พี่เจไปทำการบ้านมาบ้างแล้วนะหนูอ้อย..แต่คิดว่ายังไม่ดีพอ
เอาเป็นว่า..ขอส่งการบ้านงวดแรกไปก่อน
่บนโลกทุกวันนี้ ไม่มีประเทศไหนอยู่ลำพังได้หรอก ส่วนใหญ่ก็ต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปกันทั้งนั้น อะไรที่มันสุดโต่งเกินไปมักไม่ดีทั้งนั้น ไม่ควรมีประเทศผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงลำพังและประเทศเล็กที่กระจัดกระจายแข่งขันต่อสู้กันเองอีกแล้ว การรวมตัวเพื่อสร้างความร่วมมือกันในด้านต่างๆระหว่างกลุ่มประเทศในแถบภูมิภาคเดียวกันถือเป็นเรื่องจำเป็น ระบบใดที่เป็นอุปสรรคหรือปัญหาก็ต้องมีการปรับแก้กันไป แต่คิดว่าคงไม่ต้องถึงกับยกเครื่องกันใหม่หมดหรือเปลี่ยนตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง อย่างประเทศคิวบาที่หนูอ้อยพูดถึง พี่เจก็ว่าเขาคงต้องมีการปรับเปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนอย่างไร เปลี่ยนแค่ไหน เท่านั้น..
พี่เจไปอ่านเจอมา...รู้จัก "คิวบา" ผ่านสายตา "คนใน" ทูต "ลาซาโร เออร์เรราhttp://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02spe01280153§ionid=0223&day=2010-01-28วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4179 ประชาชาติธุรกิจ
รู้จัก "คิวบา" ผ่านสายตา "คนใน" ทูต "ลาซาโร เออร์เรรา"แต่ละประเทศมีปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประเทศอย่าง "คิวบา" จะฝ่ากระแสทุนนิยมและเลือกที่จะแตกต่างตามแนวทางที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับคนคิวบา
วันนี้เราจะทำความรู้จักกับ "คิวบา" จากมุมมองของ "คนใน" ที่อาจจะปรับเปลี่ยนทัศนคติที่เรามีต่อประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ เพราะที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มักเสพข้อมูลจากสื่อตะวันตกเป็นหลัก
คนในคนนี้คือ "ลาซาโร เออร์เรรา" เอกอัครราชทูต สาธารณรัฐคิวบาประจำประเทศไทย ผู้ที่บอกว่าชอบเมืองไทยและรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน เพราะสภาพภูมิอากาศที่คล้ายคลึงกันและอุปนิสัยคนไทยที่มีความเป็นมิตรเฉกเช่นกับชาวคิวบา
ท่านทูตชี้ว่า คิวบา เป็นประเทศยากจน ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ แต่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสังคมมากที่สุด และออกนโยบายต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนราว 11 ล้านคน สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมที่สุด รัฐบาลได้จัดสรรรายได้เพื่อให้ครอบคลุมบริการที่จำเป็นพื้นฐานสำหรับการดำรง ชีวิตของมนุษย์ เช่น ระบบสาธารณสุข และการศึกษา ดังนั้นเมื่อถามว่าข้อมูลในอินเทอร์เน็ตระบุว่า ชาวคิวบามีเงินเดือนเฉลี่ยเพียง 16-17 ดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งหากเป็นจริงประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างไร
ท่านทูตอธิบาย พร้อมรอยยิ้มว่า อยู่ได้ เพราะชาวคิวบาเรียนฟรีตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัย รับบริการทางการแพทย์ฟรี ขณะที่ค่าครองชีพด้านอื่น ๆ ของชาวคิวบาก็ถือว่าย่อมเยาสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่ารถประจำทางเที่ยวละ 5 เซนต์ หรือค่าไฟฟ้าที่ถูกมาก ๆ ดังนั้นเมื่อทุกอย่างที่จำเป็นล้วนได้รับฟรี หรือในราคาถูกมาก เงินจำนวนนี้ก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
