จากกรณีที่ท่านsanddolphin ได้กล่าวว่า
จาก ข้อความที่ผมนำมาจากคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทำให้เราสามารถกล่าวได้ว่า ใน MOU 2543 นั้น ถึงแม้ว่าจะมีการนำแผนที่ผนวก1 แนบมาเพื่อใช้ในการปักปันเขตแดนนั้น
ถึงแม้ถ้าหากว่า "ไม่มี" การใช้แผนที่ดังกล่าว "ก็ไม่ได้หมายความว่า" ทางรัฐไทย "ไม่ยอมรับ" แผนที่ผนวก1 แต่อย่างใดเท่ากับท่านกล่าวว่า
คำตัดสินของศาลโลกทำให้ไทยต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติจนถึงปัจจุบันแต่ผมได้แย้งว่า
คำตัดสินของศาลโลกไม่ทำให้เราต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติ เพราะไม่มีคำตัดสินในประเด็นนี้จากศาลโลก เท่ากับท่านsanddolphinตีความเกินคำพิพากษาของศาลโลกนี่คือประเด็นที่ต้องพิสูจน์กัน กรุณาจำตรงนี้ไว้ครับข้อมูลที่จะใช้เพื่อพิสูจน์ ข้อมูลเหล่านี้อยู่ในคำพิพากษาและผมคัดลอกมา
คำแถลงสรุปข้อที่หนึ่งและข้อที่สองของกัมพูชาที่ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดในเรื่องสภาพทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก1และในเรื่องเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท
จะรับฟังได้ก็แต่เพียงในฐานที่เป็นการแสดงเหตุผล
และมิใช่เป็นข้อเรียกร้องที่จะต้องกล่าวถึงในบทปฏิบัติการของคำพิพากษาขั้นที่3ถ้าการกำหนดเขตแดน.......จะยึดสันปันน้ำ แผนที่ฉบับนี้ย่อมจะต้องแสดงเส้นดังกล่าวขั้นที่4ทำให้ข้อสันนิษฐานในขั้นที่3เป็นจริง โดย
จนมาที่หน้า50
ศาล เห็นว่าไทยยอมรับแผนที่ภาคผนวก1 ตั้งแต่1908-09ว่าเป็นผลงานของการปักปันเขตแดน อันเป็นผลให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา..... และชี้ว่า..
คู่กรณ๊ทั้ง2ฝ่าย โดยการประพฤติปฏิบัติของตนเองได้รับรองเส้นแผนที่นี้ ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่า เส้นนี้เป็นเส้นเขตแดนขั้นที่6-เพราะ
ตามความเห็นของศาล แผนที่นั้น(ไม่ว่าจะถูกต้องตรงกับเส้นสันปันน้ำในทุกประการหรือไม่ก็ตาม)ได้รับ-การยอมรับจากคู่กรณีในปี1908และภายหลังคู่กรณีในขณะนั้นได้รับเอาการตีความข้อตกลงโดยสนธิสัญญา
ซึ่งเป็นผลให้เส้นในแผนที่เท่าที่ผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำไปมีความสำคัญเหนือกว่าข้อบัญญัติของสนธิสัญญาในเรื่องนี้-อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา
ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท
-เมื่อ ได้ให้เหตุผลที่ศาลใช้เป็นมูลฐานในการวินิจฉัยแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่า ณ.พระวิหาร เส้นเขตแดนตามแผนที่ จะตรงกับเส้นสันปันน้ำที่แท้จริงในบริเวณใกล้เคียงนี้หรือไม่หรือว่าได้เคย ตรงกันในระหว่างปี1904-1908หรือไม่ หรือว่าถ้าไม่ตรงกันแล้วเส้นสันปันน้ำจะเป็นอย่างไรตามความเป็นจริงคำตัดสินสุดท้ายคือ
ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชาผมคิดอยู่นานว่า
1.จะเริ่มจากจุดใด และ
2.ต้องอธิบายเรื่องราวต่างๆที่ไทยและเขมรทำหลังจากศาลโลกตัดสินและทั้ง2ฝ่ายยอมรับผลที่เกิดขึ้น1.ผมขอเริ่มจากการที่ศาลโลกไม่รับพิพากษาในเรื่องแผนที่และเขตแดน ดังนี้
คำแถลงสรุปข้อที่หนึ่งและข้อที่สองของกัมพูชาที่ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดในเรื่องสภาพทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก1และในเรื่องเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท
จะรับฟังได้ก็แต่เพียงในฐานที่เป็นการแสดงเหตุผล
และมิใช่เป็นข้อเรียกร้องที่จะต้องกล่าวถึงในบทปฏิบัติการของคำพิพากษาตีความได้ว่าทั้ง
แผนที่และเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท
ถูกศาลใช้เพื่อเป็นเหตุผลในการพิพากษาคดีให้เขมรได้ปราสาทพระวิหารเท่านั้น ศาลไม่รับรองแผนที่และ
เส้นเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท ทำให้ทั้ง2อย่างนี้
ยังไม่ได้รับการรับรองให้มีผลทางกฎหมายโดยศาลโลกคนที่อ่านเสร็จคงงงว่า อ้าว,แล้วศาลบอกว่า ปราสาทเป็นของเขมร ได้ไง และเหตุผลและข้อเท็จจริงที่ท่านsanddolphin ยกมาก็ชี้ว่าเขมรแย้งไทยได้หมดและสนับสนุนเขมร จนศาลโลกบอกว่า
ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท(อยู่ในขั้นที่6)
และยังพิพากษาว่า
ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
2.ต้องอธิบายเรื่องราวต่างๆที่ไทยและเขมรทำหลังจากศาลโลกตัดสินและทั้ง2ฝ่ายยอมรับผลที่เกิดขึ้น2.1
เราจะมาพิจารณาแผนที่กันก่อน โปรดสังเกตคำพูด
เส้นเขตแดนตามแผนที่ มีความหมายว่าให้ยึดเอา
เส้นเขตแดนในแผนที่เป็นสำคัญ มิได้ให้ยึดตัว
แผนที่เป็นสำคัญ
ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ถ้อยแถลงของศาลทั้งหมด ศาลจะพูดแต่เพียงว่า ไทยได้รับรองแผนที่แล้วโดย
พฤตินัยโดยยกเอาเหตุการณ์ต่างๆที่ไทยได้ทำมา ทั้งๆที่ไทยรู้ว่าแผนที่ผิด แต่ไทยไม่แย้งหรือคัดค้านแผนที่
ศาลใช้เหตุการณ์เหล่านี้มาอ้างเพื่อใช้กฎหมายปิดปากบังคับว่าไทยได้ยอมรับแผนที่แล้ว และกล่าวสรุปในขั้นที่6ว่า
เพราะตามความเห็นของศาล แผนที่นั้น(ไม่ว่าจะถูกต้องตรงกับเส้นสันปันน้ำในทุกประการหรือไม่ก็ตาม)ได้รับการ
ยอมรับจากคู่กรณีในปี1908และภายหลังคู่กรณีในขณะนั้นได้รับเอาการตีความข้อตกลงโดย.....
