อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

เรื่องการเมือง เชิญที่นี่เลยครับ
Forum rules
- ห้ามใช้คำพูดหยาบคาย
- ห้ามโพสกระทู้หรือข้อความที่ดูหมิ่นเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด

เชิญทุกท่านเข้าสู่บอร์ดใหม่ได้ที่ http://webboard.serithai.net ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ viewtopic.php?f=2&t=44976 ครับ

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby deja » Thu Feb 24, 2011 11:06 pm

ridkun_user wrote:
sanskrit_shower wrote:
phat wrote:ลิเบียจะกลับมาใช้ธงชาติก่อนกัดดาฟี่ล้มล้างแล้วมันคือธงชาติราชอาณาจักรลิเบีย ถ้าเป็นไปได้ฟื้นสถาบันกษัตริย์ลิเบียไปเลย


แล้วทีนี้บังจะจับแพะชนแกะยังไงล่ะเนี่ย


บังไม่ต้องจับแพะชนแกะครับ บังใช้วิธีไม่สนใจแล้วก็พูดเรื่องของตัวเองต่อไป :lol:


บัง กะ ผัด คนเดียวกันหรือ :lol: :lol:
User avatar
deja
 
Posts: 366
Joined: Thu Mar 12, 2009 12:30 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby ridkun_user » Thu Feb 24, 2011 11:07 pm

ยังไงก็ตามต้องขอแสดงความยินดีล่วงหน้า กับประเทศเหล่านั้น
ที่จะได้มีการพัฒนาประชาธิปไตย ขึ้นมาทัดเทียมกับประเทศไทยแล้ว :lol:
"...โลกนี้ไม่สมประกอบ เพราะบางคนชอบเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน"

อำนาจเป็นของปวงชน คือ ประชาธิปไตย
อำนาจเป็นของคนส่วนใหญ่ คือ กฎหมู่
User avatar
ridkun_user
 
Posts: 5458
Joined: Mon Nov 02, 2009 10:59 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby มะแอศิษย์บังโม » Thu Feb 24, 2011 11:08 pm

เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ วีรชนผู้รักในเสรีภาพชาวลิเบียจะต้องล้มตายไปอีกซักกี่ศพ :cry: :cry: :cry: :cry: :cry: :cry:

เผด็จการอำมาตย์ทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจของตน โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะต้องล้มตายไปเท่าไหร่


Image
Last edited by มะแอศิษย์บังโม on Thu Feb 24, 2011 11:12 pm, edited 1 time in total.
เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา อำมาตย์น่าจะสำนึกได้แล้วว่าประเทศไทยไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน
سمائيل انق موريد ابع مو
User avatar
มะแอศิษย์บังโม
 
Posts: 2129
Joined: Thu Oct 30, 2008 5:12 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby phat » Thu Feb 24, 2011 11:09 pm

โคตรซึ้ง :cry: (ฮา)
ไอ้พรรค ปชป พท ภท พถ ชทพ ปชรและพวกในสภามันเลวหมด ถึงเวลาปฏิรูปนักการเมืองไทย!!!
ace combat +sky crawler
http://www.acecombat.jp
http://www.bandainamcogames.co.jp/cs/list/sky_crawlers/
http://www.amy.hi-ho.ne.jp/tommy-ohtsuka/jpg/rescue03.jpg
User avatar
phat
 
Posts: 3070
Joined: Fri Dec 17, 2010 12:35 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby deja » Thu Feb 24, 2011 11:11 pm

phat wrote:โคตรซึ้ง :cry: (ฮา)


โอ้ โน ๆๆๆๆ เดี๋ยวซึ้งตาม :( :( :(
User avatar
deja
 
Posts: 366
Joined: Thu Mar 12, 2009 12:30 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby kanok » Thu Feb 24, 2011 11:12 pm

...ผ้าพันคอ สีเขียว นี่คือ ผู้สนับสนุน กัดดาฟี่ไม่ใช่เหรอ? ถ้าเป็นผู้ประท้วงต้องใช้ธงสมัยราชอาณาจักร สิ :?:
User avatar
kanok
 
Posts: 861
Joined: Thu Jan 27, 2011 9:43 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby ppneer » Thu Feb 24, 2011 11:16 pm

ที่ลิเบีย บอกตรงๆ ผู้ประท้วงตายฟรี


ไม่มีประเทศไหน กล้าปล่อยให้ลิเบียล้ม


เชื่อเถอะบัง งานนี้เจอของจริง


เพราะถ้าปล่อยให้ลิเบียล้ม ก็ถึงคราวศาสนาล้มไปด้วย(ขอโทษท่านSigressด้วยนะครับ)
ขวานทอง บรรพบุรุษ เป็นคนสร้างให้เราทุกวันนี้ ตัวกูจะปกปักรักษาเท่าชีวิตเพื่อ พ่อหลวง กูถวายชีวิต

ใอ้แม้ว ออกไปๆๆๆ กูเกลียดใอ้แม้ว
User avatar
ppneer
 
Posts: 3382
Joined: Mon Jan 19, 2009 2:59 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby มะแอศิษย์บังโม » Thu Feb 24, 2011 11:18 pm

ppneer wrote:ที่ลิเบีย บอกตรงๆ ผู้ประท้วงตายฟรี


ไม่มีประเทศไหน กล้าปล่อยให้ลิเบียล้ม


เชื่อเถอะบัง งานนี้เจอของจริง


เพราะถ้าปล่อยให้ลิเบียล้ม ก็ถึงคราวศาสนาล้มไปด้วย(ขอโทษท่านSigressด้วยนะครับ)


ไม่ get อะครับ เล่าให้ฟังหน่อยซิ มันยังไง ?
เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา อำมาตย์น่าจะสำนึกได้แล้วว่าประเทศไทยไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน
سمائيل انق موريد ابع مو
User avatar
มะแอศิษย์บังโม
 
Posts: 2129
Joined: Thu Oct 30, 2008 5:12 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby phat » Thu Feb 24, 2011 11:19 pm

ผู้ประท้วงลิเบียยึดเมืองตะวันตกเพิ่ม 'โอบามา'เร้านานาชาติต้าน'กัดดาฟี'
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กุมภาพันธ์ 2554 22:30 น.
Image
ผู้ประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีมูอัมมาร์ กัดดาฟีของลิเบีย ได้รุกคืบจนยึดเมืองทางภาคตะวันตกได้เพิ่มอีกหลายเมือง จากที่สามารถควบคุมเมืองสำคัญในตะวันออกอย่างเบงกาซีและโตบรูกไปแล้วก่อนหน้านี้
เอเจนซี/เอเอฟพี - ประธานาธิบดีมูอัมมาร์ กัดดาฟีของลิเบีย ซึ่งยังคงยื้อปราบปรามผู้ประท้วงด้วยอาวุธสงครามอย่างบ้าคลั่ง กำลังสูญเสียอำนาจการปกครองประเทศอันยาวนานกว่า 4 ทศวรรษลงทุกขณะ เมื่อกลุ่มนักรบ ทหารแปรพักตร์และผู้ประท้วงต่อต้านระบอบ ได้รุกคืบจนยึดเมืองทางภาคตะวันตกได้เพิ่มอีกหลายเมือง จากที่สามารถควบคุมเมืองสำคัญในตะวันออกอย่างเบงกาซีและโตบรูกไปแล้วก่อนหน้านี้ ขณะที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐฯ ได้แถลงประณามเหตุการณ์สังหารหมู่พลเรือนอย่างโหดเหี้ยมของกัดดาฟีเป็นครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดี (24) พร้อมกันนี้ยังรบเร้าให้นานาชาติรวมพลังกันต่อต้านกัดดาฟีอย่างแข็งกร้าว

จากเหตุที่นายทหารชั้นนายพลและสหายคนสนิทของกัดดาฟีหลายคนซึ่งเคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขามาตั้งแต่ครั้งก่อรัฐประหารปี 1969 ได้แปรพักตร์ไปเข้าร่วมกับกลุ่มต่อต้านระบอบ ก็ทำให้กลุ่มฝ่ายค้านกัดดาฟีทวีกำลังเข้มแข็งมากขึ้น จนกระทั่งสามารถยึดครองเมืองชายฝั่งด้านตะวันออกเอาไว้ได้อย่างราบคาบตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดี (24) ไล่ตั้งแต่แนวตะเข็บชายแดนติดกับอียิปต์ตลอดลงมาจนถึงเมืองโตบรูก และเบงกาซี โดยที่นักข่าวภาคสนามหลายคนรายงานว่า กลุ่มโค่นล้มระบอบซึ่งส่วนใหญ่ติดอาวุธเวลานี้ได้ประจำการอยู่ตลอดเส้นทางหลวงซึ่งโอบขนานไปกับชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

