ปูพื้นเรื่องนโยบายจีนปัจจุบันที่มีต่อไทย (ในแง่ปฏิบัติ) ผ่านบทความชื่อ "US slips,China glides in Thai crisis" ของ Shawn W Crispin มาแล้ว เรื่องการทูตบางทีต้องใช้ตึความเพื่อหาความหมายที่ซ่อนใน "สาร" นั้น จีนคงไม่มาบอกตรงๆว่า "คุณคือมหามิตร" แต่มหาอำนาจอย่างจีนในยามที่บ้านเมืองของไทยเรามีวิกฤตินั้น
"เขาจะบอกเราด้วยการปฏิบัติของเขา"วันนี้เราจะไปจีนกันอย่างไม่เคร่งเครียดนัก ขอเริ่มที่ประธานพรรคเลยนะคะ.......
เหมาเจ๋อตุงเกิดมาเป็นลูกชาวนา เรียนหนังสือก็ด้วยความยากลำบาก สิ่งแวดล้อมตอนวัยเด็กยิ่งทำให้ร่ำเรียนศึกษาไม่ได้ง่าย ๆ อาศัยที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ อ่านมันทุกอย่างที่ขวางหน้า และพอโตขึ้นมาก็ไปทำงานเป็นบรรณารักษ์ในปักกิ่ง ยิ่งทำให้อ่านหนังสือได้มากเข้าไปอีก ตอนไปเป็นครูก็เหมือนกัน อ่านไว้เยอะ ใครเคยเห็นรูปถ่ายในห้องนอนของเหมาเจ๋อตุง ก็จะเห็นว่าบนเตียงมีหนังสือวางกองอยู่ครึ่งหนึ่งของเตียง รอบเตียงก็เต็มได้ด้วยหนังสือและตู้หนังสือ
สิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมเหมาเจ๋อตุงให้มีมุมมองที่ละเอียดและลึกซึ้งในสังคมจีนอย่างแตกฉาน จนทำให้นำลัทธิมาร์กซมาปรับใช้เพื่อสร้างกองทัพแดงได้อย่างชนะใจคนจีนทั้งประเทศ ไม่ว่าขุนนาง โจร ผู้ดีหรือไพร่ เหมาเจ๋อตุงไปไหนก็มาเข้าร่วมหมด
"Class struggle, some classes triumph, others are eliminated. Such is history, such is the history of civilization for thousands of years. To interpret history from this viewpoint is historical materialism; standing in opposition to this viewpoint is historical idealism." - เหมาเจ๋อตุง
เอามาฝากเป็นคำแปลจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษห้วน ๆ แบบดั้งเดิมอย่างนี้ล่ะ ยกภาษาจีนมาเป็นภาษาไทยตรงนี้ก็จบกันพอดี เพราะไม่รู้จะเขียนเป็นภาษาไทยให้มันเพราะ ๆ เป็นกวีได้ยังไง ฝากให้ท่านอื่นช่วยกันหน่อย ไม่รู้ว่าเขามีแปลเป็นไทยกันไว้ก่อนหรือเปล่าบทนี้
นายกโจวเอินไหลก็เรียนจบมาจากโรงเรียนนายร้อยของก๊กมินตั๋ง แต่ทำงานให้เหมาเจ๋อตุงตั้งแต่ยังรบกันตามป่าเขาจนกระทั่งตายจากกันไปหลังจากตั้งประเทศกันได้แล้ว
