







55555 wrote:เค้าให้ตำรวจไปคุ้มครองประชาชน..ไม่ใช่ไปไล่ตีประชาชน..เสือกทำเกินกว่าหน้าที่....
ทหารห้ามแล้ว ก็ยังจะไปกระทืบให้ได้....
เอ้า ! คุณ โนเวย์เร็ว อีก....
ไม่เป็นไร..ซ้ำก็ซ้ำ...จะได้ดูกันซักหลายรอบหน่อย..











นายเวร wrote:พากันพอนะไอ้ประเภท อาแปะเนี้ย ทู้วิชาเกินเสียหมด ใช้ความคิดมาโต้แย้งนะทีนี้
วันนี้ไปก่อนนะจ๊ะ....โจทย์เยอะ...เซ็งเป็ด..เหลิมเจงๆ![]()
![]()
![]()

นายเวร wrote:พากันพอนะไอ้ประเภท อาแปะเนี้ย ทู้วิชาเกินเสียหมด ใช้ความคิดมาโต้แย้งนะทีนี้
วันนี้ไปก่อนนะจ๊ะ....โจทย์เยอะ...เซ็งเป็ด..เหลิมเจงๆ![]()
![]()
![]()

หนูอ้อย wrote:Jseventh wrote:เรียนตามตรง ยังไม่เคยขวนขวายศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสเลย
เคยอ่านแต่เรื่องที่มีแนวคิดนี้เป็นส่วนประกอบของเนื้อหา แต่ไม่เฉพาะเจาะจง (ไม่ใช่พระเอกของเรื่อง )
ขอถามความคิดเห็นของหนูอ้อย นายเวร อะไรคือความล้มเหลวของแนวคิดมาร์กซิสม์คะ?
หรือจะแปะบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ให้อ่านก็ได้ค่ะ (อยากรู้มุมมองเรื่องความล้มเหลวของแนวคิดนี้)
บทความจาก Mekong Review ของม.ราชภัฏอุบลช่วยพี่เจได้บ้างมั้ยคะ ( หรือมันเป็นแค่ตัวอย่างรูปธรรมของ "คน" "นักเลือกตั้ง" "สมบัติผลัดกันชม" ไม่ใช่แนวคิดทฤษฎี )
Mekong Review -- หากจะว่าไปแล้วประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันที่มีระบอบการปกครองเหมือนกันกับประเทศไทยมากที่สุดในยุคปัจจุบันนี้ก็คือประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการปกครองในกัมพูชาไม่เพียงจะมีการจัดแบ่งอำนาจออกเป็นสามฝ่าย กล่าวคืออำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจฝ่ายตุลาการ และอำนาจฝ่ายบริหาร เพื่อคอยถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างกันเท่านั้น หากแต่กัมพูชายังมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของราชอาณาจักรเช่นเดียวกันกับประเทศไทยอีกด้วย แต่กว่าการที่กัมพูชาได้มีพัฒนาการทางการเมืองจนสามารถก้าวมาสู่ระบอบการปกครองเช่นว่านี้ได้นั้นก็ใช่ว่าจะได้มาอย่างง่ายๆ หากต้องแลกมาด้วยชีวิตของชาวเขมรมากกว่าล้านคน.......
เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ wrote:พนมเปญ (รอยเตอร์) -- คณะตุลาการที่องค์การสหประชาชาติให้การสนับสนุนในกัมพูชา ได้มีคำพิพากษาให้จำคุก นายแกร็ง เก็ก เอียว (Kaing Guek Eav) หรือ“สหายดุจ” เป็นเวลา 35 ปี ในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ได้พิจารณาลดหย่อนโทษเหลือ 19 ปี เนื่องจากให้ความร่วมมือกับคณะตุลาการอย่างดีมาโดยตลอด รวมทั้งได้ถูกคุมขังมาแล้วเป็นเวลาหลายปีระหว่างการสอบสวน
เดิมฝ่ายอัยการเสนอให้จำคุกอดีตผู้บัญชากรเรือนจำตวลสะแลง (Tuol Sleng) เป็นเวลาถึง 40 ปี !
คณะตุลาการ ชี้ว่า แกร็ง เก็ก เอียว มีความผิดฐานฆาตกรรม ทรมาน ข่มขืน และกระทำการที่ไร้ศีลธรรม ก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษย์ และยังมีข้อกล่าวหาอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ในระหว่างที่เขาเป็นผู้บัญชาการเรือนจำ Tuol Sleng อันเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายภายใต้รัฐบาลเขมรแดงที่อยู่ในอำนาจระหว่างปี 2518-2522
ภาพจาก http://www.holch.hu
ปัจจุบันเขาอายุ 67 ปี เป็นอดีตครูสอนในโรงเรียน ซึ่งได้ยอมสารภาพว่า เป็นผู้ดูแลการทรมาน และการสังหารผู้คนกว่า 14,000 คน จะถูกจำคุกเพียง 30 ปีเท่านั้น คณะตุลาการเห็นว่า เขาถูกฝ่ายทหารของกัมพูชาคุมขังอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแล้วระหว่างปี 2542-2550
สหายดุจ ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาต่อคำพิพากษา ในขณะที่ชาวเขมรจำนวนหนึ่งร้องไห้ภายในห้องพิจารณาความ ด้วยเห็นว่า การพิพากษาไม่ยุติธรรม บุคคลผู้นี้ควรจะถูกจำคุกตลอดชีวิตซึ่งเป็นโทษสูงสุดของคณะตุลาการชุดนี้
คณะตุลาการ กล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตไป 12,273 คน ภายในเรือนจำตวลสะแลง ที่ดัดแปลงจากโรงเรียนมัธยมหลังหนึ่งของกรุงพนมเปญ และรู้จักกันในชื่อ “เรือนจำเอส-21” แต่ก็ยอมรับว่าตัวเลขจริงอาจจะสูงถึง 14,000
credit: http://www.abc.net
หลายปีมานี้ นายเอียว ได้ปวารณาตัวเองเป็นชาวคริสต์ และอ้างว่า เขาเองได้พบกับพระเจ้าแล้ว เขาเคยแสดงความเสียใจต่อเหยื่อในเรือนจำแห่งนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ถูกบังคับให้ยอมสารภาพต่อข้อกล่าวหาเป็นสายลับ และอาชญากรรมอื่นๆ ก่อนที่จะถูกส่งไปประหารชีวิตที่ “ทุ่งสังหาร”
นับเป็นการพิพากษาอดีตผู้นำเขมรแดงเป็นกรณีแรกหลังจากการไต่สวนดำเนินมา 3-4 ปี
ผู้นำคนอื่นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่และถูกนำขึ้นไต่สวน ประกอบด้วย นายเคียว สมพร (Khieu Samphan) อดีตประธานาธิบดี นายเอียงสารี (Ieng Sary) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ นายนวนเจีย (Nuon Chea) อดีตผู้นำหมายเลข 2 กับ นางเอียงธิริต (Ieng Thirith) อดีตรัฐมนตรี ภริยาของนายสารี
ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า คดีผู้นำเขมรแดงเหล่านี้มีความสลับซับซ้อน และถูกทำให้เป็นการเมือง จนอาจจะไม่สามารถอ่านคำพิพากษาได้ในเร็วๆ นี้ บางคนอาจจะสิ้นชีวิตไปเสียก่อนขณะถูกคุมขัง เนื่องจากทั้งหมดล้วนอายุมากแล้ว
นายกรัฐมนตรีกัมพูชา "ฮุนเซน" ที่เคยเป็นทหารในกองทัพเขมรแดงมาก่อน ก่อนแปรพักตร์เข้าร่วมกับเวียดนาม ซึ่งนำกองทัพที่มีทหารนับแสนคนเข้าเข้าไล่รัฐบาลเขมรแดงในเดือน ม.ค.2522 ได้ออกเตือนว่า หากคณะตุลาการขยายการสอบสวนสืบสวนย้อนกลับไปถึงยุคโน้น (ก็จะรวมเขาด้วย) อาจจะเกิดสงครามกลางเมืองอีกครั้งหนึ่งในกัมพูชา
ผู้นำกัมพูชาที่อยู่ในตำแหน่งมานาน 24 ปีผู้นี้ ปฏิเสธที่จะไปให้การใดๆ เช่นเดียวกับสมเด็จพระนโรดมสีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชา ที่เคยไปใช้ชีวิตในเขตป่าเขาร่วมกับบรรดาผู้นำเขมรแดง
ผู้นำระดับสูงหลายคนในรัฐบาลชุดปัจจุบัน รวมทั้ง นายเกียตชน (Keat Chhon) รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและการเงิน กับ นายฮอร์นัมฮอง (Hor Nam Hong) ต่างยอมรับว่าเคยมีบทบาทอยู่ในระบบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของฝ่ายเขมรแดงเช่นกัน
ปัญญา แพร่พันธุ์ kamton wrote:ในอีกด้านหนึ่ง คนที่เคยเข้าป่า ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ บางคนถึงขั้นได้รับการพิจารณาให้เป็นสมาชิกพรรค แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับมีจุดยืนเปลี่ยนไปอยู่ข้างผู้กดขี่ หันไปรับใช้ระบอบอำนาจรัฐที่เป็นปฏิกิริยา แล้วมาให้ร้ายทำลายขบวนการปฏิวัติ คัดค้านการเปลี่ยนแปลงของสังคม ส่วนตัวก็ใช้ชีวิตเอารัดเอาเปรียบกดขี่ขูดรีดผู้อื่น คนอย่างนี้ ถือว่าเป็น “ผู้ทรยศ” ไม่ใช่ “คอมมิวนิสต์” อีกต่อไป ก็เป็นที่เห็นกันอย่างชัดเจนอยู่แล้วในสังคมไทย ณ เวลานี้ ไม่มี “คอมมิวนิสต์” ที่ดี หรือที่เลว มีแต่ คอมมิวนิสต์ และ ผู้ทรยศ เท่านั้น
Jseventh wrote:เรียนตามตรง ยังไม่เคยขวนขวายศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสเลย
เคยอ่านแต่เรื่องที่มีแนวคิดนี้เป็นส่วนประกอบของเนื้อหา แต่ไม่เฉพาะเจาะจง (ไม่ใช่พระเอกของเรื่อง )
ขอถามความคิดเห็นของหนูอ้อย นายเวร อะไรคือความล้มเหลวของแนวคิดมาร์กซิสม์คะ?
หรือจะแปะบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ให้อ่านก็ได้ค่ะ (อยากรู้มุมมองเรื่องความล้มเหลวของแนวคิดนี้)
เกาหลีก่อนแยกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เดิมเมืองหลวงอยู่ที่กรุงโซล เมืองที่เป็นศูนย์กลางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของประเทศมานานกว่า 600 ปี มีแม่น้ำฮันกังไหลผ่านและเทือกเขานัมซันตั้งอยู่ใจกลางเมือง
เส้นประที่เห็นในรูป คือ เส้นแบ่งเขตทางทหาร จะอยู่ใกล้เคียง แต่ไม่ตรงกับเส้นขนานที่ 38 เหนือที่ใช้ในการแบ่งเกาหลี
เครดิตภาพจาก http://www.rta-seoul.com
ประวัติของเกาหลีก่อนที่จะเจอสงครามเย็นจนแยกออกเป็นสองประเทศนั้นเคยถูกทั้งจีนและญี่ปุ่นรุกรานจนอ่วมสาหัสมาก่อนแล้ว
ส่วนสงครามเกาหลีซึ่งเกิดขึ้นในปีค.ศ.1950-1953 เป็นช่วงต่อจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และเริ่มต้นสงครามเย็น
ดังนั้นต้องย้อนประวัติศาสตร์ไปหน่อย เรื่องมีอยู่ว่าสหภาพโซเวียต ภายใต้การนำของสตาลิน จดๆจ้องๆจะประกาศสงครามกับญี่ปุ่นอยู่พอดี ครั้นอเมริกาทิ้งปรมาณูบอมบ์ฮิโรชิม่าจนญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้เมื่อ 15 ส.ค. 1945 เท่านั้นแหละ โซเวียตก็ยกทัพบุกแมนจูเรียกับเกาหลีทางเหนือทันที ซึ่งทั้งสองดินแดนที่ว่านี้ก็ค่อนข้างยินดี เนื่องจากเกลียดญี่ปุ่นจับจิตอยู่แล้ว
แต่สำหรับมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่งคว้าชัยมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มองสถานการณ์นี้แบบไม่พอใจนัก เนื่องจากกลัวว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ของโซเวียตจะแผ่อาณาจักรมากขึ้น จึงยื่นมือเข้าไปปรามโซเวียตว่า จะต้องแยกอำนาจเกาหลีออกเป็นสองฝ่าย โดยให้โซเวียตกำกับดินแดนที่อยู่เหนือเส้นขนาน 38 ขึ้นไป
ในช่วงเวลาดังกล่าวการเมืองของเกาหลีทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้วูบวาบตลอดเวลา แต่ฝ่ายเหนือดูเหมือนจะมั่นคงกว่า เมื่อโซเวียตหนุนหลังคิม อิล ซุง สร้างอำนาจเต็มที่ ขณะที่ฝ่ายใต้แตกแยกเป็นฝ่ายนิยมคอมมิวนิสต์กับฝ่ายต่อต้าน โดยมีอเมริกาแอบหนุนหลังฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์จนครองอำนาจเบ็ดเสร็จในปี 1947
ฝ่ายเหนือและใต้พยายามจะเปิดเจรจาเพื่อรวมชาติหลายครั้ง แต่ทั้งโซเวียตและอเมริกาต่างไม่ยอม เพราะกลัวจะเสียท่าให้อีกฝ่าย ในที่สุดทั้งสองดินแดนจึงจัดเลือกตั้งและมีรัฐบาลแยกตัวกันอย่างเด็ดขาด นำไปสู่การทำสงครามในปี 1950 เมื่อเกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่ข้ามไปถล่มเกาหลีใต้ครั้งแรกวันที่ 25 มิ.ย. 1950 กว่าสงครามจะยุติลงก็ดำเนินไปถึงวันที่ 27 ก.ค. 1953 ตอนนั้นสงครามก็คร่าชีวิตชาวเกาหลีไปมากกว่า 3 ล้านราย
ถ้าตัดเรื่องสงครามออกไปและมาดูด้านความคิดสร้างสรรค์ของคนเกาหลีโดยเฉพาะฝั่งใต้ที่นำพาชาติของเขามาอยู่ในอันดับต้นๆของโลก มิได้มีเพื่อความเป็นหนึ่งในความสามารถอย่างเดียว แต่มันหมายถึงการคืนความเป็นหนึ่งให้ "ชาติ" ของเขาด้วย !!( ประเทศไทยของเราก็สุ่มเสี่ยงเป็นแบบนั้นในหลายๆครั้ง ไทยเหนือ-ไทยใต้ แบบที่หลายกลุ่มหลายพวกชี้นำไว้!!!!) ที่พวกเขาอยากรวมชาตินั้นก็เป็นเพราะพ่อแม่พี่น้องพวกเขาอยู่กันทั้งสองฝั่ง แม้จะเกิดเหตุการณ์ที่เป็นชนวนสงครามหลายครั้ง แต่เกาหลีใต้ก็พยายามเปิดเจรจาเพื่อคิดรวมชาติ ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือผลิตอาวุธนิวเคลียร์ จึงมีการล้มโต๊ะเจรจามาตลอด
เกาหลีใต้ได้รับบทเรียนเจ็บปวดเรื่องสงครามมามากจึงมีความคิดจะสร้างฐานอุตสาหกรรมให้ประเทศแข็งแกร่งให้ได้ แต่เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขา 70 % ที่ราบ 30% แค่ทำเกษตรกางมุ้งก็ไม่พอเลี้ยงประชากร สู้มาทำอุตสาหรรมภาพยนตร์แบบฮอลลีวู้ดไม่ได้ ภายในชั่วข้ามศตวรรษ สื่อบันเทิงเกาหลีก็ครองตลาดเอเซีย และกลับกลายเป็นแหล่งผลิตแนวหน้าอย่างน่าทึ่ง พอเขาคิดทำอะไรก็ทำจริงนั่นเพราะคนของเขามีคุณภาพ ปัจจุบันคนญี่ปุ่นและคนไทยชอบไปเที่ยวเกาหลีไม่ใช่เรื่องฟลุ้ก สังเกตดูหนังของเขาทุกเรื่องถ่ายทำในภูมิอากาศที่ต่างจากบ้านเรา เช่นฤดูใบไม้ผลิ ฤดูหนาว ส่วนฤดูร้อนแทบไม่มีเลยเพราะมันเหมือนบ้านเรา นี่เป็นนโยบายทั้งหมดที่อยู่ในแผนการสร้างชาติของเกาหลีใต้ และอิทธิพลขงจื๊อยังคงอยู่ในสายเลือดชาวเกาหลีใต้ แม้ว่าวัดของพวกเขาถูกทำลายไปไม่น้อยในสงคราม และวัดในปัจจุบันพระก็มาทำหน้าที่เฉพาะในเวลา แล้วก็กลับไปอยู่กับครอบครัวที่บ้าน แต่ก็ยังมีพระรุ่นใหม่ที่พยายามฟื้นฟูการปฏิบัติที่เข้มข้นโดยมาศึกษาจากเถรวาท และเซน ในวันวิสาขบูชาของทุกปีที่บริเวณคลองชองเกซอนอันเป็นหัวใจกรุงโซลจึงกลายเป็นที่รวมตัวแทนที่จะไปวัด เขาจะจุดไฟกันสว่าง มีการแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ชาติ รำลึกถึงกษัตริย์องค์ก่อนๆ (แต่ก็ย้อนไปมีกษัตริย์อีกไม่ได้แล้ว....) และผู้กู้ชาติทุกยุคทุกสมัย เมื่อช่วงต้นปี 2010 ที่ผ่านมาวัยรุ่นนับแสนพากันออกมาเต้นกลางเมืองหลวงเพื่อระลึกถึงไมเคิล แจ๊กสันราชาเพลงป๊อปของพวกเขา ด้วยความเข้าใจว่าการเต้นจะนำพวกเขาไปสู่อิสรภาพ จะเป็นอิสรภาพในทิศทางใด เกาหลีใต้จะนำประเทศไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับเกาหลีเหนือ หรือยิ่งห่างไกลออกไป เราคนไทยควรตระหนักเช่นกัน
Jseventh wrote:เรียนตามตรง ยังไม่เคยขวนขวายศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสเลย
เคยอ่านแต่เรื่องที่มีแนวคิดนี้เป็นส่วนประกอบของเนื้อหา แต่ไม่เฉพาะเจาะจง (ไม่ใช่พระเอกของเรื่อง )
ขอถามความคิดเห็นของหนูอ้อย นายเวร อะไรคือความล้มเหลวของแนวคิดมาร์กซิสม์คะ?
หรือจะแปะบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ให้อ่านก็ได้ค่ะ (อยากรู้มุมมองเรื่องความล้มเหลวของแนวคิดนี้)
คมชัดลึก wrote: : กว่า 3 ปีนับตั้งแต่กบฏนิยมเหมาอิสต์ในเนปาลได้ปรับเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบสาธารณรัฐ แต่จนถึงขณะนี้การเมืองในประเทศก็ยังไม่นิ่ง ประชาชนยังคงยากแค้นแสนสาหัสอยู่เหมือนเดิม
ขณะที่อดีตทหารเด็กหลายพันคนที่เคยถูกหลอกหรือถูกต้อนให้ไปเป็นทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจากสัญญาลมๆ แล้งๆ ว่าจะนำความเสมอภาคมาสู่ประชาชน กลับรู้สึกวังเวงใจ เหมือนกับถูกหลอกซ้ำสอง เพราะไม่มั่นใจในอนาคตว่าจะเป็นเช่นใด จะมีงานทำเพื่อยังชีพหรือไม่
"ผมไม่เคยรู้สึกสบายใจเลยหลังสงครามยุติลง ข้อตกลงสันติภาพควรจะนำมาซึ่งความสุข แต่พวกเรากลับไม่ได้รับอะไรเป็นการตอบแทน"
หลังจากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมากว่าสิบปียุติลงเมื่อปี 2549 อดีตนักรบกองโจรกว่า 23,000 คนต้องถูกกักตัวอยู่ในค่ายอบรมที่สหประชาชาติเป็นผู้กำกับดูแล ระหว่างรอการชี้ชะตาว่าจะรวมอดีตทหารกองโจรเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพได้อย่างไร
โดยยูเอ็นได้ให้เงินสนับสนุนโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ให้แก่อดีตนักรบเพื่อป้องกันไม่ให้นักรบเหล่านี้ถูกหลอกให้ไปสังกัดกับกลุ่มอาชญากรรมหรือพวกมาเฟียใหญ่ในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีสายสัมพันธ์กับนักการเมือง
ภายใต้โครงการนี้ อดีตนักรบจะถูกส่งไปเรียนหนังสือต่อจนกว่าจะจบได้ประกาศนียบัตร หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องไปเข้าโครงการฝึกอบรมวิชาชีพที่ตัวเองสนใจ รวมไปถึงการทำอาหาร ขับรถหรือตัดเย็บเสื้อผ้า ระหว่างที่อบรมโครงการฝึกวิชาชีพเป็นเวลา 6 เดือน ยูเอ็นจะให้เงินช่วยเหลือคนละ 3,000 รูปีหรือกว่า 1,200 บาท ซึ่งอดีตทหารเด็กจะต้องเจียดเป็นค่าที่พักร่วมกับเพื่อนทหารเด็กด้วยกัน
อย่างไรก็ดี ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยูเอ็นได้คัดออกอดีตทหารเด็กราว 4,000 รายเนื่องจากมีอายุไม่ถึง 18 ปี มิฉะนั้นจะถือว่าขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ถ้าใครถูกปลดประจำการ ทางการจะออกบัตรประชาชนที่บอกรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งเบอร์โทรศัพท์ฟรี สำหรับโทรมาขอข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงการฝึกอบรมอาชีพ ซึ่งสิทธิพิเศษนี้จะมีอายุแค่ปีเดียวเท่านั้น
ปรากฏว่าช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา มีอดีตนักรบเหมาอิสต์กว่า 900 คนได้ใช้เบอร์โทรฟรี โทรมาถามไถ่รายละเอียดของโครงการฝึกอาชีพด้วยความสนใจยิ่ง
อดีตทหารเด็กบางรายยอมรับว่าเสียดายที่ไม่ยอมเรียนหนังสือตอนเด็กๆ แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทหารปลดแอก
"ตอนที่ต้องออกจากกองทัพ ผมรู้สึกเศร้ามาก เพราะหมายถึงจะต้องจากกับเพื่อนๆ ที่เคยสู้รบกันมา และผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผมต้องไป แต่ตอนนี้ผมไม่คิดอะไรมากแล้ว คิดแต่จะหาเงินเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น"
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
หนูอ้อย wrote:ว่าแต่ว่า "ฮุนเซน" แปรพักตร์ไปเข้ากับเวียดนามซึ่งเป็นอำนาจรัฐประเทศอื่นที่เป็นคู่ขัดแย้งกับกัมพูชามาช้านาน อย่างนี้ไม่เรียก "คอมมิวนิสต์ที่เลว" ใช่มั้ย แล้วเค้าเรียกกันว่า"ผู้ทรยศ" รึเปล่าคะนายเวร 5555![]()
![]()
![]()
นายเวรไปแล้วรีบกลับมานะยะ แล้วอย่าลืมมาตอบเรื่องวันที่ 9 พี่ซียูด้วยนะยะ อยากรู้เหมือนกัน


นายเวร wrote:เราในฐานะนักลัทธิมาร์กซ์ ผู้ยึดมั่นในหลักวัตถุนิยม เห็นว่าการจะแก้ไขชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น จะต้องแก้ที่โครงสร้างสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจ คือการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์การผลิต กำจัดการขูดรีดของระบบทุนนิยม และในด้านการเมืองก็คือ เครื่องมือที่จะนำไปสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา นั้นคือการทำให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครองตัวเองอย่างแท้จริง เพราะเรามีบทเรียนจากประวัติศาสตร์แล้วว่าไม่มีใครที่จะคิดทำเพื่อคนจนอย่างจริงจังจริงใจเท่ากับคนจนด้วยกันเอง อันที่จริงแล้ว แม้แต่คนจนด้วยกันยังสามารถหักหลังกันได้เลย เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยจึงเป็นการรับประกันความปลอดภัยในอำนาจของประชาชนอย่างดีที่สุด........เทอดไท
ความล้มเหลวของแนวคิดนี้หนูอ้อยว่ามันต้องตามดู "ผล" ที่เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลง
1) การนำไปใช้ บางประเทศเขาอาจมี drive ที่มีลักษณะเฉพาะประเทศเขาที่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างแบบฉับพลันทันที (ประเทศเรามีแรงผลักดันเช่นนั้นรึไม่)
2) เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผู้คนที่มานำการเปลี่ยนแปลง เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งอย่างที่สัญญาไว้ก่อนเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่
3) ฯลฯ
เบอร์ลินเป็นเมืองหลวงของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และเป็นที่อยู่ของประธานาธิบดีแห่งเยอรมนี ซึ่งมีที่อาศัยอย่างเป็นทางการที่วัง Schloss Bellevue ตั้งแต่การรวมเยอรมนีเมื่อ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2533 เบอร์ลินก็กลายเป็นหนึ่งในสามนครรัฐ เคียงคู่กับ ฮัมบูร์ก และ เบรเมน, ในทั้งหมด 16 รัฐของเยอรมนี สภาสหพันธ์ (Bundesrat) เป็นตัวแทนของรัฐสหพันธ์ (Bundesländer) ทั้งหลายของเยอรมนี และมีที่ตั้งที่อยู่ที่อาคาร Herrenhaus ซึ่งเคยเป็นสภาขุนนางของปรัสเซียในอดีต แม้กระทรวงส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเบอร์ลิน แต่บางส่วน รวมถึงกรมเล็ก ๆ ก็ตั้งอยู่ที่บอนน์ เมืองหลวงเก่าของเยอรมนีตะวันตก สหภาพยุโรปลงทุนในหลายโครงการภายในเมืองเบอร์ลิน โดยส่วนใหญ่แล้วแผนงานด้านสาธารณูปโภค การศึกษา และสังคม จะได้ทุนสนับสนุนร่วมจากงบประมาณจากกองทุนเพื่อความเชื่อมแน่นของอียู (EU Cohesion Fund)
เมืองพี่น้อง
เบอร์ลินรักษาความเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับ 17 นคร การจับคู่เป็นเมืองแฝดกับเมืองอื่น ๆ นั้นเริ่มกับลอสแอนเจลิส ใน ค.ศ. 1967พันธมิตรของเบอร์ลินตะวันออกนั้นถูกยกเลิกไปเมื่อครั้งรวมประเทศเยอรมนี และได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นบางส่วนในภายหลัง
ส่วนพันธมิตรของเบอร์ลินตะวันตกนั้นตั้งแด่เดิมถูกจำกัดให้อยู่ในระดับเทศบาล ระหว่างยุคสงครามเย็น พันธมิตรดังกล่าวได้สะท้อนถึงกลุ่มขั้วอำนาจ โดยเบอร์ลินตะวันตกจับมือกับเมืองหลวงในประเทศตะวันตก และเกือบจะทั้งหมดของเมืองเบอร์ลินตะวันออกจับคู่ด้วยจะเป็นเมืองจากกลุ่มสนธิสัญญาวอร์ซอและพันธมิตร
เบอร์ลินมีแผนงานร่วมร่วมกับนครต่าง ๆ จำนวนมาก เช่น โคเปนเฮเกน เฮลซิงกิ โยฮันเนสเบิร์ก เซี่ยงไฮ้ โซล โซเฟีย ซิดนีย์ และเวียนนา เบอร์ลินเข้าร่วมในสมาคมนครนานาชาติต่าง ๆ เช่น สหพันธ์เมืองหลวงของสหภาพยุโรป (Union of the Capitals of the European Union) ยูโรซิตีส์ (Eurocities) เครือข่ายนครวัฒนธรรมยุโรป (Network of European Cities of Culture) เมโทรโพลิส (Metropolis), Summit Conference of the World's Major Cities, Conference of the World's Capital Cities.
กำแพงเบอร์ลิน (เยอรมัน: Berliner Mauer ; อังกฤษ: Berlin Wall)
เป็นกำแพงที่กั้นเบอร์ลินตะวันตก ออกจากเยอรมนีตะวันออกโดยรอบ
เริ่มสร้างเพื่อจำกัดการเข้าออกระหว่างเขตเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตกที่ปกครองประเทศกันคนละแนวทาง
สร้างเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) และตั้งอยู่เป็นระยะเวลา 28 ปี
ก่อนจะทลายลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 กำแพงเบอร์ลินเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็น
ในระหว่างที่กำแพงยังตั้งอยู่นั้น มีความพยายามหลบหนีข้ามเขตแดนราว 5,000 ครั้ง
มี 192 คนถูกฆ่าระหว่างการหลบหนี และอีกประมาณ 200 คนบาดเจ็บสาหัส ในช่วงแรกนั้น
การหลบหนีเป็นไปอย่างไม่ยากนัก เนื่องจากกำแพงในช่วงแรกเป็นเพียงรั้วลวดหนามเตี้ย ๆ
และบางส่วนก็กระโดดออกมาทางหน้าต่างของตึกที่อยู่ติดกับกำแพง แต่ไม่นานนักกำแพง
ก็เปลี่ยนเป็นคอนกรีตที่แน่นหนา ส่วนหน้าต่างตึกต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับกำแพงก็ถูกก่ออิฐปิดตาย
การหลบหนีครั้งที่ไม่สำเร็จที่โด่งดังที่สุดก็คือ เมื่อครั้งที่นายปีเตอร์ เฟตช์เตอร์ (Peter Fechter)
ถูกยิงและปล่อยให้เลือดไหลจนตายต่อหน้าสื่อมวลชนตะวันตก เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962)
ผู้หลบหนีรายสุดท้ายที่ถูกยิงตายคือนาย Chris Gueffroy
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)
ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 นาย Guumlunter Schabowski
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาการ (Minister of Propaganda)
ของเยอรมนีตะวันออกได้แถลงข่าว (ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของเขาเอง)
ว่าทางการจะอนุญาตให้ชาวเบอร์ลินตะวันออก ผ่านเข้าออกเขตแดนได้อย่างเสรีอีกครั้ง
ทันใดนั้นเอง ผู้คนนับหมื่นที่ได้ทราบข่าวก็ได้หลั่งไหลไปยังด่านต่าง ๆ ของกำแพง.
