นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

เรื่องการเมือง เชิญที่นี่เลยครับ
Forum rules
- ห้ามใช้คำพูดหยาบคาย
- ห้ามโพสกระทู้หรือข้อความที่ดูหมิ่นเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด

เชิญทุกท่านเข้าสู่บอร์ดใหม่ได้ที่ http://webboard.serithai.net ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ viewtopic.php?f=2&t=44976 ครับ

นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby eastisred » Fri Sep 03, 2010 4:26 am

คนป่วยโรคจิตประสาทเป็นนายพลได้หรือ? จากเวบบอรด อาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์

ผู้เขียน: คนไทย
ความ เสียหายของชาติอาจเกิดขึ้นจากระบบเส้นสาย ท่านเชื่อหรือไม่ ว่า มีคนป่วยเป็นโรคจิตประสาท ได้เป็นถึงนายพล เป็นเรื่องจริงที่ไม่ใช่ใส่ความ เพราะมีหลักฐานการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล ที่ระบุโรคชัดเจน แต่น่าแปลกที่ความเหลวแหลกของราชการที่ยังยอมให้คนบางคนที่ไม่ปกติทางจิต มีอำนาจ
แล้วเมืองไทยจะเหลืออะไร?


ขอถามท่านว่า คุณมีความรู้เกี่ยวกับอาการทางจิต มากขนาดไหนครับ

คนที่เข้าโรคบาลจิตเวช ทุกคนเป็นคนวิกลจริตไหนครับ

จากสนตะพาย ถึงอ้ายด้อยพัฒนา


แปลกนะครับ คนเราเครียดไปหาหมอจิตเวช
อ้ายพวกไดโนเสาร์ว่า

บ้า


ที่มันกลัดกลุ้ม เป็นไหว้ พ่อจตุคาม มานไม่เป็นไร

จิตเวช กับ เดียรฉานวิชา
อย่างไหนน่าเชื่อถือกว่า

Image

ความมืดบอดทางความเห็นของคนไทย

Image

Image

ปณ คนบ้ามานยังไม่ชักจูงคนให้งมงายเลยครับพี่น้อง


ฟังไลมาอย่าเชื่อหมด
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby eastisred » Fri Sep 03, 2010 4:30 am

คนเป็นโรคจิตหรือคนวิกลจริต คนทั่วไปมักเรียกว่า "คนบ้า" ซึ่งจะสังเกต ได้จากการแสดงออกที่แตกต่างไปจากคนปกติทั่วไปเช่น หัวเราะคนเดียว พูดคนเดียว มี หูแว่ว เห็นภาพหลอนมีพฤติกรรมแปลก ๆ เปลี่ยนไปจากปกติ เช่น แก้ผ้าในที่สาธารณะ พูดจาไม่รู้เรื่อง ความคิดผิดปกติไปจากเดิม คิดว่าตนเองเป็นใหญ่ เป็นโต เป็นดารา เป็นผู้วิเศษ เหาะเหินเดินอากาศได้ บางคนมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อตนเอง และผู้อื่นจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ผู้ป่วยโรคจิตในระยะเริ่มแรกนั้นสังเกตได้ค่อนข้างยาก โดยส่วนใหญ่แล้วคน ใกล้ชิดกว่าจะรู้ก็ต่อเมื่อมีอาการเป็นมากแล้ว ซึ่งอาการที่เรามักสังเกตเห็นนั้นอาจมีลักษณะดังนี้ คือ

บุคลิกภาพหรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และผิดปกติไปจากสังคมทั่วไป ซึ่งส่วนมากจะมีลักษณะประหลาดหรือไม่ถูกกาลเทศะ เช่น เคยเป็นคนสะอาดเรียบร้อยก็กลายเป็นคนสกปรกมอมแมม คนที่เคยสุภาพกลายเป็นคนหยาบคาย ทะลึ่งตึงตัง หรือร้องรำทำเพลงตามถนน หนทาง พูดเพ้อเจ้อไม่ได้เรื่องราว

ในด้านความคิด ผู้ป่วยโรคจิตบางคนจะคิดหรือ เห็นในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง เช่น หลงผิดคิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ หรือคิดว่าจะมีคนทำร้ายทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วไม่มี บางคนจะรับรู้ หรือมีสัมผัสสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงเช่น หูแว่ว ได้ยินเสียงคนมาพูด บางรายมีภาพหลอนโดยเห็นภาพต่าง ๆ ไปเอง

ในด้านอารมณ์ ผู้ป่วยโรคจิตจะมีอารมณ์เปลี่ยน แปลงไปได้มาก เช่น แสดงอารมณ์ ไม่สอดคล้องกับความนึกคิด หรือสภาพแวดล้อม เมื่อพูดเรื่องเศร้าเช่น แม่ตายกลับแสดงอาการหัวเราะชอบใจ หรือมีอาการเหมือนทองไม่รู้ร้อน ถ้าคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคจิต และได้รับการรักษาแล้ว กลับไปบ้าน คุณสามารถสังเกตอาการที่กลับเป็นซ้ำได้ โดยมีอาการเตือนที่พบได้บ่อย ๆ เช่น รู้สึกตึงเครียด กระวนกระวาย ซึมเศร้า นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ขาดสมาธิ เบื่อหน่าย ไม่มีความสุข เบื่ออาหาร กินได้น้อย ความจำไม่ดี ย้ำคิดย้ำทำ ไม่อยากพบปะผู้คน รู้สึกว่าถูกคนอื่นนินทาว่าร้าย ไม่สนใจสิ่งรอบ ๆ ตัว มีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน รู้สึกไร้ค่า คิดฟุ้งซ่าน

โรคประสาทมีหลายประเภท ได้แก่ โรคประสาทวิตกกังวลทั่วไป โรคประสาท กลัวอะไรเฉพาะอย่าง โรคประสาทวิตกกังวลเกี่ยวกับเจ็บป่วยของร่างกาย โรคประสาทตื่นตกใจง่าย โรคประสาทกลัวที่โล่งแจ้ง โรคประสาท กลัวการเข้าสังคมและโรคประสาทย้ำคิดย้ำทำ และการที่บุคคลจะป่วยเป็นโรคประสาทชนิดไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของบุคลิกภาพของผู้นั้นว่ามีลักษณะเช่นไร เช่น โรคประสาทย้ำคิดย้ำทำ มักพบในบุคคลที่มีบุคลิกภาพเจ้าระเบียบหรือสมบูรณ์แบบ

