ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

เรื่องการเมือง เชิญที่นี่เลยครับ
Forum rules
- ห้ามใช้คำพูดหยาบคาย
- ห้ามโพสกระทู้หรือข้อความที่ดูหมิ่นเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด

เชิญทุกท่านเข้าสู่บอร์ดใหม่ได้ที่ http://webboard.serithai.net ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ viewtopic.php?f=2&t=44976 ครับ

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนบาป » Mon Jan 03, 2011 2:36 am

พรานป่าแถบนั้นก็เดินกันจนเป็นทางใหม่ อย่าไปเชื่อว่า เขมรขึ้นได้เฉพาะทางบันไดหัก เพราะ 50 ปีที่ผ่านมา เส้นทางการขึ้นเขาก็แปรเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ตำรวจ ทหารก็มีเดินลาดตะเวณทั้งของเราของเขา ภาพการลาดตระเวณเพื่อรักษาสิทธิ์ของทั้งสองฝ่ายก็ยังมีอยู่ ภาพที่ปรากฎในยูทูปมากมายยืนยันได้อยู่แล้ว
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby ไร้สีไร้กลิ่น » Mon Jan 03, 2011 2:58 am

คุณ finder ครับก่อนอื่นคงต้องไปอ่านคำตัดสินศาลโลกโดยละเอียด อ่านตั้งแต่หน้า 16 เป็นต้นไปจะเห็นว่าศาลตัดสินเรื่องอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารโดยให้เหตุผลว่าต้องหาก่อนว่าเขตแดนคืออะไร แล้วก็ร่ายยาวสุดท้ายสรุปว่าเขตแดนคือตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน(ตอนแรกผมก็คิดเข้าข้างตัวเองทำให้เข้าใจแบบคุณ finder นั่นแหละ แต่พออ่านรายละเอียดจริงจะเห็นว่าศาลยึดเขตแดนตามแนวแผนที่) แต่เนื่องจากคำร้องเริ่มต้นในการต่อสู้คดีซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องให้ศาลตัดสินร่วมกันมีประเด็นแค่ปราสาทเป็นของใคร และให้ไทยถอนทหารออกจากปราสาท ศาลจึงวินิจฉัยแค่นี้(ส่วนคำร้องอื่นซึ่งเขมรเสนอมาในภายหลัง คือเรื่องแผนที่มีความชอบธรรมหรือไม่ และให้ศาลตัดสินว่าให้แบ่งเขตแดนตามแผนที่หรือไม่ ศาลไม่วินิจฉัยเพราะไทยขอสงวนสิทธิ์ไม่ต่อสู้) ดังนั้นเมื่อศาลวินิจฉัยว่ายกปราสาทให้เขมรไทยก็ถอนกำลังออกมาแค่ตัวปราสาท ส่วนประเด็นอื่นไม่วินิจฉัยจึงไม่เปลี่ยนแปลงการปฏิบัติ และก็ยังเป็นปัญหาพิพาทกันมาจนปัจจุบัน

- ถ้าไม่มี MOU43 แล้วไทยยึดสันปันน้ำ เขมรยึด 1 ต่อ 2 แสน ก็เหมือนย้อนกลับมาก่อนขึ้นศาลโลกจนสุดท้ายจะต้องขึ้นศาลกันอีกหรือไม่ แล้วขึ้นศาลใหม่จะตัดสินอย่างไร ถ้าเรื่องกฎหมายปิดปากมีน้ำหนักจริงก็อาจโดนตัดสินให้ยึดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนอีก(ทีนี้ยึดทั้งแผนที่เลยเพราะเขมรคงตั้งเป็นประเด็นให้ศาลวินิจฉัยแต่แรก)
- ถ้ายังใช้ MOU43 ก็คงเถียงกันเหมือนก่อนไปศาลโลก แต่ถือเป็นการเจรจาหาข้อยุติของ 2 ฝ่ายโดยไม่ให้คนนอกมาเกี่ยวข้อง(ไม่รู้ถูกมั้ย)

ส่วนเรื่องความเหมาะสมของคำวินิจฉัยโดยส่วนตัวก็ยังมองว่าไม่เหมาะสม(อาจเป็นอคติส่วนตัว)เนื่องจากถ้าพิจารณาแบบชาวบ้านเราก็ต้องบอกว่าฝรั่งเศสทำผิดสนธิสัญญาที่ตกลงกันแล้วก็ต้องมาตีความว่าตามสนธิสัญญาคือแนวไหน แต่นี่รู้ทั้งรู้ว่าแผนที่กับสันปันน้ำไม่ตรงกันกลับหาเหตุผลต่างๆมาบอกว่าไทยยอมรับ(ทั้งที่ไทยบอกว่าอาจไม่รู้ ก็มองว่าไทยมีคนเชี่ยวชาญจะไม่รู้ได้อย่างไร พอบอกว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่คัดค้านก็มองว่าคนเหล่านั้นไม่มีน้ำหนักพอ...ปวดหัวด้วยคน) จริงอยู่ กฎหมายปิดปากอาจชอบธรรมในการตัดสิน แต่สำหรับคดีนี้ผมมองว่าไม่ชอบธรรม
Last edited by ไร้สีไร้กลิ่น on Mon Jan 03, 2011 3:06 am, edited 4 times in total.
User avatar
ไร้สีไร้กลิ่น
 
Posts: 832
Joined: Tue Nov 23, 2010 1:49 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนบาป » Mon Jan 03, 2011 3:03 am

ตอกย้ำอีกที ตุลาการหลายๆท่านก็มีความเห็นส่วนตน ( เสียงข้างน้อย 3 เสียง )

...สันปันน้ำไม่ใช่นามธรรมที่คิดขึ้นด้วยสติปัญญา สันปันน้ำเป็นผลอันเกิดขึ้นจากลักษณะของพื้นภูมิประเทศ และย่อมเป็นลักษณะของภูมิประเทศอยู่เสมอ สันเขา แนวชะง่อนผา หรือส่วนสูงของพื้นดินเหล่านี้ย่อมจะประกอบกันเป็นเส้นสันปันน้ำธรรมชาติ...

— ลูซิโอ มอเรโน กินตานา ผู้พิพากษาชาวอาร์เจนตินา

0000

...ข้าพเจ้าคิดว่าฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ของตนเองเป็นสำคัญ

— เซอร์เพอร์ซี สเปนเดอร์ ผู้พิพากษาชาวออสเตรเลีย

0000

...การยอมรับโดยการนิ่งเฉยหลักกฎหมายโรมันที่ว่า "ใครที่นิ่งจะถูกถือว่ายินยอม ถ้าเขาสามารถพูดได้" นั้น ตามความเห็นของข้าพเจ้านำมาใช้ในคดีนี้มิได้

— เซอร์ เวลลิงตันคู ผู้พิพากษาและอดีตนายกรัฐมนตรีชาวจีน
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby loginofu » Mon Jan 03, 2011 9:17 am

คนบาป wrote:พรานป่าแถบนั้นก็เดินกันจนเป็นทางใหม่ อย่าไปเชื่อว่า เขมรขึ้นได้เฉพาะทางบันไดหัก เพราะ 50 ปีที่ผ่านมา เส้นทางการขึ้นเขาก็แปรเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ตำรวจ ทหารก็มีเดินลาดตะเวณทั้งของเราของเขา ภาพการลาดตระเวณเพื่อรักษาสิทธิ์ของทั้งสองฝ่ายก็ยังมีอยู่ ภาพที่ปรากฎในยูทูปมากมายยืนยันได้อยู่แล้ว


ถนนก็ตัดใหม่แล้วเงินไทยบ้าง เงินยูเนสโก้บ้าง เงินเขมรบ้าง
เอ...แล้วที่ไทยใช้ A4 ประท้วงไปมันเส้นไหน
แล้วมันได้ผลยังไงละ
เหอๆๆๆ
นั่นแหละ ฝีมือล้วนๆ อย่าเชื่อข้อมูลเก่าๆฝังหัวเชียวนา :lol: :lol: :lol:
http://www.prachathon.org/forum/index.php
ทางเข้าบอร์ดสำรอง http://siamseri.orgfree.com/
ประชาทนธิปไตย : ทนได้ก็ทนไป
loginofu
 
Posts: 10316
Joined: Mon Oct 13, 2008 3:22 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby Robert De Niro » Mon Jan 03, 2011 9:51 am

ผู้พิพากษาที่ตัดสินให้กัมพูชาชนะ
"...เห็นได้ชัดเจนว่าอารยธรรมตัวปราสาทเป็นของกัมพูชา แม้กระทั่งแผนที่ของกัมพูชาอีกด้วย"
— โบดาน วินิอาร์สกิ ผู้ประธานการพิจารณาคดีเขาพระวิหารชาวโปแลนด์


=========================================================================

แม้ว่าเราจะรู้ว่าการตัดสินของศาลโลกครั้งนั้น มีการเมืองระหว่างประเทศเจือปนด้วยมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นฝั่งเค้าหรือฝั่งเรา ผู้พิพากษาของแต่ละประเทศต่างลากเส้นเชื่อมโยงความสัมพันธ์
ที่มาที่ไปของคำตัดสินได้ทั้งนั้น เพียงแต่ไม่มีประโยชน์ใดๆที่จะเอาไปโต้แย้งในเรื่องคดี

มาศึกษากันหน่อยเป็นไรไป ว่าทำไมจึงมีความคิดที่ว่า "อารยธรรมตัวปราสาทเป็นของกัมพูชา"

ปล. ขอเกริ่นตรงนี้ไว้ก่อน กันคนปัญญาอ่อนหาว่าผมขายชาติ เข้าข้างเขมรอีก :mrgreen:
กองกำลังไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใด (...ใส่แว่นสีฟ้า)
User avatar
Robert De Niro
 
Posts: 6093
Joined: Sat Nov 08, 2008 11:27 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby Robert De Niro » Mon Jan 03, 2011 9:58 am

อ่ะ เกริ่นกันหมากัดไปแล้ว ลองมาอ่านบทความนี้กันนะครับ ;)

==================================================================

ชนชาติเขมร สร้างปราสาทหินไว้เพื่ออะไร

หลายคนคงได้เคยไปชมโบราณสถานที่เรียกว่าปราสาทหินในเขตอีสานใต้ ปราสาทหินเหล่านี้เป็นที่รู้กันว่าสร้างขึ้นเป็นศิลปะเขมรและชาวเขมรอีกนั่นแหละเป็นผู้สร้างขึ้น

หากแต่สงสัยกันบ้างไหมว่าชาวเขมรสร้างปราสาทหินขึ้นไว้เพื่อจุดประสงค์ใด

ก่อนอื่นต้องขอยกประวัติศาสตร์ของเขมรมาเล่ากันพอสังเขป จากหลักฐานทางโบราณคดีทำให้ทราบว่าชนชาติขอมเริ่มรวมตัวเป็นอาณาจักรหรือรัฐมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่๖ โดยพัฒนามาจากเมืองท่าที่ติดต่อค้าขายกับอินเดีย มีความเจริญภายใต้พื้นฐานของอารยธรรมอินเดีย ใช้ชื่อว่า อาณาจักรฟูนัน มีอาณาบริเวณครอบคลุมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง (เวียดนามตอนใต้) และแม่น้ำโขงตอนใต้(กัมพูชา) จนถึงบางส่วนในบริเวณของภาคอีสานตอนใต้ของประเทศไทย โดยมีเมืองออกแก้ว (ตะวันออกเฉียงใต้ของเวียดนาม)เป็นเมืองท่าในการติดต่อค้าขาย และมีราชธานีนามว่า“วยาธปุระ” ใกล้เขาบาพนมในประเทศกัมพูชา

อาณาจักรฟูนันมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศทั้งกับอินเดียและจีน หลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับอาณาจักรนี้ยังดูรางเลือนหาข้อสรุปไม่ได้แน่ชัดนัก ทราบแต่เพียงว่ากษัตริย์องค์สุดท้ายคือ รุทรวรมัน และนับถือศาสนาพราหมณ์ที่ได้รับมาจากอินเดียเป็นหลัก

พุทธศตวรรษที่ ๑๒ อาณาจักรเจนละ ซึ่งแต่เดิมเป็นรัฐหนึ่งของอาณาจักรฟูนัน มีอาณาบริเวณตั้งแต่เมืองจำปาศักดิ์-ภูเขาวัดภู และในปัจจุบันคือบริเวณทางตอนใต้ของประเทศลาวและทางภาคเหนือของประเทศเขมร และราชธานีของอาณาจักรเจนละคือ เมือง “เศรษฐปุระ” อาณาจักรเจนละมีพื้นฐานอารยธรรมสืบต่อมาจากอาณาจักรฟูนันรวมทั้งการนับถือศาสนาพราหมณ์ด้วย

พระเจ้าภววรมัน ปฐมกษัตริย์ของเจนละได้ยึดวยาธปุระจากรุทรวรมัน ต่อมาพระอนุชาของภววรมันคือ พระเจ้ามเหนทรวรมันที่ ๑ ได้เข้ายึดฟูนันและปราบปรามได้ ทำให้อาณาจักรเจนละได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าเดิม

จนล่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ อาณาจักรเจนละได้ถูกกษัตริย์ชวาจากราชวงศ์ไศเลนทร์แห่งอาณาจักรชวาภาคกลางรุกราน จึงทำให้เจนละแตกออกเป็น ๒ ส่วนคือ เจนละบก และ เจนละน้ำ ส่วนของเจนละน้ำนั้นถูกชวายึดครองได้ นอกจากนี้อาณาจักรชวายังได้นำตัวรัชทายาทคือ เจ้าชายชัยวรมันที่ ๒ ไปเป็นตัวประกันที่อาณาจักรชวาอีกด้วย ซึ่งเป็นระบบที่เรียกว่าตัวจำนำเพื่อรับรองความจงรักภักดีของอาณาจักรเขมร

ต่อมาในปีพ.ศ.1350 ชัยวรมันที่ ๒ ได้ยกทัพขึ้นมาประกาศเอกราชจากอาณาจักรชวา และยังรวมอาณาจักรเจนละบกเจนละน้ำที่แตกแยกเข้าด้วยกัน สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับอาณาจักรเขมรใหม่ และขนานนามใหม่ว่า อาณาจักรกัมพูชา ไม่ขึ้นกับอาณาจักรชวาอีกต่อไป

พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ทรงเลือกตั้งราชธานีของอาณาจักรกัมพูชาในบริเวณทางเหนือของทะเลสาบเขมร พระองค์ทรงขยายพระราชอำนาจขยายเข้าไปถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำ บริเวณอีสานใต้ของประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ทรงสถาปนาลัทธิเทวราชา คือยกฐานะกษัตริย์ให้เป็นเทพเจ้าหรือเทวาราชา (Deva-Raja) เป็นกษัตริย์สูงสุด จึงเป็นการปูพื้นฐานระบบเทวราชาให้อาณาจักรอื่นๆเอาเป็นแบบอย่าง รวมถึงสยามของเราก็รับระบบนี้มาใช้ด้วยเช่นกัน ระบบเทวราชานี้มีส่วนทำให้พราหมณ์เข้ามามีบทบาทในราชสำนัก ในฐานะผู้เชี่ยวชาญศิลปศาสตร์ต่างๆ และประกอบพิธีราชาภิเษกให้กับกษัตริย์

ลัทธิเทวราชาหรือระบบเทวราชา ต่างจากลัทธิไศวนิกายแลไวษณพนิกาย คือ ก่อนหน้านั้นกษัตริย์เป็นเพียงมนุษย์ที่นับถือเทพเจ้า แต่ลัทธิราชานั้นถือว่ากษัตริย์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเทพเจ้าคือเทพเจ้าแบ่งภาคลงมาจุติเป็นกษัตริย์นั่นเอง เมื่อกษัตริย์เสวยราชย์แล้วต้องกระทำ ๓ สิ่ง คือ

๑.ขุดสระชลประทานหรือที่เรียกว่า บาราย นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขมรมีความยิ่งใหญ่ เพราะเนื่องจากเขมรก็ไม่นิยมตั้งถิ่นฐานใกล้แม่น้ำเท่าใดนัก ที่เมืองพระนครก็มีบารายขนาดใหญ่หลายบาราย เช่น บารายอินทรฏกะ

๒.กษัตริย์ต้องสร้างศาสนสถานบนฐานเตี้ยๆ อุทิศถวายบรรพบุรุษ หรือปราสาทหินสร้างบนฐานเตี้ยๆเพียงชั้นเดียว เช่น ปราสาทพะโค ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษของพระองค์

๓.และยังต้องสร้างศาสนสถานบนฐานเป็นชั้น หรือปราสาทหินแบบยกฐานเป็นชั้นสูงหลายชั้นเพื่อเป็นที่สถิตของเทพเจ้า หากเป็นศาสนาพรหมณ์ลัทธิไศวนิกายก็จะประดิษฐานศิวลึงค์ทองสัญลักษณ์แห่งองค์พระอิศวร หรือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกายก็จะประดิษฐานเทว รูปพระวิษณุ และมีความเชื่อว่าเมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์วิญญาณของพระองค์จะไปเสด็จรวมกับเทพเจ้าที่ปราสาทที่พระองค์สร้างไว้นั่นเอง เช่น พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ทรงสร้างปราสาทหินนครวัด อุทิศถวายแด่องค์พระวิษณุ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ก็ทรงมีพระนามว่า บรมพิษณุโลก

จากเหตุผล ๒ ข้อหลังนี้เองที่เป็นประเพณีที่กษัตริย์เขมรทุกพระองค์จะต้องสร้างปราสาทหินอย่างน้อยที่สุด ๒ หลัง

ส่วนรูปแบบของปราสาทหินนั้น ก็พัฒนารูปแบบมาจากศาสนสถานในประเทศอินเดียที่เรียกกันว่า ศิขร เป็นศาสนสถานของศิลปะอินเดียในภาคเหนือ และ วิมาน เป็นศาสนาสถานของอินเดียภาคใต้ นอกจากนี้ก็ยังได้รับอิทธิพลของ จันฑิ ศาสนาสถานในศิลปะชวาเมื่อครั้งที่อาณาจักรเจนละตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรชวาด้วย

ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้จึงก่อให้เกิดรูปแบบงานศิลปกรรมเขมรที่เรียกกันว่า ปราสาทหิน หรือก็คือ ศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ ที่มีความสวยงามและคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นอย่างยิ่ง และเนื่องด้วยปราสาทหินเหล่านี้สร้างด้วยวัสดุที่เป็นอิฐ ศิลาทราย และศิลาแลง ซึ่งเป็นถาวรวัตถุจึงทำให้มีความคงทนจนถึงในปัจจุบัน

แต่ว่าปราสาทหินก็มิได้มีเพียงในเขตของประเทศเขมรเท่านั้น ยังพบในบริเวณภาคอีสานของประเทศไทยก็มีปราสาทหินอยู่มากมายด้วยเช่นกัน เนื่องจากในบางช่วงเวลาพระราชอำนาจของกษัตริย์ที่เมืองพระนครมีความเข้มแข็ง ทำให้อำนาจทางการเมืองของอาณาจักรกัมพูชาโบราณที่มีเหนือดินแดนประเทศไทยขยายเข้ามา ด้วยเหตุนี้ปราสาทหินจึงถูกสร้างขึ้นในดินแดนของประเทศไทยด้วยนั่นเอง...........


http://www.sarakadee.com/web/modules.ph ... le&sid=726
กองกำลังไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใด (...ใส่แว่นสีฟ้า)
User avatar
Robert De Niro
 
Posts: 6093
Joined: Sat Nov 08, 2008 11:27 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby loginofu » Mon Jan 03, 2011 12:16 pm

"เคย" ก็บ่แม่น "อยู่" เด้อ
http://www.prachathon.org/forum/index.php
ทางเข้าบอร์ดสำรอง http://siamseri.orgfree.com/
ประชาทนธิปไตย : ทนได้ก็ทนไป
loginofu
 
Posts: 10316
Joined: Mon Oct 13, 2008 3:22 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนบาป » Mon Jan 03, 2011 5:55 pm

Robert De Niro wrote:ผู้พิพากษาที่ตัดสินให้กัมพูชาชนะ
"...เห็นได้ชัดเจนว่าอารยธรรมตัวปราสาทเป็นของกัมพูชา แม้กระทั่งแผนที่ของกัมพูชาอีกด้วย"
— โบดาน วินิอาร์สกิ ผู้ประธานการพิจารณาคดีเขาพระวิหารชาวโปแลนด์


=========================================================================

แม้ว่าเราจะรู้ว่าการตัดสินของศาลโลกครั้งนั้น มีการเมืองระหว่างประเทศเจือปนด้วยมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นฝั่งเค้าหรือฝั่งเรา ผู้พิพากษาของแต่ละประเทศต่างลากเส้นเชื่อมโยงความสัมพันธ์
ที่มาที่ไปของคำตัดสินได้ทั้งนั้น เพียงแต่ไม่มีประโยชน์ใดๆที่จะเอาไปโต้แย้งในเรื่องคดี

มาศึกษากันหน่อยเป็นไรไป ว่าทำไมจึงมีความคิดที่ว่า "อารยธรรมตัวปราสาทเป็นของกัมพูชา"

ปล. ขอเกริ่นตรงนี้ไว้ก่อน กันคนปัญญาอ่อนหาว่าผมขายชาติ เข้าข้างเขมรอีก :mrgreen:


สีซอซ้ำ ๆ ก็เหนื่อยนะ แต่ก็ดีที่ทำให้องค์ความรู้ซึมซับลงไปในหมู่ประชาชน

ที่สำคัญควรเรียนประวัติศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่เรียนประวัติศาสตร์เพื่อไปรบกัน
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby andoe » Tue Jan 04, 2011 12:38 pm

:D
...................จะต้องมีข้อมูลมากมายไปทำไม.
ถ้าสุดท้ายแล้ว เราก็ตัดสินใจด้วย.......ความเชื่อ
User avatar
andoe
 
Posts: 290
Joined: Thu Dec 16, 2010 4:48 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Thu Jan 06, 2011 12:59 am

วันนี้พอมีเวลาจึงเข้ามาคุยต่อ ผมได้ใช้เวลาอ่านคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารแล้ว พบว่ามีเรื่องน่าสนใจ จึงอยากเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
คำพิพากษานี้ท่านsanddolphinเป็นผู้แนะนำอยู่ที่
http://www.mfa.go.th/190/book/international.pdf
มี244หน้า แต่ไม่ต้องกลัวครับ ผมจะยกเอาเฉพาะบางส่วนมาคุย

คำพิพากษาเริ่มขึ้นที่หน้า21 เป็นการเกริ่น แต่เกริ่นนำไปสู่การชี้ว่า
การใช้สันปันน้ำไม่มาตรฐาน ต้องเอาหลักฐานอื่นมาเพิ่ม โดยกล่าวไว้ในหน้า23ว่า
ในท้องถิ่นบางแห่ง เส้นสันปันน้ำไม่จำเป็นจะต้องเป็นเส้นเดียวกับเส้นสันเขาหรือชะง่อนผาดังนั้นจึงไม่ควรสันนิษฐานว่าคู่คดีเจตนาที่จะถือว่า ที่ใดมีชะง่อนผา เขตแดนจะต้องเป็นไปตามชะง่อนผานั้น โดยไม่คำนึงถึงข้อพิจารณาอื่นๆทั้งสิ้น
(แค่เกริ่นก็เห็นแล้วว่า พยายามหันน้ำหนักไปทางไหน)

ในหน้า30เป็นหลักฐานว่าเหตุใด ไทยจึงร้องขอให้ฝรั่งเศสทำแผนที่ให้
รัฐบาลสยามในขณะนั้นยังไม่มีเครื่องมืเครื่องใช้เพียงพอ จึงได้ร้องขอเป็นทางการให้พนักงานสำรวจพื้นที่ของฝรั่งเศสจัดทำแผนที่อาณาบริเวณเขตแดนนี้ขึ้น
(เรื่องนี้กลับถูกดึงเข้าไปเป็นเงื่อนไขว่าไทยต้องยอมรับ เพราะไทยเป็นผู้ร้องขอ โดยไม่ได้พิจารณาว่าถ้าไทยร้องขอทั้งๆที่ไทยทำเองได้ อย่างนั้นจึงกล่าวได้ว่าไทยยอมรับ เหตุผลนี้เพียงเพื่อชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ไทยเป็นผู้เรียกร้องให้ฝรั่งเศสทำ มิใช่ฝรั่งเศสทำเองเพียงฝ่ายเดียว ไทยจึงต้องยอมรับ มันไม่ดูเลยว่า ไทยไม่พร้อมที่จะทำ )

ในหน้า31ต่อเนื่องกันกล่าวว่า
แผนที่สามฉบับใน..ได้รับผลกระเทือนต่อมา เพราะเหตุว่าดินแดนในแผนที่ได้ตกไปอยู่ในเขตของกัมพูชาตามสนธิสัญญา...1907 จึงไม่มีความจำเป็นที่สยามจะต้องปฏิเสธหรือรับรองแผนที่ทั้งสามนี้(มัดมือชกเลยครับ)และกล่าวต่อว่า
ถ้าการกำหนดเขตแดน.......จะยึดสันปันน้ำ แผนที่ฉบับนี้ย่อมจะต้องแสดงเส้นดังกล่าว
(กำหนดก่อนเลยว่า เส้นในแผนที่คือเส้นเขตแดนที่เป็นสันปันน้ำที่ยึดสันปันน้ำตามที่ตกลงกัน หลักฐานอื่นที่ไม่ตรงกับเส้นในแผนที่ ไม่ใช่เส้นเขตแดน นี่คือหลักที่ศาลโลกใช้ปล้นปราสาทพระวิหารให้เขมร ทำให้ไทยไม่สามารถอ้างสนธิสัญญาต่างๆหรือหลักฐานต่างๆที่แย้งกับหลักคิดนี้ เพราะศาลจะไม่รับฟัง)

ในหน้า32บอกว่าแผนที่เกิดจากผลงานของพนักงานสำรวจในเขตเขาดงรัก แม้ไทยจะแย้งว่าแผนที่ผิด,ไม่เคยได้รับการรับรองและกรรมการฝ่ายไทยไม่ได้มอบให้ทำ แต่ดูศาลแย้งนะครับ
แม้จะเป็นจริงดังไทยอ้าง..... สิ่งที่แน่นอนก็คือว่าแผนที่นี้จะต้องทำขึ้นจากหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งและศาลเชื่อโดยไม่มีข้อสงสัยที่เกินสมควรว่า แผนที่นี้ได้จัดทำขึ้นจากผลงานของพนักงานสำรวจในเขตเขาดงรัก แผนที่ฉบับนี้เป็นหนึ่งในแผนที่บริเวณเขตแดนซึ่้งจัดทำขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญการทำแผนที่ของรัฐบาลฝรั่งเศส ตามคำร้องขอของเจ้าหน้าที่สยาม ได้จัดพิมพ์เผยแพร่โดยบริษัทที่มีชื่อเสียง.....แผนที่นี้เช่นนี้ย่อมมีความเชื่อถือได้ด้วยตนเอง
(ศาลผูกมัดให้เสร็จเลยว่า แผนที่นี้เชื่อถือได้ สังเกตุว่า ศาลเชื่อโดบไม่มีข้อสงสัยที่
เกินสมควร มันคาดเดาโดยไม่ต้องหาหลักฐานมายันก็ได้ว่าเป็นจริงอย่างที่มันเชื่อว่าเกิดจากผลงานของพนักงานสำรวจในเขตเขาดงรัก และดูที่ขีดเส้นใต้ ศาลช่วยเน้นมิให้ไทยโต้แย้งได้เลย
ทั้งๆที่ไม่เป็นจริงอย่างที่ศาลกล่าว)

หน้า33
ไทยแย้งว่าการปักปันที่คณะกรรมการผสมไม่เห็นชอบ เส้นเขตแดนก็ควรยึดสันปันน้ำตามข้อ1ในสนธิสัญญา1904
ศาลอ้างคร่าวๆว่าไม่มีประโยชน์จะโต้เถียงด้วยเหตุผลดังกล่าว(พูดตัดบทเลยครับ) ข้อสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า รัฐบาลย่อมมีอำนาจที่รับเอาการปฏิบัตินอกเหนือไปจากหลักเกณฑ์เช่นนั้นได้(อ่านแล้วงง คงหมายความว่าต้องยอมรับหลักเกณฑ์อื่นๆบ้าง ถ้ามี )

หน้า34 ,35 ฏฎหมายปิดปากโผล่มาแล้วครับ
ศาลยัดเยียดว่าแผนที่เป็นผลงานของคุณกรรมการปักปันเขตแดน โดยอ้างหลักฐานเช่น
1.การพิมพฺืและติดต่อส่งแผนที่แม้จะเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างรัฐ แต่ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย
2.แผนที่ได้รับการเผยแพร่ใวงวิชาการ.สถานฑูต,สมาชิกของคณะกรรมการผสม
3.โดยอ้างคำพูดของฑูตไทยที่ว่า"ในเรื่องที่คณะกรรมการ...ผสมตามคำร้องขอของกรรมการฝ่ายสยามให้กรรมการฝ่ายฝรั่งเศส ช่วยจัดทำแผนที่เขตแดนต่างๆขึ้นนั้น...."