นอกจากนี้ กลุ่มฝ่ายค้าน ยังได้รุกคืบยึดเมืองมิสราตา ทางภาคตะวันตกของประเทศ อันเป็นเมืองซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงตริโปลี 200 กิโลเมตร จนสำเร็จอีกด้วย โดยในคำแถลงซึ่งกลุ่มนักกฎหมายและผู้พิพากษาร่วมกันเขียนขึ้นนั้น ระบุไว้ว่า เจ้าหน้าที่ทหาร “ผู้ซื่อสัตย์” ได้ช่วยเหลือพวกเราในการกำจัดสมุนของระบอบกดขี่ให้พ้นไป

พวกทหารแปรพักตร์ยังได้ยึดครองเมืองจูอะเราะห์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของกรุงตริโปลีราว 120 กิโลเมตรอีกด้วย ทั้งนี้จากการเปิดเผยของคนงานก่อสร้างชาวอียิปต์ซึ่งหลบหนีเข้าไปในตูนิเซีย

ส่วนสถานการณ์ที่กรุงตริโปลี ซึ่งแทบจะถูกปิดตายโดยที่สื่อต่างชาติไม่สามารถเข้าไปได้ ก็มีชาวบ้านเล่าว่าได้ยินเสียงปืนดังกึกก้องในเขตชานเมืองด้านตะวันออกในช่วงคืนวันพุธ (23) โดยที่ในเช้าวันถัดมา (24) ถนนหลายสายในเมืองหลวงล้วนอยู่ในสภาพรกร้างไร้ผู้คน ขณะเดียวกันชาวบ้านบางคนก็เล่าว่า กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลจำนวนหนึ่งได้ชุมนุมกันในบริเวณจัตุรัสกรีน แต่กระนั้นบาทหลวงผู้หนึ่งในตริโปลี ระบุว่า สถานการณ์ทั่วไปในเมืองหลวงแห่งนี้นับว่าสงบลงกว่าเมื่อช่วงหลายวันที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มมวลชนในเมืองทางภาคตะวันออกที่เวลานี้อยู่ในความควบคุมของพวกเขา ก็ได้ออกมาประกาศว่า จะจัดการชุมนุมครั้งใหญ่ในกรุงตริโปลีในวันพฤหัสบดี (24) “จุดหมายปลายทางของเราคือที่ตริโปลี” ผู้ประท้วงรายหนึ่งกล่าว “หากตริโปลีปลดปล่อยตนเองเป็นอิสระไม่ได้”

ขณะที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศคอเรด คออิม ของลิเบีย ระบุว่า กลุ่มอัลกออิดะห์สาขาแอฟริกาเหนือซึ่งได้ออกคำแถลงให้การสนับสนุนการลุกฮือโค่นระบอบกัดดาฟีก่อนหน้านี้ ได้จัดตั้งที่ทำการอิสลามมิกขึ้นในเมืองเดระนอ ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองโตบรูกกับเบงกาซี โดยที่มีอดีตนักโทษเรือนจำกวนเตนาโมคอยบัญชาการอยู่ อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านละแวกนั้นปฏิเสธรายงานข่าวดังกล่าวโดยระบุว่า รัฐบาลลิเบียพยายามจะขู่ให้ยุโรปหวาดกลัวไปเท่านั้น

ด้านประธานาธิบดีโอบามา ออกมาแถลงประณามพฤติการณ์สังหารโหดพลเรือนของระบอบกัดดาฟีว่าเป็น สิ่งที่ “อุกอาจ” และ “ยอมรับไม่ได้” นอกจากนี้โอบามา ยังโน้มน้าวให้ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมพลังเป็นหนึ่งเพื่อร่วมกันต่อต้านกัดดาฟี พร้อมกับประกาศว่าจะระดมมาตรการตอบโต้ต่างๆ เพื่อหยุดยั้งเหตุนองเลือดให้จงให้

“นี่เป็นสิ่งจำเป็นที่ชาติต่างๆ และประชาชนทุกหมู่เหล่าบนโลกใบนี้จะต้องพูดเป็นเสียงเดียวกัน” ผู้นำทำเนียบขาว แนะ

"ความเจ็บปวด และการก่อเหตุนองเลือดเป็นพฤติการณ์ที่รุนแรง และเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ ความรุนแรงเช่นนี้จักต้องยุติลง" เขาบอก ท่าทีอันแข็งกร้าวของโอบามาคราวนี้มีขึ้นหลังจากที่เขาในฐานะของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่กระชับความสัมพันธ์กับกัดดาฟี ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไม่ยอมแสดงจุดยืนอะไรก่อนหน้านี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้ชี้แจงในภายหลังว่า สหรัฐฯ ต้องการให้แน่ใจว่าชาวอเมริกันทั้งหมดในลิเบียจะอพยพออกมาได้อย่างปลอดภัยเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า ทางเลือกของสหรัฐฯ ที่จะเข้าไปแทรกแซงเหตุนองเลือดในลิเบียนั้นมีค่อนข้างจำกัด และต่างจากสถานการณ์ในอียิปต์ และบาห์เรนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งวอชิงตันสามารถใช้อิทธิพลทางการเมืองในการกดดันทั้งสองประเทศได้ในฐานะที่เป็นชาติพันธมิตรอันยาวนาน และเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ประเทศเหล่านี้มาโดยตลอด

ทั้งนี้สถานการณ์ความไม่สงบในลิเบียยังคงน่าหวาดวิตก โดยรัฐมนตรีการต่างประเทศฟรังโก แฟรตตินีของอิตาลี ระบุว่า ตอนนี้เขาเกรงว่าจะมีประชาชนลิเบียจำนวนถึง 300,000 คนกำลังพยายามหนีตายออกจากประเทศซึ่งเวลานี้เจิ่งนองไปด้วยเลือด มาพำนักในแผ่นดินยุโรป จากที่ก่อนหน้านี้โฆษกองค์การสหประชาชาติ มาร์ติน เนเซียร์กี ระบุว่า มีประชาชนราว 5,000 คนได้มาลี้ภัยยังแนวพรมแดนติดกับตูนิเซียและอีก 15,000 คน พำนักอยู่บริเวณชายแดนติดกับอียิปต์

ส่วนพลเมืองอังกฤษผู้ซึ่งเดินทางออกนอกลิเบียมาถึงท่าอากาศยานแกตวิคในลอนดอนด้วยเครื่องบินเหมาลำของรัฐบาลอังกฤษ เมื่อวันพฤหัสบดี (24) ระบุว่า บ้านเมืองลิเบียในตอนนี้มีสภาพราวกับเป็น “นรก” เลยก็ไม่ปาน

http://www.manager.co.th/Around/ViewNew ... 0000024805

ม๊อบลิเบียยึดเมืองเก่งจิงกินยาผิดสําแดงอะไรป่าว55
ไอ้พรรค ปชป พท ภท พถ ชทพ ปชรและพวกในสภามันเลวหมด ถึงเวลาปฏิรูปนักการเมืองไทย!!!
ace combat +sky crawler
http://www.acecombat.jp
http://www.bandainamcogames.co.jp/cs/list/sky_crawlers/
http://www.amy.hi-ho.ne.jp/tommy-ohtsuka/jpg/rescue03.jpg
User avatar
phat
 
Posts: 3070
Joined: Fri Dec 17, 2010 12:35 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby kanok » Thu Feb 24, 2011 11:20 pm

เราเชียร์ผู้ประท้วงนะ ขอให้กัดดาฟี่ มันฆ่าตัวตายยยยยยยยย :twisted:
User avatar
kanok
 
Posts: 861
Joined: Thu Jan 27, 2011 9:43 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby phat » Thu Feb 24, 2011 11:26 pm

kanok wrote:เราเชียร์ผู้ประท้วงนะ ขอให้กัดดาฟี่ มันฆ่าตัวตายยยยยยยยย :twisted:

