

รูปโดย คุณ ไทยชน/ประชาไท



แต่สำหรับบางคนทั้งๆที่เลวแสนเลว โกงกินหาประโยชน์ใส่ตัว ไม่เคยคำนึงถึงประเทศชาติ
แล้วยังจะพยายามยกตัวเองเทียบกับท่านทั้งสอง
หรือคนบางคนที่ใช้ท่านทั้งสองเพื่อเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ ผมขอประณาม
รอนาย wrote:แต่สำหรับบางคนทั้งๆที่เลวแสนเลว โกงกินหาประโยชน์ใส่ตัว ไม่เคยคำนึงถึงประเทศชาติ
แล้วยังจะพยายามยกตัวเองเทียบกับท่านทั้งสอง
หรือคนบางคนที่ใช้ท่านทั้งสองเพื่อเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ ผมขอประณาม
ขอประนาณพรรคระยำ ที่จ้างคนไปตะโกนใส่ร้ายท่าน
มรสุมชีวิต
พ.ศ.๒๔๘๙ กรณีสวรรคต
๒ มกราคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวสัตยา (สาย โรจนดิศ) อัญเชิญบัตรอวยพรวันเกิดพระราชทานแด่ท่านผู้หญิงพูนศุข ที่ทำเนียบท่าช้าง
๙ มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลต้องพระแสงปืนสวรรคต พรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กล่าวหาว่านายปรีดีมีส่วนพัวพันกับกรณีสวรรคต ถึงกับจ้างคนไปตะโกนในโรงภาพยนตร์ว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง”
สิงหาคม ปรีดีลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมา ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ เดินทางไปพบผู้นำประเทศในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ตามคำเชิญ และได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติเป็นเวลา ๓ เดือน
[urlhttp://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=50&s_id=1&d_id=1&page=3&start=1][/url]
รอนาน wrote:....
สมัคร สุนทรเวช กับถนนปรีดี
- สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล -
ปกติผมเป็นคนไม่ชอบการตั้งชื่อสถานที่หรือสิ่งปลูกสร้าง (อาคาร, ถนน, สะพาน, ฯลฯ) หรือแม้แต่สถาบัน (ห้องสมุด, โรงเรียน, ฯลฯ) ตามชื่อคนเท่าไรนัก การตั้งชื่อเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับผมในฐานะนักประวัติศาสตร์อาชีพ เฉพาะในแง่ความเป็นหลักฐานที่สะท้อนความคิดความเชื่อและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น
แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระหว่างนั่งกินก้วยเตี๋ยวราดหน้าแถวบ้านและเปิดหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ที่ร้านดูเพลินๆ ผมก็ต้องแปลกใจกับข่าวเล็กๆในหน้า ๓๔ ที่ว่า นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่ากทม.ประกาศจะเปลี่ยนชื่อถนนประดิษฐมนูธรรม ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างถนนรามอินทรากับถนนพระรามเก้า และตัดผ่านถนนลาด-พร้าว โดยเปลี่ยนส่วนที่เชื่อมระหว่างลาดพร้าวกับพระรามเก้าเป็นชื่อประเสริฐมนูกิต และคงส่วนที่เหลือไว้ในชื่อเดิม
ผมอ่านข่าวนี้อย่างประหลาดใจสุดๆ ยิ่งข้ออ้างที่นายสมัครให้ตามรายงานข่าวของเดลินิวส์นั้น ไม่มีเหตุผลโดยสิ้นเชิง คืออ้างว่าถนนประดิษฐมนูธรรมยาวเกินไปกว่าที่จะใช้ชื่อเดียว ไม่สะดวกแก่การส่งไปรษณีย์และการเดินทางหาที่หมายของประชาชน ถนนนี้ยาวรวม ๑๐ กม. ส่วนที่จะเปลี่ยนชื่อจากลาดพร้าวถึงพระรามเก้ายาว ๒ กม. ส่วนที่เหลือที่คงชื่อเดิมยาว ๘ กม.
