ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

เรื่องการเมือง เชิญที่นี่เลยครับ
Forum rules
- ห้ามใช้คำพูดหยาบคาย
- ห้ามโพสกระทู้หรือข้อความที่ดูหมิ่นเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด

เชิญทุกท่านเข้าสู่บอร์ดใหม่ได้ที่ http://webboard.serithai.net ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ viewtopic.php?f=2&t=44976 ครับ

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Mon Jul 26, 2010 10:29 am

see-u wrote:** ว่าจะไม่เข้ากระทุ้นี้แล้ว ...
เห็น หนุอ้อย เอาชื่อ " สิงห์สนามหลวง " มาแปะ
อ่านงานเขียนของคุณ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ด้วยเหรอ :P
คนนี้ .. เป็น คนแรก ที่ทำให้ ดิฉัน รู้จักหนังสือดี ๆ น่าอ่าน
เป็นคนที่ทำให้ชอบและสนใจในเรื่องหนังสือ .. จากคอลัมภ์ สิงห์ สนามหลวง นี้แหละ :!:

ปล. ขออภัยที่นอกเรื่อง
:oops:


ไม่นอกเรื่องเลยค่ะ ที่จับจอง(อิอิ)เนื้อที่กระทู้นายเวรก็เพราะเขียนไปพลางๆ รอนายเวรเข้ามาคุยเรื่อง 6 ตุลาอยู่ ( หวังว่าเขาคงเข้ามา 5555 ไม่เคยผิดนัด )
เพื่อนที่ที่ทำงานและมิตรสหายก็เมล์เข้ามาว่าตามอ่านอยู่ ( พี่ชาวกบเพื่อนหนูอ้อยเมล์มาว่าสะใจที่ลุงสิงห์ตอบวิสา :lol: :lol: :lol: ) หนูก็เลยโม้รอไปเรื่อยๆ ใครขัดแย้งหรือเสนอแนะอะไรเข้ามาได้เลยนะคะ พวกเราที่นี่ไม่ชอบการผูกขาดนี่นา :D

โลกหนังสือเป็นหนังสือที่คุณแม่อ่านประจำ ตอนหลังมาไม่มีแล้วก็เลยเป็นแฟนลุงสิงห์ในเนชั่นสุดฯ เปิดอ่านก่อนเพื่อนเลยค่ะ ถัดมาต้อง "ชีวิตรื่นรมย์ ของลุงกนก :)
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Mon Jul 26, 2010 6:51 pm

หนูอ้อย wrote:
Jseventh wrote:ระหว่างรอหนูอ้อย..
ดิฉันก็แอบมี Imagine ดาวอังคาร..อวกาศ กับเขาเหมือนกันนะ
แต่คิดไปคิดมา ขอจิ้นแบบ "เบ'ซิค" ก็แล้วกัน


ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ ที่บ้านมีอุปกรณ์2ชิ้น คือคอมตั้งโต๊ะของคุณพ่อซึ่งไวรัสรับประทานกำลังส่งโรงพยาบาลอยู่ และ"สุพรรณิการ์"ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊กที่
โดนน้องสาวสุดเลิฟตัดหน้าใช้ทั้งคืนเพราะเธออัดอั้นตันใจไม่ได้ท่องโลกไซเบอร์มาตลอดสัปดาห์ (ติดสอบมิดเทอม)
อ่านที่พี่เจส่งมาแล้ว....innocence of children.............will be replaced by mistrust and doubt as the child grows and learns......(but)....... innocence of a life lived fully has a quality of wisdom and acceptance of the ever-changing wonder of life. แหม นายเวรแปลออกแน่ๆ อิอิ

พี่เจมีอะไรส่งมานานๆที แต่เด็ด จำได้ว่า กาลครั้งหนึ่ง(อันนี้นานจริง5555) พี่เคยก็อบ&แพสบทความเรื่อง "4ขี้ของคนไทย " พริ๊นต์ออกอ่านกันทั่วสำนักงาน

รอเดี๋ยวนะท่านผู้อ่าน ถ้ายังไม่เบี่ยกันซะก่อนจะมาเล่าเรื่อง "คนเดือนตุลา" แบบท่านสุเทพ วงศ์กำแหงต่อ และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะขอ "ติ๊ก" ไว้นั่นคือเรื่อง"คอมมิวนิสต์"

นายเวร wrote:แล้วนายเวรจะเป็น คอมมิวนิสต์ ได้ยังไงแระครับ อ่านไม่รู้เรื่องเลย
นำมาบางส่วนนะเนี้ย จารย์อ้อย อธิบายสั้นๆ ให้ผมเข้าใจหน่อย ปวดหัวจัง


นอกจากพี่โนเวย์จะแนะนำการสะกดที่ถูกต้องจนนายเวรสามารถสะกด"คอมมิวนิสต์"ถูกแล้ว พึงสังเกตว่า หนูอ้อยไม่มีทางสาดข้อหา "คอมมิวนิสต์" ใส่ใคร :!:
กระทั่งการเรียกแนวคิดยังใช้คำว่า "แนวคิดในการเปลี่ยนโครงสร้างสังคม" ไม่ใช่เพราะเรื่องพรบ.การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ถูกยกเลิกไปนานแล้วแต่เพียงเหตุผลเดียว แต่มีอีกเหตุผลหนึ่งคือ เรา" ไม่ให้เครดิต Marx แอบใช้คอม ( computer not communist :lol: ) ที่ที่ทำงาน แต่บอกทุกคนว่าไม่ได้ corrupt เพราะกำลัง "ทำงานการเมือง" กับนายเวรอยู่ :lol: :lol: :lol:

******************************************************************************************************************************************
ไม่ให้เครดิต Marx เปลี่ยนใจได้นะก๊าบจารย์อ้อย :lol: :lol:
ทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ล้าสมัยแล้วจริงๆหรือ ?
เขียนโดย ศรีสองเมือง
มีคนเคยเยาะเย้ยนักลัทธิมาร์กซผู้หนึ่งไว้เมื่อไม่นานมานี้ ในทำนองว่า เขาผู้นั้นยังงมงายกับลัทธิมาร์กซ์อยู่ และน่าจะเป็นมาร์กซิสต์คนสุดท้ายในประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้เสนอทฤษฎีใหม่ที่มีเนื้อหาใดๆที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทย

โดยฐานะแล้วผมเป็นเพียงรากหญ้าคนหนึ่ง ที่จะพยายามจะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสาระต่างๆในทฤษฎีการเมือง ซึ่งก็เป็นเรื่องยากและใช้เวลานานกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง คงทำได้เท่าที่กำลังสติปัญญาและโอกาสจะเอื้ออำนวยให้เท่านั้น โดยมีความประสงค์ที่จะค้นหาว่า แนวคิดของปรัชญาใดจะสามารถคลี่คลายปัญหาทางความคิดหรือข้อสงสัยของผมให้ตกไปได้เป็นเบื้องแรก


จนกระทั่งได้พบทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษวิธีของลัทธิมาร์กซ ที่เกิดจากการตกผลึกทางสติปัญญาของมาร์กซและเองเกลส์ มันสามารถตอบปัญหาทางความคิดของผมซึ่งแก้ไม่ตกมานานแล้วให้ตกไปได้อย่างไม่มีอะไรต้องมาสงสัยค้างคาใจอีก และเมื่อมองย้อนกลับไปทำให้ผมได้เห็นความ ”ไม่รู้” ของตนเองว่าเคยหลงผิดไปอย่างมากมายทีเดียว จึงตั้งใจว่าต่อไปนี้ก่อนที่จะเชื่อในสิ่งใดจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องพินิจพิจารณาให้ถ่องแท้ จะเชื่อสิ่งใดง่ายๆไม่ได้อีกแล้ว เนื่องจากเคยมีบทเรียนที่เจ็บปวดจากการถูกหลอกลวงให้หลงเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่จับต้องไม่ได้จากแนวคิดที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์มาเนิ่นนาน จึงพยายามฝึกฝนทดลองใช้แนวทางทฤษฎีของปรัชญานี้มามองและแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับตนเองมาตลอด
การลองผิดลองถูกนั้นได้ให้การศึกษาแก่ผมว่า หากไม่มีการนำทฤษฎ๊ไปสู่การปฏิบัติก็จะไม่มีผลอันใดเลย และการจะยึดถือแนวทางของทฤษฎีใดๆควรพิจารณาในหลายๆมิติ ไม่ว่าจะเป็น/ ฐานะ /บทบาท /และภาระหน้าที่ของมันที่มีต่อ”ศาสตร์” และ”สังคม” โดยพยายามมองเข้าไปให้ถึงโครงสร้างของมันว่าประกอบด้วยสิ่งเหล่านี้หรือไม่

๑. มันมีหน่วยวิเคราะห์อยู่ในระดับใด? ระดับบุคคล ระดับกลุ่มคน(ชนชั้น) หรือในระดับสังคม หรือกว้างกว่านั้น
-ลัทธิมาร์กซ มีหน่วยวิเคราะห์อยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับย่อยจนถึงระดับใหญ่

๒. มองถึงอุดมการณ์ของมัน ว่ารับใช้ใคร?
-ลัทธิมาร์ซได้แสดงจุดยืนของมันอย่างชัดเจนว่า มันรับใช้ชนชั้นผู้ยากไร้ ซึ่งเป็นคนส่วนข้างมากของสังคมที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

๓. มันมีเป้าหมายเช่นไร? ต่อมวลมนุษยชาติ
-ลัทธิมาร์กซมีเป้าหมายชัดเจนที่จะปลดปล่อยมวลมนุษยชาติออกจากความสิ้นหวังยากไร้และขาดแคลนจากการถูกกดขี่ขูดรีด ข้อนี้ผมเห็นว่าเป็นแก่นแท้และจิตวิญญาณของมันเลยทีเดียว

๔. มันมีลักษณะนามธรรมที่หลากหลายและสมบูรณ์เพียงใด?
-ลัทธิมาร์กซ ได้หล่อหลอมเชื่อมโยงเอานามธรรมที่หลากหลายเข้าด้วยกันอย่างสอดประสานกลมกลืนเช่น /ความยากไร้ /การกดขี่ขูดรีด /การต่อสู้ทางชนชั้น/การเปลี่ยนแปลงสังคม ฯลฯ

๕. ในด้านความเป็น”ศาสตร์” มันมีความสามารถเพียงพอที่จะอธิบายปรากฎการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้มากน้อยเพียงใด
- ลัทธิมาร์กซมีความสามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ มีเพราะมันเป็นองค์ความรู้ที่ถูกประมวลและผลิตขึ้นมาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

๕. มีมวลชนผู้ศรัทธาสืบทอดโดยนำหลักการไปปรับใช้และปฏิบัติและได้ผลอย่างประจักษ์หรือไม่
-มีผลจากการปฏิบัติเป็นที่ที่ประจักษ์มาแล้ว

ทฤษฎีใดๆที่ไม่มีหรือขาดองค์ประกอบพื้นฐานเหล่านี้(หรือมากกว่านี้) แล้วนำไปใช้มองและแก้ปัญหา อีกทั้งไม่ผสมผสานกับการปฏิบัติ นอกจากจะแก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราวแล้ว ก็น่าจะเป็นได้เพียง ”การบอกเล่า” หรือการ “ระบายความรู้สึก ความเพ้อฝัน หรือความปรารถนาส่วนตนที่ซ่อนเร้นอยู่ในเบื้องลึก” ออกมาเสียมากกว่า สำหรับทฤษฎีลัทธิมาร์กซนั้นอย่างน้อยที่สุดก็มีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

จากการที่มันได้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานนับร้อยปี ได้รับการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างหนักหน่วงกว้างขวาง ผ่านการถูกโจมตีบิดเบือนในเนื้อหาสาระมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เนื้อหาสาระหลักยังคงทนต่อการพิสูจน์เสมอ แม้ว่าในปัจจุบัน ”ทุน” และ ”สรรพสิ่ง” จะพัฒนาแตกต่างไปจากที่มาร์กซได้วิเคราะห์ไว้ในยุคสมัยของเขามากมาย แต่คุณค่าของมันก็ไม่ได้ล้าสมัยไปเสียเลยทีเดียว มาร์กซก็เป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่มีอัจฉริยภาพสูงมากคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้วิเศษ ไม่ใช่นักปรัชญาจิตนิยม ในยุคที่เขามีชีวิตอยู่นั้นยังไม่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยี่ใหม่ๆให้เห็นเป็นข้อมูล และไม่มีเครื่องมือดิจิตอลใช้เช่นในปัจจุบัน
ในปีพศ.นี้ยังมีทฤษฎีใหม่ๆบทใดบ้างที่พอจะชี้ทางออกให้กับมวลชนผู้ยากไร้ได้ดีเท่ากับทฤษฎีนี้ ยังมีนักปราชญ์คนใดบ้างที่สามารถเสนอแนวคิดทางปรัชญาที่มีฐานะพอๆกันมาหักล้างทฤษฎีลัทธิมาร์กซให้ตกไปได้....ถ้ามี โปรดชี้แนะด้วยจะได้น้อมรับไปศึกษา แต่ในเวลานี้ผมจำต้องยึดถือ ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษแห่งลัทธิมาร์กซไว้ก่อน และในอนาคตเชื่อแน่ว่า คงต้องมีผู้รู้คนหนึ่งคนใดมาพัฒนาหรือเสนอแนวคิดที่ผิดแผกแตกต่างไปจากนี้ จนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางและสามารถแก้ปัญหาของมวลชนผู้ยากไร้ได้ดีกว่า ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะอย่างน้อยที่สุด หลักข้อหนึ่งของ “วัตถุนิยมวิภาษวิธี” ของลัทธิมาร์กซก็ได้เสนอสัจจธรรมให้เป็นเข้าใจได้ว่า เพราะความขัดแย้งจึงทำให้สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่งอยู่กับที่.....
.จึงเรียนมาด้วยความเคารพ
“รูปธรรมที่ปราศจากนามธรรม ก็คือความมืดบอด
นามธรรมที่ปราศจากรูปธรรม ก็คือความว่างเปล่า”

*******************************************************************************************************************************************

ประชาธิปไตยกับปรัชญาวัตถุนิยมโดย เทอดไท
กล่าวสำหรับนักลัทธิมาร์กซ์แล้ว “ปรัชญาวัตถุนิยม” ถือเป็นหัวใจหลักสำคัญในการนำปฏิวัติเลยทีเดียว จนสามารถกล่าวได้ว่าหากไม่มีปรัชญาวัตถุนิยมของมาร์กซ์แล้ว การปฏิวัติสังคมก็จักไม่สามารถเกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะนักปรัชญาวัตถุนิยมมองว่าการแก้ปัญหาของคนในด้านต่างๆไม่สามารถแก้ไขได้โดยปราศจากการแก้ที่สภาพสังคมหรือที่เรารู้จักกันในคำนิยามสั้นๆว่า “วัตถุกำหนดจิต” นั้นเอง การประกาศสัจธรรมทางปรัชญาของมาร์กซ์นั้นจึงเป็นการเผยธาตุแท้ที่ชนชั้นปกครองหลอกลวง ปิดบังประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งเครื่องมือสำคัญของชนชั้นปกครองเหล่านี้ก็คือ “ปรัชญาจิตนิยม” อันเป็นปฏิปักษ์กับวัตถุนิยมนั้นเอง ปรัชญาจิตนิยมคือการหลอกลวงประชาชนให้มีความเชื่อว่าความทุกข์ ความยากจนทั้งปวงล้วนมาจาก “ความคิด” ของตัวเราเอง หาได้เกี่ยวข้องกับสังคมภายนอกไม่ รวมไปถึงการอธิบายความยากจนของประชาชนด้วยว่ามาจากกรรมเก่าและความไม่รู้จักพอเพียง เพื่อที่จะให้ประชาชนหลงลืมและตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่าความยากจนมาจากการถูกขูดรีดจากนายทุนและศักดินา รวมไปถึงการปกครองที่กดขี่โดยเผด็จการต่างหาก

ก่อนอื่น ประชาธิปไตยก็คือผลแห่งการต่อสู้คัดค้านระบอบเผด็จการของประชาชนเพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าประชาชนเข้าใจความจริงแล้วว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ตนเองต้องทนทุกข์ ทั้งประสบกับความยากจนข้นแค้นนั้น ก็เพราะมาจากการถูกกดขี่โดยชนชั้นปกครองที่เป็นเผด็จการ ประชาชนได้ตระหนักถึงความจริงที่ว่าหากต้องการมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็จะต้องแก้ปัญหาที่สังคมนั้นเอง ซึ่งสำหรับสังคมไทยในสมัย 14 ตุลา สามารถกล่าวได้ว่าเป็นช่วงที่ปรัชญาวัตถุนิยมของมาร์กซ์ก้าวเข้ามามีบทบาทต่อปัญญาชน นักศึกษาและมวลชนก้าวหน้าอย่างสูงมาก เห็นได้จากมีการเรียกร้องสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนกลุ่มต่างๆอย่างกระตือรือร้นยิ่ง เช่น การเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงและสวัสดิการของกรรมกร หรือการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปที่ดินทำกินของชาวนาและเกษตรกร1 ผลแห่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยที่สำคัญก็คือการเปลี่ยนแปลงทางความคิดรวมถึงหลักปรัชญาของคนจน ซึ่งสะท้อนได้จากคำพูดเช่น “...คนรวยเขารวยเพราะคนจนอย่างพวกเรา เราไถนาให้เขา เราปลูกข้าวให้เขากิน เราเก็บเกี่ยว เราทำให้เขาทั้งหมดเพราะเขาไม่รู้จักว่าจะทำอย่างไร เราเป็นคนปลูกข้าวให้เขากิน ปลูกบ้านให้เขาอยู่ แต่เรายิ่งจนลงทุกวัน แต่เขากลับยิ่งรวยขึ้นทุกวัน...”2 ซึ่งต่างจากในอดีตที่คนจนมักจะโทษตนเองว่ามี “กรรมเก่า” จึงทำให้ไม่คิดลุกขึ้นสู้

ในบรรดาข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงจากฝ่ายที่ต่อต้านประชาธิปไตยก็คือการมักจะใช้ความคิดแบบจิตนิยมในการปิดบังความจริงเพื่อหลอกลวงประชาชน โดยข้ออ้างหนึ่งในนั้นก็คือการดูถูกคนจนว่าโง่ ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ไม่รู้จักพอเพียง สรุปแล้วคือ คนจนไม่ควรมีส่วนร่วมในการปกครองนั้นเอง เราจะเห็นได้ว่าการดูถูกคนจนว่าโง่จึงไม่ควรมีสิทธิในการปกครองตนเอง ก็เกิดมาจากแนวคิดจิตนิยมเช่นกัน เพราะเท่ากับเป็นการมองว่า “ความโง่” เกิดจากตัวบุคคลเอง ไม่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการด้านการศึกษาของรัฐแต่อย่างใด ซึ่งอันที่จริงแล้ว คนจนจะโง่จริงหรือไม่ อย่างไรนั้นคงต้องอภิปรายกันอย่างยาวยืด แต่ในที่นี้ จะยอมรับไปก่อนก็ได้ว่าคนจนโง่ แล้วยังไง ?