ฝ่ายไทยแย้งว่า ฝรั่งเศสเป็นผู้ทำรเื่องเหล่านี้ และไทยไม่เคยตอบรับอย่างเป็นทางการเลย

แต่ศาลบอกว่า ความจริงได้มีการตอบรับโดยพฤตินัยอย่างแน่ชัดโดยไม่มีข้อสงสัย และแม้จะไม่เป็นเช่นนั้น แต่การที่ไทยไม่มีปฏิกิริยาใดๆในเวลาอันสมควรถ้าหากจะคัดค้านแผนที่ ไม่ว่าขณะนั้นหรือต่อจากนั้นอีกหลายปี ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าได้ให้ความยินยอมโดยการนิ่งเฉยแล้ว
ดังภษาลาตินว่า
ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือว่ายินยอม ถ้าเขามีหน้าที่ที่จะพูดและสามารถจะพูดได้

ในหน้าถัดๆไปก็พูดแต่รายละเอียดปลีกย่อยที่คัดค้านข้อแย้งของไทยและสนับสนุนเหตุผลของศาลที่ผ่านมา

หน้า43 ไทยได้ปราสาทกลับคืนมาชั่วคราว แต่..
(อธิบายเพิ่มเติม)ในปี1940ฝรั่งเศสถูกเยอรมันบุก ทางเอเชียจึงยอมสงบศึกกับไทย ไทยจึงบุกเข้าไปเอาปราสาทพระวิหารคืนในปี1941 หลังจากถูกฝรั่งเศสกดขี่มานาน และได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง โดยมีข้อความเกี่ยวกับพระวิหารว่า ับัดนี้พระวิหารได้ "กลับคืนมา"เป็นของไทยอีกครั้งหนึ่ง และการเจรจาปัญหาดินแดนระหว่างไทยกับเขมรในปี1958ผู้แทนไทยก็ได้ใช้ถ้อยคำคล้ายคลึงกันนี้ ศาลกลับชี้ว่า แสดงให้เห็นว่า ไทยเพิ่งจะได้ครอบครองพระวิหารเมื่อประมาณ1940
(ศาลโลกมันตีความหมายยังไง คนละความหมายเลย)

หน้าต่อๆมาก็เป็นการอ้างหลักฐานต่างๆ แต่สรุปว่าศาลไม่ฟังไทย แต่จะแย้งสนับสนุนเขมรด้วยข้อมุลพื้นฐานต่างๆที่ศาลได้พิจารณาไปแล้ว ตามที่ผมยกมาแสดงข้างต้น

ต่อจากนี้สำคัญมาก

จนมาที่หน้า50
ศาลเห็นว่าไทยยอมรับแผนที่ภาคผนวก1 ตั้งแต่1908-09ว่าเป็นผลงานของการปักปันเขตแดน อันเป็นผลให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา..... และชี้ว่า..คู่กรณ๊ทั้ง2ฝ่าย โดยการประพฤติปฏิบัติของตนเองได้รับรองเส้นแผนที่นี้ ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่า เส้นนี้เป็นเส้นเขตแดน

หน่า52,53,54,55
โดยสรุปบอกว่า แผนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับความตกลงในสนธิสัญญาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงนั้น ไม่มีใครสามารถกล่าวได้ว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดแผกไปหรือเป็นการละเมิดตัุวบทของสนะิสัญญา1904 ในตอนที่เส้นในแผนที่ผิดแผกไปจากเส้นของสันปันน้ำ เพราะตามความเห็นของศาล แผนที่นั้นได้รับการยอมรับจากคู่กรณีในปี1908และภายหลังคู่กรณีในขณะนั้นได้รับเอาการตีความข้อตกลงโดยสนธิสัญญา ซึ่งเป็นผลให้เส้นในแผนที่เท่าที่ผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำไปมีความสำคัญเหนือกว่าข้อบัญญัติของสนธิสัญยาในเรื่องนี้
แล้วร่ายยาวอธิบายหาเหตุผลมาสนับสนุนข้อความข้างต้น แต่โดยสรุปคือ
อ้างว่าเส้นเขตแดนที่ไม่มั่นคงเช่นสันปันน้ำจะทำให้เกิดความตกลงอยู่เรื่อยๆ และแสดงเหตุผลโดยคิดเองด้วยการใช้คำว่า
ภาคีสนธิสัญญานี้ คงต้องมีเหตุผลในการที่ได้กำหนดงานขั้นต่อไปไว้ เหตุผลนี้ควรจะต้องเป็นเพราะว่าภาคีสนธิสัญญาได้ถือว่าการกำหนดเส้นสันปันน้ำไว้ คงไม่เพียงพอที่จะทำให้เส้นเขตแดนมีความมั่นคงแน่นอนหรือเป็นที่ยุติได้
(หาเหตุผลมาสนับสนุนว่า แผนที่มีความสำคัญที่จะต้องทำ หลังจากปักปันแล้ว และควรเป็นที่ยุติของคู่กรณี เพื่อแก้ปัญหาการกระทบกระทั่งกันโดยยกกรณีไทย-ฝรั่งเศส ศาลคิดเอง เออเองเสร็จ มันไม่รู้หรือว่าตอนนั้นฝรั่งเศสมาล่าอาณานิคม)
จนมาที่ย่อหน้าสุดท้ายของหน้า54 ศาลทำลายหลักสันปันน้ำเลย โดยกล่าวว่า
การระบุเส้นสันปันน้ำในข้อ1ของสนธืสัญญา1904 มิได้มีความหมายอะไรนอกไปจากว่าเป็นวิธีที่สะดวกและแจ่มแจ้งที่จะบรรยายเส้นเขตแดน....แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่า คู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่เส้นสันปันน้ำโดยเจาะจง เมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ ซึ่งได้ปักปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี ทั้งนี้ เพื่อให้เรื่องเป็นที่ยุติ ฉนั้น อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท
เมื่อได้ให้เหตุผลที่ศาลใช้เป็นมูลฐานในการวินิจฉัยแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่า ณ.พระวิหาร เส้นเขตแดนตามแผนที่ จะตรงกับเส้นสันปันน้ำที่แท้จริงในบริเวณใกล้เคียงนี้หรือไม่หรือว่าได้เคยตรงกัยในระหว่างปี1904-1908หรือไม่ หรือว่าถ้าไม่ตรงกันแล้วเส้นสันปันน้ำจะเป็นอย่างไรตามความเป็นจริง

(ศาลปิดประตูไม่ให้ไทยสามารถเอาสันปันน้ำมาอ้างได้อีก เพราะถ้าตีความเรื่องนี้ น้ำหนักจะถ่วงกับแผนที่ เพราะสนธิสัญญาถูกต้องมาแต่แรก แต่แผนที่ไม่ใช่ ถ้าเอาสนธืสัญญามาอ้างได้ จะมีน้ำหนักที่เขมรไม่อาจหักล้างได้ โดยเฉพาะเรื่องสันปันน้ำ จึงต้องรีบตัดบทเสีย)

และก่อนย่อหน้าสุดท้ายหน้า55 ที่ไม่อยากให้มองข้าม ศาลกล่าวว่า
........ไทย...ได้จำกัดการต่อสู้คดีตามคำแถลงสรุปของตนในตอนจบกระบวนพิจารณาภาควาจาอยู่แต่เพียงการโต้แย้งและปฏิเสธเพื่อลบล้างข้อต่อสู้ของคู้ความฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะเลือกหาเหตุผลที่ศาลเห็นเหมาะสมซึ่งคำพิพากษาอาศัยเป็นมูลฐาน
(แสดงว่าไทยถูกบีบจากทุกด้านแน่นอนครับ แม้แต่ศาลเอง จนทำให้เราต้องตั้งรับอย่างเดียว ไม่สามารถตั้งประเด็นตีโต้ได้ เพราะศาลไม่พยายามรับฟังแต่แรกและหรือไม่ยอมมองเห็นความสำคัญจากหลักฐานของไทย และเป็นผลให้ศาลหาเหตุผลมาแทนไทยเอง เพื่อมาจะมาใช้พิพากษา)
คำตัดสินสุดท้ายคือ
ศาล
โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม
ลงความเห็นว่า
ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby andoe » Thu Jan 06, 2011 8:10 pm

:D ปูเสื้อรอนะคับ
...................จะต้องมีข้อมูลมากมายไปทำไม.
ถ้าสุดท้ายแล้ว เราก็ตัดสินใจด้วย.......ความเชื่อ
User avatar
andoe
 
Posts: 290
Joined: Thu Dec 16, 2010 4:48 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Fri Jan 07, 2011 12:20 am

ขออนุญาติเรียบเรียงใหม่นะครับ เพื่อให้เข้าใจขั้นตอนในการโกงของศาลโลก ใครว่าไม่โกงก็ไม่เป็นไรครับ

กรณีการล็อบบี้ศาลโลกได้ แม้ไม่มีหลักฐานต่อหน้า แต่การไม่ยอมเอาหลักฐานของไทยที่อ้างสนธิสัญญามาคัดค้านหลักฐานเขมรเลย แถมยังสรุปโดยการทำลายหลักสันปันน้ำในสนธิสัญญาของไทยและบอกว่าให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท
ที่ย่อหน้าสุดท้ายของหน้า54 ศาลทำลายหลักสันปันน้ำเลย โดยกล่าวว่า
การ ระบุเส้นสันปันน้ำในข้อ1ของสนธืสัญญา1904 มิได้มีความหมายอะไรนอกไปจากว่าเป็นวิธีที่สะดวกและแจ่มแจ้งที่จะบรรยายเส้น เขตแดน....แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่า คู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่เส้นสันปันน้ำโดยเจาะจง เมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ ซึ่งได้ปักปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี ทั้งนี้ เพื่อให้เรื่องเป็นที่ยุติ ฉนั้น อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท

หน้า43 ไทยได้ปราสาทกลับคืนมาชั่วคราว แต่..
(อธิบายเพิ่มเติม)ในปี1940 ฝรั่งเศสถูกเยอรมันบุก ทางเอเชียจึงยอมสงบศึกกับไทย ไทยจึงบุกเข้าไปเอาปราสาทพระวิหารคืนในปี1941 หลังจากถูกฝรั่งเศสกดขี่มานาน และได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง โดยมีข้อความเกี่ยวกับพระวิหารว่า บัดนี้พระวิหารได้ "กลับคืนมา"เป็น ของไทยอีกครั้งหนึ่ง และการเจรจาปัญหาดินแดนระหว่างไทยกับเขมรในปี1958ผู้แทนไทยก็ได้ใช้ถ้อยคำ คล้ายคลึงกันนี้ ศาลกลับชี้ว่า แสดงให้เห็นว่า ไทยเพิ่งจะได้ครอบครองพระวิหารเมื่อประมาณ1940
(ศาลโลกมันตีความหมายยังไง คนละความหมายเลย)

และ
ก่อนย่อหน้าสุดท้ายหน้า55 ที่ไม่อยากให้มองข้าม ศาลกล่าวว่า
........ ไทย...ได้จำกัดการต่อสู้คดีตามคำแถลงสรุปของตนในตอนจบกระบวนพิจารณาภาควาจา อยู่แต่เพียงการโต้แย้งและปฏิเสธเพื่อลบล้างข้อต่อสู้ของคู้ความฝ่ายตรงข้าม เท่านั้น โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะเลือกหาเหตุผลที่ศาลเห็นเหมาะสมซึ่งคำ พิพากษาอาศัยเป็นมูลฐาน
(แสดงว่าไทยถูกบีบจากทุกด้านแน่นอนครับ แม้แต่ศาลเอง จนทำให้เราต้องตั้งรับอย่างเดียว ไม่สามารถตั้งประเด็นตีโต้ได้ เพราะศาลไม่พยายามรับฟังแต่แรกและหรือไม่ยอมมองเห็นความสำคัญจากหลักฐานของไทย และเป็นผลให้ศาลหาเหตุผลแทนไทยเองเลย เพื่อมาใช้ประกอบการพิพากษา)

ก่อนที่ศาลโลกจะสรุปให้เขมรชนะได้ ศาลโลกได้ทำดังนี้ครับ

ขั้นที่1
เริ่มด้วยการสันนิษฐานว่าไม่ควรเอาสันปันน้ำเป็นเกณฑ์ แต่ควรพิจารณาสิ่งอื่นด้วย
คำพิพากษาเริ่มขึ้นที่หน้า21 เป็นการเกริ่น แต่เกริ่นนำไปสู่การชี้ว่า
การใช้สันปันน้ำไม่มาตรฐาน ต้องเอาหลักฐานอื่นมาเพิ่ม โดยกล่าวไว้ในหน้า23ว่า
ในท้องถิ่นบางแห่ง เส้นสันปันน้ำไม่จำเป็นจะต้องเป็นเส้นเดียวกับเส้นสันเขาหรือชะง่อนผาดัง นั้นจึงไม่ควรสันนิษฐานว่าคู่คดีเจตนาที่จะถือว่า ที่ใดมีชะง่อนผา เขตแดนจะต้องเป็นไปตามชะง่อนผานั้น โดยไม่คำนึงถึงข้อพิจารณาอื่นๆทั้งสิ้น
(แค่เกริ่นก็เห็นแล้วว่า พยายามหันน้ำหนักไปทางไหน)