รีบชักปืนพกมายิงหัวได้แล้ว กัดดาฟี่ไอ้ฆาตกรพันศพ!!! :mrgreen:
ไอ้พรรค ปชป พท ภท พถ ชทพ ปชรและพวกในสภามันเลวหมด ถึงเวลาปฏิรูปนักการเมืองไทย!!!
ace combat +sky crawler
http://www.acecombat.jp
http://www.bandainamcogames.co.jp/cs/list/sky_crawlers/
http://www.amy.hi-ho.ne.jp/tommy-ohtsuka/jpg/rescue03.jpg
User avatar
phat
 
Posts: 3070
Joined: Fri Dec 17, 2010 12:35 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby ppneer » Thu Feb 24, 2011 11:27 pm

มันเป็นแผนของUSA มาทั้งนาน

ในเรื่องการควบคุมโลก

แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

จนมีคนๆหนึ่ง บอกว่าถ้าอยากจะควบคุมโลกไว้ในมือจะต้องลด 2อย่าง

1.ภาษา

2.ศาสนา

เชื่อไม่บัง :!:
ขวานทอง บรรพบุรุษ เป็นคนสร้างให้เราทุกวันนี้ ตัวกูจะปกปักรักษาเท่าชีวิตเพื่อ พ่อหลวง กูถวายชีวิต

ใอ้แม้ว ออกไปๆๆๆ กูเกลียดใอ้แม้ว
User avatar
ppneer
 
Posts: 3382
Joined: Mon Jan 19, 2009 2:59 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby kanok » Thu Feb 24, 2011 11:29 pm

หมายถึง New Word Order น่ะเหรอ?

มิถุนายน 1979 มีชายคนหนึ่งใช้ชื่อปลอมว่า R. C. Christian ได้ว่าจ้างบริษัท Elberton Granite Finishing เพื่อสร้างอนุสรน์บางอย่างขึ้นในอุทยานแห่งชาติที่รัฐจอเจีย โดยให้ช่างแกะสลักศิลาขนาดใหญ่และวางเรียงตามภาพ และได้สลักข้อความ 10 ข้อเหมือนเป็นหมายหรือพันธสัญญาไว้บนศิลาแต่ละด้านด้วยภาษา 8 ภาษา คือ อังกฤษ สเปน ซวาฮีลี ฮินดู ฮิบรู อราบิค จีน และรัสเซีย

ข้อความมีดังนี้คือ
1. Maintain humanity under 500,000,000 in perpetual balance with nature.
ควบคุมปริมาณประชากรโลกไว้ที่ 500 ล้านคน เพื่อให้สมดุลย์กับธรรมชาติ

2. Guide reproduction wisely - improving fitness and diversity.
คุมกำเนิด พัฒนาความสมบูรณ์ และ ให้มีความหลากหลาย(เชื้อชาติ)

3. Unite humanity with a living new language.
ให้มนุษยชาติใช้ภาษาใหม่และภาษาเดียว

4. Rule passion - faith - tradition - and all things with tempered reason.
ปกครองด้วยความเชื่อและศาสนาใหม่

5. Protect people and nations with fair laws and just courts.
ปกป้องคนและชาติด้วยกฏหมายที่เท่าเทียมและระบบศาล

6. Let all nations rule internally resolving external disputes in a world court.
ให้ทุกประเทศปกครองตนเองและแก้ข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยศาลโลก

7. Avoid petty laws and useless officials.
หลีกเลี่ยงกฏหมายที่จุกจิด และระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ

8. Balance personal rights with social duties.
สร้างสมดุลย์ระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับหน้าที่ทางสังคม

9. Prize truth - beauty - love - seeking harmony with the infinite.
เชิดชู ความจริง ความงาม ความรัก และความลงตัวอย่างไม่สิ้นสุด

10. Be not a cancer on the earth - Leave room for nature - Leave room for nature.
ไม่เป็นเหมือนเชื้อมะเร็งของโลก เผื่อที่ว่างให้กับธรรมชาติ เผื่อที่ว่างให้กับธรรมชาติ

สรุปสาระสำคัญของแผนการปฏิวัติโลกคือ พวกเขาต้องการสร้างสวรรค์บนโลก เมืองในฝัน หรือ Eutopia (Utopia) โดย:

1. ลดจำนวนประชากรลงประมาณ 95% จากทั้งหมดที่มีอยู่ 6.3 พันล้านคนในปัจจุบัน
2. New World Government รัฐบาลเดียวปกครองโลก คือ U.N. หรือองค์การสหประชาชาติ
3. New World Currency ทั่วโลกใช้เงินสกุลเดียว โดย ผ่านการจักการของ IMF หลังจากการล่มสลายของเศรษฐกิจทั่วโลกและค่นล้มเงินที่เป็นเงินสำรองสกุลหลัก ของโลก หรือ US Dollar
4. New World Language ทั่วโลกใชัภาษาเดียวกัน (น่าจะเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาคอมพิวเตอร์- ผู้เรียบเรียง)
5. New World Religion & Spiritual มีศาสนาเดียวและศาสดาเดียวคือLuciferหรือลัทธิซาตาน มีชื่อใหม่คือ "New Age Religion"
6. New World Judge & Court System ระบบศาลโลก

แต่เราว่า ลิเบีย นี่เป็นความกดดันภายในประเทศมากกว่า การแทรกแซงจากต่างชาตินะ :roll:
Last edited by kanok on Thu Feb 24, 2011 11:36 pm, edited 2 times in total.
User avatar
kanok
 
Posts: 861
Joined: Thu Jan 27, 2011 9:43 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby มะแอศิษย์บังโม » Thu Feb 24, 2011 11:29 pm

แล้วที่ลิเบีย มันเกี่ยวกับเมกาและการลดศาสนายังไง ? ว่ามา
เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา อำมาตย์น่าจะสำนึกได้แล้วว่าประเทศไทยไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน
سمائيل انق موريد ابع مو
User avatar
มะแอศิษย์บังโม
 
Posts: 2129
Joined: Thu Oct 30, 2008 5:12 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby มะแอศิษย์บังโม » Thu Feb 24, 2011 11:32 pm

kanok wrote:หมายถึง New Word Order น่ะเหรอ?


การลุกฮือในตะวันออกกลาง แสดงถึงบทบาทที่อ่อนแอลงของอเมริกามากกว่า มุบารักและเบนอะลี คือคนที่อเมริกาค้ำจุนอยู่ ส่วนกัดดาฟี่แม้จะเคยเป็นศัตรูกับอเมริกา แต่ก็ปรับสัมพันธ์ดีขึ้นมาก ตั้งแต่ยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ น้ำมันลิเบียอยู่ใกล้ยุโรปมากที่สุด และราคาถูก เป็นที่ต้องการของยุโรป

ความวุ่นวายในตะวันออกกลาง อยู่เหนือการควบคุมของอเมริกา
เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา อำมาตย์น่าจะสำนึกได้แล้วว่าประเทศไทยไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน
سمائيل انق موريد ابع مو
User avatar
มะแอศิษย์บังโม
 
Posts: 2129
Joined: Thu Oct 30, 2008 5:12 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby kanok » Thu Feb 24, 2011 11:39 pm

ดูในข่าว ถ้าลิเบีย วุ่นวาย อิตาลีก็จะเดือดร้อน เพราะต้องใช้น้ำมันชนิดที่ผลิตจากลิเบีย ..งานนี้ฝรั่งไม่น่าจะไปเริ่มยุ่งกะแขก นะ
เขาตีกันเอง มากกว่า :roll:
User avatar
kanok
 
Posts: 861
Joined: Thu Jan 27, 2011 9:43 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby saopao » Thu Feb 24, 2011 11:39 pm

อัลไกดาในแอฟริกาเหนือหนุนหลังการลุกฮือในลิเบีย !!

http://www.dawn.com/2011/02/24/al-qaeda-in-n-africa-backs-libya-uprising-site.html

Al-Qaeda’s branch in North Africa has vowed to do everything in its power to help an uprising against Libyan strongman Moamer Kadhafi, according to a statement posted Thursday by the SITE monitoring group.

“(We) will do whatever we can to help you, with power from Allah, because your fight is the fight of every Muslim who loves Allah and His Messenger,” the statement from Al-Qaeda in the Islamic Maghreb (AQIM) said, according to SITE.

