ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

เรื่องการเมือง เชิญที่นี่เลยครับ
Forum rules
- ห้ามใช้คำพูดหยาบคาย
- ห้ามโพสกระทู้หรือข้อความที่ดูหมิ่นเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด

เชิญทุกท่านเข้าสู่บอร์ดใหม่ได้ที่ http://webboard.serithai.net ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ viewtopic.php?f=2&t=44976 ครับ

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Fri Jul 30, 2010 4:17 am

Jseventh wrote:ขอบคุณที่นำบทความมาให้อ่านค่ะหนูอ้อย (เยอะแยะเลย :) )
ขอบคุณนายเวรด้วยที่ให้โหลดไปฟัง (ยังไม่ได้โหลดเลย กลัวติดมัลแวร์ สปายแวร์ โทรจัน ฯ...ล้อเล่น :P )

ความจริงพี่เจชอบแนวทางการเปลี่ยนแปลงสังคมในแนว "การปฏิวัติตนเองของ OSHO" และ "การยกระดับจิตสำนึกกลุ่ม" ของ God ในหนังสือ Conversation with God มากกว่าค่ะ / ดูเป็นลักษณะการพัฒนาและสร้างสรรค์อย่างสันติดี แต่การปฏิบัติก็ไม่ใช่ง่ายเลย /กลิ่นไอของแนวคิดคอมมิวนิสต์หรือมาร์กซิสต์เป็นตัวประกอบของเรื่อง แต่ไม่ใช่พระเอก / ที่ผ่านมา หลายประโยคในความคิดเห็นของหนูอ้อยก็สอดคล้องกับแนวทางของสองเรื่องนี้ :)

ส่วนของศิษย์น้องนายเวร ยังเป็นแนวทางเก่าๆที่ดูไม่พัฒนาและไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย :mrgreen:


ตอบพี่เจที่น่ารัก

วันนี้ที่จริงจะมีสงครามกลางเมืองในสเปนรวมทั้งเรื่องสถาบันกษัตริย์ที่นั่นมาฝากด้วย ( Juan Carlos I of Spain ) แต่ยังหาข้อมูลได้ไม่ครบสมบูรณ์มีช่องโหว่บางจุด ขอไปใช้หมองคิดก่อนว่าจะทำไง วันนี้ก็ล่วงเลยเข้าไปตี 4 กว่าแล้วจะขยับไปเรื่อง"จีน" คงไม่ไหวต้องขอ gooooooood night ก่อนนะคะ จุ๊บ จุ๊บ :D
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Fri Jul 30, 2010 8:35 am

จารย์รักษาสูขภาพบางนะ อย่าเฝ้าแผ่นดินให้มากมาย มันไม่หายไปใหนหรอก :D
Image

ใส่โซ่ตรวน อยุติธรรม อำมหิต
วิปริต ย่ำแย่ เกินแก้ไข
เพราะผู้นำ บ้าคลั่ง สุดจังไร
อนาถใจ ใยต้องฆ่า ไล่ล่ากัน.....

ตั้งข้อหา นปช. ก่อการร้าย
มุ่งทำลาย แอบแฝง สีแดงนั่น
คำสั่งเก็บ สั่งล่า สั่งฆ่าฟัน
ยังชมมัน ว่าดี นี่หรือคน.....

ยังแน่วแน่ แก้ตัว อย่างชั่วช้า
จะหนีหน้า อย่างไร ก็ไม่พ้น
เพราะพวกมัน สั่งฆ่า ประชาชน
พวกเดนคน พวกทรราช พวกฆาตกร.....
โดย 3บลา ประชาเทียม กับ 1บอ เสรีไทย


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Fri Jul 30, 2010 10:39 am

ต่อไปก็มาดูการเมืองการปกครองของประเทศสเปนกัน ( ปัจจุบันประเทศสเปนมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขนะคะ)

สเปน มีพื้นที่ 504,489 ตร.กม. ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยุโรป รองจากรัสเซียและฝรั่งเศส ส่วนที่เป็นคาบสมุทร 492,462 ตร.กม. หมู่เกาะบาเลอาเรสและหมู่เกาะคานารี่ 12,282 ตร.กม.

เมื่อประมาณ 900 ปีก่อนคริสต์กาล ได้มีชนชาวเซลท์ ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองในหมู่เกาะอังกฤษได้ข้ามเทือกเขาพีเรนีสเข้าไปในดินแดนซึ่งเป็นปลายแหลมไอบีเรีย ชาวเซลท์ได้ผสมพันธุ์กับชาวพื้นเมืองในบริเวณแหลมไอบีเรียจนเกิดเป็นชนชาติผสมที่เรียกว่า “ชาวเซลติบีเรียน” เนื่องจากแหลมไอบีเรียตั้งอยู่ในบริเวณจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญและเป็นแหล่งกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ดีบุก เป็นต้น ทำให้ชนชาติต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสนใจดินแดนแถบนี้เป็นอันมาก

ชาวโฟนีเซียน ซึ่งนักเดินเรือที่ชำนาญ ได้เข้ามาก่อตั้งชุมชนการค้าขึ้นหลายแห่งในบริเวณชายฝั่งทะเลทางภาคใต้ เมืองที่มีความสำคัญมาจนถึงปัจจุบันคือเมืองคาดิซ นอกจากนั้นก็ยังมีชาวกรีกที่เข้ามามีอิทธิพลในแถบนี้ โดยได้นำวัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่แก่ชาวเซลติบิเรียน และได้นำพันธุ์ไม้มะกอกและองุ่นมาปลูก และแนะนำวิธีการทำเงินเหรียญขึ้นใช้หมุนเวียนเป็นเงินตราแห่งชาติ ตลอดจนวิธีการทำกระเบื้องถ้วยชามขึ้นใช้

ในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์กาล ชนเผ่าคาร์เธจได้เข้ามารุกรานสเปนและสามารถยึดครองดินแดนภาคใต้ของคาบสมุทรไอบีเรียไว้ได้ ในระหว่างสงครามพิวนิค พวกโรมันได้ยกกำลังเข้าสู่คาบสมุทรและได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักจากชาวพื้นเมือง แต่ในทีสุดก็สามารถชนะชาวพื้นเมืองและครอบครองดินแดนแถบนี้ไว้ได้ การเข้ามาปกครองของชาวโรมันถือเป็นการปูพื้นฐานทางด้านวัฒนธรรมอย่างสำคัญแก่สเปนโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาลาตินและการนำคริสต์ศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในสเปน

ในศตวรรษที่ 5 หลังจากที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายไป ชนชาติวิสิกอซ ซึ่งเป็นชนเผ่าอารยชนเผ่าเยอรมันจากตอนกลางของทวีปยุโรป ได้เข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนสเปนเป็นเวลาถึง 300 ปี มรดกที่ชนชาตินี้มอบให้แก่สเปน คือ การสถาปนาคริสต์ศาสนาขึ้นเป็นศาสนาประจำชาติและการสร้างเอกภาพทางการศาสนา

ในปี ค.ศ. 711พวกมุสลิมหรือพวกแขกมัวร์จากแอฟริกาเหนือ ได้เข้ามีอำนาจในสเปน และขับไล่พวกวิสิกอซให้ถอยร่นขึ้นไปตอนเหนือ ตลอดระยะเวลาแห่งการยึดครองของพวกมุสลิมนี้ พวกคริสเตียนพยายามต่อต้านและแย่งชิงดินแดนที่ถูกยึดครองกลับคืนมา สงครามที่เกิดขึ้นบ่อยในช่วงนี้ว่า”สงครามพิชิตดินแดน”

ในระยะที่พวกมุสลิมมีอำนาจ ดินแดนสเปนแบ่งเป็นแคว้นต่าง ๆ 7 แคว้น คือ อัสตูเรียส , เลออน , คาสตีย่า , อารากอน , นาบาร์ร่า , คาตลูญ่า , และโปรตุเกส ในปี ค.ศ. 1472 อาณาจักรอารากอนก็รวมกับอาณาจักรคาสตีล (คาสตีย่า) ซึ่งอยู่ตอนกลางของประเทศ ได้รวมกันจากการอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์เฟอร์นานโดกับพระนางอิซาเบลล่าที่ 1 การรวมตัวกันของสองอาณาจักรทำให้พวกคริสเตียนมีกำลังเข้มแข็งขึ้น สามารถขับไล่พวกมุสลิมออกไปจากคาบสมุทรไอบีเรียได้สำเร็จ หลังจากอาณาจักรกรานาดาของมุสลิมยอมแพ้ต่อกองทัพของพวกคริสเตียนในปี ค.ศ. 1492

ยุคนี้สเปนได้ขยายอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวาง รอบ ๆทะเลเมดิเตอร์เรเนีย ได้ครอบครองดินแดนของเนเธอร์แลนด์ และดินแดนบางส่วนของอิตาลีและเยอรมัน รวมทั้งได้ค้นพบทวีปอเมริกาโดยโคลัมบัส กษัตริย์สเปนได้จัดให้พระราชโอรสและพระราชธิดาอภิเษกสมรสกับบรรดาเจ้าชายและเจ้าหญิงของประเทศต่างๆ ในยุโรป ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้พระราชอำนาจของสเปนแผ่เข้าไปครอบงำประเทศต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็เป็นผลทำให้กษัตริย์สเปนบางพระองค์มาจากราชวงศ์แฮบสเบิร์กของออสเตรีย และราชวงศ์บูร์บองของฝรั่งเศส เข้ามาปกครองประเทศสเปนในเวลาต่อมา

สเปนมีกษัตริย์มากหลายพระองค์ หลังจากจักรพรรดิคาร์โลสที่ 1 ซึ่งเป็นกษัตริย์สเปนพระองค์แรกที่มาจากราชวงศ์แฮบสเบิร์กสิ้นพระชนม์ลง พระราชโอรส คือ เจ้าชายฟิลิปได้ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าฟิลิปที่ 2 ในสมัยของพระองค์ สเปนสามารถผนวกโปรตุเกสและอาณานิคมของโปรตุเกสไว้ได้ และครอบครองดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งในยุโรป อเมริกา แอฟริกา และในเอเซีย

กษัตริย์สเปนในสมัยต่อมา คือ พระเจ้าฟิลิปที่ 3 พระเจ้าฟิลิปที่ 4และพระเจ้าคาร์โลสที่ 2 ไม่สามารถรักษาความยิ่งใหญ่ของสเปนไว้ได้ อำนาจของสเปนเริ่มเสื่อมลง พระเจ้าคาร์โลสที่ 2 สิ้นพระชนม์ลงโดยที่ไม่มีรัชทายาท จึงเป็นอันสิ้นสุดราชวงวศ์แฮบสเบิร์กแห่งออสเตรียในสเปน

สเปนในช่วงนี้เกิดความวุ่นวายจากการแย่งชิงราชบัลลังค์ การสู้รบกินเวลาถึง 13 ปี ในที่สุดได้มีการเจรจาทำสัญญาสงบสุขในปี ค.ศ. 1713 ซึ่งเป็นผลทำให้เจ้าชายฟิลิป เดอองจู พระราชนัดดาแห่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์แห่งสเปน ทรงพระนามว่า พระเจ้าฟิลิปที่ 5 และนับเป็นครั้งแรกที่ราชวงศ์บูร์บองแห่งฝรั่งเศสได้ปกครองสเปนสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อพระเจ้าฟิลิปที่ 5 สิ้นพระชนม์ พระเจ้าเฟอร์นานโด ที่ 6 ขึ้นครองราชย์ จากนั้นก็เป็นสมัยพระเจ้าคาร์โลสที่ 3 * ในรัชสมัยของพระเจ้าเฟอร์นานโด ที่ 6 และพระเจ้าคาร์โลสที่ 3 ได้มีการปฏิรูปการปกครองของสเปนเป็นการใหญ่ และได้ช่วยอเมริกาในการทำสงครามประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ความช่วยเหลือดังกล่าวนี้ทำให้สเปนได้รับดินแดนที่เสียไปก่อนหน้านี้กลับคืนมา

ต่อมาถึงพระเจ้าคาร์โลสที่ 4 * พระเจ้าเฟอร์นานโด ที่ 7 สเปนในยุคนี้มีปัญหาความขัดแย้งกับพวกหัวก้าวหน้าและพวกนิยมกษัตริย์ บรรดานิยมในอเมริกาใต้ถือโอกาสที่สเปนกำลังเกิดความวุ่นวาย ประกาศตนเป็นเอกราช มีเพียงคิวบากับเปอร์โตริโก้ที่ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของสเปน ในเอเซียก็เหลือแต่ฟิลิปปินส์

ในสมัยพระเจ้าฟิลิปที่ 7 ได้มีการยกเลิกกฏหมายห้ามผู้หญิงปกครองประเทศ และทรงแต่งตั้งเจ้าหญิงอิซาเบลขึ้นเป็นรัชทายาท เมื่อพระเจ้าฟิลิปที่ 7 สิ้นพระชนม์ ก็เป็นผลทำให้เกิดการสู้รบเพื่อแย่งชิงราชบัลลังค์ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนเจ้าหญิงอิซาเบลและฝ่ายที่สนับสนุนเจ้าชายคาร์โลส พระเชษฐา ผลปรากฏว่าฝ่ายที่สนับสนุนเจ้าหญิงอิซาเบลเป็นฝ่ายชนะ

ในรัชสมัยพระนางอิซาเบล มีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลหลายครั้ง ต่อมาฝ่ายทหารได้ทำรัฐประหารขึ้น ทำให้พระนางอิซาเบลต้องลี้ภัยไปที่ฝรั่งเศส ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นมาบริหารประเทศจนถึงปี ค.ศ. 1871 ได้มีการประกาศแต่งตั้งเจ้าชายอะมาเดโอ แห่งซาโบย่า ซึ่งเป็นชาวอิตาเลี่ยนขึ้นเป็นกษัตริย์สเปน แต่ความวุ่นวายและฝ่ายที่นิยมระบบสาธารณรัฐเริ่มมีอำนาจมากขึ้น ตั้งเจ้าชายอะมาเดโอจึงทรงสละราชสมบัติในปี ค.ศ. 1873 และสมัยสาธารณรัฐที่ 1 ก็ได้เริ่มขึ้นแต่อยู่ได้ไม่ถึงปี

ค.ศ. 1874 นายพลมาร์ติเสน คัมโปส ได้ประกาศให้เจ้าชายอัลฟองโซที่ 12 พระราชโอรสของพระนางอิซาเบลขึ้นเป็นกษัตริย์ เมื่อพระเจ้าอัลฟองโซที่ 12 สิ้นพระชนม์ พระนางมาเรีย คริสติน่า พระมเหสีได้ปกครองประเทศในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในสมัยนี้สเปนได้สูญเสียดินแดนอาณานิคมถึง 3 แห่ง คือ คิวบา , เปอร์โตริโกและฟิลิปปินส์ให้แก่สหรัฐอเมริกา

ในรัชสมัยพระเจ้าอัลฟองโซที่ 13 ได้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมากมายในประเทศสเปน กษัตริย์ได้ทรงมอบอำนาจให้นายพลปริโมเดริเบร่า การปกครองแบบเผด็จการของนายพลปริโมเดริเบร่า แม้จะสามารถแก้ปัญหาและนำประเทศไปสู่ความก้าวหน้า แต่หลายฝ่ายไม่พอใจและทำการต่อต้านตลอดเวลา ในที่สุดพระจ้าอัลฟองโซที่ 13 ได้ปลดนายพลปริโมเดริเบร่าออกจากตำแหน่งในปี 1930 และต่อมาได้หนีไปอยู่ประเทศฝรั่งเศส

สรุปคร่าวๆก็คือในยุค 1810+ เป็นต้นมา มีความยุ่งเหยิงทางการเมืองมากมายในประเทศสเปน ก่อนจะสิ้นสุดสงครามกลางเมืองในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ.1939 ซึ่งเป็นสงครามกลางเมืองที่โหดร้ายและรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลก สงครามซึ่งกินเวลาเกือบ 3 ปี ใช้กำลังทหารเข้าห้ำหั่นกันกว่า 1 ล้านคนและคร่าชีวิตคนไปถึง 5 แสนคน สงครามกลางเมืองที่กำลังกล่าวถึงนี้ ก็คือสงครามกลางเมืองในประเทศสเปน นั่นเอง



สงครามกลางเมืองในสเปนเป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างสองกลุ่มที่มีความคิดความเห็นแตกต่างกัน และได้รับการถือหางจากต่างประเทศที่ให้การสนับสนุนแต่ละกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสเปนไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายสังคมนิยมฝ่ายคอมมิวนิสต์ พวกสายกลาง รวมทั่งพวกคาดาลันและบาสก์ที่เรียกร้องการปกครองตนเอง ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มชาตินิยม ซึ่งประกอบด้วยพวกนิยมกษัตริย์ พวกคาธอลิกหัวเก่า และฟาสซิสต์ฟังกิสต์ และกลุ่มฝ่ายขวาต่าง ๆ โดยกลุ่มสาธารณรัฐนิยมได้รับความสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และเม๊กซิโก ส่วนกลุ่มกษัตริย์นิยมได้รับความสนับสนุนจากฟาสซิสต์อิตาลีและนาซีเยอรมัน

