระเบิด GBU-10 ที่กองทัพอากาศมีใช้งานอยู่ได้ ระบบปีกนี้จะทำให้ระเบิดร่อนไปได้ไกลขึ้น ทำให้เครื่องบินไม่ต้องเข้าไปใกล้เป้าหมายมากนัก จึงไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกต่อต้านโดยระบบอาวุธต่อสู้อากาศยาน แต่กองทัพอากาศก็ไม่สามารถใช้งานระบบนี้ได้เนื่องจากกองทัพอากาศไม่สามาถแก้ ไข้โปรแกรมของ F-16 ซึ่งจะต้องติดตั้งระบบการเล็งและการปล่อยอาวุธชนิดนี้
ทำไม ในปี 2549 จึงต้องยกเลิกการจัดหา Su-30MKIT?
ตอบ: การจัดซื้อในช่วงนั้นมีข้อเป็นห่วงถึงความไม่โปร่งใสที่อาจจะเกิดขึ้นใน กระบวนการจัดซื้อ ประกอบกับการเจรจาการค้าแบบ Barter Trade ประสบปัญหาและไม่เป็นไปตามความคาดหวัง เนื่องจากสัญญามีมูลค่าสูง และทางผู้ผลิตแต่ละรายก็ไม่เต็มใจนักที่จะแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรเต็มจำนวน ประกอบกับข้อกำหนดและปัญหามากมาย ทั้งนี้ แม้แต่มาเลเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก ยังสามารถเจรจา Barter Trade ในการจัดซื้อ Su-30MKM กับรัสเซียได้เพียง 1 ใน 3 ของมูลค่าทั้งหมดเท่านั้น
กองทัพอากาศจัดหา เครื่องบินจากสวีเดน จะทำให้สหรัฐคว่ำบาตรการค้าอาวุธกับไทย?
ตอบ: Gripen เป็นเครื่องบินที่สามารถใช้อาวุธได้หลากหลาย ทั้งของสหรัฐ ยุโรป สวีเดน หรืออิสราเอล ซึ่งอันที่จริงประเด็นนี้ไม่น่าจะก้าวไปถึงขั้นการคว่ำบาตรการค้าอาวุธ เนื่องจากสวีเดนก็เป็นมิตรประเทศที่สหรัฐนำเข้าและส่งออกอาวุธให้เสมอ และยังมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดีต่อกัน แต่ทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลสหรัฐจะทำการคว่ำบาตรจริง ก็เชื่อว่าทางบริษัทผู้ผลิตอาวุธจะต้องทำการกดดันให้รัฐบาลสหรัฐอนุญาตให้ตน ขายอาวุธให้กับไทย เนื่องจากไทยไม่ใช่ศัตรูของสหรัฐ ทั้งยังเป็นพันธมิตรสำคัญนอกนาโต้อีกด้วย และมูลค่าในการขายอาวุธแต่ละครั้งก็สูง ซึ่งถ้าสหรัฐไม่ขายก็จะทำให้ตนเองเสียโอกาสและเสียตลาด และจะยิ่งเป็นการผลักให้ไทยลดการจัดหาอาวุธจากสหรัฐไปหาผู้ผลิตรายอื่นเช่น ยุโรป หรืออิสราเอลมากขึ้น
ในกรณีนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลไทยต้องการ จัดหา F-16A/B ฝูงแรก ซึ่งสหรัฐไม่ยอมขายให้ อันเนื่องมาจากมีประสบการณ์ในการขายอาวุธที่ทันสมัยให้กับอิหร่าน แต่เมื่ออิหร่านเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้อาวุธเหล่านั้นตกอยู่ในมือสหภาพโซเวียต สหรัฐจึงเสนอให้ไทยจัดซื้อ F-16/79 ซึ่งเป็น F-16 รุ่นที่ถูกลดประสิทธิภาพลง แต่ทางบริษัทผู้ผลิต F-16 ทำการกดดันรัฐบาลสหรัฐอย่างหนัก และไทยก็เรียกร้องให้สหรัฐขาย F-16A/B ให้ จนในที่สุดสหรัฐจึงต้องยอมขาย F-16A/B ให้แทน F-16/79 ที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า
Gripen มีจำนวนการประจำการเพียงราว 150 ลำ ในขณะที่ F-16 และเครื่องบินตระกูล Su-30 มีประจำการทั้งโลกมากกว่าพันลำ จะทำให้มีปัญหาด้านอะไหล่หรือไม่?