มันก็มิได้เปลี่ยนแปลงหลักในการเข้ามามีส่วนร่วมของคนจนพวกนั้นแต่อย่างใดเลย กลับกันเสียอีก หากมองว่าคนจนโง่ ก็ยิ่งสมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้คนจนเหล่านี้ได้เข้ามามีสิทธิ์มีเสียงในสังคม เพื่อที่จะให้คนจนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพอย่างแท้จริง รวมไปถึงการให้บริการด้านการศึกษาฟรีแก่ประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของคนทุกชนชั้นด้วย สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ละหรือ หากมิได้เกิดมาจากการต่อสู้ เรียกร้อง กดดันของประชาชนโดยเฉพาะคนจนที่ถูกชนชั้นปกครองและชนชั้นกลางดูถูกว่าโง่นั้นแหละ ดังนั้น การจะมาอ้างว่าเพราะคนจนโง่ ขาดการศึกษา แล้วจึงควรรอไปก่อน รอไปจนกว่าจะฉลาดและไม่ถูกเงินซื้อ แล้วค่อยเข้ามามีส่วนร่วม ก็คือการใช้ความคิดจิตนิยมมาปิดบังการกดขี่ของชนชั้นปกครองอย่างไม่ต้องสงสัย มันก็เป็นแนวคิดชุดเดียวกับที่ว่าคนจน จนก็เพราะกรรมเก่าและไม่รู้จักพอเพียงนั้นแหละ ทั้งๆที่ต้นเหตุแท้จริงล้วนมาจากการกดขี่ขูดรีดของชนชั้นปกครองที่เป็นเผด็จการ

เราในฐานะนักลัทธิมาร์กซ์ ผู้ยึดมั่นในหลักวัตถุนิยม เห็นว่าการจะแก้ไขชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น จะต้องแก้ที่โครงสร้างสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจ คือการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์การผลิต กำจัดการขูดรีดของระบบทุนนิยม และในด้านการเมืองก็คือ เครื่องมือที่จะนำไปสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา นั้นคือการทำให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครองตัวเองอย่างแท้จริง เพราะเรามีบทเรียนจากประวัติศาสตร์แล้วว่าไม่มีใครที่จะคิดทำเพื่อคนจนอย่างจริงจังจริงใจเท่ากับคนจนด้วยกันเอง อันที่จริงแล้ว แม้แต่คนจนด้วยกันยังสามารถหักหลังกันได้เลย เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยจึงเป็นการรับประกันความปลอดภัยในอำนาจของประชาชนอย่างดีที่สุด

หลักสำคัญของปรัชญาวัตถุนิยม ก็คือการให้ความสำคัญกับวัตถุภววิสัยมากกว่าจิตอัตวิสัยของคนเรา นั้นหมายความว่าสรรพสิ่งจะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อวัตถุภววิสัยเปลี่ยนแปลงเท่านั้น หาใช่เพราะจิตสำนึกหรืออัตวิสัยของเราไม่ จิตสำนึกของคนเราเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวัตถุเท่านั้น(โดยมีเงื่อนไขว่าความคิดนั้นๆจะต้องไปเปลี่ยนแปลงวัตถุอย่างถูกต้องด้วยเท่านั้น เช่น การจะเปลี่ยนแปลงสังคมจากทุนนิยมมาเป็นสังคมนิยม ลำพังเพียงการใช้จิตสำนึกหรืออัตวิสัยของคนเราย่อมไม่สามารถเปลี่ยน แปลงได้ หากว่าเราไม่ใช้จิตสำนึกตรงนั้นเข้าไปจัดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์การผลิตซึ่งเป็นวัตถุภววิสัยนั้นเอง 3 ) เราจึงมีแต่จะ ต้องทำการศึกษาถึงเงื่อนไขทางวัตถุที่ดำรงอยู่จริง แล้วจึงค่อยนำจิตสำนึกที่กระตือรือร้นที่จะปฏิวัติเข้าไปช่วย และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็เช่นเดียวกัน เราไม่อาจจะใช้แนวคิดจิตนิยมหรืออัติวิสัยคิดเอาเองว่าชนชั้นปกครองอาจจะช่วยเหลือประชาชนเข้าสักวัน เรามีแต่จะต้องสร้างหลักประกันในอำนาจของประชาชนขึ้นมาเอง นั้นแหละคือหลักการของปรัชญาวัตถุนิยม
* อ้างอิง
1 สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย, กรุงเทพฯ : พี.เพรส, 2551, หน้า 145-146
2 กนกศักดิ์ แก้วเทพ, บทเรียน 30 ปี ของการเคลื่อนไหวทางสังคมของชาวนาชาวไร่ไทย, ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม- ธันวาคม 2547), หน้า 92
3 บุญศักดิ์ แสงระวี, โลกทัศน์ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ, ชมรมศึกษาวิทยาศาสตร์สังคม, 2547


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Mon Jul 26, 2010 7:32 pm

แหม…ดักคอไว้เลยนะทัศนะฆ่าไม่บาปเนี้ยยย สมแล้วที่นับถือเป็น จาน ผม อิอิ :mrgreen: มันผิดหลักแห่งธรรมแล้วฆ่าไม่บาป เกิดไม่ทันเฉยๆนะยุคนั้น….ถ้าเกิดทันจะไปฉันเพลด้วยสักมื้อหนึ่งรับลองหลุดพ้นแน่ :lol: :lol: … ผิดผลาดประการใดโต้แย้งผู้ล่วงลับ…โดยส่งอีแมวไปหาโดยตรง ไม่ต้องผ่านผม แหะ แหะ…..ในมุมมองผู้ถูกปกครองนั้น…คห..ของนายเวร ก็แค่เรื่องเล่าๆที่โดนแย่งอำนาจ
โดยประชาชนในเหตุการณ์ใหม่ก็เท่านั้นเองไม่มีอะไรมากทั้งสองเหตุการณ์… :lol: …..

“ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519”ป๋วย อึ๊งภากรณ์
เจตนาและความทารุณโหดร้าย
1. ในวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 เวลาประมาณ 7.30 น. ตำรวจไทย โดยคำสั่งของรัฐบาลเสนีย์ ปราโมช ได้ใช้อาวุธสงครามบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยิงไม่เลือกหน้า และมีกำลังของคณะกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน และนวพล เสริม บ้างก็เข้าไปในมหาวิทยาลัยกับตำรวจ บ้างก็ล้อมมหาวิทยาลัยอยู่ข้างนอก เพื่อทำร้ายผู้ที่หนีตำรวจออกมาจากมหาวิทยาลัย ผู้ที่ถูกยิงตายหรือบาดเจ็บก็ตายไปบาดเจ็บไป คนที่หนีออกมาข้างนอกไม่ว่าจะบาดเจ็บหรือไม่ต้องเสี่ยงกับความทารุณโหดร้ายอย่างยิ่ง บางคนถูกแขวนคอบางคนถูกราดน้ำมันแล้วเผาทั้งเป็น คนเป็นอันมากก็ถูกซ้อมปรากฏตามข่าวทางการว่าตายไป 40 กว่าคน แต่ข่าวที่ไม่ใช่ทางการว่าตายกว่าร้อย และบาดเจ็บหลายร้อย

ผู้ที่ยอมให้ตำรวจจับแต่โดยดีมีอยู่หลายพันคน เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ หลายมหาวิทยาลัย เป็นประชาชนธรรมดาก็มี เป็นเจ้าหน้าที่และอาจารย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งได้รับคำสั่งให้เฝ้าดูอาคารสถานที่และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยก็มิใช่น้อย

เมื่อนำเอาผู้ต้องหาทั้งหลายไปยังสถานีตำรวจ และที่คุมขังอื่น มีหลายคนที่ถูกตำรวจซ้อมและทรมานด้วยวิธีการต่างๆ บางคนถูกทรมานจนต้องให้การตามที่ตำรวจต้องการจะให้การ และซัดทอดถึงผู้อื่น

2. เจตนาที่จะทำลายล้างพลังนักศึกษา และประชาชนที่ใฝ่เสรีภาพนั้นมีอยู่นานแล้ว ในเดือนตุลาคม 2516 เมื่อมีเหตุทำให้เปลี่ยนระบบการปกครองมาเป็นรูปประชาธิปไตยนั้น ได้มีผู้กล่าวว่า ถ้าฆ่านักศึกษาประชาชนได้สักหมื่นสองหมื่นคนบ้านเมืองจะสงบราบคาบ และได้สืบเจตนานี้ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ในการเลือกตั้งเมษายน 2519 ได้มีการปิดประกาศและโฆษณาจากพรรคการเมืองบางพรรคว่า “สังคมนิยมทุกชนิดเป็นคอมมิวนิสต์” และกิตติวุฒโฑภิกขุ ยังได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า “การฆ่าคอมมิวนิสต์นั้นไม่เป็นบาป” ถึงแม้ในกันยายน–ตุลาคม 2519 เอง ก็ยังมีผู้กล่าวว่าการฆ่าคนที่มาชุมนุมประท้วงจอมพลถนอม กิตติขจร สัก 30,000 คน ก็เป็นการลงทุนที่ถูก ยุคนี้แถว่ามีผู้ก่อการร้าย 500 คน ยอดเลยไม่เข้าเป้าเพราะมีชุดดำมาช่วย
3. ผู้ที่สูญเสียอำนาจทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 ได้แก่ทหารและตำรวจบางกลุ่ม ผู้ที่เกรงว่าในระบบประชาธิปไตยจะสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไป ได้แก่พวกนายทุนเจ้าของที่ดินบางกลุ่ม และผู้ที่ไม่ประสงค์จะเห็นระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย กลุ่มเหล่านี้ได้พยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะทำลายล้างพลังต่างๆ ที่เป็นปรปักษ์แก่ตนเองด้วยวิธีต่างๆ ทางวิทยุและโทรทัศน์ ทางหนังสือพิมพ์ ทางใบปลิวโฆษณา ทางลมปากลือกัน ทางบัตรสนเท่ห์ รับจ้างโฟสรู้ตัวแล้ว หึหึ 8-) ทางจดหมายซึ่งเป็นบัตรสนเท่ห์ขู่เข็ญต่างๆ และได้ก่อตั้งหน่วยต่างๆ เป็นเครื่องมือซึ่งจะได้กล่าวถึงในข้อ 20 และข้อต่อๆ ไป

วิธีการของบุคคลกลุ่มเหล่านี้คือ ใช้การปลุกผีคอมมิวนิสต์โดยทั่วไป ถ้าไม่ชอบใครก็ป้ายว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ก่อการร้าย :lol: แม้แต่นายกรัฐมนตรีคึกฤทธิ์ หรือเสนีย์ หรือพระราชาคณะบางรูปก็ไม่เว้นจากการถูกป้ายสี อีกวิธีหนึ่งคือการอ้างถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือในการป้ายสี ถ้าใครเป็นปรปักษ์ก็แปลว่าไม่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สมัยก่อนก็ดึงเบื้องสูงมาแอบอ้างเหมือนสมัยนี้เลยพันธมาร :lol:
4. ในกรณีของกันยายน–ตุลาคม 2519 นี้ เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร เข้ามาในประเทศไทย ก็อาศัยกาสาวพัสตร์คือศาสนาเป็นเครื่องกำบัง และในการโจมตีนักศึกษาประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นข้ออ้าง

การแขวนคอ ท่านมหาเทพสนธิ บอกว่ามีการแสดงละครล้อเลียน เพิ่งจูบดา..กกันไปเร็วๆนี้ ถอนฟ้อง5. จอมพลถนอมเข้าประเทศเมื่อ 19 กันยายน นักศึกษา กรรมกร ชาวไร่ชาวนา ประชาชนทั่วไปมีการประท้วง แต่การประท้วงคราวนี้ผิดกับคราวก่อนๆ ไม่เหมือนแม้แต่เมื่อคราวจอมพลประภาส จารุเสถียรเข้ามา คือกลุ่มผู้ประท้วงแสดงว่าจะให้โอกาสแก่รัฐบาลประชาธิปไตยแก้ปัญหา จะเป็นโดยให้จอมพลถนอมออกจากประเทศไทยไป หรือจะจัดการกับจอมพลถนอมทางกฎหมาย ในระหว่างนั้นก็ได้มีการปิดประกาศในที่สาธารณะต่างๆ เพื่อประณามจอมพลถนอม และได้มีการชุมนุมกันเป็นครั้งคราว (จนกระทั่งถึงวันที่ 4 ตุลาคม)

การปิดประกาศประท้วงจอมพลถนอมนั้น ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มที่เป็นปรปักษ์ต่อนักศึกษาประชาชน นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 คน และนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 1 คน ถูกทำร้ายในการนี้ บางคนถึงสาหัส
ที่นครปฐม พนักงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 2 คน ออกไปปิดประกาศประท้วงจอมพลถนอม ได้ถูกคนร้ายฆ่าตาย และนำไปแขวนคอไว้ในที่สาธารณะ ต่อมารัฐบาลยอมรับว่าคนร้ายนั้นคือตำรวจนครปฐมนั่นเอง

6. ในการประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอมนั้น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาได้รับความร่วมมือจาก “วีรชน 14 ตุลาคม 2516” คือผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกันในตุลาคม 2516 (บางคนก็พิการตลอดชีพ) และญาติของ “วีรชน” นั้น ทำการประท้วงโดยนั่งอดอาหารที่ทำเนียบรัฐบาลในราวๆ ต้นเดือนตุลาคม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่ทำเนียบพยายามขัดขวางด้วยวิธีต่างๆ ในวันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม ด้วยความร่วมมือของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชุมนุมพุทธศาสตร์และประเพณี ญาติวีรชนจึงได้ย้ายมาทำการประท้วงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บริเวณลานโพธิ์ ในวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คาดว่าคงจะมีการก่อฝูงชนขึ้นที่นั่น เป็นอุปสรรคต่อการสอบของนักศึกษา จึงได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ ขอให้รัฐบาลจัดหาที่ที่ปลอดภัยให้ผู้ประท้วงประท้วงได้โดยสงบและปลอดภัย

7. ในเที่ยงวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคมนั้นเอง เหตุการณ์ก็เป็นไปอย่างคาด คือ ได้เกิดการชุมนุมกันขึ้น มีนักศึกษาธรรมศาสตร์ นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ตลอดจนประชาชนไปชุมนุมกันที่ลานโพธิ์ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประมาณ 500 คน ได้มีการอภิปรายกันถึง (1) เรื่องจอมพลถนอม (2) เรื่องการฆ่าพนักงานไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่นครปฐม และได้มีการแสดงการจับพนักงานไฟฟ้านั้นแขวนคอ โดยนักศึกษาสองคน คนหนึ่งชื่ออภินันท์เป็นนักศึกษาศิลปศาสตร์ปีที่ 4 และเป็นสมาชิกชุมนุมการละคอน แสดงเป็นผู้ที่ถูกแขวนคอ

จากปากคำของอาจารย์หลายคน ที่ได้ไปดูการชุมนุมกันในเที่ยงวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคมนั้น ผู้แสดงแสดงได้ดีมาก ไม่มีอาจารย์ผู้ใดที่ไปเห็นแล้วจะสะดุดใจว่าอภินันท์แต่งหน้า หรือมีใบหน้าเหมือนเจ้าฟ้าชายมกุฎราชกุมาร เป็นการแสดงโดยเจตนาจะกล่าวถึงเรื่องที่นครปฐมโดยแท้

เมื่ออธิการบดีลงไประงับการชุมนุมนั้น เป็นเวลาเกือบ 14 น. แล้ว การแสดงเรื่องแขวนคอนั้นเลิกไปแล้ว ก่อนหน้านั้นมีการประชุมคณบดีจนเกือบ 13 น. อธิการบดีรับประทานอาหารกลางวันที่ตึกเศรษฐศาสตร์ราวๆ 13 น. ถึง 13.30 น. พอกลับจากตึกเศรษฐศาสตร์จะไปห้องอธิการบดี เห็นว่ามีการประชุมกัน เป็นอุปสรรคต่อการสอบไล่ของนักศึกษาจึงได้ไปห้าม

8. รุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ต่างๆ หลายฉบับได้ลงรูปถ่ายการชุมนุมและการแสดงแขวนคอนั้น จากรูปหนังสือต่างๆ เห็นว่านายอภินันท์นั้น หน้าตาละม้ายมกุฎราชกุมารมาก แต่ไม่เหมือนทีเดียว แต่ในภาพของหนังสือพิมพ์ดาวสยาม (ซึ่งเป็นปรปักษ์กับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาตลอดมา) รูปเหมือนมาก จนกระทั่งมีผู้สงสัยว่าดาวสยามจะได้ไปจงใจแต่งรูปให้เหมือน

เรื่องนี้สถานีวิทยุยานเกราะ (ซึ่งก็เป็นปรปักษ์กับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา และเคยเป็นผู้บอกบทให้หน่วยกระทิงแดงโจมตีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยอาวุธและลูกระเบิด เมื่อสิงหาคม 2518) ก็เลยนำเอามาเป็นเรื่องสำคัญ กล่าวหาว่าศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ เจตนาจะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงได้พยายามแต่งหน้านักศึกษาให้เหมือนมกุฎราชกุมารแล้วนำไปแขวนคอ ในการกระจายเสียงของยานเกราะนั้น ได้มีการยั่วยุให้ฆ่านักศึกษาที่ชุมนุมกันอยู่ในธรรมศาสตร์นั้นเสีย ยานเกราะได้เริ่มโจมตีเรื่องนี้เวลาประมาณ 18 น. ในวันอังคารที่ 5 ตุลาคม และได้กระจายเสียงติดต่อกันมาทั้งคืนวันอังคารต่อเนื่องถึงเช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคม
การชุมนุมประท้วง 4 ตุลาคม 2519
9. ส่วนทางศูนย์กลางนิสิตนักศึกษานั้น ได้จัดให้มีการชุมนุมที่สนามหลวงประท้วง (1) ให้รัฐบาลจัดการกับจอมพลถนอม กิตติขจร (2) ให้จับผู้ที่เป็นฆาตกรแขวนคอที่นครปฐมมาลงโทษ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม เป็นการทดลอง “พลัง” ตามที่นักศึกษากล่าว แล้วเลิกวันเสาร์ที่ 2 อาทิตย์ที่ 3 เพราะมีตลาดนัดที่ท้องสนามหลวง แล้วนัดชุมนุมกันอีกในเย็นวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม

การชุมนุมประท้วงดังกล่าว ได้ทราบจากนักศึกษาว่ากำหนดจัดกันในช่วงต้นเดือนตุลาคมเพราะเป็นระยะที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่เปลี่ยนตำแหน่งที่สำคัญๆ เนื่องจากมีผู้ครบเกษียณอายุไปในวันที่ 30 กันยายน ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาสืบทราบมาว่าอาจจะมีการกระทำรัฐประหารโดยนายทหารผู้ใหญ่บางกลุ่มที่ไม่พอใจการสับเปลี่ยนตำแหน่งที่สำคัญ จึงต้องการจะแสดงพลังนักศึกษาเป็นการป้องกันการรัฐประหาร ในขณะเดียวกันก็เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลกระทำสองอย่างข้างต้น

ฝ่ายทางสหภาพกรรมกรก็กำหนดว่า จะมีการสไตรค์สนับสนุนการประท้วงเพียง 1 ชั่วโมงเป็นชั้นแรกในวันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม

เรื่องการชุมนุมประท้วงของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาที่สนามหลวงนั้น มีหนังสือพิมพ์หลายฉบับไปถาม ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีว่า ถ้าเขาจะมาชุมนุมกันที่ในธรรมศาสตร์ นายกรัฐมนตรีเห็นเป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรีตอบว่า ถ้าย้ายไปชุมนุมกันที่ธรรมศาสตร์ก็จะดีมาก (หนังสือพิมพ์ต่อมาได้มาถามอธิการบดีธรรมศาสตร์ว่าเห็นเป็นอย่างไร ในคำตอบของนายกรัฐมนตรี อธิการบดีตอบว่า ไม่ดีเลย)

10. ในการชุมนุมประท้วงที่สนามหลวง เย็นวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคมนั้น เหตุการณ์ก็เหมือนกับการชุมนุมประท้วงในเดือนสิงหาคม เมื่อจอมพลประภาสเข้ามา คือพอฝนตกเข้าผู้ชุมนุมก็หักประตูทางด้านสนามหลวงเข้ามาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่เวลา 20 น.

ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัย ได้ไปแจ้งความต่อตำรวจชนะสงครามตามระเบียบ ทางตำรวจชนะสงครามได้ส่งกำลังตำรวจประมาณ 40 คน ไปคุมเหตุการณ์ที่ด้านวัดมหาธาตุร่วมกับรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา ในการชุมนุมประมาณ 25,000-40,000 คนนั้น ตำรวจ 40 คน คงจะทำอะไรมิได้นอกจากจะใช้อาวุธห้ามผู้ชุมนุมมิให้เข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็จะเกิดจลาจล ซึ่งมิใช่สิ่งที่ใครๆ หรือรัฐบาลต้องการ ฉะนั้นจึงเป็นภาวะที่ต้องจำยอมให้เข้ามาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ฝ่ายกระทิงแดงและนวพลนั้น สมัยนี้แก็งส์หลากสีชุมนุมกวนส้นติงที่สีลมโดยมีแต่ผู้ดีสีลมทั้งนั้น ก็มาชุมนุมกันอยู่ที่วัดมหาธาตุอีกมุมหนึ่ง แต่เนื่องจากมีกำลังน้อยเพียงไม่กี่สิบคนจึงมิได้ทำอะไร

ทางด้านศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา ก็ชุมนุมค้างคืนอยู่ในธรรมศาสตร์ตลอดมาถึงเช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคม ซึ่งเป็นเวลาที่เกิดเหตุ

11. ทางฝ่ายผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อมีประชาชนจำนวนมากไหลบ่ากันเข้ามาในเวลา 20 น. ของวันจันทร์ 4 ตุลาคม ก็ได้โทรศัพท์หารือกับ ดร.ประกอบ หุตะสิงห์ องคมนตรี นายกสภามหาวิทยาลัย และด้วยความเห็นชอบของ ดร.ประกอบ ได้สั่งปิดมหาวิทยาลัยทันทีเพื่อป้องกันมิให้นักศึกษาอื่น และอาจารย์ ข้าราชการมหาวิทยาลัยต้องเสี่ยงต่ออันตราย (คราวจอมพลประภาสเข้ามาได้สั่งปิดมหาวิทยาลัยเมื่อมีการยิงกัน และทิ้งระเบิดตายไป 2 ศพแล้ว) และได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ ก็ได้รับความเห็นชอบ จึงมีหนังสือเป็นทางการรายงานท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการทบวงอีกโสตหนึ่ง

ครั้นแล้วผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ย้ายสำนักงานไปอาศัยอยู่ที่สำนักงานการศึกษาแห่งชาติชั่วคราว ทิ้งเจ้าหน้าที่รักษาทรัพย์สินและอาคารของมหาวิทยาลัยไว้ประมาณ 40 – 50 คน และได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่เหล่านั้นตลอดเวลาโดยทางโทรศัพท์และทางอื่น

การปลุกระดมมวลชน และกฎหมู่
12. ฝ่ายยานเกราะและสถานีวิทยุในเครือของยานเกราะก็ระดมปลุกปั่นให้ผู้ฟังเคียดแค้นนิสิตนักศึกษาประชาชน ที่ประท้วงอยู่ในธรรมศาสตร์ตลอดเวลา โดยอ้างว่าจะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยระดมหน่วยกระทิงแดง นวพล และลูกเสือชาวบ้านให้กระทำการ 2 อย่าง คือ (1) ทำลายพวก “คอมมิวนิสต์” ที่อยู่ในธรรมศาสตร์ (2) ประท้วงรัฐบาลที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยไม่ให้นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมบุญ ศิริธร ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

การทำลายพวก “คอมมิวนิสต์” ในธรรมศาสตร์นั้นได้ใช้ให้กระทิงแดงและอันธพาล ใช้อาวุธยิงเข้าไปในธรรมศาสตร์ตั้งแต่เที่ยงคืนจนรุ่งขึ้นของวันพุธที่ 6 ตุลาคม ฝ่ายทางธรรมศาสตร์ก็ได้ใช้อาวุธปีนยิงตอบโต้เป็นครั้งคราว

13. การปลุกระดมของยานเกราะได้ผล ทางด้านรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการด่วนในตอนดึกของวันอังคารที่ 5 ตุลาคม และได้มีมติให้นำตัวหัวหน้านักศึกษาและนายอภินันท์ ผู้แสดงละคอนแขวนคอมาสอบสวน

พอเช้าตรู่ของวันพุธที่ 6 ตุลาคม นายสุธรรม เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา พร้อมด้วยผู้นำนักศึกษาจำนวนหนึ่งกับนายอภินันท์นักแสดงละคอนแขวนคอ ได้ไปแสดงความบริสุทธิ์ใจที่บ้านนายกรัฐมนตรี เผอิญนายกรัฐมนตรีออกจากบ้านไปทำเนียบเสียก่อน นายกรัฐมนตรีจึงได้โทรศัพท์แจ้งให้อธิบดีกรมตำรวจคุมตัวนายสุธรรม นายอภินันท์ และพวกไปสอบสวน ผู้เขียนบันทึกในขณะนี้ยังไม่ทราบผลของการสอบสวนดังกล่าว

14. การบุกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยตำรวจ ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการกระทำของรัฐบาลโดยเอกเทศมิได้มีการหารือกับอธิการบดีเลย แม้ว่าในตอนดึกของวันอังคารที่ 5 ตุลาคม อธิการบดีจะได้พูดโทรศัพท์กับ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีก็ตาม นายกรัฐมนตรีมิได้แจ้ง ให้อธิการทราบว่ารัฐบาลจะเรียกตัวหัวหน้านิสิตนักศึกษาหรือนายอภินันท์มาสอบสวน ถ้านายกรัฐมนตรีประสงค์เช่นนั้น ก็มีวิธีที่จะเรียกตัวได้ ให้มาสอบสวนโดยสันติไม่ต้องใช้กำลังรุนแรงจนควบคุมมิได้ และจนเกินกว่าเหตุ

15. การโจมตีนักศึกษาประชาชนที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งเริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนโดยมีการยิงเข้าไปในมหาวิทยาลัยจากภายนอกนั้น ได้ใช้กำลังตำรวจล้อมมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 03.00 น. และได้เริ่มยิงเข้าไปอย่างรุนแรงโดยตำรวจตั้งแต่เวลา 05.00 น ผู้ที่อยู่ในธรรมศาสตร์ขอให้ตำรวจหยุดชั่วคราว เพื่อให้ผู้หญิงที่อยู่ในมหาวิทยาลัยได้มีโอกาสออกไป ตำรวจก็ไม่ฟัง
อาวุธในธรรมศาสตร์ อาวุธในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ดูในคลิปประกอบการพิจารณาhttp://www.youtube.com/watch?v=0Rmwr-faBH4&feature=PlayList&p=86AF1CC7327BBECB&playnext_from=PL&index=0
16. ในการบุกธรรมศาสตร์นั้น วิทยุยานเกราะประโคมว่าภายในธรรมศาสตร์มีอาวุธร้ายแรง เช่น ลูกระเบิด ปืนกลหนักและอาวุธร้ายแรงอื่นๆ ข้อนี้เป็นการกล่าวหาโดยปราศจากความจริงตั้งแต่ 2517 มาแล้ว แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้แต่ละครั้ง เช่น เมื่อกระทิงแดงบุกในเดือนสิงหาคม 2518 หรือเมื่อตำรวจเข้าไปกวาดล้าง หลังจากการชุมนุมประท้วงจอมพลประภาส ก็มิได้มีหลักฐานประการใดว่าได้มีอาวุธสะสมไว้ในธรรมศาสตร์

ถึงคราวนี้ก็ดี สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาแสดงว่าเป็นอาวุธที่จับได้ในธรรมศาสตร์ก็มีแต่ปืนยาวสองกระบอก ปืนพกและลูกระเบิด หาได้มีอาวุธร้ายแรงขนาดปืนกลไม่ เป็นเรื่องที่สร้างข้อกล่าวหาจากอากาศธาตุทั้งสิ้น บทเรียนสมัยก่อนมั่ง สมัยนี้ต้องยัดให้เนียนหน่อย…จะได้แหกตาประชาชีได้
ตั้งแต่ปลายปี 2517 เป็นต้นมา นักการเมือง และหัวหน้านักศึกษาบางคนมีความจำเป็นต้องพกอาวุธไว้ป้องกันตัว เพราะหน่วยกระทิงแดง และตำรวจ ทหาร ฆาตกรมักจะทำร้ายหัวหน้ากรรมกร หัวหน้าชาวนาชาวไร่ หัวหน้านักศึกษา และนักการเมืองอยู่เนืองๆ และการฆ่าบุคคลเหล่านี้ทางตำรวจไม่เคยหาตัวคนร้ายได้ (ขณะเดียวกัน ถ้าตำรวจฆ่าตำรวจ หรือมีผู้พยายามฆ่านักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ตำรวจจับคนร้ายได้โดยไม่ชักช้า) พูดไปแล้ว การมีอาวุธไว้ป้องกันตัว ในเมื่อรู้ว่าจะเสี่ยงต่ออันตรายก็มีเหตุผลพอสมควร

ระหว่างคืนวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม จนถึงเช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคมนั้น นักศึกษาและประชาชนที่เข้ามาชุมนุมในธรรมศาสตร์ มีโอกาสที่จะนำอาวุธเหล่านั้น เข้าไปในมหาวิทยาลัยตลอดเวลา น่าเสียดายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมิได้ตั้งด่านสกัดค้นอาวุธทั้งทางด้านผู้ชุมนุมประท้วง และฝ่ายกระทิงแดงเสียแต่ต้นมือ และเท่าที่ปรากฏเป็นข้อเท็จจริงตลอดมา ฝ่ายกระทิงแดงได้พกอาวุธร้ายในที่สาธารณะเนืองๆ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่กล้าห้ามหรือตรวจค้น

ถึงกระนั้นก็ดี ผู้เขียนบันทึกนี้เห็นว่าการชุมนุมประท้วงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม ต้องกระทำโดยสันติและปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมาย และรับรองโดยรัฐธรรมนูญ

17. จากการ “สอบสวน” และ “สืบสวน” ของตำรวจและทางการ เท่าที่ปรากฏในเวลาที่เขียนบันทึกนี้มีข้อกล่าวหาว่าในธรรมศาสตร์มีอุโมงค์อยู่หลายแห่ง สมัยนี้ มีฐานขีปนาวุธร้ายแรงหลังเวที พร้อมจะปะจุระเบิดทันทีหากมีการสลายการชุมนุม..หุหุ :lol: แต่เจ้าหน้าที่ก็มิได้แสดงภาพของอุโมงค์ให้ดูเป็นหลักฐาน เป็นการปั้นน้ำเป็นตัวสร้างข่าวขึ้นแท้ๆ คุณดำรง ชลวิจารณ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและประธานกรรมการสำรวจความเสียหายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้แจงเมื่อกลางเดือนตุลาคมว่า ไม่พบอุโมงค์ในธรรมศาสตร์เลย และย้ำว่าไม่มี เป็นข่าวลือทั้งนั้น อุทิศ นาคสวัสดิ์ กล่าวในโทรทัศน์ถึงห้องแอร์และส้วมที่อยู่บนเพดานตึก คงจะหมายถึงชั้นบนสุดของตึกโดม ซึ่งก็ไม่มีอะไรเร้นลับประการใด และใครเล่านอกจากอุทิศ นาคสวัสดิ์จะไปใช้ส้วมบนเพดานตึก นอกจากนั้นอุทิศยังอุตส่าห์พูดว่า บรรดาผู้ที่ไปชุมนุมในธรรมศาสตร์นั้นใช้รองเท้าแตะเป็นจำนวนมากแสดงว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เพราะผู้ก่อการร้ายใช้รองเท้าแตะ ถ้าเป็นเช่นนี้คนในเมืองไทย 40 ล้านคน ซึ่งใช้รองเท้าแตะก็เป็นผู้ก่อการร้ายหมด สมัยนี้ใครเป็นเสื้อแดงก่อกามร้าย :lol: ตลอด ที่กล่าวถึงอุทิศ นาคสวัสดิ์นั้น เป็นตัวอย่างของโฆษกฝ่ายยานเกราะเพียงคนเดียวคนอื่นและข้อใส่ร้ายอย่างอื่นทำนองเดียวกันยังมีอีกมากที่ใช้ความเท็จกล่าวหาปรปักษ์อย่างไม่มีความละอาย

กฎหมู่ทำลายประชาธิปไตย
18. ข้อเรียกร้องอีกข้อหนึ่งของยานเกราะและผู้ที่อยู่เบื้องหลังยานเกราะคือเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งนายสมัครและนายสมบุญเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยและให้ขับไล่รัฐมนตรี “ฝ่ายซ้าย” 3 คน ออก คือ นายสุรินทร์ มาศดิตถ์ นายชวน หลีกภัย และนายดำรง ลัทธพิพัฒน์ เรื่องนี้ยานเกราะเจ็บใจนักเพราะเมื่อ ม.ร.ว.เสนีย์ ลาออกในเดือนกันยายนนั้น สถานีวิทยุยานเกราะได้ระดมจ้างและวานชาวบ้าน มาออกอากาศเป็นเชิงว่าเป็นมติมหาชน คนที่จ้างและวานมาให้พูดนั้นพูดเกือบเป็นเสียงเดียวกันว่าให้ ม.ร.ว.เสนีย์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่ให้กำจัดรัฐมนตรีที่ชั่วและเลวออก การกลับกลายเป็นว่า ม.ร.ว.เสนีย์ นายกรัฐมนตรีกลับเอานายสมัคร และนายสมบุญ ออกไป เป็นเชิงว่านายสมัครและนายสมบุญซึ่งเป็นพรรคพวกกันยานเกราะนั้นเป็นคนเลวไป

19. ยานเกราะระดมกำลังเรียกร้องให้ลูกเสือชาวบ้าน นวพล กระทิงแดง และกลุ่มอื่น ๆ ในเครือ ชุมนุมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเรียกร้องเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล การเรียกร้องกระทำตลอดคืนวันอังคารที่ 5 คาบเช้าวันพุธที่ 6 แล้วก็สามารถระดมพลเพื่อการเรียกร้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไปจนถึงเวลาบ่าย ม.ร.ว.เสนีย์จึงยอมจำนน และรับว่าจะคิดจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ตามคำเรียกร้อง

ต่อมาอีกประมาณ 1 หรือ 2 ชั่วโมงก็มีการยึดอำนาจกระทำรัฐประหารขึ้นในเวลา 18 น.

20. เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมาผู้ที่เป็นปรปักษ์กับพลังนักศึกษา กรรมกรและชาวไร่ชาวนา พยายามกล่าวหาว่านักศึกษา กรรมกรและชาวไร่ชาวนา “ใช้วิธีปลุกระดมมวลชน” และ “ใช้กฎหมู่บังคับกฎหมาย” การกระทำของยานเกราะ กระทิงแดง นวพล และลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มต่าง ๆ นั้นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าไม่ใช่วิธีปลุกระดมมวลชน และไม่ใช่การใช้กฎหมู่บวกกับอาวุธมาทำลายกฎหมาย

เรื่องที่กล่าวมานี้มิใช่จะเริ่มเกิดขึ้นใน 2519 แต่เริ่มมาตั้งแต่ 2517 กระทิงแดงเป็นหน่วยที่ฝ่ายทหาร กอ.รมน.จัดตั้งขึ้นจากนักเรียนอาชีวะ ซึ่งบางคนก็เรียนจบไปแล้ว บางคนก็เรียนไม่จบ บางคนก็ไม่เรียน กอ.รมน. เป็นผู้จัดตั้งขึ้น เพื่อหักล้างพลังศึกษาตั้งแต่พวกเรากำลังร่างรัฐธรรมนูญอยู่ หนังสือพิมพ์ต่างประเทศลงข่าวอยู่เนือง ๆ และระบุชื่อพันเอกสุตสาย หัสดิน ว่าเป็นผู้สนับสนุนแต่ก็ไม่มีการปฏิเสธข่าว กอ.รมน.ไม่แต่เป็นผู้จัดตั้ง เป็นผู้ฝึกอาวุธให้ นำอาวุธมาให้ใช้ และจ่ายเงินเลี้ยงดูให้จากเงินราชการลับ และตั้งแต่กลางปี 2517 เป็นต้นมา หน่วยกระทิงแดงก็พกอาวุธปืนและลูกระเบิดประเภทต่าง ๆ อย่างเปิดเผย ไม่มีตำรวจหรือทหารจะจับกุมหรือห้ามปราม ไม่ว่าจะมีการประท้วงโดยสันติอย่างใดโดยนิสิตนักศึกษา กระทิงแดงเป็นต้องใช้อาวุธขู่เข็ญเป็นการต่อต้านทุกครั้ง สมัยนี้มาเลย…555 เห็นเตรียมตัวกันไว้แล้ว เหมือนรู้ไว้ก่อน เดะ เดะครับผม นับตั้งแต่การประท้วงบทบัญญัติบางมาตราของรัฐธรรมนูญ ในปี 2517 การประท้วงฐานทัพอเมริกันใน 2517 – 2518 การบุกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเดือนสิงหาคม 2518 การประท้วงการกลับมาของจอมพลประภาส และจอมพลถนอม ตลอดมาแต่ละครั้งจะต้องมีผู้บาดเจ็บล้มตายเสมอ แม้แต่ช่างภาพ หนังสือพิมพ์ที่พยายามถ่ายภาพกระทิงแดงพกอาวุธ ก็ไม่วายถูกทำร้าย นักข่าวโดนยิงเป็นว่าเล่นหามือคนยิงให้ได้นะ ในการเลือกตั้งในเมษายน 2519 กระทิงแดงก็มีส่วนขู่เข็ญผู้สมัครรับเลือกตั้ง และในการโจมตีทำร้ายพรรคบางพรรคที่เขาเรียกกันว่าฝ่ายซ้าย

21. สมควรจะกล่าวถึง กอ.รมน. ในที่นี้ เพราะนอกจากจะเป็นผู้ชักกระทิงแดงให้ปฏิบัติการรุนแรงแล้ว ยังมีส่วนในการจัดตั้งกลุ่มและหน่วยอื่น ๆ เป็นประโยชน์แก่กลุ่มทหารด้วย เช่น นวพล ทั้งนี้โดยใช้เงินงบประมาณแผ่นดินประเภทราชการลับตลอดเวลา

กอ.รมน. เดิมมีชื่อว่า บก.ปค. แปลว่ากองบัญชาการปราบคอมมิวนิสต์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กอ.ปค. กองอำนวยการปราบคอมมิวนิสต์ ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีนโยบายจะคบกับประเทศคอมมิวนิสต์ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ เป็นองค์กรที่จอมพลประภาสตั้งขึ้น และเป็นมรดกตกทอดต่อมาถึงทุกวันนี้

ความสำเร็จของ กอ.รมน. วัดได้ดังนี้ เมื่อแรกตั้งประมาณ 10 ปีกว่ามาแล้ว เงินงบประมาณสำหรับ บก.ปค.มีอยู่ประมาณ 13 ล้านบาท และเนื้อที่ในประเทศไทยที่เป็นแหล่งคอมมิวนิสต์ ในการปฏิบัติงานของ บก.ปค. มีอยู่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปัจจุบันมี กอ.รมน. มีงบประมาณกว่า 800 ล้านบาท และเนื้อที่ที่ประกาศเป็นแหล่งคอมมิวนิสต์มีอยู่เกือบทั่วราชอาณาจักรประมาณ 30 กว่าจังหวัด

การปราบคอมมิวนิสต์ของ กอ.รมน. เป็นวิธีลับ ที่ปราบคอมมิวนิสต์จริงก็คงมี แต่ที่ปราบคนที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ก็มีมาก ตั้งแต่ก่อน 2516 มาแล้ว เรื่องถังแดงที่พัทลุง เรื่องการรังแกชาวบ้านทุกหนทุกแห่งมีอยู่ตลอด แล้วใส่ความว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จึงทำให้ราษฎรเดือดร้อนทั่วไป และที่ทนความทารุณโหดร้ายต่อไปไม่ได้ เข้าป่ากลายเป็นพวกคอมมิวนิสต์ไปก็มากมาย

รัฐสภาประชาธิปไตยในปี 2517-2518 และ 2519 ในเวลาพิจารณางบประมาณของ กอ.รมน.แต่ละปี ได้พยายามตัดงบประมาณออก หรือถ้าไม่ตัดออกก็ให้ตั้งเป็นงบราชการเปิดเผย แทนที่จะเป็นงบราชการลับ ได้ประสบความสำเร็จเพียงบางส่วน กอ.รมน. ยังสามารถใช้เงินเกือบร้อยล้านบาทแต่ละปีเป็นงบราชการลับ ทำการเป็นปรปักษ์ต่อระบบประชาธิปไตยตลอดมา

