มิ้ง แม้ว และเหมา : โดย :บางนา บางปะกง ในแวดวง 'ปนยาชัน' แห่งสยามประเทศ ยังเถียงกันไม่จบ อันเนื่องมาจากรัฐประหาร 19-9-2006 ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด 2 ขั้ว
ระหว่าง 'ประชาธิปไตยภูมิปัญญาไทย' กับ 'ประชาธิปไตยภูมิปัญญาตะวันตก' (ประชาธิปไตยจ๋า)
ขณะที่อดีตผู้นำประชาธิปไตย ซึ่งมีเงินอยู่ 7 หมื่นกว่าล้าน มีอำนาจล้นฟ้า ยังรักษาประชาธิปไตยไว้ไม่ได้ กลายเป็นสัมภเวสีโกอินเตอร์.. ผลุบๆ โผล่ๆ ตามร้านอาหาร สนามกอล์ฟ เป็นระยะๆ
แต่มีคนๆ หนึ่งที่เราอยากพูดถึงในฐานะ 'คนเดือนตุลา' รุ่น 6 ตุลา (คืนสุดท้าย) เหล่ามหิดล
นั่นคือ 'หมอมิ้ง' น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช คนวงในสุดของอำนาจทักษิณระยะสุดท้าย แม้สิ้นอำนาจวาสนา แต่หมอมิ้งก็ทิ้งประโยคเท่ๆ ให้ได้พาดหัวข่าว หรืออย่างน้อยก็เป็นซับเฮดในข่าวต่อ
"พวกเราได้ทำหน้าที่รักษารัฐธรรมนูญปี 2540 และระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างเต็มที่ จนถึงวินาทีสุดท้าย"
จะว่าไปแล้ว ดูเหมือนหมอมิ้งจะมีอะไรให้ตัดสินใจใน 'วินาทีสุดท้าย' อยู่หลายครั้ง "ผมมีปณิธานในใจลึกๆ ว่า ไม่อยากยุ่งการเมือง เพราะครั้งหนึ่งในชีวิต ผมต้องมีส่วนในการตัดสินใจ แล้วมีคนตายเยอะ"
"ช่วงอายุ 20 กว่าๆ เป็นช่วงที่ผมต้องตัดสินใจเกี่ยวกับความเป็นความตาย ผมไม่อยากกลับไปเป็นอย่างนั้นอีก"
สองประโยคข้างต้นนี้ หมอมิ้งเปิดใจกับเราเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพราะคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มแกนนำนักศึกษาสมัยนั้นที่ต้องตัดสินใจว่า จะสลายหรือปักหลักชุมนุมต้านทรราชถนอมต่อไป
สุดท้ายเสียงส่วนใหญ่ให้ยืนหยัดชุมนุมประท้วงต่อ อันนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดครั้งรุนแรงที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยตอนรุ่งเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519
นั่นเป็นรอยอดีตที่ยังชำระกันยังไม่เสร็จสะเด็ดน้ำ แต่กับเหตุการณ์เมื่อวันวานที่ผ่านไปแค่ 2 เดือนเศษ ก็มีคำถามตามมาว่า หมอมิ้งรักษาประชาธิปไตยจนวินาทีสุดท้ายนั้น.. เป็นประชาธิปไตยแบบไหนกันแน่?
0 0 0
จุดเริ่มต้นของคนรุ่น 6 ตุลา..ชื่อ "มิ้ง" นั้น อยู่ที่ตำแหน่งประธานนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ซึ่งสวนกุหลาบก็เป็นแหล่งเพาะเชื้อความคิดก้าวหน้าในยุคนั้น
ตอนที่เรียนจบชั้น ม.ศ.5 หมอมิ้งสอบได้อันดับ 6 ของสวนกุหลาบ และได้อันดับที่ 30 ของประเทศ
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หมอมิ้งสอบเอนท์ติดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยปูมหลังที่เป็นผู้นำนักเรียนขาสั้นมาก่อน รุ่นพี่จึงชักชวนเข้าร่วมทำกิจกรรมต่างๆ และอีกหนึ่งปีถัดมา เขาก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพปี 2
เมื่อพลิกตำนานซ้ายมหิดล แทบไม่น่าเชื่อว่าหมอมิ้ง จะจัดอยู่ในปัญญาชนสายพันธุ์ Pragmatism!