ความขัดแย้งระหว่างชาวสเปนสองกลุ่มเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อมานานแล้ว แต่ประทุขึ้นในศตวรรษที่ 19 เมื่อพวกเสรีนิยมก้าวขึ้นสู่อำนาจตามวิถีของรัฐธรรมนูญฉบับปี 1812 และพยายามที่จะโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพื่อสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้นแทนที่โดยได้รับการต่อต้านจากพวกอนุรักษ์นิยมและกลุ่มศาสนารวมทั้งชาตินิยมฟาสซิสต์ แต่ในเวลาต่อมากลุ่มเสรีนิยมก็ถูกกลืนและครอบงำโดยพวกสังคมนิยมสายสหภาพโซเวียต ในปี 1930 ราชวงศ์สเปนก็สิ้นอานาจ และในปี 1931 ก็มีการสถาปนาสาธารณรัฐขึ้น โดยกลุ่มฝ่ายซ้ายและสายกลาง ซึ่งลงมือปฏิรูปสังคมและปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่ อันส่งผลกระทบต่อพวกเจ้าของที่ดินและศาสนา ขณะเดียวกันก็สร้างความไม่พอใจต่อทหารบางส่วนที่ถูกตัดทอนงบประมาณและกำลังพล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 1931 ซึ่งให้เสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกแก่ประชาชน แค่กีดกันและลดบทบาทของคาธอลิกลงอย่างมาก อาทิการให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการเลือกนับถือศาสนา การแยกศาสนาออกจากการเมือง ห้ามสอนศาสนาในโรงเรียนเอกชน การริบทรัพย์สมบัติของโบสถ์ เป็นต้น จนพระสันตปาปาปาปิอุสที่ 11 ต้องมีสาส์นตำหนิรัฐบาลสเปนในเรื่องการคุกคามศาสนา รวมทั้งการริบทรัพย์สินของโบสถ์และโรงเรียนสอนศาสนา

ในปี 1933 พรรคการเมืองฝ่ายขวามีชัยในการเลือกตั้ง แต่การบริหารประเทศเป็นไปด้วยความไม่ราบรื่น คนงานเหมืองถ่านหินก่อการสไตร์คและเกิดการจลาจลจนรัฐบาลต้องส่งกำลังทหารไปปราบปราม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,000 คน และฝ่ายซ้ายสามารถรวมตัวกันได้ใหม่ จนนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง ปี 1936 แต่รัฐบาลของฝ่ายซ้ายก็ประสบปัญหาจากการก่อกวนจากฝ่ายขวาจัด ทำให้เกิดความวุ่นวายทั่วประเทศ ชาวนาเข้ายึดที่ดินจากเจ้าของที่ มีการประท้วงหยุดงาน เผาทำลายโบสถ์ ลอบสังหารผู้นำฝ่ายต่าง ๆ จนถึงจับอาวุธเข้าต่อสู้กัน ฝ่ายชาตินิยมนำโดยนายพลฟรานซิสโก ฟรังโก (General Francisco Franco) จึงถือเป็นสาเหตุในการทำการปฏิวัติเพื่อล้มรัฐบาล โดยได้รับการต่อต้านจากกองกำลังฝ่ายซ้ายกลุ่มต่าง ๆ จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง

สงครามกลางเมืองในสเปน เริ่มขึ้นในวันที่ 17 กรกฏาคม 1936 เมื่อนายพลฟรังโกนำทหารจากโมร๊อกโคข้ามมาโจมตีสเปนจากทางใต้ โดยได้รับการสนับสนุนจากเยอรมัน อิตาลี และโปรตุเกส ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุธและกำลังคนจากสหภาพโซเวียต เม๊กซิโก รวมทั้งกองกำลังอาสาสมัครคอมมิวนิสต์นานาชาติ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานกองทัพของนายพลฟรังโกได้ และต้องเป็นฝ่ายยอมจำนนในที่สุด

สงครามกลางเมืองสเปนทำให้มีผู้เสียชีวิตในการสู้รบถึง 5 แสนคน และภายหลังเมื่อนายพลฟรังโกขึ้นครองอำนาจ และปกครองประเทศ ยังสั่งจำคุกฝ่ายตรงข้ามเกือบ 1 แสนคน และคาดว่ามีผู้ถูกประหารชีวิต 30,000-35,000 คน รวมทั้งถูกเนรเทศอีกเป็นจำนวนมาก

และคงไม่มีใครอยากเห็นสงครามกลางเมืองแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองไทยใช่ไหม?



สงครามกลางเมืองไปสิ้นสุดในเดือนเมษายน 1939 อย่างที่กล่าวไว้แล้ว เมื่อกำลังของนายพลฟรังโกเข้ายึดกรุงแมดริดได้สำเร็จ และนายพลฟรังโกดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศตั้งแต่นั้นมา

ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สเปนวางตัวเป็นกลาง แต่ก็ยังมีการติดต่อผูกพันกับรัฐบาลเยอรมนี ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดสงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ชัยชนะ ประเทศตะวันตกพากันไม่พอใจสเปนภายใต้การนำของนายพลฟรังโก จึงกีดกันไม่ให้สเปนเข้าเป็นสมาชิกขององค์การนาโต้และสหประชาชาติรวมทั้งถูกตัดออกจากกองทุนช่วยเหลือสงครามจากแผนการมาร์แชล ในช่วงนี้ทำให้สเปนได้รับความยากลำบากเป็นอย่างมาก

แต่สเปนก็โชคดีเมื่อสหรัฐอเมริกาได้เห็นความสำคัญของสเปนที่จะเป็นปราการต่อต้านการขยายอำนาจของสหภาพโซเวียต สหรัฐฯจึงลงนามขอตั้งฐานทัพในแผ่นดินสเปนโดยแลกเปลี่ยนกับเงินช่วยเหลือเศรษฐกิจหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ และปี 1965 สเปนได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกของนาโต้และสหประชาชาติ รัฐบาลสเปนภายใต้การนำของนายพลฟรังโกก็ได้บริหารประเทศอย่างมีเสถียรภาพ แก้ไขปัญหาของประเทศได้ พัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าเทียบเท่ากับประเทศยุโรปตะวันตกชาติอื่น ๆ ได้ ขณะเดียวกันนายพลฟรังโก ก็ได้เห็นความสำคัญของระบบกษัตริย์ที่จะเป็นหลักชัยของประเทศหลังจากสิ้นยุคของตน จึงได้ตกลงใจที่จะสนับสนุนเชื้อพระวงศ์องค์หนึ่งให้เป็นกษัตริย์ของชาวสเปน ซึ่งก็คือ เจ้าชายฮวน คาร์โลส แห่งราชวงศ์บูร์บองส์ พระราชนัดดาของพระเจ้าอัลฟองโซ ที่ 13 กษัตริย์องค์ท้ายของสเปน และความคิดของนายพลฟรังโกก็ได้รับการยอมรับจากเสียงมหาชนส่วนใหญ่ของประเทศ การอัญเชิญเจ้าชายฮวน คาร์โลสมาปกครองสเปนจึงประสบความสำเร็จ

เจ้าชายฮวน คาร์โลส ประสูติที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ปี 1938 รับการศึกษาเบื้องต้นที่สวิตเซอร์แลนด์ ตอนที่นายพลฟรังโกเชิญมาสเปน พระชนม์มายุได้ 17 ปี เจ้าชายฮวน คาร์โลสทรงได้รับการศึกษาอบรมเพื่อเตรียมตัวเป็นกษัตริย์สเปน ทรงเข้ารับการศึกษาวิชาทหารที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกที่เมืองซาราโกซา พอจบหลักสูตรก็ย้ายไปโรงเรียนนายเรือและนายทหารอากาศ

เมื่อศึกษาจบแล้ว ทรงเริ่มทำการศึกษาวิชารัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ หลังจากทรงศึกษาด้านต่างๆ แล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จเยือนภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศ เพื่อศึกษาความเป็นอยู่ของชาวสเปน ในเดือนกรกฎาคม ปี 1969 นายพลฟรังโกและรัฐสภาสเปนได้ประกาศสถาปนาให้เจ้าชายฮวน คาร์โลสขึ้นครองราชบัลลังก์สเปนเมื่อนายพลฟรังโกถึงแก่กรรมในปี 1975 โดยทรงพระนามว่า “พระเจ้าฮวน คาร์โลสที่ 1" ( Juan Carlos I of Spain )

ขณะที่ในปี 1975 ปีเดียวกันนั้นเองที่สามประเทศในอินโดจีนได้แก่เวียดนาม กัมพูชา และลาว ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยใช้กำลังอาวุธเข้าล้มโครงสร้างของสังคมเดิม !! :!:
Last edited by หนูอ้อย on Wed Aug 11, 2010 11:46 pm, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Fri Jul 30, 2010 11:11 am

ยั่วให้คิดสสสส์

อยากให้สาธารณชนได้ศึกษาว่าทำไมนายพลฟรังโก แห่งสเปนก่อนจะสิ้นชีวิตสองวันได้สถาปนาระบบกษัตริย์ของสเปนขึ้นใหม่ โดยในวันที่ 22 พฤศจิกายน 1975 นายพลฟรังโกได้ออกกฎหมายสถาปนาระบบกษัตริย์ให้กับประชาชนสเปนทันที และในการหยั่งเสียงและแสดงความนิยมของประชาชนชาวสเปนในปี ค.ศ. 2000 นั้น ปรากฏว่าประชาชนสเปนยอมรับ และแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านอย่างท่วมท้น และในปี ค.ศ. 2008 ที่ผ่านมา พระองค์ได้รับความนิยมชมชอบอย่างสูงสุดว่าเป็นผู้นำที่ดีเลิศจากบรรดาชาว Ibero-America หรือกลุ่มประชาชนที่พูดภาษาสเปนทั้งหมด

นายพลฟรังโกรู้ว่าสเปนจะขาดทิศทางทันทีที่เขาตาย จะมีการแย่งอำนาจกันระหว่างกลุ่มนายทุน จะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองจนเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นใหม่เพราะอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในห้วงนั้นมีกระแสรุนแรง และฟรังโกรู้ว่า พระเจ้าฮวน คาร์โลส จะสามารถเรียกความนิยมและเป็นประมุขของสเปนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขได้อย่างดีเยี่ยม นายพลฟรังโกรู้ว่า พระเจ้าฮวน คาร์โลส มีกรอบศาสนาและมาตรการของการเป็นกษัตริย์ตามนัยแห่งคริสเตียนโรมันคาทอลิก และสำคัญอย่างยิ่งว่าพระมหากษัตริย์จะเป็นเหมือนตัวแทนของประเทศสเปนที่ทันสมัย ประชาธิปไตยและมั่งคั่ง
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Fri Jul 30, 2010 11:21 am

ตามอ่านด้วยความระทึกในหทัยพลัน.... :D


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Fri Jul 30, 2010 11:33 am

นายเวร wrote:ตามอ่านด้วยความระทึกในหทัยพลัน.... :D


แทบไม่ได้นอนเลยนะเนี่ย เด๋วเย็นนี้ต้องแลกเวร (ยามเฝ้าแผ่นดิน 5555) ควงสองเวรคงมิไหว :? :? :?

แล้วนายเวรทราบรึยังว่าลุงเสกสำคัญไฉน??(เขาซึ่งเป็นคนนอกของการปฏิรูป)(....ไม่ควรใช้นักเลือกตั้งมาปฏิรูปเพราะมีผลได้ผลเสียโดยตรง)

แล้วจะเข้ามาวางเครดิตให้ลุงเสกอีกที........นายเวรอย่าให้ เค อาจารย์นิธิมากไป (แกก็ดีบางเรื่อง แต่แกว่งมากๆในบางเรื่อง!)
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Fri Jul 30, 2010 9:53 pm

หนูอ้อย wrote:
นายเวร wrote:ตามอ่านด้วยความระทึกในหทัยพลัน.... :D


แทบไม่ได้นอนเลยนะเนี่ย เด๋วเย็นนี้ต้องแลกเวร (ยามเฝ้าแผ่นดิน 5555) ควงสองเวรคงมิไหว :? :? :?

แล้วนายเวรทราบรึยังว่าลุงเสกสำคัญไฉน??(เขาซึ่งเป็นคนนอกของการปฏิรูป)(....ไม่ควรใช้นักเลือกตั้งมาปฏิรูปเพราะมีผลได้ผลเสียโดยตรง)

แล้วจะเข้ามาวางเครดิตให้ลุงเสกอีกที........นายเวรอย่าให้ เค อาจารย์นิธิมากไป (แกก็ดีบางเรื่อง แต่แกว่งมากๆในบางเรื่อง!)

ตัวอย่างหลายๆประเทศผมก็ได้เห็นการนองเลือด…มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก…
คงไม่มีใครมีความคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรแบบทันด่วนทันที
เพราะสังคมต้องค่อยเป็นค่อยไป
โลกหมุนรอบตัวเองยัง24ชั่วโมง การเปลี่ยนสังคมไม่ใช่จะทำง่ายๆเหมือนหมุนลูกตะกร้อ
…อย่างการปฎิรูปประเทศที่มีคณะกรรมการดังนี้……

รายชื่อคณะกรรมการปฎิรูปประเทศ
1. นายกฤษณพงศ์ กีรติกร
2. คุณหญิง กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
3. นายชัยอนันต์ สมุทวณิช
4. นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5. นายนิธิ เอียวศรีวงศ์
6. นายบัญชา อ่อนดำ
7. นางปราณี ทินกร
8. นายพงศ์โพยม วาศภูติ
9. นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์
10. พระไพศาล วิสาโล
11. นางรัชนี ธงไชย
12. นายวิชัย โชควิวัฒน์
13. นางวิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์
14. นายศรีศักดิ วัลลิโภดม
15. นายสมชัย ฤชุพันธุ์
16. นางสมปอง เวียงจันทร์
17. น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา
18. นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล
19. ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์
ที่เห็นๆอย่าง นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็นักการเมืองดีๆนี้เอง :(
ตามความเห็นผมและที่เขาพูดกัน ให้ทำไปพลางๆก่อน รอรัฐบาลใหม่ตัวแทนประชาชนมาทำไม่ดีกว่าหรือ
…ตัวแทนจากประชาชน อย่างน้อยๆก็ต้องทำเพื่อประชาชน งั้นไม่ได้เรื่องไม่เลือก
…ไม่รู้เขาคัดเลือกกันยังไงไม่ได้ติดตามเลยครับ ชงเองกินเองหรือเปล่าเพราะได้รับการแต่งตั้งจาก
นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คู่ขัดแย้งของเสื้อแดงที่กำลังมีมีปัญหากันอยู่ เขาส่งเข้าประกวดหรือเปล่า :?:
ส่วนลุงเสก โลโซ ซึ่งเป็นคนนอกของการปฏิรูป ไปมายังไงเอย :? …เสื้อแดงไม่ให้ราคาเขาคิดถูกหรือผิดครับ
...ติงเพื่อก่อประโยชน์นะครับ..ทั้งหมดนี้ตอบและเห็นต่างที่จารย์ถามมาหน้า17นะครับ
ผมคนอารมณ์อ่อนไหวไม่นิยมความรุนแรง :)
Last edited by นายเวร on Sat Jul 31, 2010 12:06 am, edited 2 times in total.


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Fri Jul 30, 2010 10:23 pm

นายเวร wrote:.... ว่าแต่นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล สามี คุณจิรนันท์ พิตรปรีชา

ทั้งสองท่านผมไม่ค่อยติดตามแกนานเเล้ว นับตั้งแต่อยู่ดีกินดี

ลูกเต้าไปเรียนเมืองนอกเมืองนาก็กลายเป็นอำมาตย์ จะลองอ่านดู

ไม่นึกถึงตอนเข้าป่าหาหน่อไม้บ้างเลยพอตัวอยู่สุขสบาย.....


"เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" จากบทสัมภาษณ์ใน ค.คนเฉพาะกิจ ก่อนหน้ารับเป็น กก.ปฏิรูปกล่าวว่า

เสกสรรค์ wrote:"ในสถานการณ์แบบนี้ การจะปรับสมดุลประเทศไทย คงต้องอาศัยตัวละครเพิ่มในเวทีการเมือง กระแสปฏิรูปบ้านเมือง ไม่ควรขึ้นต่อรัฐบาล แต่ควรเป็นกระแสภาคประชาชนช่วยกันขับเคลื่อน นำพา......แล้วก็เกาะติด เพื่อที่จะให้เกิดพลัง อย่างต่ำที่สุดก็คือเกิดเป็นพลังของความคิด จากนั้นมันจะแปรเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างไร ก็มาหารือกัน

ในเรื่องความคิดที่ต่างกัน เราควรมีพลังที่สามที่มาจากภาคประชาชนโดยตรง มาช่วยทำให้การแบ่งสีแบ่งขั้วมันเจือจางลง ผู้กุมอำนาจในปัจจุบัน จะนำเอาบทเรียนในอดีต ที่รัฐบาลทหารรบกับพคท.มาใช้บ้างก็ไม่น่าเสียหาย เราอย่าไปมองหยาบๆว่าเป็นความขัดแย้งชั้นเดียว..มันเป็นวิกฤตที่ซับซ้อนและสะท้อนภาพรวมของสังคมไทยมากกว่าที่คิด"


ขอแนะนำ สำหรับผู้ที่สนใจบทสัมภาษณ์เสกสรรค์ ลองหาตามแผง "ค.คน เฉพาะกิจ" ปกพาดหัวว่า "ก้าวข้ามความเกลียดชัง"
อ่านบทสัมภาษณ์เสกสรรค์ล่าสุด ก็รู้ได้ว่าลุงเสก "มองไกลไปถึงวันข้างหน้า วันที่ภาคประชาชนต้องเข้มแข็ง และพ้นร่มเงานักเลือกตั้ง" :!: :!: :!:

ต้นทุนของเสกสรรค์คือความเป็นผู้นำนักศึกษา 14 ตุลา 16 ที่รู้เรื่องภาคประชาชนดีเพราะทำงานวิจัยเรื่อง " บทบาทของการเมืองภาคประชาชน ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไทย " ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทุนปรีดี พนมยงค์ (มูลนิธิ 50 ปีแบงก์ชาติ) เมื่อปี 2545 โดยครั้งนั้นลุงเสกค้นคว้าเก็บรวบรวมข้อมูลผู้นำองค์กรภาคประชาชนจากเหนือจรดใต้เป็นเวลา 2 ปี มันจึงเป็นต้นทุนชั้นดีที่จะต่อยอดในการทำงานเพื่อบ้านเมืองครั้งนี้........