หลังจากความโกลาหลอยู่ช่วงหนึ่ง เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังไม่ได้รับคำสั่งใด ๆ
จากทางการ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ต้องยอมปล่อยให้ฝูงชนผ่านเขตแดนไปอย่างไม่มีทางเลือก
ภาพเหตุการณ์ที่กำแพงเบอร์ลินเมื่อวันที่ 9 พย. 2532
ชาวเบอร์ลินตะวันตกออกมาต้อนรับชาวเบอร์ลินตะวันออก บรรยากาศในเช้ามืดวันนั้นเหมือนงานเฉลิมฉลอง
ชาวเยอรมันจึงถือกันว่าวันนี้เป็นวันล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน
การทุบทำลายตัวกำแพงอย่างเป็นทางการเริ่มเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2533 ดังภาพ
โดยคงเหลือกำแพงบางช่วงไว้เป็นอนุสรณ์ เรียกชื่อว่า Wall Gallery และในภายหลัง ซากกำแพงบางส่วน
ก็ถูกจำหน่ายเป็นของที่ระลึก ส่วนบางส่วนก็ถูกนำไปตั้งแสดงที่อื่นเพื่อเป็นอนุสรณ์
เช่นที่ด้านหน้าสภายุโรป ณ กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม
การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินนั้น ได้เป็นขั้นตอนแรกของการรวมชาติเยอรมนีในที่สุด
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2533 และได้ถือเอาวันนี้เป็นวันชาติของประเทศเยอรมนีใหม่
วันจัทร์ที่ 9 พย. 52 เป็นวันครบรอบ 20 ปีของการพังทลายของกําแพงเบอร์ลิน
คนเยอรมันรําลึกถึงเหตุการณ์นี้มานานแล้ว
สื่อโทรทัศน์หลาย ๆ ช่องของเยอรมันนําเสนอข่าวเรืองนี้มาก่อนวันฉลอง 20 ปีเป็นระยะๆ
credit: http://www.oknation.net
ในที่สุด อดีต 3 ประธานาธิบดี
เฮลมุท โคห์ล - จอร์จ บุช ซีเนียร์ และ มิคาเอล กอร์บาชอฟ
ได้มาพบกัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี
ของการทลายกําแพง ณ กรุงเบอร์ลิน
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2552
หนูอ้อย wrote:นายเวร wrote:เราในฐานะนักลัทธิมาร์กซ์ ผู้ยึดมั่นในหลักวัตถุนิยม เห็นว่าการจะแก้ไขชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น จะต้องแก้ที่โครงสร้างสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจ คือการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์การผลิต กำจัดการขูดรีดของระบบทุนนิยม และในด้านการเมืองก็คือ เครื่องมือที่จะนำไปสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา นั้นคือการทำให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครองตัวเองอย่างแท้จริง เพราะเรามีบทเรียนจากประวัติศาสตร์แล้วว่าไม่มีใครที่จะคิดทำเพื่อคนจนอย่างจริงจังจริงใจเท่ากับคนจนด้วยกันเอง อันที่จริงแล้ว แม้แต่คนจนด้วยกันยังสามารถหักหลังกันได้เลย เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยจึงเป็นการรับประกันความปลอดภัยในอำนาจของประชาชนอย่างดีที่สุด........เทอดไทความล้มเหลวของแนวคิดนี้หนูอ้อยว่ามันต้องตามดู "ผล" ที่เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลง
1) การนำไปใช้ บางประเทศเขาอาจมี drive ที่มีลักษณะเฉพาะประเทศเขาที่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างแบบฉับพลันทันที (ประเทศเรามีแรงผลักดันเช่นนั้นรึไม่)
2) เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผู้คนที่มานำการเปลี่ยนแปลง เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งอย่างที่สัญญาไว้ก่อนเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่
3) ฯลฯ
มีอีกคำถามที่ฝากคั่นเวลาไว้ให้คิด "หลังเปลี่ยนโครงสร้างของสังคม"แล้ว สถาบันเดิมๆๆ คนเดิมๆๆที่เคยปกครองอยู่ถูกขุดรากถอนโคนออกไปด้วยกำลังอาวุธ เปลี่ยนแปลงประเทศสู่สเต็ป "สังคมนิยม" อย่างที่นายเวรเคยพูดถึงไว้ มีใครจะรับประกันได้บ้างว่าคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามานั้นมาทำเพื่อคนจนจริงรึไม่อย่างที่ "เทอดไท" เขียนไว้? แล้วถ้าไม่ทำตามนั้น กลับกดขี่ขูดรีด หรือเอาอย่างตื้นๆที่มองเห็นคือ "ผูกขาดการปกครองประเทศ" มายาวนานถึง 24 ปี ไม่ต้องไปพูดถึงการจะไปไล่ตะเพิดเขาออก แค่คิดประท้วง ( =เอากระดิ่งไปผูกคอแมว ) ใครล่ะจะเป็นคนกล้าทำ? มันคุ้มมั้ยกับการที่เรามีประเทศของเราดีๆอยู่แล้วต้องดิ้นรนไปสู่การนองเลือดและแตกสามัคคีสุดๆแบบนั้น และไม่ใช่การวนกลับไปสู่เผด็จการที่หนีกันมาทั้งชีวิตหรอกเหรอ![]()
![]()

9vain wrote:อย่างวัตถุนิยมวิภาษอะไรทำนองนี้ ทุกวันนี้ก็ยังสับสนอยู่แต่ก็พอเข้าใจบางเรื่อง
มันเป็นทัศนะของคนเขียน และผมไม่ได้เห็นดีเห็นงามทุกข้อความตัวอักษรบางประโยคผมก็แย้งบางเรื่องอยู่เหมือนกัน
รัฐเข้ามากำหนดราคา โดยตั้งราคาสินค้าประเภทอาหารและวัตถุดิบให้ต่ำ เพื่ออำนวยการเติบโตแก่ภาคอุตสาหกรรม ในทางตรงกันข้าม รัฐกลับตั้งราคาสินค้าอุตสาหกรรมในระดับสูง นโยบายโยกย้ายส่วนเกินดังกล่าวเสมือนให้รางวัลแก่ภาคอุตสาหกรรมและลงโทษภาคเกษตร
ต่อมาเมื่อเกิดการต่อต้านจากกลุ่มเกษตรกร สตาลินได้ล้มเลิกระบบนารวมขนาดเล็ก และจัดตั้งนารัฐขนาดใหญ่แทน รัฐเข้ามามีบทบาทในภาคเกษตรอย่างเต็มรูปแบบแทนที่เอกชน พลังและความมั่งคั่งของเกษตรกรอิสระและนายทุนเอกชนถูกทำลายลงอีกครั้ง ในช่วงนี้นับว่าโครงสร้างชนชั้นได้หมุนกลับจากทุนนิยมเอกชนมาเป็นทุนนิยมโดยรัฐอีกครั้งหนึ่ง
หลังทศวรรษ 1960 ระบบทุนนิยมโดยรัฐดังกล่าวไม่สามารถผลิตส่วนเกินได้มากเพียงพอที่จะรักษาโครงสร้างความสัมพันธ์ทางชนชั้นแบบทุนนิยมโดยรัฐได้ ส่วนเกินที่ผลิตได้ไม่เพียงพอที่จะธำรงความสำเร็จทางการเมืองและเศรษฐกิจ ผสมกับปัญหาผลิตภาพในกระบวนการผลิตที่ต่ำมาก ส่วนเกินไม่เพียงพอสำหรับการกระจายให้ แก่ชนชั้นนายทุนรัฐและชนชั้นรองเพื่อรักษาสถานะทางการเมืองที่เปี่ยมอำนาจ และไม่สามารถรักษาความเข้มแข็งของพรรคคอมมิวนิสต์ไว้ได้ นอกจากนั้น ส่วนเกินจากการผลิตยังน้อยเกินไปสำหรับการสะสมทุนในการผลิต ไม่สามารถรักษาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและผลิตภาพ ไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ไม่สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ดีพอ
ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจในช่วงนี้จึงหันหัวเรือกลับมาเดินในแนวทางทุนนิยมเอกชน โดยกระจายอำนาจออกจากส่วนกลาง สร้างตลาดเอกชน และแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้น
การล่มสลายของสหภาพโซเวียต: ความล้มเหลวของคอมมิวนิสต์ ???
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แนวมาร์กซมี "กระบวนการทางชนชั้น" (class process) เป็น "จุดตั้งต้น" (entry point) ในการศึกษา "ชนชั้น" ตามนิยามของมาร์กซไม่ได้จัดแบ่งตามเกณฑ์ "อำนาจ" (กลุ่มผู้มีอำนาจ-กลุ่มผู้ไร้อำนาจ) หรือ"ทรัพย์สิน"(กลุ่มคนรวย-กลุ่มคนจน) แต่มาร์กซ์สนอแนวคิดทางชนชั้นว่าด้วย "แรงงาน(มูลค่า)ส่วนเกิน" (surplus labor(value)) ที่มีจุดเน้นที่กระบวนการในการผลิตส่วนเกิน การเข้าถือครองส่วนเกิน และการกระจายส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการผลิต โดยสนใจว่าใครคือผู้ผลิตส่วนเกิน ผลิตอย่างไร ผลิตเพื่อใคร และจัดสรรส่วนเกินที่เกิดขึ้นอย่างไร
หากยึดแนวคิดทางชนชั้นว่าด้วยแรงงานส่วนเกิน เราสามารถจำแนกโครงสร้างทางชนชั้น (class structure) ออกได้หลายรูปแบบตามกระบวนการเกี่ยวกับแรงงานส่วนเกินที่แตกต่างกัน เช่น โครงสร้างทางชนชั้นแบบดั้งเดิม แบบทาส แบบศักดินา แบบทุนนิยม และแบบคอมมิวนิสต์ แต่ละโครงสร้างทางชนชั้นเป็นตัวกำหนดว่าใครคือผู้ผลิตส่วนเกิน ใครเป็นผู้เข้าถือครองส่วนเกิน และส่วนเกินที่เกิดขึ้นถูกจัดสรรให้ใคร
ในโครงสร้างชนชั้นแบบทุนนิยม แรงงานเป็นผู้ผลิตส่วนเกิน แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของส่วนเกินที่ตนผลิตขึ้น ผู้ที่เข้าถือครองเป็นเจ้าของส่วนเกินคือนายทุน ซึ่งเป็นเจ้าของทุน แต่ไม่ได้เป็นผู้ลงมือผลิตสินค้านั้นโดยตรง นายทุนเป็นผู้จัดสรรส่วนเกินที่ได้รับในเบื้องแรกให้กับ “ชนชั้นรอง” (subsumed class) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้เป็นผู้ลงมือผลิตโดยตรง แต่มีบทบาทสำคัญในการธำรงโครงสร้างความสัมพันธ์ในโครงสร้างชนชั้นนั้น ๆ เช่น ผู้จัดการ (ช่วยคุมให้แรงงานผลิตส่วนเกินมาก ๆ) ฝ่ายขาย (แปลงส่วนเกินเป็นเงินเพื่อสะสมทุนต่อ) ฝ่ายวิจัยและพัฒนา (พัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตเพื่อช่วงชิงกำไรสูงสุด) เป็นต้น
ส่วนโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ แรงงาน “ร่วมมือ” กันผลิตส่วนเกิน และ “ร่วมกัน” เป็นเจ้าของส่วนเกินที่ได้ “ร่วมกัน” ผลิต รวมทั้ง “ร่วมกัน” จัดสรรส่วนเกินให้กับชนชั้นรองเพื่อประกันการดำรงอยู่ของโครงสร้างความสัมพันธ์ด้านแรงงานส่วนเกินแบบรวมหมู่ดังกล่าวไว้
ในโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ ภาวะการเอาเปรียบขูดรีดแรงงานจึงไม่เกิดขึ้นเหมือนดังโครงสร้างแบบทุนนิยม เนื่องจากผู้ผลิตส่วนเกินคือผู้เป็นเจ้าของส่วนเกินนั้นเอง ทั้งนี้การผลิตในโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์เป็นการผลิตแบบร่วมมือรวมหมู่
ด้วยแนวคิดทางชนชั้นว่าด้วยแรงงานส่วนเกินของมาร์กซดังที่กล่าวมา จึงมิอาจกล่าวได้ว่าสหภาพโซเวียตหลังการปฏิวัติโค่นล้มพระเจ้าซาร์ในปี 1917 เป็นสังคมที่มีโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้รวมถึงหลายประเทศในยุโรปตะวันออกในเวลาต่อมาด้วย เนื่องจาก ภายหลังการปฏิวัติ รูปแบบความสัมพันธ์ทางด้านแรงงานส่วนเกินยังมิได้มีการเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบทุนนิยมไปยังคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังการปฏิวัติ 1917 มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ การวางแผนจากส่วนกลางเข้าแทนที่ระบบตลาด กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลถูกแทนที่ด้วยกรรมสิทธิ์แบบรวมหมู่โดยรัฐ รัฐบาลเข้ายึดทรัพย์สินส่วนบุคคลทั้งเครื่องไม้เครื่องมือในการผลิต และผลผลิต ฯลฯ กระนั้น ใช่ว่าโครงสร้างชนชั้นแบบทุนนิยมได้ถูกทำลายไป