22. นวพล ถือกำเนิดจาก กอ.รมน. เช่นเดียวกับกระทิงแดง แต่เป็นหน่วยสงครามจิตวิทยา ไม่ต้องใช้อาวุธเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ทำงานร่วมกับกระทิงแดง เป็นองค์กรที่พยายามรวบรวมคหบดี นายทุน ภิกษุที่ไม่ใคร่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้ร่วมกันต่อต้านพลังนิสิตนักศึกษา และกรรมกรทุกวันนี้คิดอย่างไรหนอ :lol: วิธีการก็คือขู่ให้เกิดความหวาดกลัวว่าทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ของตนนั้นจะสูญหายไปถ้ามีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นไปตามระบบประชาธิปไตย เครื่องมือของนวพลคือ การประชุม การชุมนุม การเขียนบทความต่าง ๆ รับจ้างโฟส :lol: นายวัฒนา เขียววิมล ซึ่งเป็นผู้จัดการนวพลเป็นผู้ที่พลเอกสายหยุดชักจูงมารับใช้ กอ.รมน. จากอเมริกา มีผู้ที่เคยหลงเข้าใจผิดว่านวพลจะสร้างสังคมใหม่ให้ดีขึ้นด้วยวิธีสหกรณ์เช่นคุณสด กูรมะโรหิตต้องประสบความผิดหวังไป เพราะนวพลประกาศว่าจะสร้างสังคมใหม่ แต่แท้จริงต้องการสงวนสภาวะเดิมเพื่อประโยชน์ของนายทุนและขุนศึกนั่นเอง
เดาง่ายๆว่าเป็นกลุ่ม……ที่โดนหลอก 555 :lol: :lol:
23. ลูกเสือชาวบ้าน ก่อตั้งขึ้นมาโดยแสดงวัตถุประสงค์ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่แท้จริงเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มนายทุนและขุนศึก โดยเห็นได้จากการเลือกตั้งในเมษายน 2519 ลูกเสือชาวบ้านมีส่วนในการชักจูงให้สมาชิกและชาวบ้านทำการเลือกตั้งแบบลำเอียง วิธีนี้เป็นวิธีที่อเมริกันเคยใช้อยู่ในเวียดนาม แต่ไม่สำเร็จ มาสำเร็จที่เมืองไทย เพราะใช้ความเท็จเป็นเครื่องมือ ว่าเป็นการจัดตั้งเพื่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ กระทรวงมหาดไทยมีส่วนสำคัญในการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้านขึ้น และมักจะใช้คหบดีที่มั่งคั่งเป็นผู้ออกเงินเป็นหัวหน้าลูกเสือ การชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 6 ตุลาคมของลูกเสือชาวบ้านเป็นหลักฐานอย่างชัด ในวัตถุประสงค์ของขบวนการนี้

24. นอกจากกระทิงแดง นวพล และลูกเสือชาวบ้าน ฝ่ายกอ.รมน. และมหาดไทยยังใช้กลุ่มต่างๆ เรียกชื่อต่างๆ อีกหลายกลุ่ม บางกลุ่มเป็นพวกกระทิงแดงหรือนวพลแอบแฝงมา เช่น ค้างคาวไทย ชุมนุมแม่บ้าน ผู้พิทักษ์ชาติไทย เป็นต้น เครื่องมือการปฏิบัติงานของกลุ่มเหล่านี้ได้แก่ บัตรสนเท่ห์ ใบปลิว โทรศัพท์ขู่เข็ญ เป็นต้น

25. ฆาตกรรมทางการเมืองได้เริ่มมาตั้งแต่ กลางปี 2517 โดยผู้แทนชาวไร่ชาวนาและกรรมกร ถูกลอบทำร้ายทีละคน สองคนต่อมาก็ถึงนักศึกษา เช่น อมเรศ และนักการเมือง เช่น อาจารย์บุญสนอง บุณโยทยาน แต่ละครั้งตำรวจไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าตำรวจคงจะมีส่วนร่วมแน่ๆ เพราะถึงที่มีผู้ร้ายทำร้ายตำรวจ หรือนักการเมืองฝ่ายขวา ตำรวจจับได้โดยไม่ชักช้า

26. ในตอนที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้เริ่มมีการครอบคลุมสื่อมวลชน คือหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ทางวิทยุและโทรทัศน์นั้น พลตรีประมาณ อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคชาติไทยเป็นผู้คุมอยู่ ผู้ที่พูดวิทยุและโทรทัศน์ได้ต้องเป็นพวกของตน ถ้าไม่ใช่พวกไม่ยอมให้พูด และต้องโจมตีนักศึกษา กรรมกร ชาวนา อาจารย์มหาวิทยาลัย ขาประจำเรื่องนี้ได้แก่ ดุสิต ศิริวรรณ ประหยัด ศ.นาคะนาท ธานินทร์ กรัยวิเชียร อุทิศ นาคสวัสดิ์ ทมยันตี อาคม มกรานนท์ พ.ท.อุทาร สนิทวงศ์ เป็นต้น และการครอบคลุมเช่นนี้มีมาจนกระทั่งทุกวันนี้

27. นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่มีเจตนาบริสุทธิ์ ต้องการประชาธิปไตย ต้องการช่วยเหลือผู้ยากจน แก้ไขความอยุติธรรมในสังคม ฉะนั้นพลังนิสิตนักศึกษาจึงเป็นพลังที่สำคัญสำหรับประชาธิปไตย และข้อกล่าวหาว่านิสิตนักศึกษาทำลายชาตินั้น เป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนป้ายสีเพื่อทำลายพลังที่สำคัญนั้น แต่ในสภาวการณ์ในปี 2518 – 19 ฝ่ายนิสิตนักศึกษาก็ไม่มีวิธีการผิดแผกไปจากตุลาคม 2516 เมื่อทำงานได้ผลใน 2516 นักการเมืองต่างๆ พากันประจบนิสิตนักศึกษา อยากได้อะไรก็พยายามจัดหาให้ ถึงกับสนับสนุนให้ออกไปตามชนบทเพื่อสอนประชาธิปไตย ในโลกนี้ไม่มีที่ไหน ใครจะสอนประชาธิปไตยกันได้และนักศึกษาก็โอหัง เมื่อออกไปตามชนบทก็สร้างศัตรูไว้โดยไปด่าเจ้าหน้าที่ คหบดี ชาวบ้านต่างๆ ต่อมานักศึกษาก็ยังคิดว่าพลังของตนนั้นมีพอที่จะต่อต้านองค์กรต่างๆ ใหม่ๆ ของ กอ.รมน. มหาดไทย และนายทุนขุนศึก จับเรื่องต่างๆ ทุกเรื่องให้เป็นเรื่องใหญ่ พร่ำเพรื่อจนประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย เช่น ชุมนุมกันทีไรก็ต้องมีการด่ารัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลไหน เรื่องการถอนทหารอเมริกันก็จัดชุมนุมอีก แม้ว่ารัฐบาลจะได้สัญญาว่าจะมีกำหนดถอนไปหมดแน่ การจัดนิทรรศการก็จัดแต่เฉพาะเป็นการโอ้อวดประเทศคอมมิวนิสต์ เป็นต้น ที่ที่นักศึกษาไม่มีความเกรงใจคือในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้มหาวิทยาลัยพร่ำเพรื่อจนเกินไป และทำให้มหาวิทยาลัยล่อแหลมต่ออันตรายแห่งเดียว แทนที่จะกระจายฐานของนักศึกษาให้แพร่หลายออกไป ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีเรื่องต้องขัดแย้งกับนักศึกษามากครั้งบ่อยที่สุด แต่ที่สำคัญที่สุดนั้นคือ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแทนที่จะเปลี่ยนวิธีการ ยังใช้วิธีการเดิม แทนที่จะปลูกนิยมในหมู่ประชาชน กลับนึกว่าประชาชนเข้าข้างตนอยู่เสมอ แทนที่จะบำรุงพลังให้กล้าแข็งขึ้น กลับทำให้อ่อนแอลง
19พฤษภา53 มันโมเดล 6ตุลาชัดๆ ไม่ได้พัฒนาเลยความคิดจิตสำนัก ทรราชคงเส้นคงวา ต่อไปคนมาเรียกร้องประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการก็คงโดนไล่ยิงอีกแน่ แต่หารู้ไม่ โลกเขาไปไกลถึงไหนแล้วไม่ว่าการสื่อสาร ภาพถ่าย คลิบ พร้อมจะทะลักออกมา…….คุณหยุดปีศาจแห่งการเวลาไม่ได้หรอก อย่าทวนกระแสเลย…เว็ป..ปิดหมื่น เปิดแสน ทวงแค้น ไอซีที
นับถือที่คิดว่าผมจะเอามาฝากซ้อนกัน ไม่คิดได้ยังไง มันเปะขนาดนั้น อ่านไปก่อนนะอย่าเพิ่งแย้งมาผมยังเอาลงไม่หมด:lol: :lol:


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby noway2know » Mon Jul 26, 2010 7:35 pm

19พฤษภา53 มันโมเดล 6ตุลาชัดๆ ไม่ได้พัฒนาเลยความคิดจิตสำนัก ทรราชคงเส้นคงวา ต่อไปคนมาเรียกร้องประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการก็คงโดนไล่ยิงอีกแน่ แต่หารู้ไม่ โลกเขาไปไกลถึงไหนแล้วไม่ว่าการสื่อสาร ภาพถ่าย คลิบ พร้อมจะทะลักออกมา…….คุณหยุดปีศาจแห่งการเวลาไม่ได้หรอก อย่าทวนกระแสเลย…เว็ป..ปิดหมื่น เปิดแสน ทวงแค้น ไอซีที
นับถือที่คิดว่าผมจะเอามาฝากซ้อนกัน ไม่คิดได้ยังไง มันเปะขนาดนั้น อ่านไปก่อนนะอย่าเพิ่งแย้งมาผมยังเอาลงไม่หมด:lol: :lol:


โมเดล ที่มีข้อแตกต่างที่เ็ห็นได้ชัดเจนคือ
....แกนนำเสื้อแดงสู้เพื่อเงินของแม้ว
การต่อสู้นี้จึงเป็น...การสู้เพื่อแม้ว :lol:

ในเมื่อหัวขบวนหลักขับเคลื่อนด้วย...เงิน
การต่อสู้ที่มีเงิน เป็นตัวพลังขับเคลื่อน
...อย่างไปอ้างถึง 6 ตุลาคมเลย
เจตนาบริสุทธิ์ มันต่างกัน

สมัยก่อนการต่อสู้....ไม่ไ้ด้มีเงินเป็นปัจจัยสำคัญ
ในการขับเคลื่อน....และไม่ได้สู้เพื่อใคร

รักในหลวง หวงแผ่นดิน
เกลียดเสื้อแดง จะรัฐบาล ม.แม้ว หรือ ม.มาร์ค ก็น่าผิดหวัง เลวพอๆกัน
ไปม๊อบมา ไปก็บอกว่าไป..ไม่ใช่ประเภท....ตุลาคมก็อยู่นะ(โกหก)
http://www.baanpud.net/forum/index.php....http://www.prachathon.org/forum/
User avatar
noway2know
 
Posts: 7750
Joined: Thu May 20, 2010 12:19 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Mon Jul 26, 2010 7:50 pm

Image
Image
คลิป เสื้อแดงชุมนุมต่อต้านรัฐบาลด้วยการ "ออกกำลังกาย" ที่สวนลุมฯ (ฉบับเต็ม)อย่างฮาครับ :mrgreen: :lol:
V
V
http://www.youtube.com/watch?v=x6xhEJB6ChI
กู้ภัยก็มาเเดนซ์ :lol:
V
V
http://www.youtube.com/watch?v=Yf-Or3swaCo
Image
ตาหานเป็นที่น่ารักของใครเอ๋ยยางรั่ว :lol: :lol:
Last edited by นายเวร on Mon Jul 26, 2010 8:22 pm, edited 1 time in total.


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby 55555 » Mon Jul 26, 2010 7:56 pm

noway2know wrote:
19พฤษภา53 มันโมเดล 6ตุลาชัดๆ ไม่ได้พัฒนาเลยความคิดจิตสำนัก ทรราชคงเส้นคงวา ต่อไปคนมาเรียกร้องประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการก็คงโดนไล่ยิงอีกแน่ แต่หารู้ไม่ โลกเขาไปไกลถึงไหนแล้วไม่ว่าการสื่อสาร ภาพถ่าย คลิบ พร้อมจะทะลักออกมา…….คุณหยุดปีศาจแห่งการเวลาไม่ได้หรอก อย่าทวนกระแสเลย…เว็ป..ปิดหมื่น เปิดแสน ทวงแค้น ไอซีที
นับถือที่คิดว่าผมจะเอามาฝากซ้อนกัน ไม่คิดได้ยังไง มันเปะขนาดนั้น อ่านไปก่อนนะอย่าเพิ่งแย้งมาผมยังเอาลงไม่หมด:lol: :lol:


โมเดล ที่มีข้อแตกต่างที่เ็ห็นได้ชัดเจนคือ
....แกนนำเสื้อแดงสู้เพื่อเงินของแม้ว
การต่อสู้นี้จึงเป็น...การสู้เพื่อแม้ว :lol:

ในเมื่อหัวขบวนหลักขับเคลื่อนด้วย...เงิน
การต่อสู้ที่มีเงิน เป็นตัวพลังขับเคลื่อน
...อย่างไปอ้างถึง 6 ตุลาคมเลย
เจตนาบริสุทธิ์ มันต่างกัน

สมัยก่อนการต่อสู้....ไม่ไ้ด้มีเงินเป็นปัจจัยสำคัญ
ในการขับเคลื่อน....และไม่ได้สู้เพื่อใคร



นายเวรพูดถือเป๊ะ เลย....ยุคนี้ สมัยนี้ การสื่อสารมันฉับไวเหมือนรายงานสดจากเหตุการณ์จริง...ทีวีออกทุกช่อง...

ทั้ง คลิ๊ป ทั้งภาพถ่ายเพียบ...ไอ้พวกหางแดง กับ ไอ้คอมหลงยุค ถึงแหกตาชาวบ้านไม่ได้.....

ปล่อยให้นายเวรรร...โดนตบเกรียน ในบอร์ดเล็ก ๆ อย่างเสรีไทย....

จะให้แปะอีกทีม่ะ แถว ๆ หน้า 13.....

ส่วนให้เรื่องตุลา 19 เนี่ย...ไอ้พวกหางแดง กับ ไอ้คอม มันคงบูชาประชาธิปไตยกันน่าดูเลยเน๊อะ..

ถึงได้ ไล่ชูมือลุงหมัก... ให้เป็นนายก.....

แล้วลูกเสือชาวบ้านใครเป็นคนปั่นออกมา ไหนคุณเวรรร บอกหน่อยดิ...


:lol: :lol: :lol:
55555
 
Posts: 5131
Joined: Mon Oct 13, 2008 8:29 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby noway2know » Mon Jul 26, 2010 8:01 pm

55555 wrote:
noway2know wrote:
19พฤษภา53 มันโมเดล 6ตุลาชัดๆ ไม่ได้พัฒนาเลยความคิดจิตสำนัก ทรราชคงเส้นคงวา ต่อไปคนมาเรียกร้องประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการก็คงโดนไล่ยิงอีกแน่ แต่หารู้ไม่ โลกเขาไปไกลถึงไหนแล้วไม่ว่าการสื่อสาร ภาพถ่าย คลิบ พร้อมจะทะลักออกมา…….คุณหยุดปีศาจแห่งการเวลาไม่ได้หรอก อย่าทวนกระแสเลย…เว็ป..ปิดหมื่น เปิดแสน ทวงแค้น ไอซีที
นับถือที่คิดว่าผมจะเอามาฝากซ้อนกัน ไม่คิดได้ยังไง มันเปะขนาดนั้น อ่านไปก่อนนะอย่าเพิ่งแย้งมาผมยังเอาลงไม่หมด:lol: :lol:


โมเดล ที่มีข้อแตกต่างที่เ็ห็นได้ชัดเจนคือ
....แกนนำเสื้อแดงสู้เพื่อเงินของแม้ว
การต่อสู้นี้จึงเป็น...การสู้เพื่อแม้ว :lol:

ในเมื่อหัวขบวนหลักขับเคลื่อนด้วย...เงิน
การต่อสู้ที่มีเงิน เป็นตัวพลังขับเคลื่อน
...อย่างไปอ้างถึง 6 ตุลาคมเลย
เจตนาบริสุทธิ์ มันต่างกัน

สมัยก่อนการต่อสู้....ไม่ไ้ด้มีเงินเป็นปัจจัยสำคัญ
ในการขับเคลื่อน....และไม่ได้สู้เพื่อใคร



นายเวรพูดถือเป๊ะ เลย....ยุคนี้ สมัยนี้ การสื่อสารมันฉับไวเหมือนรายงานสดจากเหตุการจริง...ทีวีออกทุกช่อง...

ทั้ง คลิ๊ป ทั้งภาพถ่ายเพียบ...ไอ้พวกหางแดง กับ ไอ้คอมหลงยุค ถึงแหกตาชาวบ้านไม่ได้.....

ปล่อยให้นายเวรรร...โดนตบเกรียน ในบอร์ดเล็ก ๆ อย่างเสรีไทย....

จะให้แปะอีกทม่ะ แถว ๆ หน้า 13.....

ส่วนให้เรื่องตุลา 19 เนี่ย...ไอ้พวกหางแดง กับ ไอ้คอม มันคงบูชาประชาธิปไตยกันน่าดูเลยเน๊อะ..

ถึงได้ ไล่ชูมือลุงหมัก... ให้เป็นนายก.....

แล้วลูกเสือชาวบ้านใครเป็นคนปั่นออกมา ไหนคุณเวรรร บอกหน่อยดิ...