ตอบ: ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ในอดีตสวีเดนก็เคยผลิตและจำหน่ายเครื่องบิน J-35 Darken ซึ่งมีผู้ใช้อยู่หลายประเทศ และก็ได้รับการสนับสนุนอะไหล่มากกว่า 30 ปี ในปัจจุบัน Gripen มีผู้ใช้คือสวีเดน เช็ค ฮังการี แอฟริกาใต้ และไทยเป็นประเทศต่อไป ซึ่งยังมีประเทศที่ให้ความสนใจ Gripen มากอีกหลายประเทศเช่นโครเอเชีย โรมาเนีย สโลเวเนีย สวิสเซอร์แลนด์ (Gripen เป็นตัวเต็ง) มีความต้องการรวมกันเกือบ 80 ลำ ทำให้ยังมีความหวังว่าในอนาคตจะมีประเทศที่จะจัดหา Gripen ไปใช้งานเพิ่มเติม อีกทั้งทางสวีเดนยังลงทุนพัฒนา Gripen รุ่นใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนา Gripen ในมาตราฐาน NG หรือการพัฒนา Gripen-N และ Gripen-DK สำหรับนอร์เวย์และเดนมาร์คตามลำดับ ซึ่งยังทำให้ Gripen มีอนาคตในตลาดโลกอยู่
การจัดซื้อโปร่งใสหรือไม่?
ตอบ: โดยหลักการแล้วการจัดซื้อระบบ G2G ก็ไม่น่าจะมีค่าคอมมิชชั่นที่ผิดกฏหมาย และประเทศสวีเดนเองก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการคอร์รัปชั่นต่ำมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ของสวีเดนไม่สามารถติดสินบนเจ้าหน้าที่ไทย ซึ่งอาจจะทำให้รัฐบาลสวีเดนมีความผิดและต้องรับผิดชอบทางการเมืองได้ นอกจากนั้นจากการศึกษาราคาของ Gripen ในอดีตเปรียบเทียบกับราคาที่เราซื้อแล้ว พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ทั้งนี้ เราก็ควรจะต้องช่วยกันตรวจสอบถ้าพบความผิดปกติต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
จำนวน ที่จัดหา 12 ลำเพียงพอหรือไม่?
ตอบ: อันที่จริงจำนวนเพียง 12 ลำนั้นไม่เพียงพอ เพราะอัตราฝูงบินของกองทัพอากาศนั้น กำหนดให้มีเครื่องบิน 16 - 18 ลำต่อ 1 ฝูงบิน แต่ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องจัดหามาในเบื้องต้นก่อนจำนวน 12 ลำ
แทน ที่จะจัดหาเครื่องบินมาทดแทน ทำไมจึงไม่ยุบฝูงบินลงไป?
ตอบ: อัตราฝูงบิน ณ ปัจจุบันนี้ เป็นอัตราความต้องการที่ต่ำที่สุดที่กองทัพอากาศจะสามารถดำรงขีดความสามารถ ในการป้องกันประเทศได้ ถ้าฝูงบินถูกลดลงต่ำไปกว่านี้ จะทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติการ ทั้งนี้ กองทัพอากาศก็เคยลดอัตราของฝูงบินลงมาแล้วครั้งหนึ่งจำนวนกว่า 12 ฝูงบินเหลือ 24 ฝุงบินในปัจจุบัน และมีฝูงบินขับไล่เพียง 5 ฝูง ฝูงบินโจมตี 3 ฝูงเท่านั้น
ในอนาคต เทคโนโลยีตรวจจับได้ยาก (Stealth) จะเข้ามามีบทบาท ทำไมจึงไม่รอเทคโนโลยีนี้ก่อน?
ตอบ: อย่างที่ได้เรียนไป F-5 ของกองทัพอากาศนั้นจำเป็นต้องปลดประจำการในอีกไม่นาน ในขณะที่เครื่องบินที่มีเทคโนโลยีตรวจจับได้ยากที่เราสามารถจัดหาได้ก็คือ F-35 นั้น จำเป็นต้องรอนานจนถึงปี 2020 - 2030 เนื่องจากโครงการประสบปัญหาล่าช้า และประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมวิจัยและพัฒนา จึงทำให้ไม่ได้รับคิวในการจัดซื้อก่อน ทำให้ช่วงนี้กำลังทางอากาศจะขาดหายไปมาก อีกทั้ง เทคโนโลยียังมีการพัฒนาตลอดเวลา เมื่อถึงวันที่เราสามารถจัดหาเครื่องบินที่มีเทคโนโลยีตรวจจับได้ยากได้ ก็จะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาอยู่ดี ฉะนั้นถ้ากองทัพอากาศต้องรอเทคโนโลยีในอนาคตทุกครั้ง ก็จะต้องรอต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
เราจะมั่นใจได้อย่าง ไรว่า Gripen จะสามารถต่อสู้กับเครื่องบินของข้าศึกได้?