มี 3 อย่างที่คนจีนพูดถึงโจวเอินไหลตอนตาย คือ ไม่มีเงินในบัญชีส่วนตัวสักบาท ลูกไม่มี ตายแล้วเผาเป็นขี้เถ้า เรียกว่าไม่เคยเอาอะไรเป็นของตัวเอง ขนาดตายแล้วยังไม่มีอะไรเหลือ ไม่ต้องมีฮวงซุ้ย มีแต่ความเสียสละให้กับประเทศชาติตลอดชีวิต จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ก็มีส่วนทำให้จีนเปิดประเทศได้ เพราะตอนโจวเอินไหลตาย แรก ๆ ไม่มีงานศพ มีรถขนศพวิ่งผ่านถนนฉางอันหน้าเทียนอันเหมินเงียบ ๆ คนจีนเห็นแล้วรับไม่ได้ ออกมาประท้วงแก็งค์ออฟโฟว์ จนทำให้เติ้งเสี่ยวผิงเพื่อนซี้โจวเอินไหลออกมาใช้อำนาจโค่นล้มทั้งสี่คนนั้นได้ เพราะคนจีนสนับสนุนเติ้งเสียวผิงด้วยความแค้นแก๊งค์ออฟโฟว์ในกรณีโจวเอินไหล และนำไปสู่การมีอำนาจเต็มของเติ้งเสี่ยวผิงจนกระทั่งเปิดประเทศจีนได้ในที่สุด
เหมาเจ๋อตุงไม่ได้รบด้วยปืน แต่รบด้วยคำพูดและปากกา เพราะคำพูดและปากกาของเหมาเจ๋อตุงนั้นมีอิทธิพลต่อจิตใจของทหารกองทัพแดงทั้งหมด ให้ไปทางซ้ายก็ไปทางซ้าย ให้ไปทางขวาก็ไปทางขวา ให้ไปเดินทางไกล ๆ ย้ายที่มั่นจากทางใต้ขึ้นไปทางเหนือก็ไปกันเป็นแสนคน ตายไปในระหว่างทางถึง 60,000 - 70,000 คนแต่กองทัพทั้งกองก็ยังมีระเบียบวินัย
ใครไม่เคยเดินทางตามเทือกเขาสูงในจีนไกล ๆ นั้นไม่เข้าใจหรอก สูงตลอดแนว 4,000 - 6,000 เมตร ผ่านหิมะ น้ำแข็ง ติดลบ 30 องศา ที่สำคัญคือส่วนใหญ่อากาศมันชื้นด้วย ไม่ใช่หนาวแห้ง ๆ มันทรมานสุด ๆ เหนื่อยก็เหนื่อยสุด ๆ เพราะไม่ได้เดินทางแนวราบตลอดเวลา อาหารการกินก็ห่วยแตก เพราะพื้นที่แถบนั้นไม่ได้ปลูกอะไรก็ขึ้นได้หมดเหมือนเมืองไทย ข้าวผสมถั่วกับหมูสามชั้นที่เหมาเจ๋อตุงชอบกินนั้นหากใช้เป็นเสบียงจะรู้สึกอร่อยไปด้วยเหมือนกัน ส่วนบะหมี่ทำเองของชาวบ้านตามข้างทาง นึกว่าจะอร่อยเหมือนมาม่าหรือยำยำ ที่ไหนได้ เย็นเฉียบแข็งกระด้างและจืดชืดเหมือนกินกระดาษทิชชู่แช่แข็ง
เส้นทางถอยทัพไปตั้งหลักนั้นเป็นครึ่งวงกลม จากเมืองก้านโจว (Ganzhou) ในมณฑลเจียงสี (Jiangxi) ไปยังเมืองเหยียนอัน (Yan'an) ในมณฑลชานซี (Shaanxi) ระยะทางหมื่นกว่ากิโล ใช้เวลาปีกว่านิด ๆ อ้อมจากตอนใต้ทางตะวันออก ผ่านไปทางตะวันตกตอนกลางแล้วขึ้นไปทางเหนือ
พวกชื่อเมืองที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษนั้นมันไม่ใช่ภาษาอังกฤษ แต่เป็น pinyin คนไทยเรามักจะออกเสียงไปตามภาษากวางตุ้งที่เราคุ้นเคยจากคนเชื้อสายจีนในเมืองไทย แต่เวลาไปคุยกับคนจีนแผ่นดินใหญ่แล้วเขาฟังไม่รู้เรื่อง ที่เขียนกำกับไปให้เป็นภาษาไทยนั้นเป็นไปตามเสียงในภาษาฮั่น ยกตัวอย่างเช่น "เล่าปี่" "ซือหงอคง" กับ "เจียงไคเช็ค" พูดให้ตายคนจีนเขาก็ไม่รู้จัก ต้องออกเสียงว่า "หลิวเป่ย" "ซุนอู๋คง" กับ "เจี๋ยงเจ้ฉือ" เขาถึงจะเข้าใจ ปักกิ่ง ก็คือ เป่ยจิง เป่ยแปลว่าทิศเหนือหรือทางเหนือ จิงแปลว่าเมืองหลวง ก๊กมินตั๋งไม่มี มีแต่กั๋วหมินตั๋ง