:lol: :lol: :lol:


เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน ช่างกระไร ใจหนอใจคน อิอิ :lol: :lol: :lol:

ท่านแม้ว(ของคุณนายเวร)โมเดล


ทักษิณ....และแกนนำเสื้อแดง ยุยงให้เสื้อแดงเกลียดทหาร ต้านการรัฐประหาร
ชูคำว่าต้านเผด็จการ
-แต่ทักษิณกลับสร้างตัว ได้ดิบได้ดี จากการเลียนายทหารอย่างบิ๊กจ๊อด สุนทร คงสมพงษ์
หัวหน้าคณะรัฐประหาร รสช. (คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ) :lol:
เพื่อขอสัมปทานดาวเทียมไทยคม
-หลังจากพี่ชายคนนี้ของผม....บิ๊กจ๊อดหมดอำนาจ
โดยการต่อต้านของประชาชนร่วมกับ พล.ตรี จำลอง ศรีเมือง
ทักษิณก็กระโจนสู่เวทีการเมืองทันที
ในนามพรรคพลังธรรม ของ พลตรี.จำลอง ศรีเมือง :roll:
ขอโทษครับพี่ชายคนนี้....พี่บิ๊กจ๊อด...แต่ธุรกิจของผมต้องไปต่อครับ
การเมืองเ่ท่านั้นที่จะให้ผมได้
:lol: :lol: :lol:


Image
Image
ImageImage
Image

รักในหลวง หวงแผ่นดิน
เกลียดเสื้อแดง จะรัฐบาล ม.แม้ว หรือ ม.มาร์ค ก็น่าผิดหวัง เลวพอๆกัน
ไปม๊อบมา ไปก็บอกว่าไป..ไม่ใช่ประเภท....ตุลาคมก็อยู่นะ(โกหก)
http://www.baanpud.net/forum/index.php....http://www.prachathon.org/forum/
User avatar
noway2know
 
Posts: 7750
Joined: Thu May 20, 2010 12:19 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Mon Jul 26, 2010 8:41 pm

นายเวร wrote:อ่านไปก่อนนะอย่าเพิ่งแย้งมาผมยังเอาลงไม่หมด


รอแน่นอน อย่าช้า เปิดรูรั่วให้สอยหลายจุด นี่ขนาด Copy & paste นะเนี่ย

ซึ่งเท่ากับเปิดหนังสือตอบ ยังโยงไม่เข้าหลักเข้าแนวเลย 5555

6 ตุลา 19 เนี่ยนะเหมือน 19 พค. 53 โอ๊ย! อยากหวัวคือภาษามอนเตเนโกร :lol: :lol: :lol:
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby Jseventh » Tue Jul 27, 2010 9:44 am

อ่านที่หนูอ้อยกับนายเวรคุยกัน พี่เจเหมือนเป็นรุ่นน้องไปเลย
ประมาณว่า.."ความรู้เรายังด้อย เร่งศึกษา" :)

เรียนตามตรง ยังไม่เคยขวนขวายศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสเลย
เคยอ่านแต่เรื่องที่มีแนวคิดนี้เป็นส่วนประกอบของเนื้อหา แต่ไม่เฉพาะเจาะจง (ไม่ใช่พระเอกของเรื่อง :P )
ขอถามความคิดเห็นของหนูอ้อย นายเวร อะไรคือความล้มเหลวของแนวคิดมาร์กซิสม์คะ?
หรือจะแปะบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ให้อ่านก็ได้ค่ะ (อยากรู้มุมมองเรื่องความล้มเหลวของแนวคิดนี้)
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเทวาหรือซาตาน มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
User avatar
Jseventh
 
Posts: 1741
Joined: Wed Nov 19, 2008 11:19 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Tue Jul 27, 2010 11:06 am

ก่อนจะไปพูดเรื่องแนวคิดอะไรนั่น (นายเวรชักพากระทู้นี้ออกไปไกลใหญ่แล้ว55) (แต่นายเวรต้องโทษพวกเราใช่ไหมคะพี่เจ :D )
เราคุยกันถึงยิงถังน้ำมัน ย้อนออกไปถึงการยิงกันที่คอกวัว-ดินสอ แล้วนายเวรก็พาเข้าสู่ยุค 6 ตุลานำมาเปรียบกับ 19 พค. ตามนี้นะคะพี่เจ
ส่วนเรื่องนายมาร์กซนายแมวไรนั่นหนูอ้อยไม่ให้ราคา และจากการที่เคยถก(เถียง)กับเพื่อนที่เขาเป็นสาวกนายมาร์กซแล้วนั้นประสบการณ์สอนว่า
ต้องตั้งหลักดีๆ เพราะ(พวก)เขา + นายเวรด้วย ชอบเถียงคอเป็นเอ็นว่าเขาไม่ใช่คอมมิวนิสต์นะยะ เขาว่าเป็นคอมนั้นต้องสูงส่งจึงจะเป็นได้ ต้องเสียสละอะไรตั้งหลายอย่าง บลาๆๆ เลยขี้เกียจเถียงกะมัน(เพื่อน55)ในประเด็นคอม-ไม่คอม คือ งง หนะ.....เชิดชูแนวคิดแต่ไม่รับว่าตัวมีแนวคิด คงแค่พวกถ้ำมอง 555

นายเวร wrote:ขออนุญาตคุณ ปัญญา แพร่พันธุ์ kamton นำบทความมาลงให้เข้าใจกันดีขึ้นเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่จะเป็นกันง่ายๆ หน้าตาดีอย่างนายเวรถึงจะเป็นได้ โดยยกมาบางส่วน เพื่อความเหมาะสม..มันย๊าวยาว..และส่วนที่เข้าข้างนายเวร(เอาดีใส่ตัว ฮ่าๆ)… …….ขี้โม้การที่เผด็จการ เที่ยวไปยัดเยียด คนในขบวนการเสื้อแดง อย่างคะนองปาก ว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” และอะไรต่อมิอะไร ในฐานะชาวคอมมิวนิสต์ ขอบอกว่า การที่ใครจะเป็น “คอมมิวนิสต์” มันไม่ใช่จู่ ๆ นึกจะเป็น ก็ยกธงแดง ใส่หมวกดาวแดง แล้วก็เป็นคอมมิวนิสต์ได้เลย จึงขอบอก คนที่อยากเป็นคอมมิวนิสต์ รวมทั้ง ผู้นำรัฐบาลไร้เดียงสาและฝ่ายความมั่นคงรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยเจอคอมมิวนิสต์จริง ๆ ให้รู้ว่า ใครจะเป็นคอมมิวนิสต์ได้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจร่วมกันเสียก่อนว่า การเป็น “คอมมิวนิสต์” ไม่ได้หมายความว่า จำเป็นต้องเข้าป่า จับอาวุธขึ้นสู้กับอำนาจรัฐปฏิกิริยา เสมอไป การต่อสู่ระบอบกดขี่ขูดรีด ทำได้หลายวิธี อย่าง ลุงสุพจน์ ด่านตระกูล ท่านเป็น ชาวคอมมิวนิสต์ ผู้หนึ่งที่ไม่เคยเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่ท่านมีฐานะเป็นชาวคอมมิวนิสต์สากล ต้องรู้ตรงนี้ก่อนว่า การเป็นชาวพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ว่าพรรคใดในโลก ล้วนถือว่าเป็นสากลเป็นพี่น้องกัน ไปที่ไหนไม่ว่าจะเป็น ลาว เวียดนาม จีน อินเดีย รัสเซีย เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส กรีซ ฯลฯ ถ้ากล้าแสดงตัว และเขาตรวจสอบได้ ง่ายที่สุด คือตรวจสอบทางความคิด จริงหรือปลอมก็รู้ได้ไม่ยาก เมื่อผ่านขั้นตอนง่าย ๆ แล้ว ผู้นั้นก็จะได้รับการปฏิบัติเยื่อง “สหาย” จากพรรคและสมาชิกพรรคนั้น ๆ

ในอีกด้านหนึ่ง คนที่เคยเข้าป่า ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ บางคนถึงขั้นได้รับการพิจารณาให้เป็นสมาชิกพรรค แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับมีจุดยืนเปลี่ยนไปอยู่ข้างผู้กดขี่ หันไปรับใช้ระบอบอำนาจรัฐที่เป็นปฏิกิริยา แล้วมาให้ร้ายทำลายขบวนการปฏิวัติ คัดค้านการเปลี่ยนแปลงของสังคม ส่วนตัวก็ใช้ชีวิตเอารัดเอาเปรียบกดขี่ขูดรีดผู้อื่น คนอย่างนี้ ถือว่าเป็น “ผู้ทรยศ” ไม่ใช่ “คอมมิวนิสต์” อีกต่อไป ก็เป็นที่เห็นกันอย่างชัดเจนอยู่แล้วในสังคมไทย ณ เวลานี้ ไม่มี “คอมมิวนิสต์” ที่ดี หรือที่เลว มีแต่ คอมมิวนิสต์ และ ผู้ทรยศ เท่านั้น

การจะเป็น “คอมมิวนิสต์” มีต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการเป็นอย่างน้อย กล่าวคือ อันแรก มีคุณสมบัติทางจิตสำนึกทางชนชั้น หรือ เรียกว่า “จุดยืน” ทางชนชั้น อันที่สอง คือ ติดความคิด หรือเรียกว่า มี “ทรรศนะ”ทางชนชั้น และอันที่สาม คือ เข้าร่วมการต่อสู้ทางชนชั้น


เฮ้อ! สูงส่งซะเต็มประดาเนาะไอ้การเป็นคอมนี้น่ะ อิอิ
ซึ่งระหว่างรอนายเวรให้เข้ามาเม้นท์ให้จบถ้อยกระบวนความ หนูอ้อยมีไรมาฝาก เป็น indirect จาก "พิษณุ นิลกลัด" ที่เม้นท์ถึง อ.ป๋วย (ถึงแม้ลูกบางคนของท่านสร้างความขุ่นมัวทางอารมณ์แก่คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ทราบแนวคิดของเขา แต่พ่อกับลูกก็คนละคนกันนะคะสมควรแยกแยะ)........ ดังนี้ค่ะ

พิษณุ นิลกลัด wrote:สัปดาห์ สุดท้ายของปี 2548

ผมไป งานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนาน
30 ปี ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทกันรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่า

สวด 3 วันแล้วเผา

ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่า เศร้า อย่า ร้องไห้

ทุกคน ต้องมีวันนี้

เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน

แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง

สวด 3 วันเผา

งานสวด 3 คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คน
คือเมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้ และผม ซึ่งเป็นคนนอก

เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด


วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน

สามคน ที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็น

คนหนึ่งเป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย

เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่ง

และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น

ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา

เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน


หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่าเจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระ อภิธรรมแล้วหรือยัง

พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก


จริงๆแล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์

ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ ตำแหน่ง หัวหน้าหน่วย

แต่ ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์

อดีต ผู้ว่าการแบงค์ชาติ

จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน - แม้กระทั่งวันตาย


ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบไม้เมืองเดิม

ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้

เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา

การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปี
ทำให้ได้แง่คิดดีๆมา ใช้ในการดำรงชีวิต

วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท

เขาปลอบใจผมว่า ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา
แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา

คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์


เขามี วิธีคิด ' เท่ๆ '

แบบผม คิดไม่ได้มากมาย

เป็น ต้นว่า
สุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา
อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร
คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข

ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา

เบา หวาน หัวใจ ความดัน เกาต์

และไต ทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น

แถม ยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวัน หยุดสุดสัปดาห์
โดยที่ตัวเองต้อง หิ้วถุง ปัสสาวะ ไป ด้วยตลอดเวลา
เนื่อง จากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้
6 เดือน สุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป
เวลา ลูกหลาน หรือเพื่อนของลูกรวมทั้ง ผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล

เขามี แรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที
แต่ 10 นาที ที่พูด มีแต่เรื่องสนุกสนาน
เรียก รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไป เยี่ยม ไข้

ทุกคน พูดตรงกันว่า
'คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย
ตลกเหมือนเดิม'
พอ แขกกลับ ลูก หลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก เขาตอบว่า

'ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย
วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก'


เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่

บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว

แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุย

ไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !

4 เดือน สุดท้ายของชีวิตแพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัย เป็นแพทย์อินเทิร์น

จนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อย กลับบ้าน


แต่ อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน

หมอ ซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม

เขา พูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า
'ขอให้ผมกลับบ้าน เถอะ

ผมอยากฟังเสียงนกร้อง'
คุณ หมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร

เพราะ พอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน '

หมอ ได้ฟังแล้วหมดทางสู้

ยอม ให้คนไข้กลับบ้าน

แต่ กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง


1 เดือน ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

เขา สูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด

เคลื่อน ไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา

แต่ แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก

เวลา ลูก เมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า

' ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที '
เขา กะพริบตาสองทีทุกครั้ง !

เห็น แล้วทั้งดีใจและใจหาย


เขา ยังรับรู้

แต่ พูดไม่ได้

นี่ กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง


สิบ วันก่อนพลัดพราก

ภรรยา กระซิบข้างหูว่า

' พ่อสู้นะ '

เขา ไม่กะพริบตาซะแล้ว
ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า ' สู้ '

เขา สู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค

สู้ ชนิดที่หมอออกปากว่า
' คุณลุงแกสู้จริงๆ '


ตอน ที่วางดอกไม้จันทน์

ผมนึก ถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า

' โรค ภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว
อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย '
' แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป '
สอน ให้เรารู้ว่า...


เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์

และมันสมองมหัศจรรย์

ที่จะสามารถเรียนรู้

แยกแยะเรื่องดีๆและสิ่งร้ายๆในชีวิต

จงใช้โอกาสดีๆที่ร่างกายและจิตใจของเรา

ยังทำอะไรๆได้อย่างที่สมองสั่ง
จงเรียนรู้
และสร้างประโยชน์สุข

ให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียง

และดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ!

หากทุกๆครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม

เราพลาดอาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที

แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที..แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ ต่อไป

ถ้าเราเรียนรู้...ก็จะทำให้เราพบว่า

การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป

เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Tue Jul 27, 2010 11:12 am

หนูอ้อย wrote:พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์เขียนไว้ว่า "20 เมษายน 2553 : รัฐบาลยืนยันมาตรการรักษาความสงบ โดยจะให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด น้อยที่ซูดดดดดดด ขำจัง :lol: :lol: "
นั่นหมายถึงว่าทหารรู้ดีพอๆกับที่สังคมรับทราบมาตลอดว่า 6 ตุลา 19 นั้น จากการกระทำของใครก็ตาม(ในยุคนั้น)ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย
และไม่ควรให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก!

เนชั่นสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุด #947 JUL23,2010 คอลัมน์สิงห์สนามหลวงสนทนา มีจดหมายจากกวีศรีประชา (ที่เสื้อแดงบางส่วนเรียก"กวีหนีประชา")ได้เขียนจดหมายถึงสิงห์ ความบางตอนดังนี้
กวีศรีประชา(วิสา คัญทัพ) wrote:บัดนี้ รอยต่อของสังคมไทยแตกแยกอย่งยากที่จะเชื่อมกลับคืนได้สนิทเหมือนเดิม เราอาจผ่านช่วงแห่งการดำเนินสงครามประชาชนระหว่างรัฐเผด็จการกับพคท.และแนวร่วมมาแล้วในอดีต...........ผ่านมาได้ด้วยนโยบายที่ใช้การเมืองนำการทหาร (66/23)
วันนี้รัฐกลับมาใช้ทหารนำทั้งเข่นฆ่าโหด***มกว่าเดิม.....กระทำต่อคนรากหญ้าสามัญชนคนจำนวนเรือนล้าน....อำมะหิตเกินกว่าอดีตที่ผ่านมาหลายเท่านัก


เมื่อ 6 ตุลา 19 นั้นจาการที่สืบค้นมาพบว่ากลุ่มคนที่กระทำต่อนักศึกษาประชาชนที่หน้าธรรมศาสตร์อย่างโหด***มอำมะหิตราวสัตว์ป่า เป็นพวกฮาร์ดคอร์พลเรือนที่ถูกปลุกจนคลั่ง
แล้วเมื่อทหารตำรวจ"ลุย"มธ.นั้น คุณแม่เล่าว่ามีคนถุกกระสุนจำนวนไม่มาก ทั้งเพื่อนนักศึกษาที่เป็นการ์ดมีพกปืนยิงตอบโต้ออกจากมธ.ด้วยความคั่งแค้นจริง (อดีตแฟนคุณแม่นั่นเองที่งัดปืน"ไทยประดิษฐ์"ออกมาโต้ตอบประปรายกับทหาร) แต่อาวุธใน มธ.แบบตามมีตามเกิดนั้นฤาจะสู้แสนยานุภาพของทัพตำรวจ-ทหารได้? แค่ปืนกลรัวเข้าไปที่ตึกบัญชีซึ่งติดกระจกทั้งหลัง กระตกแตกเปรี๊ยะๆๆร่วงกราว ผู้คนในธรรมศาสตร์หมอบราบลงกับพื้นโดยมิได้นัดหมาย กระสุนต้องร่างประชาชนกี่รายข้อนี้ยอมรับว่าไม่ได้สืบค้น
ก็เหมือนเสื้อแดงแระครับ อยากมาก ก็ตะไล ปะทัดยักษ์ แหกหูคนฟังได้ด้วยว่าเป็น เอ็ม 79 ตั้งหลายนัด หนังสะติ้กสู้สไนเปอร์ :lol: :lol: หนูอ้อยถามคุณแม่ว่าเจ็บแค้นทหารไหม แล้วคิดเข้าป่าไหม?

คุณแม่ตอบว่า ณ.เวลานั้นก็โกรธเป็นธรรมดา แต่พอโตขึ้นมาก็รับรู้ข้อมูลเพิ่มขึ้นว่า นักศึกษาบางส่วนในห้วงเวลานั้นได้รับ"การจัดตั้ง"จากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)จริง จึงเป็นเงื่อนไขหรือข้ออ้างให้เข้าทำการปราบ แต่ข้อเสียของผู้ปกครองยุคนั้นคือใช้การปราบแบบเหวี่ยงแห มันทำให้เข้าทาง พคท.ผลักดันแนวร่วมฝ่ายบ้านเมืองไปร่วมมือกับ พคท.เฉยเลย
"การจัดตั้ง" กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ฝ่ายใหนแหละทีนี้ ในเมื่อมันไม่ทราบฝ่าย อยากรู้ไปตามสนธิพอจะรู้ใหมเผื่อจะได้คำตอบ 555 :lol: :lol:

มาเมื่อ 19 พค. 53 ก่อนขอพื้นที่ราชประสงค์คืนอย่างเบ็ดเสร็จ รัฐจึงใช้หลักความชอบธรรม (Legitimacy) ในการปฏิบัติการทางทหาร.....จะต้องได้รับความชอบธรรมทั้งทางด้านกฎหมาย ความชอบธรรมจากประชาชนของตน และความชอบธรรมจากนานาชาติ เพราะความชอบธรรมเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่า ปฏิบัติการนั้นๆ มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ อีกทั้งมีความยุติธรรมในการแก้ปัญหา โดยกำลังที่เข้าปฏิบัติการจะต้องมีการกำหนดข้อจำกัดด้วย กฎการปะทะ (Rule of Engagement) เพื่อไม่ให้มีการสูญเสียหรือสูญเสียน้อยที่สุด "ไทยโมเดล"ครั้งนี้จึงได้รับการขานรับ

นานาประเทศเองก็คงอ่านสัญญาณนี้ออก สังเกตได้จากการที่ไม่มีประเทศใดหรือองค์กรระหว่างประเทศใดอย่างองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประณามรัฐบาลไทยในปฏิบัติการชิงพื้นที่คืน หนึ่งนั้นอาจเป็นเพราะเห็นมาตลอดว่ารัฐบาลได้สร้าง "ไทยโมเดล" ขึ้นในการสลายการชุมนุม โดยยึดมั่นในหลักอดทน อดกลั้น และใช้แผน "จากเบาไปหาหนัก" มาตลอดช่วงกว่า 2 เดือนนับตั้งแต่มีการชุมนุมประท้วง อีกประการหนึ่งเป็นเพราะ มีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปโดยสันติ อหิงสา หากทำควบคู่ไปกับการใช้อาวุธและความรุนแรงโดยกลุ่มฮาร์ดคอร์และนักรบชุดดำ
นานาชาติต่างชื่นชมทั้งสิ้น ไม่ร่วมอียูด้วยเลยนะจารย์ ตอนนี้เห็นเขากำลังอยากได้คนคิดทำ ไทยโมเดล ไปบรรยายที่ศาลอาญาระหว่างประเทศเร็วๆนี้แน่นอน…เราจะดังทั่วโลกอีกครั้งใหมเนี้ยยย 8-) :lol: :lol:
กลับไปที่สิงห์สนามหลวง ท่านได้ตอบกวีศรืประชา(วิสา คัญทัพ)ว่าอย่างไรคงเป็นค่ำๆนี้ละกันจะเข้ามาตอบอีกทีรวมทั้งที่ติดค้างว่า คุณแม่หนูอัอยคิดเข้าป่าไหม? ส่วนนายเวรเล่าด้วยนะว่าทำไปพี่ชายของเธอว์จึงได้เข้าป่าไปขุดหน่อไม้เช่นนั้น :?:

มานปวดท้องมานเลยเข้าป่า พอดีเจอเห็ดและเจอหน่อไม้เลยถือว่าเฮงไป ดังที่คนอีสานว่า “คนดวงดีไปขี้ก็เจอเห็ด”…..คืองี้ครับ จารย์ อ้อย ไอ้พี่ชายผมมันไม่เคยเข้าป่าหรอก แค่ตอนเรียนมหาลัยบ้าพลังไงไม่รู้ปล่อยผมยาวถึงรูทวาร…จิตใจวิปริส ติดส์แตก มันชอบอ่านหนังสือแนวนี้ ก็เลยหยิบอ่านตามเรื่อยๆพอรู้บ้าง แต่เดี๋ยวนี้ดีหน่อยเป็นศิษย์ร่วมสำนักครูgoogleกับศิษย์พี่ หาอ่านง่ายขึ้นมาหน่อย
ปล..สงสัยผมติดเชื้อบ้ามากับพี่ชายเลยได้แต่เข้ารกเข้าพง…แทนเข้าป่า :mrgreen: :lol: :lol:


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Tue Jul 27, 2010 11:23 am

หนูอ้อย wrote:
จิตร ภูมิศักดิ์ wrote:เพื่อลบคราบน้ำตาประชาราษฎร์ สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน


นายเวรปลอมลายเซ็นของจิตร ภูมิศักดิ์ ( คงประทับใจมาก )
"จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นศิลปิน เป็นกวี นักภาษา นักประวัติศาสตร์ โบราณ คดี นักปราชญ์ นักคิดผู้กล้า นักปฏิวัติผู้มีอุดมการณ์ เป็นนักสร้างสรรค์(ไม่ทำลาย) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นผู้มาก่อนกาล มีจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ สร้างพลังและแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังมหาศาล" ผลงานหนังสือ โฉมหน้าดาราเมืองไทย หนึ่งในหนังสือดีร้อยเล่มที่คนไทยควรหาอ่าน ...เด้อ
และแน่นอนที่ขาดไม่ได้คือเพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" ที่ทำให้ "จิตร ภูมิศักดิ์" ยังมีชีวิตอยู่ในใจพวกเราทุกคน(เฉพาะคนชอบมือ(ซ้าย)ล้างก้น) :lol: :lol:


ส่วนวิสา คัญทัพ เขาก็มีบทกลอนของเขาเอง ดังนี้. . . . .