อาการไม่รุนแรงเท่าโรคจิต อาการเด่น ๆ ของโรคประสาท จะมีความรู้สึกกลัวหรือวิตกกังวลเป็นอาการหลัก โดยความกลัวจะเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อมีสิ่งเร้าที่เห็นได้ชัด เช่น กลัวเสือ กลัวความมืด กลัวการอยู่ในที่แคบ ๆ เป็นต้น ส่วนความวิตกกังวลคือ ความกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เช่น กังวลเกี่ยวกับผลสอบเอ็นทรานซ์ ทั้งที่ยังไม่ได้ประกาศออกมา เมื่อความกลัวหรือความวิตกกังวลเกิดขึ้น จะมีผลต่อพฤติกรรมของคนเรา ทำให้อาการทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้ เช่น หัวใจเต้นแรง หายใจไม่อิ่ม ท้องไส้ปั่นป่วน ปวดหรือเวียนศีรษะ และบางคนอาจเกิดปฏิกิริยาต่อความกลัวในขั้นรุนแรง จะมีอาการตื่นกลัวและตกใจอย่างมาก ถึงขนาดจะเป็นลมหมดสติ และถ้าความกลัวหรือความกังวลเกิดอยู่นาน ๆ บุคคลนั้นจะรู้สึกเหนื่อยเชื่องช้าลง ซึมเศร้า กินอะไรไม่ลง นอนไม่หลับ หรือฝันร้ายบ่อย ๆ และจะคอยหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่คล้าย ๆ กันนั้นอยู่บ่อย ๆ จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตได้

กล่าวโดยสรุป ผู้ป่วยโรคประสาทจะมีอาการดังนี้คือ
1. วิตกกังวล กลัว ย้ำคิดย้ำทำ
2. อาการดังกล่าวมีมาก จนกระทบกระเทือนต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่นการกิตอยู่หลับนอน การทำงาน และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
3. รู้ตัวเองดีว่ามีอาการผิดปกติ
4. รู้สึกทรมานกับอาการที่เป็นอยู่ และต้องการการรักษาถ้าคุณมีอาการดังกล่าวมาทั้ง 4 ข้อ ขอให้รีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน


เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดสุดท้ายนี้หวังว่าท่านคงเข้าใจถึงความแตกต่างของโรค จิตและ โรคประสาทหากเจ็บป่วยด้วยโรคจิตหรือโรคประสาทก็มีหลักในการดูแลรักษาขึ้น อยู่กับแพทย์จะวางแผนการดูแลรักษาอย่างไรคงต้องมีการพูดคุยกันระหว่าง แพทย์ ผู้ป่วย และญาติต่อไป.
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby eastisred » Fri Sep 03, 2010 4:38 am

madman

โรคจิต .... จริงๆแล้วโรคจิตเป็นคำกว้างๆที่ประกอบด้วยหลายประเภท
เช่น โรคจิตชนิดเฉียบพลัน, โรคจิตชนิดที่เกิดจากร่างกาย ,
โรคจิตชนิดหลงผิด, โรคจิตเภทระยะสั้น,โรคจิตเภท

แม้จะแบ่งย่อยได้หลายๆแบบ แต่อาการที่มีเหมือนๆกันก็คือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคจิต
มักจะไม่รู้ว่าตนเองกำลังป่วย(Lack of insight) หนำซ้ำยัง “เชื่อ”ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง
โดยที่ไม่สงสัยเลยว่ามันประหลาดล้ำและช่างไม่น่าเป็นไปได้เอาซะเลย

โทรจิตบอกว่า ตื่นซะทีไอ้ขี้เกียจ เมื่อไหร่พระองค์จะไปศรีธัญญาซะที”
“พวกประชาสัมพันธ์กระจายเสียงกิน เล่นละครสมองกล จอทีวีไฟฟ้าปล่อยมาทาง
เครื่องไฟฟ้าดูดตัว...ดัดแปลงเป็นอาวุธสงคราม มีไมโครโฟนใส่แม่เหล็ก
เครื่องกระจายเสียงกิน” ( จากบทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิต)



ซูมิ (ตะโกนเสียงดัง)

“บอกพ่อไปสิ...ซูหยวน ว่านังแม่เลี้ยงมันรังแกเราตลอดเวลา
อย่าเอาแต่ร้องไห้สิ...ซูหยวน”


พ่อ(เสียงสั่นเครือ) “ หยุดซะทีซูมิ ...เมื่อไหร่ลูกถึงจะยอมรับความจริง...
ว่าซูหยวนตายไปแล้ว!!!” ( จากภาพยนตร์เรื่อง “ตู้ซ่อนผี”)



คุณนายนวลจัน...เธอขาดความสัมพันธ์กับมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างสิ้นเชิง
แม้จะยังพูดจารู้เรื่อง(แต่ชอบพูดกับตัวเอง) แม้ความคิดยังเชื่อมโยงสัมพันธ์กันและไม่เลอะเลือน
แต่วันเวลาทั้งหมดของเธอก็ล้วนจมอยู่แต่ในโลกสีชมพู ที่ตนเองปั้นแต่งเอง
กระทั่งเชื่อและเห็นอย่างเกินจริง กระทั่งโดนครอบงำด้วยโลกหลอนๆของตนเองตลอดมา...
( “เป็นชู้กับผี”)




อาการทางจิตหลงผิดประสาทหลอนเหล่านี้ หากเกิดกับใครแรกๆเขาผู้นั้นรู้สึกสองจิตสองใจ
ว่านี่มันเรื่องจริงหรือเห็นไปเอง และพยายามปกปิดผู้อื่นในช่วงแรกๆ และเก็บอาการไม่อยู่ในระยะต่อมา


“ดูเหมือนเทรเวอร์ก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติ แต่แล้วความสับสนก็เริ่มก่อตัวขึ้น
เมื่อจู่ๆมีผู้ชายหัวเหม่งร่างใหญ่เข้ามาผูกมิตรด้วย เขาแนะนำตนว่าชื่ออีแวน”
( The Machinist)

ในบรรดาหลายประเภทของโรคจิตนั้น โรคจิตเภท(Schizophrenia)
จัดได้ว่ามีความรุนแรงของโรคมากที่สุด


ทั่วโลกมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ราว 1 %ของประชากรโลก ,โดยในแต่ละปีมีผู้ป่วยใหม่ราว 2 ล้านคน
และผู้ป่วยประเภทนี้ มีอัตราการป่วยซ้ำมากที่สุด และมีอัตราฆ่าตัวตายสูงถึงกว่า 40 %
...ตัวละครโรคจิตทั้งหลายในโลกภาพยนตร์นั้น มักจะป่วยด้วยโรคจิตเภท



โดยโรคนี้ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติหลายด้าน ดังนี้ครับ ...