แม้บริษัท ธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมกลายเป็นของรัฐ แต่โครงสร้างทางชนชั้นแบบทุนนิยมที่ว่าด้วยแรงงานเป็นผู้ผลิตส่วนเกินแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ นายทุนผู้ไม่ได้ลงมือผลิตกลับเป็นเจ้าของส่วนเกินนั้น ยังคงฝังตัวอยู่ภายในรัฐวิสาหกิจนั้น แรงงานยังคงผลิตแรงงานส่วนเกินให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยที่ตนมิได้เป็นเจ้าของส่วนเกินดังกล่าว เพียงแต่ผลิตแรงงานส่วนเกินให้กับรัฐวิสาหกิจแทนที่โรงงานเอกชน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการเปลี่ยนหน้าผู้เข้าถือครองเป็นเจ้าของส่วนเกิน จาก “นายทุนเอกชน” ที่มีกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในทุนและผลผลิต เป็น “รัฐ” (นายทุนรัฐและข้าราชการ) เท่านั้น การเอาเปรียบขูดรีดแรงงานยังคงดำรงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลงภายหลังการปฏิวัติ 1917
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมิอาจกล่าวได้ว่าโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ได้เกิดขึ้นแทนที่ทุนนิยมในสหภาพโซเวียตในศตวรรษที่ 20
ตลาดและกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลมิใช่เงื่อนไขที่จำเป็นในการดำรงอยู่ของโครงสร้างชนชั้นแบบทุนนิยม โครงสร้างทางชนชั้นแบบทุนนิยมสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากตลาดและกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ตราบที่ผู้ผลิตส่วนเกินมิได้เป็นเจ้าของส่วนเกินนั้น และนายทุน (ไม่ว่านายทุนเอกชนหรือนายทุนรัฐ) นำส่วนเกินที่ได้รับไปสะสมทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสวงหาส่วนเกินมากขึ้น ๆ ในรอบต่อ ๆ ไป
สหภาพโซเวียตในศตวรรษที่ 20 มิใช่สังคมที่มีโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ เนื่องจากโครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ยังมิได้ลงหลักปักฐานแทนที่โครงสร้างชนชั้นแบบทุนนิยม การปฏิวัติดังกล่าวเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบของระบบทุนนิยม จาก “ทุนนิยมเอกชน” (Private Capitalism) เป็น “ทุนนิยมโดยรัฐ” (State Capitalism) เท่านั้น การปฏิวัติ 1917 มิใช่การเปลี่ยนรูปแบบจาก “ทุนนิยม” เป็น “คอมมิวนิสต์” แต่อย่างใด
ประวัติศาสตร์ของสหภาพโซเวียตในศตวรรษที่ 20 จึงเป็นประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องเล่าว่าด้วยการเปลี่ยนผันสลับไปมาระหว่างทุนนิยมเอกชนและทุนนิยมโดยรัฐ ตามบริบทของเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละห้วงเวลา มิใช่ประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงจากทุนนิยมสู่คอมมิวนิสต์
ในยุคพระเจ้าซาร์ โครงสร้างชนชั้นเป็นแบบทุนนิยมเอกชน หลังปฏิวัติ 1917 ทุนนิยมโดยรัฐเข้าแทนที่ทุนนิยมเอกชน ซึ่งเลนินถือว่าเป็นกระบวนการที่จำเป็นในการเปลี่ยนผ่านจากทุนนิยมเป็นคอมมิวนิสต์ หน่วยงานของรัฐ เช่น Supreme Council of National Economy และ Council of Minister ในเวลาต่อมา เป็นผู้เข้าถือครองและกระจายส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการผลิตโดยแรงงาน ตามแผนเศรษฐกิจที่ส่วนกลางได้วางไว้ โดยปราศจากบทบาทของตลาดและกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
แต่ใช่ว่าโครงสร้างทางชนชั้นแบบทุนนิยมจะเป็นโครงสร้างเดียวที่ดำรงอยู่ในสังคม ในแต่ละช่วงเวลาของสังคม มีโครงสร้างทางชนชั้นดำรงอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลาย แม้รัฐบาลเข้ามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรม เช่น เข้าเป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม กำหนดราคาผลผลิตและค่าจ้าง แต่สำหรับภาคเกษตรในช่วงเวลาดังกล่าวมีโครงสร้างทางชนชั้นแบบดั้งเดิม ที่ผลผลิตถูกผลิตโดยเกษตรกรรายย่อยอิสระในชนบท และชนชั้นดังกล่าวเป็นผู้ได้รับส่วนเกิน การแทรกแซงของรัฐในภาคเกษตรเป็นไปอย่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรม
ในปี 1921 เลนินเสนอ “นโยบายเศรษฐกิจใหม่” (New Economic Policy) ที่หันเหเศรษฐกิจไปสู่ทิศทางส่งเสริมทุนนิยมเอกชนมากขึ้น เช่น แปรรูปรัฐวิสาหกิจ คืนชีวิตให้ตลาดและทรัพย์สินเอกชนในบางภาคส่วน เป็นต้น แนวนโยบายดังกล่าวเอื้อประโยชน์แก่การผลิตในภาคเกษตรที่มีโครงสร้างทางชนชั้นแบบดั้งเดิม ส่งผลให้อำนาจและความมั่งคั่งของกลุ่มเกษตรกรอิสระเพิ่มสูงขึ้น ชนชั้นนายทุนเอกชนกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง และเป็นพื้นฐานสำคัญที่เป็นแรงผลักให้การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างก้าวกระโดด
หลังทศวรรษ 1920 กลุ่มเกษตรกรอิสระและนายทุนเอกชนมีอำนาจและความมั่งคั่งสูงขึ้นมาก ผลที่ตามมาคือราคาสินค้าและวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น จนถึงระดับที่รัฐเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม สตาลิน ซึ่งเป็นผู้นำในยุคนั้นได้เสนอแผนสองปีฉบับแรก โดยได้จัดตั้งระบบนารวมขนาดเล็กแทนที่เกษตรกรอิสระและนายทุนเอกชนในการผลิตภาคเกษตร รัฐก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดสรรส่วนเกินเพื่อกระจายส่วนเกินในทางที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนอุตสาหกรรม รัฐเข้ามากำหนดราคา โดยตั้งราคาสินค้าประเภทอาหารและวัตถุดิบให้ต่ำ เพื่ออำนวยการเติบโตแก่ภาคอุตสาหกรรม ในทางตรงกันข้าม รัฐกลับตั้งราคาสินค้าอุตสาหกรรมในระดับสูง นโยบายโยกย้ายส่วนเกินดังกล่าวเสมือนให้รางวัลแก่ภาคอุตสาหกรรมและลงโทษภาคเกษตร
ต่อมาเมื่อเกิดการต่อต้านจากกลุ่มเกษตรกร สตาลินได้ล้มเลิกระบบนารวมขนาดเล็ก และจัดตั้งนารัฐขนาดใหญ่แทน รัฐเข้ามามีบทบาทในภาคเกษตรอย่างเต็มรูปแบบแทนที่เอกชน พลังและความมั่งคั่งของเกษตรกรอิสระและนายทุนเอกชนถูกทำลายลงอีกครั้ง ในช่วงนี้นับว่าโครงสร้างชนชั้นได้หมุนกลับจากทุนนิยมเอกชนมาเป็นทุนนิยมโดยรัฐอีกครั้งหนึ่ง
ด้วยนโยบายที่เอื้ออำนวยภาคอุตสาหกรรม ทำให้สหภาพโซเวียตมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกระทั่งทศวรรษที่ 1960 ระดับการบริโภคในเศรษฐกิจสูง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดี และมีอำนาจทางการเมืองสูงยิ่ง เป็นผู้นำทางการเมืองของโลกอีกขั้วหนึ่ง
หลังทศวรรษ 1960 ระบบทุนนิยมโดยรัฐดังกล่าวไม่สามารถผลิตส่วนเกินได้มากเพียงพอที่จะรักษาโครงสร้างความสัมพันธ์ทางชนชั้นแบบทุนนิยมโดยรัฐได้
ส่วนเกินที่ผลิตได้ไม่เพียงพอที่จะธำรงความสำเร็จทางการเมืองและเศรษฐกิจ ผสมกับปัญหาผลิตภาพในกระบวนการผลิตที่ต่ำมาก ส่วนเกินไม่เพียงพอสำหรับการกระจายให้ แก่ชนชั้นนายทุนรัฐและชนชั้นรองเพื่อรักษาสถานะทางการเมืองที่เปี่ยมอำนาจ และไม่สามารถรักษาความเข้มแข็งของพรรคคอมมิวนิสต์ไว้ได้ นอกจากนั้น ส่วนเกินจากการผลิตยังน้อยเกินไปสำหรับการสะสมทุนในการผลิต ไม่สามารถรักษาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและผลิตภาพ ไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ไม่สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ดีพอ
ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจในช่วงนี้จึงหันหัวเรือกลับมาเดินในแนวทางทุนนิยมเอกชน โดยกระจายอำนาจออกจากส่วนกลาง สร้างตลาดเอกชน และแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้น
จากเรื่องเล่าของประวัติเศรษฐกิจสหภาพโซเวียตอย่างหยาบ ๆ ข้างต้น จะเห็นว่า โครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ไม่เคยถูกพัฒนาอย่างจริงจังในยุคที่คนทั่วไปเข้าใจว่าสหภาพโซเวียตเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ โครงสร้างทุนนิยมโดยรัฐของสหภาพโซเวียตในช่วงเวลาดังกล่าวอาจพอเรียกได้ว่าเป็น “สังคมนิยม” ในแง่ที่มีความเป็นเจ้าของแบบรวมหมู่ มีการกระจายรายได้ที่ค่อนข้างเท่าเทียม มีบริการของรัฐที่ดี และมีระดับการจ้างงานสูง กระนั้นมิอาจเรียกได้ว่าเป็นระบบคอมมิวนิสต์
สังคมที่มีโครงสร้างทางชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์เป็นโครงสร้างหลักยังมิเคยเกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้ หากใช้กรอบการวิเคราะห์ทางแรงงานส่วนเกินของมาร์กซ ความล้มเหลวของสหภาพโซเวียตจึงมิใช่ความล้มเหลวของคอมมิวนิสต์ หากเป็นความล้มเหลวของระบบทุนนิยมโดยรัฐต่างหาก
หมายเหตุ : บทความนี้เขียนขึ้นโดยใช้กรอบการวิเคราะห์ของ Overdeterminist Marxism เท่านั้น ทั้งนี้ วิวาทะว่าด้วยลักษณะความเป็น “สังคมนิยม” หรือ “คอมมิวนิสต์” ของสหภาพโซเวียตมีกว้างขวาง ภายใต้ระเบียบวิธีวิเคราะห์ที่หลากหลาย รวมทั้งคำนิยามของคำว่า “สังคมนิยม” และ “คอมมิวนิสต์” ก็มีความหลากหลายด้วยเช่นกัน
ตีพิมพ์ครั้งแรก : คอลัมน์ “มองมุมใหม่” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับเดือนมิถุนายน 2545
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล : พุทธทาสกับสังคมไทย
"สิ่งที่ตัดยากที่สุดคือความรักความผูกพัน"
ผมมีความรู้ในงานเขียนของท่านอาจารย์พุทธทาสแบบพอเพียงเท่านั้น ไม่ลึกซึ้งอะไร แต่ว่าผมมีความรัก สนใจในการศึกษาพุทธธรรมมาพักหนึ่งเหมือนกับไปคิดถึงการอบรมบ่มเพาะสมัยผมยังเยาว์วัยที่เป็นพนักงานรับใช้อยู่ในวัดหลายปี เรียกว่าโตในวัดก็ว่าได้ต่อมาเมื่อใช้ชีวิตมาถึงวัยนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็หวนคิดว่า เราจะหาทางดับทุกข์อย่างไรโดยวิถีที่เราคุ้นเคยได้
จากนั้นจึงมาสนใจคำสอนของหลายๆท่าน ไม่เพียงแต่ของท่านพุทธทาสคนเดียวในฐานะที่เราสนทนาเรื่องพุทธทาสกับสังคมไทย ผมเรียนให้ทราบว่า บารมีของท่าน ชื่อเสียงของท่าน มีมาตั้งแต่ผมยังเด็กมาก เมื่อเข้ามาเรียนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จริงๆ แล้วมีนักศึกษารุ่นเดียวกัน หรือรุ่นพี่รุ่นน้องเดินทางไปสวนโมกข์อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งอาจจะเรียกได้ว่า เป็นพวกขบวนการสวนโมกข์