In the US monitoring group’s English translation, the statement made no mention of a claim by Libya’s deputy foreign minister that Al-Qaeda had set up an Islamic “emirate” in Derna, eastern Libya.

Residents in the city have told reporters there is no substance to the claim, arguing that the Libyan government is trying to “scare Europe”.

AQIM, acclaiming the successful anti-regime uprisings in Egypt and Tunisia, said it was time for the “impostor, sinful, hard-hearted bastard” Kadhafi to meet the same end.

“We declare our support and aid to the Libyan revolution in its legitimate demands, and we assure our people in Libya that we are with you and we will not let you down,” said its statement, which SITE reported was posted on jihadist forums Wednesday.

The attempts of North African regimes to cling onto power had exposed their “lies” that Al-Qaeda was the one guilty of killing innocents, it said.

“We only came out to defend you against these despots who usurped your rights, plundered your wealth, and prevented you from having the minimum requirements of a dignified life and the simplest meanings of freedom and human dignity,” AQIM said.
Image
User avatar
saopao
Moderator
 
Posts: 2593
Joined: Mon Oct 13, 2008 1:21 am

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby มะแอศิษย์บังโม » Thu Feb 24, 2011 11:47 pm

เหตุการณ์ที่เกิดในลิเบียขณะนี้


ไม่ต่างจากพฤษภาปีที่แล้วเลย

เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา อำมาตย์น่าจะสำนึกได้แล้วว่าประเทศไทยไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน
سمائيل انق موريد ابع مو
User avatar
มะแอศิษย์บังโม
 
Posts: 2129
Joined: Thu Oct 30, 2008 5:12 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby saopao » Thu Feb 24, 2011 11:50 pm

ไม่ต่างกันตรงที่มีขวบนการก่อการร้าย สนับสนุนเหมือนกัน :lol: :lol:

อัลไกดาพร้อมสนับสนุนการลุกฮือในลิเบีย
อเมริกาจะทำไงล่ะนี่ :lol: :lol: :lol:
Image
User avatar
saopao
Moderator
 
Posts: 2593
Joined: Mon Oct 13, 2008 1:21 am

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby ppneer » Thu Feb 24, 2011 11:52 pm

ผมมีคำถามนะครับบัง

ทำไมๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

UN หรือ USAถึงปล่อยให้คลองสุเอช มีเรืออิหร่านผ่านไปได้

ถึงเรือลำนั้นเป็นเรือธรรมดา

และทำไม ก่อนจะผ่าน เรือUSA ถึงเข้าไปตรวจสอบก่อน

ลิเบียเป็นเส้นทางสายน้ำมัน เหมือนเส้นทางสายใหม้ในอดีต
ขวานทอง บรรพบุรุษ เป็นคนสร้างให้เราทุกวันนี้ ตัวกูจะปกปักรักษาเท่าชีวิตเพื่อ พ่อหลวง กูถวายชีวิต

ใอ้แม้ว ออกไปๆๆๆ กูเกลียดใอ้แม้ว
User avatar
ppneer
 
Posts: 3382
Joined: Mon Jan 19, 2009 2:59 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby มะแอศิษย์บังโม » Thu Feb 24, 2011 11:55 pm

ppneer wrote:ผมมีคำถามนะครับบัง

ทำไมๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

UN หรือ USAถึงปล่อยให้คลองสุเอช มีเรืออิหร่านผ่านไปได้

ถึงเรือลำนั้นเป็นเรือธรรมดา

และทำไม ก่อนจะผ่าน เรือUSA ถึงเข้าไปตรวจสอบก่อน

ลิเบียเป็นเส้นทางสายน้ำมัน เหมือนเส้นทางสายใหม้ในอดีต


เออ...ก็งงเหมือนกัน ช่วยตอบหน่อยซิ ว่าทำไม 8-) 8-) 8-)
เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา อำมาตย์น่าจะสำนึกได้แล้วว่าประเทศไทยไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน
سمائيل انق موريد ابع مو
User avatar
มะแอศิษย์บังโม
 
Posts: 2129
Joined: Thu Oct 30, 2008 5:12 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby ppneer » Fri Feb 25, 2011 12:05 am

มะแอศิษย์บังโม wrote:
ppneer wrote:ผมมีคำถามนะครับบัง

ทำไมๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

UN หรือ USAถึงปล่อยให้คลองสุเอช มีเรืออิหร่านผ่านไปได้

ถึงเรือลำนั้นเป็นเรือธรรมดา

และทำไม ก่อนจะผ่าน เรือUSA ถึงเข้าไปตรวจสอบก่อน

ลิเบียเป็นเส้นทางสายน้ำมัน เหมือนเส้นทางสายใหม้ในอดีต


เออ...ก็งงเหมือนกัน ช่วยตอบหน่อยซิ ว่าทำไม 8-) 8-) 8-)


(ขอโทษทุกท่านที่นับถือท่านอัลเลาะห์ด้วยนะครับ)

บังตอบผมก่อนว่าระหว่าง

1.ดื่มเหล้า

2.รับประทานหมู

ข้อใดบาปหนักที่สุด :?:
ขวานทอง บรรพบุรุษ เป็นคนสร้างให้เราทุกวันนี้ ตัวกูจะปกปักรักษาเท่าชีวิตเพื่อ พ่อหลวง กูถวายชีวิต

ใอ้แม้ว ออกไปๆๆๆ กูเกลียดใอ้แม้ว
User avatar
ppneer
 
Posts: 3382
Joined: Mon Jan 19, 2009 2:59 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby มะแอศิษย์บังโม » Fri Feb 25, 2011 12:08 am

ของกล้วยๆ

ดื่มเหล้าซิ เพราะเมื่อดื่มแล้วเมา ควบคุมสติไม่อยู่ ก็ไปแดกหมูต่อ
:lol: :lol: :lol: :lol: :lol:


ว่ามา มันยังไง งงเหมือนกันเรื่องอเมริกากับตะวันออกกลางตอนนี้
เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา อำมาตย์น่าจะสำนึกได้แล้วว่าประเทศไทยไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน
سمائيل انق موريد ابع مو
User avatar
มะแอศิษย์บังโม
 
Posts: 2129
Joined: Thu Oct 30, 2008 5:12 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby ppneer » Fri Feb 25, 2011 12:16 am

มะแอศิษย์บังโม wrote:ของกล้วยๆ

ดื่มเหล้าซิ เพราะเมื่อดื่มแล้วเมา ควบคุมสติไม่อยู่ ก็ไปแดกหมูต่อ
:lol: :lol: :lol: :lol: :lol:


ว่ามา มันยังไง งงเหมือนกันเรื่องอเมริกากับตะวันออกกลางตอนนี้


นั้นหละครับ

เมื่อคุณมอมเมาทางเสรีภาพได้ คุณสามารถทำอะไรที่มันสามารถผิดศีลหรือผิดกฏหมายได้

เมื่อนั้นคุณจะสามารถทำผิดหลักทางศาสนาได้

เมื่อถึงจุดนั้น คุณก็คือ คนไร้ศาสนา

เมื่อคุณ เป็นคนไร้ศาสนา คุณก็คือ ประชาธิปไตย ไช่หรือไม่บัง
ขวานทอง บรรพบุรุษ เป็นคนสร้างให้เราทุกวันนี้ ตัวกูจะปกปักรักษาเท่าชีวิตเพื่อ พ่อหลวง กูถวายชีวิต

ใอ้แม้ว ออกไปๆๆๆ กูเกลียดใอ้แม้ว
User avatar
ppneer
 
Posts: 3382
Joined: Mon Jan 19, 2009 2:59 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby มะแอศิษย์บังโม » Fri Feb 25, 2011 12:22 am

จะบอกว่า ศาสนา กับประชาธิปไตย แย้งกันนะซิ :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:

มองอะไรแคบๆไปหน่อยมั้ยครับ

ลองอ่านบทความที่ -3- ลองแย้งหน่อยซิ ว่ามันไม่ใช่

-3- wrote:
marrykate wrote:เป็น conspiracy theory ที่จะล้มฐานอำนาจของอเมริกาในตะวันออกกลาง หรือในกลุ่มปท.มุสลิมที่โปรอเมริกาหรือเปล่าคะ

เพราะดูๆแล้ว ส่วนใหญ่ที่ประท้วงไล่ๆกันอยู่ ก็เป็นผู้นำมุสลิมสายอเมริกาเกือบทั้งนั้น :roll:


