
OUR KING.




นายเวร wrote:จายเย็นๆ เหมือนตอนยึด ทำเนียบ
จะรีบออกไปหนายยย![]()
![]()
![]()
นายเวร wrote:เอ็มโอยู ยุคไหน ใครคนเขียน
เป็นบทเรียน ผ่านมา ของหน้าไหน
มาวันนี้ กลับพลิกลิ้น แล้วดิ้นไป
เป็นเพราะใคร คนทำ หัดจำบ้าง......
โกหกจน เคยตัว มั่วตลอด
มันวายวอด จนได้ เพราะใครสร้าง
เอาความเลว โดยกำพืด ไม่จืดจาง
เป็นข้ออ้าง เฉไฉ ***จริง......
ต้องขัดแย้ง ต่อไป ยังไม่จบ
หากต้องรบ เสียหาย มากมายยิ่ง
มันไม่ฟัง กลลวง คำท้วงติง
ระเบิดจริง รอเวลา อย่างน่ากลัว.....
โดย 3 บลาประชาเทียม 1 บอเสรีไทย





นายเวร wrote:ผมไม่ค่อยมีอะไรที่จะแย้งมากเท่าไร เพราะส่วนมากจะเห็นด้วย
และอีกอย่างข้อมูลผมไม่แน่นพอในเรื่องพวกนี้…แต่จะเห็นด้วยอย่างมากที่สุดก็คือทุกประเทศ
รบราฆ่าฟันเลือดนองแผ่นดินทั้งนั้นในช่วงเปลี่ยนอำนาจ…น่าจะคุยกันดีๆก็อย่างว่าความขัดแย้ง
มันไปอยู่ระดับพูดคุยกันไม่ได้แล้วคือระดับประณีประนอมไม่ได้..คนที่ตายมีแต่ระดับปลายแถวที่ตาย
..ส่วนคู่ขัดแย้งใหญ่ๆได้รับผลกระทบไม่เท่าไรเอง………..
พอดีไปเจองานเขียนของ ดร.ลิขิต น่าสนใจดีกับประเทศจีน และอีกหลายประเทศที่
จารย์เล่ามา ครอบคลุมดี ช่วงนี้ก็กำลังเขียนแย้งคุณ ก็อบ อยู่ประเด็ดต่อไปอยากจะถกกับจารย์
เรื่องกำนันผู้ใหญ่บ้านบทบาททับซ้อนกับองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเปล่า?รอให้เรา
ถกประเด็นเรื่องพวกนี้เสร็จก่อน ค่อยมาว่ากันอีกที ครับจารย์![]()
การสูญเสียอำนาจทางการเมืองและการบริหารของจักรพรรดิจีน
ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน, ราชบัณฑิต
ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอก
วิทยาลัยสื่อสารการเมือง
มหาวิทยาลัยเกริก
ประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติมีบทเรียนมากมายเกี่ยวกับผู้นำทางการเมืองที่ประสบความสำเร็จก้าวสู่ตำแหน่งอำนาจ แต่ไม่นานอำนาจที่ได้มาก็จะเริ่มเสื่อมลงและล่มสลายในที่สุด สาเหตุมาจากตัวแปรใหญ่ๆ สองตัวแปร ตัวแปรแรก คือ ความอ่อนแอหรือความบกพร่องของระบบ ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้าสู่ระบบดังกล่าวจะประสบชะตาทางการเมืองเดียวกัน ตัวแปรที่สอง ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งอำนาจ และอาจจะกล่าวถึงตัวแปรที่สาม คือการผสมผสานระหว่างตัวแปรที่หนึ่งและที่สองดังกล่าวมาแล้ว
ในแง่ของความบกพร่องหรือความอ่อนแอของระบบ ประวัติศาสตร์จีนโบราณได้กล่าวถึงวัฎจักรแห่งราชวงศ์ซึ่งจะมีกระบวนการดังต่อไปนี้ คือ เมื่อราชวงศ์ที่ครองอำนาจอยู่นั้นเกิดความเสื่อมสลายลง เนื่องจากจักรพรรดิ์ผู้ครองบัลลังก์อ่อนแอไม่สนพระทัยการปกครองบริหารประเทศ มัวสนใจความสุขส่วนพระองค์ในพระราชวังต้องห้าม ปล่อยให้เหล่าขันทีขึ้นมาเถลิงอำนาจ จนนำไปสู่การฉ้อราษฎร์บังหลวงขนาดหนักและมีการใส่ร้ายป้ายสีเพื่อทำลายล้างซึ่งกันและกัน ขันทีเป็นบุคคลซึ่งมีจิตใจไม่ปกติจะเหลิงอำนาจและมีความละโมบอย่างหนัก พร้อมทั้งมีจิตใจ***มโหดเพราะแรงกดดันจากการที่ถูกกระทำให้ผิดธรรมชาติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้ปล่อยให้ขุนนางกังฉินครองแผ่นดิน เก็บภาษีแบบรีดนาทาเร้นประชาชน นำไปสู่การเกิดโจรผู้ร้ายชุกชุมจนไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยได้ ขณะเดียวกันก็ไม่มีนโยบายทำนุบำรุงเขื่อนและฝายกั้นน้ำ จนนำไปสู่การล่มสลายของการผลิตทางการเกษตร เมื่อใดก็ตามที่ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นและถูกซ้ำเติมโดยภัย