เห็นไหมครับว่า
คู่กรณีเป็นผู้
ยอมรับแผนที่(ตามความเห็นของศาล)
ศาลโลกไม่เคยรับรองแผนที่ ซึ่งสามารถยืนยันได้จากข้อ1ข้างบน
แผนที่นี้จึงไม่สามารถเอามาอ้างกับใครๆได้ว่าศาลโลกรับรอง ดังที่เขมรเอามาอ้างในตอนนี้ และยังไม่สามารถเอามาเป็นตัวตัดสินให้เขมรชนะคดี
ตัวใช้ตัดสินคือเส้นเขตแดนในแผนที่(กรุณาสังเกตคำนะครับ
ยอมรับแผนที่มีความหมายไม่ครอบคลุมว่าไทยได้
รับรองแผนที่อย่างถูกต้องด้วยการเซ็น
สังเกตได้จากคำแถลงทั้งหมด ไม่มีการรับรองถึงขั้นนี้)
2.2
เราจะมาพิจารณาเส้นเขตแดนตามแผนที่กันเส้นเขตแดนตามแผนที่เป็นสิ่งที่
ศาลให้ความสำคัญที่สุด เพราะเป็นตัวชี้บอกว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตของประเทศใด ดังข้อความเหล่านี้
ขั้นที่3เป็นการสร้างนิยามของเส้นเขตแดนที่จะใช้ตัดสินคดี โดยกล่าวว่า
ถ้าการกำหนดเขตแดน.......จะยึดสันปันน้ำ แผนที่ฉบับนี้ย่อมจะต้องแสดงเส้นดังกล่าวขั้นที่4เป็นการทำให้นิยามในขั้นที่3เป็นจริง
และชี้ว่า..
คู่กรณ๊ทั้ง2ฝ่าย โดยการประพฤติปฏิบัติของตนเองได้รับรองเส้นแผนที่นี้ ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่า เส้นนี้เป็นเส้นเขตแดนขั้นที่6ก.
เพราะตามความเห็นของศาล แผนที่นั้น(ไม่ว่าจะถูกต้องตรงกับเส้นสันปันน้ำในทุกประการหรือไม่ก็ตาม)ได้รับ-การยอมรับจากคู่กรณีในปี1908และภายหลังคู่กรณีในขณะนั้นได้รับเอาการตีความข้อตกลงโดยสนธิสัญญา
ซึ่งเป็นผลให้เส้นในแผนที่เท่าที่ผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำไปมีความสำคัญเหนือกว่าข้อบัญญัติของสนธิสัญญาในเรื่องนี้ข. อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือ
เส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท
ค.เมื่อ ได้ให้เหตุผลที่ศาลใช้เป็นมูลฐานในการวินิจฉัยแล้ว
ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่า ณ.พระวิหาร เส้นเขตแดนตามแผนที่ จะตรงกับเส้นสันปันน้ำที่แท้จริงในบริเวณใกล้เคียงนี้หรือไม่หรือว่าได้เคย ตรงกันในระหว่างปี1904-1908หรือไม่ หรือว่าถ้าไม่ตรงกันแล้วเส้นสันปันน้ำจะเป็นอย่างไรตามความเป็นจริง[/color]
และสิ่งที่ศาลโลกพยายามทำจนได้ข้อสรุปในขั้นที่6 ก.ที่ว่า
ซึ่งเป็นผลให้เส้นในแผนที่เท่าที่ผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำไปมีความสำคัญเหนือกว่าข้อบัญญัติของสนธิสัญญาในเรื่องนี้เป็นการทำให้เส้นในแผนที่มีความสำคัญกว่าข้อบัญญัติในสนธิสัญญา เพื่อลดน้ำหนักของข้อบัญญัติในสนธิสัญญาป้องกันไทยไม่ให้เอามาแย้งนั่นเอง เพราะถ้าเอามาแย้งก็สู้ไม่ได้ จึงพิพากษาว่า
ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
แต่ประโยชน์ที่อยู่ในข้อ6ค.ก็คือข้อความที่ว่า
เส้นในแผนที่เท่าที่ผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำไป ข้อความนี้บ่งชี้ได้ว่า ศาลเองก็ยอมรับว่า
เส้นในแผนที่มีความผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำ (แต่คู่กรณียอมรับความผิดพลาดนี้) และขั้นที่6ค. ยังกล่าวว่า
ค.เมื่อ ได้ให้เหตุผลที่ศาลใช้เป็นมูลฐานในการวินิจฉัยแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่า ณ.พระวิหาร [color=#800000]เส้นเขตแดนตามแผนที่ จะตรงกับเส้นสันปันน้ำที่แท้จริงในบริเวณใกล้เคียงนี้หรือไม่หรือว่าได้เคย ตรงกันในระหว่างปี1904-1908หรือไม่ หรือว่าถ้าไม่ตรงกันแล้วเส้นสันปันน้ำจะเป็นอย่างไรตามความเป็นจริง[/color]
แสดงว่า
1. ศาลโลกไม่ยอมพิจารณาว่าเส้นเขตแดนตามแผนที่ ณ.พระวิหารนี้ ตรงกับสันปันน้ำหรือไม่ ทั้งในอดีตและเมื่อตอนพิจารณาคดี
2.ไม่พิจารณาว่าถ้าเส้นแขตแดนในแผนที่และเส้นสันปันน้ำไม่ตรงกันแล้ว ตอนนี้เส้นสันปันน้ำจริงๆแล้วจะอยู่ตรงไหน(เมื่อเทียบกับเส้นเขตแดนตามแผนที่)
สาเหตุที่ไม่พิจารณาทั้ง2ประเด็นเพราะ
1.ในขั้นที่3 ศาลโลกได้นิยามเส้นเขตแดนไว้แล้วว่า
ถ้าการกำหนดเขตแดน.......จะยึดสันปันน้ำ แผนที่ฉบับนี้ย่อมจะต้องแสดงเส้นดังกล่าวถ้าพิจารณาแล้วเรื่องนี้แล้ว จะพบว่ามันไม่ใช่เส้นเดียวกัน น้ำหนักที่จะอ้างว่า
เส้นในแผนที่เท่าที่ผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำไปมีความสำคัญเหนือกว่าข้อบัญญัติของสนธิสัญญาก็จะลดลงและเกิดความขัดแย้งในเส้นทั้ง2ขึ้นมาทันที
2.เรื่องสันปันน้ำเป็นเรื่องที่ทางเขมรไม่สามารถโต้แย้งไทยได้ ถ้ายกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา น้ำหนักของเส้นเขตแดนในแผนที่ไม่มีทางสู้ (หาดู คำพิพากษาแย้งของศาลที่เห็นข้างไทย 3คนอยู่ท้ายคำพิพากษา)