จงอย่าติเรือทั้งโกลน

และตามผลงานด้วยความระทึกในหทัยพลัน.......... :D

โปรดพิจารณา
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Fri Jul 30, 2010 10:36 pm

นายเวร wrote:ที่เห็นๆอย่าง นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็นักการเมืองดีๆ


ท่านไม่ได้ทำงานการเมืองแล้วค่ะ

และกรรมการส่วนใหญ่ที่ยกมาก็เป็นภาคประชาชน ไม่ก็เป็นเป็นอดีตข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีนักการเมือง

กรรมการปฏิรูปอีก 19 คน ประกอบด้วย

1.นายกฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตเลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา 2.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3.นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย 4.นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 5.นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน 6.นายบัณฑร อ่อนดำ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน 7.นางปราณี ทินกร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 8.นายพงศ์พโยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย 9.นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 10.พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต 11.นางรัชนี ธงไชย ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก 12.นายวิชัย โชควิวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.)13.นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 14.นายศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ 15.นายสมชัย ฤชุพันธ์ อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต และอดีต ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจและการคลัง 16นางสมปอง เวียงจันทร์ แกนนำชาวบ้านปากมูล 17.น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา อดีตผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน 18.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 19.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ประธานมูลนิธิชุมชนไทย

อันดับที่ 6 ในโพยของนายเวร คือ นายบัณฑร อ่อนดำ ที่ลอกมาไม่ถูกต้องนะจ๊ะ
Last edited by หนูอ้อย on Wed Aug 11, 2010 11:49 pm, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Fri Jul 30, 2010 10:40 pm

6. นายบัญชา อ่อนดำ = นายบัณฑร อ่อนดำ :)
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sat Jul 31, 2010 12:15 am

ประเทศที่เรากล่าวถึงมาแล้วล้วนมีความยุ่งเหยิงทางการเมือง และมีมหาอำนาจหรือชาติใกล้เคียงเข้ามาชักใยไม่ก็รุกราน เช่นเกาหลีก็เป็นคู่อาฆาตมากับทั้งจีนและญี่ปุ่น ในยุคเข้าสู่การขยายแนวคิดลัทธิก็อยู่ระหว่างการยื้อยุดแบ่งแยกโดยรัสเซีย-อเมริกา ส่วนสเปนอยู่ท่ามกลางการปลุกปั่นของอิตาลี+เยอรมนีฝ่ายหนึ่ง กับรัสเซีย+เม็กซิโกฝ่ายหนึ่ง เขมรก็มีอิทธิพลจีน ฝรั่งเศส และอเมริกาเข้ามายุ่มย่าม

สำหรับไทยในยุคสงครามเย็น อเมริกาเข้ามาใน พศ. 2493 ย้ำความเกลียดชังคอมมิวนิสต์ให้ขยายมากมาย ต่อมามีกลุ่มทหารหนุ่มในกองทัพที่เรียกว่า "ยังเติร์ก" ซึ่งแกนนำอยู่ใน จปร.7 เริ่มตั้งกลุ่มศึกษาอย่างจริงจัง และมีทหารแนวคิดก้าวหน้าเช่น พล.อ.หาญ ลีนานนท์นำความคิดใหม่มาเผยแพร่ในกองทัพ ทำให้ทหารมีแนวคิดประชาธิปไตยมากกว่ายุคก่อนๆ และเมื่อ พล.อ.เปรมได้เป็นนายกในวันที่ 3 มีนาคม เดือนถัดมา คือวันที่ 23 เมษายน 2523 จึงได้ประกาศนโยบาย 66/23 ขึ้นทันที

ทัพปลดแอกของคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยก็ได้รับการหนุนช่วยทางสากลจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน และลาว สหายนักศึกษาจากไทยเดินทางผ่านลาวเข้าจีนได้ ลาว ถือเป็น “แนวหลัง”ของเขตสู้รบ ทปท. ใช้เขตภูชี้ฟ้า เชียงราย (เขต 8 ) เป็นทางผ่านที่เดินทาง-ขนส่งสะดวกผ่านไปสู่แนวหลังในลาว เช่น R1-โรงพยาบาลใหญ่ที่อยู่ในลาว R2-สำนักแนวร่วม ที่เขาเอาคนดังๆ ไปกองไว้รวมกัน เช่น เกรียงกมล,วิสา (สมัยอยู่ป่ายุคนั้น) อาจตอนนี้ด้วยก็ได้ที่วิสาพร้อมเมียหายไปพอๆกะอดิศร(หมอแคน)

แต่จีนในปัจจุบันไม่มีท่าทีที่ครอบงำไทย เพราะการพ้นจากยุคสงครามเย็นแบบเก่าๆ ทำให้เรื่องพคท.กลายเป็นเรื่องหลงยุค และจีนก็รู้บทบาทหน้าที่เป็นอย่างดีในความเป็นมหามิตรต่อกันกับประเทศไทย

ท่าทีล่าสุดในเรื่องกรณีพระวิหาร จีนก็เป็นหนึ่งในสมาชิกองค์ประชุมมรดกโลกที่ออกความเห็นให้ยืดการพิจารณาออกไปทั้งๆที่มีข่าว(ไม่ยืนยัน)ว่าจีนมีการร่วมทุนกับบริษัทอัปสราที่เป็นเจ้าของสัมปทานการจัดการพื้นที่ "มรดกโลกปราสาทพระวิหาร" ราคา 4000 ล้าน?

หรือย้อนกลับไปเมื่อเดือน พค. 53 ที่มี crisis เกิดในไทย จีนก็แสดงความเป็น "มหามิตร" ไม่เคยก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศไทย แซงหน้าอเมริกาที่เล่นบทการทูต "ไม่ไว้หน้า"รัฐบาลไทย

ดังบทความของนักข่าวชื่อดัง Shawn W Crispin ชื่อ " US slips, China glides in Thai crisis" Jul 19 2010 ลิงก์ http://www.atimes.com/atimes/Southeast_Asia/LG20Ae01.html


เมื่อตอนที่นายเคิร์ต แคมป์เบลล์ (Kurt Campbell) ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้พยายามที่จะนำเอาพวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลไทย กับพวกคนใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเจรจาหารือกันระหว่างรับประทานอาหารเช้าร่วมกันกับเขาที่กรุงเทพฯในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าคณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ปฏิเสธไม่รับคำเชิญเพื่อการหารือในระดับสูงดังกล่าว




และผลคือทูต Eric G John โดนเด้ง ดังที่พวกเราที่เสรีไทยได้ติดตามข่าวกันอย่างกระชั้นชิด
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sat Jul 31, 2010 12:21 am

'สหรัฐฯ'ซวนเซแต่'จีน'บินฉิวในวิกฤตประเทศไทย (ตอนแรก)(ตอน 2-3 ตามได้ในเว็บผู้จัดการนะคะ)

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000100235

เมื่อมองการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐฯ-จีน เพื่อช่วงชิงขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในภาพมุมกว้างแล้ว พวกนักวิเคราะห์และนักการทูตต่างเชื่อว่า นโยบายการทูตแบบมุ่งผลเชิงปฏิบัติของปักกิ่ง ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจนในช่วงที่เกิดวิกฤตในประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ สามารถเก็บแต้มทำคะแนนได้เหนือกว่าวิธีของวอชิงตันที่ชอบเข้าแทรกแซงกิจการภายในมากกว่า สำหรับในเวลานี้ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะตกอยู่ในภาวะไร้เสถียรภาพอย่างยืดเยื้อ สหรัฐฯจึงกำลังหันมาขบคิดทบทวนอีกครั้ง เรื่องที่ต้องพึ่งพิงอาศัยไทย ในฐานะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รายสำคัญของตน อย่างไรก็ตาม เป็นที่กระจ่างชัดเจนว่า ถ้าหากจะเกิดสุญญากาศใดๆ ขึ้นมาจริงๆ จีนย่อมมีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะเข้ามาอุดช่องว่างดังกล่าว

*ข้อเขียนชิ้นนี้แบ่งเป็น 3 ตอน นี่คือตอนแรก *

กรุงเทพฯ – เมื่อตอนที่นายเคิร์ต แคมป์เบลล์ (Kurt Campbell) ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้พยายามที่จะนำเอาพวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลไทย กับพวกคนใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเจรจาหารือกันระหว่างรับประทานอาหารเช้าร่วมกันกับเขาที่กรุงเทพฯในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าคณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ปฏิเสธไม่รับคำเชิญเพื่อการหารือในระดับสูงดังกล่าว

พวกเจ้าหน้าที่ซึ่งทราบเรื่องการติดต่อทาบทามคราวนั้นเล่าว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย รู้สึกโกรธกริ้วความพยายามอย่างโจ่งแจ้งของวอชิงตัน ที่จะเข้ามาแทรกแซงความขัดแย้งซึ่งกำลังยกระดับความรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที ณ ช่วงจังหวะะเวลาที่กำลังเป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญยิ่งยวดเช่นนี้ โดยในที่สุดแล้ว แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อันเป็นกลุ่มประท้วงของพวกนิยม พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับแผนโรดแมปเพื่อความสมานฉันท์ของฝ่ายรัฐบาล ทั้งๆ ที่หนึ่งในข้อเสนอในแผนการนี้คือการให้สัญญาที่จะจัดการเลือกตั้งขึ้นมาก่อนกำหนด จากนั้นอีกหลายๆ วันต่อมา ฝ่ายทหารก็ได้ตอบโต้ด้วยการใช้กำลังขั้นเด็ดขาดในการสลายการชุมนุมประท้วงของพวก “เสื้อแดง”

ภายหลังการปราบปรามและกรุงเทพฯกลับคืนสู่ภาวะค่อนข้างสงบเรียบร้อยแล้ว นายอภิสิทธิ์ได้จัดส่งผู้แทนพิเศษ คือ นายเกียรติ สิทธีอมร ไปยังกรุงวอชิงตัน เพื่อแสดงการต่อว่าต่อขานที่มีลักษณะเชิงการทูตมากขึ้น รวมทั้งเพื่อกระตุ้นเตือนวอชิงตันให้ยับยั้งถอยห่างอย่าคิดที่จะเป็นตัวกลางในความขัดแย้งนี้อีก โดยที่เจ้าหน้าที่ไทยหลายรายยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นกิจการที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย ทว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นนักโทษผู้ถูกตัดสินว่ามีความคิดทางอาญาไปแล้ว กำลังพยายามที่จะทำให้มันกลายเป็นเรื่องระดับนานาชาติ ด้วยหวังจะให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเขาเองเท่านั้น

“เราเป็นเพื่อนและเป็นพันธมิตรกันมาเก่าแก่ยาวนานถึง 177 ปีแล้ว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่มีความหมายมาก” นายเกียรติกล่าวกับเอเชียไทมส์ออนไลน์ระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษ “จุดยืนของสหรัฐฯอยู่ในลักษณะเช่นนี้เสมอมา คือถ้าเราขอความช่วยเหลือและความสนับสนุน พวกเขาก็จะยื่นมือให้ความช่วยเหลือเรา แต่มันยังจะต้องขึ้นอยู่กับเราด้วยว่าจะขอหรือไม่ และตอนนี้เรายังไม่ทันได้ขอเลย … ผมเข้าใจดีว่าสหรัฐฯมีเจตนาดี แต่ทว่าบางทีมันก็ดูจะเป็นการขาดความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง”

**การทูต2แบบแข่งขันชิงชัยกัน**

การปะทะคารมทางการทูตพอหอมปากหอมคอคราวนี้ เป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นถึงสภาพของความไม่ค่อยแน่นอนและยังคงพลิกพลิ้วไปมา ระหว่างคู่พันธมิตรที่มีการทำสนธิสัญญาผูกพันกันอย่างยาวนาน และการผงาดก้าวขึ้นมาในภูมิภาคแถบนี้ในระยะไม่นานมานี้ของประเทศจีน เมื่อมองการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯกับจีนเพื่อช่วงชิงอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในภาพรวมแล้ว พวกนักวิเคราะห์และนักการทูตต่างเชื่อว่า นโยบายการทูตแบบมุ่งผลเชิงปฏิบัติ (pragmatic diplomacy) ซึ่งปักกิ่งใช้อยู่ตลอดช่วงที่เกิดวิกฤตในประเทศไทยระยะหลังๆ นี้ สามารถเก็บแต้มทำคะแนนได้มากกว่าวิธีแบบค่อนข้างเป็นนักแทรกแซง (interventionist approach) ของฝ่ายวอชิงตัน

ขณะที่จีนมีอิทธิพลทางการทูตอย่างสำคัญเหนือพวกประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา, ลาว, และพม่า มาระยะหนึ่งแล้ว ทางฝ่ายสหรัฐฯก็พยายามรักษาความผูกพันทางยุทธศาสตร์อันแข็งแกร่งที่มีอยู่กับประเทศไทย โดยที่ในอดีตสหรัฐฯก็ได้เคยเข้าแทรกแซงในการเมืองภายในของไทยอยู่บ่อยครั้ง พูดได้ว่า ความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-ไทยดังกล่าวนี้ ได้ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดในระหว่างช่วงสงครามเย็น หลังจากนั้นความสัมพันธ์ก็อยู่ในอาการล่องลอยไปมา ในเมื่อปราศจากสิ่งที่เป็นภัยคุกคามทางยุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างชัดเจนเสียแล้ว ขณะเดียวกัน ประเทศทั้งสองยังเกิดกรณีพิพาทในเชิงพาณิชย์หลายครั้งหลายคราอีกด้วย เป็นต้นว่า การต่อสู้กันในประเด็นปัญหาเรื่องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา เหล่านี้ได้ทำให้สายสัมพันธ์ของสหรัฐฯกับไทยอยู่ในอาการตึงเครียดอยู่เป็นระยะ (ดูเรื่อง When allies drift apart, Asia Times Online, February 14, 2009)

จีนได้ค่อยๆ ฉวยใช้ประโยชน์จากอาการล่องลอยไปมาดังกล่าวอย่างเงียบๆ และเมื่อมาจนถึงเวลานี้ก็อยู่ในสภาพที่กำลังแข่งขันแบบลึกๆ ทว่าเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ กับสหรัฐฯ เพื่อการมีอิทธิพลต่อประเทศไทย ทั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จีนผู้หนึ่ง ซึ่งพูดกับเอเชียไทมส์ออนไลน์โดยขอไม่ให้เปิดเผยชื่อ ระบุว่าสหรัฐฯนั้น “ทำความผิดพลาดด้วยความหุนหัน” จากการเข้าไปแทรกแซงอย่างโจ่งแจ้งถึงขนาดนั้น ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงหลังๆ พร้อมกันนั้น เขาก็ยกย่องสถานเอกอัครราชทูตของเขาเอง ซึ่งกำลังใช้ท่าทีที่นุ่มนวลกว่าต่อวิกฤตดังกล่าวนี้

อิทธิพลเบื้องหลังฉากของสหรัฐฯในเหตุการณ์คราวนี้ ได้ถูกเปิดเผยออกมาทีแรกสุดเมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีของไทย แถลงตอนต้นเดือนมีนาคมว่า เขาได้รับข่าวกรองจากทางวอชิงตันซึ่งเตือนให้ระมัดระวังให้ดีว่า การชุมนุมประท้วงที่ในตอนนั้น นปช.กำลังเตรียมที่จะจัดขึ้นมา อาจจะมีการก่อเหตุวินาศกรรม (จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในภายหลัง ก็ได้กลายเป็นการยืนยันว่าการทำนายนี้มีความถูกต้อง) พวก นปช.ตอบโต้ด้วยการจัดการเดินขบวนไปชุมนุมเป็นเวลาสั้นๆ ที่บริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ โดยพวกเขายืนยันว่าพวกเขาเป็นขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ต่อสู้อย่างสันติ ทว่าในเวลาต่อมามีนักการทูตสหรัฐฯหลายคนทีเดียว ได้กล่าวหาพวกผู้นำ นปช.ว่า ทำการสะสมอาวุธเอาไว้ในสถานที่ชุมชนประท้วงของพวกเขา

น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.ผู้หนึ่ง ที่เวลานี้ถูกคุมขังโดยถูกตั้งข้อหาว่ามีพฤติการณ์ก่อการร้ายด้วย ได้เคยบอกกับเอเชียไทม์ออนไลน์ก่อนที่ฝ่ายทหารจะเข้าทำการปราบปรามในวันที่ 19 พฤษภาคมว่า “ถ้าหากสหรัฐฯตีความทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ด้วยความตั้งอกตั้งใจระมัดระวังเพิ่มขึ้นแล้ว พวกเขาก็จะพบเห็นหลักฐานที่แท้จริง” อย่างไรก็ดี เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี้เอง สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯได้ปฏิเสธไม่ยอมรับหนังสือจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องพัวพันกับ นปช. หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯพิจารณาทบทวนญัตติที่ทางสภาผ่านออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นพ้องกับแผนการสมานฉันท์ของนายอภิสิทธิ์

ขณะที่สหรัฐฯได้พยายามดำเนินการในสิ่งที่ทำให้พวกที่อยู่ในความขัดแย้งของไทยทั้งสองข้างต่างเกิดความรู้สึกโกรธกริ้ว จีนกลับมุ่งรักษานโยบายของการไม่เข้าแทรกแซงในกิจการที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของผู้เป็นพันธมิตร ดังที่นักการทูตจีนคนดังกล่าวข้างต้นระบุว่า ปักกิ่งได้ส่งสัญญาณที่จะผูกพันทางเศรษฐกิจกับกรุงเทพฯให้มากขึ้น ด้วยการกลายเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ และด้วยการส่งเสริมการค้าระหว่างกัน ซึ่งในไตรมาสแรกนี้ได้พุ่งขึ้นถึง 70% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว

“ผลประโยชน์ของเราและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเรา ต่างก็กำลังมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิมทั้งนั้น เราเองมองเห็นว่าการแข่งขันกันระหว่างพวกอภิมหาอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์นะ” นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาลกล่าวให้ทัศนะ พร้อมกับแจกแจงต่อไปว่า “สหรัฐฯมีเดิมพันสูงในประเทศไทย ดังนั้นพวกเขาจึงมีความกระตือรือร้นในการมุ่งติดตามรักษาผลประโยชน์ของพวกเขา … แต่ทางฝ่ายจีนมีความกระตือรือร้นน้อยกว่า และใช้วิธีการที่เป็นแบบทางอ้อม ทว่าการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันหรอก” เขาบอกด้วยว่า สายสัมพันธ์จีน-ไทยกำลัง “เต็มไปด้วยพลังและมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นทุกที” และ “จีนคำนึงถึงผลในทางปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่งในการเสาะแสวงหาข้อมูลข่าวสารและในการแสดงปฏิกิริยาตอบโต้”

สหรัฐฯกับไทยได้จัดการฝึกร่วมทางทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียเป็นประจำทุกปี โดยรู้จักกันในนาม คอบราโกลด์ (Cobra Gold) นอกจากนั้น เมื่อปี 2003 ประเทศไทยยังได้รับการยกฐานะจากสหรัฐฯขึ้นเป็น “พันธมิตรสำคัญนอกนาโต้(องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ)” (major non-NATO ally) ฐานะดังกล่าวนี้ทำให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือต่างประเทศและความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อการซื้ออาวุธด้วย การยกฐานะดังกล่าวนี้ถูกมองกันอย่างกว้างขวางว่า คือการให้รางวัลแก่ประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือแก่การดำเนิน “สงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะการก่อการร้าย” ในขอบเขตทั่วโลกของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ประเทศไทยได้อนุญาตให้สหรัฐฯสามารถเข้าไปใช้ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา เพื่อการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงให้บรรดาเครื่องบินซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจอันเกี่ยวกับการทำสงครามของสหรัฐฯในอิรักและในอัฟกานิสถาน กรุงเทพฯยังยินยอมให้สหรัฐฯสามารถเข้าใช้สถานที่ทางทหารลับๆ เพื่อใช้เป็นที่เก็บตัวและกักขังบุคคลผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งจับกุมมาได้จากการรณรงค์ทำสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน โดยที่มีอยู่อย่างน้อยกรณีหนึ่งซึ่งผู้ต้องสังสัยยังถูกพวกเจ้าที่สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ทำการทรมานอีกด้วย ทั้งนี้ตามรายงานการให้ปากคำต่อรัฐสภาสหรัฐฯ (ดูเรื่อง US and Thailand: allies in torture, Asia Times Online, January 25, 2008.)

แต่ในเวลาเดียวกันนี้ ประเทศไทยก็ได้ค่อยๆ ขยายความสัมพันธ์ระหว่างทหารต่อทหารกับประเทศจีนด้วย โดยที่มีโครงการความริเริ่มร่วมกันใหม่ๆ เริ่มต้นขึ้นมาในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนที่อ้างอิงไว้ข้างต้น ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีการฝึกร่วมกองกำลังรบพิเศษใน 3 ประเภทด้วยกัน อีกทั้งมีกำหนดการที่จัดการฝึกร่วมทางนาวีครั้งแรกในช่วงต่อไปของปีนี้

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯผู้หนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ไทยไม่ขอรับเงินที่จีนจะชำระสำหรับการเข้าฝึกร่วมเหล่านี้ของฝ่ายตน ขณะที่สหรัฐฯควักกระเป๋าออกค่าใช้จ่ายสำหรับการฝึกร่วมคอบราโกลด์ที่มีหลายชาติเข้าร่วม และมีค่าใช้จ่ายมากมายหลายด้านกว่าและแพงกว่าการฝึกร่วมของจีนมาก (จีนเองก็รักษาฐานะการเป็นผู้สังเกตการณ์ของการฝึกร่วมคอบราโกลด์เอาไว้เรื่อยมานับตั้งแต่ปี 2008) แต่ขณะที่การแลกเปลี่ยนร่วมการฝึกของฝ่ายจีนยังมีขนาดและขอบเขตค่อนข้างเล็กมาก การเกิดการฝึกเช่นนี้ขึ้นมา โดยนัยแล้วย่อมกลายเป็นการทำลายสมมุติฐานในยุคสงครามเย็นประการหนึ่ง และก็เป็นสมมุติฐานสำคัญซึ่งอยู่เบื้องหลังสายสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-ไทย นั่นคือความเชื่อที่ว่า จีนมีศักยภาพที่จะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคแถบนี้และของประเทศไทย
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sat Jul 31, 2010 9:07 am

นายเวร wrote:"หลังเปลี่ยนโครงสร้างของสังคม"แต่ตามความคิดผมมันไม่ควรที่ว่าจะไล่ตะเพิดอย่าง จารย์ว่าหรอก แค่พากันคิดความเสียหายเสียเลือดเนี้ออย่างใหญ่หลวงตามมาแน่นอน เพราะรากฐานประเทศเราอยู่ที่ตรงนั้น แค่เปลี่ยนตรงไหนที่เสื้อแดงเขามองว่าไม่ยุติธรรมสำหรับเขาก็พอแล้ว………………….
มันถึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนผ่านโดยสันติไงครับ


นายเวร wrote:ตัวอย่างหลายๆประเทศผมก็ได้เห็นการนองเลือด…มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก…
คงไม่มีใครมีความคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรแบบทันด่วนทันที เพราะสังคมต้องค่อยเป็นค่อยไปโลกหมุนรอบตัวเองยัง24ชั่วโมง การเปลี่ยนสังคมไม่ใช่จะทำง่ายๆเหมือนหมุนลูกตะกร้อ



ดูเหมือนนายเวรยอมรับ "การเปลี่ยนผ่านที่ไม่รุนแรง" ใช่ไหม (จะบันทึกไว้เป็นครั้งที่ ๒ ค่ะ :) )

โปรดพิจารณา

และเรื่องแมวจับหนูของพี่ zereza มีข้อมูลมาโต้ยังจ๊ะ อยากฟังความเห็นนายเวรก่อนที่จะไปเที่ยวประเทศจีนกันค่ะ. . . .



zereza wrote:อ้อ แล้วก็คุณเวรครับ ไหนๆก็ไหนๆ ฝากวิจารณ์ข่าวนี้ด้วยนะครับ แมวสีไหนก็จับหนูได้ที่ท่านว่าน่ะครับ

ตะลึง ร้อยละ 90 ของ เศรษฐีพันล้านของประเทศจีน เป็นลูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูง!
Posted by พิสุทธิ์ , ผู้อ่าน : 131 , 18:38:17 น.
หมวด : ต่างประเทศ
พิมพ์หน้านี้

ตาม ผลการวิจัย ปรากฎว่าร้อยละ 90 ของ เศรษฐีพันล้านของประเทศจีน เป็นลูกของข้าราชการระดับสูง ในประเทศจีนมีลูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงประมาณ 2,900 คน มีทรัพย์สินรวมกันถึง 2 ล้าน ๆ หยวน หรือ 10 ล้าน ๆ บาท ธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็น 5 ด้านคือ การเงิน การค้าต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ โครงการขนาดใหญ่และการค้าหลักทรัพย์ โดยถ้าไม่ได้เป็นเจ้าของเอง ก็เป็นผู้บริหารในกิจการนั้น ๆ มีรายงานว่า คนจีน 27,310 คนมีทรัพย์สินมากกว่า 50 ล้านหยวน และ 3,220 คน มีทรัพย์สินมากกว่า 100 ล้านหยวน และในส่วนหลังนี้ ปรากฎว่า 2,932 คนจาก 3,220 คนนั้น เป็นลูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเอง! โดยกระจาย อยู่ใน กวงดอง 1,566 คน ซีเจียง 462 คน เซี่ยงไฮ้ 225 คน ปักกิ่ง 195 คน เจียงซู 172 คน ซันดอง 140 คน ฟูเจียน 92 คน และ เลียโอนิง 79 คน

ความ ร่ำรวยมหาศาลของเศรษฐีพันล้าน หมื่นล้านของเศรษฐีเหล่านี้ ส่วนใหญ่ เป็นกิจการสีเทา ๆ เช่นการรับค่าดำเนินการจากการลงทุนจากต่างประเทศ การนำเข้าสินค้าไปขายในราคากำไรเกินควร การส่งสินค้าออกชนิดที่ผูกขาด การขายที่และพัฒนาที่ดินโดยใช้เงินธนาคาร การขายสินค้าหนีภาษี การใช้สิทธิทำโครงการขนาดใหญ่ เช่นทางด่วน ทางรถไฟฟ้า ตลอดจนการผูกขาดตลาดหลักทรัพย์ และการใช้ข้อมูลตลาดฯ โดยผิดกฎหมาย การลักลอบนำเข้ารถยนต์แบบผิดกฎหมายปีละ 30,000 ถึง 40,000 คัน เป็นต้น

ตัวอย่าง เช่น โครงการพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ที่สุด 12 โครงการในกวงดอง เป็นของลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูง, ในเจียงซู ลูกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นเจ้าของโครงการระดับใหญ่ที่สุด 22 โครงการ และเป็นผู้รับเหมาโครงการใหญ่ที่สุด 15 รวมทั้งโครงการ ร้อยละ 85 ของโครงการทางด่วนสัมปทานเป็นของลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูง และในเซี่ยงไฮ้ 9 ใน 10 โครงการต่าง ๆ ที่ใหญ่ที่สุด เป็นของลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสิ้น เป็นต้น

ปัจจุบัน ประเทศจีนมีเศรษฐีเงินล้าน (คือไม่ใช่ 50 หรือ 100 ล้าน) อยู่ประมาณ 340,000 คน โปรดใช้ข้อมูลด้านบนแล้วไปนับเอาเองว่า เป็นลูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงซักกี่คน

อ่านดูแล้ว ประเทศจีน มีบางอย่างเหมือนประเทศอะไรก็ไม่รู้อ่ะ?
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Sat Jul 31, 2010 8:56 pm

Image
เละตุ้มเป๊ะ ต่อไป เอาให้แน่
ผูกหรือแก้ ปัญหา น่าฉงน
มันเป็นเรื่อง ของสิทธิ์ ชีวิตคน
ทำสับสน กันใหญ่ ให้ด่าทอ....

ถูกกระชับ พื้นที่ เจอดีแล้ว
คงไม่แคล้ว ถูกถีบ อาชีพหมอ
บริหาร แบบจัญไร ไม่ต้องรอ
เดือดให้พอ จะขอดู อยู่ไกลไกล....

เพราะผู้นำ บางคน ทำป่นปี้
เรื่องอัปรีย์ ทั้งนั้น มันยัดใส้
ผลประโยชน์ ล้วนล้วน ยั่วยวนใจ
เลวต่อไป เอาให้พอ จะรอดู....
3 บลาประเทียม และ 1 บอ เสรีไทย


เศรษฐกิจเงินทองมึนตืบเลย :roll: แต่ผมเคยอ่านหนังสือ
รู้ทันทักษิณ :shock: ของ เจิมสากเล่มเหลืองๆ
..แฟนคลับทักจี้ เหมือนกันนะ… :lol:
มีอาจารย์ท่านหนึ่งจำชื่อไม่ได้ในนั้น เขียนเกี่ยวกับ
กลุ่มธุรกิจผูกขาด (ทุนเก่า) ที่หากินกับเมืองไทยมาช้านาน
เช่นสัมปทาน หลายบริษัท ตั้งแต่สมัยโน้นนน :o
…ไม่แย้งแต่มีข้อมูล…วันหลังอาจจะนำมาลงใน rep นี้...
จารย์เขียนต่อเลยครับ ถ้ามีข้อมูลแย้งให้ศิษย์จะดีมากๆ…แหะๆ :D


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sat Jul 31, 2010 11:24 pm

ปูพื้นเรื่องนโยบายจีนปัจจุบันที่มีต่อไทย (ในแง่ปฏิบัติ) ผ่านบทความชื่อ "US slips,China glides in Thai crisis" ของ Shawn W Crispin มาแล้ว เรื่องการทูตบางทีต้องใช้ตึความเพื่อหาความหมายที่ซ่อนใน "สาร" นั้น จีนคงไม่มาบอกตรงๆว่า "คุณคือมหามิตร" แต่มหาอำนาจอย่างจีนในยามที่บ้านเมืองของไทยเรามีวิกฤตินั้น "เขาจะบอกเราด้วยการปฏิบัติของเขา"

วันนี้เราจะไปจีนกันอย่างไม่เคร่งเครียดนัก ขอเริ่มที่ประธานพรรคเลยนะคะ.......

เหมาเจ๋อตุงเกิดมาเป็นลูกชาวนา เรียนหนังสือก็ด้วยความยากลำบาก สิ่งแวดล้อมตอนวัยเด็กยิ่งทำให้ร่ำเรียนศึกษาไม่ได้ง่าย ๆ อาศัยที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ อ่านมันทุกอย่างที่ขวางหน้า และพอโตขึ้นมาก็ไปทำงานเป็นบรรณารักษ์ในปักกิ่ง ยิ่งทำให้อ่านหนังสือได้มากเข้าไปอีก ตอนไปเป็นครูก็เหมือนกัน อ่านไว้เยอะ ใครเคยเห็นรูปถ่ายในห้องนอนของเหมาเจ๋อตุง ก็จะเห็นว่าบนเตียงมีหนังสือวางกองอยู่ครึ่งหนึ่งของเตียง รอบเตียงก็เต็มได้ด้วยหนังสือและตู้หนังสือ

สิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมเหมาเจ๋อตุงให้มีมุมมองที่ละเอียดและลึกซึ้งในสังคมจีนอย่างแตกฉาน จนทำให้นำลัทธิมาร์กซมาปรับใช้เพื่อสร้างกองทัพแดงได้อย่างชนะใจคนจีนทั้งประเทศ ไม่ว่าขุนนาง โจร ผู้ดีหรือไพร่ เหมาเจ๋อตุงไปไหนก็มาเข้าร่วมหมด

"Class struggle, some classes triumph, others are eliminated. Such is history, such is the history of civilization for thousands of years. To interpret history from this viewpoint is historical materialism; standing in opposition to this viewpoint is historical idealism." - เหมาเจ๋อตุง

เอามาฝากเป็นคำแปลจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษห้วน ๆ แบบดั้งเดิมอย่างนี้ล่ะ ยกภาษาจีนมาเป็นภาษาไทยตรงนี้ก็จบกันพอดี เพราะไม่รู้จะเขียนเป็นภาษาไทยให้มันเพราะ ๆ เป็นกวีได้ยังไง ฝากให้ท่านอื่นช่วยกันหน่อย ไม่รู้ว่าเขามีแปลเป็นไทยกันไว้ก่อนหรือเปล่าบทนี้

นายกโจวเอินไหลก็เรียนจบมาจากโรงเรียนนายร้อยของก๊กมินตั๋ง แต่ทำงานให้เหมาเจ๋อตุงตั้งแต่ยังรบกันตามป่าเขาจนกระทั่งตายจากกันไปหลังจากตั้งประเทศกันได้แล้ว

มี 3 อย่างที่คนจีนพูดถึงโจวเอินไหลตอนตาย คือ ไม่มีเงินในบัญชีส่วนตัวสักบาท ลูกไม่มี ตายแล้วเผาเป็นขี้เถ้า เรียกว่าไม่เคยเอาอะไรเป็นของตัวเอง ขนาดตายแล้วยังไม่มีอะไรเหลือ ไม่ต้องมีฮวงซุ้ย มีแต่ความเสียสละให้กับประเทศชาติตลอดชีวิต จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ก็มีส่วนทำให้จีนเปิดประเทศได้ เพราะตอนโจวเอินไหลตาย แรก ๆ ไม่มีงานศพ มีรถขนศพวิ่งผ่านถนนฉางอันหน้าเทียนอันเหมินเงียบ ๆ คนจีนเห็นแล้วรับไม่ได้ ออกมาประท้วงแก็งค์ออฟโฟว์ จนทำให้เติ้งเสี่ยวผิงเพื่อนซี้โจวเอินไหลออกมาใช้อำนาจโค่นล้มทั้งสี่คนนั้นได้ เพราะคนจีนสนับสนุนเติ้งเสียวผิงด้วยความแค้นแก๊งค์ออฟโฟว์ในกรณีโจวเอินไหล และนำไปสู่การมีอำนาจเต็มของเติ้งเสี่ยวผิงจนกระทั่งเปิดประเทศจีนได้ในที่สุด

เหมาเจ๋อตุงไม่ได้รบด้วยปืน แต่รบด้วยคำพูดและปากกา เพราะคำพูดและปากกาของเหมาเจ๋อตุงนั้นมีอิทธิพลต่อจิตใจของทหารกองทัพแดงทั้งหมด ให้ไปทางซ้ายก็ไปทางซ้าย ให้ไปทางขวาก็ไปทางขวา ให้ไปเดินทางไกล ๆ ย้ายที่มั่นจากทางใต้ขึ้นไปทางเหนือก็ไปกันเป็นแสนคน ตายไปในระหว่างทางถึง 60,000 - 70,000 คนแต่กองทัพทั้งกองก็ยังมีระเบียบวินัย