1... ผิดปกติทางด้านการรับรู้ (Disorder of Perception) มีอาการประสาทหลอน


(Hallucination) ตั้งแต่เห็นภาพหลอน-ได้ยินเสียงหลอน- ได้กลิ่นหลอน ฯลฯ...

“หล่อนได้กลิ่นกายของผัว ได้ยินเสียงผัวมากระซิบออดอ้อน ได้เห็นผัวรักมาปรากฏกายเป็นเงาตะคุ่มๆ
หนำซ้ำยังกอดจูบลูบโลม และร่วมรักกับผัวอย่างสุดหฤหรรษ์” (เปนชู้กับผี)



“เทรเวอร์คิดถึงมาเรียสาวม่าย ที่เขาเพิ่งควงเธอและนิโคลัส (ลูกชายของเธอ)
ไปเที่ยวสวนสนุก บ้านผีสิง แต่เย็นนี้...เมื่อเขาแวะไปหาเธอที่ร้านกาแฟ
เช่นที่เคยปฏิบัติเป็นกิจวัตร ก็กลับพบว่า...ไม่มีมาเรียสาวเสริ์ฟ ไม่ใช่เพราะเธอไม่มา
แต่...มาเรียนั้นไม่มีตัวตนใดๆทั้งสิ้น!”(The Machinist)


“ สิ่งที่จอห์น แน็ซต้องตกตะลึงก็คือ องค์กรลับอันขรึมขลังอลังการ
และบัดนี้ ท่อนแขนขวาของเขาถูกฝังไว้ด้วยแผงรังสีที่มีโค้ดลับ” (A Beautiful Mind)


“ เมื่อซุมิลืมตาขึ้น เธอมองไปที่ปลายเตียง สิ่งที่เธอเห็นก็คือ...
ร่างของสาวผมยาวยืนก้มศีรษะ สีหน้าบิดเบี้ยวและซีดเผือดเหมือนศพ”( ตู้ซ่อนผี )




2 ... มีความผิดปกติทางด้านความคิด(Disorder of Thought) โดยหนักไปในทางหลงผิด (Delusion)


2.1 หลงผิดคิดว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญระดับสุดยอด หรือ เพื่อชดเชยความรู้สึกด้อยค่าว้าเหว่
หรือรู้สึกขาดที่พึ่งอย่างรุนแรง จนเห็นเป็นภาพหลอน


“ผมกำลังทำงานลับให้รัฐบาล เกี่ยวกับการถอดรหัสที่รัสเซียส่งมา”(A Beautiful Mind)

“ผมเกิดรู้ขึ้นมาเองว่าอีก 100 วันก็จะโลกาวินาศ และผมจะได้เป็นศาสดาองค์ใหม่” (บทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิตเภท)

เพื่อสนองความต้องการ การดูแลเอาใจใส่ หมอสุธีเกิดอาการลวงหลอนว่าเขาคือนายชลสิทธิ์
ที่มีโอ๋พี่สาวผู้แสนดีดังนางฟ้า คอยปลอบใจพะเน้าพะนอ ( บอดี้ ศพ 19)



...ชีวิตโดดเดี่ยวในรั้วมหาวิทยาลัยใช่ว่าเขาจะไม่มีใครซะเลย เขายังมี ชาร์ลส์
เพื่อนร่วมห้องผู้อารมณ์ดี แถมยังมีมาร์ซี่หลานรักตัวน้อย ที่เขามักคิดถึงในยาม
ว้าเหว่...แต่ทั้งหมดนี้มันเป็นเพียงภาพลวงตาที่เขาคิดเองเออเองทั้งสิ้น...
(A Beautiful Mind)




2.2 หลงผิดชนิดหวาดระแวง คิดว่ามีคนคอยด่าว่า คอยจ้องทำร้ายหรือลอบฆ่า

“ช่วงนี้คิดอะไรไปคนอื่นก็จะรู้หมด ทำให้ไม่ค่อยกล้าไปไหน
แม้แต่ตัวละครในทีวีก็จ้องมาที่ฉันอย่างมีเลศนัย” (บทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิตเภท)

“มีคนมาใส่ร้ายฉันว่าทำผิดทำชั่ว จะต้องโดนตำรวจใส่โซ่ตรวน แม้แต่อาจรย์คุมสอบ
ก็ยังวางแผนจะลอบฆ่า และจะเอาศพไปเผาที่เมืองกาญจน์” (บทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิตเภท)

“ผู้ป่วยมีอาการหวาดระแวงมากจนตัวสั่นและดิ้นทุรนทุราย
พร้อมกับร้องว่าตายดีกว่า จะเอามีดมาเชือดคอตนเอง...” (บทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิตเภท)



3 ... มีความผิดปกติด้านพฤติกรรมและอารมณ์ มักจะสังเกตได้ว่า

ผู้ป่วยเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เช่น พูดจาแปลกๆฟังดูสับสนเกินจริง
ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว ปล่อยข้าวของรกรุงรัง น้ำท่าไม่ยอมอาบ
แต่บางรายก็ใส่เสื้อหลายๆชั้นทั้งที่อากาศร้อน(โดยอ้างว่ากันเชื้อโรคเข้าตัว,
กลัวความลับรั่วไหลจากผิวหนัง),หงุดหงิดงุ่นง่านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน




มีการแสดงอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมอยู่บ่อยๆ เช่น จู่ๆก็หัวเราะลั่น
ในขณะที่คนอื่นกำลังเศร้าโศก หรือ ร้องไห้ลั่นท่ามกลางผู้คนเต็มโรงหนัง
ที่กำลังหัวเราะกับหนังตลกตรงหน้า แม้แต่การพูดพร่ำเพ้อ
พูดมุบมิบอยู่คนเดียวตลอดทั้งวัน




“ 9 เดือนก่อนมาโรงพยาบาล สมองมึนงง เฉื่อยชา นั่งซึมเบื่อหน่ายงาน
มองอะไรก็อยู่ท่านั้นนานๆ ใจคอไม่ค่อยดี สับสน วุ่นวาย บางครั้งความคิดก็ว่างเปล่า
ไม่มีสาธิกับทุกอย่าง...แล้วจู่ๆก็เกิดกลัวผีขึ้นมา...” (บทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิตเภท)