เพราะเขายอมรับเองว่า ในช่วงที่เป็นสมาชิกสภานักศึกษามหิดลปี 1 เขารู้สึกเบื่อการประชุมสภาที่ว่าด้วยกฎระเบียบต่างๆ
"..ผมเป็นพวก Pragmatic" คือพวกที่ถือเอาสัมฤทธิผลหรือความสำเร็จตามต้องการเป็นหลักใหญ่ที่สุดในการตัดสินใจ หรือเลือกกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ความถูกผิดตามหลักการใดๆ แม้แต่หลักกฎหมายย่อมเป็นเรื่องรอง ถ้ากางตำราซ้ายจีน Pragmatic น่าจะเข้าข่ายพวกปฏิบัตินิยม หรืออย่างเลวร้ายก็ถูกชี้หน้าว่า "ลัทธิจัดเจน" ที่ตรงข้ามกับ "ลัทธิคัมภีร์" จึงไม่แปลกหรอก สมัยที่เขาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ผลักดันโครงการต่างๆ ออกมามากมาย ไม่คำนึงเรื่องกฎบัตรกฎหมายมากนัก แต่ยึดถือเอาผลลัพธ์สุดท้ายเป็นที่ตั้งอย่างกรณี 'หวยบนดิน' เป็นต้น
เมื่อปี 2518 เขาได้รับความไว้วางใจให้เป็น เลขาธิการพรรคแนวร่วมมหิดล อันเป็นพรรคการเมืองของนักศึกษาปีกก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย
ตอนนี้แหละที่หมอมิ้งได้มีบทบาทมากขึ้นในขบวนการนักศึกษา ที่มีศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) เป็นเสมือนกองหน้า
จึงเกิดคำว่า 'แกนม่วง-เหลือง' หรือ 'แกนปิด' ที่ทำงานประสานภายใน-ภายนอกองค์กรอย่างมีเอกภาพ
จึงเป็นบทสรุปที่ว่า การจัดตั้งดังกล่าวเป็นการยกระดับพรรคนักศึกษาขึ้นสู่การเป็น 'พรรคปฏิวัติ'
หมอมิ้งเล่าตำนานการสร้างพรรคแนวร่วมฯ ผ่านหนังสือปูมประวัติศาสตร์มหิดลว่า ได้นำเอาสรรนิพนธ์ของเหมา เจ๋อ ตง ว่าด้วยเรื่องการสร้างพรรค มาศึกษาและปรับใช้กับการสร้างพรรคแนวร่วมฯ (สรรนิพนธ์ประธานเหมาฯ ใน พ.ศ.นั้นหาซื้อไม่ยาก เพราะ "จัดตั้งในเมือง" ของ พคท.ผลิตออกมาเผยแพร่ในราคาถูกมาก..มันไม่ใช่หนังสือใต้ดินอีกต่อไปแล้ว แถมหาซื้อง่ายกว่าหนังสือใต้ดิน "ปกขาว" เสียอีก เพราะอย่างหลังนี่ถ้าอยากได้ ต้องแอบย่องไปซื้อแถวตรอกโรงหนังเท็กซัส เยาวราช)
ดั่งที่ทราบกันในหมู่ฝ่ายซ้ายว่า ระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์ คือหลักการสำคัญในสร้างพรรคของพรรคชนชั้นกรรมาชีพ
"ยอมรับว่าอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีอิทธิพลในทางความคิดที่ทำให้เรามีจิตใจที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แต่อิทธิพลในทางจัดตั้งที่เป็นการชี้นำมาโดยตรงนั้น คิดว่าไม่มี..
"และแกนในเช่นม่วง-เหลือง ก็ไม่ใช่อิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด หากแต่เป็นไปโดยสภาพการประชุมที่ต้องมีการตระเตรียมความคิดจากแกนในเพื่อผลักดันสู่แกนวงนอก ผ่านระบบประชาธิปไตยรวมศูนย์.."