ใครไม่เคยเดินทางตามเทือกเขาสูงในจีนไกล ๆ นั้นไม่เข้าใจหรอก สูงตลอดแนว 4,000 - 6,000 เมตร ผ่านหิมะ น้ำแข็ง ติดลบ 30 องศา ที่สำคัญคือส่วนใหญ่อากาศมันชื้นด้วย ไม่ใช่หนาวแห้ง ๆ มันทรมานสุด ๆ เหนื่อยก็เหนื่อยสุด ๆ เพราะไม่ได้เดินทางแนวราบตลอดเวลา อาหารการกินก็ห่วยแตก เพราะพื้นที่แถบนั้นไม่ได้ปลูกอะไรก็ขึ้นได้หมดเหมือนเมืองไทย ข้าวผสมถั่วกับหมูสามชั้นที่เหมาเจ๋อตุงชอบกินนั้นหากใช้เป็นเสบียงจะรู้สึกอร่อยไปด้วยเหมือนกัน ส่วนบะหมี่ทำเองของชาวบ้านตามข้างทาง นึกว่าจะอร่อยเหมือนมาม่าหรือยำยำ ที่ไหนได้ เย็นเฉียบแข็งกระด้างและจืดชืดเหมือนกินกระดาษทิชชู่แช่แข็ง

เส้นทางถอยทัพไปตั้งหลักนั้นเป็นครึ่งวงกลม จากเมืองก้านโจว (Ganzhou) ในมณฑลเจียงสี (Jiangxi) ไปยังเมืองเหยียนอัน (Yan'an) ในมณฑลชานซี (Shaanxi) ระยะทางหมื่นกว่ากิโล ใช้เวลาปีกว่านิด ๆ อ้อมจากตอนใต้ทางตะวันออก ผ่านไปทางตะวันตกตอนกลางแล้วขึ้นไปทางเหนือ

พวกชื่อเมืองที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษนั้นมันไม่ใช่ภาษาอังกฤษ แต่เป็น pinyin คนไทยเรามักจะออกเสียงไปตามภาษากวางตุ้งที่เราคุ้นเคยจากคนเชื้อสายจีนในเมืองไทย แต่เวลาไปคุยกับคนจีนแผ่นดินใหญ่แล้วเขาฟังไม่รู้เรื่อง ที่เขียนกำกับไปให้เป็นภาษาไทยนั้นเป็นไปตามเสียงในภาษาฮั่น ยกตัวอย่างเช่น "เล่าปี่" "ซือหงอคง" กับ "เจียงไคเช็ค" พูดให้ตายคนจีนเขาก็ไม่รู้จัก ต้องออกเสียงว่า "หลิวเป่ย" "ซุนอู๋คง" กับ "เจี๋ยงเจ้ฉือ" เขาถึงจะเข้าใจ ปักกิ่ง ก็คือ เป่ยจิง เป่ยแปลว่าทิศเหนือหรือทางเหนือ จิงแปลว่าเมืองหลวง ก๊กมินตั๋งไม่มี มีแต่กั๋วหมินตั๋ง

หรืออย่าง “ขงเบ้ง" คนจีนไม่รู้จัก ไล่กันไปไล่กันมา อ้อ “คงเมง” หรือ “จูเก๋อเหลียง”

เรื่องราชวงศ์ต่างๆของจีนนี่มีหลายราชวงศ์ที่สืบทอดกันมา ให้ไปหาอ่านได้จากลิงก์ของผู้จัดการโดยเริ่มจาก "มุมจีน" ตามนี้นะคะ

http://www.manager.co.th/China/ViewBrowse.aspx?BrowseNewsID=6522&Page=1


เราเริ่มกันที่ราชวงศ์ชิงเลย (ย้อนไปถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนจีนก็คงไม่ไหว 555 ไปอ่านเองละกัน)
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=4659545266031

ราชวงศ์ชิงเละเทะ พวกขุนศึกทั้งหลายก็มั่วซั่ว หนังสือเล่มที่บรรยายเหตุการณ์ในช่วงนั้นได้ดีที่สุดคือ อัตชีวประวัติของจักรพรรดิ์ปูยี (จักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของจีนซึ่งทรงบันทึกเอง)

หนังสือเล่มนี้ใช้ได้ดี แต่ดีแค่ครึ่งแรก ครึ่งหลังปูยีเขียนเหมือนหลับหูหลับตาเชิดชูพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเดียว ถ้าคุณเป็นปูยีก็คงเขียนอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่งั้นก็ไม่รอด เหมือนที่เหมาเจ๋อตุงพูดไว้ว่า "มีชายคนหนึ่งเคยเป็นจักรพรรดิ เราไว้ชีวิตเขา และเปลี่ยนแปลงเขาให้เป็นสามัญชน นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ใช้ได้กับทุกคน" ดูสิ ขนาดเอ่ยชื่อปูยีสักนิดก็ไม่มีและปูยีก็ไม่เคยมีโอกาสได้พบเหมาเจ๋อตุงแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายตายไปในเวลาใกล้ ๆ กัน

อีกเล่มหนึ่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่ก็ยังนับว่าใช้ได้ คือ Twilight in the forbidden city โดย Reginald Johnston อาจารย์ฝรั่งของปูยีตอนเด็ก ๆ ที่บอกว่าใช้ได้แต่ไม่ค่อยดีเพราะแกเป็นฝรั่ง วัฒนธรรมจีนลึก ๆ บางเรื่องแกก็ต้องเดาเอาบ้าง ตีความเอาบ้าง เหมือนคนไทยนั่นล่ะ บางทีบอกว่าได้แปลว่าไม่ได้ บางทีทำหน้ายิ้ม ๆ แต่หมายความว่ากูกำลังจะเตะมึง

หนังสืออื่น ๆ ที่เขียนไว้เยอะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช่วงนี้ก็เป็นหนังสือเรียนของจีน มีทุกฉาก แต่ก็เป็นลักษณะสรุปและชี้นำเรื่องราว ไม่ใช่หนังสือชั้นต้นเหมือนสองเล่มนั้นแต่ทั้งหมดนี้ก็ยังดีกว่าหนังเรื่อง The Last Emperor ซึ่งไม่มีรายละเอียดเท่ากับหนังสือ

พูดถึงปูยีนี่คนจีนเขาเฉย ๆ กัน คือมีความรู้สึกกระอักกระอ่วน ยังไงเขาก็เป็นจักรพรรดิ์องค์สุดท้าย แต่พอยอมไปเป็นจักรพรรดิ์หุ่นเชิดให้ประเทศจัดตั้งใหม่โดยญี่ปุ่นในแผ่นดินจีนชื่อประเทศแมนจูเพราะความอยากเป็นจักรพรรดิ์อีกครั้งของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่มันก็ยังอยู่ในแผ่นดินจีนแถบทางตงเป่ย (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ซึ่งปูยีเคยเป็นจักรพรรดิ์จีนทั้งประเทศมาก่อน เขาก็เลยหมดความรู้สึกกัน ในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามายึดดินแดนแถบนั้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองแล้วก็ตั้งปูยีเป็นจักรพรรดิ์นั้น มีไม่กี่ประเทศในโลกให้การรับรองประเทศแมนจู แต่หนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ซึ่งโดนญี่ปุ่นบุกและจอมพล.ป. ก็กลับลำสั่งหยุดยิงและเอากับญี่ปุ่นไปด้วยเพราะความบ้าอำนาจและมองเห็นช่องทางที่จะทำให้ตัวเองเป็นใหญ่ระดับ Region ถ้าตามญี่ปุ่นไป อังกฤษตัวแสบก็มีข้ออ้างมาไถเงินเราไปอีกเยอะเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ก่อนหน้านั้นเราก็โดนญี่ปุ่นบังคับให้พิมพ์แบงก์ไปให้ใช้จนอ่วม ยังไม่นับที่ใช้กันจนแทบเกลี้ยงท้องพระคลังในสมัยรัชการที่ 6 ก่อนหน้านั้นไม่นานอีก

ช่วงราชวงศ์ชิงตั้งแต่ประมาณก่อนล่มสัก 50 ปีเรื่อยมาจนถึงปูยี จีนน่าสงสารมาก ถูกฝรั่งปู้ย่ำปู้ยีเละเทะ วังฤดูร้อนเก่า (Yuanmingyuan หยวนหมิงหยวน) ถูกเผาและปล้นสะดมไปเรียบโดยฝรั่งหลาย ๆ ชาติ อเมริกายังเอากับเขาด้วยเลย แต่ตัวแสบที่สุดก็คือขาประจำฝรั่งเศสกับอังกฤษ ที่มันทำเหี้ย ๆ ไว้กับบ้านเราเหมือนกัน เป็นตัวนำเข้าไปเผาจนเหลือแต่กองอิฐ

เละเทะและรบกันเองอยู่พักใหญ่ทั้ง ๆ ที่พวกฝรั่งก็ยังรุกรานอยู่ในแผ่นดิน จนราชวงศ์ชิงถูกโค่นเปลี่ยนเป็นจีนประชาธิปไตยโดยดร. ซุนยัดเซ็น หลังจากที่หยวนซื่อไข่ ผู้ที่ทรยศทั้งปูยีและดร. ซุนยัดเซ็นตั้งตนเป็นจักรพรรดิ์อยู่ได้ยี่สิบกว่าวันแล้วก็ตายไปเฉย ๆ คนจีนบอกว่าเป็นอาถรรพ์ จักรพรรดิ์จีนไม่ได้เป็นกันได้ง่าย ๆ ดร. ซุนยัดเซ็นกับเหมาเจ๋อตุงไม่ได้ตั้งตนเป็นจักรพรรดิ์ สวรรค์จึงไม่ว่าอะไร

ที่น่าเศร้าที่สุดอีกเรื่องในช่วงนี้ก็คือ กบฏไท่ผิง กบฏนักมวย ชาวจีนออกมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านฝรั่ง ราชวงศ์ชิงก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ แอบสนับสนุนและปล่อยให้ชาวจีนตีฝรั่งจนซวนเซ แต่พอรวมตัวกันได้มาก ๆ ราชวงศ์ชิงกลับกลัวพวกชาวจีนด้วยกันมากกว่าฝรั่ง เลยจับมาตัดหัวหมด แล้วก็เอาไปโชว์ฝรั่งว่าราชวงศ์ชิงยินดีให้ความร่วมมือกับฝรั่ง ชาวจีนถูกตัดหัวกันกลางถนนเป็นร้อยโดยพวกขุนนางจีนเป็นคนลงดาบ มีพวกฝรั่งยืนดูทำหน้ายิ้มกันอย่างสะใจ
Last edited by หนูอ้อย on Wed Feb 09, 2011 12:37 am, edited 2 times in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sat Jul 31, 2010 11:29 pm

ในช่วงชีวิตของเหมา ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ในยุคใกล้ เอกสาร พยานบุคคล ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ยังมีให้ศึกษาได้ไม่ยากเย็น ไม่ต้องขุดค้น จินตนาการตีความให้ยุ่งยากมากมาย ดังนั้นนี่คือบุคคลที่ถือว่าเป็นฮ่องเต้องค์ล่าสุดของจีน(เพียงแต่ไม่ได้ถูกสถาปนาในรูปลักษณ์เดิม)ที่ถือว่ามีชีวิตและผลงานปรากฏสืบเนื่องมาถึงในยุคสมัยของเรา (ถ้าจำไม่ผิด เหมาน่าจะตายปี2518)

ตอนที่ศึกษาเหมาชอบคิดว่า เหมาเจ๋งกว่า ขงเบ้ง เพราะเหมาสามารถรวมประเทศได้ ขณะที่ขงเบ้งทำไม่สำเร็จ แต่คนไทยเราจะเชิดชูขงเบ้งมากกว่าเหมา ก็ด้วยเหตุผลทางการเมืองนั่นแหละ

เหมาเป็นลูกชาวนาที่มีที่ดินพอสมควร (ฝ่ายซ้ายเรียก นายทุนน้อย) มีลักษณะนิสัยขบถชอบต่อต้านมาตั้งแต่เด็ก คนแรกที่เหมาต่อต้านได้สำเร็จก็คือพ่อของเขาเอง ชอบอ่านหนังสือโดยเฉพาะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการซ่องสุมโค่นล้มฝ่ายปกครอง เหมามีพื้นฐานการศึกษาจากการเรียนวิชาชีพครู ถ้าเทียบกับไทยก็คือ วิทยาลัยครูหรือมหาวิทยาลัยราชภัฎในปัจุบัน เคยเป็นบรรณารักษ์ ควบคู่กับการทำและเขียนหนังสือพิมพ์มาอย่างต่อเนื่อง เข้าร่วมขบวนการมาตั้งแต่วัยหนุ่ม จนเมื่อผู้นำของพรรคดำเนินนโยบายผิดพลาด ขณะที่เหมามีความโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆสุดท้ายก็ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดได้สำเร็จ

เหมามีรูปร่างสูงใหญ่ ชอบอ่านหนังสือ สูบบุหรี่จัด ดื่มเล็กน้อยและโปรดปรานการว่ายน้ำ แต่งานศิลปะประเภทวาดเขียน เนี่ยไม่เอาเลย มีเมียหลายคน คนแรกมีตั้งแต่อายุ 14 ที่บ้านคลุมถุงชนให้ แต่เหมาบอกว่า คนนี้แม้แต่มือ เหมาก็ยังไม่เคยจับ ส่วนคนสุดท้ายที่(เปิดเผยและ)โด่งดังมากก็คือ เจียงชิงแห่งแก๊งค์สี่คนอันลือลั่น ( แก๊งค์สี่คน ขบวนการเรดการ์ดและการปฏิวัติวัฒนธรรม ก็คือการทลายนั่งร้านหลังขึ้นครองแผ่นดินดีดีนี่เอง)

จุดพลิกผันที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เหมาเอาชนะเจียงได้ ก็คือสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งๆที่สถานการณ์ตอนนั้นเหมาออกจะเพลี่ยงพล้ำด้วยซ้ำ แต่เมื่อเกิดสงครามทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องพักยกชั่วคราวหันมาจับมือกันสู้รบกับญี่ปุ่น โดยได้รับการสนับสนุนเรื่องอาวุธจากสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้รับมาจากรัสเซียอยู่แล้ว ทำให้เมื่อสงครามเลิก เหมาจึงมีอาวุธเหลือเฟือพอที่จะสู้กับเจียงต่อได้อย่างสบาย

ในสภาพความเละเทะฟอนเฟะของก๊กมินตั๋งขึ้นสู่ขีดสูงสุด มวลชนที่เข้าร่วมกับกองทัพแดงคือมวลชนรากหญ้ายากจนที่เป็นฐานส่วนใหญ่ของประเทศ การปลุกระดมมวลชนของเหมา ที่นอกจากการตอกย้ำความชั่วร้ายของสังคมเก่าแล้ว การแจกจ่ายที่ดินที่ยึดมาได้ในเขตปลดปล่อยให้แก่ทหารที่ร่วมรบ ก็นับว่าเป็นแรงจูงใจและยึดเหนี่ยวสำคัญ ที่ทำให้เหมาสร้างกองทัพขนาดมหึมามหาศาลขึ้นมาได้ และเมื่อมวลชนพร้อม กองทัพพร้อม สถานการณ์ทางการเมืองสุกงอม การรบรุกคืบก็แผ่วงขยายไปเรื่อยๆ จนที่สุดเจียงก็ต้องบินหนีไปไต้หวัน

ความน่าสนใจของเหมาก็คือ การที่ขึ้นครองประเทศจีนได้ในวัยที่ยังไม่ถึง 60 ปี และยังสามารถครองอำนาจต่อไปได้จนตายไปในวัย 80 กว่า ไอ้ช่วงชีวิตที่หลังขึ้นครองประเทศจนกระทั่งตายเนี่ย ก็น่าศึกษาไม่แพ้กัน ดังนั้นการศึกษาชีวิตเหมาเนี่ยมีครบทุกรส
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sat Jul 31, 2010 11:31 pm

กองทัพแดงมิได้พรั่นหวาดหวั่นไหว
มุ่งเดินทัพทางไกลสุดแสนเข็ญ
หมื่นแม่น้ำพันภูดูยากเย็น
ใช่จักเป็นอุปสรรคจนหนักใจ

เทือกบรรพตอู่หลิงยิ่งเหยียดยาว
ประจักษ์ราวคลื่นน้อยน้อยทยอยไหว
เขาอู่เหมิงมหึมาสุดฟ้าไกล
แค่ก้อนหินกลิ้งได้ด้วยทัพเรา


ส่วนหนึ่งของบทกวีชื่อ ฉางเจิง (เดินทัพทางไกล) ของเหมาเจ๋อตุง แปลโดย ทวีปวร (ทวีป วรดิลก)

ประพันธ์ไว้หลังเสร็จสิ้นการเดินทัพทางไกลอันยิ่งใหญ่ ที่กองทัพแดงถูกรุกไล่อย่างหนักจนต้องถอยร่นขึ้นเหนือ ไปสู่ฐานที่มั่นแห่งใหม่ นามเยนอาน
และหลังจากการถอยทางยุทธศาสตร์อันแสนยืดเยื้อนั้นสำเร็จลง การสู้รบของสงครามกลางเมืองก็พลิกเปลี่ยน
เหมาได้กลายเป็นผู้ชี้นำสูงสุดของพรรค นำทัพจากถอยก็เป็นยัน จากยัน ก็เป็นรุก
สุดท้ายยาตราทัพเข้าสู่กรุงปักกิ่ง สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สำเร็จ....
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sat Jul 31, 2010 11:35 pm

จากความบอบช้ำในการปกครองของราชวงศ์ชิง สงครามโลกครั้งที่ 2 และการคอรับชั่นของพรรคก๊กมินตั๋งในลำดับต่อมา ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างล้นหลาม อุดมการณ์ตามลัทธิมาร์กซถูกเผยแพร่และสร้างความฝันของความเท่าเทียมกัน กำจัดชนชั้นและสร้างอนาคตของชาติร่วมกัน สืบสานต่อยอดเจตนารมน์ของดร. ซุนยัดเซ็น