จากนั้นจึงกล่าวเพิ่มเติมไว้ในหน้า53-54ในคำพิพากษาว่า
ภาคีสนธิสัญญานี้ คงต้องมีเหตุผลในการที่ได้กำหนดงานขั้นต่อไปไว้ เหตุผลนี้ควรจะต้องเป็นเพราะว่าภาคีสนธิสัญญาได้ถือว่าการกำหนดเส้นสันปันน้ำไว้ คงไม่เพียงพอที่จะทำให้เส้นเขตแดนมีความมั่นคงแน่นอนหรือเป็นที่ยุติได้
(หา เหตุผลมาสนับสนุนว่า แผนที่มีความสำคัญที่จะต้องทำ หลังจากปักปันแล้ว และควรเป็นที่ยุติของคู่กรณี เพื่อแก้ปัญหาการกระทบกระทั่งกันโดยยกกรณีไทย-ฝรั่งเศส ศาลคิดเอง เออเองเสร็จ มันไม่รู้หรือว่าตอนนั้นฝรั่งเศสมาล่าอาณานิคม)

ขั้นที่2
หลังจากนั้นก็เริ่มหาหลักฐานว่าไทยเป็นผู้ร้องขอให้ฝรั่งเศสทำแผนที่ให้
ในหน้า30เป็นหลักฐานว่าเหตุใด ไทยจึงร้องขอให้ฝรั่งเศสทำแผนที่ให้
รัฐบาลสยามในขณะนั้นยังไม่มีเครื่องมืเครื่องใช้เพียงพอ จึงได้ร้องขอเป็นทางการให้พนักงานสำรวจพื้นที่ของฝรั่งเศสจัดทำแผนที่อาณาบริเวณเขตแดนนี้ขึ้น
(เรื่อง นี้กลับถูกดึงเข้าไปเป็นเงื่อนไขว่าไทยต้องยอมรับ เพราะไทยเป็นผู้ร้องขอ โดยไม่ได้พิจารณาว่าถ้าไทยร้องขอทั้งๆที่ไทยทำเองได้ อย่างนั้นจึงกล่าวได้ว่าไทยยอมรับ เหตุผลที่ศาลยกข้อนี้มา เพื่อชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ไทยเป็นผู้เรียกร้องให้ฝรั่งเศสทำ มิใช่ฝรั่งเศสทำเองเพียงฝ่ายเดียว ไทยจึงต้องยอมรับ มันไม่ดูเลยว่า ไทยไม่พร้อมที่จะทำ )

ขั้นที่3
ทำให้แผนที่มีน้ำหนักโดยการกำหนดว่าเส้นที่เกิดขึ้นในแผนที่คือเส้นเขตแดนที่เป็นสันปันน้ำ
ในหน้า31ต่อเนื่องกันกล่าวว่า
แผนที่สามฉบับใน..ได้รับผลกระเทือนต่อมา เพราะเหตุว่าดินแดนในแผนที่ได้ตกไปอยู่ในเขตของกัมพูชาตามสนธิสัญญา...1907 จึงไม่มีความจำเป็นที่สยามจะต้องปฏิเสธหรือรับรองแผนที่ทั้งสามนี้(มัดมือชก เลยครับ)และกล่าวต่อว่า
ถ้าการกำหนดเขตแดน.......จะยึดสันปันน้ำ แผนที่ฉบับนี้ย่อมจะต้องแสดงเส้นดังกล่าว
(กำหนดก่อนเลยว่า เส้นในแผนที่คือเส้นเขตแดนที่เป็นสันปันน้ำที่ยึดสันปันน้ำตามที่ตกลงกัน หลักฐานอื่นที่ไม่ตรงกับเส้นในแผนที่ ไม่ใช่เส้นเขตแดน นี่ คือหลักที่ศาลโลกใช้ปล้นปราสาทพระวิหารให้เขมร ทำให้ไทยไม่สามารถอ้างสนธิสัญญาต่างๆหรือหลักฐานต่างๆที่แย้งกับหลักคิดนี้ เพราะศาลจะไม่รับฟัง)

ขั้นที่4
ทำให้ข้อสันนิษฐานในขั้นที่3เป็นจริง โดย
จนมาที่หน้า50
ศาลเห็นว่าไทยยอมรับแผนที่ภาคผนวก1 ตั้งแต่1908-09ว่าเป็นผลงานของการปักปันเขตแดน อันเป็นผลให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา..... และชี้ว่า..คู่กรณ๊ทั้ง2ฝ่าย โดยการประพฤติปฏิบัติของตนเองได้รับรองเส้นแผนที่นี้ ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่า เส้นนี้เป็นเส้นเขตแดน


ขั้นที่5
หาเหตุผลและสภาพแวดล้อมเพื่อให้เห็นว่า แผนที่เป็นผลจากคณะกรรมการปักปันเขตแดน เพื่อทำให้แผนที่สมบูรณ์พอที่จะให้ศาลเอาไปอ้างในคำตัดสินขั้นต่อๆไป แม้ไทยจะแย้งว่าแผนที่ผิดและไม่เคยได้รับการรับรอง ดังนี้
ในหน้า32บอกว่าแผนที่เกิดจากผลงานของพนักงานสำรวจในเขตเขาดงรัก แม้ไทยจะแย้งว่าแผนที่ผิด,ไม่เคยได้รับการรับรองและกรรมการฝ่ายไทยไม่ได้มอบ ให้ทำ แต่ดูศาลแย้งนะครับ
แม้จะเป็นจริงดังไทยอ้าง..... สิ่งที่แน่นอนก็คือว่าแผนที่นี้จะต้องทำขึ้นจากหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งและศาลเชื่อโดยไม่มีข้อสงสัยที่เกินสมควรว่า แผนที่นี้ได้จัดทำขึ้นจากผลงานของพนักงานสำรวจในเขตเขาดงรัก แผนที่ฉบับนี้เป็นหนึ่งในแผนที่บริเวณเขตแดนซึ่้งจัดทำขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญการทำแผนที่ของรัฐบาลฝรั่งเศส ตามคำร้องขอของเจ้าหน้าที่สยาม ได้จัดพิมพ์เผยแพร่โดยบริษัทที่มีชื่อเสียง..... แผนที่นี้เช่นนี้ย่อมมีความเชื่อถือได้ด้วยตนเอง
(ศาลผูกมัดให้เสร็จเลยว่า แผนที่นี้เชื่อถือได้ สังเกตุว่า ศาลเชื่อโดบไม่มีข้อสงสัยที่เกิน สมควร มันคาดเดาโดยไม่ต้องหาหลักฐานมายันก็ได้ว่าเป็นจริงอย่างที่มันเชื่อว่าเกิด จากผลงานของพนักงานสำรวจในเขตเขาดงรัก และดูที่ขีดเส้นใต้ ศาลช่วยเน้นมิให้ไทยโต้แย้งได้เลย ทั้งๆที่ไม่เป็นจริงอย่างที่ศาลกล่าว)
และ
หน้า34 ,35 กฎหมายปิดปากโผล่มาแล้วครับ
ศาลยัดเยียดว่าแผนที่เป็นผลงานของคุณกรรมการปักปันเขตแดน โดยอ้างหลักฐานเช่น
1.การพิมพฺืและติดต่อส่งแผนที่แม้จะเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างรัฐ แต่ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย
2.แผนที่ได้รับการเผยแพร่ใวงวิชาการ.สถานฑูต,สมาชิกของคณะกรรมการผสม
3.โดย อ้างคำพูดของฑูตไทยที่ว่า"ในเรื่องที่คณะกรรมการ...ผสมตามคำร้องขอของ กรรมการฝ่ายสยามให้กรรมการฝ่ายฝรั่งเศส ช่วยจัดทำแผนที่เขตแดนต่างๆขึ้นนั้น...."

ฝ่ายไทยแย้งว่า ฝรั่งเศสเป็นผู้ทำรเื่องเหล่านี้ และไทยไม่เคยตอบรับอย่างเป็นทางการเลย

แต่ ศาลบอกว่า ความจริงได้มีการตอบรับโดยพฤตินัยอย่างแน่ชัดโดยไม่มีข้อสงสัย และแม้จะไม่เป็นเช่นนั้น แต่การที่ไทยไม่มีปฏิกิริยาใดๆในเวลาอันสมควรถ้าหากจะคัดค้านแผนที่ ไม่ว่าขณะนั้นหรือต่อจากนั้นอีกหลายปี ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าได้ให้ความยินยอมโดยการนิ่งเฉยแล้ว ดังภาษาลาตินว่า
ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือว่ายินยอม ถ้าเขามีหน้าที่ที่จะพูดและสามารถจะพูดได้

ขั้นที่6
เมื่อแผนที่มีน้ำหนักในการอ้างอิงแล้วก็สรุปรวบยอดว่าแผนที่สำคัญกว่าสนธิสัญญาและตัดหลักฐานเรื่องสันปันน้ำของไทยออกไปเพื่อไม่ต้องนำมาพิจารณา
หน้า52,53,54,55
โดยสรุปบอกว่า แผนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับความตกลงในสนธิสัญญาและกลายเป็นส่วนหนึ่งของความ ตกลงนั้น ไม่มีใครสามารถกล่าวได้ว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดแผกไปหรือเป็น การละเมิดตัุวบทของสนธิิสัญญา1904 ในตอนที่เส้นในแผนที่ผิดแผกไปจากเส้นของสันปันน้ำ เพราะตามความเห็นของศาล แผนที่นั้น(ไม่ว่าจะถูกต้องตรงกับเส้นสันปันน้ำในทุกประการหรือไม่ก็ตาม)ได้รับการยอมรับจากคู่กรณีในปี1908และภายหลังคู่กรณีในขณะนั้นได้รับเอาการตีความข้อตกลงโดยสนธิสัญญา ซึ่งเป็นผลให้เส้นในแผนที่เท่าที่ผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำไปมีความสำคัญเหนือกว่าข้อบัญญัติของสนธิสัญญาในเรื่องนี้
แล้วร่ายยาวอธิบายหาเหตุผลมาสนับสนุนข้อความข้างต้น แต่โดยสรุปคือ
อ้างว่าเส้นเขตแดนที่ไม่มั่นคงเช่นสันปันน้ำจะทำให้เกิดความตกลงอยู่เรื่อยๆ และแสดงเหตุผลโดยคิดเองด้วยการใช้คำว่า
ภาคีสนธิสัญญานี้ คงต้องมีเหตุผลในการที่ได้กำหนดงานขั้นต่อไปไว้ เหตุผลนี้ควรจะต้องเป็นเพราะว่าภาคีสนธิสัญญาได้ถือว่าการกำหนดเส้นสันปันน้ำไว้ คงไม่เพียงพอที่จะทำให้เส้นเขตแดนมีความมั่นคงแน่นอนหรือเป็นที่ยุติได้
(หา เหตุผลมาสนับสนุนว่า แผนที่มีความสำคัญที่จะต้องทำ หลังจากปักปันแล้ว และควรเป็นที่ยุติของคู่กรณี เพื่อแก้ปัญหาการกระทบกระทั่งกันโดยยกกรณีไทย-ฝรั่งเศส ศาลคิดเอง เออเองเสร็จ มันไม่รู้หรือว่าตอนนั้นฝรั่งเศสมาล่าอาณานิคม)

จนมาที่ย่อหน้าสุดท้ายของหน้า54 ศาลทำลายหลักสันปันน้ำเลย โดยกล่าวว่า
การ ระบุเส้นสันปันน้ำในข้อ1ของสนธืสัญญา1904 มิได้มีความหมายอะไรนอกไปจากว่าเป็นวิธีที่สะดวกและแจ่มแจ้งที่จะบรรยายเส้น เขตแดน....แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่า คู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่เส้นสันปันน้ำโดยเจาะจง เมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ ซึ่งได้ปักปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี ทั้งนี้ เพื่อให้เรื่องเป็นที่ยุติ ฉนั้น อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท
เมื่อได้ให้เหตุผลที่ศาลใช้เป็นมูลฐานในการวินิจฉัยแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่า ณ.พระวิหาร เส้นเขตแดนตามแผนที่ จะตรงกับเส้นสันปันน้ำที่แท้จริงในบริเวณใกล้เคียงนี้หรือไม่หรือว่าได้เคย ตรงกันในระหว่างปี1904-1908หรือไม่ หรือว่าถ้าไม่ตรงกันแล้วเส้นสันปันน้ำจะเป็นอย่างไรตามความเป็นจริง

(ศาล ปิดประตูไม่ให้ไทยสามารถเอาสันปันน้ำมาอ้างได้อีก เพราะถ้าตีความเรื่องนี้ น้ำหนักจะถ่วงกับแผนที่ เพราะสนธิสัญญาถูกต้องมาแต่แรก แต่แผนที่ไม่ใช่ ถ้าเอาสนธิสัญญามาอ้างได้ จะมีน้ำหนักที่เขมรไม่อาจหักล้างได้ โดยเฉพาะเรื่องสันปันน้ำ จึงต้องรีบตัดบทเสีย)

ขั้นที่7
ตัดสินสิครับ มัวรอช้าทำไม ครบองค์ประกอบแล้ว
แผนที่ของเขมรเหนือกว่าสนธิสัญญาที่เป็นหลักฐานสำคัญของไทยแล้ว และหลักฐานอื่นๆของไทยก็ไม่มีน้ำหนักที่ศาลจะเชื่อแล้ว
คำตัดสินสุดท้ายคือ
ศาล
โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม
ลงความเห็นว่า
ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
Last edited by finder on Fri Jan 07, 2011 9:17 pm, edited 1 time in total.
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Fri Jan 07, 2011 12:22 am

andoe wrote::D ปูเสื้อรอนะคับ

ซื้อข้าวโพดคั่วมาทานรอก่อนนะครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลา

แต่รับประกัน มาแน่ :mrgreen:
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Sat Jan 08, 2011 11:06 pm

จากกรณีที่ท่านsanddolphin ได้กล่าวว่า
จาก ข้อความที่ผมนำมาจากคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทำให้เราสามารถกล่าวได้ว่า ใน MOU 2543 นั้น ถึงแม้ว่าจะมีการนำแผนที่ผนวก1 แนบมาเพื่อใช้ในการปักปันเขตแดนนั้น ถึงแม้ถ้าหากว่า "ไม่มี" การใช้แผนที่ดังกล่าว "ก็ไม่ได้หมายความว่า" ทางรัฐไทย "ไม่ยอมรับ" แผนที่ผนวก1 แต่อย่างใด
เท่ากับท่านกล่าวว่า คำตัดสินของศาลโลกทำให้ไทยต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติจนถึงปัจจุบัน

แต่ผมได้แย้งว่าคำตัดสินของศาลโลกไม่ทำให้เราต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติ เพราะไม่มีคำตัดสินในประเด็นนี้จากศาลโลก เท่ากับท่านsanddolphinตีความเกินคำพิพากษาของศาลโลก

นี่คือประเด็นที่ต้องพิสูจน์กัน กรุณาจำตรงนี้ไว้ครับ

ข้อมูลที่จะใช้เพื่อพิสูจน์ ข้อมูลเหล่านี้อยู่ในคำพิพากษาและผมคัดลอกมา

คำแถลงสรุปข้อที่หนึ่งและข้อที่สองของกัมพูชาที่ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดในเรื่องสภาพทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก1และในเรื่องเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท จะรับฟังได้ก็แต่เพียงในฐานที่เป็นการแสดงเหตุผล
และมิใช่เป็นข้อเรียกร้องที่จะต้องกล่าวถึงในบทปฏิบัติการของคำพิพากษา


ขั้นที่3
ถ้าการกำหนดเขตแดน.......จะยึดสันปันน้ำ แผนที่ฉบับนี้ย่อมจะต้องแสดงเส้นดังกล่าว

ขั้นที่4
ทำให้ข้อสันนิษฐานในขั้นที่3เป็นจริง โดย
จนมาที่หน้า50
ศาล เห็นว่าไทยยอมรับแผนที่ภาคผนวก1 ตั้งแต่1908-09ว่าเป็นผลงานของการปักปันเขตแดน อันเป็นผลให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา..... และชี้ว่า..คู่กรณ๊ทั้ง2ฝ่าย โดยการประพฤติปฏิบัติของตนเองได้รับรองเส้นแผนที่นี้ ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่า เส้นนี้เป็นเส้นเขตแดน

ขั้นที่6
-เพราะตามความเห็นของศาล แผนที่นั้น(ไม่ว่าจะถูกต้องตรงกับเส้นสันปันน้ำในทุกประการหรือไม่ก็ตาม)ได้รับ-การยอมรับจากคู่กรณีในปี1908และภายหลังคู่กรณีในขณะนั้นได้รับเอาการตีความข้อตกลงโดยสนธิสัญญา ซึ่งเป็นผลให้เส้นในแผนที่เท่าที่ผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำไปมีความสำคัญเหนือกว่าข้อบัญญัติของสนธิสัญญาในเรื่องนี้
-อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท
-เมื่อ ได้ให้เหตุผลที่ศาลใช้เป็นมูลฐานในการวินิจฉัยแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่า ณ.พระวิหาร เส้นเขตแดนตามแผนที่ จะตรงกับเส้นสันปันน้ำที่แท้จริงในบริเวณใกล้เคียงนี้หรือไม่หรือว่าได้เคย ตรงกันในระหว่างปี1904-1908หรือไม่ หรือว่าถ้าไม่ตรงกันแล้วเส้นสันปันน้ำจะเป็นอย่างไรตามความเป็นจริง


คำตัดสินสุดท้ายคือ
ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

ผมคิดอยู่นานว่า
1.จะเริ่มจากจุดใด และ
2.ต้องอธิบายเรื่องราวต่างๆที่ไทยและเขมรทำหลังจากศาลโลกตัดสินและทั้ง2ฝ่ายยอมรับผลที่เกิดขึ้น


1.ผมขอเริ่มจากการที่ศาลโลกไม่รับพิพากษาในเรื่องแผนที่และเขตแดน ดังนี้
คำแถลงสรุปข้อที่หนึ่งและข้อที่สองของกัมพูชาที่ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดในเรื่องสภาพทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก1และในเรื่องเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท จะรับฟังได้ก็แต่เพียงในฐานที่เป็นการแสดงเหตุผล
และมิใช่เป็นข้อเรียกร้องที่จะต้องกล่าวถึงในบทปฏิบัติการของคำพิพากษา

ตีความได้ว่าทั้งแผนที่และเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท ถูกศาลใช้เพื่อเป็นเหตุผลในการพิพากษาคดีให้เขมรได้ปราสาทพระวิหารเท่านั้น ศาลไม่รับรองแผนที่และเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท ทำให้ทั้ง2อย่างนี้
ยังไม่ได้รับการรับรองให้มีผลทางกฎหมายโดยศาลโลก
คนที่อ่านเสร็จคงงงว่า อ้าว,แล้วศาลบอกว่า ปราสาทเป็นของเขมร ได้ไง และเหตุผลและข้อเท็จจริงที่ท่านsanddolphin ยกมาก็ชี้ว่าเขมรแย้งไทยได้หมดและสนับสนุนเขมร จนศาลโลกบอกว่า
ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท(อยู่ในขั้นที่6)
และยังพิพากษาว่า
ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา


2.ต้องอธิบายเรื่องราวต่างๆที่ไทยและเขมรทำหลังจากศาลโลกตัดสินและทั้ง2ฝ่ายยอมรับผลที่เกิดขึ้น

2.1เราจะมาพิจารณาแผนที่กันก่อน
โปรดสังเกตคำพูด
เส้นเขตแดนตามแผนที่ มีความหมายว่าให้ยึดเอาเส้นเขตแดนในแผนที่เป็นสำคัญ มิได้ให้ยึดตัวแผนที่เป็นสำคัญ
ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ถ้อยแถลงของศาลทั้งหมด ศาลจะพูดแต่เพียงว่า ไทยได้รับรองแผนที่แล้วโดยพฤตินัยโดยยกเอาเหตุการณ์ต่างๆที่ไทยได้ทำมา ทั้งๆที่ไทยรู้ว่าแผนที่ผิด แต่ไทยไม่แย้งหรือคัดค้านแผนที่ ศาลใช้เหตุการณ์เหล่านี้มาอ้างเพื่อใช้กฎหมายปิดปากบังคับว่าไทยได้ยอมรับแผนที่แล้ว และกล่าวสรุปในขั้นที่6ว่า
เพราะตามความเห็นของศาล แผนที่นั้น(ไม่ว่าจะถูกต้องตรงกับเส้นสันปันน้ำในทุกประการหรือไม่ก็ตาม)ได้รับการยอมรับจากคู่กรณีในปี1908และภายหลังคู่กรณีในขณะนั้นได้รับเอาการตีความข้อตกลงโดย.....
เห็นไหมครับว่า คู่กรณีเป็นผู้ยอมรับแผนที่(ตามความเห็นของศาล) ศาลโลกไม่เคยรับรองแผนที่ ซึ่งสามารถยืนยันได้จากข้อ1ข้างบน แผนที่นี้จึงไม่สามารถเอามาอ้างกับใครๆได้ว่าศาลโลกรับรอง ดังที่เขมรเอามาอ้างในตอนนี้ และยังไม่สามารถเอามาเป็นตัวตัดสินให้เขมรชนะคดี ตัวใช้ตัดสินคือเส้นเขตแดนในแผนที่
(กรุณาสังเกตคำนะครับ ยอมรับแผนที่มีความหมายไม่ครอบคลุมว่าไทยได้รับรองแผนที่อย่างถูกต้องด้วยการเซ็น
สังเกตได้จากคำแถลงทั้งหมด ไม่มีการรับรองถึงขั้นนี้)

2.2เราจะมาพิจารณาเส้นเขตแดนตามแผนที่กัน
เส้นเขตแดนตามแผนที่เป็นสิ่งที่ศาลให้ความสำคัญที่สุด เพราะเป็นตัวชี้บอกว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตของประเทศใด ดังข้อความเหล่านี้
ขั้นที่3
เป็นการสร้างนิยามของเส้นเขตแดนที่จะใช้ตัดสินคดี โดยกล่าวว่า
ถ้าการกำหนดเขตแดน.......จะยึดสันปันน้ำ แผนที่ฉบับนี้ย่อมจะต้องแสดงเส้นดังกล่าว

ขั้นที่4
เป็นการทำให้นิยามในขั้นที่3เป็นจริง
และชี้ว่า..คู่กรณ๊ทั้ง2ฝ่าย โดยการประพฤติปฏิบัติของตนเองได้รับรองเส้นแผนที่นี้ ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่า เส้นนี้เป็นเส้นเขตแดน


ขั้นที่6
ก.เพราะตามความเห็นของศาล แผนที่นั้น(ไม่ว่าจะถูกต้องตรงกับเส้นสันปันน้ำในทุกประการหรือไม่ก็ตาม)ได้รับ-การยอมรับจากคู่กรณีในปี1908และภายหลังคู่กรณีในขณะนั้นได้รับเอาการตีความข้อตกลงโดยสนธิสัญญา ซึ่งเป็นผลให้เส้นในแผนที่เท่าที่ผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำไปมีความสำคัญเหนือกว่าข้อบัญญัติของสนธิสัญญาในเรื่องนี้
ข. อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท
ค.เมื่อ ได้ให้เหตุผลที่ศาลใช้เป็นมูลฐานในการวินิจฉัยแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่า ณ.พระวิหาร เส้นเขตแดนตามแผนที่ จะตรงกับเส้นสันปันน้ำที่แท้จริงในบริเวณใกล้เคียงนี้หรือไม่หรือว่าได้เคย ตรงกันในระหว่างปี1904-1908หรือไม่ หรือว่าถ้าไม่ตรงกันแล้วเส้นสันปันน้ำจะเป็นอย่างไรตามความเป็นจริง[/color]

และสิ่งที่ศาลโลกพยายามทำจนได้ข้อสรุปในขั้นที่6 ก.ที่ว่า
ซึ่งเป็นผลให้เส้นในแผนที่เท่าที่ผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำไปมีความสำคัญเหนือกว่าข้อบัญญัติของสนธิสัญญาในเรื่องนี้
เป็นการทำให้เส้นในแผนที่มีความสำคัญกว่าข้อบัญญัติในสนธิสัญญา เพื่อลดน้ำหนักของข้อบัญญัติในสนธิสัญญาป้องกันไทยไม่ให้เอามาแย้งนั่นเอง เพราะถ้าเอามาแย้งก็สู้ไม่ได้ จึงพิพากษาว่า
ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

แต่ประโยชน์ที่อยู่ในข้อ6ค.ก็คือ
ข้อความที่ว่า เส้นในแผนที่เท่าที่ผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำไป ข้อความนี้บ่งชี้ได้ว่า ศาลเองก็ยอมรับว่าเส้นในแผนที่มีความผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำ (แต่คู่กรณียอมรับความผิดพลาดนี้) และขั้นที่6ค. ยังกล่าวว่า
ค.เมื่อ ได้ให้เหตุผลที่ศาลใช้เป็นมูลฐานในการวินิจฉัยแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่า ณ.พระวิหาร [color=#800000]เส้นเขตแดนตามแผนที่ จะตรงกับเส้นสันปันน้ำที่แท้จริงในบริเวณใกล้เคียงนี้หรือไม่หรือว่าได้เคย ตรงกันในระหว่างปี1904-1908หรือไม่ หรือว่าถ้าไม่ตรงกันแล้วเส้นสันปันน้ำจะเป็นอย่างไรตามความเป็นจริง[/color]
แสดงว่า
1. ศาลโลกไม่ยอมพิจารณาว่าเส้นเขตแดนตามแผนที่ ณ.พระวิหารนี้ ตรงกับสันปันน้ำหรือไม่ ทั้งในอดีตและเมื่อตอนพิจารณาคดี
2.ไม่พิจารณาว่าถ้าเส้นแขตแดนในแผนที่และเส้นสันปันน้ำไม่ตรงกันแล้ว ตอนนี้เส้นสันปันน้ำจริงๆแล้วจะอยู่ตรงไหน(เมื่อเทียบกับเส้นเขตแดนตามแผนที่)

สาเหตุที่ไม่พิจารณาทั้ง2ประเด็นเพราะ
1.ในขั้นที่3 ศาลโลกได้นิยามเส้นเขตแดนไว้แล้วว่า
ถ้าการกำหนดเขตแดน.......จะยึดสันปันน้ำ แผนที่ฉบับนี้ย่อมจะต้องแสดงเส้นดังกล่าว
ถ้าพิจารณาแล้วเรื่องนี้แล้ว จะพบว่ามันไม่ใช่เส้นเดียวกัน น้ำหนักที่จะอ้างว่า
เส้นในแผนที่เท่าที่ผิดแผกจากเส้นสันปันน้ำไปมีความสำคัญเหนือกว่าข้อบัญญัติของสนธิสัญญา
ก็จะลดลงและเกิดความขัดแย้งในเส้นทั้ง2ขึ้นมาทันที
2.เรื่องสันปันน้ำเป็นเรื่องที่ทางเขมรไม่สามารถโต้แย้งไทยได้ ถ้ายกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา น้ำหนักของเส้นเขตแดนในแผนที่ไม่มีทางสู้ (หาดู คำพิพากษาแย้งของศาลที่เห็นข้างไทย 3คนอยู่ท้ายคำพิพากษา)
จึงเป็นเหตุผลที่ ศาลโลกไม่ยอมรับรองเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

อย่างนั้นแล้ว ศาลโลกตัดสินว่า
ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา นั้น
จะมีอาณาเขตเท่าใด เพราะแม้จะชนะเพราะเส้นเขตแดนในแผนที่ แต่ศาลโลกกลับไม่ยอมรับรอง เส้นเขตแดนนี้
ทำให้เขมรไม่สามารถอ้างกับไทยว่าพื้นที่จริงที่เขมรจะได้ควรมีขนาดเท่าไร
ดังนั้น สิ่งที่ไทยทำก็คือ
เอามาจาก
http://www.praviharn.net/index.php?option=com_content&view=article&id=94&Itemid=114
ปฏิบัติการของไทย
แม้ ศาลยุติธรมระหว่างประเทศจะไม่มีอำนาจบังคับคดี แต่เพื่อแสดงความเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ ไทยได้ดำเนินการถอนบุคลากรจากปราสาทพระวิหารและได้ล้อมรั้วรูปสี่เหลี่ยมผืน ผ้ารอบตัวปราสาทตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย และได้ย้ายเสาธงไทยออกจากบริเวณปราสาทโดยไม่มีการลดธง ทั้ง นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้กัมพูชาส่งบุคลากรเข้าไปในบริเวณปราสาท โดยไทยมิได้สละอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ซึ่งปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ หรือยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาแต่อย่างใด บริเวณที่ตั้งของตัวปราสาทจึงเป็นพื้นที่เดียวซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “พื้นที่ทับซ้อน” ดูได้จากรูป
Image
หลังจากนั้นมาดูว่าเขมรว่าอย่างไร (จากลิ้งค์เดียวกัน)