ลองอ่านบทความต่อไปนี้ประกอบละกันครับ :roll:

จับตา ขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" หลังฮุสนีย์ หมดอำนาจ

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บิน ชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร อียิปต์
[email protected]

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน

และแล้วรองประธานาธิบดีอุมัร สุไลมาน รองประธานาธิบดีอียิปต์ ได้ออกมาแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอียิปต์ว่า ประธานาธิบดีฮุนีย์ มูบาร๊อก ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว ตามข้อเรียกร้องของประชาชนนับล้านคนที่ชุมนุมขับไล่เขามาอย่างต่อเนื่องเป็น เวลา 18 วันติดต่อกัน

โดยฮุสนีย์ มูบาร๊อกได้ส่งมอบอำนาจในการปกครองประเทศให้แก่คณะผู้บัญชาการกอง ทัพ ซึ่งมี นายมุฮัมหมัด ฮุสไซน์ ฏอนฎอตวีย์ รมว.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ

หลังจากทราบข่าวการสละตำแหน่งของผู้นำเผด็จการที่ปกครองประเทศมา อย่างยาวนานถึง 3 ทศวรรษ ประชาชนชาวอียิปต์ต่างออกมาร่วมกันเฉลิมฉลองตามท้องถนน

เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่กองทัพกลายเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากนายฮุสนีย์ มูบาร๊อกนั้น มีลักษณะคล้ายกับการทำรัฐประหาร ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญแล้วฮุสนีย์ มูบาร๊อก ควรจะคืนอำนาจให้แก่ประธานรัฐสภาไม่ใช่ผู้นำกองทัพแต่อย่างใด

ทั้งนี้ คณะผู้บัญชาการกองทัพได้ประกาศว่าจะทำการยกเลิกกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่ง ถูกประกาศบังคับใช้มาเป็นเวลา 30 ปี ทันทีที่สถานการณ์จลาจลในประเทศสงบลง นอกจากนี้ พวกเขาจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นมีความเป็นอิสระและ ยุติธรรม รวมทั้ง จะทำให้กิจการธุรกิจต่างๆ ภายในประเทศกลับมาดำเนินการได้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง

คำถามที่ชาวโลกยากทราบว่าต่อไปใครจะครองอำนาจหลังจากการเลือกตั้ง หากย้อนกลับไปดูตลอด ๑๘ วันของการประท้วงพบว่า

ผู้นำการประท้วงครั้งนี้ คือกลุ่มยุวชน "เอพริล 6 มูพเมนท์" หรือแปลว่า “ขบวนการ 6 เมษา” โดยมีพันธมิตรพรรคฝ่ายค้านต่างๆร่วมกันสนับสนุนโดยอ้างว่าประธานาธิบดีฮุสนี ย์ มูบาร๊อกใช้อำนาจเผด็จการปกครองประเทศกว่า สามสิบปีเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง มิหนำ่ซำคนส่วนใหญ่ของประเทศยังว่างงานและยากจนตลอดทั้งใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ จำกัดศัตรูทางการเมืองทุกวิธีทางอย่างโหด***ม

จริงอยู่ผู้นำการประท้วงครั้งนี้ คือกลุ่มยุวชน "เอพริล 6 มูพเมนท์" ร่วมกับพันธมิตรพรรคฝ่ายค้านต่างๆแต่โดยเชิงลึกพบว่า แกนนำเยาวชนหลายคนเป็นสมาชิก ของขบวนการ “ญามาอ๊ะอิควานมุสลิมูน” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "ภราดรภาพมุสลิม"

จากเหตุผลดังกล่าวทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป (ผู้นำด้านเสรีประชาธิปไตย) ไม่กล้ากดดันฮุสนีย์ ให้ลงจากตำแหน่งเหมือนผู้นำเผด็จการอื่นๆในโลกตะวันออกอย่างทันทีหรืออกหน้า ออกตาในช่วงแรก

(๕ กุมภาพันธ์ ๕๔) สหรัฐอเมริกาพันธมิตรด้านผลประโยชน์อย่างแนบแน่นกับฮุสนีย์ ได้กล่าวเพียง เป็นนัยยะเท่านั้นว่าประธานาธิบดีฮุสนีย์ ควรลงจากอำนาจ

ประธานาธิบดี โอบามาแห่งสหรัฐฯ ประกาศจุดยืนอย่างอ้อมๆ ว่า "ผมเชื่อว่าประธานาธิบดีมูบาร๊อกเป็นห่วงประเทศของเขา เขาหยิ่งทะนง แต่เขาก็เป็นคนรักชาติ…สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำเขาคือ เขาจำเป็นต้องปรึกษาผู้ที่อยู่รอบตัวเขาในรัฐบาล"

"เขาจำเป็นต้องฟังสิ่งที่ได้รับการร้องขอโดยประชาชนชาวอียิปต์ และตัดสินใจเกี่ยวกับเส้นทางข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ แต่มีความหมาย และจริงจัง"

การที่โอบามาไม่ได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจน แต่การเลือกใช้คำพูดของเขาแสดงให้เห็นชัดว่าข้อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยน ผ่านทางการเมืองในทันทีของสหรัฐนั้นไม่ได้หมายรวมถึงพันธมิตรคนสนิท ซึ่งเป็นศูนย์กลางนโยบายตะวันออกกลางของสหรัฐฯ และมีประโยชน์ร่วมกับอิสรอเอล

อเมริกาและตะวันตกทราบดีว่า หากประธานาธิบดีฮุสนีย์ ยอมลงจากเก้าอี้อย่างทันทีในขณะนั้นและจัดให้มีการเลือกตั้งจะทำให้กลุ่มการ เมืองภายใต้ร่มธงของขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" ขึ้นครองอำนาจแทนทันทีซึ่งสิ่งนี้โลกตะวันตกเกรงกลัวมากว่า

และปัจจุบันหลังจากฮุสนีย์ประกาศลาออกและคณะผู้บัญชาการกองทัพได้ประกาศ ว่าจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นมีความเป็นอิสระและ ยุติธรรม อเมริกาและตะวันตกยังกังวลอยู่ลึกๆ

ทำไม? เพราะแนวคิดทางการเมืองของขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" คือ การสร้างรัฐภายใต้ อิสลามานุวัตร ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยกล่าวคือเป้าหมายคือการสร้างรัฐอิสลามอุดมคติในยุค โลกาภิวัตร โดยใช้กระแสกระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ตะวันตก

การขึ้นมีอำนาจของขบวนการอิสลามในแต่ละประเทศซึ่งใช้กระบวนการ ประชาธิปไตยนั้นกำลังเป็นกระแสที่ถูกตอบรับในโลกมุสลิม ไม่ว่าที่อัลจีเรียเมื่อสิบกว่าปี (หลังจากนั้นถูกปฏิวัติโดยทหาร) ตุรกี ปาเลสไตน์ จอร์เดน เยเมนและที่อื่นๆแต่กำลังเป็นภัยคุกคามโลกตะวันตกภายใต้การนำของสหรัฐ อเมริกา

ตะวันตกทราบดีว่า การกำเนิดขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" นั้นเพื่อสถาปนาระบบคอลิฟะห์อิสลามมียะห์ (รัฐอิสลาม) ภายหลังจากอาณาจักรออตโตมานได้สิ้นสลาย

ผู้นำคนแรกของ "ภราดรภาพมุสลิม" คือ อิหม่ามชะฮีด หะสัน อัลบันนา (ค.ศ. 1906 –1949) ท่านเป็นผู้วางหลักสูตรการสร้างบุคลิกภาพสมาชิกของขบวนการอย่างชาญฉลาดโดย สร้างให้สมาชิกเข้าใจหลักศาสนาอิสลามคือแนวทางการดำเนินชีวิตที่ไม่สามารถ แยกระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักร โดยทุกคนต้องผ่านหลักสูตรการสร้างบุคลิกภาพมุสลิมผ่านสาส์น 20 ฉบับ กล่าวถึงหลายๆประเด็นต่างกรรมต่างวาระ ตั้งแต่คำสอนทางศาสนา จุดยืนทางการเมือง เศรษฐกิจ การจัดการองค์กร และอื่นๆ