“เอาแต่นอนทั้งวัน ไม่ยอมพูดจา ถอนใจ ขยิบตา ส่ายหัวทำปากขมุบขมิบบ่อยๆ
จู่ๆก้ยิ่ม อารมณ์ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ยิ่งนานวันผู้ป่วยก็ยิ่งซึมมาก
สุดท้ายก็ไม่พูดกับใครอีกเลย...” (บทบันทึกของผู้ป่วยโรคจิตเภท)




สาเหตุแห่งโรคจิตเภท ? บัดนี้ยังไม่มีใครให้คำตอบได้อย่างชัดเจนฟันธง
นักวิทยาศาสตร์เพียงระบุว่า เกิดจากปัจจัยร่วมทางกรรมพันธุ์-สิ่งแวดล้อม และสารชีวเคมีทางสมอง



แนวทางการรักษาโดยส่วนใหญ่แพทย์จะใช้ยา(ซึ่งในปัจจุบันมีประสิทธิภาพดีขึ้นมาก)
และด้วยวิธีการทางจิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสิ่งแวดล้อม,ผู้อื่น และตนเองได้ดียิ่งขึ้น


นอกเหนืออื่นใด พ่อแม่และญาติพี่น้องก็ควรได้รับคำแนะนำการดูแลเอาใจใส่แก่ผุ้ป่วยที่ถูกต้อง
และเหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลที่ดี(ไม่มีความเข้าอกเข้าใจ)
เพียงในปีแรกผู้ป่วยมักมีอาการทรุดลงถึง 48 %
และ ทรุดลงในปีต่อมาถึง 66 %
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby ฉลาม » Fri Sep 03, 2010 4:42 am

Image

พระรูปนี้มักจะรับนิมนต์ไปปลุกเสก จตุคาม

0000

“โดยส่วนตัว ผมเป็นผู้ที่เคารพนับถือจตุคามรามเทพมานานแล้ว นานก่อนที่จะเกิดการขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผมได้รู้จักกับ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล สมัย เป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มในการสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพรุ่นแรก เมื่อปี 2530 และได้สร้างจตุคามรามเทพรุ่นที่ 2 คือ รุ่นกู้ชาติเมื่อต้นปี 2549 ที่ผ่านมา ทุกวันนี้ ผมยังพกยันต์เก่าแก่ขององค์พ่อจตุคามฯ ติดกระเป๋าไปไหนมาไหนด้วยเสมอๆ”

นั่นคือคำกล่าวของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่เปิดเผยต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในการจัดงานรำลึก 1 ปีกู้ชาติทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี NEWS1เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 ที่ผ่านมา

ผ้ายันต์จตุคามรามเทพที่สนธิ ลิ้มทองกุลพกติดตัวเป็นประจำ
Image


ขณะเดียวกันสนธิก็ได้เปิดเผยถึงความช่วยเหลือของจตุคามรามเทพในการจัดทำธงพญาชิงชัยด้วยว่า “คนทรงบอกให้ผมถือธงพญาชิงชัยนำขบวนไปทุกครั้งที่มีการชุมนุม จะได้รับชัยชนะโดยที่ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้”

ถามว่า แล้วสนธิไปรู้จักกับจตุคามรามเทพและพล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุลได้อย่างไร
เรื่องนี้คงต้องย้อนหลังกลับไปในราวปี พ.ศ.2540....

ในปีพ.ศ.2540 ขณะที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างหนักหนาสาหัสอันเนื่องมาจากการโจมตีค่าเงินบาท จนทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินจำนวนไม่น้อยต้องปิดตัวไป ขณะที่ธุรกิจน้อยใหญ่ต่างก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากชนิดเลือดตาแทบกระเด็น

“สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือหนึ่งในผู้ที่อยู่ในชะตากรรมเช่นนั้น

ในระหว่างที่เคว้งคว้างและไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครดี ก็มีเหตุบังเอิญได้พบกับ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล

“ผมบอกว่า เอายังงี้ก็แล้วกัน ถ้าคุณสนธิเชื่อว่าองค์จตุคามรามเทพจะช่วยได้ให้ไปเจอกับผมที่นครศรีธรรมราช ผมก็ไม่นึกว่าเขาจะไปจริง เพราะเขาเป็นนักเรียนอเมริกา ประเทศที่เจริญประเทศที่ศิวิไลซ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จะมาเชื่อในเรื่องอย่างนี้คงยาก แต่คุณสนธิก็ไปและได้ทำพิธีให้พบกับจตุคามรามเทพ แต่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้บอกว่าจตุคามรามเทพเป็นใคร ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คือผมต้องการจะรู้ว่าเขาจะมีความเชื่อถือศรัทธาขนาดไหน เพราะความเชื่อเป็นสิ่งที่วัดกันไม่ได้ อีกอย่างคือการทำอะไรต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้เปิดปุ๊ป ติดปั๊ปเหมือนกับโทรทัศน์ มันมีเงื่อนไขของฟ้าดิน เหมือนกับฤดูกาลของชีวิต ก็ให้เขาดูไปก็แล้วกัน”

นั่นคือคำพูดของ พล.ต.ท.สรรเพชญ

ต่อมาเมื่อได้มีการทำพิธีที่ศาลหลักเมืองประจวบคีรีขันธ์ราวปลายปีพ.ศ. 2540 โดยมีการสร้างพระนาคปรก 5 เศียรขึ้นเนื่องจากเล็งเห็นแล้วว่าจะเสียกรุงรัตนโกสินทร์ จักต้องทำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อที่จะต่อต้านรังสีจากดาวพระเคราะห์ต่างๆ และแก้ไขให้เรื่องร้ายกลายเป็นเบา จตุคามรามเทพก็ได้ให้สนธิเป็นเจ้าภาพ 4 องค์ พร้อมกับชาญชัย มโนมัยพิบูลย์ แห่งคาวาซากิและพล.ต.ต.ตรีทศ รณฤทธิวิชัยร่วมเป็นเจ้าภาพด้วยอีกจำนวนหนึ่ง

จากนั้นไม่นานนัก ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อ “ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้นดำเนินการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างผิดพลาด และเมื่อสนธิออกมาวิพากษ์วิจารณ์โจมตีก็ไม่พอใจ พร้อมทั้งเล่นงานสนธิในทุกวิถีทาง