ปฏิกิริยาของกัมพูชา
หลังจากไทยได้ถอนบุคลากรจากประสาทพระวิหารตามคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ กัมพูชาก็ยอมรับสภาพโดยดี และมิได้โต้แย้งในการที่ไทยได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาและตั้งข้อ สงวนไว้อย่างชัดเจน กัมพูชานิ่งเฉยตลอดระยะเวลา ๕ ทศวรรษโดยมิได้เรียกร้องอะไรอื่นอีก
กัมพูชา เริ่มมีปฏิกิริยาเมื่อประมาณ ๕-๖ ปีมานี้ (หลังจากปี2543 เมื่อมีMOU43แล้ว นี่เป็นคำพูดของประชาชนในพื้นที่ ที่ถูกเขมรเข้ามายึดพื้นที่ของเขา) โดยแสดงเจตน์จำนงที่จะขยายอาณาเขตรุกล้ำเข้ามาในพระราชอาณาเขตของประเทศไทย เริ่มจากรื้อรั้วที่ไทยสร้างไว้รอบปราสาท นอกจาก นั้น คนชาติกัมพูชายังลอบเข้ามาตั้งถิ่นฐานในวนอุทยานเขาพระวิหารในเขตแดนไทยรวม ทั้งตั้งร้านค้าและแผงลอยซึ่งเพิ่มมากขึ้นตามลำดับเพื่อขายสินค้าให้นัก ทัศนาจร
นอกจากนี้หลังการตัดสิน เจ้าสีหนุได้ขึ้นมาที่ปราสาทโดยขึ้นมาทางบันไดหัก ซึ่งถ้าศาลได้ตัดสินดังที่คุณsanddolphinเข้าใจ พื้นที่ที่เขมรได้จะครอบคลุมเลยบันไดนาค เจ้าสีหนุก็ไม่ต้องปีนบันไดหักขึ้นมา เป็นการชี้ให้เห็นว่า เจ้าสีหนุเองก็ยอมรับในสิ่งที่ไทยทำ นี่คืออีกเหตุผลที่ยืนยันในเรื่องนี้ได้
ซึ่งถ้าการกระทำของไทยดังกล่าวไม่ถูกต้องตามที่ศาลโลกตัดสิน ทำไมเขมรไม่กระทำตามที่ท่านsanddolphinเคยกล่าวไว้ดังนี้
ซึ่งเราก็เป็นสมาชิกขององค์กรศาลดังกล่าว และจำต้องยอมรับเงื่อนไขต่างๆตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และในเมื่อกรรมการได้ตัดสินออกมา ควรหรือไม่ที่จะยอมรับ ถ้าอยากให้เรื่องราวบานปลาย ก็ไม่ต้องยอมรับหรอกครับ เพราะทางกัมพูชาก็จะดำเนินการตาม มาตราที่ 94 วรรค 2 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ นำเรื่องเข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงเพื่อ "หาทาง" ทำให้รัฐคู่กรณี (ไทย) กระทำตามพันธะแห่งคำตัดสิน
ข้อที่ 2 นั้น
หรือตามข้อความนี้
ผมยืนยันว่าถ้าทางกัมพูชายังยึดตามหลักแผนที่หนึ่งต่อสองแสน และทางเราไม่ยอมรับ อยู่ มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเรียกร้องการตีความตามมาตรา 60 แห่ง ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
เช่นนี้แล้วแสดงว่า
รัฐบาลไทยสมัยนั้นตีความไม่ผิดครับ แต่ท่านsanddolphin เข้าใจประเด็นและรายละเอียดผิดครับ ท่านจึงได้กล่าวว่า
จาก ข้อความที่ผมนำมาจากคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทำให้เราสามารถกล่าวได้ว่า ใน MOU 2543 นั้น ถึงแม้ว่าจะมีการนำแผนที่ผนวก1 แนบมาเพื่อใช้ในการปักปันเขตแดนนั้น ถึงแม้ถ้าหากว่า "ไม่มี" การใช้แผนที่ดังกล่าว "ก็ไม่ได้หมายความว่า" ทางรัฐไทย "ไม่ยอมรับ" แผนที่ผนวก1 แต่อย่างใด
เท่ากับท่านsanddolphinกล่าวว่า คำตัดสินของศาลโลกทำให้ไทยต้องยอมรับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นการตีความเกินคำพิพากษาของศาลโลก

ซึ่งผมไม่เห็นด้วยแต่แรก ผมจึงได้บอกว่า
การที่ท่านsanddolphinจะสามารถตีความ เกินคำพิพากษาของศาลโลกได้ จะต้องมีองค์ประกอบของหลักฐานและเหตุผลที่เกินจากที่ศาลโลกแถลงมา เพราะขนาดศาลโลกยังทำได้แค่ บอกว่าไทยต้องยอมรับแผนที่โดยอาศัยเหตุการณ์แวดล้อมต่างๆเป็นเหตุผล แต่ไม่สามารถชี้ให้เห็นว่า ไทยเคยรับรองแผนที่ ดังนั้นถ้าท่านsanddolphinไม่มีหลักฐานมากกว่านี้ ก็เป็นไปไม่ได้ครับที่จะตีความให้เป็นไปดังที่ท่านเข้าใจ นี่คือวิธีคิดของผมในการแย้งเรื่องนี้

ขออธิบายแบบง่ายๆดังนี้
ศาลเอาเหตุผลร้อยแปดมาอ้างเพียงเพื่อให้ไทยต้องยอมรับแผนที่ หลังจากนั้นก็ทำให้เส้นในแผนที่เป็นเส้นเขตแดน แต่ไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ว่า เส้นนี้มีสถานภาพเป็นอย่างไร ศาลจึงสามารถใช้เส้นในแผนที่นี้เพียงเพื่อตัดสินให้เขมรได้ปราสาทพระวิหารเท่านั้น เอาไปใช้ประโยชน์อื่นๆมากกว่านี้ไม่ได้ ไทยจึงปฏิบัติการดังกล่าว
โดยเขมรยอมรับโดยดุษฎี

ขอแจ้งให้ทราบว่า การตีความข้างต้นทั้งหมด ผมตีความเอง โดยยึดตามคำพิพากษา ถ้ามีส่วนใดตีความผิด กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย จะขอบพระคุณยิ่ง

ต่อไป ผมจะเอาเรื่องอื่นที่เกิดขึ้นหลังคำพิพากษามาแสดงด้วย
(จากลิ้งค์เดียวกัน)

จุดยืนและท่าทีของประเทศไทย
ประเทศ ไทยพิจารณาเห็นว่า ศาลฯ มิได้วินิจฉัยคดีปราสาทพระวิหารตามกระบวนการที่ชอบ และได้ตัดสินคดีโดยขัดต่อหลักความยุติธรรมและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้ประกาศจุดยืนของประเทศไทยให้ทราบทั่วกันว่าไทยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ของศาลฯ แต่ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ จึงได้ปฏิบัติตามพันธะข้อ ๙๔ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ทั้ง นี้โดยยื่นคำประท้วงคัดค้านไปยังสหประชาชาติและตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจนว่า ไทยสงวนสิทธิที่มีอยู่หรือพึงมีในอนาคตที่จะดำเนินการเรียกคืนซึ่งการครอบ ครองปราสาทพระวิหารโดยสันติวิธี
ดัง นั้น รัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ยืนยันจุดยืนดังกล่าวเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ และในวันรุ่งขึ้น จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปราศรัยทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แจ้งให้ประชาชน ทราบทั่วกัน