หะสัน อัลบันนา เขาเริ่มก่อตั้งขบวนการ ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1932 , ปี ค.ศ. 1948 ขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" เข้าร่วมรบกับปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านยิวและในเดือน พฤศจิกายน ปีเดียวกัน มะฮ์มูด อัลนักรอซี (Mahmud al-Naqrasi ) ประธานสภาอิยิปต์ ในสมัยนั้น ได้ออกคำสั่งปราบปรามขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" ทรัพย์สินของขบวนการถูกยึด แกนนำของขบวนการหลายคนถูกจับกุม

ในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1948 อันนักรอซีถูกลอบสังหาร และขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลงมือสังหารเขา บรรดาพรรคพวกของอัลนักรอซี ซึ่งติดตามศพเขา ต่างโห่ร้องว่า ศรีษะของอัลนักรอซี ต้องแลกด้วยศรีษะของหะสัน อัลบันนา และในวันที่ 12 เดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1949 หะสัน อัลบันนาก็ถูกลอบสังหาร

ในปีค.ศ. 1950 ขบวนการ ได้รับการปลดปล่อย เพราะคำสั่งของอัลอักรอซี ไม่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศ ขบวนการได้เลือก หะสัน อัล-หุดัยบี ( Hasan al-Hudaibi ) เป็นผู้นำ แต่เขาถูกจับหลายครั้งและในปี ค.ศ. 1954 เขาถูกตัดสินประหารชีวิต ต่อมาได้รับลดโทษ ให้จำคุกตลอดชีวิต

ในปี ค.ศ. 1951 วิกฤตการณ์ ความขัดแย้งระหว่าง อังกฤษ และอียิปต์ เพิ่มทวีขึ้นขบวนการ ได้เข้าโจมตีอังกฤษ ณ คลองสุเอซ

ปี ค.ศ. 1952 เกิดการปฎิวัติโค้นล้มกษัตย์อียิปต์ซึ่งมีอังกฤษคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง การปฎิวัตินี้นำโดย มุฮัมมัด นายีบ ( Muhammad Najib ) โดยที่ได้รับการสนับสนุนจากขบวนการ

หลังจากการ ปฎิเสธการเข้าร่วมรัฐบาล เพราะแนวคิดของขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" ไม่สอดคล้องกับรัฐบาล ด้วยเหตุนี้ ญามาล อับดุลนาซีร ( Jamal Abdunnasir ) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีในสมัยนั้น ถือว่าขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" ปฎิเสธการปฎิวัต ทั้งสองฝ่ายเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1954 สมาชิกขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" ถูกจับ สมาชิกหลายพันคน หนีอย่างกระเจิดกระเจิง พวกเขาถูกกล่าวหาว่าพยายามลอบสังหาร ญามาล อับดุลนาซีร

ปี ค.ศ. 1965- 1966 ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล กับขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" ได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งอย่างรุงแรง และไปสู่การจับกุมสมาชิกของขบวนการ สมาชิกหลายคนถูกทรมาน และสมาชิกหลายคนถูกประหารชีวิต รวมทั้งซัยยิด กุฎบ์ซึ่งเขาเป็นนักคิดนักวิชาการของขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" คนที่สอง หลังจากหะสันน อัลบันนา ซึ่งถูกลอบสังหาร (อ้างใน http://khozafi-shahaan.blogspot.com/201 ... _9754.html และ http://www.scribd.com/doc)

สมัยอันวาร์ ซาดัต (Muhammad Anwar al-Sadat) เป็น ประธานาธิบดี แห่งอียิปต์ เขาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะจัดการขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" แต่ท้ายสุดเขาก็ถูกลอบยิงเสียชีวิตเสียก่อน

สมัยนายฮุสนีย์ก็เช่นกันพยายามทุกวิถีทางในการจัดการ ขบวนการ "ภราดรภาพมุสลิม" เช่นกันแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะกระแสประชาธิปไตยของโลกทำให้สมาชิกหลายคนของขบวน การ "ภราดรภาพมุสลิม" รับสมัครลงเลือกตั้งและชนะการเลือกเขาสู่สภาจนสามารถมีบทบาทในสภา ในขณะเดียวกันประชาชนรากหญ้าและผู้มีการศึกษาจากทุกสาขาอาชีพโดยเฉพาะผู้รู้ และเยาวชนได้เขามาเป็นสมาชิกเพิ่มจำนวนมากขึ้นทั้งทางลับและเปิดเผย

การต่อต้านเผด็จการฮุสนีย์อย่างสันติได้รับการสนับสนุนอย่างออกหน้าออกตา จากผู้นำขบวนการอิสลาม"ภราดรภาพมุสลิม" คนปัจจุบันคือ มุฮัมมัด บาดีอฺ พร้อมทั้งจากปราชญ์อิสลามที่เป็นนักคิดไม่ว่าในมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรหรือนอก มหาวิทยาลัยโดยท่านเหล่านนั้นให้ทัศนะว่า เป็นที่อนุญาตในการต่อต้านผู้นำที่อธรรม

ชัยค์ ดร. ยูซุฟ อัลก๊อรฎอวีย์ ได้ให้ทัศนะว่าฮุสนีย์ควรลงจากตำแหน่งอย่างไม่มีเงื่อนไขและรีบออกนอกประเทศ

แน่นอนที่สุด ประเทศอียิปต์หลังจากการหมดอำนาจของฮุสนีย์ มูบาร๊อกและพวกพ้องหากมีการเลือกตั้งจะเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มเสรี ประชาธิปไตยแบบตะวันตกกับอิสลามมาธิปไตยจากขบวนการเคลื่อนไหวของ "ภราดรภาพมุสลิม"

ความเป็นจริงกลุ่มต่างๆที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในอียิปต์มีทั้งแนว คิดสุดโต่งและสายสันติวิธีแต่ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะแนวสันติวิธีโดย เฉพาะพรรคฝ่ายค้านนั้นมีสองขั้วคือเสรีประชาธิปไตย กับอิสลามาธิปไตยโดยใช้กระบวนการประชาธิปไตยเป็นทางผ่าน

ขั้วเสรีประชาธิปไตยนั้นนั้นมีแนวคิดชัดเจนว่าจะสร้างรัฐอียิปต์เป็นรัฐ ฆราวาส (secular state) ซึ่งจะมีตะวันตกคอยสนับสนุน ในขณะที่ขั้วอิสลามาธิปไตยจะอยู่ภายใต้ร่มธงของขบวนการ"ภราดรภาพมุสลิม" ซึ่งได้รับการสนับจากนักคิดและ นักการศาสนาอิสลามและตลอดระยะเวลาเกือบศตวรรษสามารถสร้างบุคลากรและสมาชิก จากหลากหลายอาชีพทั้งในกรุงไคโรและต่างจังหวัดที่สำคัญสามารถกุมคะแนนเสียง จากชนชั้นกลางของอียิปต์ด้วยเช่นกัน

ชัยค์ ดร. ยูซุฟ อัลก๊อรฎอวีย์ ได้ให้ทัศนะต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการอิสลามในนามประชาธิปไตยไว้ว่า หาก เฝ้าดูประวัติศาสตร์ของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามในยุคสมัย ใหม่ให้ใกล้เข้าไปยิ่งขึ้นจะเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อุดมการณ์อิสลาม, ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามและการตื่นตัวเข้าสู่อิสลามไม่เคยได้เฟื่องฟูหรือ ผลิดอกออกผล เว้นแต่ในบรรยากาศของประชาธิปไตยและเสรีภาพ และจะอับเฉาและเป็นหมันก็เฉพาะในยุคของการกดขี่และการปกครองแบบทรราช ที่เหยียบย่ำเจตนารมณ์ของประชาชนที่จงรักภักดีต่ออิสลามเท่านั้น ระบอบการปกครองแบบกดขี่ดังกล่าวได้นำเอาลัทธิเซ็คคิวล่าร์ (แยกศาสนจักรกับจากอาณาจักร) ลัทธิสังคมนิยมหรือลัทธิคอมมิวนิสต์มายัดเหยียดให้กับประชาชนของตนเองโดยการ ใช้กำลังและการบังคับขู่เข็ญ ใช้การทรมานอย่างลับๆ และการสำเร็จโทษต่อหน้าสาธารณะ และใช้เครื่องไม้เครื่องมืออันโหด***มเหล่านั้นที่ฉีกทึ้งเนื้อหนัง ละเลงเลือด บดขยี้กระดูกและทำลายจิตวิญญาณ เรา พบเห็นการปฏิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศมุสลิมหลายๆ ประเทศ ซึ่งรวมทั้งตุรกี, อียิปต์, ซีเรีย, อิรัค, เยเมนใต้, โซมาเลียและรัฐต่างๆ บริเวณอัฟริกาเหนือในช่วงเวลาต่างๆ กัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับยุคสมัย

หรือระบอบการปกครองของเผด็จการแต่ละประเทศ ใน ทางตรงข้าม เราพบเห็นขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามผลิดอกออกผลและเฟื่องฟูในยุคสมัยของ เสรีภาพและประชาธิปไตยภายหลังการล่มสลายของระบอบการปกครองจักรวรรดินิยม ซึ่งปกครองประชาชนด้วยความหวาดกลัวและการกดขี่ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจะไม่จินตนาการไปหรอกว่าขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามสามารถสนับสนุนสิ่ง หนึ่งสิ่งใดอื่นไปจากเสรีภาพทางการเมืองและประชาธิปไตยได้ เหล่า ทรราชยินยอมให้เสียง(ของระบอบ)อะไรก็ได้ดังขึ้น นอกจากเสียงของอิสลาม และยังยินยอมให้ทุกแนวความคิดได้แสดงตัวเองออกมาในรูปของพรรคการเมือง หรือองค์กรในบางประเภท ยกเว้นกระแสอิสลาม ซึ่งเป็นแนวความคิดเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่มีปากมีเสียงเพื่อประชาชาติ นี้ อย่างแท้จริง และแสดงหลักความเชื่อ, คุณค่า, แก่นแท้และการมีอยู่จริงของตัวเองออกมา อย่าง ไรก็ตาม เหล่านักเคลื่อนไหวอิสลามบางคนยังคงสงวนท่าทีของตัวเองเกี่ยวกับประชาธิปไตย แถมยังมีความระมัดระวังเกี่ยวกับคำว่า "ประชาธิปไตย" ในตัวของมันเอง สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการจะเน้น ณ ที่นี้ก็คือว่าอิสลามไม่ใช่ประชาธิปไตย และประชาธิปไตยก็ไม่ใช่อิสลามเหมือนกัน ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนา ให้อิสลามไปสังกัดอยู่ในหลัก
การหรือระบอบใดๆ อิสลามมีความเป็นเอกในแง่วิธีการ, จุดหมายปลายทางและแบบวิธีต่างๆ ที่เป็นของตนเอง และข้าพเจ้าเองก็มิได้ปรารถนาจะให้ประชาธิปไตยของตะวันตกได้รับการถ่ายทอดมา ยังพวกเราในสภาพที่มีอุดมการณ์และคุณค่าอันเลวร้ายพ่วงท้ายมาด้วย โดยที่เราเองไม่ได้นำเอาคุณค่าและอุดมการณ์ต่างๆ ของเราเข้าไปผนวกเข้ากับประชาธิปไตย ทั้งนี้เพื่อผสมผสานประชาธิปไตยเข้ากับระบอบที่กว้างขวางลึกซึ้งของเราจน เป็นเนื้อเดียวกัน (อ้างใน http://www.fityah.com/index.php?option= ... iew&id=522)

ดังนั้นในอนาคตหากอำนาจทางการเมืองตกไปอยู่ภายใต้ร่มธงของขบวนการ ภราดรภาพอิสลาม จะทำให้อียิปต์ ตกอยู่ภายใต้ รัฐอิสลามสายซุนนีย์ที่มีความแข็งแกร่งด้านการทหารอีกประเทศหนึ่งเคียงคู่ อิหร่านซึ่งเป็นรัฐสายชีอ๊ะห์ และจะยังความกังวลกับตะวันตกและอิสรอเอลอย่างแน่นอน


http://www.muslimthai.com/main/1428/con ... 9&id=16837

‘กลุ่มภราดรภาพมุสลิม’กับการเมืองอียิปต์
โดย เปเป เอสโคบาร์ 16 กุมภาพันธ์ 2554 23:50 น.
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์ http://www.atimes.com)

The Brotherhood factor
By Pepe Escobar
01/02/2011

เสียงเรียกร้องบนท้องถนนในอียิปต์ให้ ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค ตีตั๋วเดินทางแบบออกไปเที่ยวเดียวไม่ต้องกลับมาอีก จะหล่อหลอมเส้นทางไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นเสรีและยุติธรรม รวมทั้งจะทำให้กลุ่มภราดรภาพมุสลิม (มุสลิม บราเธอร์ฮูด) มีบทบาทในคณะรัฐบาล ตรงกันข้ามกับเสียงไซเรนร้องหวอๆ ของพวกฝ่ายขวานักเตือนภัย ภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ได้กำลังถูกครอบงำด้วย “ความศรัทธาแรงกล้าแบบอิสลามิสต์” อีกทั้งในอียิปต์แห่งอนาคตยุคหลังปฏิวัตินั้น ไม่น่าเป็นไปได้หรอกที่กลุ่มภราดรภาพมุสลิมซึ่งปฏิเสธความรุนแรงและค้อม ศีรษะยอมรับประชามติส่วนใหญ่ที่ต้องการให้แยกศาสนาออกจากการเมือง จะกลับมาหลอกหลอนสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ฝ่ายตะวันตก

(หมายเหตุผู้แปล – บทความชิ้นนี้ เปเป เอสโคบาร์ เขียนเอาไว้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2011 ซึ่งการต่อสู้ของผู้ชุมนุมประท้วงที่จัตุรัสตอห์รีร์ในกรุงไคโร เพื่อขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค ยังไม่ปรากฏผลชัดเจน ดังนั้น เนื้อหาจำนวนมากของบทความนี้จึงล้าสมัยเสียแล้ว แต่ในส่วนที่พูดถึงกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ยังมีความน่าสนใจอยู่มาก จึงขอตัดทอนเฉพาะช่วงดังกล่าวมานำเสนอในที่นี้)

กลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood หรือ MB) มักทำให้ทั่วทั้งโลกตะวันตกเกิดความหวาดกลัวหวั่นผวา เนื่องจากระบอบปกครองฮอสนี มูบารัค ประสบความสำเร็จในความพยายามเปรียบเทียบพวกเขาว่าเหมือนๆ กับพวกอัลกออิดะห์ ทว่านี่ช่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง

กลุ่มภราดรภาพมุสลิม ก่อตั้งขึ้นโดย ฮาซาน อัล บานนา (Hasan al-Banna) ที่เมืองท่า อิสมาเลีย (Ismailia) ในปี 1928 จากนั้นก็โยกย้ายมาอยู่ที่กรุงไคโร ในเบื้องต้นเลยกลุ่มนี้มุ่งรวมศูนย์ให้ความสนใจกับการจัดหาบริการต่างๆ ทางสังคม, การก่อตั้งมัสยิด โรงเรียน และโรงพยาบาล เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆ ทศวรรษ MB ก็สามารถฟันฝ่าก้าวขึ้นมาเป็นกลุ่มพลังทางการเมืองฝ่ายเคร่งจารีตพื้นฐานของ อิสลาม ซึ่งทรงความสำคัญที่สุดในแวดวงนิกายสุหนี่ นอกจากนั้นยังมีฐานะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายไม่เห็นพ้องกับรัฐบาลพรรคใหญ่ที่ สุดในอียิปต์ ด้วยจำนวนที่นั่ง 88 ที่นั่งในสภาล่างของประเทศที่มีทั้งสิ้น 454 ที่นั่ง

ในปัจจุบัน MB ไม่ได้ให้การรับรองสนับสนุนการใช้ความรุนแรง –ถึงแม้ทางกลุ่มจะเคยทำเช่นนั้นมาในอดีต จวบจนกระทั่งถึงทศวรรษ 1970 ก็ตามที รัศมีฉายฉานแห่งการใช้ความรุนแรงของ MB ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องโยงใยอยู่กับ ไซยิด กุตบ์ (Sayyid Qutb) บุคคลผู้มีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการยกย่องนับถือในระดับตำนาน โดยที่ผู้คนจำนวนมากมองว่าเขาคือบิดาทางจิตวิญญาณของอัลกออิดะห์ กุตบ์นั้นเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรมที่เคยผ่านการศึกษาในสหรัฐฯ เขาเข้าร่วมกับ MB ในปี 1951 และอีกหลายปีต่อมาก็ประกาศแยกตัวออกไป