ที่ว่าเป็นข้ออ้างที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง ก็เพราะใครๆก็รู้ว่ามีถนนอีกนับไม่ถ้วนในกทม.ที่มีความยาวกว่า ๑๐ กม. ถนนลาดพร้าวเองที่ตัดกับถนนประดิษฐมนูธรรม ก็ยาว ๑๐ กม.พอดี ไม่ต้องพูดถึง พหลโยธิน, วิภาวดีรังสิต, ศรีนครินทร์, รามคำแหง, ฯลฯ, ฯลฯ
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ เมื่อกลับมาบ้านผมจึงเปิดเว็ปไซต์มติชนดู ในรายงานข่าวเดียวกันให้ข้อมูลสมบูรณ์กว่าเดลินิวส์มาก และจากข้อมูลนี้ทำให้ผมเชื่อว่า เรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากกว่าความสะดวกของการส่งไปรษณีย์อย่างแน่นอน ความสะดวกอะไรที่ว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้า พูดแบบตรงไปตรงมาคือ ผมเชื่อว่านายสมัครสั่งการให้เปลี่ยนชื่อถนนด้วยเหตุผลทางการเมืองและความเชื่อส่วนตัวของตนเอง เพราะไม่ชอบชื่อถนนประดิษฐมนูธรรม (ซึ่งเป็นราชทินนามของปรีดี พนมยงค์ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕) ไม่ใช่เพราะความยาวของถนน และผมขอคัดค้านการเปลี่ยนชื่อถนนในครั้งนี้อย่างรุนแรงและขอเชิญชวนให้ท่านทั้งหลายร่วมกันคัดค้านการกระทำที่ไร้เหตุผล ขาดสติของนายสมัครในครั้งนี้ด้วย
ตามรายงานข่าวนี้ของมติชน นอกจากข้ออ้างเรื่องความสะดวกของการบริการของหน่วยงานรัฐ (ไปรษณีย์และอื่นๆ) แล้ว นายสมัครยังกล่าวว่าที่ผ่านมาการตั้งชื่อถนนบางสายไม่เหมาะสม “ยกตัวอย่างถนนซอยสุขุมวิท ๗๑ เปลี่ยนเป็นชื่อถนนปรีดี พนมยงค์ หากประชาชนบางคนไม่ชอบคุณปรีดีเขาก็ไม่พอใจ…”
“นายสมัครกล่าวว่า ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.เคยแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มายังคณะผู้บริหาร กทม.ขอให้พิจารณาตั้งชื่อถนนให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ และให้เป็นอนุสรณ์ในท้องถิ่น นอกจากนี้ขอให้ชื่อนั้นๆ เป็นชื่อกลาง และไม่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนด้วย” (มติชนรายวัน, ๓ กันยายน ๒๕๔๕)
ก่อนอื่น ผมขอประกาศตั้งแต่ต้นว่า ผมไม่ใช่ “แฟน” ของปรีดี พนมยงค์ ไม่ใช่คนที่สามารถจัดอยู่ในประเภทผู้นิยมชมชื่นปรีดี ใครที่เคยอ่านงานเขียนของผมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ในที่ต่างๆ บรรดานักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ที่ธรรมศาสตร์ที่ผมสอนมาหลายรุ่น ย่อมทราบว่า ผมมีความเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อปรีดีมากเพียงใด (ดูตัวอย่างบทความ “ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ของปรีดี พนมยงค์” ในหนังสือประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างของผม) นอกจากนั้น ผมยังแสดงความเห็นโดยเปิดเผยในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อลักษณะบางอย่างของการรณรงค์เชิดชูปรีดีในปีหลังๆนี้ (ดูตัวอย่างคำสัมภาษณ์ของผมในนิตยสาร GM ฉบับสิงหาคม ๒๕๔๔ ซึ่งมีตอนหนึ่งที่ผมประกาศว่า “ปรีดีไม่ใช่พ่อผม”)
แต่ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ในฐานะ “ประชาชน” (ที่นายสมัครอ้าง) คนหนึ่ง ผมมีสติพอที่จะรู้ความสำคัญอันมหาศาลของปรีดีต่อประวัติศาสร์ไทยสมัยใหม่ ที่สำคัญผมเห็นว่า การเปลี่ยนชื่อถนนของนายสมัครครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนเพราะเหตุผลและความเชื่อทางการเมืองเป็นส่วนตัว (politically and ideologically motivated) ที่ไม่เหมาะกับการใช้สำหรับการตัดสินใจเรื่องสาธารณะแบบนี้ ที่นายสมัครอ้างถึงการ “กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชน” หรือ “ประชาชนบางคนไม่ชอบคุณปรีดีเขาก็ไม่พอใจ” แท้ที่จริง เป็นเพียงการสะท้อนความรู้สึกส่วนตัวของนายสมัคร ในฐานะผู้ที่มาจากครอบครัวของขุนนางเก่า สะท้อนการไม่รู้จักมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาก้าวหน้า และความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของนายสมัครเอง
ประการแรก ดังที่กล่าวแล้วว่า ข้ออ้างที่ยกขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนชื่อ (ถนนยาวเกินไปที่จะใช้ชื่อเดียว)ไม่มีเหตุผลโดยสิ้นเชิง และเป็นเรื่องชวนให้วิตกว่า คนระดับผู้ว่ากทม. สามารถยกข้ออ้างแบบไร้เหตุผลเช่นนี้ขึ้นมาได้ ในเมื่อไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยน และในเมื่อสิ่งที่ยกมาเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้า จึงไม่สมควรเปลี่ยนอย่างยิ่ง
ประการที่สอง ด้วยความบังเอิญ ผมมีบ้านอยู่ที่รามอินทรา และต้องใช้ถนนประดิษฐมนูธรรม สัปดาห์ละหลายๆครั้ง ทุกครั้งที่ผมขับรถบนถนนสายนี้ ผมอดรู้สึก “ทึ่ง” ในความสำคัญของการตั้งชื่อถนนสายนี้ตามชื่อปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้ เพราะดังที่ใครที่พอมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ไทยบ้าง ย่อมทราบว่า ก่อนหน้านี้ ปรีดี ถูกทำให้ถึงขั้นกลายเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตนทางประวัติศาสตร์ แม้แต่กรณีสำคัญๆอย่าง ๒๔๗๕ หรือ เสรีไทย เมื่อมีการกล่าวถึง ก็มีการพยายามหลีกเลี่ยงการกล่าวชื่อปรีดี ซึ่งนับเป็นเรื่องอยุติธรรมอย่างมหาศาล แต่ในระยะสองทศ-วรรษที่ผ่านมา ความอยุติธรรมนี้ได้รับการแก้ไข จนถึงระดับที่รัฐไทยได้ให้การสนับสนุนและและองค์การยูเนส-โก้ให้การรับรองปรีดีในฐานะบุคคลสำคัญของโลกในศตวรรษที่ ๒๐ คนหนึ่ง
ผมทึ่งในความเปลี่ยนแปลงในด้านวัฒนธรรมและความเชื่อของสังคมไทยนี้ และต่อให้ผมไม่ใช่คนที่ชอบออกมาเชิดชูปรีดี (ผมชอบจะวิเคราะห์มากกว่า) ผมก็เห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้ เป็น “ประวัติศาสตร์” อย่างหนึ่ง ที่สำคัญควรรักษาไว้ ควรแก่การศึกษา ที่นายสมัครอ้างเรื่อง “ตั้งชื่อถนนให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์” มาเปลี่ยนชื่อถนนนั้น เพียงสะท้อนให้เห็นความไม่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์โดยสิ้นเชิงของนายสมัครเอง
ประการที่สาม จะเป็นด้วยความ “บังเอิญ” หรืออย่างไรก็ยากจะบอกได้ ถนนประดิษฐมนูธรรม ส่วนที่ยาว ๒ กม.ที่เชื่อมระหว่างพระรามเก้ากับลาดพร้าว ที่นายสมัครเสนอให้เปลี่ยนชื่อนี้ วิ่งผ่านสถานที่ ที่มีความสำคัญในแง่สังคมและวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยถึง ๓ แห่ง คือ วัดพระรามเก้า, ศูนย์แพทย์พัฒนา และ ร้านโกลเด้นเพลส ซึ่งทั้งสาม ล้วนเป็นโครงการส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสิ้น
ทุกครั้งที่ผมขับรถผ่านถนนประดิษฐมนูธรรมส่วนนี้ ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึก “ทึ่ง” (เพิ่มจากประการที่แล้ว) ว่าข้อเท็จจริงนี้มีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์อย่างมหาศาล (great symbolic importance) และทุกครั้งไป สมองผมจะได้รับการกระตุ้นให้คิดถึงความหมายหรือนัยยะประการต่างๆ ของความสำคัญเชิงสัญลักษณ์นี้ ในฐานะครูสอนประวัติศาสตร์ ผมเชื่อว่า คงยากจะหาอะไรที่เป็น “หลักฐาน” ร่วมสมัยที่กระตุ้นให้นักศึกษาคิดถึงลักษณะพิเศษของประวัติศาสตร์ไทย ได้ดีไปกว่าข้อเท็จจริงนี้แล้ว ไม่ว่าจะมองในแง่ใด เช่น บางท่านอาจจะมองว่า นี่เป็นการแสดงออกถึงสิ่งที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเสนอว่าเป็นลักษณะเด่นของชาติไทย (ความสามารถในการผสมผสานกลมกลืน) หรือบางท่านอาจจะมองว่านี่เป็นภาพสะท้อนการปรองดองหรือการอ่อนข้อทางประวัติศาสตร์ (historical reconciliation/capitulation) ของพลังทางสังคมฝ่ายต่างๆ ฯลฯ, ฯลฯ แต่ความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ที่มีลักษณะ unique นี้ กำลังจะถูกทำลายไปเพราะความมีอคติและสายตาที่มองการณ์ใกล้ของนายสมัคร สุนทรเวช.