คำปราศรัยของ ฯพณฯ จอมพลสฤษฎิ์ ธนรัชต์
ฯพณฯ จอมพลสฤษฎิ์ ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำปราศรัยทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เกี่ยว กับคดีปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ตามข้อความดังนี้
พี่น้องร่วมชาติ และมิตรร่วมชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลาย
ตามที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ศาลโลก” ได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา และ ทางรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบมาตามลำดับแล้วนั้น โดยที่รัฐบาลของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและโดยเฉพาะตัวข้าพเจ้าถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญเป็น อย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวกับผลได้ผลเสียอย่างสำคัญของชาติ เป็นเรื่องของแผ่นดินไทยซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษของเราสู้อุตส่าห์ฝ่าคม อาวุธรักษาไว้ และตกทอดมาถึงคนรุ่นเรา จึงสมควรที่เราทุกคนจะได้เอาใจใส่ และสนใจร่วมรู้ร่วมเห็นก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ ลงไปเกี่ยวกับผืนแผ่นดินนี้ ด้วย เหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงถือว่าเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลและของตัวข้าพเจ้าเองที่ต้อง ชี้แจงให้พี่น้องร่วมชาติทั้งหลายได้ทราบถึงการที่รัฐบาลนี้ต้องตัดสินใจใน กรณีปราสาทพระวิหารต่อไป
แต่เนื่องในการกล่าวคำปราศรับนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนใจพี่น้องทั้งหลายอยู่มาก ข้าพเจ้าจึงจำต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า ข้าพเจ้าทราบดีว่า ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจแล้ว คนไทยผู้รักชาติทุกคนมีความเศร้าสลดและขมขื่นใจเพียงใด การแสดงออกของประชาชนในการเดินขบวนทั่วประเทศเพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลโลกในสัปดาห์ที่แล้วมาเป็นสิ่งที่เห็นกันอย่างแน่ชัดอยู่แล้ว แต่ก็จะทำอย่างไรได้ เราต้องถือเป็นคราวเคราะห์ร้ายของเราที่ต้องมาประสบกับชตากรรมเช่นนี้ เราจะไม่โทษใครเป็นอันขาด เพราะการที่ไปโทษคนที่พ้นหน้าที่ไปนั้นย่อมเป็นการไม่สมควร แต่ทั้งนี้ก็มิใช่เราจะพากันนิ่งเฉยท้อแท้ใจ ชาติไทยจะยอมท้อแท้ทอดอาลัยไม่ได้ เราเคยสูญเสียดินแดนแก่ประเทศมหาอำนาจที่ล่าอาณานิคมมาแล้วหลายครั้ง ถ้าบรรพบุรุษของเราของเรายอมท้อแท้ เราจะเอาแผ่นดินที่ไหนมาอยู่กันจนถึงทุกวันนี้ เราจะต้องหาวิธีต่อสู้ต่อไป ส่วนเราจะต่อสู้อย่างไรนั้น นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะในการต่อสู้กรณีเช่นนี้ เราอาจทำได้หลายวิธี และแต่ละวิธีก็มีผลดีผลเสียแตกต่างกัน เราจะต้องได้พิจารณาให้สุขุมรอบคอบ ต้องใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ และด้วยสายตามองการณ์ไกล แล้วเลือกใช้วิธีที่ดีที่สุด ละเมียดละไมและให้คุณประโยชน์มากที่สุดทั้งในเวลานี้และในอนาคต ชาติเราจึงจะสามารถธำรงเอกราชและอธิปไตยอยู่ได้ และอยู่ในฐานะที่กล่าวได้ว่า “เต็มไปด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ” ขอให้พี่น้องผู้รักชาติทั้งหลายโปรดอย่าได้ใช้อารมณ์หุนหันพลันแล่นหรือคิดมุทลุจะหักหาญด้วยกำลังแต่เพียงอย่างเดียว สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง ในฐานะที่มีชีวิตเป็นทหารมาแต่เล็กแต่น้อย และได้เคยผ่านสงครามทำการสู้รบมาแล้วหลายครั้ง ข้าพเจ้าจึงมิได้มีความเกรงกลัวการสู้รบแต่ประการใด แต่ตามพันธกรณีที่มีอยู่ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ยังไม่เป็นเรื่องที่ควรรบกัน
สำหรับกรณีปราสาทพระวิหารซึ่งศาลโลกได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วนั้น ข้าพเจ้าขอทบทวนความเข้าใจกับเพื่อนร่วมชาติทั้งหลายว่า รัฐบาล และประชาชนชาวไทยไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลโลกทั้งในข้อเท็จ จริงในทางกฎหมายระหว่างประเทศและในหลักความยุติธรรม ตามเหตุผลที่รัฐบาลได้แถลงไปแล้ว แต่เราก็ตระหนักดีว่าคำพิพากษาของศาลเป็นอันเสร็จเด็ดขาด ไม่มีทางจะอุทธรณ์ได้ ยิ่งกว่านั้น มาตรา ๔๔ บ่งไว้ว่า “ข้อ ๑ สมาชิกแต่ละประเทศของสหประชาชาติรับที่จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีใดๆ ที่ตนตกเป็นผู้แพ้ ข้อ ๒ ถ้าผู้แพ้ในคดีใดไม่ปฏิบัติ ข้อผูกพันซึ่งตกอยู่แก่ตนตามคำวินิจฉัยของศาล อีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งถ้าเป็นเป็นความจำเป็น ก็อาจทำตามคำแนะนำหรือวินิจฉัยมาตรการที่จะดำเนินเพื่อยังผลให้เกิดแก่คำพิพากษานั้นได้”
เมื่อเป็นดังนี้ แม้ว่ารัฐบาลและประชาชนชาวไทยจะได้มีความรู้สึกสลดใจและขมขื่นเพียงใด ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ก็จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในกฏบัตรสหประชาชาติ กล่าวคือ จำต้องยอมให้กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือพระวิหารนั้นตามพันธกรณีแห่งสหประชาชาติ แต่รัฐบาลขอตั้งข้อประท้วงและขอสงวนสิทธิ์อันชอบธรรมของประเทศไทยในเรื่องนี้ไว้ เพื่อสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนิน การทางกฎหมายที่จำเป็นซึ่งอาจมีขึ้นในภายหน้าให้ได้สิทธิ์นี้กลับคืนมาในโอกาสอันควร
พี่น้องชาวไทยที่รัก ข้าพเจ้าก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียว กับพี่น้องทั้งหลาย และถ้าพูดถึงความรักชาติบ้านเมือง ข้าพเจ้าก็เชื่อเหลือเกินว่าข้าพเจ้ามีความรักชาติไม่น้อยกว่าพี่น้องคนไทยทั้งหลาย แต่ ที่รัฐบาลจำต้องโอนอ่อนปฏิบัติตามพันธกรณีในกฏบัตรสหประชาชาติก็โดยคำนึงถึง เกียรติภูมิของประเทศไทยที่เราสร้างสมไว้เป็นเวลานับเป็นร้อยๆ ปี ยิ่งกว่าปราสาทพระวิหาร ทั้งนี้ มิใช่เกิดเพราะความกลัวหรือความขี้ขลาดแต่ประการใดเลย แต่พี่น้องชาวไทยทั้งหลายต้องมองการณ์ไกล เวลานี้เราอยู่ในสังคมของโลก สมัยนี้ไม่มีชาติใดที่จะอยู่โดยโดดเดี่ยวได้ ประเทศไทยของเราได้รับความนิยมนับถือจากสังคมนานาชาติเพียงใด พี่น้องทั้งหลายคงจะทราบดีอยู่แล้ว ถ้าชาติของเราต้องเสียศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิไปเนื่องจากปราสาทพระวิหารคราวนี้แล้ว อีกกี่สิบกี่ร้อยปีเราจึงจะสามารถสร้างเกียรติภูมิที่สูญเสียไปคราวนี้กลับคืนมาได้ ข้าพเจ้าทราบดีว่าการสูญเสียปราสาทพระวิหารคราวนี้เป็นการสูญเสียที่สะเทือนใจคนไทยทั้งชาติ ฉะนั้น แม้ว่ากัมพูชาจะได้ปราสาทพระวิหารนี้ไป ก็คงได้แต่ซากสลักหักพังและแผ่นดินที่รองรับพระวิหารนี้เท่านั้น แต่วิญญาณของปราสาทพระวิหารยังอยู่กับไทยตลอดไป ประชาชนชาวไทยจะรำลึกอยู่เสมอว่า ปราสาทพระวิหารของไทยถูกปล้นเอาไปด้วยอุปเท่ห์เล่ห์กลของคนที่ไม่รักเกียรติและไม่รักความชอบธรรม เมื่อประเทศไทยประพฤติปฏิบัติตนดีในสังคมโลก เป็นประเทศที่มีศีลมีสัตย์ ในวันหนึ่งข้างหน้าไม่ช้าก็เร็ว ปราสาท พระวิหารจะต้องกลับคืนมาอยู่ในดินแดนไทยอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าการปฏิบัติของประเทศไทยตามพันธกรณีในกฏบัตรสหประชาชาติ ครั้งนี้คงจะทำให้ประเทศต่างๆทั่วโลกเห็นอกเห็นใจเรายิ่งขึ้น เหตุการณ์เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารครั้งนี้จะสลักแน่นอยู่ในความทรงจำของคนไทยสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน และจะเป็นรอยจารึกอยู่ในประว้ติศาสตร์ของชาติไทยตลอดไปเสมือนหนึ่งเป็นแผลในหัวใจของคนไทยทั้งชาติ แต่ข้าพเจ้าก็ยังหวังอยู่เสมอว่า ในที่สุดธรรมะย่อมชนะอธรรม การหัวเราะทีหลังย่อมหัวเราะดังและนานกว่า
อนึ่ง ในเรื่องนี้รํฐบาลรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวพระประมุขที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยที่ได้พระราชทานคติและ พระบรมราโชวาทแก่รัฐบาลด้วยความที่ทรงห่วงใยในสวัสดิภาพของชาติบ้านเมือง เป็นอย่างยิ่ง
ขอ ให้พี่น้องร่วมชาติจงได้วางใจเถิดว่า รัฐบาลที่ข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นี้จะสามารถนำชาติและพี่น้องชาวไทย ที่รักก้าวไปสู่อนาคตอันสุกใสได้ ในที่สุด ข้าพเจ้าขอรับรองต่อท่านทั้งหลายว่า เมื่อคราวที่ชาติเข้าที่คับขันแล้ว ข้าพเจ้าจะกอดคอร่วมเป็นร่วมตายกับพี่น้องชาวไทย เอาเลือดทาแผ่นดินโดยไม่เสียดายชีวิตเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ราจะทำอย่างไรได้ ข้าพเจ้าเองก็มีความเจ็บช้ำน้ำใจมิได้น้อยกว่าเพื่อร่วมชาติทั้งหลาย การที่ข้าพเจ้าต้องมากล่าวถึงเรื่องนี้ในวันนี้ ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า ข้าพเจ้ามาพูดกับท่านด้วยน้ำตา แต่น้ำตาของข้าพเจ้าเป็นน้ำตาของลูกผู้ชาย ของเลือด ของความคั่งแค้นและการผูกใจเจ็บไปชั่วชีวิตทั้งชาตินี้และชาติหน้า ต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษผู้กล้าหาญของชาวไทย ข้าพเจ้าขอกล่าวคำปฏิญานด้วยสัจวาจานี้ไว้ พี่น้องที่รัก น้ำตามิได้ช่วยให้คนฉลาดขึ้นและได้อะไรคืนมา นอกจากความพยายาม ความสามัคคี ความสุขุมรอบคอบ ความอดกลั้นที่จะกล้าเผชิญกับความสูญเสีย พร้อมทั้งรวมกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิด เพื่อให้ชาติที่รักของเราแข็งแกร่งมั่นคงถาวรยิ่งขึ้น ในขั้นสุดท้ายชาติไทยต้องประสบกับชัยชนะเสมอ เราต้องกล้าสู้ ต้องยิ้มรับต่อภัยที่มาถึงตัวเรา ชาติไทยเป็นชาติที่เชื่อมั่นในบวรพุทธศาสนา ตั้งตนอยู่ในความเป็นธรรมเสมอมา ข้าพเจ้า เชื่อมั่นเสมอว่าชาติเราจะไม่อับจนเป็นอันขาด เรื่องนี้เป็นแต่เพียงเรื่องหนึ่งในเรื่องใหญ่ทั้งหลายซึ่งมีความสำคัญกว่า นี้มากนัก ชาติที่รักของเรากำลังพัฒนาตามวิถีทางที่ดีอยู่แล้วทุกทาง เหตุนี้มิใช่เหตุแห่งความอับจน เราจงระวังและทำในเรื่องของชาติที่สำคัญกว่านี้ ข้าพเจ้ามั่นใจเหลือเกินว่าชาติไทยของเราจะมีอนาคตอันแจ่มใสและรุ่งโรจน์ประเทศหนึ่งอย่างแม่นมั่นในอนาคตอันใกล้นี้ เราจงมาช่วยกันสร้างชาติที่รักยิ่งของเรา
พี่น้องชาวไทยที่รัก ในวันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาเป็นของชาติไทยให้จงได้... สวัสดี...

การแถลงจุดยืนของไทย
ฯพณฯ ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือลงวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ถึง ฯพณฯ อู ถั่น รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ค อ้างถึงคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ประกาศจุดยืนและท่าทีของไทยว่าไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านคำพิพากษาซึ่งขัดต่อ สนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๙๐๔ และ ๑๙๐๗ นอกจาก นั้นยังขัดต่อหลักความยุติธรรมและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่จะปฏิบัติตามพันธกรณีในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ นอกจากนั้น ไทยยังได้ตั้งข้อสงวนเกี่ยวกับสิทธิที่มีอยู่และจะพึงมีในการครอบครองปราสาทพระวิหารในอนาคตตามกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย อนึ่ง ข้อสงวนดังกล่าวมีผลตลอดไปโดยไม่จำกัดเวลา
ใน การประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๕๐๕ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยยังได้มอบหมายให้ นายสมปอง สุจริตกุล ผู้แทนไทยในคณะกรรมการที่ ๖ (กฎหมาย) เป็นผู้แถลงย้ำให้ผู้แทนประเทศสมาชิกสหประชาชาติในคณะกรรมการกฎหมายได้ทราบ ถึงจุดยืนของประเทศไทยตลอดจนเหตุผลทางกฎหมายในการคัดค้านคำพิพากษาโดย ละเอียด ทั้งนี้ ไม่ปรากฏว่าผู้แทนประเทศอื่นรวมทั้งกัมพูชาได้แสดงความคิดเห็นหรือโต้แย้งแต่ประการใด

คำแปลหนังสือจาก ฯพณฯ ถนัด คอมันตร์ ถึงเลขาธิการสหประชาชาติ*
(*แปลโดย ศ. ดร.สมปอง สุจริตกุล)
เลขที่ (๐๖๐๑) ๒๒๒๓๙/๒๕๐๕
กระทรวงการต่างประเทศ
กรุงเทพฯ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ (ค.ศ.๑๙๖๒)
เรียน ฯพณฯ อู ถั่น
รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ
นิวยอร์ค
ข้าพเจ้าขออ้างถึงคดีปราสาทพระวิหารซึ่งกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียวได้ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๕๙ [พ.ศ. ๒๕๐๒] และศาลฯ ได้พิพากษาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๖๒ [พ.ศ. ๒๕๐๕] ยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร
ในคำแถลงเป็นทางการเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๖๒ [พ.ศ. ๒๕๐๕] รัฐบาล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่าไทยไม่เห็นด้วยกับ คำพิพากษาของศาลฯ โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลไทยพิจารณาแล้วเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวขัดอย่างชัดแจ้งต่อบทบัญญัติ แห่งสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และ ค.ศ. ๑๙๐๗ ในข้อที่เกี่ยวข้องโดยตรง ตลอดจนขัดต่อหลักกฏหมายและหลักความยุติธรรม ถึงกระนั้นก็ตาม ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีแห่งคำพิพากษาตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ภายใต้ข้อ ๙๔ ของกฏบัตรสหประชาชาติ
ข้าพเจ้าขอแจ้งให้ท่านทราบด้วยว่าการตัดสินใจปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหารนั้น รัฐบาล ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรารถนาจะตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจนเพื่อสงวนไว้ซึ่ง สิทธิที่ประเทศไทยมีหรือพึงมีในอนาคตในการเรียกคืนปราสาทพระวิหาร โดยใช้วิถีทางที่ชอบด้วยกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือในอนาคต และขอยืนยันการคัดค้านคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศซึ่งวินิจฉัยให้ ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา
ข้าพเจ้าจึงขอเรียนมาเพื่อทราบพร้อมทั้งขอให้ท่านส่งเวียนหนังสือฉบับนี้ไปยังประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติทุกประเทศ
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
(ลงนาม) ถนัด คอมันตร์
(ถนัด คอมันตร์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศไทย

พื้นที่ทับซ้อน
การกล่าวถึง “พื้นที่ทับซ้อน” ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนนั้น กัมพูชา ได้พยายามขยายขอบเขตคำพิพากษาของศาลฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยแอบอ้างว่าศาลให้ความเห็นชอบแผนที่ผนวก ๑ ซึ่งปราศจากมูลความจริง ทั้งนี้ เนื่องจากในคำพิพากษานั้นเอง ศาลฯ ได้พิจารณาและวินิจฉัยว่าแผนที่ผนวก ๑ ท้ายคำฟ้องของกัมพูชามีข้อผิดพลาดตามที่ปรากฏในรายงานคณะผู้เชี่ยวชาญฝ่าย ไทย ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกัมพูชาไม่อาจหักล้างข้อเท็จจริงที่ว่า “เส้นสันปันน้ำ” บนขอบหน้าผาคือเส้นเขตแดนที่แท้จริงระหว่างไทยกับกัมพูชา เส้นเขตแดนดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนไทย

อายุความฟ้องร้อง
ปัญหา เรื่องอายุความฟ้องร้องไม่เป็นประเด็นในกฏหมายระหว่างประเทศนอกจากในกรณีที่ เกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีต่อศาลหนึ่งศาลใดที่มีอำนาจพิจารณาข้อขัดแย้ง ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง หากจะกล่าวถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปัจจุบัน อายุความ ๑๐ ปีมีอยู่กรณีเดียว กล่าวคือการร้องขอให้ทบทวนคำพิพากษาตามข้อ ๖๑ วรรค ๕ แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรม
ใน กรณีปราสาทพระวิหาร การกล่าวถึงอายุความ ๑๐ ปีนั้นใช้เฉพาะสิทธิของคู่คดีซึ่งได้แก่ไทยหรือกัมพูชาที่จะร้องเรียนให้ศาล ทบทวนคำพิพากษาเดิมเท่านั้น ฉะนั้น หากไทยหรือกัมพูชาดำริให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศทบทวนคำพิพากษาปีพ.ศ. ๒๕๐๕ ก็จะเป็นการสายเกินไป ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดำริที่จะกระทำเช่นนั้น
ส่วน กรณีอื่นๆ เช่นการเพิกถอนหรือตีความคำพิพากษา การฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ หรือระงับกรณีพิพาทโดยอาศัยกลไกอื่น อาทิ ศาลอนุญาโตตุลาการ ฯลฯ ซึ่งไทยหรือกัมพูชามิได้กระทำการแต่อย่างไร ปัญหาเรื่องอายุความจึงยังไม่เป็นประเด็น