พรรคคอมนิวนิสต์จีนได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต ผู้นำพรรคในยุคแรก ๆ เป็นคนหนุ่มที่ได้รับการศึกษาจากรัสเซีย แนวทางการปฏิวัติจึงไปตามแบบรัสเซีย คือ ปฏิวัติในส่วนกลาง กำจัดชนชั้นกลุ่มนำในเมือง ก่อนที่จะขยายออกไปยังชนบท ซึ่งตรงนี้เองที่เหมาเจ๋อตุงไม่เห็นด้วยโดยเขาเชื่อว่าการปฏิวัติในประเทศจีนนั้นต้องเริ่มจากนอกเมืองก่อนแล้วจึงเข้ามาในเมือง จึงทำให้เขาถูกพรรคคอมมิวนิสต์จำกัดบทบาทหน้าที่หลายครั้ง แต่ด้วยความสามารถ ผลงานและศรัทธาจากหมู่ทหารในกองทัพแดง จึงทำให้ท้ายที่สุดลูกชาวนาอย่างเหมาเจ๋อตุงจึงเอาชนะนักเรียนนอกอย่างหวางหมิงและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำพรรคสูงสุดได้สำเร็จ

หากดร. ซุนยัดเซ็นไม่ได้ถึงแก่อสัญกรรมไปก่อน สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น แต่ในกรณีนั้นโฉมหน้าของประเทศจีนจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สงครามกลางเมืองจบลงด้วยชัยชนะเด็ดขาดของพรรคคอมมิวนิสต์เหนือพรรคก๊กมินตั๋ง เหมาเจ๋อตุงประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สำเร็จเมื่อปีพ.ศ. 2492

ประเทศจีนเต็มไปด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่ คนจีนหวังที่จะลืมตาอ้าปากได้ มีฐานะและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ที่ดินถูกแจกจ่ายให้กับชาวไรชาวนา ชนชั้นเจ้าของที่ดินถูกทำลาย ระบบสังคมเป็นไปในเชิงผลิตเพื่อส่วนรวม มีการจัดตั้งลักษณะชุมชนเป็นคอมมูนด้วยความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียต

นโยบายก้าวกระโดดครั้งสำคัญของเหมาเจ๋อตุง มีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นการพัฒนาประเทศจีนเข้าสู่สถานะมั่งมีศรีสุข มีการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ ปลุกระดม ทั้งด้านการเกษตร ปศุสัตว์และอุตสาหกรรม แต่จบลงด้วยความตายของประชาชนนับสิบล้านคนเพราะความอดอยาก หลาย ๆ แห่งถึงกับต้องกินเนื้อคนด้วยกันเอง แม้กระทั่งพ่อแม่ยังฆ่าลูกตัวเองเพื่อกินเนื้อ แต่รายงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลับปกปิดข้อเท็จจริงอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากความกลัวในข้อหาไม่สนองนโยบายหรือปฏิบัติหน้าที่พกพร่อง

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคนจีนอาวุโสที่ต้องสูญเสียสมาชิกครอบครัวทั้งหมดไป และตัวเขาเองเอาตัวรอดมาได้โดยอาศัยเพียงการกินรากไม้ประทังชีวิตนานนับปี นอกจากนี้ ผมยังได้พูดคุยและฟังความเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตลอดจนศึกษารายงานและสารคดีซึ่งจัดทำและเผยแพร่โดยรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปัจจุบัน พบว่าต่างก็ล้วนยอมรับถึงความผิดพลาดของการบริหารประเทศในช่วงระยะเวลานี้

ธรรมชาติของมนุษย์ต้องการสิ่งที่ดีกว่าอยู่เสมอ ลักษณะของสัตว์สังคมบ่งบอกให้เห็นถึงความทะเยอทะยานและมุ่งมั่นที่จะแข่งขันระหว่างกัน เมื่อไม่มีการแข่งขันและไม่มีการสร้างสิ่งที่ดีขึ้นเฉพาะตัวไปพร้อมกับกลุ่ม คงมีแต่ผลประโยชน์ของกลุ่มแต่เพียงอย่างเดียว มนุษย์จึงหมดแรงจูงใจที่จะทำงาน เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่คนแบบรัฐบุรุษหรือวีรบุรุษซึ่งพร้อมจะเสียสละทุกอย่างของตนเองเพื่อส่วนรวมได้ทั้งหมดระบบเศรษฐกิจแบบคอมมูนตามลัทธิมาร์กซจึงพบกับความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในประเทศจีน และข้อพิสูจน์ในเชิงปฏิบัตินี้ต้องแลกมาด้วยชีวิตและน้ำตาของคนนับร้อยล้านคน

หลาย ๆ คนในประเทศจีนกล่าวว่า เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้าปกครองประเทศไปได้ระยะหนึ่ง อำนาจและผลประโยชน์อันยั่วยวนใจจึงไปสู่การคอร์รับชั่นกันในวงกว้าง แต่บางส่วนก็กล่าวว่า เหมาเจ๋อตุงเริ่มมีความหวาดระแวงในผู้คนรอบข้างและต้องการรักษาสถานภาพผู้นำสูงสุดของประเทศเสมือนจักรพรรดิ์เอาไว้ ด้วยทั้งสองเหตุผลนี้หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ขบวนการเรดการ์ดหรือการปฏิวัติวัฒนธรรมจึงได้เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2509 - 2519

นักศึกษาถูกส่งเสริมให้ติดอาวุธโดยเหมาเจ๋อตุงซึ่งกล่าวว่าไม่เห็นผิดอะไรที่จะทำอย่างนั้น ผู้คนในเครื่องแบบสีเขียวสวมหมวกดาวแดง (อย่างที่เราเห็นกันในประเทศไทย) ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากเครื่องแบบทหารกองทัพแดงของพรรคคอมมิวนิสต์ จึงมีให้เห็นกันทั่วประเทศ เหล่านักศึกษาเดินขบวนและตะโกนร้องเชิดชูผู้นำอย่างบ้าคลั่ง ถือหนังสือปกแดงซึ่งรวมรวบคติพจน์และบทกวีต่าง ๆ ของเหมาเจ๋อตุง รุมทำร้ายและสังหารครูอาจารย์ ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์หลาย ๆ คน รวมไปถึงกระทั่งรองประธานสูงสุดของพรรค เผาทำลายวัดวาอาราม ตึกรามบ้านช่อง สถานที่สำคัญของประเทศหลาย ๆ แห่ง ฯลฯ

แผ่นดินจีนจึงได้ลุกเป็นไฟขึ้นอีกครั้ง

ผมได้พูดคุยกับอดีตเรดการ์ดท่านหนึ่ง ซึ่งเดินเท้าในเครื่องแบบเรดการ์ดเมื่อขณะเป็นนักศึกษาจากเมืองฉงชิ่งไปยังปักกิ่ง รวมระยะทางหลายพันกิโลเมตร เพียงเพื่อต้องการแสดงออกถึงความภักดีต่อเหมาเจ๋อตุงที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ในขณะที่เรดการ์ดอีกท่านหนึ่งในเมืองเฉิงตูถึงกับร้องไห้และยอมรับกับผมว่า เขาได้ลงมือสังหารบิดาและมารดาของตนเองตามอุดมการณ์อันบ้าคลั่งในขณะนั้น

สหภาพโซเวียตเริ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าขบวนการเรดการ์ดไม่ใช่อุดมการคอมมิวนิสต์ แต่เป็นการเชิดชูและทำเพื่อบุคคลเพียงบุคคลเดียวอย่างบ้าคลั่ง และนั่นนำไปสู่ความบาดหมางระหว่างจีนและสหภาพโซเวียตในท้ายที่สุด

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับอดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของขบวนการปลดปล่อยในประเทศไทยช่วงนั้น ท่านกล่าวว่า หลังจากออกตรวจเยี่ยมตามค่ายต่าง ๆ พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ที่มาเข้าร่วมนั้นบ้าคลั่งไปตามขบวนการเรดการ์ดในประเทศจีน แต่งเครื่องแบบเรดการ์ด เล่นละครและชูภาพเชิดชูเหมาเจ๋อตุง กล่าวถึงอุดมการปฏิวัติและลัทธิมาร์กซอย่างเลื่อนลอยแต่เคร่งครัดและรุนแรงโดยไร้เหตุผล เริ่มตั้งคำถามต่อแกนนำระดับอาวุโสของพรรคเช่นเดียวกันกับในประเทศจีน ขัดขืนต่อคำสั่งของพรรคและวางตัวเองเป็นกลุ่มพิเศษ สิ่งที่เห็นนั้นทำให้ท่านและผู้นำอาวุโสอีกหลายท่านซึ่งร่วมกันก่อตั้งพรรคฯ มาด้วยกันหมดกำลังใจ ท่านเหล่านั้นจึงถอนตัว และลี้ภัยไปอยู่ปักกิ่ง นับแต่นั้นความเคลื่อนไหวของขบวนการปลดปล่อยในประเทศไทยจึงเป็นไปอย่างไร้ทิศทางแต่เต็มไปด้วยอารมณ์บ้าคลั่งของคนหนุ่มสาว และนำไปสู่ความพ่ายแพ้และสลายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในท้ายที่สุด

อย่างไรก็ตาม สำหรับในประเทศจีนนั้น หลังจากเหมาเจ๋อตุงประกาศให้นักเรียนนักศึกษาออกไปช่วยชาวไร่ชาวนาทำงานในชนบท หลังจากเวลาผ่านไปหลายปีจนกระทั่งเหมาเจ๋อตุงถึงแก่อสัญกรรม ขบวนการเรดการ์ดก็สิ้นสุดลง

หากเราได้พูดคุยกับคนจีนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เมื่อกล่าวถึงเหมาเจ๋อตุง เราจะสัมผัสได้ถึงทั้งความรู้สึกรักและผิดหวัง แต่หากเป็นคนในช่วงอายุ 40 - 50 ปี เราจะพบแต่ความรู้สึกยกย่องเชิดชูเป็นส่วนใหญ่ พร้อมทั้งความละอายและหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงขบวนการเรดการ์ดในเวลาเดียวกัน ส่วนคนหนุ่มสาวและวัยรุ่นในปัจจุบันนั้นจะนับถือเหมาเจ๋อตุงเหมือนผู้มีบุญคุณของประเทศ และมีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบทุนนิยมเต็มขั้น อย่างไรก็ตาม แทบทั้งหมดจะไม่ค่อยชอบใจกันนักเวลารัฐบาลพูดถึงคำว่ามาร์กซิสในบางครั้ง เพราะอย่างที่เห็นกันชัด ๆ ในประเทศจีนเวลานี้ว่ามาร์กซิสไม่มีหลงเหลืออยู่อีกแล้ว

รัฐบาลจีนเสนอข้อสรุปว่า"ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมอันมีลักษณะเฉพาะของจีนนั้น (Socialist with Chinese characteristics)นำพาประเทศไปสู่ความเจริญแต่ไม่ได้หมายความว่าระบอบสังคมนิยมจะเหมาะกับทุกประเทศเสมอไปและการที่ประเทศจีนสำเร็จได้นั้นเพราะมีลักษณะพิเศษเฉพาะของประเทศจีน"

ลักษณะพิเศษเฉพาะแบบจีน(Chinese characteristics)นี้คืออะไรและทำไมระบอบสังคมนิยมถึงไม่เหมาะกับทุกประเทศเสมอไป อันนี้น่าคิด


Image

คนตัวสูงที่ยืนข้างซ้ายของเติ้งเสี่ยวผิงนั่นแหละครับลุงชัด(มิตร สมานันท์-อดีตเลขาฯพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)
คนยืนขวาของเติ้งคือลุงบา หรือทรง นพคุณ เลขาฯคนก่อนลุงชัด
ส่วนท่านที่ใส่แว่นยืนซ้ายสุดคือคุณประเสริฐ เอี้ยวฉาย กรรมการกลางพรรค
(บรรยายภาพโดย Jr. Member จาก http://www.domefamily.com<adminนายสะกิด>)
Last edited by หนูอ้อย on Sun Aug 15, 2010 9:03 am, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sat Jul 31, 2010 11:38 pm

เติ้งเสี่ยวผิงเจ้าของทฤษฎีแมวจับหนูอันลือลั่นเองก็ได้รับผลกระทบเต็มๆในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม จนแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่พอกลับมาได้ก็เป็นผู้ที่ทำให้การปฏิวัติของเหมาไม่สูญเปล่า ประมาณว่า เหมาทำให้ประเทศจีนลุกขึ้นยืนได้ เติ้งก็เป็นคนที่ทำให้จีนเริ่มก้าวเดิน ด้วยนโยบายที่ผ่อนความเคร่งครัดลงมาแต่ยังคงคงเนื้อหาของอุดมการณ์เดิม

Image
( ขอบคุณภาพจาก www.bloggang.com )
Last edited by หนูอ้อย on Sun Aug 15, 2010 12:18 pm, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby Gop » Sun Aug 01, 2010 12:04 am

นายเวร wrote:ขอทำความเข้าใจ การปกครองผมเข้าใจถูกเปล่าครับ โดยขอยกเป็นขั้น ๆ และให้เทียบขั้นกันนะครับ
หากหลงผิด การกระทำและการต่อต้านก็จะผิดตาม โดยขั้นต่างๆมีดังนี้
1. เผด็จการอำมาตย์ ระบบเศรษฐกิจจะเป็นแบบผูกขาด
2. ประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจ ทุนเสรีนิยม
3. ประชาธิปไตยก้าวหน้า (สังคมนิยมอ่อนๆ) ระบบเศรษฐกิจ จะเป็น รัฐสวัสดิการ
4. สังคมนิยม
5.คอมมิวนิสต์


ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่คุณคิดเอาเองล้วนๆใช่มั้ยครับ? มีคนเคยอ้างตำราเอาไว้แล้วด้วย ว่าความจริงจากประวัติศาสตร์ มีการพัฒนาจากชนเผ่า มาเป็นรัฐทาสเมื่อมีการปกครองคนที่มากขึ้น หลังจากนั้นจึงพัฒนามาเป็นระบบศักดินาเพื่อลดแรงกดดันทางชนชั้นลง แต่หลังจากนั้นยังไม่มีใครตัดสินได้ ทุกวันนี้กระแสทุนนิยมเสรียังนำอยู่ และก็ไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าประวัติศาสตร์ได้ตัดสินแล้วครับ ว่าแนวทางสังคมนิยม หรือ คอมมิวนิสต์ นั้นใช้กับเราในตอนนี้ไม่ได้ เพราะแนวคิดนั้นขัดแย้งกับลักษณะพื้นฐานของมนุษย์ คือมีความอยากกันอยู่ทุกคน มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล รัฐไม่มีทางรู้ได้ว่าความต้องการที่แท้จริงของประชาชนคืออะไร ถ้าไม่ปล่อยให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี และใช้กลไกตลาดสะท้อนความต้องการที่แท้จริงออกมา แนวทางทุนนิยมทุกวันนี้คือรัฐเป็นผู้สร้างกติกาที่ยอมรับได้ ไม่ให้มีใครได้เปรียบเสียเปรียบจนเกินไป สนับสนุนการแข่งขัน ให้เกิดความหลากหลายมากที่สุด และผลประโยชน์จะตกอยู่กับผู้บริโภค ผมคิดว่าเรื่องนี้คุณก็เห็นได้ง่ายๆ อย่างมือถือเมื่อก่อนมี AIS เจ้าเดียว ราคาแพงมากทั้งเครื่อง ทั้งค่าบริการ แล้วทุกวันนี้เป็นไงครับ? ขนาดมีแค่สามค่าย ราคายังเหลือแค่นี้

ผมนึกไม่ออกว่า ถ้าระบบทุนนิยมเสรีพัฒนาเต็มที่แล้วมันจะก้าวไปขั้นที่ สี่ ห้า (ขั้นที่สามยังพอนึกออกในบางประเทศที่ประชากรน้อย)อย่างที่คุณเขียนมาได้อย่างไร ผมไม่เชื่อว่าในที่สุดแล้ว รัฐจะรู้ว่าประชาชนต้องการอะไรโดยไม่มีการแข่งขันอย่างเสรี ก็ด้วยเหตุผลเดิมแหละครับ ความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่พวกพ่อค้าที่แข่งกันขายของกับประชาชนเท่านั้นแหละครับ ที่จะรู้ว่าความต้องการที่แท้จริงของสังคมคืออะไร ลองมองดูเทคไนโลยีต่างๆรอบตัวคุณสิครับ ว่ามีสิ่งไหนบ้างที่ไม่ได้เกิดมาจากการแข่งขัน

นายเวร wrote:การ ที่คุณตำหนิทักษิณ ว่าเป็นนายทุนหน้าเลือดเอาเปรียบสังคม คือเอาแต่ความเลวร้ายมาฉาย
ทั้งที่ความดีเขาก็มากมาย


ผมไม่แน่ใจว่าคุณรู้หรือเปล่าว่าทักษิณมันทำอะไรไว้บ้าง ผมเห็นด้วยกับคุณ Zereza ว่า ทักษิณนั่นแหละครับ ที่กำลังทำให้ประเทศไทยกลายเป็นระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาด ตามข้อแรกของคุณ สถานะตอนเริ่มต้นของมัน อาจอยู่ที่ข้อสอง แต่ความพยายามของมัน มันอยากให้กลายเป็นข้อแรก มันถึงอยู่ไม่ได้ไงครับ หมอนี่เอาเปรียบพ่อค้าคนอื่นไปทั่วด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งแก้สัญญา หาช่องทางทำกิน ออกกฏหมายเอื้อตัวเอง ทางการเมืองก็ทำลายระบบตรวจสอบ มันซื้อทั้ง สว. สส. ป.ป.ช. กกต. สื่อมวลชน(ไอทีวี มติชน) ผมไม่กล้าคิดว่าถ้ามันยังอยู่มันจะซื้ออะไรอีก ไอ้นโยบายที่ดีของมันทำดีก็ดีไป แต่สิ่งเลวๆที่มันทำนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะมันจะทำให้ระบบของสังคมโดยรวมพังไปด้วย( สิ่งสำคัญที่สุดคือกลไกการตรวจสอบกำลังจะพัง )

นายเวร wrote:ตอนนี้ เรายังอยู่ ในขั้นที่ 1.คาบเกี่ยวขั่นที่2 ที่เป็นเผด็จการ แต่การบริหารที่ทักษิณ ที่ก้าวข้ามไปถึง
ระดับ3. การให้สวัสดิการแก่ประชาชน จนถึงขั้น รัฐสวัสดิการ


คุณช่วยชี้ให้เห็นหน่อยได้มั้ยครับ ว่าตอนนี้อำมาตย์คนไหนกำลังใช้อำนาจเผด็จการ หรือผูกขาดอะไรอยู่? ที่ผมเห็นคือพวกพ่อค้าอีกกลุ่มที่กำลังแย่งโครงการกันอยู๋ครับ ผมมองไปรอบๆกรุงเทพฯ เห็นโครงการก่อสร้างเต็มไปหมด บริษัทก่อสร้างก็แทบไม่ซ้ำหน้าเลย(ยกเว้นพวกทางด่วน ซึ่งเป็นมาทุกยุค) ข้าวของที่ซื้อก็มีให้เลือกมากมาย หลายยี่ห้อขึ้นทุกวัน โทรศัพท์ก็ยังมีสามค่าย ไม่แน่อาจจะมีค่ายที่สี่มาประมูล 3G ด้วยซ้ำ อะไรหรือครับที่ว่าผูกขาด??