สุดท้ายสั่งให้ธนาคารเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย แต่กลับกลายเป็นว่า ทำให้สนธิหลุดพ้นจากหนี้สินต่างๆ โดยไม่คาดฝัน และจากนั้นก็ฟื้นฟูกิจการจนดีขึ้นเป็นลำดับ

“ทีแรกผมก็ไม่เชื่อ แต่องค์จตุคามรามเทพได้พิสูจน์หลายๆ อย่างจนผมไม่อาจยอมรับความจริงได้ ผมพกจตุคามรามเทพติดตัวตลอดเวลา ที่ไม่ขาดเลยคือผ้ายันต์ที่ใส่เอาไว้ในกระเป๋าสตางค์ ส่วนที่ขึ้นคอก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ปกติจะแขวนพังพระกาฬ สำหรับปัจจุบันนี้ผมแขวนจตุคามรามพระผงนาคปรก 5 เศียร 3 องค์ สีดำ สีแดงและสีขาว โดยสีขาวและสีดำทำพิธีเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2550 ที่เพชรบูรณ์ ส่วนองค์สีแดงเป็นรุ่นพิเศษที่ทำขึ้นมาแค่ 299 องค์เพื่อมอบให้กับผู้ใกล้ชิดท่านั้น”

“ถามว่า จตุคามรามเทพช่วยเหลือและปกป้องอะไรผมบ้าง ผมขอตอบสั้นๆ ว่าตลอดเวลาที่ผมแขวนจตุคามรามเทพหรือพกผ้ายันต์ ไม่เคยมีภยันตรายใดๆ กล้ำกรายเลยแม้แต่เพียงนิดเดียว”สนธิเล่าพลางหยิบผ้ายันต์ที่พกติดตัวและพระผงนาคปรก 5 เศียรที่แขวนเอาไว้มาให้ดู

กล่าวเฉพาะผ้ายันต์ที่สนธิพกติดตัวตลอดเวลานั้น ถ้าใครได้เห็นจะต้องยอมรับว่าคำกล่าวของสนธิไม่เกินเลยไปจากความจริง เพราะเป็นสภาพของผ้ายันต์ที่ผ่านการใช้งานจริงๆ ไม่ใช่ผ้ายันต์ที่แขวนเอาไว้ประดับข้างฝา

ที่สำคัญคือไม่ได้มีแค่ผืนเดียว หากแต่มีถึง 5 ผืนเลยทีเดียว

จตุคามรามเทพพิมพ์สี่เหลี่ยม 3 องค์ที่สนธิ ลิ้มทองกุลแขวนติดตัวในปัจจุบัน

Image

ดวงตราสุริยันเนื้อว่านและจันทราเนื้อสีขาวของสนธิ ลิ้มทองกุล
Image
Image

อย่างไรก็ตาม ถ้าใครที่เคยไปพบสนธิที่อาคารบ้านพระอาทิตย์ก็จะพบว่า ภายในห้องทำงานของสนธิมีรูปหล่อของจตุคามรามเทพขนาดบูชาประดิษฐ์สถาน รวมถึงผ้ายันต์ของจตุคามรามเทพติดเอาไว้เช่นกัน

และเมื่อสนธิมีความคิดที่จะตั้งมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน แต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะดำเนินการและทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อปกป้องพิทักษ์ประเทศไทย สนธิได้นำความเรื่องนี้ไปปรึกษาพล.ต.ท.สรรเพชญและจตุคามรามเทพ ผลที่ปรากฏออกมาก็คือ จตุคามรามเทพอนุญาตให้สนธิจัดทำดวงตราสุริยันจันทรา “รุ่นยามเฝ้าแผ่นดิน” ขึ้นมาเป็นการ พิเศษอีกด้วย

“องค์จตุคามรามเทพท่านคงเห็นความตั้งใจของผม จึงอนุญาตให้ดำเนินการจัดสร้าง โดยทำทั้งหมด 2 สีด้วยกันคือสีแดงและสีขาว สีละ 39,999 องค์ เพื่อมอบให้ทุกท่านที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน สำหรับแบบของรุ่นนี้จะทำเป็นแบบกลมเหมือนกับรุ่นแรกและรุ่น 2 แต่ด้านหน้ามีการเปลี่ยนแปลงโดยทำเป็นองค์จตุคามรามเทพประทับบนนาคปรก 7 เศียร”สนธิอธิบายถึงที่มาที่ไปของจตุคามรามเทพรุ่นยามเฝ้าแผ่นดิน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ เมื่อจตุคามรามเทพรับรู้ถึงการทำงานของสนธิที่ช่วยกอบกู้บ้านเมืองให้พ้นจากความหายนะด้วยการโค่นรัฐบาลเผด็จการลงไปได้ รวมทั้งรับรู้ด้วยว่าในปี พ.ศ.2550 นี้นั้น ราหูจะอวตารในปีหมูอีกครั้งและจะทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจการเมืองรุนแรงยิ่งกว่าในปี พ.ศ.2539 จึงได้พล.ต.ท.สรรเพชญออกแบบรูปประติมากรรมพระนาคปรก 7 เศียร หล่อด้วยโลหะธาตุแบบลอยองค์ ขนาดความสูง 1 เมตร 9 เซนติเมตรจำลองรูปองค์จตุคามรามเทพประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาเหนือบัลลังก์พญานาคราช และมอบหมายให้สนธิเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างเพื่อช่วยกอบกู้บ้านเมืองให้พ้นจากความหายนะอีกครั้งหนึ่ง

นำมาจาก http://www.manager.co.th
User avatar
ฉลาม
 
Posts: 3824
Joined: Sun Aug 08, 2010 1:46 am

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby eastisred » Fri Sep 03, 2010 4:42 am

วันนี้คุณเป็นโรคจิตหรือยัง

Image อ้ายฟัก
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby ฉลาม » Fri Sep 03, 2010 4:45 am

สุดท้ายก็ล้มละลาย ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง
User avatar
ฉลาม
 
Posts: 3824
Joined: Sun Aug 08, 2010 1:46 am

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby eastisred » Fri Sep 03, 2010 4:48 am