วิสา คัญทัพ wrote:ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน


ในยุคสมัยของพวกเขาเมื่อ 30+ปีก่อน บทกลอนเหล่านี้จับใจผู้คนเหลือหลาย

มิตรสหายร่วมรบร่วมกันต่อสู้เผด็จการทหารซึ่งปกครองประเทศไทยเรายาวนาน (พศ. 2490 - 2516 )
เขียนก็เขียนไม่หมด มันไม่หายไปใหนเลยเผด็จการถึง2553จ้าตายแล้วทำงานให้ กอรมน. ชิมิ ชิมิ เลยย้ายข้างไปนิยมรถถังเลยหนอ คุณแม่ของจารย์ อ้อย คนเดือนตุลา ไม่ขอร้องบ้างหรือเค๊อ… :lol: :lol: …มันเห็นกันชัดๆว่าเผด็จการเป็นไง

มาปัจจุบันโลกก้าวหน้า ผู้คนตื่นตัวทุกหัวระแหง ทหารจะมาทำงี่เง่าไม่มีทางเป็นไปได้(พวกแดงยังZZZกันว่า"เผด็จการซ่อนรูป! :lol: :lol: :lol: :lol: )


ทักษิณ= ทหารยึดอำนาจประชาชน
สมัคร =ทหารเกียร์ว่าง,คุ้มครองฆ๊อบกู้ซากกก
สมชาย=ทหารแต่งเครื่องแบบ ปฎิวัติออกทีวี
มากม7=ทหารไล่ยิงประชาชน
โลกก้าวหน้าไปถึงใหนแล้วบอกเขาบ้างนะ พม่าจะเลือกตั้งแล้ว ไทยแลนด์แดนคนสร้างภาพ….ถอยหลังเข้าคลอง….
ไม่ซ่อนรูปเลยออกมาเห็นๆตัวเป็นๆตาหานฆ่านังติ๊ก


สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้คือ นักการเมืองต้องทำการเมืองในแนวทางที่ถูกต้อง คือต้องสู้ในระบอบรัฐสภาไม่ใช่มาเล่นกันข้างถนน ทหารจะหมดโอกาศรัฐประหาร

ในสปอตไลท์ที่จับจ้องเช่นนี้ ทหารซึ่งอยู่ภายใต้หมวกอีกใบหนึ่งคือ "เป็นประชาชน" ก็ต้องการประชาธิปไตยไม่ต่างจากประชาชนภาคส่วนอื่นๆเช่นกัน

แต่คนที่อ้างตนว่า "ตื่นตัว" "ก้าวหน้า" แบบวิสาหรือมิตรสหายของเขานี่สิน่าคิดว่าในเมื่อเขามีแนวความคิด " ก้าวหน้า "ขนาดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมแล้วคนอื่นๆที่รู้จักเขาล่ะ (เช่น สิงห์สนามหลวง) คิดถึงวิสา คัญทัพในแง่ใด

สิงห์สนามหลวง wrote:"ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ" และ "ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" แม้คุณกับผมจะเห็นตรงกันในคติดังกล่าวข้างต้น แต่วิถีและวิธีของเราก็ดูเหมือนจะต่างกัน. .(ผม). .ยืนดูมาตั้งแต่สมัยที่พวกคุณทั้งหลายตัดสินใจเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งไม่ว่าฝุ่นตลบแค่ไหนผมก็ยังยืนอยู่ที่เดิม แต่คุณต่างหากที่ดูเหมือนเปลี่ยนไป คุณกลับออกจากป่ามานั่งรถเก๋งแล้ว แต่ผมก็ยังนั่งรถไฟเหมือนเดิม

แต่ละคนที่เคลื่อนไปบนกงล้อประวัติศาสตร์เดียวกันโดยมีปรากฏการณ์และธาตุแท้ที่ก็ต้องขอดูกันก่อนว่า ของจริง หรือ ของปลอม

ผมเห็นว่า Ends (เป้าหมาย) และ Means (วิธีการ) ต้องดูรายละเอียดกันเป็นเรื่องๆ และผมไม่เห็นด้วยกับบรรดา "ซ้ายจัด" ทั้งปวงที่มักชอบกล่าวว่า
"วิธีการอะไรก็ได้ ขอให้ไปถึงเป้าหมาย". . .ผมนั้นเคยนึกสงสัยมาตั้งแต่ครั้งสมัยที่จู่ๆพวกคุณก็กลายเป็น "ซ้ายจัด" ไปแบบกู่ไม่กลับ ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์เลือกข้างประการใดหรือฝุ่นจะตลบสักเพียงไหน ผมก็ยังยืนอยู่ที่เดิม


ที่สิงห์พูดกับวิสาบอกอะไรกับนายเวรได้บ้างไหม เช่น การต่อสู้ด้วยแนวทางที่ซ้ายจัด รุนแรง คนที่เขา mature ทางอารมณ์นั้นเขาคิดอย่างไร
หรืออย่างที่พี่ตั้วของหนูอ้อยเขาบอกว่า"ก็หวังแต่ว่าทั้งสองข้างจะพัฒนาไปในทางดี เพราะถ้าคิดหักกันอย่างเดียวก็บรรลัย" นายเวรคิดอย่างไร :?: :?: :?:

ให้เขายืนอยู่ที่เดิมดีแล้ว……สิงห์สนามหลวง.

ไม่มีใครอยากบาดเจ็บล้มตาย มันไม่โสภาสถาพรเลยนะกับการที่ทหารเป็นลูกไพร่ดีๆนี้เองปลดมาก็ทำไร่ไถ่นา กลับต้องมาไล่ยิงญาติพี่น้องของตัวเอง เพียงเพื่อที่จะรักษาอำนาจให้เผด็จ กลุ่มเล็กๆไม่กี่คนเท่านั้น
….. แต่คนครองอำนาจที่สั่งกลับสูขสบาย….ประชาชนไม่มีอาวุธจะไปสู้รบตบมือกับเผด็จการทหารหรอกครับ
……แต่ครั้งนี้ประชาชนเขาได้คำตอบเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ประชาธิปไตยไม่ได้มาด้วยการร้องขอ….อยู่ที่อีกฝ่ายเท่านั้นจะให้คำตอบได้ จะเลือกการสนติ หรือ ให้ประชาชนลุกขึ้นสู้ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ก็ประกาศชัดเจนยังต้องการปฎิรูปอยู่ ไม่ใช้ปฏิวัติ เหมือน อาจารย์ สุรชัย แซ่ดาน ….คงเห็นเสื้อแดงแล้วนะครับ ยานนาวา ไม่ได้หนีไปใหนเลย รากหญ้าเพียงรอฝนตกก็จะแทงหน่อโผล่พ้นดิน………เท่านั้นเอง………………………
นังติ๊ก…………………ไม่คิดสู้……………..สไนเปอร์
ถ้าสไนเปอร์…………….ไม่คืนอำนาจ…………นังติ๊ก
นังติ๊ก…………………..คิดสู้ตาย…..………สไนเปอร์

Image
ไม่มีความ ปลอดภัย ในชีวิต
ไม่เคยคิด เมืองนี้ มีกฎหมาย
ไม่เคยหยุด ฆ่าฟัน มันวุ่นวาย
เพราะทำลาย สิ่งดีดี ที่เขาทำ.....

อำนาจเถื่อน เกลื่อนเมือง เรื่องประโยชน์
อำนาจโฉด ชั่วช้า พาถลำ
อำนาจมืด ตีกรอบ เข้าครอบงำ
เพราะคนทำ อำมหิต ทั้งจิตใจ......

เสียภาษี ให้มัน เพื่อสรรค์สร้าง
ทั้งมากบ้าง น้อยบ้าง สร้างรายได้
กลับไปซื้อ ลูกปืน คืนกำไร
ภาษีไป อาวุธมา เพื่อฆ่าเรา.....
โดย 3บลา »ประชาเทียม


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Tue Jul 27, 2010 11:24 am

พิมพ์ผิดพลาดอีกแล้วนะคะ ขออภัยด้วย

หนูอ้อย wrote:indirect จาก "พิษณุ นิลกลัด" ที่เม้นท์ถึงท่านผู้หนึ่งที่เคารพวัตรปฏิบัติของอ.ป๋วย (ถึงแม้ลูกบางคนของท่านสร้างความขุ่นมัวทางอารมณ์แก่คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ทราบแนวคิดของเขา แต่พ่อกับลูกก็คนละคนกันนะคะสมควรแยกแยะ)


คือตัวหนังสือสีแดงพิมพ์ตกน่ะค่ะ มันทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของ อ.ป๋วย ที่จริงเป็นเรื่องของคนที่ตามรอย อ.ป๋วยแล้วคุณพิษณุ นิลกลัดเคารพนับถือ...
Last edited by หนูอ้อย on Thu Aug 12, 2010 12:35 am, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Tue Jul 27, 2010 11:50 am

มิตรสหายร่วมรบร่วมกันต่อสู้เผด็จการทหารซึ่งปกครองประเทศไทยเรายาวนาน (พศ. 2490 - 2516 )
นายเวร เขียนแทรกตอบโต้ wrote:เขียนก็เขียนไม่หมด มันไม่หายไปใหนเลยเผด็จการถึง2553จ้าตายแล้วทำงานให้ กอรมน. ชิมิ ชิมิ เลยย้ายข้างไปนิยมรถถังเลยหนอ คุณแม่ของจารย์ อ้อย คนเดือนตุลา ไม่ขอร้องบ้างหรือเค๊อ…
…มันเห็นกันชัดๆว่าเผด็จการเป็นไง


พศ.2490-2516 ที่เราเขียนในวรรคนั้นเป็นการอธิบายประวัติศาสตร์ที่ทหารปกครองประเทศตั้งแต่ยุคจอมพล ป.-จอมพลสฤษดิ์ ต่อเนื่องมาถึงการสิ้นสุดที่ยุคถนอม-ประภาส แม้กระทั่งยุคป๋าที่เรียกประชาธิปไตยครึ่งใบ คนที่มีแนวคิดตรงข้ามอย่างสหายช่วงยังพูดถึงเชิงบวกพอสมควร เนี่ยไปอ่าน"กระดูกเข้าบัว"มารึยังไม่มีได้เปรียบ-เสียเปรียบระหว่างทหารกับสหาย อุตส่าห์ลิงก์ให้อ่านแล้วก็อ่านให้มันเกิน 10 บรรทัดหน่อย เรายังอ่านที่นายตัดแปะให้ทุกตัวอักษรเลย ไม่งั้นโต้กันจะมันส์อะไรถ้ามันคนละฐานความคิด ชิมิ เดี๋ยวนี้บ้านเมืองเราถูกพวกเสื้อแดงzzzzว่าไม่มีประชาธิปไตย แต่ลองไปถามชาวบ้านดู เขาไม่เห็นเดือดร้อนถ้าไม่ได้ป่วนบ้านเผาเมือง

สหายช่วง wrote:สิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้ขยายออกไปในรูปแบบต่างๆ อย่างกว้างขวาง แม้จะยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริงและสมบูรณ์เต็มรูปแบบหรือที่เรียกกันในเวลานั้นว่า “ประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ" ก็ตาม
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Tue Jul 27, 2010 12:05 pm

ที่นายเวรเข้ามาตอบวันนี้ก็แค่ขี่ม้าเลียบค่าย ไหนว่าจะโควทความคิดอะไรต่อไงไม่เห็นมีไรคืบหน้า
หนอย! มาบล็อกให้เรารอ ชะชะ ถ้างั้นเราเอาเข้าประเด็นเลยนะรอนายมาโต้ ที่ว่า เหมือน-ไม่เหมือน ระหว่าง 6 ตุลา และ 19 พค.
อย่ามั่วนะพูดชัดๆแบบเต็มปากเต็มคำหน่อย

หนูอ้อย wrote:นักศึกษาคนตุลาเป็นขวัญใจมหาชนอยู่ได้แป๊บนึง มันก็มีกลุ่มแนวคิดทั้งสายจีนและรัสเซีย ( ด้านหลักจะเป็นจีน ) เข้าไปจัดตั้งแกนนำนักศึกษาโดยเฉพาะในธรรมศาสตร์ เคยถามคุณแม่ถึงขบวนการนักศึกษาสมัยนั้น(คุณแม่ถูกจับ 6ตุลาด้วย) ท่านเล่าว่ามีกิจกรรมไปค่าย กิจกรรมอาสาต่างๆ กิจกรรมดนตรีกีฬาเหมือนในมหาวิทยาลัยปัจจุบัน (ปัจจุบันท่านยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่) แต่ที่ต่างกันมากก็คือ นักเรียนนิสิตนักศึกษายุคนั้นหนีบสรรนิพนธ์(เหมาฯ)กันเกร่อไม่ต้องพูดถึงหนังสือแนวแดงมากมายเรียกว่าข้อมูลล้นทะลักมิพักต้องพูดถึงการประชุมอบรมสัมมนากลุ่มเล็กหอใหญ่มีไม่เว้นแต่ละวัน ก็เป้าหมายมันเห็นอยู่ชัดๆว่าจะพากันไปล้มนายทุน ขุนศึก ศักดินา ฝ่ายผู้ปกครองย่อมไม่ไว้วางใจขบวนการนักศึกษาเป็นธรรมดา กลับมาเรื่องในธรรมศาสตร์ในปี 2519 นักศึกษาที่เรียกว่าตัวเองก้าวหน้า หนีห่างมวลชนไปเรื่อยๆ บางส่วนมีความคิดล้มเจ้าเพราะได้รับการจัดตั้งอย่างที่ว่า แต่ 5 ตค.คืนนั้น นักศึกษาส่วนใหญ่แค่ไปร่วมกันประท้วงในธรรมศาสตร์เพื่อขับไล่สามเณรถนอม


ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ wrote: นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่มีเจตนาบริสุทธิ์ ต้องการประชาธิปไตย ต้องการช่วยเหลือผู้ยากจน แก้ไขความอยุติธรรมในสังคม ฉะนั้นพลังนิสิตนักศึกษาจึงเป็นพลังที่สำคัญสำหรับประชาธิปไตย และข้อกล่าวหาว่านิสิตนักศึกษาทำลายชาตินั้น เป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนป้ายสีเพื่อทำลายพลังที่สำคัญนั้น แต่ในสภาวการณ์ในปี 2518 – 19 ฝ่ายนิสิตนักศึกษาก็ไม่มีวิธีการผิดแผกไปจากตุลาคม 2516 เมื่อทำงานได้ผลใน 2516 นักการเมืองต่างๆ พากันประจบนิสิตนักศึกษา อยากได้อะไรก็พยายามจัดหาให้ ถึงกับสนับสนุนให้ออกไปตามชนบทเพื่อสอนประชาธิปไตย ในโลกนี้ไม่มีที่ไหน ใครจะสอนประชาธิปไตยกันได้และนักศึกษาก็โอหัง เมื่อออกไปตามชนบทก็สร้างศัตรูไว้โดยไปด่าเจ้าหน้าที่ คหบดี ชาวบ้านต่างๆ ต่อมานักศึกษาก็ยังคิดว่าพลังของตนนั้นมีพอที่จะต่อต้านองค์กรต่างๆ ใหม่ๆ ของ กอ.รมน. มหาดไทย และนายทุนขุนศึก จับเรื่องต่างๆ ทุกเรื่องให้เป็นเรื่องใหญ่ พร่ำเพรื่อจนประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย เช่น ชุมนุมกันทีไรก็ต้องมีการด่ารัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลไหน เรื่องการถอนทหารอเมริกันก็จัดชุมนุมอีก แม้ว่ารัฐบาลจะได้สัญญาว่าจะมีกำหนดถอนไปหมดแน่ การจัดนิทรรศการก็จัดแต่เฉพาะเป็นการโอ้อวดประเทศคอมมิวนิสต์ เป็นต้น ที่ที่นักศึกษาไม่มีความเกรงใจคือในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้มหาวิทยาลัยพร่ำเพรื่อจนเกินไป และทำให้มหาวิทยาลัยล่อแหลมต่ออันตรายแห่งเดียว แทนที่จะกระจายฐานของนักศึกษาให้แพร่หลายออกไป ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีเรื่องต้องขัดแย้งกับนักศึกษามากครั้งบ่อยที่สุด แต่ที่สำคัญที่สุดนั้นคือ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแทนที่จะเปลี่ยนวิธีการ ยังใช้วิธีการเดิม แทนที่จะปลูกนิยมในหมู่ประชาชน กลับนึกว่าประชาชนเข้าข้างตนอยู่เสมอ แทนที่จะบำรุงพลังให้กล้าแข็งขึ้น กลับทำให้อ่อนแอลง


อ.ป๋วยเขียนไว้(และนายเวรเป็นคนโควทมาเอง) ลองตีความดู จะไม่ต่างจากที่คุณแม่เล่าไว้(ซึ่งเป็นความจริงจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์ยุคนั้น) การเป็นขวัญใจมหาชนอยู่เพียง"แป๊บนึง" ขยายความด้วยบันทึกของอ.ป๋วยได้เลย ทำไมยุคนั้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ความสงสาร ความเห็นอกเห็นใจที่ประชาชนคนทำมาหากินธรรมดาจะพึงมีต่อนักศึกษาจึงไม่สูงเด่นเท่าตอนที่ประชาชนมีต่อนักศึกษาเมื่อหลัง 14 ตุลา 16 !