นายเวร wrote:แต่การบริหารที่ทักษิณ ที่ก้าวข้ามไปถึง
ระดับ3. การให้สวัสดิการแก่ประชาชน จนถึงขั้น รัฐสวัสดิการ


รัฐสวัสดิการที่ว่า คงหมายถึงโครงการสามสิบบาทใช่มั้ยครับ? ถ้ามีโครงการอื่นอีกก็ช่วยบอกด้วย คุณรู้มั้ยครับ เรื่องโครงการประกันสุขภาพนั้น มันอยู๋ในรัฐธรรมนูญครับ ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ต้องทำ แต่ไม่เป็นไรผมถือว่าให้เครดิตทักษิณ ถือว่าทำให้เป็นจริงได้คนแรก แต่ตอนนี้มันก็เป็นแบบรักษาฟรีแล้วนี่ครับ สวัสดิการที่ว่าก็ยังมีอยู่ แล้วตอนนี้ก็ยังมี พ.ร.บ. เยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อนจากความผิดพลาดในการรักษา ผมคิดว่าเป็นสิ่งดี และเป็นการพัฒนาไปอีกขั้น คุณไม่ช่วยเชียร์ซักหน่อยหรือ ?? อย่างนี้ผมถือว่ารัฐบาลนี้อยู๋ในขั้นที่สามได้มั้ยครับ ?? 8-)

นายเวร wrote:ต้อง เข้าใจนะครับทีนี้ ตอนนี้มันขั้นตอนที่1คาบเกี่ยวขั้นที่2 มันยุคเผด็จการอำมาตย์รวมกับขุนศึก ยังไงมันก็ต้องเข้าไปสู่ยุคทุนนิยมอยู่แล้ว


ยกมาให้ดูอีกที ไม่ทราบว่าคุณยังคิดเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า

สำหรับผม ผมไม่เข้าใจอย่างคุณหรอกครับ ผมคิดว่าตอนนี้อำมาตย์กับขุนศึก กำลังร่วมมือกันกำจัดเสนียดจัญไรของประเทศไทยที่ชื่อ ทักษิณ อยู่ครับ
Last edited by Gop on Mon Aug 02, 2010 9:24 am, edited 1 time in total.
User avatar
Gop
 
Posts: 837
Joined: Sun Jun 27, 2010 4:13 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby นายเวร » Sun Aug 01, 2010 12:32 am

ขอผมอ่านหลายวันก่อนนะ เด๋วมาตอบแน่นอน ไปหาขุดตำราก่อน เรื่องผูกขาดเพิ่งเจอหนังสือ
ของ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ที่กีดกันคู่แข่งโดยกฎหมาย จิบๆก่อน เหล้า เบียร์ เหมืองแร่ บุหรี่
ป่วนไปทั่วตามเก็บงานก่อน ที่ผมเขียนมา คิดเอง เออเอง จำเรามามั่ง
จับผิดจับถูก จะคิดสูตรของตัวเองดู ท่านตามอ่านมารึ งั้นนินทาไม่ได้อ่ะดิ :lol: :lol:


คุกกักขังได้แค่กายหยาบ ... คุกมิอาจกำหราบใจกล้าแกร่ง

จิตวิญญาณ เสรีชน มิโรยแรง ... จักตอบโต้ ทุกตะแบง แห่งอธรรม


ว.แหวนลงยา
เย้ยฟ้า ท้านรก
User avatar
นายเวร
 
Posts: 3515
Joined: Tue Jun 01, 2010 3:36 am

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby zereza » Sun Aug 01, 2010 12:40 am

นายเวร wrote:ขอผมอ่านหลายวันก่อนนะ เด๋วมาตอบแน่นอน ไปหาขุดตำราก่อน เรื่องผูกขาดเพิ่งเจอหนังสือ
ของ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ที่กีดกันคู่แข่งโดยกฎหมาย จิบๆก่อน เหล้า เบียร์ เหมืองแร่ บุหรี่
ป่วนไปทั่วตามเก็บงานก่อน ที่ผมเขียนมา คิดเอง เออเอง จำเรามามั่ง
จับผิดจับถูก จะคิดสูตรของตัวเองดู ท่านตามอ่านมารึ งั้นนินทาไม่ได้อ่ะดิ :lol: :lol:


เข้ามาดูและลงชื่อรอครับ :D
"ถ้าคุณตั้งคำถามของปัญหาที่เกิดขึ้นผิด ก็อย่าหวังว่าจะได้ทางออกของปัญหาที่ถูกต้อง"
"อิทัปปัจจยตา และ ปฏิจจสมุปปบาท สองหลักใหญ่ที่เป็นหัวใจแห่งพุทธะ หากคนไทยเรียนรู้และปฏิบัติตามได้เกินครึ่ง ชาติไทยจะห่างไกลความวิบัติทั้งปวง"
User avatar
zereza
 
Posts: 1312
Joined: Mon Apr 26, 2010 6:03 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sun Aug 01, 2010 9:21 am

Jseventh wrote:ขอบคุณที่นำบทความมาให้อ่านค่ะหนูอ้อย (เยอะแยะเลย)


บทความที่ยกมาให้อ่านอาจมีบางช่วงบางตอนที่ที่พี่เจและพี่ๆท่านอื่นพบว่าขัดแย้งกับที่รับรู้มา เสนอแนะเข้ามาได้นะคะว่ามีข้อขัดแย้งอะไรบ้าง

โดยเฉพาะนายเวรที่ตามอ่านมาเรื่อย ต้องอ่านให้ละเอียดและไม่ต้องเชื่อแต่ต้นก็ได้เพราะแม้กระทั่งวิกิพีเดียยังทำฟุ้ตโน้ตไว้ในแทบทุก article เลยว่า

"บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ คุณสามารถพัฒนาบทความนี้ได้โดยเพิ่มแหล่งอ้างอิงตามสมควร บทความที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงเลยอาจพิจารณาให้ลบ"

การเชื่ออะไรโดยหลับหูหลับตาเชื่อ ไม่ใช่สิ่งที่ควรมีในประชาชนผู้เจริญแล้ว จริงมั้ยคะ :?:

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงบรรทัดนี้ หนูอ้อยดีใจนะคะที่นายเวรเชื่อเหมือนกันกับคนจำนวนมากที่เว็บเสรีไทยนี้

นายเวรยอมรับ "การเปลี่ยนผ่านที่ไม่รุนแรง" ใช่ไหมคะ (จะบันทึกไว้เป็นครั้งที่ ๓ ค่ะ)

โปรดพิจารณา
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sun Aug 01, 2010 5:15 pm

มีพี่ zereza เข้ามานั่งรออ่านคำตอบนายเวร ซึ่งพาดไปถึงเติ้งเสี่ยวผิงด้วย หนูอ้อยมีบทเรียน "ปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน" ของ ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิตมาฝาก เติ้งคือคนที่ได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัสจากการปฏิวัติครั้งนี้ถึงขนาดถูกปลดทุกตำแหน่ง (ยกเว้นการเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน)

การกระทำใด หรือขบวนการใดก็ตามที่เริ่มจากความรุนแรง สุดขั้วสุดโต่ง ท้ายที่สุดจะไม่ได้รับความร่วมมือจากคนส่วนใหญ่ และหนีไม่พ้นความล้มเหลวในที่สุด !

เนื่องจากเป็นบทความที่มีขนาดยาวมาก จึงขออนุญาตตัดเป็นท่อนขนาดพอดี 1 REPLY เพื่อที่เมื่อเห็นแล้วจะได้ไม่ท้อที่จะอ่าน แต่อย่างไรก็ตามจะพยายามรักษาเนื้อความไม่ให้เสียอรรถรสในการอ่านค่ะ

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน wrote:ประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ถือเป็นการเปลี่ยนบทประวัติศาสตร์สำคัญของแผ่นดินจีน ซึ่งขณะนั้นประกอบด้วยคนหลายร้อยล้านคน ภายใต้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย แต่ถ้าพูดถึงเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความตื่นเต้น เร้าใจ รวมทั้งตื่นตระหนกก็อาจจะกล่าวได้ว่ามีอยู่ 5 เหตุการณ์ใหญ่ๆ

เหตุการณ์ที่หนึ่งคือ "สงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม" ซึ่งทั้งสองสงครามนั้นเกิดขึ้นในยุคที่เรียกว่าสงครามเย็น อันเป็นการใช้ภาษาผิด เพราะจริงๆ สงครามเกาหลีและสงครามเวียดนามเป็นสงครามร้อนแรงแม้ไม่ใช่สงครามโลกก็ตาม

เหตุการณ์ที่สองคือ "นโยบายก้าวกระโดด" ในปี ค.ศ.1958 การถลุงเหล็กโดยระดมประชาชนทั้งประเทศทำงานนอกเวลาตอนกลางคืนนั้นทำให้เกิดเศษเหล็กจำนวนมหาศาลเนื่องจากขาดความรู้ทางวิทยาการ นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในการผลิตทางเกษตรจนจีนต้องสั่งข้าวสาลีจากแคนาดามาเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ครั้งนั้นนำไปสู่ผลกระทบทางการเมืองต่อเหมา เจ๋อตุง อย่างรุนแรง และผลสุดท้ายก็เป็นหัวเชื้อที่นำไปสู่การพยายามแก้ไขเหตุการณ์ หรือการดึงอำนาจทางการเมืองกลับมาสู่ในมือโดยการประกาศการปฏิวัติวัฒนธรรมอีก 5-6 ปีต่อมา

เหตุการณ์ที่สามคือ "การปฏิวัติวัฒนธรรม" เป็นเหตุการณ์ที่ดำเนินไปกว่า 10 ปี ส่งผลกระทบในทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ทางจิตวิทยา อุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างกว้างขวางจนเสียชีวิตและเลือดเนื้อไปเป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่บทความนี้จะกล่าวถึงในแง่มุมที่คิดว่าสำคัญ

เหตุการณ์ที่สี่คือ "กรณีหลั่งเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ค.ศ. 1989" เป็นการต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์โดยนักศึกษา ซึ่งเชื่อว่าโยงใยกับสหรัฐฯ ไต้หวัน แม้กระทั่งกอร์บาชอฟ และเป็นประวัติศาสตร์การนองเลือดของการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพภายใต้ระบบคอมมิวนิสต์ ทำให้นึกถึงการลุกฮือปฏิวัติในฮังการีปี ค.ศ. 1956 และในเชคโกสโลวาเกียในระยะเวลาต่อมา

เหตุการณ์สุดท้ายเป็นการเปิดศักราชใหม่ของจีน นั่นคือการประกาศ "นโยบายสี่ทันสมัยและการเปิดประตูประเทศ" จนทำให้จีนปัจจุบันเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าขนานใหญ่ ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
Last edited by หนูอ้อย on Thu Aug 12, 2010 12:06 am, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sun Aug 01, 2010 5:17 pm

สิ่งที่จะกล่าวถึงในบทความนี้คือเรื่องการปฏิวัติวัฒนธรรม โดยผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศจีนในฐานะคณะนักวิชาการจากประเทศไทยชุดแรกที่ได้รับการเชื้อเชิญหลังจากที่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว นักวิชาการกลุ่มนี้มี 12 คน นำโดย ศ.ดร.เขียน ธีระวิทย์ พวกเราเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในตอนดึกของวันที่ 4 เมษายน ค.ศ.1976 (พ.ศ. 2519) ซึ่งในคืนนั้นเองก่อนที่เราจะไปถึงก็เกิดเหตุการณ์ชุลมุนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งตรงกับวันเฉลิมฉลองเช็งเม้งให้แก่นายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมไปไม่นาน พวกเราอยู่ ณ กรุงปักกิ่งจึงได้เห็นการเดินขบวนการต่อต้าน ลัทธิแก้ และผู้เดินตามแนวทุนนิยม อันได้แก่กลุ่มของหลิว เส้าฉี และเติ้ง เสี่ยวผิง และในวันที่ 7 เดือนเดียวกัน เติ้ง เสี่ยวผิง ก็ถูกถอดจากทุกตำแหน่งยกเว้นตำแหน่งการเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน

แต่จากการวิเคราะห์หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอสัญกรรมของเหมา เจ๋อตุง และการหมดอำนาจของนางเจียงชิง และพวกอีก 3 คน ที่เรียกว่าแก๊งทั้งสี่ ก็ทราบกันว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นการห้ำหั่นอย่างดุเดือดระหว่างนางเจียงชิงซึ่งนิยมความรุนแรงและซ้ายจัด กับกลุ่มของเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งต้องการให้ประเทศจีนพัฒนาประเทศให้ทันสมัยโดยไม่ให้น้ำหนักกับอุดมการณ์อย่างบ้าคลั่ง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างปฏิวัติวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ลึกลับ แต่หลังจากการเปิดประตูประเทศแล้วข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ก็ถูกเปิดเผยออกมา หนังสือเรื่องเติ้ง เสี่ยวผิง:ว่าด้วยการปฏิวัติวัฒนธรรมและเค้าโครงความคิดเศรษฐกิจจีนใหม่เขียนโดยมาดาม เติ้งหยง ซึ่งเป็นบุตรสาวของเติ้ง เสี่ยวผิง มีข้อมูลที่น่าสนใจหลายส่วนด้วยกัน และในหลายแง่มุมสามารถจะใช้เป็นบทเรียนเพื่อการเปรียบเทียบและคิดวิเคราะห์กับเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศอื่นได้ด้วย

Image

<ขอบคุณภาพจาก www.school.net.th>
Last edited by หนูอ้อย on Sun Aug 15, 2010 8:39 am, edited 1 time in total.
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sun Aug 01, 2010 5:21 pm

สิ่งซึ่งปฏิเสธไม่ได้จากการศึกษาประวัติของเติ้ง เสี่ยวผิง และผลงานของบุคคลผู้นี้ก็คือความมีจิตใจที่แข็งแกร่ง มีความคิดที่ลึกซึ้ง มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว อดทนอดกลั้น มีความซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ ภักดีต่อประเทศชาติอย่างหาตัวจับยาก ที่สำคัญที่สุดเป็นคนไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ แม้จะถูกปลดออก 3 ครั้งก็สามารถกลับมาสู่ตำแหน่งที่ทำประโยชน์ได้อีก เพราะความรู้เกี่ยวกับประเทศจีนที่ลึกซึ้ง ความจริงจังต่อการทำงาน และการเสียสละทั้งกายและใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม บุคคลผู้ซึ่งร่างเล็กแต่ใจใหญ่ และเป็นที่ทราบว่าเป็นนักบริหารชั้นยอด และมักจะถูกกล่าวถึงว่าเป็นผู้กล่าวคำว่า "แมวขาวและแมวดำไม่สำคัญตราบเท่าที่จับหนูได้" ซึ่งความจริงเป็นการอ้างคำกล่าวของนักวิชาการคนหนึ่ง แต่ความหมายสำคัญคือเป็นคนที่มุ่งเล็งผลปฏิบัติ เนื้อหาในหนังสือเรื่องเติ้ง เสี่ยวผิง ที่จะยกมาให้เห็นเพื่อให้ผู้อ่านคิดวิเคราะห์นั้นเป็นเนื้อหาที่ต้องอ่านอย่างละเอียด แต่สามารถจะตั้งคำถามในใจขึ้นมากมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยอาจจะเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความบ้าคลั่งลัทธิอุดมการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงกันข้ามโดยการอ้างการปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือนั้น ...แค่ 3 ปีเท่านั้น ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงวุ่นวายขนาดนี้ เปลี่ยนแปลงจนคาดไม่ถึง ...แค่ 3 ปีเท่านั้นก็ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างทางเศรษฐกิจ ที่คนทั้งประเทศลงทุนลงแรงไปด้วยความยากลำบาก ...แค่ 3 ปีเท่านั้น องค์กรต่างๆ ของพรรค ของรัฐบาลต่างถูกโค่นล้ม สมาชิก พคจ. นับสิบๆ ล้านได้เสียสละเลือดเนื้อเพื่อการปฏิวัติไปทำไม พรรคนำประชาชนชิงแผ่นดินมาอย่างยากลำบากเพื่ออะไร ประชาชนทั่วประเทศ ใช้เวลานานนับ 10 ปีอย่างขยันขันแข็งเพื่อสร้างสรรค์และแสวงหาเพื่ออะไร เพื่อให้ได้สังคมที่บ้าคลั่งไร้ระเบียบอย่างนี้กระนั้นหรือ...