ธรรมชาติ เช่น อุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว โรคระบาด ก็จะถูกตีความตามคติของเม่งจื้อว่า “สวรรค์ถอนอาณัติในการปกครองบริหารให้กับองค์จักรพรรดิ์” ก็จะเกิดการลุกฮือขึ้นโดยชาวนานำโดยผู้นำที่มีความคิดและความรู้จนสามารถล้มระบบการปกครองของจักรพรรดิ์องค์เก่าได้ และสถาปนาองค์ใหม่ขึ้นมา ราชวงศ์จิ๋นก็ถูกทำลายล้างในทำนองดังกล่าวจนนำไปสู่การตั้งราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์หยวนก็ประสบชะตากรรมเดียวกันจนนำไปสู่การเกิดราชวงศ์หมิง และจากราชวงศ์หมิงก็เกิดการเสื่อมสลายจนนำไปสู่ราชวงศ์ชิง และผลสุดท้ายราชวงศ์ชิงก็ล่มสลายลงด้วยการปฏิวัติของซุน ยัดเซ็น เมื่อปี ค.ศ.1911
วัฎจักรแห่งการเสื่อมสลายของราชวงศ์จีนจะเริ่มด้วยการที่จักรพรรดิ์องค์ใหม่เมื่อขึ้นครองราชย์ก็จะทำนุบำรุงบ้านเมือง นำคนดีมีความรู้มาปกครองบริหาร ทำนุบำรุงการทำมาหากินของประชาชน ลดหย่อนการเก็บภาษี ฯลฯ จนสืบไปถึงจักรพรรดิ์ที่ 2 ที่ 3 ก็ยังสามารถดำรงการปกครองบริหารอยู่สืบไป จนหลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่วัฎจักรที่หมกหมุ่นหาความสุขส่วนตัว อยู่ในความครอบงำของขันที พร้อมๆ กับการเผชิญกับศึกภายนอกคือคนขี่ม้าในทุ่งหญ้า รังควานชายแดนให้เกิดความปั่นป่วน ผลสุดท้ายก็จะเข้าสู่วังวนของความเสื่อมสลายดังที่กล่าวมาเบื้องต้น จนนำไปสู่การตั้งราชวงศ์ใหม่และก็จะดำเนินตามครรลองในวัฎจักรดังกล่าวมา
ที่กล่าวมาคือปัญหาความอ่อนแอของระบบซึ่งยากที่จะแก้ไข ทำนองเดียวกับระบบการปกครองในสมัยปัจจุบันในหลายประเทศที่กำลังพัฒนาที่หลีกหนีไม่พ้นจากการใช้เงินซื้อเสียง การฉ้อราษฎร์บังหลวง ใช้อำนาจรัฐในการประกอบธุรกิจ ที่เรียกว่า ธุรกิจการเมือง ขณะเดียวกันก็ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการประจำจนนำไปสู่ความเละเทะฟอนเฟะของระบบ และไม่ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งอำนาจก็จะวนเวียนอยู่ในวัฎจักร ไม่สามารถจะฉีกตัวออกไปจากวงล้อมได้ ความอ่อนแอของระบบจึงเป็นมูลเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการสูญเสียอำนาจทางการเมือง
ตัวแปรที่สองเป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับตัวบุคคลที่เข้าดำรงตำแหน่งอำนาจทางการเมือง ระบบการปกครองบริหารไม่ว่าจะสมัยโบราณ หรือในสมัยปัจจุบัน ในอุดมคติแล้วต้องการให้คนมีความรู้มีความสามารถ มีจริยธรรม มาปกครองบริหาร ขณะเดียวกันก็มีการวางกฎเกณฑ์ไว้ด้วย เช่น หลักทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร ราชสังคหวัตถุ เป็นต้น แต่เมื่อระบบบกพร่องก็ยากที่จะกลั่นกรองบุคคลที่พึงประสงค์เข้ามาสู่ระบบอำนาจ ขณะเดียวกันบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่งอำนาจนั้นก็อาจจะถูกทำลายด้วยความหลงใหลในเสน่หาของอำนาจ เพราะการมีอำนาจอาจจะกลายเป็นพลังในทางลบที่ทำให้คนครองอำนาจสูญเสียความเป็นคนดี ดังที่ ลอร์ด แอคตัน ได้กล่าวไว้ว่า “อำนาจมีแนวโน้มที่จะทำให้คนเสียคน และอำนาจเด็ดขาดก็จะทำให้คนเสียคนเด็ดขาดยิ่งขึ้น” (Power tends to corrupt and absolute power corrupts absolutely – Lord Acton)
แต่นอกเหนือจากที่กล่าวมาเบื้องต้น สิ่งซึ่งจะทำให้ความเสื่อมสลายซึ่งอำนาจก็คือผู้นำเกิดสภาวะของการไร้เหตุไร้ผล (irrelational) หรือที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยกล่าวว่า “ปัญญาวิปริต” ปัญญาวิปริตจะมีสาเหตุมาจาก 4 ตัวแปรหลัก คือ ความกลัว (fear) ความเขลา (ignorance) ความอหังกา (vanity) ความหยิ่งผยองในอำนาจ (arrogance of power) ตัวอย่างของความกลัว ก็คือการกลัวว่าจะมีคนมาช่วงชิงอำนาจหรือทำร้าย ก็ใช้วิธีการสังหารผู้ใกล้ชิดทั้งหมด ที่เห็นชัดที่สุดคือกรณีของสตาลินได้มีการเข่นฆ่าผู้ร่วมงานกันมาจำนวนมาก หรือกรณีเหมา เจ๋อตุง ก็มีการกำจัดบุคคลที่จะเป็นผู้มาสืบต่อ เริ่มตั้งแต่หลิว เส้าฉี ต่อมาก็คือ หลิน เปียว ประธานาธิบดี แฟรงคลิน รุสเวลท์ เคยกล่าวว่า “ไม่มีอะไรน่ากลัวนอกจากการมีความกลัว” (The only thing we have to fear is fear itself)