จึงเป็นเหตุผลที่ ศาลโลก
ไม่ยอมรับรองเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
อย่างนั้นแล้ว ศาลโลกตัดสินว่า
ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา นั้น
จะมีอาณาเขตเท่าใด เพราะแม้จะชนะเพราะเส้นเขตแดนในแผนที่ แต่ศาลโลกกลับไม่ยอมรับรอง เส้นเขตแดนนี้
ทำให้เขมรไม่สามารถอ้างกับไทยว่าพื้นที่จริงที่เขมรจะได้ควรมีขนาดเท่าไร
ดังนั้น สิ่งที่ไทยทำก็คือ
เอามาจาก
http://www.praviharn.net/index.php?option=com_content&view=article&id=94&Itemid=114ปฏิบัติการของไทยแม้ ศาลยุติธรมระหว่างประเทศจะไม่มีอำนาจบังคับคดี แต่เพื่อแสดงความเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ ไทยได้ดำเนินการถอนบุคลากรจากปราสาทพระวิหารและได้ล้อมรั้วรูปสี่เหลี่ยมผืน ผ้ารอบตัวปราสาทตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย และได้ย้ายเสาธงไทยออกจากบริเวณปราสาทโดยไม่มีการลดธง ทั้ง นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้กัมพูชาส่งบุคลากรเข้าไปในบริเวณปราสาท โดยไทยมิได้สละอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ซึ่งปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ หรือยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาแต่อย่างใด
บริเวณที่ตั้งของตัวปราสาทจึงเป็นพื้นที่เดียวซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “พื้นที่ทับซ้อน” ดูได้จากรูป

หลังจากนั้นมาดูว่าเขมรว่าอย่างไร (จากลิ้งค์เดียวกัน)
ปฏิกิริยาของกัมพูชา หลังจากไทยได้ถอนบุคลากรจากประสาทพระวิหารตามคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ
กัมพูชาก็ยอมรับสภาพโดยดี และมิได้โต้แย้งในการที่ไทยได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาและตั้งข้อ สงวนไว้อย่างชัดเจน กัมพูชานิ่งเฉยตลอดระยะเวลา ๕ ทศวรรษโดยมิได้เรียกร้องอะไรอื่นอีก
กัมพูชา เริ่มมีปฏิกิริยาเมื่อประมาณ ๕-๖ ปีมานี้
(หลังจากปี2543 เมื่อมีMOU43แล้ว นี่เป็นคำพูดของประชาชนในพื้นที่ ที่ถูกเขมรเข้ามายึดพื้นที่ของเขา) โดยแสดงเจตน์จำนงที่จะขยายอาณาเขตรุกล้ำเข้ามาในพระราชอาณาเขตของประเทศไทย เริ่มจากรื้อรั้วที่ไทยสร้างไว้รอบปราสาท นอกจาก นั้น คนชาติกัมพูชายังลอบเข้ามาตั้งถิ่นฐานในวนอุทยานเขาพระวิหารในเขตแดนไทยรวม ทั้งตั้งร้านค้าและแผงลอยซึ่งเพิ่มมากขึ้นตามลำดับเพื่อขายสินค้าให้นัก ทัศนาจร
นอกจากนี้หลังการตัดสิน เจ้าสีหนุได้ขึ้นมาที่ปราสาทโดยขึ้นมาทางบันไดหัก ซึ่งถ้าศาลได้ตัดสินดังที่คุณsanddolphinเข้าใจ พื้นที่ที่เขมรได้
จะครอบคลุมเลยบันไดนาค เจ้าสีหนุก็ไม่ต้องปีนบันไดหักขึ้นมา เป็นการชี้ให้เห็นว่า เจ้าสีหนุเองก็ยอมรับในสิ่งที่ไทยทำ นี่คืออีกเหตุผลที่ยืนยันในเรื่องนี้ได้
ซึ่งถ้าการกระทำของไทยดังกล่าวไม่ถูกต้องตามที่ศาลโลกตัดสิน ทำไมเขมรไม่กระทำตามที่ท่านsanddolphinเคยกล่าวไว้ดังนี้
ซึ่งเราก็เป็นสมาชิกขององค์กรศาลดังกล่าว และจำต้องยอมรับเงื่อนไขต่างๆตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และในเมื่อกรรมการได้ตัดสินออกมา ควรหรือไม่ที่จะยอมรับ ถ้าอยากให้เรื่องราวบานปลาย ก็ไม่ต้องยอมรับหรอกครับ เพราะทางกัมพูชาก็จะดำเนินการตาม มาตราที่ 94 วรรค 2 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ นำเรื่องเข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงเพื่อ "หาทาง" ทำให้รัฐคู่กรณี (ไทย) กระทำตามพันธะแห่งคำตัดสิน
ข้อที่ 2 นั้น
หรือตามข้อความนี้
ผมยืนยันว่าถ้าทางกัมพูชายังยึดตามหลักแผนที่หนึ่งต่อสองแสน และทางเราไม่ยอมรับ อยู่ มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเรียกร้องการตีความตามมาตรา 60 แห่ง ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
เช่นนี้แล้วแสดงว่า
รัฐบาลไทยสมัยนั้นตีความไม่ผิดครับ แต่ท่านsanddolphin เข้าใจประเด็นและรายละเอียดผิดครับ ท่านจึงได้กล่าวว่า
จาก ข้อความที่ผมนำมาจากคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทำให้เราสามารถกล่าวได้ว่า ใน MOU 2543 นั้น ถึงแม้ว่าจะมีการนำแผนที่ผนวก1 แนบมาเพื่อใช้ในการปักปันเขตแดนนั้น
ถึงแม้ถ้าหากว่า "ไม่มี" การใช้แผนที่ดังกล่าว "ก็ไม่ได้หมายความว่า" ทางรัฐไทย "ไม่ยอมรับ" แผนที่ผนวก1 แต่อย่างใดเท่ากับท่านsanddolphinกล่าวว่า