สมัยนั้นมีการล้อเลียนกัน ผมอาจะเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่เคยไป เพราะนิสัยสันดานของผมมันเป็นสัตว์ที่โดดเดี่ยว มาตั้งแต่แรก แต่ผมก็อ่านที่ท่านแปลหนังสือ ซึ่งทำให้ผมแปลกใจว่า
พระในนิกายเถรวาท แต่แปลตำราเรียกว่าเป็นตำราเบื้องต้นของนิกายเซนเลยอย่างไรก็ตาม จะด้วยเวรด้วยกรรมอะไรก็แล้วแต่ หลังจากนั้นผมก็พลัดพรากกับพุทธศาสนาเป็นเวลายาวนาน ที่จะต้องทำในสิ่งทางโลกมากมาย
อาจารย์สุวินัย ภวณวลัย กล่าวถูกอย่างหนึ่งว่า ผมเป็นคนล้มเหลวในทางสังคม ความล้มเหลว ทีเแรก ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่เกิดจากชะตากรรม แต่อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 ปีมานี้ ตั้งใจล้มเหลว เพราะมองไม่เห็นคุณค่าของความสำเร็จ รู้สึกว่า มีแต่ความทุกข์
ขณะนี้ผมมีภาพเขียนแสดงอยู่ที่หอศิลปแห่งชาติ ผมเขียนประกบไว้ด้วยว่า อย่าเรียกผมเป็นศิลปินเลย ผมไม่ชอบคำนิยาม มันมีแต่นำมาซึ่งความทุกข์ นี่เป็นการนำเอาพุทธธรรมมาใช้ในชีวิตจริง คือผมไม่ชอบจริงๆ มีผู้สื่อข่าวโทรทัศน์เอากล้องมาจ่อผม แล้วก็พูดทำนองว่า ไม่จริง ไม่เชื่อหรอกที่ไม่อยากให้สัมภาษณ์ ผมก็เดินหนี
กลับมาเรื่องของเรา วันนี้ถ้าเป็นคนอื่นเชิญ ผมไม่ไปเพราะไม่กล้าพอที่จะไปพูดเรื่องธรรมะ แต่เนื่องจากอาจารย์สุวินัยท่านเขียนหนังสือเรื่องพุทธทาสขึ้นมาผมเองรู้สึกว่าต้องสนับสนุน แล้วผมก็มั่นใจอยู่แล้วว่า ยังไงเสียส่วนใหญ่อาจารย์สุวินัยจะพูดเอง
ผมอยากจะยืนยันเช่นนี้ว่า หนังสือเล่มนี้ ดีครับ เป็นหนังสือที่เอ่ยถึงประวัติท่านพุทธทาสในลักษณะที่จะสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้มาก เนื่องจากแทบจะเป็นรูปของนิยายที่คล้ายกับเขียนถึงมูซาชิ ในขณะที่เอ่ยถึงประวัติชีวิตก็แทรกหลักธรรมคำสอนลงไปไม่น่าเบื่อ ใช้ภาษาที่คนรุ่นหลัง อาจจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น ยกเว้นคอนเซ็บทางด้านศาสนาที่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจอยู่บ้าง
ในแง่ตัวท่านพุทธทาสเอง ผมไม่กล้าที่จะวิเคราะห์วิจารณ์อะไร คือความเลื่อมใส ผมเห็นว่า ท่านเป็นบุคคลจำนวนไม่มากนักใน 100 ปีมานี้ ที่กล้าแหวกออกจากกระแสหลักในสังคมอย่างจริงจัง คือคนที่ออกจากกระแสหลักของสังคม อาจจะมีมาก แต่ออกแบบหันมาเผชิญหน้ากับสังคมมีน้อย ท่านเป็นคนหนึ่งที่ออกมาจากกระแสหลักของสังคมแล้วมองสังคมอย่างเมตตาว่า เรามีสิ่งที่ดีกว่ามอบให้
ในฐานะที่ท่านเป็นอาจารย์ เป็นบรมครูทางพุทธ อาจารย์สุวินัยกล่าวมาแล้วว่า ท่านอาจจะเป็นคนแรกๆ ที่เอาคัมภีร์ คำสอนแนวคิดของทางมหายาน โดยเฉพาะทางเซนเข้ามาในสังคมไทย
สังคมไทย เราต้องยอมรับว่า ศาสนาเป็นเรื่องอ่อนไหว เป็นเรื่องหมิ่นเหม่ ชาวพุทธด้วยกันเองถ้า ตีความไม่เหมือนกระแสหลัก บางทีก็จะโดนข้อหาต่างๆ แต่ด้วยความกล้าหาญของท่านพุทธทาส ในประเด็นนี้เห็นชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันเราพบว่า ตำราเกี่ยวกับมหายานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัชรยาน สายธิเบตและเซน จากจีน ญี่ปุ่น เข้ามาอยู่ในร้านหนังสือไทยอย่างไม่เคอะเขิน
คนรุ่นหลังก็อ่านกันโดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องภายนอก หรือว่าหลุดออกมาจากสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคย เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้ท่านอาจารย์พุทธทาส เพราะว่าท่านได้บุกเบิกการบูรณาการ แนวคิดทาง พุทธศาสนา ซึ่งจริงๆ แล้วเดี๋ยวนี้ ในระดับโลก กำลังเป็นกระแสใหญ่ที่จะบูรณาการพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพุทธศาสนาไปถึงโลกตะวันตก
ซึ่งความจริงไปถึงนานแล้ว แต่ยิ่งปัจจุบัน มีฝรั่งมาบวชในพุทธนิกาย ตั้งแต่เป็นศิษย์หลวงพ่อชา บวชในสายเถรวาทเรา มีฝึกวิปัสสนาที่พม่า บวชเป็นพระเซน บวชเป็นพระธิเบตก็มี เพราะเขากลับไปโลกตะวันตก เขาพบว่า เขาไม่อาจติดอยู่ในรายละเอียดจารีตประเพณี ที่ต่างสถานที่ต่างๆ กันในเอเชีย เขาจำเป็นต้องบูรณาการธรรมะเข้าหากัน โดยไม่ต้องเอ่ยเลยว่านิกายใด
แต่เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า นิกายเซนมีพลังสูง เป็นเพราะว่าสามารถสนองความต้องการ ของ คนที่ต้องการหลุดออกจากโลกที่กดทับ กดทับ กดดันเขา เรียกร้องเขาอย่างไม่หยุดยั้งให้มาอยู่กับความสงบได้โดยเร็ว คนไทยเราเอง ก็ศึกษาพุทธศาสนา มานาน
ถ้าเราเน้นเฉพาะพุทธธรรม ก็อยู่มาอย่างต่อเนื่องให้เราได้พึ่งพา จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม คนไทยเรามอง ทุกข์ ค่อนข้างจะเห็นชัด เราสัมผัสความทุกข์กันอยู่ทุกวี่ทุกวัน อนิจจัง ผมคิดว่า หลายคนมองเห็นเราปลงได้ง่าย แต่พอถึง อนัตตา ไม่ค่อยเห็นแล้ว
อนัตตา แปลตรงตัวว่า ความไม่มีตัวตน จุดนี้ผมคิดว่ากลายเป็นจุดที่เชื่อมร้อยความคิดของท่าน พุทธทาสกับเซน ผมคิดว่าท่านไม่เพียงแสวงหาให้ตัวท่านเอง ท่านแสวงหาสิ่งที่สังคมไทยขาดด้วย
บางทีไหว้พระที ตัวตนยิ่งเบิกบาน เพราะว่าหวังจะรวย หวังจะมีลาภ ยศ สรรเสริญ แต่ในทาง มหายาน โดยเฉพาะทางเซน อนัตตา เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับ สุญญตา เป็นจุดเน้นสำคัญที่สุดก็ว่าได้ ที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า ความว่าง ความว่างนี้ ไม่ได้หมายแค่ จิตว่าง
จิตว่างเป็นเพียง ภาพสะท้อนของ ความว่างของจักรวาล อันที่จริงท่านพุทธทาสได้อธิบายธรรมะ ข้อนี้โดยผ่านหนังสือ หรือว่าหัวข้อที่ไม่ใช่สุญญตาโดยตรง ท่านพูดถึง อิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแปลว่า สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเกิดขึ้น โดยเหตุปัจจัยกำหนด ปัจจัยหนึ่ง ส่งให้เกิดปัจจัยหนึ่ง ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นลอยๆ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว มันโยงกันหมด เมื่อโยงกันหมด มันไม่มีตัวตนของอะไร ที่ดำรงอยู่อย่างเป็นตัวเองอย่างแท้จริง นั่นเรียกว่า ความว่าง
เมื่อจิตไปยึดติดอะไรก็ตาม จิตก็ไม่ว่าง แต่ถ้าจิตสะท้อนสิ่งนี้ได้ ให้เห็นว่าเราทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ล้วนโยงใยสัมพันธ์กัน สืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่เป็นวานรด้วยกัน และอาจอิงอาศัยกันในการมีชีวิตอยู่ คนหนึ่งสอนหนังสือ คนหนึ่งปลูกข้าว มันอยู่รอดโดยลำพังไม่ได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ มันลืม มันคิดว่า เราอยู่คนเดียวก็ได้
โดยเฉพาะโลกาภิวัตน์ ซึ่งกระตุ้น ลัทธิปัจเจกทุนนิยมสูงสุด ลืมหมดเลย ลืมคนอื่นหมดเลย ไม่ได้ใส่ใจอะไรอีกเลย เมื่อวันก่อน ผมถามนักศึกษาในห้องเรียนผมว่า ใครไปลงประชามติบ้าง ปรากฎว่า ค่อนห้องไม่ได้ไป
ผมถามว่า ใครไม่ชอบคุณทักษิณบ้าง ก็เงียบ ใครไม่ชอบคมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) บ้าง ก็เงียบ ถามว่า ไม่ชอบใครเลย เฉยๆ กันทุกคน ใช่ไหม คือ สนใจแต่ตัวเอง อันนี้คือปัญหา ที่ใหญ่ที่สุด ที่ต้องเลิก และทำให้ท่านพุทธทาสจับประเด็นนี้ ตั้งแต่ต้น เพราะท่านมองเห็นเลยว่า ตัวกูของกู ต้องเลิก แล้ว ตัวมึงเป็นของกู ก็ต้องเลิก คือมันเป็น ปัญหาใจกลางของมนุษยชาติ
ผมอ่านเรื่องของ อิทัปปัจจยตา ก็ไปนึกถึงคำสอนของเซน โดยเฉพาะคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ ท่านชี้ประเด็นเดียวกัน ถ้าผมถ่ายทอดผิดก็ขออภัยด้วย เพราะผมอ่านมาจากภาษาอังกฤษ ท่านชี้ให้เห็นว่า ถ้าอยากจะหลุดพ้นต้องเข้าใจสามอย่างคือ
1.สุญญตา หลมายถึง เห็นอนัตตา คือความว่างเปล่าของตัวตน
2.อนิมิตตา อันนี้สำคัญมากหมายถึงเห็นอนิจจังแล้ว ถอนนิมิตได้ ท่านบอกว่า เลิกจับโลกที่เป็นจริงมาใส่กรอบคิด ซะที อันนี้เป็น ปัญหาใหญ่ของปัญญาชน คือทุกอย่างจะต้องไปตีความ ตัดสิน มันไม่ช่วยให้เข้าใจสัจธรรม โลกดำเนินไปตามครรลองของมัน ไม่ต่างกับอิทัปปัจจยตา คนในยุคปัจจุบันเข้าใจยาก แต่ถ้าเข้าใจแล้วจะมีความสุขแบบฉับพลัน
3.อัปปณิหิตา คือเห็นทุกข์แล้วถอนความปรารถนาได้ ไม่ต้องมีจุดหมาย ไม่ต้องไปตั้งความคาดหวัง ไม่ต้องตั้งวัตถุประสงค์ คืออยู่กับปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจารย์ทางด้านมหายาน หลายท่าน เขียนเรื่องเหล่านี้ไว้ เช่น เส้นทางที่ปราศจากจุดหมาย การไม่มีจุดหมาย ไม่ได้หมายความว่าอยู่เรื่อยเปื่อยเฉี่อยแฉะ แบบพวกไม่มีบ้าน หรือคนตกทุกข์ได้ยาก ไม่ใช่ แต่เป็นการสอนในทาง positive สอนให้กลับกัน คือ จงเผชิญทุกอย่างในชีวิตอย่างไม่หลบตา
บางทีเราอาจจะไปไม่ถึงขั้นการไม่มีความหวัง ไม่มีความหวังอะไรเลย แต่ว่าเราต้อง กล้าที่จะเห็นมันตามความเป็นจริง ถ้าปฏิบัติได้ก็มีความสุข เดินไปเจอใคร ก็ไม่คาดหวังอะไรทั้งสิ้น แล้วทุกอย่างจะดี มีจิตสงบสามอย่างที่ท่านนัท ฮันห์บอกอยู่ในหนังสือ Zen Keys ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจ เขียนบทกวีออกมาสี่บาท เอามาแถมให้พวกเรา ซึ่งจะตรงกับที่ท่าน พุทธทาสบอก ผมเขียนว่า ...
ทะเลอยู่ในหยาดฝน
ผู้คนอยู่ในตัวเรา
ที่ราบอยู่ในขุนเขา
จันทร์วางเงาอยู่ที่ใด
ตามที่เซนสอน ถ้าจิตใสกระจ่าง ก็เหมือนสะท้อนภาพ ดวงจันทร์ที่เป็นจันทร์เพ็ญ ก็คือ
ซาโตริ นั่นเอง
ทะเลอยู่ในหยาดฝน ถ้าเรามองเห็นทะเลในหยาดฝนเมื่อไหร ่เราก็รู้ว่า สรรพสิ่งล้วนเกี่ยวโยง สัมพันธ์กัน ไม่มีอะไรเป็นตัวตน ผู้คนอยู่ในตัวเรา จะเห็นผู้อื่น ไม่เห็นแต่ตัวเอง และเห็น ตัวเราในผู้อื่น ที่ราบอยู่ในขุนเขา อันนี้สำคัญมาก จะทำให้เรา เลิกปลื้มไปกับลาภ ยศ สรรเสริญ เพราะจริงๆ แล้ว ที่เราเรียกว่า ขุนเขา เพราะมีการดำรงอยู่ของที่ราบ ไม่งั้นเราไม่มีวันรู้ว่า นี่คือขุนเขาเพราะฉะนั้น มันแยกออกจากที่ราบไม่ได้เลย ท่านนัท ฮันห์ชอบใช้คำว่า interbeing คือทุกคน มีการอยู่อย่างสัมพันธ์กับผ์อื่น และสิ่งอื่นตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ผมอ่านเทียบกับงานท่านพุทธทาส ตอบสั้นๆ ได้ว่ายืนยัน ( confirm ) คือ เห็นตรงกันหมด