ถ้าจะเอาความเหมือนระหว่าง 6 ตุลา และ 19 พค. ละก้อ ที่ "เหมือน" คงจะเป็นเชิงลบมากกว่า
1) นักศึกษายุคนั้นและเสื้อแดงยุคนี้ "ไม่เดินแนวทางมวลชน" ทำให้การเรียกร้องของตนเฟ้ออ่อนเหตุผล ภาษาชาวบ้านเรียกไม่รู้จักพอ-->ได้คืบจะเอาศอก ภาษามวลชนนอกจากเรียกว่าไม่เดินแนวทางมวลชนแล้ว ในการทำม็อบมันต้องรู้จักพักยก ที่เรียกว่า "สะสมชัยชนะ-รอคอยโอกาส" แต่เพราะ "สุ่มเสี่ยงเอียงซ้าย" ใช่หรือไม่ เสื้อแดงจึงแพ้ภัยตัวเองเช่นวันนี้

2) ในขบวนการนักศึกษายุคนั้นมีคนที่ต้องการประชาธิปไตยเป็นจำนวนมาก ไม่อยากได้เผด็จการทหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งจอมพลถนอมที่เป็นสัญลักษณ์ของคำว่าเผด็จการผูกขาดอำนาจมายาวนานและเพิ่งถูกโค่นล้มลงไปเมื่อไม่นานยังจะกลับมาแหยมเมืองไทยอีก (ทำเนียนบวชเป็นสามเณร) แต่ในทางปิดลับมีการจัดตั้งองค์กรใต้ดินในหมู่นักศึกษา ( คุณแม่เล่าว่าเป็นสายจัดตั้งของ พคท.สายจีน มีตำแหน่งเรียกย่อๆว่า "ย" ถ้าระดับบนๆขึ้นไปเรียกว่า "ส" แต่ในหมู่นักศึกษาน่ามีแค่ระดับ "ย" และที่เหลือเป็น "แนวร่วม" ) จะว่าไปพวกสายจัดตั้งของ พคท.ที่สันติบาลสืบรู้นี่เองเป็นชนวนนำความรุนแรงมาสู่ขบวนการนักศึกษา ลำพังถ้ามีแต่คนเดือนตุลาที่บริสุทธิ์ใจไม่มีแนวคิดเปลี่ยนโครงสร้างสังคมดังเช่นท่านสุเทพ วงศ์กำแหง (หนูอ้อยเคยยกมาเป็นตัวอย่าง)ต่อสู้กันบนดินในแนวทางรัฐสภา ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเกิดขบวนการขวาพิฆาตซ้ายของปีกขวาสุดโต่งของสังคมเช่นสมัคร-กระทิงแดงฯลฯ นายเวรไปวัดเป็นศิษย์หลวงตาน่าจะได้ปรัชญาพุทธข้อหนึ่งติดมามั่งนะ "ผลย่อมเกิดจากเหตุ" ไง ฝ่ายปกครองในยุคสงครามเย็นรวมถึงชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปต่างไม่นิยมชมชื่นแนวคิดเปลี่ยนแปลงในประเทศเพื่อนบ้านที่ล้มตามกันมาติดๆ (ทฤษฎีโดมิโน) อ.ป๋วยยังบอกเลยว่า"การจัดนิทรรศการก็จัดแต่เฉพาะเป็นการโอ้อวดประเทศคอมมิวนิสต์" คุณแม่เป็นพวกหางแถวที่ไปม็อบบอกว่า "เราไปเพราะไม่ชอบเผด็จการ แต่พวกแกนนำเขามีแอบแฝงและใช้เราเป็นเครื่องมือ"

มากล่าวถึง 19 พค. เอาอีกละมีคนที่คิดล้มเจ้าในกลุ่มเสื้อแดงจริง พวกเขาและหล่อนขึ้นเวทีเสื้อแดงจะจะ อีกทั้งพูดซุบซิบในหมู่เสื้อแดงด้วยกัน มีเรื่องปลดรูปเป็นต้น (ก่อแก้วโดนคดีที่เชียงใหม่-แกนนำยังโดน-คิดเอา) ชาวบ้านที่ไปเขาก็ต้องการประชาธิปไตยอันนี้รู้ แต่ทำไมแกนนำส่วนใหญ่ที่อ้างว่าไม่มีแนวคิดเปลี่ยนแปลงแค่มาเพราะต้องการประชาธิปไตยเฉยๆยังปล่อยให้มีคนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใช้เวทีอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ชาวบ้านที่มาก็เหมือนนักศึกษาหางแถวยุค 6 ตุลานั่นเองที่ไม่รู้จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของแกนนำว่าจะพาไปเข้ารกเข้าพงอย่างไร เรียกว่าทั้งดึงทั้งจูงทั้งเดินตามไปอย่าง งง งง 5555

3) ที่เหมือนอีกเรื่องคือ "พ่ายแพ้ แล้วลงใต้ดิน" เพราะยุทธศาสตร์ที่ผิด เสื้อแดงจึงไม่ชนะ แต่ก็ปากดีบอกจะลงใต้ดินสู้ต่อ ไม่ต่างกับปี 19 เข้าป่าไปขุดหน่อไม้กันแล้วเป็นไง ในที่สุดก็ต้องมาสู่ "ความสามัคคี สงบ ปรองดอง ปากท้องสำคัญกว่า" สูตรเดิมของทุกยุคทุกสมัยหลังผ่านความขัดแย้งที่เปียกปอนทุกๆฝ่าย ( แล้วต่างฝ่ายจะเมินความปรองดองเหรอ? มันก็ "บรรลัย" น่ะซี้นายเวร )

หนูอ้อย wrote:( ที่เขียนเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นเหตุผลอันชอบธรรมที่เข้าปราบปรามได้นะ แต่เรามาพูดความจริงกัน มีต้องยอมรับว่ามีจริงเรื่องแนวคิดนั้นในกลุ่มนักศึกษาแล้วสังคมยุคนั้นก็กลัวกันจนปลุกขึ้น แต่อีกฝ่ายก็ทำเกินเหตุไปจนนำมาซึ่งความแตกแยก และในที่สุดก็วนกลับมาสู่ "ความสามัคคี สงบ ปรองดอง ปากท้องสำคัญกว่า" สูตรเดิมของทุกยุคทุกสมัย 5555 ลองอ่าน "กระดูกเข้าบัว" ดูละกันเป็นอุทธาหรณ์ )
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Tue Jul 27, 2010 1:23 pm

หากทุกๆครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม

เราพลาดอาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที

แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที..แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ ต่อไป

ถ้าเราเรียนรู้...ก็จะทำให้เราพบว่า

การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป

เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม


นายเวร เสียดสีทหาร wrote:พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์เขียนไว้ว่า "20 เมษายน 2553 : รัฐบาลยืนยันมาตรการรักษาความสงบ โดยจะให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด น้อยที่ซูดดดดดดด ขำจัง :lol:


ข้างบนคือปรัชญาที่คุณพิษณุ นิลกลัดได้เรียนรู้จากชายชราที่นับถือ อ.ป๋วย(ที่นายเวรก็คงนับถือ แต่นับถือแค่โควทมาอ้างไม่ได้ in ในเนื้อหาก็เป็นอีกเรื่อง) ส่วนนายเวรไม่ให้เกียรติทหาร สาดโคลนใส่เหมารวมว่าทหารทุกยุคจะต้องเป็นเหมือนกันหมด ทหารไม่เคยเรียนรู้อะไรบ้างเชียวหรือว่าหลังปฏิบัติการณ์ใดก็ตาม ทหารจะยืนในสังคมได้อย่างไร บทเรียนสำหรับทหารนั้นมีตั้งแต่ครั้ง 14 ตุลา, 6ตุลา, พฤษภา35 ส่วนฝ่ายที่คิดจะเปลี่ยนโครงสร้างสังคมล่ะมีอะไรที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นบ้างหลังการต่อสู้ในทุกๆครั้ง? มีแต่ชุดความคิดเก่าๆ เช่น ทหารฆ่าประชาชน(ที่จะไปขนยางมาเผา), มีศพคือจุดจบของนายก,การกดขี่(ใครไปกดคุณ),ไพร่,ทาส,อำมาตย์,วนเวียนอยู่แต่กับเรื่องที่ทำให้ใจหม่นหมอง, วนเวียนอยู่แต่กับเรื่องที่จินตนาการขึ้นมาหลอกหลอนตัวเอง และแนวคิดก็มีแต่ความรุนแรง ฝ่ายที่เป็นสายพิราบในหมู่พวกคุณไม่สามารถช่วงชิง"การนำ"ได้แม้แต่สักครั้งมันจึงแพ้ทุกครั้งอย่างที่เห็น
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby see-u » Tue Jul 27, 2010 1:34 pm

** ให้พูดกันตรง ๆ นะ .. ว่า คันมือ อยากจะเข้ามาเขียนต่อหลายครั้งแล้ว
แต่ .. ในเมื่อจะไม่เขียนก็คือไม่เขียน ก็นั่งอ่านมาตลอด
แต่ .. นั่นแหละ บางเรื่องมันอดที่จะ คันมือ ไม่ได้จริง ๆ
:!:

นายเวร wrote: ฝ่ายกระทิงแดงและนวพลนั้น สมัยนี้แก็งส์หลากสีชุมนุมกวนส้นติงที่สีลมโดยมีแต่ผู้ดีสีลมทั้งนั้น ก็มาชุมนุมกันอยู่ที่วัดมหาธาตุอีกมุมหนึ่ง แต่เนื่องจากมีกำลังน้อยเพียงไม่กี่สิบคนจึงมิได้ทำอะไร


** เสื้อหลากสี .. ชุมนุมกันที่ อนุเสาวรีย์ ครั้งแรกเริ่มจากเวลา 2 โมง ถึง 6 โมงเย็น
แล้วมีการปรับเวลาใหม่เป็น 4 โมง ถึง 6 โมง ( บางวันอาจเลยไปถึง 6 โมงครึ่ง )
ในส่วนที่ไป สีลม กันตรงนั้นนอกเหนือจากการชุมนุมในนามเสื้อหลากสีแล้ว

ในส่วนที่มีการรวมตัวกันที่ สีลม เพราะเขาทนไม่ไหวกับการรังควาญของเสื้อแดง
ที่ไป ระยำ กับเขาไว้มาก ... เขาเลยรวมตัวกัน

มือซ้าย เสธแดง บอก ดิฉัน หน่อยสิ ..
ถึงพฤติกรรมของพวกกบฏแดง .. ที่มันจะมา กระทืบ เสื้อหลากสีหลาย ๆ ครั้ง
ถ้าไม่ดักทางได้ว่าพวกมันกำลังมา .. แล้ว แจ้ง จนท. และป้องกันเรื่องความปลอดภัยกันไว้
พวกคุณ .. จะทำอะไรเรา :!:
:?:
* See - U Never Die *

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา "แม้ว"จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
User avatar
see-u
 
Posts: 5073
Joined: Mon Oct 13, 2008 10:04 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Tue Jul 27, 2010 1:46 pm

see-u wrote:** ให้พูดกันตรง ๆ นะ .. ว่า คันมือ อยากจะเข้ามาเขียนต่อหลายครั้งแล้ว
แต่ .. ในเมื่อจะไม่เขียนก็คือไม่เขียน ก็นั่งอ่านมาตลอด
แต่ .. นั่นแหละ บางเรื่องมันอดที่จะ คันมือ ไม่ได้จริง ๆ
:!:


เขียนเลยพี่ ไม่มีการผูกขาด เว็บบอร์ดเป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้ว
หนูก็เขียนไปตามเวลาว่างที่มี วันนี้เข้าเวรเย็น เช้าๆเลยซัลโวตุนไว้รอนายเวรเข้ามาตอบ
และจะบอกนายเวรว่า ให้เขียนเป็นระบบหน่อย พูดมั่วไปมั่วมาให้เกรด 0 นะระวังไว้
Last edited by หนูอ้อย on Thu Aug 12, 2010 12:38 am, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Tue Jul 27, 2010 2:18 pm

มีบทเรียนจากเขมรและลาว ตัดมาแปะให้อ่าน ไม่ใช่ต้องการปลุกผีลัทธิใดนะคะ แค่อยากให้อ่านแล้วใช้วิจารณญาณว่าบ้านเมืองของเราดีๆอยู่แล้วจะไปดิ้นรนอะไร อย่างเขมรเขามีสิ่งบ่งบอกว่าของเดิมไม่ดี ก็ถือว่าเป็นเกมบังคับให้ต้องดิ้น ดิ้นไปดิ้นมากลายเป็นว่าแย่กว่าเดิม(?)ลองอ่านกันในวันหยุดยาวนะคะ

Mekong Review -- หากจะว่าไปแล้วประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันที่มีระบอบการปกครองเหมือนกันกับประเทศไทยมากที่สุดในยุคปัจจุบันนี้ก็คือประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการปกครองในกัมพูชาไม่เพียงจะมีการจัดแบ่งอำนาจออกเป็นสามฝ่าย กล่าวคืออำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจฝ่ายตุลาการ และอำนาจฝ่ายบริหาร เพื่อคอยถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างกันเท่านั้น หากแต่กัมพูชายังมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของราชอาณาจักรเช่นเดียวกันกับประเทศไทยอีกด้วย

แต่กว่าการที่กัมพูชาได้มีพัฒนาการทางการเมืองจนสามารถก้าวมาสู่ระบอบการปกครองเช่นว่านี้ได้นั้นก็ใช่ว่าจะได้มาอย่างง่ายๆ หากต้องแลกมาด้วยชีวิตของชาวเขมรมากกว่าล้านคนเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่เขมรแดงครองอำนาจทางการเมืองจากปี 1975 ถึงต้นปี 1979 นั้น เขมรแดงก็ได้ถูกสากลตราหน้าว่าได้สังหารล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมรด้วยกันไปมากกว่า 1.7 ล้านคน ซึ่งก็ทำให้อดีตผู้นำเขมรแดงที่ยังมีชีวิตอยู่ 5 คน (นวน เจีย, เขียว สัมพันธ์, เอียง สารี, เอียง ธิฤทธิ์ และ แกร็ง เก็ก เอียว) ต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรสงครามและสังหารล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมรด้วยกันอยู่ในเวลานี้

อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีกับอดีตผู้นำเขมรแดงทั้ง 5 คนดังกล่าวที่รับผิดชอบโดยศาลพิเศษร่วมระหว่างรัฐบาลกัมพูชาของนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน กับองค์การสหประชาชาติในระยะเวลากว่า 2 ปีมานี้ก็ ได้มุ่งเน้นไปที่การพยายามสืบค้นหาพยานบุคคลและพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อที่จะนำมาใช้ในการพิสูจน์เพื่อเอาผิดกับอดีตผู้นำเขมรแดงทั้ง 5 คนดังกล่าวให้ได้เท่านั้น จึงทำให้ประวัติศาสตร์แห่งการขัดแย้งทาง การเมืองในกัมพูชาต้องถูกตัดตอนไปด้วย

กล่าวสำหรับในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของกัมพูชาแล้วการสังหารชาวเขมรไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเฉพาะในช่วงที่ฝ่ายเขมรแดงครองอำนาจทางการเมืองเท่านั้น หากแต่ได้เริ่มขึ้นนับตั้งแต่ที่กัมพูชาได้รับเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในปี 1953 แล้ว และผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในการสังหารชาวเขมรที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับตนในช่วงปี 1953-1970 หรือตลอด 17 ปีที่ผูกขาดอำนาจทางการเมืองในกัมพูชาแต่เพียงผู้เดียวนั้น ก็คือ สมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ ซึ่งเคยเป็นทั้งกษัตริย์และประมุขรัฐของกัมพูชานั่นเอง

โดยเรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าเพื่อทำให้ตนเองสามารถที่จะผูกขาดอำนาจทางการเมืองในกัมพูชาได้อย่างยาวนานนั้น เจ้าสีหนุ ได้ใช้ทุกกลไกของรัฐบาลเข้าในการดำเนินมาตรการปราบปรามและเข่นฆ่าผู้ที่ถูกสงสัยว่าเป็นฝ่ายต่อต้านอำนาจของพระองค์อย่างกว้างขวาง แต่เนื่องจากว่าการดำเนินมาตรการดังกล่าวจำเป็นต้องใช้งบประมาณรายจ่ายเป็นจำนวนมาก เจ้าสีหนุ ก็ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการหันไปขูดรีบภาษีอากรต่างๆจากชาวไร่ชาวนาเป็นด้านหลัก

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความหวาดระแวงและสงสัยว่าชาวไร่ชาวนาเขมรต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นแนวร่วมของฝ่ายต่อต้านอำนาจของพระองค์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้การดำเนินนโยบายของ เจ้าสีหนุ ในช่วงนั้นเกิดการผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะมาตรการขูดรีดภาษีอากรต่างๆ และการบีบบังคับซื้อผลิตผลทางการเกษตรจากชาวไร่ชาวนาเขมรในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ด้วยหวังจะตัดตอนการสนับสนุนที่ชาวไร่ชาวนามีต่อฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจของพระองค์นั้น กลับยิ่งทำให้ชาวไร่ชาวนาเขมรเกิดความเคียดแค้นและพากันไปเข้ากับฝ่ายต่อต้านอำนาจของพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนั้น การดำเนินแนวนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในช่วงที่ เจ้าสีหนุ ผูกขาดอำนาจทางการเมืองในกัมพูชา แต่กลับยินยอมให้ฝ่ายเวียดนามเหนือเข้าไปตั้งฐานที่มั่นในเขตภาคใต้ของกัมพูชาด้วยเป้าหมายที่จะบุกเข้ายึดเวียดนามใต้นั้น ก็นับเป็นมูลเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ชาวเขมรหลายแสนคนต้องสังเวยชีวิตไปในสงครามครั้งนั้น

ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าภายหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้ให้การสนับสนุน นายพล ลอน นอล ทำรัฐประหารและยึดอำนาจของ เจ้าสีหนุ เป็นผลสำเร็จในปี 1970 แล้วนั้น อากาศยานของกองทัพสหรัฐฯก็ ได้เปิดฉากโจมตีกองกำลังของฝ่ายเวียดนามเหนือในพื้นที่ภาคใต้ของกัมพูชาด้วยระเบิดนานาชนิดอย่างหนักเพื่อป้องกันไม่ให้กำลังทหารของฝ่ายเวียดนามเหนือรุกคืบเข้าไปในเวียดนามใต้ หากแต่ระเบิดของสหรัฐฯ ก็ได้คร่าชีวิตชาวเขมรไปไม่น้อยเช่นกัน

ครั้นเมื่อสงครามได้สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา (รวมถึงในเวียดนามและลาวด้วย) ซึ่งก็คือฝ่ายเขมรแดงนั้น ความเคียดแค้นและความเกลียดชังที่ชาวไร่ชาวนาเขมรมีต่อชนชั้นสูงทั้งที่เป็นขุนนางและนายทุนในช่วงการผูกขาดอำนาจของ เจ้าสีหนุ ที่ต่อเนื่องถึงการครองอำนาจของฝ่ายทหารภายใต้ นายพล ลอน นอล ในช่วงปี 1970-1975 นั้น ก็ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นการแก้แค้นด้วยการเข่นฆ่ากันเองระหว่างชาวเขมรที่เคยเอารัดเอาเปรียบกับชาวเขมรที่เคยถูกกดขี่ขูดรีดอย่างกว้างขวางนั่นเอง

จนเท่าทุกวันนี้ ความเคียดแค้นและเกลียดชังกันเองระหว่างชาวเขมรก็ยังคงดำเนินอยู่เรื่อยมา ดังจะเห็นได้จากการตั้งศาลพิเศษฯ เพื่อดำเนินคดีกับอดีตผู้นำเขมรแดงที่ยังไม่แน่ว่าอดีตผู้นำเขมรแดงทั้ง 5 คนดังกล่าวนั้นจะมีชีวิตรอดไปจนถึงวันพิพากษาหรือไม่ เพราะทุกคนต่างก็ล้วนแต่ชราภาพมากแล้วในเวลานี้ มิหนำซ้ำนักการเมืองเขมรที่กำลังแย่งชิงการนำระหว่างกัน โดยไม่ว่าจะเป็น ฮุน เซน กับ สัม รังสี และรวมถึง เจ้านโรดม รณฤทธิ์ (โอรสของ เจ้าสีหนุ) ก็ตามต่างยังรอคอยโอกาสที่จะหยิบยกกรณีเขมรแดงนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นเพื่อทำลายและล้างผลาญกันในทางการเมืองตลอดเวลาโดยไม่รู้จักการให้อภัยต่อกันด้วยแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่ชาวเขมรต้องสังเวยชีวิตไปกับความขัดแย้งและแย่งชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างชนชั้นนำในกัมพูชาเป็นอย่างมากเช่นนี้

แต่ก็ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในกัมพูชาดังกล่าวนี้จะแตกต่างกับสถานการณ์ในลาวอย่างสิ้นเชิง โดยถึงแม้ว่าลาวในทุกวันนี้จะมีพรรคประชาชนปฏิวัติลาวเป็นผู้ผูกขาดอำนาจทางการเมืองแต่เพียงพรรคเดียวนับเป็นเวลาเกือบ 35 ปีมาแล้วก็ตาม หากแต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือบรรดาผู้นำพรรคฯในลาวต่างก็พยายามอย่างยิ่งในอันที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับบรรดาคนลาวในต่างประเทศหรือคนลาวนอกที่ต้องอพยพออกจากลาวไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ เพราะความขัดแย้งและแย่งชิงอำนาจทางการเมืองกับพรรคประชาชนปฏิวัติลาวในช่วงก่อนหน้าปี 1975