คำตัดสินของศาลโลกทำให้ไทยต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นการตีความเกินคำพิพากษาของศาลโลกซึ่งผมไม่เห็นด้วยแต่แรก ผมจึงได้บอกว่า
การที่ท่านsanddolphinจะสามารถตีความ เกินคำพิพากษาของศาลโลกได้ จะต้องมีองค์ประกอบของหลักฐานและเหตุผลที่เกินจากที่ศาลโลกแถลงมา เพราะขนาดศาลโลกยังทำได้แค่ บอกว่าไทยต้องยอมรับแผนที่โดยอาศัยเหตุการณ์แวดล้อมต่างๆเป็นเหตุผล แต่ไม่สามารถชี้ให้เห็นว่า ไทยเคยรับรองแผนที่ ดังนั้นถ้าท่านsanddolphinไม่มีหลักฐานมากกว่านี้ ก็เป็นไปไม่ได้ครับที่จะตีความให้เป็นไปดังที่ท่านเข้าใจ นี่คือวิธีคิดของผมในการแย้งเรื่องนี้ขออธิบายแบบง่ายๆดังนี้ศาลเอาเหตุผลร้อยแปดมาอ้างเพียงเพื่อให้ไทยต้อง
ยอมรับแผนที่ หลังจากนั้นก็ทำให้เส้นในแผนที่เป็นเส้นเขตแดน แต่ไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ว่า เส้นนี้มีสถานภาพเป็นอย่างไร
ศาลจึงสามารถใช้เส้นในแผนที่นี้เพียงเพื่อตัดสินให้เขมรได้ปราสาทพระวิหารเท่านั้น เอาไปใช้ประโยชน์อื่นๆมากกว่านี้ไม่ได้ ไทยจึงปฏิบัติการดังกล่าว
โดยเขมรยอมรับโดยดุษฎี
ขอแจ้งให้ทราบว่า การตีความข้างต้นทั้งหมด ผมตีความเอง โดยยึดตามคำพิพากษา ถ้ามีส่วนใดตีความผิด กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย จะขอบพระคุณยิ่งต่อไป ผมจะเอาเรื่องอื่นที่เกิดขึ้นหลังคำพิพากษามาแสดงด้วย(จากลิ้งค์เดียวกัน)
จุดยืนและท่าทีของประเทศไทยประเทศ ไทยพิจารณาเห็นว่า ศาลฯ มิได้วินิจฉัยคดีปราสาทพระวิหารตามกระบวนการที่ชอบ และได้ตัดสินคดีโดยขัดต่อหลักความยุติธรรมและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้ประกาศจุดยืนของประเทศไทยให้ทราบทั่วกันว่าไทยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ของศาลฯ แต่ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ จึงได้ปฏิบัติตามพันธะข้อ ๙๔ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ทั้ง นี้โดยยื่นคำประท้วงคัดค้านไปยังสหประชาชาติและตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจนว่า ไทยสงวนสิทธิที่มีอยู่หรือพึงมีในอนาคตที่จะดำเนินการเรียกคืนซึ่งการครอบ ครองปราสาทพระวิหารโดยสันติวิธี
ดัง นั้น รัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ยืนยันจุดยืนดังกล่าวเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ และในวันรุ่งขึ้น จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปราศรัยทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แจ้งให้ประชาชน ทราบทั่วกัน
คำปราศรัยของ ฯพณฯ จอมพลสฤษฎิ์ ธนรัชต์ฯพณฯ จอมพลสฤษฎิ์ ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำปราศรัยทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เกี่ยว กับคดีปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ตามข้อความดังนี้
พี่น้องร่วมชาติ และมิตรร่วมชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลาย
ตามที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ศาลโลก” ได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา และ ทางรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบมาตามลำดับแล้วนั้น โดยที่รัฐบาลของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและโดยเฉพาะตัวข้าพเจ้าถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญเป็น อย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวกับผลได้ผลเสียอย่างสำคัญของชาติ เป็นเรื่องของแผ่นดินไทยซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษของเราสู้อุตส่าห์ฝ่าคม อาวุธรักษาไว้ และตกทอดมาถึงคนรุ่นเรา จึงสมควรที่เราทุกคนจะได้เอาใจใส่ และสนใจร่วมรู้ร่วมเห็นก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ ลงไปเกี่ยวกับผืนแผ่นดินนี้ ด้วย เหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงถือว่าเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลและของตัวข้าพเจ้าเองที่ต้อง ชี้แจงให้พี่น้องร่วมชาติทั้งหลายได้ทราบถึงการที่รัฐบาลนี้ต้องตัดสินใจใน กรณีปราสาทพระวิหารต่อไป