จุดที่ท่านพุทธทาสนำมาจากเซน ผมไม่อยากใช้คำว่าขอยืม แต่อยากใช้คำว่าท่านนำเซนมา บูรณาการ เป็นสิ่งที่ตรงกับจุดอ่อน ในการรับรู้ของสังคมไทย พอดียิ่งในปัจจุบันอาจต้องเรียกว่า ถึงแม้ว่าท่านพุทธทาสจากไปหลายปีแล้ว แต่ความคิดที่จะมองเห็น อิทัปปัจจยตา มองเห็นสุญญตามองเห็นความว่างทั้งหลาย ยิ่งสำคัญ เพราะเรากำลังเผชิญกับ การแบ่งขั้วความขัดแย้งอย่างรุนแรง ที่สุด เท่าที่มีมา หลังการสงบลงของสงคราม ระหว่างพรรคไทยกับพรรคอมมิวนิสต์
การแบ่งขั้วนี้ เป็นมองโลกแบบทวิภาวะ มองโลกแบบแยกส่วน แล้วมีการด่ากันแบบตัดตอน หมายความว่าไม่พูดถึง เหตุความเป็นมาของปัญหา แต่โทษเอ็งข้างหน้านี่เลย ถ้าพูดอย่างสามัญหน่อยก็เหมือนกับอยู่กับปัจจุบันขณะ แต่ไม่ใช่ จริงๆ แล้วเรียกว่า ด่าตัดตอน
การด่าตัดตอนนี้เกิดขึ้นจากทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย มองไม่เห็นว่า ปัญหาที่เราเผชิญอยู่ในประเทศไทย มันสั่งสมตัวมายาวนาน ผมเคยเขียนลงนิตยสาร way ซึ่งเป็นนิตยสารใหม่ว่า เพราะมีความยากจน จึงเกิดพรรคการเมืองของเศรษฐี เพราะมีพรรคการเมืองของเศรษฐี นายทุนจึงไปรับสตางค์ เพราะนายทุนรับสตางค์ จึงไปเป็นรัฐบาล ผลประโยชน์ทับซ้อนจึงเกิดขึ้นไล่ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นรัฐประหารจึงเกิดขึ้น การต่อต้านจึงเกิด ไล่เวียนไป แล้วเราจะพบว่า บาปเหล่านี้ เราก่อร่วมกันมาทั้งหมด มันเป็นบาปรวมหมู่ เมื่อเป็นบาปรวมหมู่ เราต้องเข้าใจภาพรวมของมันให้ได้ ไม่เช่นนั้นแก้ปัญหาไม่จบ
เวลาพูดเรื่องผิดถูกในระดับโลกบัญญัติ มันอาจจะต้อง ก้าวพ้นด้วยหัวใจเมตตา ก้าวพ้นว่า ในท้าย ที่สุดแล้ว ทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ ก็จะต้องแก้ปัญหา ด้วยความเมตตา ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า ถ้าเห็นอิทัปปัจจยตา จึงจะเห็นมัชฌิมา ไม่ใช่เห็นพรรคมัชฌิมา มองเห็นความเกี่ยวเนื่องของเหตุปัจจัยต่างๆ มันทำให้ตัดสินแบบ ขาวล้วนดำล้วน ไม่ได้ เมื่อตัดสินแบบ ขาวล้วนดำล้วนไม่ได้ มันจะเป็น ทางสายกลาง เห็นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะในการก่อปัญหาหรือแก้ปัญหา มีพื้นที่ที่อยู่ที่ยืน สำหรับทุกคนในการที่จะมาร่วมไม้ร่วมมือกัน
จุดนี้พูดไปหลายคนอาจจะบอกว่า หลุดไปแล้วมั้งเนี่ย คุณจะเอาอิทัปปัจจยตาไปลงเลือกตั้งได้อย่างไร แต่ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้บัญญัติในรัฐธรรมนูญไม่ได้ ก็ต้องบัญญัติไว้ในใจคน เรามาชุมนุมในวันนี้ก็เป็น ส่วนหนึ่งของกระบวนการทางวัฒนธรรม ทางจิตวิญญาณที่จะบัญญัติสิ่งเหล่านี้ไว้ในใจคน
ผมไม่บังอาจบอกว่า ผมรู้ทางออกของสังคมไทยในปัจจุบัน หรือว่าเสนอแนวทางที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่อย่างเป็นรูปธรรม ผมไม่ชำนาญ แต่ผมมีประสบการณ์ชีวิตอย่างหนึ่งคือว่า หลังจากมีความมุ่งมาดปรารถนา ที่จะเป็นโน่นเป็นนี่เป็นนั่น หรือว่า ทำโน่นทำนี่ทำนั่นเป็นเวลายาวนาน อาจจะเรียกว่า 50 ปีแรกของชีวิต ทำมาเกือบจะทุกอย่างก็ว่าได้ เดินทางไปเกือบจะทุกหนแห่ง ก็ว่าได้ แล้วผมค้นพบว่า สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดในปัจจุบัน คือทำสิ่งที่ผมตอนอายุ 4ขวบ คือ นั่งเฉยๆ แล้วเขียนรูป เราอาจจะใช้อันนี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ อันหนึ่งว่า ที่เราเดือดร้อนกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะเราไปฝากความสุขความสงบ กับสิ่งภายนอกมากเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราแย่งกันจนถึงขั้น ฆ่ากันมันมีค่าขนาดนั้น จริงหรือไม่
ที่สำคัญที่สุดคือ สังคมไทยในเวลานี้ ผูกตัวตนไว้กับนิยามทางความคิดต่างๆ ไว้เยอะ คือปรุงตัวเองด้วยแนวคิดสารพัด แล้วใครมาวิจารณ์นั้น ก็เทียบเท่ามาคุกคามตัวตนของเขา อัตตาก็จะขยายตัวความโกรธความแค้นก็บังเกิด แล้วเราก็รบกันโดยไม่จำเป็น หลายเรื่องหลายราว ไม่มีนิยามของใคร สมบูรณ์แบบหรือ กระทั่งใช้ได้ชั่วกาลนาน
โลกมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สรรพสิ่งมันแปรเปลี่ยน เลื่อนไหลตลอดเวลา ผมสอนวิชาการเมือง การปกครองไทย ผมถามนักศึกษาว่า คุณรู้ไหมว่า การสลายตัวของรัฐโบราณในประเทศไทย และการก่อเกิดของรัฐชาติสมัยใหม่ มันเริ่มขึ้นตอนไหน บางคนตอบว่า สมัยรัชกาลที่ 5 บ้างผมบอกว่าน้อยไป ต้องถอยไปถึงกรุงศรีอยุธยาแตก แล้วสร้างระบบไพร่ไม่สำเร็จ สร้างได้แค่ประมาณ 60-70% เรื่อยมาจนกระทั่ง เอาคนจีนมาชดเชยในแง่เศรษฐกิจตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ ไล่มาจนกระทั่ง สนธิสัญญาบาวริ่งมาบังคับให้เปิดประเทศ เรื่อยมาจนกระทั่ง ทุกคนเปลี่ยนเป็น ใช้เงินหมด จากนั้นก็มาถึงเอาเงินไปจ้างแรงงาน เอาไปสร้างกองทัพประจำการ เอาไปสร้างกลไก การปกครองสมัยใหม่ สารพัดปัจจัย กว่าจะมาถึงรัฐสมัยใหม่
สรุปสั้นๆ ก็คือว่า สิ่งที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน มันเป็นสายน้ำที่กำลังเดินทาง ถ้าเราไปถ่ายภาพนิ่งมันไว้ แล้วเอามาทะเลาะกัน มันไม่มีวันจะสานความขัดแย้งได้สำเร็จ นอกจากมองสายน้ำว่ามันกำลัง เดินทาง
ผมเคยพูดทีเล่นทีจริง กับอาจารย์ในคณะเดียวกันว่า ผมไม่แน่ใจ ในประเทศไทยหรือในโลกนี้ จริงๆ แล้วมีระบบการเมือง? มันเป็นเพียงการเคลื่อนตัว ของพละกำลังต่างๆ ที่ผุดโผล่ขึ้นมา บนสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ ทั้งของเก่าของใหม่ ที่กระทบกระทั่งแล้วล่องลอยกันไปแล้วเราพยายามจับมันให้เป็นภาพนิ่ง มันจึงไม่สำเร็จ ตอนนี้ผมแยกไม่ออกระหว่าง โลกุตระกับโลกียะ
จริงๆ ผมคิดว่าในชีวิตจริง ไม่ได้แยกกัน สิ่งทีทำร้ายเรามาอย่างหนึ่ง ก็คือวิธีคิด ยิ่งคิดยิ่งแยกส่วน ตายตัว ติดหลงคำนิยาม มันก็เลยทำให้เราแก้ปัญหาลำบาก สุดท้ายผมก็พูดไปดื้อๆ ว่า มันก็ต้องแก้ตรงนั้น คุณต้องเลิกปรุงอัตตาตัวเอง ด้วยคำอธิบายทางการเมืองชุดต่างๆ แล้วคุณ จะพบว่า มีเรื่องจะคุยกันมากมาย
ในวัยหนึ่งเราไปในทิศทาง ที่ทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นภายนอกมาก แล้วก็สนองความพอใจของตัวเองมาก พูดกันง่ายๆ คือเป็น เรื่องอีโก้ เป็นเรื่องของอัตตา คนมีบุญเท่านั้น ที่จะเห็นสิ่งนี้ตั้งแต่อายุน้อยๆ ผมบุญไม่พอ ก็มามองเอาตอนแก่ ถ้าจะให้พูดหลักธรรมคือ ทุกข์อยู่ตรงที่ความอยาก ความต้องการ ที่อยากจะมี อยากจะเป็น คือลาภ ยศ สรรเสิิญ บางคนเงินไม่เอา แต่คำป้อยอชอบ บางคนเอาแต่เงิน ใครด่าก็ไม่สน คือมันมีทุกอย่าง แต่สรุปลงเอยอยู่ที่ว่า มันเกิดจากการเข้าใจชีวิต ตัวเอง ผิด คิดว่าตัวเองมีอยู่
จริงๆ แล้ว ที่ท่านพุทธทาสสอนมาทั้งหมด หรือพุทธศาสนาสอนมาทั้งหมด ก็ว่าได้ ไม่ว่านิกายไหน มันอยู่ตรงนี้แหละว่า การดำรงอยู่ของตัวตนที่เราเห็น เราไปยึดติดว่าใครแตะไม่ได้ จะต้องเอาอย่างอื่นมาพอกพูนไว้ มันเป็นมายาภาพ ถ้าคุณเห็นด้วยตรงนี้ อย่างอื่นไม่ยาก แต่ถ้าไม่เห็นตรงนี้ ก็ไม่มีใครบังคับ ตรงไปตามมายาภาพนั้นจนกว่าชีวิตจะบอกคุณ เรื่องพวกนี้ แต่ก่อนผมไม่ค่อยเข้าใจ พอเราคิดอะไรได้ แล้วใครไม่ทำตามที่เราเสนอแนะ เราก็จะมองว่ามันโง่ หรือมองว่าเขาไม่ดี ความจริง ชาวพุทธจริงๆ ไม่น่าจะต้องไปด่าคนโน้นคนนี้ เป็นการตัดสิน เฉพาะหน้าของสรรพสิ่งที่ กำลังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกแปลกประหลาดมากคือ อะไรหลายอย่างที่เราเรียนรู้มาด้วย ความยากลำบาก เจ็บมาแล้ว ปวดมาแล้วกระทั่งหลั่งเลือดมาแล้ว เพื่อที่จะเข้าใจมัน อยากจะถ่ายทอด ไม่ค่อยมีใครรับ เพื่อจะให้เขาไม่ต้องไป เจ็บช้ำ บอบช้ำ เปลืองเนื้อเปลืองตัว น้อยคนมากที่จะมองว่าสิ่งที่เรามอบให้เป็น ความปรารถนาดี ส่วนใหญ่จะเบื่อ รำคาญ เอาน่า รู้หรอก โลกนี้เป็นทุกข์ แต่ขอมันส์ ซักครั้งได้ไหม มายาบางอย่างขอ enjoy สักครั้งได้ไหม ก็โอเค แต่รสมันขม เมื่อไหร่ค่อยนึกออก
ผมชอบที่หลวงปู่ชาพูด มีพระฝรั่งถามท่านว่า ความทุกข์มาจากไหน ภาษาอังกฤษท่าน ก็ไม่ค่อยคล่อง ท่านตอบง่ายๆ ว่า ความทุกข์มาจากคิดผิด คิดไม่ตรงกับความจริง เพราะถ้าคิดผิด มันไปตามนั้นหมดเลย ช่วงหนึ่งผมอยากจะถามตัวเองว่า เป็นนักปฏิวัติ ทิ้งบ้านทิ้งช่อง ทิ้งพ่อ ทิ้งแม่ ใช้ชีวิตเหมือนพวกสันยาสี มันหมายถึง อะไรในทางจิตวิญญาณ
คนรุ่นผม โชคดีอย่างหนึ่ง เหตุการณ์ทางบ้านเมือง ทางประวัติศาสตร์มาห้อมล้อมให้เราสร้างตัวตน ขั้นสูงในเวลาที่เหมาะสม ตัวตนขั้นสูงคือ ยังมีอัตตาอยู่ แต่อยากจะมีความสูงส่งของชีวิต คือชีวิต ที่เสียสละ กล้าต่อสู้ กล้าเผชิญความยากลำบาก อะไรที่เป็นคุณธรรมทั้งหลาย ในระดับทางโลก เราเหมารวมทั้งแพ็กเกจ เราอยากจะเป็นเช่นนั้น เพราะเรามีอุดมคติว่า เราจะตายเพื่อผู้อื่น พวกผมหลายคน ก็ไม่รอดชีวิต ออกมาจากป่า
แต่ว่ามีการปฏิบัติขั้นแรก ที่จะเป็นปุถุชนธรรมดา ที่จะก้าวไปสู่ทิศทางธรรมได้ โดยไม่ทิ้งโลก หลักที่สำคัญที่สุดคือ อริยมรรคมีองค์ 8 เริ่มต้นด้วย สัมมาทิฏฐิและอีกหลายๆ ข้อ เช่น สัมมาอาชีวะ ผมมีคำถามมากมายว่า อย่างไรเรียกว่าอาชีพสุจริต บางคนทำงานทั้งวัน ช่วยคนอื่นคดโกง กินเงินเดือน แล้วบอกว่า ตัวเองประกอบอาชีพสุจริต หรือว่า บางคนมีอาชีพ ช่วยคนอื่นเบียดเบียนโลก เรียกว่าสัมมาอาชีวะ? ก็อาจจะไม่ใช่ สัมมาวาจา จะพูดอย่างไร เวลาเห็นคนอื่นได้ดีแล้วคันปากยิบๆ ตลอดเวลา หรือว่า สัมมาทิฏฐิสำคัญใหญ่ เพราะเป็นเรื่อง ของความคิด ส่วนใหญ่เราพบมิจฉาทิฐิ ดึงดันในความคิดที่ผิด ไม่เคารพความเห็นของผู้อื่น ยึดติดในทฤษฎีของตนเอง