ในส่วนของความเอื้ออาทรของคนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ เป็นเรื่องที่น่าคิดอย่างยิ่งว่าความเจริญหมายถึงอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบเทียบระหว่างความเจริญทางวัตถุและทางจิตใจ

มาดามเติ้ง หยงเล่าไว้ในหนังสือของเธอว่า......ชาวบ้านแถวนั้น ปีหนึ่งเลี้ยงหมูแค่ 1 ตัว แต่ละปี ก็ฆ่าเพียงตัวเดียวนั้น ฆ่าหมูตัวหนึ่ง ต้องแบ่งให้ประเทศครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเหลือไว้สำหรับตนเองเพื่อไว้กินสำหรับทั้งปี อยากจะกินเนื้อสักมื้อหมูนับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ว่าคนในภูเขานั้น ต่างมีความซื่อสัตย์ ไม่ว่าบ้านไหนมีเนื้อกิน ก็เรียกให้เติ้งหนานไปร่วมกินด้วย ชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันก็คอยดูแลเอาใจใส่เธอ ชาวบ้านเก็บเกี่ยวตามทุ่งนาก็ให้เติ้งหนาน ไปคอยจดตาชั่ง ทำงานที่เบาที่สุด พวกเขาไม่สนใจว่าใครเป็นพวกนายทุน ใครเป็นลูกหลานที่สั่งสอนได้ อยู่ที่นั่น เติ้งหนานได้เรียนรู้ถึงนิสัยใจคอที่แท้จริงของชาวบ้าน เทียบกับชีวิตในกรุงปักกิ่ง ซึ่งมีแต่เรื่องการเมือง การต่อสู้ทางชนชั้น ชีวิตที่ภูเขาย่อมสบายกว่ากันมาก เพียงแต่มีครั้งหนึ่งไปผ่าฟืน ในเขาใหญ่ หนทางลาดชัน ทั้งยังลื่นด้วย แถมยังแบกฟืนหนักหลาย 10 ชั่ง เผลอลื่นหกล้ม เกือบตกลงไปในเหวลึก ชาวบ้านแห่งหุบเขาลึกเมืองฮั่นจง จิตใจโอบอ้อมอารีมาก แต่ความเป็นอยู่แสนลำบาก ประเทศจีนใหม่ตั้งมาได้ 20 กว่าปีแล้ว ประชาชนยังอยู่อย่างอดอยาก สมาชิก พคจ. หลั่งเลือดสละชีพ ชิงแผ่นดินได้มา เพื่ออะไรกันล่ะ...

สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ ประเทศจีนสมัยเหมา เจ๋อตุง ก็เหมือนประเทศพัฒนาทั่วๆ ไป แม้จะพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมเพียงใดก็ตามก็ไม่สามารถจะนำความเจริญไปได้อย่างทั่วถึงฉับพลัน คนยากจนก็ยังจนอยู่เหมือนเดิม

หรือเรื่องเล่าของมาดาม เติ้งหยงอีกเรื่อง......ชาวบ้านเล่าว่า "ไม่ปิดบังท่านหรอกนะ ที่บ้านฉันมีรายได้แค่เดือนละ 40-50 หยวน มีลูกๆ ถึง 4 คน เจ้าคนหัวปีเพิ่งเรียนชั้นประถม ยังมีคนแก่เฒ่าอยู่ด้วยอีก ฐานะค่อนข้างฝืดเคือง ไหนเลยจะมีปัญญาซื้อเครื่องรับวิทยุมาฟังได้" ได้ฟังอย่างนี้ ป๋า (หมายถึงเติ้ง เสี่ยวผิง) ก็ไม่เซ้าซี้อีก แต่เพราะรู้สึกสะเทือนใจกับคำพูดของคนงานสามัญชนอย่างนี้ สถาปนาประเทศสังคมนิยมมาได้มากกว่า 20 ปีแล้ว ครอบครัวของคนงานทั่วไปยังไม่สามารถซื้อวิทยุไปฟังได้สักเครื่อง...

สำหรับคนทั่วไปแล้วอายุเป็นเรื่องใหญ่ เมื่ออายุมากถึงจุดๆ หนึ่งก็อยากจะพักผ่อน แต่สำหรับคนอย่างเติ้ง เสี่ยวผิง ชีวิตนั้นอุทิศให้กับสังคมและประเทศชาติ ในขณะที่อายุ 69 ปีนั้นก็ยังพูดว่าจะทำงานอีก 20 ปีเพื่อรับใช้ประเทศชาติและประชาชน

มาดามเติ้งเล่าต่อ...วันที่ 10 ป๋าและคณะไปเยี่ยมเยือนตามโรงงานต่างๆ เมื่อไปเยือนโรงงานผลิตน้ำตาลเจ้าหน้าที่บอกว่ามีทางไป 2 ทาง เส้นทางที่ใกล้กว่าแต่เดินไม่ค่อยสะดวก ป๋ารีบบอกว่าไม่เป็นไร ทำไมมีทางลัดไม่ไปต้องไปทางที่ไกลกว่า เส้นทางปฏิวัติของจีนนั้นก็คดเคี้ยวไม่ได้เป็นเส้นตรง พอมีคนจะมาพยุงท่าน ป๋าบอกว่า "ไม่ต้องหรอกเพราะยังแข็งแรงพอที่จะทำงานได้อีกตั้ง 20 ปี" แม่หัวเราะบอกว่า "20 ปีจะไหวหรือ" ป๋าบอกว่า "ฉันเพิ่ง 69 ปีเท่านั้น ยังทำได้ 20 ปีแน่ๆ แค่ 20 ปีไม่เห็นมีอะไรลำบาก"....

ในตอนหนึ่งได้มีการกล่าวถึงคำเตือนของเหมา เจ๋อตุง ที่ให้ต่อนางเจียง ชิง ที่พยายามจะขอเข้าพบ ซึ่งเหมาไม่ยอมให้พบและกล่าวเตือนว่าควรจะทำเรื่องใหญ่ๆ อย่าทำเรื่องหยุมหยิมวุ่นวายกับเรื่องไร้สาระ ซึ่งในแง่หนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในสังคมจะมีคนที่ยุ่งกับเรื่องหยุมหยิมอย่างมากมายจนนำไปสู่การเสียเวลา เสียทรัพยากร และก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ

เหมาว่า...ไม่ต้องเข้าพบดีกว่า เคยเตือนเธอมานานหลายปีแล้ว ไม่เห็นเธอทำตาม พบกันมากๆ แล้วมีประโยชน์อะไร เธอมีทั้งหนังสือมาร์กซเลนินและหนังสือของฉัน แต่ไม่สนใจศึกษา ฉันกำลังเจ็บป่วย อายุ 81 ปีแล้ว ช่างไม่รู้จักคิดบ้างเลย เธอมีอภิสิทธิ์เพราะอะไร หากฉันตายไปแล้ว เธอจะเป็นอย่างไร เธอเป็นคนแบบที่ไม่คิดถึงเรื่องใหญ่ๆ คอยวุ่นวายกับเรื่องไร้สาระ ขอให้ใคร่ครวญดูด้วย...

ในแง่ของการปกครองบริหารนั้น ถ้าหากอำนาจอยู่ในมือของคนๆ เดียวย่อมก่อให้เกิดความเสียหายอย่างฉกาจฉกรรจ์ได้ และการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้นก็ไม่ใช่จะแก้ได้ง่ายนัก
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sun Aug 01, 2010 5:22 pm

มาดาม เติ้งหยง wrote:...ในสถานการณ์ที่ผิดปกติเช่นนี้ อนาคตของพรรคและประเทศชาติ ล้วนอยู่ในกำมือของประธานเหมาเพียงคนเดียว ด้วยความคิดของท่านเพียงวูบเดียว โดยประสบการณ์อันยาวนานของป๋า รู้สึกว่าการผูกอนาคตของประเทศชาติไว้กับบุคคลเพียงคนเดียวอย่างนี้ นับว่าอันตรายมาก แต่ท่านก็ทราบดีว่า เหตุที่เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะเพียงแค่ข้ามวันข้ามคืน แต่เกิดจากการสั่งสมที่ซับซ้อน ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาติจีนกว่า 2,000 ปีในระบบเจ้าขุนมูลนาย จะให้ก้าวพรวดเดียวก็หลุดพ้นเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมนั้นอย่าพึงหวัง ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานนักที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัย ความเคยชิน ความคิด ทัศนคติ ต้องค่อยๆ เปลี่ยนไปตามลำดับ ต้องใช้วันเวลาหรือต้องเสียสละอย่างเจ็บปวดสาหัสจึงจะได้...
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sun Aug 01, 2010 5:25 pm

เติ้ง เสี่ยวผิง ยังชี้ให้เห็นถึงการฉกฉวยโอกาสของบางคนบางกลุ่มที่พยายามสร้างโอกาสจากการเกิดวิกฤตซึ่งตนเป็นผู้ก่อขึ้น การก่อความวุ่นวายจนบ้าคลั่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และก็ฉวยโอกาสจากความวุ่นวายนั้นสร้างความก้าวหน้าในตำแหน่งและสร้างความมั่งคั่งอย่างสกปรก ดังปรากฏในเรื่องเกี่ยวกับการปรับปรุงกิจการรถไฟ

...ปีที่แล้วมีเรื่องร้ายแรงเกี่ยวกับรถไฟน่าตกใจมากถึง 755 เรื่อง จะต้องรีบปรับปรุงแก้ไข หาทางกำจัดพวกก่อกวนให้ได้ พวกนี้ก่อความวุ่นวายจนบ้าคลั่ง หลงลืมหมดแล้วทั้งเรื่องลัทธิมาร์กซ์เลนิน, ความคิดเหมาเจ๋อตง, ลืม พคจ. ต้องเรียกตัวมาศึกษาอบรมกันใหม่ หากแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ก็ต้องมีการลงโทษให้เข็ดหลาบ ยังมีพวกนักฉวยโอกาสหาประโยชน์จากการก่อความวุ่นวายซึ่งมีแฝงอยู่ทุกแห่งทุกอาชีพ ทำลายกฎหมายระเบียบบ้านเมือง ทำลายการพัฒนาประเทศ ฉกฉวยความวุ่นวายให้เป็นประโยชน์ของตนในการก้าวหน้าทางตำแหน่งและสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยอย่างสกปรก คนแบบนี้ย่อมปล่อยไว้ไม่ได้...

เติ้ง เสี่ยวผิง ยอมรับว่าการศึกษาของจีนมีปัญหาเนื่องจากคนไม่ชอบเรียนหนังสือ ครูบาอาจารย์อยู่ในฐานะต่ำต้อย มีปัญหาทางวิชาการและการบริหารบุคลากรในสถาบันการศึกษา ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขอย่างรีบด่วน

เติ้ง เสี่ยวผิง wrote:...การวางแผนศึกษาล่วงหน้า 25 ปี ที่สำคัญต้องฟูมฟักบุคลากรในแวดวงการศึกษา..ปัญหาวิกฤตของเราในตอนนี้คือผู้คนไม่ชอบเรียนหนังสือ..ครูบาอาจารย์มีฐานะต่ำในสังคม..กระทรวงศึกษาฯก็มีปัญหาทางบทเรียนวิชาการและการบริหารบุคคล...
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sun Aug 01, 2010 5:26 pm

และในแง่บทเรียนที่ได้จากการปฏิวัติวัฒนธรรมนั้นผู้เขียนได้กล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า การปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นบทเรียนอันขมขื่นที่ต้องจดจำ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นตัวกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่จนถึงแก่นของสังคมจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบความคิด การเมือง สังคม และเศรษฐกิจ

...ทศวรรษของการปฏิวัติวัฒนธรรม ยุติแล้ว มหาวิปโยคของการเมืองจีนในศตวรรษที่ 20 ยุติแล้วและกลายเป็นความทรงจำที่ไกลออกไปแสนไกล จมลึกลงในห้วงคำนึงของผู้คน

ทว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว 20 ปี แต่ใครก็ตามที่เคยอยู่ในเหตุการณ์นั้นมาด้วยตนเอง ย่อมต้องจดจารึกมันไว้ในกระดูกและหัวใจ เวลาล่วงเลยไปไม่มีวันหวนกลับมาอีก แต่สิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในกระดูกและหัวใจย่อมไม่มีวันลบเลือนไปได้

ทศวรรษของการปฎิวัติวัฒนธรรมเป็นหน้าพิเศษหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน เป็นยุคสมัยที่จะต้องหวนกลับมาพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วนนับกัปนับกัลป์

มันเป็นเรื่องการระบายความบ้าคลั่งอย่างสุดขีด เป็นเรื่องการขึ้นลงอย่างซับซ้อนวุ่นวาย และเป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ สิ่งที่มันคงเหลือไว้ ไม่ใช่เพียงความเจ็บปวดรวดร้าว แต่ยังอาจใช้เป็นบทเรียนสำคัญทางประวัติศาสตร์

แม้ว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมจะนำมาซึ่งความสูญเสียมากมายต่อประเทศชาติ ต่อประชาชน ต่อพรรค แต่ความผิดพลาดของมันก็กลายเป็นอุทธาหรณ์สอนใจที่สำคัญยิ่ง

กล่าวได้ว่า หากไม่มีการปฏิวัติวัฒนธรรมที่ให้บทเรียนแสนเจ็บปวดนี้ ประเทศของเรา ประชาชนของเรา พรรคของเรา อาจจะยังไม่ก้าวออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ อาจจะยังไม่ตัดสินใจที่จะปฏิรูปอย่างจริงจัง อาจจะยังต้วมเตี้ยมอยู่บนเส้นทางที่ต้องแสวงหาอีกยาวนาน...
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

Re: ขอเชิญชวนพี่น้องเสรีไทยทุกท่าน

Postby หนูอ้อย » Sun Aug 01, 2010 5:40 pm

แต่สิ่งซึ่งน่านำไปพิจารณาอย่างพินิจพิเคราะห์คือวิธีการแก้ปัญหาของเติ้ง เสี่ยวผิง อันจะเห็นได้จากการไม่ยอมรับอยู่ตำแหน่งใดๆ ยินดีอยู่เบื้องหลังในตำแหน่งที่ปรึกษา โดยวิธีการแก้ปัญหามุ่งเอาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มุ่งเน้นเพื่อเสรีภาพทางการเมืองโดยไม่คิดที่จะติดตามล้างแค้นผู้ใด ซึ่งได้กล สะท้อนถึงความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของเติ้ง เสี่ยวผิง บุรุษผู้เป็นหัวเรียวหัวแรงในการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญยิ่งของประเทศจีน หรือแม้ของมนุษยชาติ

...สรุปบทเรียนโดยไม่คำนึงถึงความผิดพลาดชั่วดีของตัวบุคคล แต่มองในรูปธรรม แยกแยะให้ออกถึงเรื่องดีและชั่ว โดยมีเป้าหมายต้องก้าวไปข้างหน้า พร้อมทั้งต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องของประธานเหมา มหาบุรุษผู้ทำผิดฉกรรจ์ในช่วงปัจฉิมวัย

ช่วงเวลานั้น มีกระแสขัดแย้งกันอย่างยิ่ง 2 กระแส ฝ่ายแรกต้องการพิทักษ์ปกป้องรักษาเกียรติภูมิของประธานเหมาไว้ในฐานะเทพเจ้าที่ล่วงละเมิดไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งต้องการทำลายพันธนาการทางความคิดแต่ปฏิเสธทุกสิ่งอย่างสิ้นเชิง

ระหว่างกระแส 2 แนวทางนี้ เติ้งไม่คิดบัญชีย้อนหลังต่อใคร ไม่คำนึงถึงบุญคุณความแค้นส่วนตน แต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เห็นแก่เสถียรภาพทางการเมือง คำนึงถึงประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศชาติ ไม่ใช่ใครจะแก้ไขได้โดยพลการ หรือตัดห้วงให้ขาดหายโดยพลการ การวิจารณ์บุคคลทางประวัติศาสตร์ ต้องทำเพื่อปัจจุบันและยิ่งต้องทำเพื่ออนาคต...

ผู้อ่านหลายท่านคงเห็นพ้องต้องกันว่า ความเป็นมหาบุรุษมิได้อยู่ที่รูปร่างหน้าตา แต่อยู่ที่จิตใจ ปัญญา จริยธรรม ความมุ่งมั่น ความเสียสละ มหาบุรุษหาได้ไม่ง่ายนักแต่ก็จะปรากฏตัวเป็นครั้งคราวในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เติ้ง เสี่ยวผิง คือมหาบุรุษผู้หนึ่ง เพราะเป็นผู้พลิกประวัติศาสตร์และแผ่นดินจีนให้ก้าวไปสู่ความทันสมัย ดังที่ปรากฏอยู่ในทุกวันนี้ ประเด็นสำคัญก็คือ ผู้อ่านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปฏิวัติวัฒนธรรมและประวัติส่วนตัวของเติ้ง เสี่ยวผิง จะได้บทเรียนทางการเมืองและบทเรียนแห่งชีวิตอะไรบ้าง
สู้ถวายหัว
User avatar
หนูอ้อย
 
Posts: 2095
Joined: Sat Mar 21, 2009 10:40 pm

PreviousNext

Return to สภากาแฟ