แต่เนื่องในการกล่าวคำปราศรับนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนใจพี่น้องทั้งหลายอยู่มาก ข้าพเจ้าจึงจำต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า ข้าพเจ้าทราบดีว่า ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจแล้ว คนไทยผู้รักชาติทุกคนมีความเศร้าสลดและขมขื่นใจเพียงใด การแสดงออกของประชาชนในการเดินขบวนทั่วประเทศเพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลโลกในสัปดาห์ที่แล้วมาเป็นสิ่งที่เห็นกันอย่างแน่ชัดอยู่แล้ว แต่ก็จะทำอย่างไรได้ เราต้องถือเป็นคราวเคราะห์ร้ายของเราที่ต้องมาประสบกับชตากรรมเช่นนี้ เราจะไม่โทษใครเป็นอันขาด เพราะการที่ไปโทษคนที่พ้นหน้าที่ไปนั้นย่อมเป็นการไม่สมควร แต่ทั้งนี้ก็มิใช่เราจะพากันนิ่งเฉยท้อแท้ใจ ชาติไทยจะยอมท้อแท้ทอดอาลัยไม่ได้ เราเคยสูญเสียดินแดนแก่ประเทศมหาอำนาจที่ล่าอาณานิคมมาแล้วหลายครั้ง ถ้าบรรพบุรุษของเราของเรายอมท้อแท้ เราจะเอาแผ่นดินที่ไหนมาอยู่กันจนถึงทุกวันนี้ เราจะต้องหาวิธีต่อสู้ต่อไป ส่วนเราจะต่อสู้อย่างไรนั้น นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะในการต่อสู้กรณีเช่นนี้ เราอาจทำได้หลายวิธี และแต่ละวิธีก็มีผลดีผลเสียแตกต่างกัน เราจะต้องได้พิจารณาให้สุขุมรอบคอบ ต้องใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ และด้วยสายตามองการณ์ไกล แล้วเลือกใช้วิธีที่ดีที่สุด ละเมียดละไมและให้คุณประโยชน์มากที่สุดทั้งในเวลานี้และในอนาคต ชาติเราจึงจะสามารถธำรงเอกราชและอธิปไตยอยู่ได้ และอยู่ในฐานะที่กล่าวได้ว่า “เต็มไปด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ” ขอให้พี่น้องผู้รักชาติทั้งหลายโปรดอย่าได้ใช้อารมณ์หุนหันพลันแล่นหรือคิดมุทลุจะหักหาญด้วยกำลังแต่เพียงอย่างเดียว สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง ในฐานะที่มีชีวิตเป็นทหารมาแต่เล็กแต่น้อย และได้เคยผ่านสงครามทำการสู้รบมาแล้วหลายครั้ง ข้าพเจ้าจึงมิได้มีความเกรงกลัวการสู้รบแต่ประการใด แต่ตามพันธกรณีที่มีอยู่ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ยังไม่เป็นเรื่องที่ควรรบกัน
สำหรับกรณีปราสาทพระวิหารซึ่งศาลโลกได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วนั้น ข้าพเจ้าขอทบทวนความเข้าใจกับเพื่อนร่วมชาติทั้งหลายว่า รัฐบาล และประชาชนชาวไทยไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลโลกทั้งในข้อเท็จ จริงในทางกฎหมายระหว่างประเทศและในหลักความยุติธรรม ตามเหตุผลที่รัฐบาลได้แถลงไปแล้ว แต่เราก็ตระหนักดีว่าคำพิพากษาของศาลเป็นอันเสร็จเด็ดขาด ไม่มีทางจะอุทธรณ์ได้ ยิ่งกว่านั้น มาตรา ๔๔ บ่งไว้ว่า “ข้อ ๑ สมาชิกแต่ละประเทศของสหประชาชาติรับที่จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีใดๆ ที่ตนตกเป็นผู้แพ้ ข้อ ๒ ถ้าผู้แพ้ในคดีใดไม่ปฏิบัติ ข้อผูกพันซึ่งตกอยู่แก่ตนตามคำวินิจฉัยของศาล อีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งถ้าเป็นเป็นความจำเป็น ก็อาจทำตามคำแนะนำหรือวินิจฉัยมาตรการที่จะดำเนินเพื่อยังผลให้เกิดแก่คำพิพากษานั้นได้”
เมื่อเป็นดังนี้ แม้ว่ารัฐบาลและประชาชนชาวไทยจะได้มีความรู้สึกสลดใจและขมขื่นเพียงใด ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ก็จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในกฏบัตรสหประชาชาติ กล่าวคือ จำต้องยอมให้กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือพระวิหารนั้นตามพันธกรณีแห่งสหประชาชาติ แต่
รัฐบาลขอตั้งข้อประท้วงและขอสงวนสิทธิ์อันชอบธรรมของประเทศไทยในเรื่องนี้ไว้ เพื่อสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนิน การทางกฎหมายที่จำเป็นซึ่งอาจมีขึ้นในภายหน้าให้ได้สิทธิ์นี้กลับคืนมาในโอกาสอันควร พี่น้องชาวไทยที่รัก ข้าพเจ้าก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียว กับพี่น้องทั้งหลาย และถ้าพูดถึงความรักชาติบ้านเมือง ข้าพเจ้าก็เชื่อเหลือเกินว่าข้าพเจ้ามีความรักชาติไม่น้อยกว่าพี่น้องคนไทยทั้งหลาย แต่ ที่รัฐบาลจำต้องโอนอ่อนปฏิบัติตามพันธกรณีในกฏบัตรสหประชาชาติก็โดยคำนึงถึง เกียรติภูมิของประเทศไทยที่เราสร้างสมไว้เป็นเวลานับเป็นร้อยๆ ปี ยิ่งกว่าปราสาทพระวิหาร ทั้งนี้ มิใช่เกิดเพราะความกลัวหรือความขี้ขลาดแต่ประการใดเลย แต่พี่น้องชาวไทยทั้งหลายต้องมองการณ์ไกล เวลานี้เราอยู่ในสังคมของโลก สมัยนี้ไม่มีชาติใดที่จะอยู่โดยโดดเดี่ยวได้ ประเทศไทยของเราได้รับความนิยมนับถือจากสังคมนานาชาติเพียงใด พี่น้องทั้งหลายคงจะทราบดีอยู่แล้ว