ถ้าปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไปในชีวิตประจำวัน ก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นคนดี ในท้องถนน เวลาจะเลี้ยวรถ ก็จะไม่พูด "อย่าบอกใครเวลาเลี้ยว เดี๋ยวปาดไม่ทัน" เราจะเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นการเกื้อกูล เพื่อนมนุษย์ มากขึ้น โดยที่เรายังมีชีวิตครองเรือนอยู่ตามปกติ แต่ถ้าหลุดไป จากตรงนี้ ไม่มีธรรม ของผู้ครองเรือนตั้งแต่ต้น ในการเลี้ยวกลับมาทางโลกุตรธรรม จะทำได้ไหม อาจจะทำได้ แต่คงต้องเลี้ยวแรงมาก อาจจะบาดเจ็บ อาจจะเจ็บเนื้อเจ็บตัวมาก ซึ่งผมคิดว่า ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยง ขนาดนั้น ส่วนใหญ่ก็เลี้ยวไม่ได้ ลงน้ำลงคลองไปเลย คือไม่ได้วางพื้นฐาน ไว้ก่อน
ผมคิดว่า สิ่งที่ก้าวข้ามยากที่สุด แต่ละคนไม่เหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับว่า สิ่งที่คุณยึดติดมันคืออะไร อย่างผมเอง ในแง่ลาภ ยศ สรรเสริญ ผมทิ้งได้เร็ว มันจะด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบ อาจเป็น เนื้อนาบุญเก่า มาก็คือว่า ตั้งแต่ต้น ไม่เคยตั้งเป้าหมายไว้เลยว่า อยากจะเป็นเศรษฐี หรืออยากจะมี ยศถาบรรดาศักดิ์ ตรงกันข้ามเลย ค่อนข้างคิดออกมาในทางกบฎนอกรีตเสียเป็นส่วนใหญ่
สิ่งที่ยึดผมไว้กับความทุกข์ หรือวัฏสงสารมากที่สุด มันจะเป็นเรื่องของ ความรักความผูกพัน ที่มีต่อ คนใกล้ตัวหรือเพื่อนมนุษย์ ตรงนี้ตัดลำบาก สอง เรื่องความคิด ปัญญาชน มักเป็นทาสความคิดของตัวเอง พูดกันตรงๆ เราจะรักความคิดของเรา ราวกับเลือดเนื้อเชื้อไข ใครมาด่า มาว่า มาคัดค้าน เราโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ บางครั้งยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อจะขับเคลื่อนความคิด ที่บริสุทธิ์ให้ปรากฎเป็นจริง นี่เป็น จริตประจำวรรณะ ของปัญญาชน คือ
1. เป็นคนที่ยึดมั่นในความรัก ความรักทางโลก
2. ยึดมั่นในทางความคิด เพราะฉะนั้น ถ้าจะคลายปมความทุกข์ของชีวิต ก็ต้องคลายตรงนี้ ส่วนในเรื่องอื่นๆ อาจจะไม่มีจริตมาก ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก
การคลายความทุกข์ในประเด็นเหล่านี้ จริงๆ แล้วยาก เพราะมันซับซ้อนกว่าเรื่องภายนอก กว่าจะเข้าใจ ผมก็ใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง คุณอยากจะให้ผมเอ่ยถึงเรื่องปัญหาครอบครัว ผมก็จะสนองให้นิดหน่อย
ตอนที่ผมสูญเสียครอบครัว ในแง่ของการแยกจากกัน มันก็เป็นทุกข์ ทำให้เราเข้าใจว่า เป็นเรื่องที่เกิดจากการยึดติด จริงๆ เราไม่เคยเป็นเจ้าของผู้ใด ในโลกนี้ ความสัมพันธ์ในเชิงกรรมสิทธิ์ มันเป็นแค่โลกบัญญัติ ในยุคทุนนิยมเท่านั้นเอง ยิ่งความสัมพันธ์ระหว่าง คนต่อคน เอามาใส่ในกรอบคิด เช่นนี้ไมได้ เพราะเมื่อเราไม่เคยเป็นเจ้าของผู้ใด เราก็ไม่สูญเสียผู้ใด ไม่ต้องมีความทุกข์เหมือนผู้สูญเสีย ในที่สุด ก็ข้ามพ้นมา ไม่เพียงเท่านั้น เรายังเข้าใจความรู้สึก ที่สูงกว่าทางโลก ซึ่งเดิมเราเข้าไม่ถึง เช่น ความเมตากรุณา สุดท้ายกับครอบครัว ก็ยังไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนตลอดเวลา กลายเป็นมิตรภาพที่ยั่งยืน
จริงๆ แล้ว รูปความสัมพันธ์ภายนอกทั้งปวง เป็นแค่เรื่องชั่วคราวทั้งสิ้น สิ่งที่จริงแท้ มากกว่าคือ ตัวจิตวิญญาณข้างใน เราจะพบว่า เราสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้คนได้ โดยที่บางทีก็ไม่รู้ว่าจะไปนิยามมันว่าอย่างไร การมีทุกข์ของผม มันอยู่ในวรรณะปัญญาชน นั่นคือว่า มีจินตนาการเกี่ยวกับโลก เกี่ยวกับชีวิตเยอะ ผมก็เลยมาซาบซึ้งในอนิมิตตา ซาบซึ้งเพราะมันเป็นปมด้อยของผม ที่ชอบ มีจินตนาการ ชอบมีการตีความเกี่ยวกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ เราต้องรู้จุดอ่อนของตัวเราเอง ส่วนเรื่องไหนที่เราเข้มแข็งอยู่แล้ว เราก็ไม่ไปทำเรื่องมันอีก เรื่องจุดอ่อนของเราเราต้อง เพ่งเล็งเป็นพิเศษ
พื้นฐานของทุกข์ทั้งปวงคือ ความกลัว กลัวว่าชีวิตจะเปลี่ยนไป ชีวิตจะเจอกับ สิ่งนั้นสิ่งนี้ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งความกลัวทั้งหมด มันเป็นจินตนาการ ไม่ใช่เรื่องจริง ถ้าเราเผชิญกับมัน อย่างตรงไป ตรงมา โดยที่ไม่รู้สึกว่าจะต้องปิดบัง หรือว่าจะต้องหลบตาจากความเป็นจริง ตรงนี้ มันจะช่วยสลายความกลัวลงไป แล้วก้าวข้ามไปได้ ตราบใดที่เรายังกลัวเริ่มตั้งแต่ กลัวอยู่คนเดียว กลัวเสียหน้า กลัวถูกคนนินทา กลัวไปหมดทุกเรื่อง เราจะแก้ปัญหาไม่ได้ เราจะต้องเผชิญกับ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด โดยบอกกับตัวเองว่า ไม่เป็นไร
แล้วสิ่งหนึ่ง ที่ผมแนะนำสำหรับคนที่เคยทำโน่นทำนี่มาในชีวิต คือเราต้องพร้อมที่จะ เมตตาตัวเองด้วย อันนี้สำคัญ คือบางครั้งเราให้อภัยคนทั้งหมด แต่ยกเว้นตัวเอง แล้วมันกลาย เป็นแรงกดดัน ที่ทำให้เราไม่สามารถปล่อยวางได้ คิดว่าตัวเองยังไม่ดีพอตลอดเวลา เฆี่ยนตีตัวเอง ทุกวัน มันก็เป็นสิ่งที่ยึดติดในตัวเองไปอีกแบบหนึ่ง มีอัตตาอีกแบบหนึ่ง ที่จะฟอกขาวตลอดเวลา อันที่จริงแล้วกระดำกระด่างบ้าง จะเป็นไรไป เราก็อยู่กับตัวเราในลักษณะที่ ก็เป็นคนน่ะ มีผิด มีพลาด มีทุกข์ มีโศก ให้อภัยตัวเองได้ แล้วก้าวต่อไป ตรงนี้สำคัญ
เรื่องที่พูดมาทั้งหมด เป็นเพียงแค่การสะท้อน กลับไปสู่ปัญหาในทางโลกที่ผ่านมาแล้ว ผมบอกตรงๆ ว่า อาจจะเรียกได้ว่า ความทุกข์ไม่มีจริง ความทุกข์เป็นเพียงมายาเท่านั้น อย่างที่อาจาย์สุวินัยพูดถึงการมอบตัวตน หรือ surrender คำนี้มีความหมายทางศาสนาสูง ไม่ใช่แค่เรื่องรบรา ฆ่าฟัน ผมคิดว่าด่านที่สำคัญที่สุดของคนเรา คือ มองความจริงของชีวิตอย่าง เผชิญหน้า เข้าใจว่า มีเกิด มีดับ ด้วยสายตาที่สงบนิ่ง แล้วมอบตัวตนในลักษณะที่ว่า มันเป็นเช่นนี้ ยอมรับสัจธรรมข้อนี้ อย่างไม่คร่ำครวญฟูมฟาย แต่การเข้าใจข้อนี้ เป็นเรื่องยากที่สุด ยากซะยิ่งกว่า กลัวคนไม่รัก หรือกลัวเขาทิ้งไป จิ๊บจ๊อยมาก การที่จะมอบตัวตนให้กับสัจธรรมเป็นเรื่องยาก ที่สุด
ตอนที่ผมออกจากภูเขามามอบตัวกับทางการ ตำรวจก็เอาไปถือป้าย หมายเลขอาชญากร คนก็มา ดูกันเหมือนจับขุนโจรได้ พอมาถึงกรุงเทพฯ ก็มีคนออกมาคอมเมนท์ ต้องให้อภัย เสกสรรค์เขา ผมเขียนไว้ในสมุดโน้ตผมว่า คนที่ให้อภัยคนอื่น ในโทษกรรมที่เขาไม่ได้ก่อ แท้จริงแล้วคือการให้อภัยตัวเอง คือสังคมไทยได้ผมมาจากป่า ก็รู้สึกปลื้มปิติที่รู้สึกตัวเองผุดผ่อง ผมเองก็ต้องเผชิญกับคำหยามหยันต่างๆ มากมาย ความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่พ่ายแพ้มากมายไปหมด ในยุคนั้นเรายังไม่ เข้าใจอะไรทั้งหมด ผมเจอทั้งภายนอกและภายใน มีน้อยคนมากจะมองอย่างเข้าใจทั้งหมด
จากนั้นผมกลับไปหาพ่อ สิ่งแรกที่ผมเข้าใจเลยว่า ผมยังรู้จักชีวิตไม่พอ พ่อผม คำแรกบอกว่า หันไปรอบๆ สิ ไม่เป็นไรใช่ไหม ไม่ถามเลยว่า เราไปทำอะไร ผิดหรือถูกมา อยากรู้แค่ว่า เราบอบช้ำหรือเปล่า เจ็บตรงไหน หรือเปล่า ห้าปีกว่าที่ผมหายไป พ่อพูดประโยคที่สองว่า ให้ขึ้นไปไหว้แม่เอ็งข้างบน เขาตายไปแล้ว อยู่ในโกฐ
ผมจะผ่านด่านเหล่านี้ ได้อย่างไรโดยหัวใจที่ไม่บอบช้ำ ตอนนั้นพูดไม่ได้ แล้วมันก็เป็นอะไร หลายอย่างที่ทำให้ อายุระหว่าง 40-50 ปีของผม เหมือนคนที่ไม่เอาด้วยกับโลก ผมไปทั่วเลย คือเป็นบาดแผล ที่ผมต้องเยียวยาด้วยตนเอง แล้วค่อยมาเข้าใจในภายหลัง
เดี๋ยวนี้ผมไม่มีความทุกข์โศก เวลาผมนึกประวัติของผม ไม่ตีความ ไม่ได้อ่าน ความหมายอะไร บางทีมันอาจจะ ไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จากงานเสวนาเรื่อง พุทธทาสกับสังคมไทย ในมุมมองนักคิดท่าพระจันทร์
โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จากคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนาคือ ดร.สุวินัย ภรณวลัย จากคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
และชัยพงษ์ กิตตินราดร ดำเนินรายการโดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
เมื่อวันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2550 เวลา 14.00 - 17.00 น.
ณ ห้องวรรณไวทยากร ชั้น 1 ตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จัดโดย สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับ สำนักพิมพ์ openbooks
รายงานพิเศษ /เสกสรรค์ ประเสริฐกุล /มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ เรื่อง
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล wrote:สรุปสั้นๆ ก็คือว่า สิ่งที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน มันเป็นสายน้ำที่กำลังเดินทาง ถ้าเราไปถ่ายภาพนิ่งมันไว้ แล้วเอามาทะเลาะกัน มันไม่มีวันจะสานความขัดแย้งได้สำเร็จ นอกจากมองสายน้ำว่ามันกำลัง เดินทาง
ผมเคยพูดทีเล่นทีจริง กับอาจารย์ในคณะเดียวกันว่า ผมไม่แน่ใจ ในประเทศไทยหรือในโลกนี้ จริงๆ แล้วมีระบบการเมือง? มันเป็นเพียงการเคลื่อนตัว ของพละกำลังต่างๆ ที่ผุดโผล่ขึ้นมา บนสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ ทั้งของเก่าของใหม่ ที่กระทบกระทั่งแล้วล่องลอยกันไปแล้วเราพยายามจับมันให้เป็นภาพนิ่ง มันจึงไม่สำเร็จ ตอนนี้ผมแยกไม่ออกระหว่าง โลกุตระกับโลกียะ
จริงๆ ผมคิดว่าในชีวิตจริง ไม่ได้แยกกัน สิ่งทีทำร้ายเรามาอย่างหนึ่ง ก็คือวิธีคิด ยิ่งคิดยิ่งแยกส่วน ตายตัว ติดหลงคำนิยาม มันก็เลยทำให้เราแก้ปัญหาลำบาก สุดท้ายผมก็พูดไปดื้อๆ ว่า มันก็ต้องแก้ตรงนั้น คุณต้องเลิกปรุงอัตตาตัวเอง ด้วยคำอธิบายทางการเมืองชุดต่างๆ แล้วคุณ จะพบว่า มีเรื่องจะคุยกันมากมาย
เสกสรรค์ wrote:สิ่งที่ยึดผมไว้กับความทุกข์ หรือวัฏสงสารมากที่สุด มันจะเป็นเรื่องของ ความรักความผูกพัน ที่มีต่อ คนใกล้ตัวหรือเพื่อนมนุษย์ ตรงนี้ตัดลำบาก สอง เรื่องความคิด ปัญญาชน มักเป็นทาสความคิดของตัวเอง พูดกันตรงๆ เราจะรักความคิดของเรา ราวกับเลือดเนื้อเชื้อไข ใครมาด่า มาว่า มาคัดค้าน เราโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ บางครั้งยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อจะขับเคลื่อนความคิด ที่บริสุทธิ์ให้ปรากฎเป็นจริง นี่เป็น จริตประจำวรรณะ ของปัญญาชน

นายเวร wrote:ทั้งสองท่านผมไม่ค่อยติดตามแกนานเเล้ว
นายเวร wrote:นับตั้งแต่อยู่ดีกินดี ลูกเต้าไปเรียนเมืองนอกเมืองนาก็กลายเป็นอำมาตย์ จะลองอ่านดู
ไม่นึกถึงตอนเข้าป่าหาหน่อไม้บ้างเลยพอตัวอยู่สุขสบาย.....