อายุความข้อสงวน
ข้อ สงวนของรัฐบาลไทยต่อคำพิพากษาของศาลในคดีปราสาทพระวิหารซึ่งไทยได้แจ้งไปยัง เลขาธิการสหประชาชาติในหนังสือลงวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ พร้อมทั้งส่งเวียนให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติรับทราบทั่วกันโดยไม่ปรากฏว่า มีประเทศหนึ่งประเทศใดโต้แย้ง ทักท้วง หรือค้ดค้านแต่ประการใดนั้น เป็นข้อสงวนที่ปลอดอายุความ มี ผลตลอดกาลตราบใดที่ยังอยู่ใต้บังคับของกฏหมายระหว่างประเทศ การที่ข้อสงวนดังกล่าวมิใช่เป็นการทบทวนคดีเก่าซึ่งต้องกระทำภายในกำหนดเวลา ที่จำกัดไว้ จึงยังมีผลบังคับจนทุกวันนี้ยกเว้นจะถูกเพิกถอนหรือยกเลิกอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลไทย
(finder-แทรกเพิ่มเติม ซึ่งข้อสงวนของไทยครอบคลุมถึงสิทธิของไทยที่มีอยู่ในขณะนี้ และ/หรือ จะพึงมีในอนาคต ตามกฎบัตรสหประชาชาติ และธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศทุกข้อบท รวม ทั้งข้อ 60 ซึ่งไม่มีการจำกัดเวลา 10 ปี ดังเช่น ข้อ 61 ซึ่งมักมีผู้เข้าใจที่สับสนและคลาดเคลื่อน และข้อ 33 ของกฎบัตรสหประชาชาติ รับรองสิทธิของประเทศคู่พิพาท อย่างกว้างขวาง ตามที่ไทยสงวนสิทธิเห็นท่านsanddolphinถามเรื่องข้อสงวน ผมจึ่งเพิ่มเติมให้เท่าที่ผมมีข้อมูลอยู่ และผมยังเห็นคำว่าข้อสงวนผ่านตาตรงคำแถลงเพิ่มเติมของรองประธานศาล ซึ่งอธิบายเรื่องกฎหมายปิดปาก อยู่ต่อจากคำพิพากษา)
ศาสตราจารย์ ดร. สมปองสุจริตกุล*
๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๒
ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล
* B.A., B.C.L., M.A., D.Phil., and D.C.L. (Oxon)
Diplômé d’Etudes Supérieures de Droit International Public, Docteur en Droit (Paris)
LL.M. (Harvard)
of the Middle Temple, Barrister-at-law (United Kingdom)
Diplômé de l’Académie de Droit International de La Haye (Nederland)
-คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
-ศาสตราจารย์กิตติคุณกฏหมายระหว่างประเทศและกฏหมายเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยกฎหมายโกลเดนเกท ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
-สมาชิกสถาบันอนุญาโตตุลาการแห่งประเทศไทย
-สมาชิกสถาบันอนุญาโตตุลาการองค์การกฏหมายเอเซีย-แอฟริกา ณ กรุงไคโร และกัวลาลัมเปอร์
-อนุญาโตตุลาการอิสระ
-อดีตเลขาธิการอาเซียน (ประเทศไทย)
-อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์,เบลเยี่ยม,ลักเซมเบอร์ก,ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส,โปรตุเกส,อิตาลี,กรีก,อิสราเอล และองค์การตลาดร่วมยุโรป
-อดีตหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำ UNESCO และ FAO
-อดีตสมาชิกศูนย์ระงับข้อพิพาทการลงทุนศาลอนุญาโตตุลาการธนาคารโลก ICSID World Bank
-อดีตกรรมาธิการสหปราชาชาติเพื่อพิจารณาค่าชดเชยความเสียหายในประเทศคูเวต (UNCC)
-และทนายผู้ประสานงานคณะทนายฝ่ายไทยในคดีปราสาทพระวิหาร ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๐๕
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Wed Jan 12, 2011 10:28 pm

วันนี้มีเวลาเล็กน้อย

จึงมาดันให้ท่านsanddolphincและ คนบาป ได้เห็น

เผื่อจะมีความเห็นที่น่าสนใจ จะได้แลกเปลี่ยนกันอีก :mrgreen:
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Thu Jan 13, 2011 10:56 pm

ไม่ทราบว่าท่านsanddolphinจะเห็นหรือเปล่า

แต่ผมขอแสดงความเห็นต่อสักหน่อย

ด้วยคำตัดสินเดียวกัน แต่คนสองคนตีความไปคนละเรื่อง

ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นหรือครับ

ก็เพราะการจับประเด็นและการตีความคำตัดสินไงครับ
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Fri Jan 14, 2011 11:45 pm

ท่านsanddolphinและ คนบาป ครับ

ช่วยมาตอบหน่อย

ผมตีความผิดไหม

ถ้าผิด ผิดตรงไหน :mrgreen:
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Sun Jan 16, 2011 12:08 am

ท่านsanddolphinและ คนบาป ครับ

ทำไมเงียบไป ขอความเห็นด้วย
:mrgreen:

ถ้าไม่ว่างก็กรุณาแจ้งด้วย

ไม่เช่นนั้น ผมก็ต้องใช้กฎหมายปิดปากแล้วละว่า

เงียบก็คือยอมรับ :mrgreen:
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby postman » Mon Jan 17, 2011 4:58 pm

ดูมัน ! เขียน 7 rep ติดต่อกันเก๋โคตร กลูว่ามีแต่มันมั่งตั้งแต่มีบอร์ดมาไอ้ฟายทำ new high โว้ย

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:
User avatar
postman
 
Posts: 61
Joined: Wed Oct 06, 2010 1:27 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Mon Jan 17, 2011 10:00 pm

postman wrote:ดูมัน ! เขียน 7 rep ติดต่อกันเก๋โคตร กลูว่ามีแต่มันมั่งตั้งแต่มีบอร์ดมาไอ้ฟายทำ new high โว้ย

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

ไอ้นี่ทะลึ่งใหญ่แล้ว เพิ่งโดนตีน+แตะคู่โปรดของตูลูบปากไป ยังไม่เข็ด :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

ตูกำลังคุยกับนักศึกษากฎหมายระหว่างประเทศคนเดียวในบอร์ดนี้นะโว้ย

พวกเปรตถอยไปก่อน เสร็จแล้วอยากเอาปากมาให้ปาดอีกที แล้วค่อยโผล่มาก็ไม่สาย

หรือใจร้อนอยากให้เอาตีนปาดให้ใหม่ก็บอกมา

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby eAT » Mon Jan 17, 2011 10:11 pm

finder wrote:
postman wrote:ดูมัน ! เขียน 7 rep ติดต่อกันเก๋โคตร กลูว่ามีแต่มันมั่งตั้งแต่มีบอร์ดมาไอ้ฟายทำ new high โว้ย

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

ไอ้นี่ทะลึ่งใหญ่แล้ว เพิ่งโดนตีน+แตะคู่โปรดของตูลูบปากไป ยังไม่เข็ด :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

ตูกำลังคุยกับนักศึกษากฎหมายระหว่างประเทศคนเดียวในบอร์ดนี้นะโว้ย

พวกเปรตถอยไปก่อน เสร็จแล้วอยากเอาปากมาให้ปาดอีกที แล้วค่อยโผล่มาก็ไม่สาย

หรือใจร้อนอยากให้เอาตีนปาดให้ใหม่ก็บอกมา

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:


อ้ายแบบนี้จะเจอน้าแอดมินจัดการไหมหว่า?
ป๋มไม่กดแจ้งไป เดี๋ยวจะหาว่าขี้ฟ้อง
เลยเอาฟ้อนท์ใหญ่ๆ ให้เห็นชัดๆ :lol:
User avatar
eAT
 
Posts: 4011
Joined: Mon Oct 13, 2008 10:11 am

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby คนไกล » Mon Jan 17, 2011 10:45 pm

finder wrote:
postman wrote:ดูมัน ! เขียน 7 rep ติดต่อกันเก๋โคตร กลูว่ามีแต่มันมั่งตั้งแต่มีบอร์ดมาไอ้ฟายทำ new high โว้ย

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

ไอ้นี่ทะลึ่งใหญ่แล้ว เพิ่งโดนตีน+แตะคู่โปรดของตูลูบปากไป ยังไม่เข็ด :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

ตูกำลังคุยกับนักศึกษากฎหมายระหว่างประเทศคนเดียวในบอร์ดนี้นะโว้ย

พวกเปรตถอยไปก่อน เสร็จแล้วอยากเอาปากมาให้ปาดอีกที แล้วค่อยโผล่มาก็ไม่สาย

หรือใจร้อนอยากให้เอาตีนปาดให้ใหม่ก็บอกมา

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:


คุณ sanddolphin เขาบอกว่าเขาอ่าน+ศึกษาเองไม่ใช่หรอค่ะ เขาบอกไม่ใช่นักกม.นิ ถ้าจำผิดก็ขออภัย
“You now see complexity when you once saw simplicity; you see grays rather than black and white. But this is to the good because the world is in fact complicated.” ==>Dean Elena Kagan :Associate Justice of the Supreme Court of the United States
User avatar
คนไกล
 
Posts: 4327
Joined: Fri Oct 09, 2009 3:18 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Mon Jan 17, 2011 10:52 pm

eAT wrote:
finder wrote:
postman wrote:ดูมัน ! เขียน 7 rep ติดต่อกันเก๋โคตร กลูว่ามีแต่มันมั่งตั้งแต่มีบอร์ดมาไอ้ฟายทำ new high โว้ย

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

ไอ้นี่ทะลึ่งใหญ่แล้ว เพิ่งโดนตีน+แตะคู่โปรดของตูลูบปากไป ยังไม่เข็ด :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

ตูกำลังคุยกับนักศึกษากฎหมายระหว่างประเทศคนเดียวในบอร์ดนี้นะโว้ย

พวกเปรตถอยไปก่อน เสร็จแล้วอยากเอาปากมาให้ปาดอีกที แล้วค่อยโผล่มาก็ไม่สาย

หรือใจร้อนอยากให้เอาตีนปาดให้ใหม่ก็บอกมา

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:


อ้ายแบบนี้จะเจอน้าแอดมินจัดการไหมหว่า?
ป๋มไม่กดแจ้งไป เดี๋ยวจะหาว่าขี้ฟ้อง
เลยเอาฟ้อนท์ใหญ่ๆ ให้เห็นชัดๆ :lol:


มันแกว่งปากมาหาเองนะครับ ถามมันดูสิ :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

มดจะทำอะไรก็เชิญครับ ขอให้ทำตามกฎก็แล้วกัน ผมไม่ว่าอยู่แล้ว

แต่ปัญหาก็คือ เมื่ออยากให้บอร์ดนี้มีระเบียบ

คนที่โพสท์ด้วยภาษาอย่างที่postmanใช้

ก็ไม่ควรจะได้รับอนุญาติให้ทำ

เพราะเมื่อผมใช้ภาษาเดียวกับเขา เพื่อคืนเขากลับไป

ผมถือว่ายุติธรรมแล้ว ก็อย่างที่ผมบอกอยู่เสมอว่า

สำหรับผมแล้ว

คุณมาอย่างไร ผมก็ให้คืนไปอย่างนั้น ทุกคน

;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;)
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Mon Jan 17, 2011 11:06 pm

คนไกล wrote:
finder wrote:
postman wrote:ดูมัน ! เขียน 7 rep ติดต่อกันเก๋โคตร กลูว่ามีแต่มันมั่งตั้งแต่มีบอร์ดมาไอ้ฟายทำ new high โว้ย

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

ไอ้นี่ทะลึ่งใหญ่แล้ว เพิ่งโดนตีน+แตะคู่โปรดของตูลูบปากไป ยังไม่เข็ด :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

ตูกำลังคุยกับนักศึกษากฎหมายระหว่างประเทศคนเดียวในบอร์ดนี้นะโว้ย

พวกเปรตถอยไปก่อน เสร็จแล้วอยากเอาปากมาให้ปาดอีกที แล้วค่อยโผล่มาก็ไม่สาย

หรือใจร้อนอยากให้เอาตีนปาดให้ใหม่ก็บอกมา

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:


คุณ sanddolphin เขาบอกว่าเขาอ่าน+ศึกษาเองไม่ใช่หรอค่ะ เขาบอกไม่ใช่นักกม.นิ ถ้าจำผิดก็ขออภัย

คุณจำไม่ผิดหรอกครับ เขาพูดอย่างนั้นจริงๆ แต่จากการใช้สำนวนที่คุยกันและลีลาในการโพสท์ข้อความ ผมเดาว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำงานเกี่ยวกับต่างประเทศ อาจเรียนกฎหมายระหว่างประเทศเพิ่มเติมอยู่ก็ได้ เพราะมีการอ้างหนังสือกฎหมายของอาจารย์คนไทย ทีีท่านบอกว่า"ถ้าเล่มเก่าหน่อยก็......"นี่ก็ชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่ศึกษาเองแน่นอน และการแปลภาษากฎหมายที่เป็นภาษาต่างประเทศ ต้องรู้ภาษาดีครับ เพราะภาษากฎหมายจะใช้คำที่ไม่ให้ดิ้นหนีได้ ซึ่งเท่าที่ดูแล้ว ภาษาต่างประเทศจะเก่งในเรื่องอย่างนี้ แต่ภาษาไทยจะใช้ภาษาออกจะฟุ่มเฟือย เพื่อป้องกันการดิ้นหนี
ส่วนที่ผมเดาว่ากำลังศึกษาเพิ่มเติมทางกฎหมายเพราะ การจับประเด็นและการตีความของท่าน มันผิดจากที่รัฐบาลไทยทำไว้เมื่อ2505 แบบคนละเรื่อง
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby nontee » Mon Jan 17, 2011 11:07 pm

ท่าทางจะเก็บกดมากเลยนะเนี่ย

8-) 8-)
User avatar
nontee
 
Posts: 6598
Joined: Tue Jan 26, 2010 2:34 pm
Location: หว้ากอ

Re: ตอบคุณsanddolphinและผู้ที่สนใจกรณีแผนที่ของเขมร

Postby finder » Sun Jan 23, 2011 9:53 pm

ตั้งแต่ตอบไว้เมื่อ8-1-54 ถึงวันนี้ 23-1-54 รวม15วัน

ทั้ง คนบาป และ ท่านsanddolphin ไม่เข้ามาวิพากษ์กับผมต่อ

ด้วยเหตุนี้ ศาลโลก เอ๊ย,ไม่ใช่ :mrgreen:

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอใช้กฎหมายปิดปาก ตัดสินว่า

เงียบคือยอมรับ

และผมจะไม่เข้ามาดันกระทู้ให้ทั้ง2ท่านเห็นกระทู้อีก

ผมขอปิดกระทู้ ด้วยการสรุปว่า

คำตัดสินของศาลโลกไม่ทำให้เราต้องยอม รับแผนที่1:200,000โดยอัตโนมัติตามที่ท่านsanddolphinได้กล่าวมา เพราะไม่มีคำตัดสินในประเด็นนี้จากศาลโลก เท่ากับท่านsanddolphinตีความเกินคำพิพากษาของศาลโลก และยังผิดไปจากที่รัฐบาลไทยเมื่อ พ.ศ.2505 ได้ปฏิบัติการไว้หลังคำพิพากษาแล้ว โดยที่เขมรเองก็ยอมรับการปฏิบัติการของไทยโดยดุษฎี
User avatar
finder
 
Posts: 3547
Joined: Fri Jun 11, 2010 8:26 pm

Previous

Return to สภากาแฟ



cron