ครั้นเมื่อกาลเวลาผ่านไปเกือบถึง 35 ปีเต็มในปลายปี 2010 นี้ทั้งคนลาวในและคนลาวนอกต่างก็ได้คิดและเห็นเหมือนกันว่ามันไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่คนลาวในและคนลาวนอกจะต้องยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ทำให้คนเชื้อชาติเดียวกันต้องกลับกลายเป็นศัตรูและหวาดระแวงสงสัยกันเช่นนี้ ทั้งยังทำให้เสียโอกาสที่จะพัฒนาประเทศชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนลาวให้เจริญก้าวหน้าอีกต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้บรรดาผู้นำพรรคฯในลาวได้ริเริ่มการเสริมสร้างความสัมพันธ์และร่วมมืออันดีกับคนลาวนอกอย่างเป็นทางการและอย่างเป็นรูปธรรมนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมาแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีของลาว (บัวสอน บุบผาวัน) ได้ใช้โอกาสการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 25 เมื่อปลายปีที่แล้วเพื่อให้การต้อนรับคณะผู้แทนของคนลาวนอกจากทั่วโลกอย่างเป็นทางการครั้งแรกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ทางการรัฐบาลลาวยังได้มีการยืดระยะเวลาในการอนุญาตให้คนลาวนอกสามารถพักอาศัยอยู่ในลาวได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 30 วันเป็น 9 เดือนต่อการขออนุญาตวีซ่า 1 ครั้ง และคนลาวนอกที่ลงทุนในลาวตั้งแต่ 5 แสนดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปก็ยังมีสิทธิ์ที่จะถือครองที่ดินและเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในลาวได้อีกด้วย ส่วนคนลาวนอกที่ต้องการจะพำนักอยู่ในลาวเป็นการถาวรหรือว่าต้องการที่จะสมรสกับคนลาวในก็ตามต่างก็จะได้รับการอำนวยความสะดวกจากทางการลาวในทุกๆด้าน

นอกจากนี้ การที่ทางการลาวได้ตกลงรับเอาชาวม้งลาวทุกคนในไทยกลับคืนไปลาวและได้ให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี เช่นสร้างบ้านให้อยู่ จัดสรรที่ดินทำกินให้ พร้อมด้วยการก่อสร้างคลองชลประทาน สร้างถนนหนทางเข้าไปในตัวเมือง วางแนวสายส่งกระแสไฟฟ้าเข้าไปในหมู่บ้าน รวมไปถึงการก่อสร้างโรงเรียน สถานีอนามัย แหล่งน้ำกินน้ำใช้ที่สะอาด และสถานที่ฝึกอบรมอาชีพเสริมต่างๆให้อย่างครบครันด้วยนั้นยังนับเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความต้องการของทางการลาวในอันที่จะยุติความขัดแย้งกับชาวม้งที่มีมาอย่างยาวนานอีกด้วย

เพราะฉะนั้น ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ในลาว จึงมีความแตกต่างกับในกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง ทั้งๆที่ในช่วงสงครามทางการเมืองในลาวนั้นหาได้มีความแตกต่างกับในกัมพูชาแต่อย่างใด กล่าวก็คือในขณะที่ในกัมพูชาได้แตกแยกกันออกเป็นเขมร 4 ฝ่าย ซึ่งก็คือฝ่ายเขมรแดง ฝ่ายเจ้าสีหนุ ฝ่ายซอน ซานน์ และฝ่ายเฮง สัมริน-เจีย ซิม-ฮุน เซนนั้น ในลาวก็ได้แตกแยกกันออกเป็นฝ่ายเวียงจันทน์ ฝ่ายเป็นกลาง และฝ่ายประเทศลาว (พรรคประชาชนปฏิวัติลาว) นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ความแตกแยกที่เกิดขึ้นทั้งในลาวและในกัมพูชานั้นก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น หากแต่ได้เกิดขึ้นจากการสั่งสมความขัดแย้งและความเคียดแค้นในอดีตอันยาวนาน ทั้งยังถูกแทรก แซงจากภายนอกโดยบรรดาประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ อดีตสหภาพโซเวียต-รัสเซีย และจีนด้วยนั้นก็ยิ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่างๆในลาวและในกัมพูชามีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าจะต้องล้มล้างฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซากไปเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาจากบทเรียนของคนลาวและชาวเขมรดังที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้นก็ย่อมจะเห็นได้ว่าพัฒนาการของลาวนั้นดีกว่าของเขมรอย่างแน่นอน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ก็คือพัฒนาการทาง การเมืองของไทยตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 1932 เป็นต้นมานั้นย่อมนับได้ว่าดีกว่าทั้งในลาวและในกัมพูชาเป็นแน่ เพียงแต่ว่าพัฒนาการที่ดีในทางการเมืองของไทยนั้นมันได้ถูกบ่อนทำลายอยู่ตลอดเวลาเพราะความโลภมากและตะกละตะกลามของเหล่าบรรดานักการเมืองไทยผู้ฉ้อฉลก็เท่านั้นเอง

ครั้นเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว และต่างก็มีบทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านให้เห็นอยู่โทนโท่เช่นนี้แล้วใยคนไทยทั้งหลายยังต้องการที่จะไปซ้ำรอยเดิมของประเทศเพื่อนบ้านเช่นนั้นเล่า!!!

(บทความดีดีจากศูนย์แม่โขงศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี)
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Tue Jul 27, 2010 2:48 pm

Jseventh wrote:เรียนตามตรง ยังไม่เคยขวนขวายศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสเลย
เคยอ่านแต่เรื่องที่มีแนวคิดนี้เป็นส่วนประกอบของเนื้อหา แต่ไม่เฉพาะเจาะจง (ไม่ใช่พระเอกของเรื่อง )
ขอถามความคิดเห็นของหนูอ้อย นายเวร อะไรคือความล้มเหลวของแนวคิดมาร์กซิสม์คะ?
หรือจะแปะบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ให้อ่านก็ได้ค่ะ (อยากรู้มุมมองเรื่องความล้มเหลวของแนวคิดนี้)


บทความจาก Mekong Review ของม.ราชภัฏอุบลช่วยพี่เจได้บ้างมั้ยคะ ( หรือมันเป็นแค่ตัวอย่างรูปธรรมของ "คน" "นักเลือกตั้ง" "สมบัติผลัดกันชม" ไม่ใช่แนวคิดทฤษฎี )
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Tue Jul 27, 2010 5:43 pm

Jseventh wrote:อ่านที่หนูอ้อยกับนายเวรคุยกัน พี่เจเหมือนเป็นรุ่นน้องไปเลย
ประมาณว่า.."ความรู้เรายังด้อย เร่งศึกษา" :)

เรียนตามตรง ยังไม่เคยขวนขวายศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสเลย
เคยอ่านแต่เรื่องที่มีแนวคิดนี้เป็นส่วนประกอบของเนื้อหา แต่ไม่เฉพาะเจาะจง (ไม่ใช่พระเอกของเรื่อง :P )
ขอถามความคิดเห็นของหนูอ้อย นายเวร อะไรคือความล้มเหลวของแนวคิดมาร์กซิสม์คะ?
หรือจะแปะบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ให้อ่านก็ได้ค่ะ (อยากรู้มุมมองเรื่องความล้มเหลวของแนวคิดนี้)


ประการแรกคือการปิดกั่นไม่ให้คนรับรู้เมื่อสมัยก่อน ผมอ่านเกือบตายแต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวใกล้ ลองโหลดมาฟังดูมันเป็นปรัชญาพื้นๆของชาวบ้านเท่านั้นเอง….ครับศิษย์พี่ เจ
ปล..จารย์ อ้อย ตอนนี้ผมเอาลงครบแล้ว ฐานความคิดยังใช้ฐานความคิดเก่าใส่ไปอยู่ จะลองย้อนอ่านดู ใช้เวลาอ่านนานหน่อย กว่าจะมาแย้งได้ ถ้าจะให้ดี โหลดฟังได้แบบผม จะดีมากขี้เกียจอ่าน :lol: :lol:
V
V
V
http://www.4shared.com/dir/24186258/98735c5e/sharing.html
Last edited by นายเวร on Tue Jul 27, 2010 7:14 pm, edited 1 time in total.


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Tue Jul 27, 2010 6:31 pm

see-u wrote:** ให้พูดกันตรง ๆ นะ .. ว่า คันมือ อยากจะเข้ามาเขียนต่อหลายครั้งแล้ว
แต่ .. ในเมื่อจะไม่เขียนก็คือไม่เขียน ก็นั่งอ่านมาตลอด
แต่ .. นั่นแหละ บางเรื่องมันอดที่จะ คันมือ ไม่ได้จริง ๆ
:!:

นายเวร wrote: ฝ่ายกระทิงแดงและนวพลนั้น สมัยนี้แก็งส์หลากสีชุมนุมกวนส้นติงที่สีลมโดยมีแต่ผู้ดีสีลมทั้งนั้น ก็มาชุมนุมกันอยู่ที่วัดมหาธาตุอีกมุมหนึ่ง แต่เนื่องจากมีกำลังน้อยเพียงไม่กี่สิบคนจึงมิได้ทำอะไร


** เสื้อหลากสี .. ชุมนุมกันที่ อนุเสาวรีย์ ครั้งแรกเริ่มจากเวลา 2 โมง ถึง 6 โมงเย็น
แล้วมีการปรับเวลาใหม่เป็น 4 โมง ถึง 6 โมง ( บางวันอาจเลยไปถึง 6 โมงครึ่ง )
ในส่วนที่ไป สีลม กันตรงนั้นนอกเหนือจากการชุมนุมในนามเสื้อหลากสีแล้ว

ในส่วนที่มีการรวมตัวกันที่ สีลม เพราะเขาทนไม่ไหวกับการรังควาญของเสื้อแดง
ที่ไป ระยำ กับเขาไว้มาก ... เขาเลยรวมตัวกัน

มือซ้าย เสธแดง บอก ดิฉัน หน่อยสิ ..
ถึงพฤติกรรมของพวกกบฏแดง .. ที่มันจะมา กระทืบ เสื้อหลากสีหลาย ๆ ครั้ง
ถ้าไม่ดักทางได้ว่าพวกมันกำลังมา .. แล้ว แจ้ง จนท. และป้องกันเรื่องความปลอดภัยกันไว้
พวกคุณ .. จะทำอะไรเรา :!:
:?:

ก็เพราะเป็นห่วงผู้มาด้วยใจบริสุทธิ์ กลัวเป็นเครื่องมือคนสร้างสถานะการณ์
Image


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby noway2know » Tue Jul 27, 2010 7:08 pm


ขำความจริงคือเสื้อแดงปะทะกับชาวสีลม
และตำรวจกลับไล่ทุบตี พี่น้องสีลม
ความจริงที่สีลม....หลังจากมีการนำคลิป ออกมา ตำรวจทำอะไร
ตำรวจโดนด่ากระจาย....พร้อมด้วยกำลังใจที่มีให้ทหาร
ว่าทำไมทหารถึงช่วยประชาชน ที่วิ่งเข้าไปหาทหาร


รักในหลวง หวงแผ่นดิน
เกลียดเสื้อแดง จะรัฐบาล ม.แม้ว หรือ ม.มาร์ค ก็น่าผิดหวัง เลวพอๆกัน
ไปม๊อบมา ไปก็บอกว่าไป..ไม่ใช่ประเภท....ตุลาคมก็อยู่นะ(โกหก)
http://www.baanpud.net/forum/index.php....http://www.prachathon.org/forum/
User avatar
noway2know
 
Posts: 7750
Joined: Thu May 20, 2010 12:19 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby 55555 » Tue Jul 27, 2010 7:22 pm

เค้าให้ตำรวจไปคุ้มครองประชาชน..ไม่ใช่ไปไล่ตีประชาชน..เสือกทำเกินกว่าหน้าที่....

ทหารห้ามแล้ว ก็ยังจะไปกระทืบให้ได้....





เอ้า ! คุณ โนเวย์เร็ว อีก....

ไม่เป็นไร..ซ้ำก็ซ้ำ...จะได้ดูกันซักหลายรอบหน่อย..
55555
 
Posts: 5131
Joined: Mon Oct 13, 2008 8:29 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Tue Jul 27, 2010 7:25 pm

นายเวร wrote:แก็งส์หลากสีชุมนุมกวนส้นติงที่สีลมโดยมีแต่ผู้ดีสีลมทั้งนั้น


เขียนได้หยาบซะขนาดนี้บอกตามตรงอยู่ใกล้ๆต้องโดนเบิร์ดหัวแน่เลย

แล้วรู้มั้ย "ผู้ดีสีลม" ที่นายเวรไปเสียดสีพวกเค้าน่ะ พวกเค้าหาเช้ากินค่ำเช่าหอแถวนั้นก็แสนแพงแต่มันใกล้ที่ทำงานพวกเขา บางคนเป็นดีเทลยามาให้สัมภาษณ์(เราเห็นในทีวี) เขาเล่าว่ามาเช่าหอแชร์กับเพื่อน และตะลอนๆไปขายยาตามต่างจังหวัดต้องผ่อนส่งรถ ห่วงบ้านช่องห้องหอต้องมาต่อสู้ร่วมเป็นผู้ดีสีลมให้คนรังแก แถมรังแกไม่พอยังมาเสียดสีซะอีก เฮ้อ! คนอันธพาลกลับชาติมาเกิดรึไงเนี่ย

บางคนไม่มีรถขับเหมือนชาวเสื้อแดงหลายๆคนที่ถูกสัมภาษณ์ในวัดปทุมวนาราม แต่ละครัวนั่งข้างๆฟอร์จูนเนอร์คันเบอเหอะ อย่างนี้เรียกผู้ดีสีข้างถูมังคะ
Last edited by หนูอ้อย on Thu Aug 12, 2010 12:44 am, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby see-u » Tue Jul 27, 2010 7:28 pm

นายเวร wrote:
see-u wrote:** ให้พูดกันตรง ๆ นะ .. ว่า คันมือ อยากจะเข้ามาเขียนต่อหลายครั้งแล้ว
แต่ .. ในเมื่อจะไม่เขียนก็คือไม่เขียน ก็นั่งอ่านมาตลอด
แต่ .. นั่นแหละ บางเรื่องมันอดที่จะ คันมือ ไม่ได้จริง ๆ
:!:

นายเวร wrote: ฝ่ายกระทิงแดงและนวพลนั้น สมัยนี้แก็งส์หลากสีชุมนุมกวนส้นติงที่สีลมโดยมีแต่ผู้ดีสีลมทั้งนั้น ก็มาชุมนุมกันอยู่ที่วัดมหาธาตุอีกมุมหนึ่ง แต่เนื่องจากมีกำลังน้อยเพียงไม่กี่สิบคนจึงมิได้ทำอะไร


** เสื้อหลากสี .. ชุมนุมกันที่ อนุเสาวรีย์ ครั้งแรกเริ่มจากเวลา 2 โมง ถึง 6 โมงเย็น
แล้วมีการปรับเวลาใหม่เป็น 4 โมง ถึง 6 โมง ( บางวันอาจเลยไปถึง 6 โมงครึ่ง )
ในส่วนที่ไป สีลม กันตรงนั้นนอกเหนือจากการชุมนุมในนามเสื้อหลากสีแล้ว

ในส่วนที่มีการรวมตัวกันที่ สีลม เพราะเขาทนไม่ไหวกับการรังควาญของเสื้อแดง
ที่ไป ระยำ กับเขาไว้มาก ... เขาเลยรวมตัวกัน

มือซ้าย เสธแดง บอก ดิฉัน หน่อยสิ ..
ถึงพฤติกรรมของพวกกบฏแดง .. ที่มันจะมา กระทืบ เสื้อหลากสีหลาย ๆ ครั้ง
ถ้าไม่ดักทางได้ว่าพวกมันกำลังมา .. แล้ว แจ้ง จนท. และป้องกันเรื่องความปลอดภัยกันไว้
พวกคุณ .. จะทำอะไรเรา :!:
:?:

ก็เพราะเป็นห่วงผู้มาด้วยใจบริสุทธิ์ กลัวเป็นเครื่องมือคนสร้างสถานะการณ์
Image


** ไม่ต้องเอาข่าวมาแปะหรอก ...
ถามหน่อยเหอะ .. เป้นมือซ้าย เสธแดง ใช่มั๊ย ?
วันที่ 9 พค. ช่วงเย้น เศษแดง อยู่ที่ไหน !!
* See - U Never Die *

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา "แม้ว"จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
User avatar
see-u
 
Posts: 5073
Joined: Mon Oct 13, 2008 10:04 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby noway2know » Tue Jul 27, 2010 7:31 pm

ต้องไพร่รถเบนซ์อย่างขวัญชัย วันๆอยู่แต่ในม๊อบ
แต่มีเบนซ์ ที่เมียขอไปรับในวันปทุมนั่นแหละ
รวมถึงคำถามที่ต้องตอบ ธุรกรรมการเคลื่อนไหวทางการเงิน
เงินหลายล้านมาจากไหน

หรือไพร่ อย่างณัฐวุฒิ ที่มีบ้านหลายหลัง ครอบครัวมีรีสอร์ทใหญ่โต
ทั้งๆที่ไม่ใช่คนฐานะดี หรือมั่งมีมาก่อน

ไพร่ที่เป็นบุคคลล้มละลายอย่างวีระ
ที่มีเงินเปิดร้านอาหารให้เมียที่ลอนดอน ลูกซื้อที่ดินได้เป็น 10 ล้าน
ขนาดออกเทปชุดแรก และหมอเหวง ยังมาตอบได้แบบเหวงๆอีก
ว่ามาจากการออกเทป ออกเทปชุดแรก เทปก็ขายไม่ค่อยได้ :lol:
Last edited by noway2know on Tue Jul 27, 2010 7:32 pm, edited 1 time in total.

รักในหลวง หวงแผ่นดิน
เกลียดเสื้อแดง จะรัฐบาล ม.แม้ว หรือ ม.มาร์ค ก็น่าผิดหวัง เลวพอๆกัน
ไปม๊อบมา ไปก็บอกว่าไป..ไม่ใช่ประเภท....ตุลาคมก็อยู่นะ(โกหก)
http://www.baanpud.net/forum/index.php....http://www.prachathon.org/forum/
User avatar
noway2know
 
Posts: 7750
Joined: Thu May 20, 2010 12:19 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby see-u » Tue Jul 27, 2010 7:31 pm

** ในวันที่ เสื้อแดง จะ ปะทะ กับคนที่สีลม
ในช่วงบ่ายมีพวกมันเอาไม้ไผ้แหลม ๆ ที่เหลาไว้เข้าไปในที่ชุมนุม
ตะกวด มันอำนวยความสะดวกให้ผ่าน .. คนที่ทำงานแถวนั้นเขาถ่ายรูปเอาไว้ด้วย
:!:
* See - U Never Die *

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา "แม้ว"จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
User avatar
see-u
 
Posts: 5073
Joined: Mon Oct 13, 2008 10:04 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby noway2know » Tue Jul 27, 2010 7:37 pm

โพสต์อีกรอบ....เผื่อมีสมาชิกใหม่ หรือบางคน
อาจไม่เคยได้ดู....รวมผลงานดีเด่นของเสื้อแดงและแกนนำ


รักในหลวง หวงแผ่นดิน
เกลียดเสื้อแดง จะรัฐบาล ม.แม้ว หรือ ม.มาร์ค ก็น่าผิดหวัง เลวพอๆกัน
ไปม๊อบมา ไปก็บอกว่าไป..ไม่ใช่ประเภท....ตุลาคมก็อยู่นะ(โกหก)
http://www.baanpud.net/forum/index.php....http://www.prachathon.org/forum/
User avatar
noway2know
 
Posts: 7750
Joined: Thu May 20, 2010 12:19 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Tue Jul 27, 2010 7:49 pm

Image
Image
Image
Image
Image
Image
เอ้า..ใครยังไม่เคยดูมันน่าตืบใหมไปกวนเขาขนาดนี้
..ว่าแต่คุณโนเวร กับคุณ see u ไปด้วยอ่ะเปล่า อิอิ :lol: :lol:
เขาจะคุยวิชาการกัน พากันมาป่วนซะเเระ แก๊งส์จั๊กกะแร้ดำปี๋ :lol: :lol:
ปล..ผมไม่ได้หยาบอะไรมากมายนะจารย์ แค่เขียนตามความรู้สึกในภาพเท่านั้นเอง
พิจารณาเอาจะให้สุภาพด้วยเหรอ แก๊งส์จัดตั้งมาเนี้ยยย :evil: :evil:
Last edited by นายเวร on Tue Jul 27, 2010 8:01 pm, edited 2 times in total.


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

PreviousNext

Return to สภากาแฟ