โรคประสาทมีหลายประเภท ได้แก่ โรคประสาทวิตกกังวลทั่วไป โรคประสาท [color=#FF4000]กลัวอะไรเฉพาะอย่าง โรคประสาทวิตกกังวลเกี่ยวกับเจ็บป่วยของร่างกาย โรคประสาทตื่นตกใจง่าย โรคประสาทกลัวที่โล่งแจ้ง โรคประสาท กลัวการเข้าสังคมและโรคประสาทย้ำคิดย้ำทำ และการที่บุคคลจะป่วยเป็นโรคประสาทชนิดไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของบุคลิกภาพของผู้นั้นว่ามีลักษณะเช่นไร เช่น โรคประสาทย้ำคิดย้ำทำ มักพบในบุคคลที่มีบุคลิกภาพเจ้าระเบียบหรือสมบูรณ์แบบ[/color]

แล้วหาเดียรฉานวิชาแล้ว เขาจะดีขึ้นมั้ยครับ

เวลาหาหมอจิตเวช สังคมอำมาตย์ มาน ก็ว่าบ้า อีก เฮ้อเมืองทาย


ทายซิ ว่า สวรรค์ หรือ นรก
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby eastisred » Fri Sep 03, 2010 4:50 am

ฉลาม wrote:สุดท้ายก็ล้มละลาย ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง



พี่หลามถามเหอะ ถ้าพี่กังวล หรือ ระแวงบางอย่าง ขาดความมั่นใจ

ระหว่าง เวชศาสตร์ กับ เดียรถี พี่ เลือกไหนหรอ
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby ฉลาม » Fri Sep 03, 2010 4:54 am

เดี๋ยวนี้เค้าทำพิธีสาบแช่งกันทางการเมืองแล้ว

อ้อ...ผมไม่ค่อยมีความกังวล เพราะผมเชื่อกฎแห่งกรรม

ทำใจสบายๆ ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเราเพราะมันมาจากผลแห่งกรรมทั้งนั้น

นักการเมืองไม่มีแผ่นดินอยู่ คนติดคุกติดตะราง ก็ผลแห่งกรรมทั้งนั้น
User avatar
ฉลาม
 
Posts: 3824
Joined: Sun Aug 08, 2010 1:46 am

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby eastisred » Fri Sep 03, 2010 5:03 am

ฉลาม wrote:เดี๋ยวนี้เค้าทำพิธีสาบแช่งกันทางการเมืองแล้ว

อ้อ...ผมไม่ค่อยมีความกังวล เพราะผมเชื่อกฎแห่งกรรม

ทำใจสบายๆ ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเราเพราะมันมาจากผลแห่งกรรมทั้งนั้น

นักการเมืองไม่มีแผ่นดินอยู่ คนติดคุกติดตะราง ก็ผลแห่งกรรมทั้งนั้น


พี่ผมเชื่อกฎแห่ง หมี bear นะ ที่เป็นมุข ขำ ขำ

นอกจากนี้ ผม อยากเห็น ควายแดง (ผมเอง)คิดเป็น อย่าเชื่อสิ่งที่ได้ยินมา ดีกว่างมงายอย่างเดียรถี

Image
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby ฉลาม » Fri Sep 03, 2010 5:10 am

บัวยังมี 4 เหล่า

ความรู้เกิดจากการศึกษา

ทัศนคติบางทีก็มาจากสื่อ

ถ้าถูกสื่อครอบงำ ก็คิดเองไม่เป็น

ทางแก้คือ ศึกษาให้รอบด้าน ฟังความรอบด้าน อ่านสื่อหลากหลาย ถือหลักกาลามสูตร
User avatar
ฉลาม
 
Posts: 3824
Joined: Sun Aug 08, 2010 1:46 am

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby eastisred » Fri Sep 03, 2010 5:24 am

ฉลาม wrote:บัวยังมี 4 เหล่า

ความรู้เกิดจากการศึกษา

ทัศนคติบางทีก็มาจากสื่อ

ถ้าถูกสื่อครอบงำ ก็คิดเองไม่เป็น

ทางแก้คือ ศึกษาให้รอบด้าน ฟังความรอบด้าน อ่านสื่อหลากหลาย[color=#FF0000] ถือหลักกาลามสูตร
[/color]



พี่คนละอย่างกับกามสูตรช่านปะ

อิอิ
Attachments
6 (Small).jpg
2 (Small).jpg
1 (Small).jpg
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby eastisred » Fri Sep 03, 2010 5:52 am

กามสูตร คนละอันกับ กาลามสูตร


1ได้ฟังกับหู
2ไ้ด้ยินเขาเธอเล่ามา เช่น โกเต็กออกลายการยามเฝ้าบ้าน
3เขาทำ ตาม ตามกันมา ธรรมเนียม
4เชื่อตำรา
5เพราะว่าเหตุน่าเป็นเช่นนั้น
6อนุมานเอาว่าเป็น เช่นนั้น (พิจารณาจากผลหาเหตุ)
7นำเหตุ และ อนุมานมาประกอบการพิจารณา
8ทฤษฎีที่เชื่อกันมา เช่น อริสโตเติ้ลบอกว่าของที่มีน้ำหนักมากกว่าย่อมตกสู่พื้นเร็วกว่าของที่มีน้ำหนักน้อยกว่า
กาลิเลโอไม่เชื่อ ก็ทดสอบดูปรากฎว่า ของหนักมากหรือน้อย ก็ตกสู่พื้นพร้อมกัน
9เพราะเห็นประกอบกันท่าทางน่าเชื่อถือ
10เพราะเขาเป็นครูของเรา
ดูข้อ8ประกอบ

ทั้ง10ข้อนี้อย่างพึ่งเชื่อทันที อย่าด่วนสรุป
Attachments
6 (Small).jpg
5 (Small).jpg
4 (Small).jpg
Last edited by eastisred on Fri Sep 03, 2010 5:54 am, edited 1 time in total.
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby eastisred » Fri Sep 03, 2010 5:53 am

ต่อกามสูตรรูปสุดท้าย
Attachments
7 (Small).jpg
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby neonewman » Fri Sep 03, 2010 6:44 am

เห็นชื่อกระทู้นึกว่าจะเอารูปน่ากลั๊ว น่ากลัวมาลงอีกแล้ว :lol:
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby usa » Fri Sep 03, 2010 9:54 am

..... ต้องไปหาหมอโรคจิตบ้าง เพื่อให้ใจสงบ จะได้ไม่ บ้า
User avatar
usa
 
Posts: 2138
Joined: Mon Oct 13, 2008 10:20 am

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby benzcl » Fri Sep 03, 2010 11:11 am

บังเอิญหัวข้อกระทู้น่าสนใจ และถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง
แต่อาศัยจากประสบการณ์และการเรียนรู้ที่โรงพยาบาลจิตเวช ผมขอเม้นท์ในส่วนวิชาการเท่านั้นนะครับ