ในกรณีของความเขลา ก็คือการขาดความรู้ ขาดข้อมูล คอยฟังแต่คำยุยงของคนที่อยู่รอบข้าง และปฏิบัติตามคำแนะนำที่ไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากคนที่ให้คำแนะนำนั้นคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก และในหลายกรณีก็เป็นบุคคลที่มีความเขลา หรือขาดความรู้หรือขาดข้อมูลในตัว จึงนำไปสู่ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ ตัวอย่างก็คือ การแนะนำให้กองทัพญี่ปุ่นยกไปตีอ่าวเพิร์ลซึ่งประสบความสำเร็จในเบื้องต้น แต่นายพลญี่ปุ่นบางคนมองเห็นหายนะที่จะตามมา เพราะในการโจมตีครั้งนั้นคือการดึงเอามหาอำนาจหรือยักษ์ใหญ่ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เข้าสู่สงครามโดยอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม
ในส่วนของความอหังกา ก็คือความเชื่อมั่นจนเกินเลย หรือการขาดความเชื่อมั่นจึง
พยายามปกปิดด้วยการแสดงออกถึงความเชื่อมั่น กรณีในประวัติศาสตร์ก็คือ โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ ยกกองทัพญี่ปุ่นทำสงครามกับราชวงศ์หมิง และยังมีแผนที่จะยกกองทัพไปบุกถึงอินเดีย ผลสุดท้ายก็ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ความหยิ่งผยองในอำนาจมีอาการคล้ายๆ กับความอหังกา แต่เนื่องจากมีตำแหน่งอำนาจจึงได้แสดงออกซึ่งอำนาจนั้นโดยลืมตัว เช่น กรณีของฮิตเลอร์ท่ต้องการครองยุโรปทั้งหมด โดยลืมไปว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า และอำนาจเป็นของไม่ถาวร พฤติกรรมที่แสดงออกมาจึงถูกกำหนดโดยสภาวะของความเชื่อมั่นที่เกินเลยเนื่องจากความลืมตัว ในกรณีของฮิเดโยชิอาจเป็นการผสมผสานระหว่างความอหังกาและความหยิ่งผยองในอำนาจ เพราะการได้รับชัยชนะกองทัพหมิงในการทำศึกตอนต้นๆ จึงเริ่มคิดการใหญ่โตเกินความสามารถของตนและของประเทศ
การล่มสลายของหน่วยการเมืองและการสูญเสียอำนาจของผู้นำทางการเมืองที่มีในประวัติศาสตร์นั้น จึงมีที่มาจากความอ่อนแอหรือความบกพร่องของระบบ หรือจากตัวผู้นำทางการเมือง ที่สำคัญที่สุดคือ การสูญเสียความชอบธรรม (legitimacy) และธรรมแห่งอำนาจ (moral authority) ของผู้ดำรงตำแหน่งอำนาจ จนประชาชนไม่ให้การสนับสนุนอีกต่อไป เพราะการดำรงตำแหน่งอำนาจอยู่ได้นั้นย่อมขึ้นอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่ของหน่วยการเมืองนั้น ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ ผู้กุมอำนาจรัฐเปรียบเสมือนเรือ
“น้ำทำให้เรือลอยได้ น้ำย่อมทำให้เรือจมได้เช่นเดียวกัน”
พันรมารปิดหนามบิน ให้เขาแจกไอติมดื้อๆ![]()
![]()
![]()
![]()

นายเวร wrote:ผมไม่ค่อยมีอะไรที่จะแย้งมากเท่าไร เพราะส่วนมากจะเห็นด้วย
และอีกอย่างข้อมูลผมไม่แน่นพอในเรื่องพวกนี้…แต่จะเห็นด้วยอย่างมากที่สุดก็คือทุกประเทศ
รบราฆ่าฟันเลือดนองแผ่นดินทั้งนั้นในช่วงเปลี่ยนอำนาจ…น่าจะคุยกันดีๆก็อย่างว่าความขัดแย้ง
มันไปอยู่ระดับพูดคุยกันไม่ได้แล้วคือระดับประณีประนอมไม่ได้..คนที่ตายมีแต่ระดับปลายแถว
ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน wrote:ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศจีนในฐานะคณะนักวิชาการจากประเทศไทยชุดแรกที่ได้รับการเชื้อเชิญหลังจากที่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว นักวิชาการกลุ่มนี้มี 12 คน นำโดย ศ.ดร.เขียน ธีระวิทย์ พวกเราเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในตอนดึกของวันที่ 4 เมษายน ค.ศ.1976 (พ.ศ. 2519) ซึ่งในคืนนั้นเองก่อนที่เราจะไปถึงก็เกิดเหตุการณ์ชุลมุนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งตรงกับวันเฉลิมฉลองเช็งเม้งให้แก่นายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมไปไม่นาน พวกเราอยู่ ณ กรุงปักกิ่งจึงได้เห็นการเดินขบวนการต่อต้าน ลัทธิแก้ และผู้เดินตามแนวทุนนิยม อันได้แก่กลุ่มของหลิว เส้าฉี และเติ้ง เสี่ยวผิง และในวันที่ 7 เดือนเดียวกัน เติ้ง เสี่ยวผิง ก็ถูกถอดจากทุกตำแหน่งยกเว้นตำแหน่งการเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน
หนูอ้อย wrote:นายเวร wrote:ผมไม่ค่อยมีอะไรที่จะแย้งมากเท่าไร เพราะส่วนมากจะเห็นด้วย
และอีกอย่างข้อมูลผมไม่แน่นพอในเรื่องพวกนี้…แต่จะเห็นด้วยอย่างมากที่สุดก็คือทุกประเทศ
รบราฆ่าฟันเลือดนองแผ่นดินทั้งนั้นในช่วงเปลี่ยนอำนาจ…น่าจะคุยกันดีๆก็อย่างว่าความขัดแย้ง
มันไปอยู่ระดับพูดคุยกันไม่ได้แล้วคือระดับประณีประนอมไม่ได้..คนที่ตายมีแต่ระดับปลายแถว
จริงหรือเปล่าที่คุยไม่ได้ เคยรู้ใช่ไหมว่าเราคุยกับหลายคนที่นี่ว่า ถ้าตัดพวกสุดโต่งออกไปจะมีคนของทุกกลุ่มที่มีความคิดทับซ้อนกัน
อย่างน้อยหนูอ้อยกับนายเวรตอนนี้ก็เห็นตรงกันว่า "ไม่เอาความรุนแรงในการเปลี่ยนผ่าน" ใช่ไหม(ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๔ ที่เราย้ำกับนายเวร)
ระดับหัวแถวใช่ไหมที่ ไม่ยอมคุย แล้วในที่สุดก็มีแต่ปลายแถวเท่านั้นที่สังเวยชีวิต![]()
![]()


Gop wrote:นายเวร wrote:ขอทำความเข้าใจ การปกครองผมเข้าใจถูกเปล่าครับ โดยขอยกเป็นขั้น ๆ และให้เทียบขั้นกันนะครับ
หากหลงผิด การกระทำและการต่อต้านก็จะผิดตาม โดยขั้นต่างๆมีดังนี้
1. เผด็จการอำมาตย์ ระบบเศรษฐกิจจะเป็นแบบผูกขาด
2. ประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจ ทุนเสรีนิยม
3. ประชาธิปไตยก้าวหน้า (สังคมนิยมอ่อนๆ) ระบบเศรษฐกิจ จะเป็น รัฐสวัสดิการ
4. สังคมนิยม
5.คอมมิวนิสต์
ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่คุณคิดเอาเองล้วนๆใช่มั้ยครับ? มีคนเคยอ้างตำราเอาไว้แล้วด้วย ว่าความจริงจากประวัติศาสตร์ มีการพัฒนาจากชนเผ่า มาเป็นรัฐทาสเมื่อมีการปกครองคนที่มากขึ้น หลังจากนั้นจึงพัฒนามาเป็นระบบศักดินาเพื่อลดแรงกดดันทางชนชั้นลง
*****************************************************************************************************************************************
เรื่องเริ่มต้นมาจากชนเผ่าตั้งแต่สมัยใช้กระบองตีหัวกันผมอ่านมาแล้วครับ ,,..ผมเรียกกดขี่ทางชนชั้น ไม่ใช่กดดัน ผมว่าเป็นเพิ่มการเอาเปรียบมากกว่าที่มีระบบศักดิ์นาสมัยก่อนชนเผ่าเรร่อนต่างคนต่างอยู่ตามประสา การปกครองก็ปกครองกันง่ายๆในชนเผ่า พอมีคนคิดจะกดขี่คนด้วยกัน ก็ไปกวาดต้อนคนมาเป็นทาศ ชนกลุ่มน้อยก็แพ้ชนใหญ่ผู้ปกครองก็เริ่มต้นจากหัวหน้าเผ่านี้แหละครับ ……สมัยรัฐทาสเริ่มเห็นคนด้วยกันไม่เป็นคน เห็นเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนวัว ควาย ซื้อขายกันโดยบังคับใช้กำลังอย่างป่าเถื่อน เป็นมาทุกยุคทุกสมัยครับการกดขี่….ผมว่าเพิ่มการกดขี่มากกว่านะ
การเปลี่ยนอำนาจหรือสังคมใหม่ในแต่ละยุคจะมีการขัดขว้างตลอด ดูตัวอย่างง่ายๆในแต่ละยุคนะครับ…
ขีดจำกัดของชนชั้นเดิมจะขัดขวางพัฒนาการสังคมใหม่
นายทาส ไม่เห็นด้วยกับระบบกระจายที่ดิน กระจายการดูแล ไม่ยอมรับว่า ไพร่เป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพ สามารถเสริมกำลังการผลิตและการทหารให้ผู้เป็นนายได้
ศักดินา ไม่เห็นด้วยกับการค้าขาย การใช้ทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไม่ยอมรับมูลค่าเพิ่มของธุรกิจบริการ
ชนชั้นนายทุน ไม่เห็นด้วยกับศักยภาพของ open source ไม่เน้นพัฒนาทุนทางปัญญาของลูกจ้าง