ถ้าชาติของเราต้องเสียศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิไปเนื่องจากปราสาทพระวิหารคราวนี้แล้ว อีกกี่สิบกี่ร้อยปีเราจึงจะสามารถสร้างเกียรติภูมิที่สูญเสียไปคราวนี้กลับคืนมาได้ ข้าพเจ้าทราบดีว่าการสูญเสียปราสาทพระวิหารคราวนี้เป็นการสูญเสียที่สะเทือนใจคนไทยทั้งชาติ ฉะนั้น แม้ว่ากัมพูชาจะได้ปราสาทพระวิหารนี้ไป ก็คงได้แต่ซากสลักหักพังและแผ่นดินที่รองรับพระวิหารนี้เท่านั้น แต่วิญญาณของปราสาทพระวิหารยังอยู่กับไทยตลอดไป ประชาชนชาวไทยจะรำลึกอยู่เสมอว่า ปราสาทพระวิหารของไทยถูกปล้นเอาไปด้วยอุปเท่ห์เล่ห์กลของคนที่ไม่รักเกียรติและไม่รักความชอบธรรม เมื่อประเทศไทยประพฤติปฏิบัติตนดีในสังคมโลก เป็นประเทศที่มีศีลมีสัตย์ ในวันหนึ่งข้างหน้าไม่ช้าก็เร็ว ปราสาท พระวิหารจะต้องกลับคืนมาอยู่ในดินแดนไทยอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าการปฏิบัติของประเทศไทยตามพันธกรณีในกฏบัตรสหประชาชาติ ครั้งนี้คงจะทำให้ประเทศต่างๆทั่วโลกเห็นอกเห็นใจเรายิ่งขึ้น เหตุการณ์เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารครั้งนี้จะสลักแน่นอยู่ในความทรงจำของคนไทยสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน และจะเป็นรอยจารึกอยู่ในประว้ติศาสตร์ของชาติไทยตลอดไปเสมือนหนึ่งเป็นแผลในหัวใจของคนไทยทั้งชาติ แต่ข้าพเจ้าก็ยังหวังอยู่เสมอว่า ในที่สุดธรรมะย่อมชนะอธรรม การหัวเราะทีหลังย่อมหัวเราะดังและนานกว่า
อนึ่ง ในเรื่องนี้รํฐบาลรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวพระประมุขที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยที่ได้พระราชทานคติและ พระบรมราโชวาทแก่รัฐบาลด้วยความที่ทรงห่วงใยในสวัสดิภาพของชาติบ้านเมือง เป็นอย่างยิ่ง
ขอ ให้พี่น้องร่วมชาติจงได้วางใจเถิดว่า รัฐบาลที่ข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นี้จะสามารถนำชาติและพี่น้องชาวไทย ที่รักก้าวไปสู่อนาคตอันสุกใสได้ ในที่สุด ข้าพเจ้าขอรับรองต่อท่านทั้งหลายว่า เมื่อคราวที่ชาติเข้าที่คับขันแล้ว ข้าพเจ้าจะกอดคอร่วมเป็นร่วมตายกับพี่น้องชาวไทย เอาเลือดทาแผ่นดินโดยไม่เสียดายชีวิตเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ราจะทำอย่างไรได้ ข้าพเจ้าเองก็มีความเจ็บช้ำน้ำใจมิได้น้อยกว่าเพื่อร่วมชาติทั้งหลาย การที่ข้าพเจ้าต้องมากล่าวถึงเรื่องนี้ในวันนี้ ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า ข้าพเจ้ามาพูดกับท่านด้วยน้ำตา แต่น้ำตาของข้าพเจ้าเป็นน้ำตาของลูกผู้ชาย ของเลือด ของความคั่งแค้นและการผูกใจเจ็บไปชั่วชีวิตทั้งชาตินี้และชาติหน้า ต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษผู้กล้าหาญของชาวไทย ข้าพเจ้าขอกล่าวคำปฏิญานด้วยสัจวาจานี้ไว้ พี่น้องที่รัก น้ำตามิได้ช่วยให้คนฉลาดขึ้นและได้อะไรคืนมา นอกจากความพยายาม ความสามัคคี ความสุขุมรอบคอบ ความอดกลั้นที่จะกล้าเผชิญกับความสูญเสีย พร้อมทั้งรวมกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิด เพื่อให้ชาติที่รักของเราแข็งแกร่งมั่นคงถาวรยิ่งขึ้น ในขั้นสุดท้ายชาติไทยต้องประสบกับชัยชนะเสมอ เราต้องกล้าสู้ ต้องยิ้มรับต่อภัยที่มาถึงตัวเรา ชาติไทยเป็นชาติที่เชื่อมั่นในบวรพุทธศาสนา ตั้งตนอยู่ในความเป็นธรรมเสมอมา ข้าพเจ้า เชื่อมั่นเสมอว่าชาติเราจะไม่อับจนเป็นอันขาด เรื่องนี้เป็นแต่เพียงเรื่องหนึ่งในเรื่องใหญ่ทั้งหลายซึ่งมีความสำคัญกว่า นี้มากนัก ชาติที่รักของเรากำลังพัฒนาตามวิถีทางที่ดีอยู่แล้วทุกทาง เหตุนี้มิใช่เหตุแห่งความอับจน เราจงระวังและทำในเรื่องของชาติที่สำคัญกว่านี้ ข้าพเจ้ามั่นใจเหลือเกินว่าชาติไทยของเราจะมีอนาคตอันแจ่มใสและรุ่งโรจน์ประเทศหนึ่งอย่างแม่นมั่นในอนาคตอันใกล้นี้ เราจงมาช่วยกันสร้างชาติที่รักยิ่งของเรา
พี่น้องชาวไทยที่รัก
ในวันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาเป็นของชาติไทยให้จงได้... สวัสดี...การแถลงจุดยืนของไทยฯพณฯ ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือลงวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ถึง ฯพณฯ อู ถั่น รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ค อ้างถึงคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ประกาศจุดยืนและท่าทีของไทยว่าไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านคำพิพากษาซึ่งขัดต่อ สนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๙๐๔ และ ๑๙๐๗ นอกจาก นั้นยังขัดต่อหลักความยุติธรรมและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่จะปฏิบัติตามพันธกรณีในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ นอกจากนั้น