หรืออย่าง “ขงเบ้ง" คนจีนไม่รู้จัก ไล่กันไปไล่กันมา อ้อ “คงเมง” หรือ “จูเก๋อเหลียง”
เรื่องราชวงศ์ต่างๆของจีนนี่มีหลายราชวงศ์ที่สืบทอดกันมา ให้ไปหาอ่านได้จากลิงก์ของผู้จัดการโดยเริ่มจาก "มุมจีน" ตามนี้นะคะ
http://www.manager.co.th/China/ViewBrowse.aspx?BrowseNewsID=6522&Page=1เราเริ่มกันที่ราชวงศ์ชิงเลย (ย้อนไปถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนจีนก็คงไม่ไหว 555 ไปอ่านเองละกัน)
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=4659545266031ราชวงศ์ชิงเละเทะ พวกขุนศึกทั้งหลายก็มั่วซั่ว หนังสือเล่มที่บรรยายเหตุการณ์ในช่วงนั้นได้ดีที่สุดคือ อัตชีวประวัติของจักรพรรดิ์ปูยี (จักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของจีนซึ่งทรงบันทึกเอง)
หนังสือเล่มนี้ใช้ได้ดี แต่ดีแค่ครึ่งแรก ครึ่งหลังปูยีเขียนเหมือนหลับหูหลับตาเชิดชูพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเดียว ถ้าคุณเป็นปูยีก็คงเขียนอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่งั้นก็ไม่รอด เหมือนที่เหมาเจ๋อตุงพูดไว้ว่า "มีชายคนหนึ่งเคยเป็นจักรพรรดิ เราไว้ชีวิตเขา และเปลี่ยนแปลงเขาให้เป็นสามัญชน นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ใช้ได้กับทุกคน" ดูสิ ขนาดเอ่ยชื่อปูยีสักนิดก็ไม่มีและปูยีก็ไม่เคยมีโอกาสได้พบเหมาเจ๋อตุงแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายตายไปในเวลาใกล้ ๆ กัน
อีกเล่มหนึ่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่ก็ยังนับว่าใช้ได้ คือ Twilight in the forbidden city โดย Reginald Johnston อาจารย์ฝรั่งของปูยีตอนเด็ก ๆ ที่บอกว่าใช้ได้แต่ไม่ค่อยดีเพราะแกเป็นฝรั่ง วัฒนธรรมจีนลึก ๆ บางเรื่องแกก็ต้องเดาเอาบ้าง ตีความเอาบ้าง เหมือนคนไทยนั่นล่ะ บางทีบอกว่าได้แปลว่าไม่ได้ บางทีทำหน้ายิ้ม ๆ แต่หมายความว่ากูกำลังจะเตะมึง
หนังสืออื่น ๆ ที่เขียนไว้เยอะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช่วงนี้ก็เป็นหนังสือเรียนของจีน มีทุกฉาก แต่ก็เป็นลักษณะสรุปและชี้นำเรื่องราว ไม่ใช่หนังสือชั้นต้นเหมือนสองเล่มนั้นแต่ทั้งหมดนี้ก็ยังดีกว่าหนังเรื่อง The Last Emperor ซึ่งไม่มีรายละเอียดเท่ากับหนังสือ