1.การขอเบิกค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลในหน่วยงานราชการนั้นเป็นไปตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง
ซึ่งจะต้องมีการระบุโรค
หากระบุว่าเป็นโรคทางจิตเวชจริงและใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ
ก็สามารถเบิกได้และใช้สิทธิ์ทำการรักษาจนกว่าอาการจะดีขึ้น
จนกว่าจิตแพทย์ผู้ทำการรักษาจะลงความเห็นว่าผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้
หน่วยต้นสังกัดจึงจะพิจารณาทำเรื่องปลดออกจากราชการ

2.ถ้าจะพูดให้เข้าใจความแตกต่างของโรคทางจิคเวชกับโรควิตกกังวลอย่างง่ายๆ
ในโรคทางจิตเวช(psychosis)นั้น ความผิดปกติที่พบส่วนใหญ่ได้มาจากคำบอกเล่าของผู้ป่วย เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ
นอกจากนี้ยังได้จากการตรวจและการสังเกตของผู้วินิจฉัย การสังเกตของคนปกติทั้วไปจะแม่นยำก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการแสดงอย่างเด่นชัดตามที่จขกท.อธิบาย
แต่ยังมีผุ้ป่วยส่วนหนึ่งที่วินิจฉัยแยกจากภาวะปกติได้ยาก จึงต้องวินิจฉัยด้วยการใช้การทดสอบทางจิตวิทยาร่วมด้วย
ปัจจุบันจิตแพทย์จะใช้เกณฑ์ในการจำแนกโรคและวินิจฉัยโรคทางจิตเวชโดยการใช้
2.1 diagnostic and statistical manual of mental disorder 4 th edition ( DSM-IV)
2.2 international classification of diseases and related health promlems 10 th revision (ICD -10)

โรควิตกกังวล(anxiety) เป็นอาการที่พบได้ในคนปกติทั่วไปเมื่อมีความเครียดเข้ามากระทบ
ในคนที่มีความวิตกกังวลจะมีความรู้สึกสับสน เครียด กังวล วิตก ตื่นเต้นไม่มีความสุข
ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่นมือสั่น ตัวสั่น ปัสสาวะบ่อย ปั่นป่วนในท้อง แน่นในท้อง ลุกลี้ลุกลน
ผู้ป่วยโรคกลุ่มวิตกกังวลนี้จะรับรู้ตัวตน วันเวลาและสถานที่ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งผู้ป่วยทางจิตเวชทำไม่ได้

Ref. จิตเวชศาสตร์รามาธิบดี http://www.ramamental.com/pbook.html
User avatar
benzcl
 
Posts: 3901
Joined: Mon May 03, 2010 10:59 am

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby Moon » Fri Sep 03, 2010 11:16 am

usa wrote:..... ต้องไปหาหมอโรคจิตบ้าง เพื่อให้ใจสงบ จะได้ไม่ บ้า


ด่าท่านมหาเทพสนธิ ให้ถือว่า บ้า

ต้อง

ด่าแต่ทักษิณ แต่เพียงผู้เพียงผู้เดียวเท่านั้น

ชิมิเคอะ .... ชิมิเคอะ :lol: :lol: :lol:
จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง
User avatar
Moon
 
Posts: 6807
Joined: Mon Oct 13, 2008 10:51 am

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby Vihok_Asnii » Fri Sep 03, 2010 2:16 pm

เรื่องจิตวิทยาขอเชิญกระทู้นี้ด้วยเลยครับ

http://forum.serithai.net/viewtopic.php?f=2&t=9436


ปล. จขกท. รู้ความหมายของคำว่า "เดียรฉานวิชา" หรือ "เดียรถีย์" จริงๆ หรือเปล่า?

น้ำมนต์ที่เอามาปะพรม ทราบว่าแป๊ะลิ้มแกไปขอจากหลวงตามหาบัว และองค์จตุคามรามเทพก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พี่น้องชาวใต้จำนวนมากให้ความเคารพนับถือในฐานะเทพคู่บ้านคู่เมือง ...แล้วก็มีคนที่อื่นๆ ไม่น้อยที่เคารพศรัทธาอยู่ด้วย ถึงจะมีการโหมกระแสกันเป็นการพาณิชย์มากเกินไปอยู่ช่วงนึงก็เหอะ

ตั้งหัวข้อไม่คิด ระวังจะกลายเป็นการปรามาส แล้วขุดหลุมฝังตัวเองให้ตกต่ำลงไปอีก
ชาติหนอนย่อมเสพส้อง .... อาจม
อิ่มหนำก็ชื่นชม .... แซ่ซร้อง
มินำพาครรลอง .... ถูกผิด
อ้างความสุขที่ต้อง .... หมักหมมอมมูล


REMEMBER, O BEAST! THAT STARTED THY BLOODY HISTORY ON 14th OF JULY,
REMEMBER, HE WHO INVENTED GUILLOTINES WAS HIMSELF BEHEADED BY A GUILLOTINE!
User avatar
Vihok_Asnii
 
Posts: 2133
Joined: Mon Oct 13, 2008 12:54 am

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby ฉลาม » Fri Sep 03, 2010 2:31 pm

ประเภท ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
User avatar
ฉลาม
 
Posts: 3824
Joined: Sun Aug 08, 2010 1:46 am

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby loginofu » Fri Sep 03, 2010 3:01 pm

คำว่า พระรูปนี้มักไปปลุกเสกจตุคาม
กับภาพอื่นที่เป็นพระอาบัติคนดังกล่าว
เป็นคนละรูปคนละคนกันนะครับ
http://www.prachathon.org/forum/index.php
ทางเข้าบอร์ดสำรอง http://siamseri.orgfree.com/
ประชาทนธิปไตย : ทนได้ก็ทนไป
loginofu
 
Posts: 10316
Joined: Mon Oct 13, 2008 3:22 am

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby eastisred » Fri Sep 03, 2010 6:43 pm