มันตามยุคตามสมัยที่เจริญครับ ตอนนั้นคนยังน้อยการปกครองแบบระบบศักดินานั้นดีที่สุดในตอนนั้น การตัดสินใจอะไรต่างๆ การบริหารรัฐเพียงไม่กี่คนก็ได้ขอให้มีขุนศึกในมือ……ต่อมาคนเริ่มเยอะขึ้นอะไรก็ซับซ้อนตามมา ไม่ว่า เศษรกิจ สังคม การเมืองการปกครอง พอคนมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดการขยายตัวไปทุกๆด้านตามมา ….จะมาใช้วิธีคิดและการตัดสินใจเพียงไม่กี่คนอัตรายต่อรัฐมาก…เพราะการตัดสินใจผิดหน่อยเดียวไม่รอบคอบความเสียหายใหญ่หลวงจะตามมาแน่นอน เคยได้ยินมีคนพูด สมัยก่อนเปลี่ยนแปลงว่า บริหารเหมือนเล่นตุ๊กตา ประเทศอาจถึงล่มจมได้…พอสังคมมันใหญ่ขึ้น เขาจึงคิดค้นระบบสภา ให้รวมหัวหลายๆหัวพากันคิด และตัดสินใจแต่ละครั้ง การผิดผลาดจะน้อยลง
*******************************************************************************************************************************************
แต่หลังจากนั้นยังไม่มีใครตัดสินได้ ทุกวันนี้กระแสทุนนิยมเสรียังนำอยู่ และก็ไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าประวัติศาสตร์ได้ตัดสินแล้วครับ ว่าแนวทางสังคมนิยม หรือ คอมมิวนิสต์ นั้นใช้กับเราในตอนนี้ไม่ได้
*******************************************************************************************************************************************
ผมเคยบอกไว้แล้วเหมือนคุณนั้นแหละ มันเป็นระบบที่คนคิดค้นไว้ ด้วยสายตาอันยาวไกลไม่รู้จะเป็นจริงหรือไม่ในอนาคต… แต่ที่ผมอ่านมาและคิดเอง แนวโน้มอาจจะเป็นอย่างที่ผมเขียนไปแน่นอน******************************************************************************************************************************************** เพราะแนวคิดนั้นขัดแย้งกับลักษณะพื้นฐานของมนุษย์ คือมีความอยากกันอยู่ทุกคน มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล รัฐไม่มีทางรู้ได้ว่าความต้องการที่แท้จริงของประชาชนคืออะไร ถ้าไม่ปล่อยให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี และใช้กลไกตลาดสะท้อนความต้องการที่แท้จริงออกมา แนวทางทุนนิยมทุกวันนี้คือรัฐเป็นผู้สร้างกติกาที่ยอมรับได้ ไม่ให้มีใครได้เปรียบเสียเปรียบจนเกินไป สนับสนุนการแข่งขัน ให้เกิดความหลากหลายมากที่สุด และผลประโยชน์จะตกอยู่กับผู้บริโภค ผมคิดว่าเรื่องนี้คุณก็เห็นได้ง่ายๆ อย่างมือถือเมื่อก่อนมี AIS เจ้าเดียว ราคาแพงมากทั้งเครื่อง ทั้งค่าบริการ แล้วทุกวันนี้เป็นไงครับ? ขนาดมีแค่สามค่าย ราคายังเหลือแค่นี้
********************************************************************************************************************************************
ได้เปรียบเสียเปรียบแนวทางทุนนิยม ประเด็นนี้ไม่ค่อยมีความรู้เท่าไร เลยไม่อยากแถ มันเจ็บสีข้าง ขอผ่าน-
พอจะรู้บ้างในเรื่องนี้ที่เขาเรียกกันว่า การเท่าเทียมกัน ในความหมายผมคือการเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์หรือเรียกอีกอย่างคือ สรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ… มนุษย์มีความหิวเหมือนกัน มีความหนาวร้อนเหมือนกัน เจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนกันทุกคน…สิ่งนี้แหละที่รัฐใดๆควรที่จะทำให้มีเท่าเทียมกัน…หิวก็มีกิน..หนาวก็มีห่ม…เจ็บไข้ก็มีโอกาศรักษาเข้าถึงแหล่งรักษาพยาบาล…ก็คือปัจจัย4ดีๆนี้เอง การเท่าเทียมกัน ไม่ใช่พากันเข้าใจในสื่อล้างสมองว่า เขาอยากเท่าเทียมในเรื่อง คุณรวยเขาก็อยากรวยตามคุณ คุณมีทรัพย์สินเงินทองมหาศาลที่หามาได้โดยน้ำพักน้ำแรงไม่มีใครคิดจะไปปล้นไปจี้แบ่งคุณเหรกอย่างที่สื่อโหมเขามาลักของในห้างก็ทำโดยปัจเจก เท่านั้นอย่างไปตีรวมอย่างที่สื่อโหมกระหน่ำยัดเข้าหัว ส่วนมากที่มาขอแค่เฉลี่ยในสิ่งมนุษย์จำเป็นต้องมีเท่านั้นเอง………
บทความนี้น่าจะได้อะไรดีๆบ้างในการเฉลี่ยสุข…………
The Quality of Life of a South East Asian : A Chronica of Hope from Womb to Tomb.