หมอมิ้งเล่าถึงหลักการสร้างพรรคแนวร่วมมหิดล ที่มีทั้ง 'ประชาธิปไตย' และ 'รวมศูนย์' โดยสมาชิกพรรคมีทั้งประชาธิปไตย มีทั้งเสรีภาพ แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีการรวมศูนย์ เป็นเสรีภาพที่มีการนำ และผูกมัดไว้ด้วยวินัยเหล็ก
จึงไม่น่าประหลาดใจอันใดเลยที่แนวทางการสร้างพรรคไทยรักไทย ในทัศนะของหมอมิ้ง คือการสร้างพรรคที่มีเอกภาพ ซึ่งประชาธิปไตยเป็นแค่ 'วิธีการ' และเป้าหมายคือ 'รวมศูนย์'
รวมศูนย์อยู่ที่หัวหน้าพรรค..ทักษิณ ชินวัตร! รวมศูนย์แกนนำพรรคที่อยู่ 'วงใน' ของอำนาจ ดั่งเช่นวาทกรรมฝ่ายต่อต้านทักษิณ (พวกซ้ายในขวา) ที่เปรียบหมอมิ้งเป็น 1 ในแก๊ง 4 คนผู้ทรงอำนาจ เจ๊หน่อยคือ มาดามเจียงชิง (ภริยาประธานเหมา) หมอมิ้งคือ จางชุนเฉียว หมอเลี้ยบคือ เหยาเหวินหยวน เสี่ยอ้วนคือ หวังหงเหวิน อันที่จริง "แก๊งออฟโฟร์" ตัวจริงที่เป็น "สายล่อฟ้า" พารามสูรตัวเขียวๆขับรถถังออกมาน่าจะเป็นแก๊งนี้มากกว่า (แก๊งออฟโฟร์ในเมืองจีนถูกเติ้งเสี่ยวผิงเชือดนิ่มๆ หลังจากประธานเหมาตาย)
หญิงอ้อคือ มาดามเจียงชิง หมอมิ้งคือ หวังหงเหวิน เนวินคือ จางชุนเฉียว ยงยุทธคือ เหยาเหวินหยวน ว่ากันว่า แก๊งออฟโฟร์ในวันนี้ ยังมีศักยภาพพอที่จะทำให้ระบอบทักษิณคืนชีพในอนาคต ซึ่งเป็นทัศนะของฝ่ายไล่ล้างทักษิณที่รู้สึกหงุดหงิดกับอาการเก้ๆ กังๆ ของคณะปฏิวัติแดดเดียว
จริงๆ แล้ว ในนาทีนี้ไม่มีใครรู้หรอกว่า หมอมิ้งคิดอ่านอะไรอยู่?
ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดว่า "หัวใจของนักจัดตั้งนั้น จะต้องรู้จักเวลาที่จะเปิด และรู้จักเวลาที่จะปิด"
เป็นการถอดถอนบทเรียนชีวิตนักจัดตั้งในรั้วมหิดลที่คมเฉียบ!
ภาพที่ฉายชัด..บ่งชี้วิธีคิดแบบหมอมิ้ง แบบพวก Pragmatic อันเป็นหลักคิดเดียวกับทักษิณ
ภาพที่ฉายชัด..บ่งชี้ถึง 'วินาทีสุดท้าย' ในการรักษาประชาธิปไตยของหมอมิ้ง
คือ ประชาธิปไตยรวมศูนย์!
ซึ่งเราจะไม่สรุปเด็ดขาดว่า ประชาธิปไตยรวมศูนย์เป็นคนละเรื่องเดียวกันกับเผด็จการ!
...........................................
หมายเหตุ :.
อันเนื่องมาจากฝ่ายไล่ทักษิณพยายาม 'สร้างราคา' ให้หมอมิ้งเป็นผู้ทรงอิทธิพลเหนือ 'สโมสร 19' (ศูนย์รวมสหายปัญญาชนที่เข้าป่าทางอีสานใต้) ซึ่งในข้อเท็จจริง หมอมิ้ง หรือ ส.จำรัส มาเกี่ยวข้องด้วยน้อยมาก
บังเอิญว่า ช่วงที่ตะโกน 'ทักษิณออกไป' นั้น ส.ชนะ หรือ 'ไก่-ภาสกร' นายกสโมสร 19 เป็นรุ่นน้องศูนย์นักเรียนฯ ที่หมอมิ้งเคยจัดตั้งมากับมือ และภาสกรได้นำเพื่อนกลุ่มหนึ่งไปมอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจหมอมิ้งถึงทำเนียบ
จึงทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์จากสมาชิกสโมสร 19 ส่วนใหญ่ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ส่งผลให้ภาสกรต้องลาออกจากนายกสโมสร 19
ในปัจจุบัน สโมสร 19 มีการประชุมเลือกนายกฯ คนใหม่แล้ว ชื่อ ปรีดา ข้าวบ่อ ที่เตรียมจัดงานที่อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้ ในต้นปี 2550 โดยชูคำขวัญว่า "เชิดชูสหาย ขยายบทบาทประชาชน"
ฉะนั้นเพื่อนมิตรกรุณาอย่าไปหลอกคนแก่ให้เขียนบทความผิดๆถูกๆในเรื่องสโมสร 19 กับหมอมิ้ง และอย่าพยายามปลุกผีสโมสร 19 ให้เกินไปจากสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่!
http://www.bangkokbiznews.com/2006/spec ... page1.html