loginofu wrote:พึ่งได้อ่านถึงเรื่องราวของท่านผู้หญิงมาเมื่อไม่นานมานี้
ท่านเป็นคนเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง แม้วาระสุดท้ายก็ไม่เคยขอให้ใครมาสรรเสริญ
แต่ผู้คนที่เห็นความดีของท่านเอง สรรเสริญท่านเอง
ส่วนท่านปรีดีย์นั้นไม่ต้องพูดถึง ท่านเป็นแบบอย่างของรัฐบุรุษ
ความสมถะ ความตั้งใจทางการเมืองเป็นอย่างไรก็ทราบกันดีอยู่แล้ว
แต่สำหรับบางคนทั้งๆที่เลวแสนเลว โกงกินหาประโยชน์ใส่ตัว ไม่เคยคำนึงถึงประเทศชาติ
แล้วยังจะพยายามยกตัวเองเทียบกับท่านทั้งสอง
หรือคนบางคนที่ใช้ท่านทั้งสองเพื่อเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ ผมขอประณาม
pepsi wrote:ตั้งแต่อดีตประเทศไทยมีบุคคลที่ค้องประสบเคราะห์ไปนอกประเทศก็หลายคน ทั้งที่ผุ้คนยกย่องสรรเสริญ รวมไปถึงคนที่โดนกล่าวประนาม
พูดง่ายๆก็คือมีทั้งที่ดีและไม่ดี ในสายตาของผู้คน แล้วแต่ว่าจะมองมุมไหน
แต่สิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ ทั้งเขาและท่านเหล่านั้น รู้แพ้ชนะ รู้รักอภัย ไม่เคยมีสักคนที่ประสบเคราะห์กรรมแล้วตั้งป้อมทำร้ายทำลายประเทศไทย
แม้มีคนถามถึง ทั้งท่านและเขาเหล่านั้นก็ไม่มีเลยสักนิด ที่จะกล่าวร้ายต่อประเทศ ถึงแม้บางครั้งจะทำให้เขาหรือท่านเหล่านั้นลำบากแสนสาหัสแค่ไหน
รวมไปถึงบุคคลต่างๆที่อยู่ในแต่ละเหตุการณ์ เขาก็แยกแยะออก ระหว่างเรื่องที่เป็นไปกับเรื่องส่วนตัว
สุดท้ายแต่ละท่านก็ต่างโอภาปราศัยและพูดคุยต่อกันได้ดี เพราะรู้จักแยกแยะบทบาทและหน้าที่ ที่เป็นไปของแต่ละคน
เหมือนนักกีฬาที่ดี ที่เมื่อยามแข่งก็สู้กันจนถึงที่สุด แต่เมื่อเกมจบลงต่างก็จับมือกอดคอสรวลเสเฮฮากันไป
พวกท่านเหล่านั้นแยกแยะออกว่าอะไรเป็นอะไร และเลือกทางที่จะทำให้ประเทศสงบสุขมากที่สุด
ผิดกับเหตุการณ์ในวันนี้ของประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง ถ้าท่าน จขกท รู้จักที่จะยกย่องบุคคลในประวัติศาสตร์
ท่านก็สมควรดูแบบอย่างและสิ่งที่ดีงาม และควรที่จะรู้ว่าใครอะไรแบบไหน ที่สมควรจะทำ และไม่สมควรจะทำ
และอะไรคือเพื่อประเทศอย่างแท้จริง หรืออะไรที่เป็นแค่ของปลอม