ศ. ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ -บางกอกโพสต์ ฉบับ 18 ต.ค. 2516
เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก
ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก
พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ
แต่สำคัญที่ พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง
ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ
ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้
และจะได้ รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมสติปัญญาเรียนชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้
ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวย หรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น
เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย
ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม
บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อ มีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน
ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก
ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก
และประเทศของผมจะได้มีโอกาส รับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม
ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศ ด้วยราคาอันเป็นธรรม
ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน
มีช่องทางได้กู้้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ ๆ มีตลาดดี
และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม
ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่
ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่น ๆ ที่ไม่แพงนัก
จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก
ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี
กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก
ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม
สามารถมีบทบาท และชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่าง ๆ
เที่ยวงานวันงานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร
ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่ม
เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์
หรือ สโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน
เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า
ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ
ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม
ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ
เมียผมก็ต้องการโอกาสต่าง ๆ เช่นเดียวกับผม
และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว
เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม
ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา
เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น
ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ
หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ
เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ
ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้
นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่น ๆ บ้าง
ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน
และอย่าทำพิธีรีตอง ในงานศพให้วุ่นวายไป
นี่แหละคือความหมายของชีวิต
นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน
สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุข
จงเป็นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้เกี่ยวกับความสวัสดี.
"...เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของ ทั้งหลาย นอกจากปัญญา
เรื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ ".
“ศ. ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ : 18 ต.ค. 2516”
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
อาจารย์ป๋วยได้เขียนความหวังไว้หลายข้อเมื่อ30ปีก่อนโน้น ผมนับถือ ว่าสายตาแกยาวไกลจริงๆ วันนี้เรามาช่วยกันตรวจสอบดูว่า สังคมไทยวันนี้ คนไทยวันนี้ทำได้แค่ไหน อย่างไร ถ้าทำไม่ได้เป็นเพราะอะไร แล้วเราจะช่วยกันอย่างไรดี
๑ เมื่อผมอยู่ในครรภ์มารดา ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และได้รับการเอาใจใส่และบริการอันดี ในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก
๒ ผมต้องการไปโรงเรียน...จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนสูงๆขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น
๓ บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่ จะต้องมีขื่อมีแป ไม่มีการคุกคามข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกันภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิดและวิชาของโลกมนุษย์ทั้งโลก...