ไทยยังได้ตั้งข้อสงวนเกี่ยวกับสิทธิที่มีอยู่และจะพึงมีในการครอบครองปราสาทพระวิหารในอนาคตตามกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย อนึ่ง ข้อสงวนดังกล่าวมีผลตลอดไปโดยไม่จำกัดเวลาใน การประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๕๐๕ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยยังได้มอบหมายให้
นายสมปอง สุจริตกุล ผู้แทนไทยในคณะกรรมการที่ ๖ (กฎหมาย) เป็นผู้แถลงย้ำให้ผู้แทนประเทศสมาชิกสหประชาชาติในคณะกรรมการกฎหมายได้ทราบ ถึงจุดยืนของประเทศไทยตลอดจนเหตุผลทางกฎหมายในการคัดค้านคำพิพากษาโดย ละเอียด ทั้งนี้ ไม่ปรากฏว่าผู้แทนประเทศอื่นรวมทั้งกัมพูชาได้แสดงความคิดเห็นหรือโต้แย้งแต่ประการใดคำแปลหนังสือจาก ฯพณฯ ถนัด คอมันตร์ ถึงเลขาธิการสหประชาชาติ*(*แปลโดย ศ. ดร.สมปอง สุจริตกุล)
เลขที่ (๐๖๐๑) ๒๒๒๓๙/๒๕๐๕
กระทรวงการต่างประเทศ
กรุงเทพฯ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ (ค.ศ.๑๙๖๒)
เรียน ฯพณฯ อู ถั่น
รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ
นิวยอร์ค
ข้าพเจ้าขออ้างถึงคดีปราสาทพระวิหารซึ่งกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียวได้ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๕๙ [พ.ศ. ๒๕๐๒] และศาลฯ ได้พิพากษาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๖๒ [พ.ศ. ๒๕๐๕] ยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร
ในคำแถลงเป็นทางการเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๖๒ [พ.ศ. ๒๕๐๕] รัฐบาล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่าไทยไม่เห็นด้วยกับ คำพิพากษาของศาลฯ โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลไทยพิจารณาแล้วเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวขัดอย่างชัดแจ้งต่อบทบัญญัติ แห่งสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และ ค.ศ. ๑๙๐๗ ในข้อที่เกี่ยวข้องโดยตรง ตลอดจนขัดต่อหลักกฏหมายและหลักความยุติธรรม ถึงกระนั้นก็ตาม ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีแห่งคำพิพากษาตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ภายใต้ข้อ ๙๔ ของกฏบัตรสหประชาชาติ
ข้าพเจ้าขอแจ้งให้ท่านทราบด้วยว่าการตัดสินใจปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหารนั้น
รัฐบาล ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรารถนาจะตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจนเพื่อสงวนไว้ซึ่ง สิทธิที่ประเทศไทยมีหรือพึงมีในอนาคตในการเรียกคืนปราสาทพระวิหาร โดยใช้วิถีทางที่ชอบด้วยกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือในอนาคต และขอยืนยันการคัดค้านคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศซึ่งวินิจฉัยให้ ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาข้าพเจ้าจึงขอเรียนมาเพื่อทราบพร้อมทั้ง
ขอให้ท่านส่งเวียนหนังสือฉบับนี้ไปยังประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติทุกประเทศ ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
(ลงนาม) ถนัด คอมันตร์
(ถนัด คอมันตร์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศไทย
พื้นที่ทับซ้อนการกล่าวถึง “พื้นที่ทับซ้อน” ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนนั้น กัมพูชา ได้พยายามขยายขอบเขตคำพิพากษาของศาลฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยแอบอ้างว่าศาลให้ความเห็นชอบแผนที่ผนวก ๑ ซึ่งปราศจากมูลความจริง ทั้งนี้ เนื่องจากในคำพิพากษานั้นเอง ศาลฯ ได้พิจารณาและวินิจฉัยว่าแผนที่ผนวก ๑ ท้ายคำฟ้องของกัมพูชามีข้อผิดพลาดตามที่ปรากฏในรายงานคณะผู้เชี่ยวชาญฝ่าย ไทย ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกัมพูชาไม่อาจหักล้างข้อเท็จจริงที่ว่า “เส้นสันปันน้ำ” บนขอบหน้าผาคือเส้นเขตแดนที่แท้จริงระหว่างไทยกับกัมพูชา เส้นเขตแดนดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนไทย
อายุความฟ้องร้องปัญหา เรื่องอายุความฟ้องร้องไม่เป็นประเด็นในกฏหมายระหว่างประเทศนอกจากในกรณีที่ เกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีต่อศาลหนึ่งศาลใดที่มีอำนาจพิจารณาข้อขัดแย้ง ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง หากจะกล่าวถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปัจจุบัน อายุความ ๑๐ ปีมีอยู่กรณีเดียว กล่าวคือการร้องขอให้ทบทวนคำพิพากษาตามข้อ ๖๑ วรรค ๕ แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรม
ใน กรณีปราสาทพระวิหาร การกล่าวถึงอายุความ ๑๐ ปีนั้นใช้เฉพาะสิทธิของคู่คดีซึ่งได้แก่ไทยหรือกัมพูชาที่จะร้องเรียนให้ศาล ทบทวนคำพิพากษาเดิมเท่านั้น ฉะนั้น หากไทยหรือกัมพูชาดำริให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศทบทวนคำพิพากษาปีพ.ศ. ๒๕๐๕ ก็จะเป็นการสายเกินไป ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดำริที่จะกระทำเช่นนั้น
ส่วน กรณีอื่นๆ เช่นการเพิกถอนหรือตีความคำพิพากษา การฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ หรือระงับกรณีพิพาทโดยอาศัยกลไกอื่น อาทิ ศาลอนุญาโตตุลาการ ฯลฯ ซึ่งไทยหรือกัมพูชามิได้กระทำการแต่อย่างไร ปัญหาเรื่องอายุความจึงยังไม่เป็นประเด็น
อายุความข้อสงวนข้อ สงวนของรัฐบาลไทยต่อคำพิพากษาของศาลในคดีปราสาทพระวิหารซึ่งไทยได้แจ้งไปยัง เลขาธิการสหประชาชาติในหนังสือลงวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ พร้อมทั้งส่งเวียนให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติรับทราบทั่วกันโดยไม่ปรากฏว่า มีประเทศหนึ่งประเทศใดโต้แย้ง ทักท้วง หรือค้ดค้านแต่ประการใดนั้น
เป็นข้อสงวนที่ปลอดอายุความ มี ผลตลอดกาลตราบใดที่ยังอยู่ใต้บังคับของกฏหมายระหว่างประเทศ การที่ข้อสงวนดังกล่าวมิใช่เป็นการทบทวนคดีเก่าซึ่งต้องกระทำภายในกำหนดเวลา ที่จำกัดไว้
จึงยังมีผลบังคับจนทุกวันนี้ยกเว้นจะถูกเพิกถอนหรือยกเลิกอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลไทย(finder-แทรกเพิ่มเติม ซึ่งข้อสงวนของไทยครอบคลุมถึงสิทธิของไทยที่มีอยู่ในขณะนี้ และ/หรือ จะพึงมีในอนาคต ตามกฎบัตรสหประชาชาติ และธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศทุกข้อบท
รวม ทั้งข้อ 60 ซึ่งไม่มีการจำกัดเวลา 10 ปี ดังเช่น ข้อ 61 ซึ่งมักมีผู้เข้าใจที่สับสนและคลาดเคลื่อน และข้อ 33 ของกฎบัตรสหประชาชาติ รับรองสิทธิของประเทศคู่พิพาท อย่างกว้างขวาง ตามที่ไทยสงวนสิทธิเห็นท่านsanddolphinถามเรื่องข้อสงวน ผมจึ่งเพิ่มเติมให้เท่าที่ผมมีข้อมูลอยู่ และผมยังเห็นคำว่าข้อสงวนผ่านตาตรงคำแถลงเพิ่มเติมของรองประธานศาล ซึ่งอธิบายเรื่องกฎหมายปิดปาก อยู่ต่อจากคำพิพากษา)
ศาสตราจารย์ ดร. สมปองสุจริตกุล*
๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๒
ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล
* B.A., B.C.L., M.A., D.Phil., and D.C.L. (Oxon)
Diplômé d’Etudes Supérieures de Droit International Public, Docteur en Droit (Paris)
LL.M. (Harvard)
of the Middle Temple, Barrister-at-law (United Kingdom)
Diplômé de l’Académie de Droit International de La Haye (Nederland)
-คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
-ศาสตราจารย์กิตติคุณกฏหมายระหว่างประเทศและกฏหมายเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยกฎหมายโกลเดนเกท ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
-สมาชิกสถาบันอนุญาโตตุลาการแห่งประเทศไทย
-สมาชิกสถาบันอนุญาโตตุลาการองค์การกฏหมายเอเซีย-แอฟริกา ณ กรุงไคโร และกัวลาลัมเปอร์
-อนุญาโตตุลาการอิสระ
-อดีตเลขาธิการอาเซียน (ประเทศไทย)
-อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์,เบลเยี่ยม,ลักเซมเบอร์ก,ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส,โปรตุเกส,อิตาลี,กรีก,อิสราเอล และองค์การตลาดร่วมยุโรป
-อดีตหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำ UNESCO และ FAO
-อดีตสมาชิกศูนย์ระงับข้อพิพาทการลงทุนศาลอนุญาโตตุลาการธนาคารโลก ICSID World Bank
-อดีตกรรมาธิการสหปราชาชาติเพื่อพิจารณาค่าชดเชยความเสียหายในประเทศคูเวต (UNCC)
-และทนายผู้ประสานงานคณะทนายฝ่ายไทยในคดีปราสาทพระวิหาร ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๐๕