ไสยศาสตร์

ไสยศาสตร์
ศาสตร์ทั้งหลายบนโลกนี้แบ่งแยกได้เป็น 2 ศาสตร์ใหญ่ๆคือ
1 พุทธศาสตร์ หมายถึงศาสตร์แห่งการตื่น เปรียบได้กับความรู้หรือความเข้าใจและ การกระทำต่างๆที่สามารถแสดงและพิสูจน์ให้ผู้อื่นรู้จริงเห็นแจ้งชัดสามารถ แสดงให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจได้ทุกขั้นตอนอย่างเป็นหลักการ เช่น วิทยาศาสตร์ หรือ วิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น
2 ไสยศาสตร์ หมายถึงศาสตร์แห่งการหลับ เปรียบได้กับความรู้หรือความเข้าใจและ การกระทำต่างๆที่ไม่สามารถพิสูจน์ให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจได้อย่างเป็น หลักการทุกขั้นตอน แต่สามารถให้ผลลัพธ์ ให้คุณ แสดงผล และแสดงคุณของไสยศาสตร์ได้ตามความต้องการของผู้กระทำได้ และแม้ว่าไสยศาสตร์จะหมายถึงการ หลับใหล ก็ตามแต่ก็ หมายความว่าเป็นเพียงการหลับของร่างกายสังขารเท่านั้น โดยนัยยะ จริงๆก็คือเป็นการหลับเพียงร่างกายเท่านั้นแต่ “จิต” เป็นผู้ กระทำนั่นเอง ดังนั้น ไสยศาสตร์ จึงสรุปได้ว่าคือการกระทำให้สำเร็จได้ด้วยจิตโดยไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดง ขั้นตอนการกระทำหรือชี้แจงหลักการของความเป็นไปของการกระทำได้นั่นเอง(ยก ตัวอย่างเช่น การฝังรูปฝังรอย ที่ใช้วิธีนำเอาดินมาปั้นเป็นรูปคนสองคนแล้วนำมามัดเข้าด้วยกันเพื่อให้รัก กันนั้นหากมองในทางไสยศาสตร์ก็คือวิชชาเสน่ห์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้ได้ผลกันมานานนับร้อยๆปีแต่หากมองในแง่พุทธศาสตร์ แล้วกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าการที่นำดินสองกองมาปั้น เป็นรูปคนแล้วนำมาผูกกันจะเกี่ยวข้องอะไรกับการที่จะให้คนสองคนนั้นมารักกัน ได้ เป็นต้น)
ไสยศาสตร์ยังแบ่งออกเป็นอีก 2 สาย คือ
1 ไสยวิชชา หมายถึงวิชาหรือพิธี,วิธี ที่ได้รับการสั่งสอน อบรมสั่งสอนหรือมอบให้(บางคนเรียกว่าครอบให้)ต่อๆกันมาแบ่งออกเป็น
1.1 วิชชาไสยขาว โดยทั่วไปหลักการของวิชชาไสยขาวจะต้องมีหลักการหรือหัวใจสำคัญคือต้องใช้ไปในทางช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้น
1.2 วิชชาไสยดำ หลักการโดยทั่วไปของวิชชาไสยดำจะแตกต่างจากวิชชาไสยขาวโดยสิ้นเชิงคือมุ่ง เน้นสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นเป็นหลักสำคัญโดยไม่ต้องมีแรงจูงใจหรือ หลักการใดๆทั้งสิ้น (ยิ่งมีผู้เดือดร้อนกับการกระทำของผู้เรียนวิชชาไสยดำมากเท่าไหร่พลังของผู้ ที่ศึกษาของวิชชานี้ก็จะยิ่งแกร่งและแก่กล้าขึ้นมากเท่านั้น)
2 ไสยอวิชชา หมายถึงวิชาหรือพิธี,วิธี ที่คิดค้นขึ้นเองโดย ผู้ทำพิธี ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของสิ่งที่ มีพลัง มีฤทธิ์ มีอาถรรพ์ นำมาเป็นปัจจัยหลัก

(ใน บางกรณีมักมีการ กล่าวอ้างว่าไสยศาสตร์ คือเดียรฉานวิชานั้น เป็นความเข้าใจที่ผิดๆเพราะคำว่าเดียรฉานแปลว่าสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังขนาน กับพื้นซึ่งตรงข้ามกับคำว่านิรฉานซึ่งหมายถึงสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังตั้ง ฉากกับพื้น คำว่าเดียรฉานวิชาจึงอาจหมายถึงการด่าหรือต่อว่า ประณาม หยามเหยียดซะมากกว่า)
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby eastisred » Fri Sep 03, 2010 6:46 pm

อ๋อ ตกลงพระ ต้องเจริญด้วย การปลุก เสกน้ำมนต์ พ่นน้ำหมากช่ายไหมครับ

แต่ผมเห็น ให้ พระสงฆ์ผู้เจริญ เจริญด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ม่ายช่ายหรือคร้าบ

การประกอบพิธี แบบพราหมนี่ช่ายพุทธหรือคร้าบ
แนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เดียรถีย์
User avatar
eastisred
 
Posts: 219
Joined: Tue Aug 17, 2010 2:20 am
Location: 496/2 soi chareonkrung 85 bangkok

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby neonewman » Sat Sep 04, 2010 5:35 pm

หลักคำสอนของคอมฯ อาจดูเท่ อาจดูเป็นฮีโร่ ในหมู่พวกคอมฯด้วยกันเอง ก็เรื่องของคุณครับ :roll:


"พรหมลิขิตขีดเขีี่ยนให้เอี้ยเดิน เอี้ยก็เพลินเดินตาม...เอี้ย!!" :lol: :lol: :lol:

Image

User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby ฉลาม » Sun Sep 05, 2010 10:15 pm

eastisred wrote:อ๋อ ตกลงพระ ต้องเจริญด้วย การปลุก เสกน้ำมนต์ พ่นน้ำหมากช่ายไหมครับ

แต่ผมเห็น ให้ พระสงฆ์ผู้เจริญ เจริญด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ม่ายช่ายหรือคร้าบ

การประกอบพิธี แบบพราหมนี่ช่ายพุทธหรือคร้าบ


ต้องถามท่านเทพสนธิ ลิ้มทองกุลคร้าบ
User avatar
ฉลาม
 
Posts: 3824
Joined: Sun Aug 08, 2010 1:46 am

Re: นายพล จิตเวช เดียรฉานวิชา และ เดียรถี

Postby loginofu » Sun Sep 05, 2010 10:20 pm

อ๊ะๆๆ จะบอกว่าเป็นจอมขมังเวทย์อีกหรือเปล่า :lol: :lol: :lol:
http://www.prachathon.org/forum/index.php
ทางเข้าบอร์ดสำรอง http://siamseri.orgfree.com/
ประชาทนธิปไตย : ทนได้ก็ทนไป
loginofu
 
Posts: 10316
Joined: Mon Oct 13, 2008 3:22 am


Return to สภากาแฟ