และแม้ว่าคิวบาจะเป็นประเทศยากจน แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณสุขดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ฟรีทุกคน ทั้งในส่วนของการรักษาโรคทั่วไป และโรคเฉพาะทาง คิวบาเป็นประเทศที่มีอัตราการตายของทารกต่ำมากแห่งหนึ่งของโลก หรือ 6.1 คนต่อทารกที่เกิด 1,000 คน เทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐที่มีอัตราการตายของทารกอยู่ที่ 6.8 คนต่ออัตราการเกิด 1,000 คน ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยของชาวคิวบาอยู่ที่ 78 ปี ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงมากหากเทียบกับรายได้เฉลี่ยของประชากร
มาถึงตอนนี้หลายคนอาจตั้งคำถามว่า คิวบานำรายได้จากไหนมาสนับสนุนการให้บริการฟรีแก่ประชาชน เพราะประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศยังไม่สามารถดำเนินนโยบายนี้ได้จริง 100%
ท่านทูตตอบว่า คิวบามีรายได้จากหลายแหล่ง ทั้งการท่องเที่ยวซึ่งเมื่อปีกลายมีนักท่องเที่ยวกว่า 2.4-2.5 ล้านคน นอกจากนี้ยังส่งออกผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เวชภัณฑ์ เช่น วัคซีน และ อุตสาหกรรมนิกเกิล ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ
ทั้ง นี้ สินทรัพย์ขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมหลัก ๆ ทั้งหมดล้วนเป็นของรัฐ โดยประชาชนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กได้ เช่น เกษตรกรรม การค้าขนาดเล็ก นอกจากนี้คิวบายังมีบริษัทร่วมทุนกับหลายประเทศ เช่น แคนาดา เยอรมนี จีน ญี่ปุ่น บราซิล และสเปน
วกกลับมาถึงระบบสาธารณสุขของ คิวบากันอีกครั้ง อาจเรียกได้ว่าคิวบาเป็นประเทศที่ส่งออกบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากไปสู่ ต่างประเทศด้วย โดยท่านทูตให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันคิวบาแบ่งเป็น 14 จังหวัด และมีโรงเรียนแพทย์ในเกือบทุกจังหวัด ซึ่งสามารถผลิตแพทย์ร่วมกันปีละกว่า 5,000 คน
นอกจากผลิตแพทย์เพื่อให้บริการแก่คนท้องถิ่นแล้ว คิวบายังผลิตแพทย์เพื่อรักษาคนทั่วโลก โดยตอนนี้มีแพทย์อยู่ในประเทศกว่า 50,000 คน ขณะที่มีแพทย์คิวบากว่า 25,000 คนทำงานในประเทศต่าง ๆ ทั้งในละตินอเมริกา แอฟริกา และบางประเทศในเอเชีย ล่าสุดเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว ครั้งใหญ่ในเฮติ ทีมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ชาวคิวบาก็ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ เพราะคิวบามีความร่วมมือ ด้านการแพทย์กับเฮติตั้งแต่ปี 254 และมีแพทย์ทำงานอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว
ด้วยบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากนี่เอง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคิวบาได้สนับสนุนธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (medical tourism) ด้วยการพัฒนาโรงพยาบาลและการให้บริการทางการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดเป็นกิจการของรัฐบาล ทั้งนี้เมื่อประกอบกับสภาพอากาศที่เหมาะสม และค่ารักษาพยาบาลที่ย่อมเยากว่าประเทศตะวันตก คิวบาจึงสามารถดึงดูดคนไข้จากต่างประเทศได้จำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป เช่น สเปน อิตาลี และชาวละตินอเมริกา ที่มารับการรักษา หรือบ้างก็มาบำบัดอาการติดยาเสพติด
จากแนวทางการ บริหารจัดการประเทศข้างต้น กล่าวได้ว่าคิวบาแตกต่างและฝ่ากระแสทุนนิยมได้ดีพอสมควร ดังนั้นจึงน่าสนใจว่าทูตคิวบามีทัศนคติต่อประเด็นนี้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะหากเปรียบเทียบจีนที่ถือเป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่ดียิ่งรายหนึ่ง