๔ ในฐานะที่เป็นชาวนาชาวไร่ ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน...
๕ ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นส่วนในโรงงาน บริษัทห้างร้านที่ผมทำอยู่
๖ ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่นๆที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ก็ได้ โดยไม่ถูกรบกวนจากโฆษณามากนัก
๗ ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์หายใจ น้ำบริสุทธิ์สำหรับดื่ม
๘ เรื่องที่ผมเรียกร้องนี้ ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ
๙ ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัว ผมต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ
๑๐ เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามการเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ
๑๑ เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้ประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆบ้าง...ฯลฯ
********************************************************************************************************************************************
ผมนึกไม่ออกว่า ถ้าระบบทุนนิยมเสรีพัฒนาเต็มที่แล้วมันจะก้าวไปขั้นที่ สี่ ห้า (ขั้นที่สามยังพอนึกออกในบางประเทศที่ประชากรน้อย)อย่างที่คุณเขียนมาได้อย่างไร ผมไม่เชื่อว่าในที่สุดแล้ว รัฐจะรู้ว่าประชาชนต้องการอะไรโดยไม่มีการแข่งขันอย่างเสรี ก็ด้วยเหตุผลเดิมแหละครับ ความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่พวกพ่อค้าที่แข่งกันขายของกับประชาชนเท่านั้นแหละครับ ที่จะรู้ว่าความต้องการที่แท้จริงของสังคมคืออะไร ลองมองดูเทคไนโลยีต่างๆรอบตัวคุณสิครับ ว่ามีสิ่งไหนบ้างที่ไม่ได้เกิดมาจากการแข่งขันนายเวร wrote:การ ที่คุณตำหนิทักษิณ ว่าเป็นนายทุนหน้าเลือดเอาเปรียบสังคม คือเอาแต่ความเลวร้ายมาฉาย
ทั้งที่ความดีเขาก็มากมาย
ผมไม่แน่ใจว่าคุณรู้หรือเปล่าว่าทักษิณมันทำอะไรไว้บ้าง ผมเห็นด้วยกับคุณ Zereza ว่า ทักษิณนั่นแหละครับ ที่กำลังทำให้ประเทศไทยกลายเป็นระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาด ตามข้อแรกของคุณ สถานะตอนเริ่มต้นของมัน อาจอยู่ที่ข้อสอง แต่ความพยายามของมัน มันอยากให้กลายเป็นข้อแรก มันถึงอยู่ไม่ได้ไงครับ หมอนี่เอาเปรียบพ่อค้าคนอื่นไปทั่วด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งแก้สัญญา หาช่องทางทำกิน ออกกฏหมายเอื้อตัวเอง
*****************************************************************************************************************************************
ตรงนี้ขอแย้งโดยการแถนะครับ ทักจี้มันอาจจะแก้ระบบที่ผูกขาดของทุนเก่า มันก็ต้องมีบ้างแหละครับทำเพื่อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง คนเราต้องเห็นแกตัวธรรมดา คุณยังแอบจอดรถในที่ห้ามจอด อย่าบอกนะไม่เคยฝ่าไฟแดง แหะๆ ไฟจราจรนะ อย่าคิดลึกเหมือนนายเวรมันก็โกงทั้งนั้น ส่วนฝ่ายคุณโกงอย่างบ้าคลั้งที่สุดไม่ใช่เหรอที่ได้ข่าวมา…********************************************************************************************************************************************ทางการเมืองก็ทำลายระบบตรวจสอบ มันซื้อทั้ง สว. สส. ป.ป.ช. กกต. สื่อมวลชน(ไอทีวี มติชน) ผมไม่กล้าคิดว่าถ้ามันยังอยู่มันจะซื้ออะไรอีก ไอ้นโยบายที่ดีของมันทำดีก็ดีไป แต่สิ่งเลวๆที่มันทำนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะมันจะทำให้ระบบของสังคมโดยรวมพังไปด้วย( สิ่งสำคัญที่สุดคือกลไกการตรวจสอบกำลังจะพัง ) *********************************************************************************************************************************************นั้นแระครับ อำมาตย์และทุนนิยมสามานต์จงพินาศอย่างเพื่อนเสื้อแดงของผมท่านหนึ่งที่ทำเป็นสายเซนต์ มันเป็นแนวคิดต้อง ผ่านอำมาตย์แล้วล้มทุนนิยมสามานต์ต่อไปเพื่อก้าวสู่สังคมที่วางไว้ ตอนนี้อยู่ไหนหมดไม่เห็นมาช่วยกันเลย
![]()
ว่าจะพากันมายึดเสรีไทยซะหน่อย ทำเป็นบอร์ดแดงให้หมด
![]()
********************************************************************************************************************************************
นายเวร wrote:ตอนนี้ เรายังอยู่ ในขั้นที่ 1.คาบเกี่ยวขั่นที่2 ที่เป็นเผด็จการ แต่การบริหารที่ทักษิณ ที่ก้าวข้ามไปถึง
ระดับ3. การให้สวัสดิการแก่ประชาชน จนถึงขั้น รัฐสวัสดิการ
คุณช่วยชี้ให้เห็นหน่อยได้มั้ยครับ ว่าตอนนี้อำมาตย์คนไหนกำลังใช้อำนาจเผด็จการ หรือผูกขาดอะไรอยู่? ที่ผมเห็นคือพวกพ่อค้าอีกกลุ่มที่กำลังแย่งโครงการกันอยู๋ครับ ผมมองไปรอบๆกรุงเทพฯ เห็นโครงการก่อสร้างเต็มไปหมด บริษัทก่อสร้างก็แทบไม่ซ้ำหน้าเลย(ยกเว้นพวกทางด่วน ซึ่งเป็นมาทุกยุค) ข้าวของที่ซื้อก็มีให้เลือกมากมาย หลายยี่ห้อขึ้นทุกวัน โทรศัพท์ก็ยังมีสามค่าย ไม่แน่อาจจะมีค่ายที่สี่มาประมูล 3G ด้วยซ้ำ อะไรหรือครับที่ว่าผูกขาด??