ตอบ: แม้ว่า Gripen จะไม่ใช่เครื่องบินที่ดีที่สุด แต่ก็ถือว่าเป็นเครื่องบินที่ทันสมัยและใช้เทคโนโลยีล่าสุดของการบินทางทหาร เช่นกัน ทั้งนี้ ในการรบจริงนั้น ปัจจัยในการชนะหรือแพ้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เหนือกว่าเพียงอย่าง เดียว หากแต่อยู่ที่การฝึก ความคุ้นเคย ยุทธวิธี และความชำนาญในตัวเครื่องบินของนักบินเอง ซึ่งกองทัพอากาศไทยมีการฝึกกับกองทัพชั้นนำของโลกเสมอ ๆ เช่นกองทัพอากาศสหรัฐ กองทัพเรือสหรัฐ นาวิกโยธินสหรัฐ กองทัพอากาศออสเตรเลีย กองทัพอากาศอังกฤษ กองทัพอากาศฝรั่งเศส กองทัพอากาศสิงคโปร์ ฯลฯ ในการฝึกต่าง ๆ เช่น Cope Tiger, Cobra Gold, Picth Black ฯลฯ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสร้างความชำนาญให้กับนักบินไทยได้ไม่ยากนัก
tonemai500 wrote:คุณ gaan ฝากมาบอกว่า อ่านแล้วไม่เข้าใจ มันไม่สนับสนุนความคิดของคนเสื้อแดง เหตุผลแบบนี้ผมไม่เข้าใจ ต้องบอกว่าทักษิณเป็นคนดีอย่างไม่มีเหตุผล ผมจึงจะเข้าใจ ศาลสองมาตรฐานเพราะติดสินให้ทักษิณผิด หลักฐานเหตุผลไม่ต้องคำนึง ทักษิณไม่ผิดยังไงก็ไม่ผิด ไม่ต้องพิจารณาใดๆทั้งสิน ทักษินไม่ผิดได้ยินไหม ทักษิณไม่ผิดยังไงก็ไม่ผิด หลักฐานไม่ต้องมาอ้างหรอก ยังไงทักษิณก็ไม่ผิด



http://forum.serithai.net/viewtopic.php?f=2&t=26730TaMongKhon wrote:JKBT wrote:ไม่ต้องห่วงครับ กองทัพคำนวนไว้แล้ว เอาเครื่องกริพเพนที่มีอ๊อฟพงษ์พัฒน์ เอ๊ยอ๊อปชั่นมากมายมาใส่แทน ทีนี้รถหุ้มเกราะของกองทัพไทยก็สามารถบินได้ อริราชศรัตรูก็จะกลัวกันขาสั่น![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
ใส่ด้วยกันได้ด้วย ชอบๆ นำเสนอดี
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
Grimmy wrote:วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:13:04 น. มติชนออนไลน์
กมธ.ทหารแฉพบพิรุธอื้อซื้อ"กริพเพน" เครื่องเปล่าไร้เขี้ยวเล็บ กองทัพเล็งรถเกราะยูเครนอีก 121 คัน
“กมธ.การทห.” สอบพบพิรุธซื้อ “กริพเพน” ได้แต่เครื่องเปล่าไร้เขี้ยวเล็บ
ผู้สื่อข่าว “มติชน” รายงาน ว่า เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่กำลังติดตามโครงการการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ ยาส 39ซี/ดี กริพเพน (JAS 39C/D Gripen) จากประเทศสวีเดน ของกองทัพอากาศ ได้จัดทำเอกสารสรุปผลการพิจารณาสอบในประเด็นต่างๆเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสใน การดำเนินงาน ดังนี้ โครงการจัดหาในระยะแรกจำนวน 6 ลำ วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท ได้ดำเนินการแล้ว โดยเหลือการจัดหาระยะที่ 2 อีกจำนวน 6 ลำ วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท โดยพบว่าการจัดหาในระยะแรกประกอบด้วย เครื่องบิน Gripen (Model C นั่งได้ 1 ที่นั่ง) จำนวน 2 ลำ ราคาลำละ 1,650 ล้านบาท เครื่องบิน Gripen (Model D นั่งได้ 2 ที่นั่ง) จำนวน 4 ลำ ราคาลำละ 2,015 ล้านบาท