มุมมองใหม่ กรุงเทพธุรกิจ มิย. 2545 wrote:จากเรื่องเล่าของประวัติเศรษฐกิจสหภาพโซเวียตอย่างหยาบ ๆ ข้างต้น จะเห็นว่า โครงสร้างชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์ไม่เคยถูกพัฒนาอย่างจริงจังในยุคที่คนทั่วไปเข้าใจว่าสหภาพโซเวียตเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ โครงสร้างทุนนิยมโดยรัฐของสหภาพโซเวียตในช่วงเวลาดังกล่าวอาจพอเรียกได้ว่าเป็น “สังคมนิยม” ในแง่ที่มีความเป็นเจ้าของแบบรวมหมู่ มีการกระจายรายได้ที่ค่อนข้างเท่าเทียม มีบริการของรัฐที่ดี และมีระดับการจ้างงานสูง กระนั้นมิอาจเรียกได้ว่าเป็นระบบคอมมิวนิสต์
สังคมที่มีโครงสร้างทางชนชั้นแบบคอมมิวนิสต์เป็นโครงสร้างหลักยังมิเคยเกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้ หากใช้กรอบการวิเคราะห์ทางแรงงานส่วนเกินของมาร์กซ ความล้มเหลวของสหภาพโซเวียตจึงมิใช่ความล้มเหลวของคอมมิวนิสต์ หากเป็นความล้มเหลวของระบบทุนนิยมโดยรัฐต่างหาก
นายเวร wrote:ที่เคยโฟสคือแนวทางผมที่แท้จริง ผมอยากให้จารย์ อ้อย หรือท่านใดที่มีหนทางดีๆ พากันวิเคราะห์หน่อยครับอะไรคือทางออกของการเมืองไทยในขณะนี้และจะเดินไปข้างหน้ายังไง..อนาคตจะเป็นยังไง เหมือนที่ผมคิดไว้หรือเปล่า ส่วนผมที่เอาแนว คอมมิวนิสต์ มาให้พากันอ่าน ไม่ใช่ว่าจะเป็นกันง่ายๆอย่างว่าตามที่เขาเขียนมา ถ้าไม่เข้าใจจริง และจากบทเรียนจากหลายๆประเทศมันเป็นยังไง ตามความเห็นของผม ผมมองไปว่าเป็นการปกครองนี้ยังอีกยาวนานกว่าจะไปถึงตรงนั้น ต้องผ่าน หลายขั่นตอน ทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นมา เป็นความคิดที่ก้าวล้ำนำมาใช้ไม่ได้ในโลกปัจจุบัน และไม่ประสบความสำเร็จหลายๆประเทศมาแล้ว ล้มสลายก็มากตัวอย่างก็มีให้เห็น ด้วยความไม่พร้อมหลายๆอย่าง..ที่พากันว่าหลงยุคอาจจะจริง คือมันยังไปไม่ถึง…..ต้องเดินทางอีกนาน..ดังเช่นที่เคยโฟสมาผมเข้าใจถูกใหมครับ ตามนี้เลย….v
ขอทำความเข้าใจ การปกครองผมเข้าใจถูกเปล่าครับ โดยขอยกเป็นขั้น ๆ และให้เทียบขั้นกันนะครับ
หากหลงผิด การกระทำและการต่อต้านก็จะผิดตาม โดยขั้นต่างๆมีดังนี้
1. เผด็จการอำมาตย์ ระบบเศรษฐกิจจะเป็นแบบผูกขาด
2. ประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจ ทุนเสรีนิยม
3. ประชาธิปไตยก้าวหน้า (สังคมนิยมอ่อนๆ) ระบบเศรษฐกิจ จะเป็น รัฐสวัสดิการ
4. สังคมนิยม
5.คอมมิวนิสต์
การที่คุณตำหนิทักษิณ ว่าเป็นนายทุนหน้าเลือดเอาเปรียบสังคม คือเอาแต่ความเลวร้ายมาฉาย
ทั้งที่ความดีเขาก็มากมาย เอาเป็นว่า ฉายแต่ความชั่วของนายทุนที่เอาเปรียบสังคมก็แล้วกันนะครับ
หากประเทศเราอยู่ในขั้นที่ 2.การต่อสู้ของคุณและการนำเสนอของคุณจะถูกต้อง(ในภาพของนายทุนเอาเปรียบ)
ในที่นี้ผมขอนำเสนอแต่ความชั่วร้ายของทักษิณโดยพับความดีไว้ตามที่คุณเสนอมา
หากประเทศเราอยู่ในขั้นที่ 2 การต่อสู้ของคุณจะมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมาก และได้การยอมรับวงกว้างแน่นอน
แต่ตอนนี้ เรายังอยู่ ในขั้นที่ 1.คาบเกี่ยวขั่นที่2 ที่เป็นเผด็จการ แต่การบริหารที่ทักษิณ ที่ก้าวข้ามไปถึง
ระดับ3. การให้สวัสดิการแก่ประชาชน จนถึงขั้น รัฐสวัสดิการ หากไม่มีการ รัฐประหารก่อน
รัฐบาลทักษิณก็ไปไม่รอดอยู่ดี เพราะการข้ามขั้นตอน หาเงินไม่ทันและการเอาเปรียบของ นักการเมืองที่เป็นนายทุนจะเป็นตัวเสื่อม ของรัฐบาลเขาเองยังไงก็ไม่รอด
ต้องเข้าใจนะครับทีนี้ ตอนนี้มันขั้นตอนที่1คาบเกี่ยวขั้นที่2 มันยุคเผด็จการอำมาตย์รวมกับขุนศึก ยังไงมันก็ต้องเข้าไปสู่ยุคทุนนิยมอยู่แล้ว
ตะลึง ร้อยละ 90 ของ เศรษฐีพันล้านของประเทศจีน เป็นลูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูง!
Posted by พิสุทธิ์ , ผู้อ่าน : 131 , 18:38:17 น.
หมวด : ต่างประเทศ
พิมพ์หน้านี้
ตาม ผลการวิจัย ปรากฎว่าร้อยละ 90 ของ เศรษฐีพันล้านของประเทศจีน เป็นลูกของข้าราชการระดับสูง ในประเทศจีนมีลูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงประมาณ 2,900 คน มีทรัพย์สินรวมกันถึง 2 ล้าน ๆ หยวน หรือ 10 ล้าน ๆ บาท ธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็น 5 ด้านคือ การเงิน การค้าต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ โครงการขนาดใหญ่และการค้าหลักทรัพย์ โดยถ้าไม่ได้เป็นเจ้าของเอง ก็เป็นผู้บริหารในกิจการนั้น ๆ มีรายงานว่า คนจีน 27,310 คนมีทรัพย์สินมากกว่า 50 ล้านหยวน และ 3,220 คน มีทรัพย์สินมากกว่า 100 ล้านหยวน และในส่วนหลังนี้ ปรากฎว่า 2,932 คนจาก 3,220 คนนั้น เป็นลูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเอง! โดยกระจาย อยู่ใน กวงดอง 1,566 คน ซีเจียง 462 คน เซี่ยงไฮ้ 225 คน ปักกิ่ง 195 คน เจียงซู 172 คน ซันดอง 140 คน ฟูเจียน 92 คน และ เลียโอนิง 79 คน
ความ ร่ำรวยมหาศาลของเศรษฐีพันล้าน หมื่นล้านของเศรษฐีเหล่านี้ ส่วนใหญ่ เป็นกิจการสีเทา ๆ เช่นการรับค่าดำเนินการจากการลงทุนจากต่างประเทศ การนำเข้าสินค้าไปขายในราคากำไรเกินควร การส่งสินค้าออกชนิดที่ผูกขาด การขายที่และพัฒนาที่ดินโดยใช้เงินธนาคาร การขายสินค้าหนีภาษี การใช้สิทธิทำโครงการขนาดใหญ่ เช่นทางด่วน ทางรถไฟฟ้า ตลอดจนการผูกขาดตลาดหลักทรัพย์ และการใช้ข้อมูลตลาดฯ โดยผิดกฎหมาย การลักลอบนำเข้ารถยนต์แบบผิดกฎหมายปีละ 30,000 ถึง 40,000 คัน เป็นต้น
ตัวอย่าง เช่น โครงการพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ที่สุด 12 โครงการในกวงดอง เป็นของลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูง, ในเจียงซู ลูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นเจ้าของโครงการระดับใหญ่ที่สุด 22 โครงการ และเป็นผู้รับเหมาโครงการใหญ่ที่สุด 15 รวมทั้งโครงการ ร้อยละ 85 ของโครงการทางด่วนสัมปทานเป็นของลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูง และในเซี่ยงไฮ้ 9 ใน 10 โครงการต่าง ๆ ที่ใหญ่ที่สุด เป็นของลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสิ้น เป็นต้น
ปัจจุบัน ประเทศจีนมีเศรษฐีเงินล้าน (คือไม่ใช่ 50 หรือ 100 ล้าน) อยู่ประมาณ 340,000 คน โปรดใช้ข้อมูลด้านบนแล้วไปนับเอาเองว่า เป็นลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงซักกี่คน
อ่านดูแล้ว ประเทศจีน มีบางอย่างเหมือนประเทศอะไรก็ไม่รู้อ่ะ?
นายเวร Jul 29 2010 9:33am wrote:คืองี้ที่ผมนำมาบทความมาแปะๆต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับ บางเรื่องบางบทความผมเคยอ่านพอผ่านๆมานานแล้ว มีการโต้แย้งกันไม่รู้เหตุจาก จารย์
นั้นแระ ผมอ่านยังไงมันก็ไม่เข้าใจอย่างวัตถุนิยมวิภาษอะไรทำนองนี้ ทุกวันนี้ก็ยังสบสนอยู่แต่ก็พอเข้าใจบ้างเรื่อง
มันเป็นทัศนะของคนเขียน และผมไม่ได้เห็นดีเห็นงามทุกข้อความตัวอักษรบางประโยคผมก็แย้งบางเรื่องอยู่เหมือนกัน แค่นำมาให้พากันอ่าน พากันวิเคราะห์ปัญหาสังคมในเวลานี้เราจะช่วยกันผ่านพ้นไปยังไงและบทเรียนในอดีตมันเป็นยังไง บางเรื่องมันเป็นทัศนะส่วนตัวผมที่ไร้หลักการใดๆมารองรับพูดง่ายๆมั่วเอา "หลังเปลี่ยนโครงสร้างของสังคม"แต่ตามความคิดผมมันไม่ควรที่ว่าจะไล่ตะเพิดอย่าง จารย์ว่าหรอก แค่พากันคิดความเสียหายเสียเลือดเนี้ออย่างใหญ่หลวงตามมาแน่นอน เพราะรากฐานประเทศเราอยู่ที่ตรงนั้น แค่เปลี่ยนตรงไหนที่เสื้อแดงเขามองว่าไม่ยุติธรรมสำหรับเขาก็พอแล้ว………………….
มันถึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนผ่านโดยสันติไงครับ คือทุกฝ่ายต้องยอมลดอำนาจลงมา….มันถึงจะเดินต่อไปได้ ถ้าไม่ลดก็วกกลับมาปัญหาเดิมๆอย่าง 6 ตุลา ไล่จับกุมกันฝ่ายเดียว อย่างคนหายสาบสูญมีกี่คน โดนไล่ล่าไปกี่คน คนไปร่วมชุมนุมเฉยๆกี่คนที่โดนจับไป……….
อย่างคณะปฎิรูปประเทศตามที่ผมไปอ่านเจอหรือฟังมาของเสื้อแดง เขาไม่ให้ราคาเลยกับนายอานันท์ ปันยารชุน
การไปงานศพผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดซีโฟร์ก็บ่งบอกฝ่ายแล้ว....
อีกอย่างคุณสมยศ พูดบนเวทีว่าไม่ควรให้คณะปฎิรูปประเทศใช้เวลานานเลย ตั้ง4-5ปีใช่มั๊ย ทำไมใช้เวลานานขนาดนั้น รอรัฐบาลใหม่มา ค่อยหาบุคคลมาปฎิรูปทั้งสองฝ่ายไม่ดีเหรอเขาพูดมางี้ผมฟังมาเล่า รีบเขียนไม่ได้เตรียมข้อมูลกลัวจารย์อ้อย คิดเตลิดไปไกล ใจเย็นๆ ผมคิดเหมือนจารย์นั้นแระ
มติชนสุดสัปดาห์ wrote:มีนักวิชาการบางท่านชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งททางการเมืองที่เกิดขึ้นในตอนนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หมักหมมมานานนักหนา โครงสร้างของความไม่เป็นธรรม การเอารัดเอาเปรียบที่กดทับลงไปยังคนที่อยู่ส่วนล่างๆของพีระมิดทางสังคม และถ้ามองในแง่ดีมันคือการตื่นตัวทางด้านจิตสำนึกแบบใหม่ทางการเมืองที่จะทำให้ต่อไปใครจะทำอะไรแบบเดิมๆไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทหาร นักการเมือง พ่อค้า นักธุรกิจ เหล่าบรรดาคนชั้นสูงทั้งหลาย
นอกจากนั้นข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็ตือการตื่นตัวของคนในสังคมทั่วๆไปที่หันมาให้ความสนใจปัญหาทางโครงสร้างซึ่งถ้าดูจากสื่อทีวี ฟังวิทยุ หรืออ่านหนังสือพิมพ์ รวมถึงบนอินเตอร์เน็ต ความตื่นตัวที่ว่านี้ก็มีอยู่จริง รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวองค์กรภาคประชาชนอย่างแข็งขันที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างที่มันเหลื่อมมากเหลือเกินนี้ลงไปได้
ปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งเหมือนภูเขาลูกใหญ่มหึมาที่ขวางหน้าเราอยู่นี่ฟังแล้วเหนื่อยนะครับ ประการหนึ่งก็คือเป็นเรื่องที่ฟังมาบ่อยฟังมานานกี่สิบปีมาแล้วก็ไม่รู้ แต่ดูการขยับเขยื้อนไม่ว่าด้วยวิธีไหนแทบไม่บังเกิดผลอะไรเลย
ที่ชนชั้นกลางเพิ่มจำนวนขึ้น ก็เป็นไปโดยธรรมชาติของวิถีการพัฒนาเศรษฐกิจปรกติไม่ใช่โครงสร้างที่มันเหลื่อมล้ำได้รับการแก้ไขให้เปลี่ยนไป หรือสังคมอำนวยความยุติธรรมให้คนเท่าเทียมกันมากขึ้น
และถ้าดูจากสัดส่วนของทรัพย์ที่กระจายไปในสังคมนั้นจะเห็นความรุนแรงของการกระจุกตัวอย่างที่มีงานวิจัยบางชนิดพบว่า คนเพียงประมาณ 10,000 คน ครอบครองทรัพย์สินมากถึง 66 % ส่วนที่เหลือ 36 % นั้นกระจายอยู่ในคนส่วนใหญ่ 60 กว่าล้านคน
นี่แค่ดูการกระจายรายได้ แต่ในทุกๆจุดของสังคมไทยที่เราแตะไปล้วนแต่มีปัญหาหมักหมมและวนไปวนมาเหมือนงูกินหาง ปัญหาการเข้าถึงทรัพยากร ปัญหาโอกาสที่ไม่เท่าเทียม ปัญหาการกระจายรายได้ ปัญหาโอกาสทางการศึกษา ปัญหาในตัวกลไกของรัฐ ปัญหาระบบการเมืองปัญหานักการเมืองและพรรคการเมืองฯลฯ
เราอยู่ในสังคมยักตื้นติดกึกยักลึกติดกับกันแบบนี้มานานหลังใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เรานึกว่าจะมีการแตะลงไปในปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการปฏิรูปอะไรหลายๆอย่าง
แต่แล้วก็โอละพ่อ ความเหลื่อมล้ำกลับยิ่งขยายตัวหนักขึ้น บังเกิดชนชั้นใหม่มาสวาปามทรัพยากรของคนส่วนใหญ่หนักหน่วงยิ่งขึ้นด้วยวิธีแยบยล
มาตอนนี้เรากำลังตื่นตัวกับการปฏิรูปกันอีกครั้งซึ่งถ้ามองแบบวิเคราะห์แบบที่เขาวิเคราะห์กันว่าขบวนการเสื้อแดงคือการประทุของปัญหาเชิงโครงสร้างที่หม้กหมมก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ ทว่า กลุ่มเสื้อแดงก็อาจเหมือนคนทั่วๆไป ที่มองปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ออก แทงไม่ทะลุ
และดูเหมือนเสื้อแดงไม่ได้คิดหรือสำนึกอย่างจริงจังที่จะแก้ไขมันด้วย
อย่างมากก็ขอสิทธิ์ในการเลือกรัฐบาลแล้วให้รัฐบาลที่พวกตัวเองเลือกเข้ามาแก้ปัญหา
วิธีคิดแบบนี้ก็เหมือนติดหนึบอยู่ในโครงสร้างแบบเก่าที่ไม่ยอมหลุดจากระบอบอุปถัมภ์ อันนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมเหมือนเดิม เนื่องจากมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ภูเขาที่ไม่ยอมเขยื้อนที่แท้จริงคือ " วิธีคิด " ของคนนี่แหละ
บทความจากมติชนสุดสัปดาห์ปีที่ 30 #1552 "ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภูเขาที่ไม่ยอมเขยื้อน" โดยศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์