********************************************************************************************************************************************อำมาตย์ที่ผมพูดถึงขอทำความเข้าใจนะครับมันคือระบบ “ระบบอำมาตย์” ไม่ใช่ตัวบุคคล อันนี้งานวิชาการครับ
มันเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกัน ถ้าคุณรู้ทักษิณและเครือข่ายของทักษิณผูกขาดธุรกิจอะไร ของกลุ่มทุนใหม่ก้าวหน้า
ส่วนทุนเก่ามีไม่กี่ตระกูลเหรกในเมืองไทย คุณน่าทราบข้อมูลอยู่แล้ว……
*******************************************************************************************************************************************นายเวร wrote:แต่การบริหารที่ทักษิณ ที่ก้าวข้ามไปถึง
ระดับ3. การให้สวัสดิการแก่ประชาชน จนถึงขั้น รัฐสวัสดิการ
รัฐสวัสดิการที่ว่า คงหมายถึงโครงการสามสิบบาทใช่มั้ยครับ? ถ้ามีโครงการอื่นอีกก็ช่วยบอกด้วย คุณรู้มั้ยครับ เรื่องโครงการประกันสุขภาพนั้น มันอยู๋ในรัฐธรรมนูญครับ ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ต้องทำ แต่ไม่เป็นไรผมถือว่าให้เครดิตทักษิณ ถือว่าทำให้เป็นจริงได้คนแรก แต่ตอนนี้มันก็เป็นแบบรักษาฟรีแล้วนี่ครับ
อ้าว…ตอนนี้ฟรีเหย๋อ ผมนึกว่ายกเลิกไปแล้ว เห็นบอกว่า 30 บาทตายทุกโรค แล้วฟรีมันจะรอดมั๊ยเนี้ยย![]()
สวัสดิการที่ว่าก็ยังมีอยู่ แล้วตอนนี้ก็ยังมี พ.ร.บ. เยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อนจากความผิดพลาดในการรักษา ผมคิดว่าเป็นสิ่งดี และเป็นการพัฒนาไปอีกขั้น คุณไม่ช่วยเชียร์ซักหน่อยหรือ ?? อย่างนี้ผมถือว่ารัฐบาลนี้อยู๋ในขั้นที่สามได้มั้ยครับ ??
![]()
********************************************************************************************************************************************ฮาครับฮา![]()
…ขั่นที่สาม…คิดได้ไง…ผมว่ามันจะย้อนไป0ไม่ว่า มีที่ใหนประชาธิปไตยโดยแต่งตั้ง…30/70 ต่อไปไม่รู้จะมีเลือกตั้งหรือเปล่า…รอฟังเสียงระเบิดถี่แน่ๆ ดักคอไว้ก่อนตอนใกล้เลือกตั้ง…แล้วมันหายไปใหน เอ็ม150 เนี้ย ทำไมมันหาย? ทำไมระเบิดมาแทน
ทำไมมาใช้ระเบิด? มันไม่มีอะไรชับซ้อนเลย….อคติบังตาแท้ๆ…..ล่าสุดเขาเขียนออกมาแล้วระเบิดที่สีลม….ว่างจะเอามาให้อ่าน
คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดเลือก…พรรคประชาธิปด เป็นมาหลายยุคแล้วไอ้ประเภทงูเห่างูหอนเนี้ย…แต่ก่อนรัฐบาลหอย…เดี๋ยวนี้ก็รัฐบาลในค่ายทหาร
ทหารทำไมรักแต่พรรคนี้จัง ตอนตากใบท่านทักจี้ก็ไม่น่าจะสั่งโหดขนาดนั้น…
ไปเสียชีวิตที่ใหนทั้งหมดชันสุตรโดยหมอผีฟูฟู หมดราคาสำหรับผมจริงๆท่านหมอผีท่านนี้ งานวิชาการไม่เชื่อถือแล้ว
…สั่งตาหานไปสลายชุมนุมที่ทำเนียบ..ไปนั้งเฝ้า..แต่กับเราตาหานยิงหัว……ม๊อบไพร่ไร้เส้น…![]()
![]()
********************************************************************************************************************************************.นายเวร wrote:ต้อง เข้าใจนะครับทีนี้ ตอนนี้มันขั้นตอนที่1คาบเกี่ยวขั้นที่2 มันยุคเผด็จการอำมาตย์รวมกับขุนศึก ยังไงมันก็ต้องเข้าไปสู่ยุคทุนนิยมอยู่แล้ว
ยกมาให้ดูอีกที ไม่ทราบว่าคุณยังคิดเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า
สำหรับผม ผมไม่เข้าใจอย่างคุณหรอกครับ ผมคิดว่าตอนนี้อำมาตย์กับขุนศึก กำลังร่วมมือกันกำจัดเสนียด***ของประเทศไทยที่ชื่อ ทักษิณ อยู่ครับ



นายเวร wrote:ทุกวันนี้แก้ที่ระบบไม่ใช่หรือที่ปฎิรูปกัน
หรือแก้บุคคลบอกผมหน่อย ดูที่ผมเอามาให้อ่านล่าสุด ยังไม่อ่านหรือ
อ.ลิขิต wrote:สาเหตุมาจากตัวแปรใหญ่ๆ สองตัวแปร ตัวแปรแรก คือ ความอ่อนแอหรือความบกพร่องของระบบ หรือจากตัวผู้นำทางการเมือง
มิน่าถึงเร่งกระผม....อัดข้อมูลเต็มๆเตรียมไว้แล้วนี่นา
ผมอ่านตาแฉะแน่นอน...
ท่าจะดี มีให้โหลดฟังดีกว่า.....
นายเวร wrote:นั้นแระครับ อำมาตย์และทุนนิยมสามานต์จงพินาศอย่างเพื่อนเสื้อแดงของผมท่านหนึ่งที่ทำเป็นสายเซนต์ มันเป็นแนวคิดต้อง ผ่านอำมาตย์แล้วล้มทุนนิยมสามานต์ต่อไปเพื่อก้าวสู่สังคมที่วางไว้ ตอนนี้อยู่ไหนหมดไม่เห็นมาช่วยกันเลย ว่าจะพากันมายึดเสรีไทยซะหน่อย ทำเป็นบอร์ดแดงให้หมด