ท่านทูตเออร์เรรามองว่า ทุกประเทศล้วนมีประสบการณ์ของตัวเอง มีเงื่อนไขเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน ดังนั้นคงไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละประเทศ ปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ในโลกเป็นประเทศทุนนิยมเสรี ซึ่งคิวบาก็เคยเป็นเช่นนั้นก่อนการปฏิวัติปี 2502
หากเปรียบเทียบกันแล้ว สภาพการณ์ต่าง ๆ ของคิวบาก่อนปี 2502 และปัจจุบันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยก่อนปี 2502 ประชากรกว่า 60% ไม่รู้หนังสือ ระบบสาธารณสุขไม่ดี คนตายทุกวัน ขณะนั้นมีแพทย์เพียง 6,000 คน และหลังปฏิวัติแพทย์อย่างน้อย 50% ออกไปทำงานต่างประเทศ ทั้งนี้ก่อนการปฏิวัติ ชาวคิวบา ส่วนใหญ่ยากจนและอดอยาก มีปัญหาอาชญากรรมเยอะ อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของสหรัฐอเมริกา
"จากประสบการณ์ของคิวบา ทุนนิยมไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย นี่คือความจริงและเป็นประสบการณ์ที่เราเจอมาจริง ๆ"
หลัง จากเหตุการณ์ปฏิวัติ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่อยู่ในมือต่างชาติถูกยึดกลับมาเป็นสมบัติแผ่นดินทั้งหมด โดยมีการจ่ายเงินชดเชยแก่ต่างชาติที่สูญเสียสิทธิครอบครองธุรกิจเหล่านั้น
และความสัมพันธ์ของคิวบากับมหาอำนาจรายใหญ่ของโลกอย่าง "สหรัฐ" ก็ไม่ดีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งท่านทูตชี้ว่ามีเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปเช่นนี้ โดยประการแรกคือ สหรัฐไม่ยอมรับแนวคิดที่ว่าคิวบาเป็นประเทศเอกราช และมีอำนาจในการตัดสินการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ได้เอง และประการที่ 2 คือ คิวบาไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีในสายตาของสหรัฐ คิวบาเป็นประเทศแรกในอเมริกาใต้ที่ประกาศเป็นเอกราชจากนโยบายของสหรัฐ ซึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสหรัฐพยายามทำทุกอย่างเพื่อ ขัดขวางการพัฒนาคิวบา รวมทั้งการ คว่ำบาตรทางการค้ากับคิวบา ทั้งนี้ที่ผ่านมาคิวบาพยายามเสนอให้มีการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐโดยปราศจากเงื่อนไข แต่สหรัฐกลับยื่นเงื่อนไขว่าคิวบาต้องเปลี่ยนรัฐบาล
ไม่ ว่าอนาคตความสัมพันธ์ของคิวบาและสหรัฐจะเป็นอย่างไร แต่ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างคิวบาและ ไทยแล้ว ทูตเออร์เรราย้ำว่าต้องการกระชับและพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดี ยิ่งขึ้น ปัจจุบันการค้าระหว่างกันอาจยังมีมูลค่าน้อยอยู่ แต่ก็พยายามพัฒนาความสัมพันธ์ด้านนี้ต่อไป โดยคิวบา ส่งออกสินค้าหลัก ๆ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ เวชภัณฑ์ วัคซีน ที่คุณภาพได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ ขณะที่ไทยมีชื่อเสียงเรื่องข้าวที่มีคุณภาพดีมาก ผลิตข้าวคุณภาพดีมาก และเครื่องใช้ไฟฟ้า
แม้บางคนมองว่า "ระยะทาง" เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้ความสัมพันธ์ไม่แน่นแฟ้นนัก แต่ท่านทูตมองว่า ระยะทางเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง ทว่าไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดว่าความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศจะเป็นเช่นไร