พูดถึงปูยีนี่คนจีนเขาเฉย ๆ กัน คือมีความรู้สึกกระอักกระอ่วน ยังไงเขาก็เป็นจักรพรรดิ์องค์สุดท้าย แต่พอยอมไปเป็นจักรพรรดิ์หุ่นเชิดให้ประเทศจัดตั้งใหม่โดยญี่ปุ่นในแผ่นดินจีนชื่อประเทศแมนจูเพราะความอยากเป็นจักรพรรดิ์อีกครั้งของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่มันก็ยังอยู่ในแผ่นดินจีนแถบทางตงเป่ย (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ซึ่งปูยีเคยเป็นจักรพรรดิ์จีนทั้งประเทศมาก่อน เขาก็เลยหมดความรู้สึกกัน ในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามายึดดินแดนแถบนั้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองแล้วก็ตั้งปูยีเป็นจักรพรรดิ์นั้น มีไม่กี่ประเทศในโลกให้การรับรองประเทศแมนจู แต่หนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ซึ่งโดนญี่ปุ่นบุกและจอมพล.ป. ก็กลับลำสั่งหยุดยิงและเอากับญี่ปุ่นไปด้วยเพราะความบ้าอำนาจและมองเห็นช่องทางที่จะทำให้ตัวเองเป็นใหญ่ระดับ Region ถ้าตามญี่ปุ่นไป อังกฤษตัวแสบก็มีข้ออ้างมาไถเงินเราไปอีกเยอะเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ก่อนหน้านั้นเราก็โดนญี่ปุ่นบังคับให้พิมพ์แบงก์ไปให้ใช้จนอ่วม ยังไม่นับที่ใช้กันจนแทบเกลี้ยงท้องพระคลังในสมัยรัชการที่ 6 ก่อนหน้านั้นไม่นานอีก
ช่วงราชวงศ์ชิงตั้งแต่ประมาณก่อนล่มสัก 50 ปีเรื่อยมาจนถึงปูยี จีนน่าสงสารมาก ถูกฝรั่งปู้ย่ำปู้ยีเละเทะ วังฤดูร้อนเก่า (Yuanmingyuan หยวนหมิงหยวน) ถูกเผาและปล้นสะดมไปเรียบโดยฝรั่งหลาย ๆ ชาติ อเมริกายังเอากับเขาด้วยเลย แต่ตัวแสบที่สุดก็คือขาประจำฝรั่งเศสกับอังกฤษ ที่มันทำเหี้ย ๆ ไว้กับบ้านเราเหมือนกัน เป็นตัวนำเข้าไปเผาจนเหลือแต่กองอิฐ
เละเทะและรบกันเองอยู่พักใหญ่ทั้ง ๆ ที่พวกฝรั่งก็ยังรุกรานอยู่ในแผ่นดิน จนราชวงศ์ชิงถูกโค่นเปลี่ยนเป็นจีนประชาธิปไตยโดยดร. ซุนยัดเซ็น หลังจากที่หยวนซื่อไข่ ผู้ที่ทรยศทั้งปูยีและดร. ซุนยัดเซ็นตั้งตนเป็นจักรพรรดิ์อยู่ได้ยี่สิบกว่าวันแล้วก็ตายไปเฉย ๆ คนจีนบอกว่าเป็นอาถรรพ์ จักรพรรดิ์จีนไม่ได้เป็นกันได้ง่าย ๆ ดร. ซุนยัดเซ็นกับเหมาเจ๋อตุงไม่ได้ตั้งตนเป็นจักรพรรดิ์ สวรรค์จึงไม่ว่าอะไร
ที่น่าเศร้าที่สุดอีกเรื่องในช่วงนี้ก็คือ กบฏไท่ผิง กบฏนักมวย ชาวจีนออกมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านฝรั่ง ราชวงศ์ชิงก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ แอบสนับสนุนและปล่อยให้ชาวจีนตีฝรั่งจนซวนเซ แต่พอรวมตัวกันได้มาก ๆ ราชวงศ์ชิงกลับกลัวพวกชาวจีนด้วยกันมากกว่าฝรั่ง เลยจับมาตัดหัวหมด แล้วก็เอาไปโชว์ฝรั่งว่าราชวงศ์ชิงยินดีให้ความร่วมมือกับฝรั่ง ชาวจีนถูกตัดหัวกันกลางถนนเป็นร้อยโดยพวกขุนนางจีนเป็นคนลงดาบ มีพวกฝรั่งยืนดูทำหน้ายิ้มกันอย่างสะใจ