แนวความคิดหลายๆ ด้านของ กุตบ์ มีความแตกต่างอย่างรุนแรงจากแนวความคิดของ อัล บานนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดของกุตบ์ว่าด้วย “ผู้เป็นกองหน้า” (vanguard) ซึ่งละม้ายคล้ายคลึงกับของ เลนิน (Lenin) มากกว่าอัลกุรอาน เขามีความมั่นอกมั่นใจว่าระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เป็น “สิ่งที่ล้มเหลว” ในโลกอิสลาม (ไม่เหมือนกับชาวอียิปต์จำนวนมากมายท่วมท้นในเวลานี้ ผู้ซึ่งกำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่ม MB ยังเป็นผุ้มีส่วนอย่างเต็มที่ในภาคประชาสังคมและในสังคมทางการเมือง) กุตบ์ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะจัดให้เป็นนักคิดผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในหมู่ นักคิดสมัยใหม่ที่เป็นแนวนิยมอิสลามด้วยซ้ำไป ความคิดอิสลามแบบการเมืองกระแสหลักในปัจจุบัน ซึ่งสามารถติดตามได้จากคณะผู้นำนักการศาสนาแห่ง อัล อัซฮาร์ (al-Azhar) ในกรุงไคโร ก็ปฏิเสธไม่ยอมรับเขาอย่างชนิดไร้เยื่อใย

ตรงกันข้ามกับการโฆษณาชวนเชื่อของพวกอนุรักษนิยมใหม่ (neo-conservative) ของสหรัฐฯ กลุ่ม MB ยังไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกขบวนการลัทธิฟาสซิสต์ (fascist) ในยุโรปช่วงทศวรรษ 1930 หรือกับพวกพรรคแนวทางสังคมนิยมทั้งหลาย (แท้ที่จริงแล้ว พวกเขานิยมชมชื่นกับแนวคิดที่ให้มีทรัพย์สินเอกชนด้วยซ้ำไป) เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด กลุ่มภราดรภาพมุสลิมคือขบวนการชนพื้นเมืองที่เป็นชนชั้นกลางระดับล่างและ เป็นพวกอาศัยอยู่ในชุมชนเมือง ทั้งนี้ตามการให้คำจำกัดความของ ฮวน โคล (Juan Cole) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน กระทั่งตั้งแต่ก่อนที่การปฏิวัติคราวนี้จะปะทุขึ้นเสียอีก กลุ่ม MB ก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะโค่นล้มระบอบปกครองมูบารัค ทว่าจะดำเนินการอย่างสันติและอาศัยวิถีทางการเมือง

กลุ่มภราดรภาพมุสลิมของชาวอิรัก (Iraqi Muslim Brotherhood) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930 ที่เมืองโมซุล (Mosul) ปัจจุบันคือ พรรคอิสลามิสต์ชาวอิรัก (Iraqi Islamic Party) พรรคนี้เป็นผู้แสดงทางการเมืองรายสำคัญรายหนึ่งที่มักมีการสนทนาพูดจากับ วอชิงตันอยู่บ่อยๆ ส่วนในอัฟกานิสถานนั้น พรรคจามิอัต-ไอ อิสลามี (Jamiat-I Islami) คือพรรคที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่ม MB

แน่นอนทีเดียวว่ากลุ่ม MB ไม่ได้เป็นพวกที่ปฏิเสธเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านสติปัญญา

สมาชิกของกลุ่มนี้เรียกได้ว่ามีอยู่ทุกหนทุกแห่งในท้องถนนสายต่างๆ ของการปฏิวัติอียิปต์คราวนี้ ทว่ามีความระมัดระวังมากที่จะไม่แสดงท่าทีที่ทำให้รู้สึกว่าก้าวร้าวระคาย เคือง ตามคำพูดของโฆษก กาเมล นัสเซอร์ (Gamel Nasser) พวกเขามองตัวเองว่าเป็นเพียงภาคส่วนเล็กๆ ภาคส่วนหนึ่งของการปฏิวัติคราวนี้ และการปฏิวัติครั้งนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของอียิปต์ –ไม่ใช่ของอิสลาม

บางคนอาจจะยกเหตุผลข้อโต้แย้งเดิมๆ ขึ้นมาอีกว่า นี่ก็เป็นสิ่งที่พวกนักการศาสนาทั้งหลายเคยพูดไว้ในกรุงเตหะราน ในช่วงที่กำลังเกิดการปฏิวัติอิสลามอิหร่านปี 1978-1979 แต่ในตอนนั้นพระเจ้าชาห์ถูกโค่นล้มโดยทุกภาคส่วนของสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งก็รวมถึงพรรคคอมมิวนิสต์อิหร่านด้วย จากนั้นพวกนักการศาสนาจึงได้เข้ายึดครองอำนาจ –ด้วยวิธีใช้ความรุนแรง เมื่อพิจารณาดูจากภูมิหลังของกลุ่มนี้ตลอดช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่มีหลักฐานใดๆ เลยที่แสดงให้เห็นว่า MB จะไปสู่ข้อสรุปที่จะพยายามเคลื่อนไหวอย่างเดียวกันนี้

เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับคนภายนอกที่จะจินตนาการได้อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจนว่า การกดขี่ปราบปรามของกลไกรัฐ/ตำรวจ ของมูบารัคนั้นมีความหฤโหด***มเกรียมขนาดไหน ระบบนี้พึ่งพิงอาศัยกำลังตำรวจจำนวน 1.5 ล้านคน ซึ่งก็คือมีกำลังมากกว่ากองทัพถึง 4 เท่าตัว เงินเดือนของตำรวจเหล่านี้ส่วนใหญ่ทีเดียวได้มาจาก “ความช่วยเหลือ” ของสหรัฐฯที่อยู่ในระดับ 1,300 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยที่ “ความช่วยเหลือ” ดังกล่าวก็มีความมุ่งหมายที่จะให้มีการปราบปรามอย่างหนักหน่วงสาหัสจริงๆ ต่อชนชั้นผู้ใช้แรงงาน และในทางเป็นจริงก็กระทำต่อองค์กรก้าวหน้าทั้งหลายทุกๆ องค์กรด้วย

สภาพของสิ่งต่างๆ เช่นนี้ อันที่จริงได้ถูกจัดวางเอาไว้จนเข้าที่เข้าทางก่อนที่มูบารัคจะขึ้นครอง อำนาจเสียอีก แน่นอนทีเดียวว่า ประวัติศาสตร์จะต้องตั้งคำถามตรงๆ เอากับผีของอดีตประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต (Anwar Sadat) ซาดัตเป็นผู้สร้างเสาหลัก 3 ประการขึ้นมา เพื่อทำให้การดำเนินนโยบาย “อินติฟะห์” (intifah แปลว่า “การเปิดประตู” ซึ่งในกรณีของซาดัต คือการผ่อนคลายการควบคุมเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อกระตุ้นภาคเอกชนและการลงทุนจากต่างชาติ -ผู้แปล) ของเขาประสบผล อันได้แก่ ไอเอ็มเอฟคอยให้คำปรึกษาแนะนำเขาในการสร้างเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกแบบหยาบๆ ขึ้นมา, ตัวเขาพยายามยักย้ายฉวยใช้ประโยชน์จากศาสนาเพื่อให้ได้เงินทุนสนับสนุนจากซา อุดีอาระเบีย และก็เป็นการตัดกำลังกลุ่ม MB ไปด้วย, นอกจากนั้นเขายังได้รับเงินจำนวนหลายพันหลายหมื่นล้านจากสหรัฐฯ จากการยอมทำข้อตกลงกับอิสราเอล ทั้งนี้ผลพวงสำคัญที่สุดที่ต้องเกิดขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการ ดำเนินการต่างๆ ทั้งหมดเล่านี้ ก็คือรัฐตำรวจอันใหญ่โตมหึมา โดยที่ตำรวจเล่านี้ก็มีความโน้มเอียงเฉกเช่นเดียวกับกลไกการปราบปรามอื่นๆ ทั้งหลายทั้งปวง ในการมุ่งบดขยี้ทำลายล้างองค์กรของพวกชนชั้นผู้ใช้แรงงาน

**ยาถอนพิษ “อัลกอดิอะห์”**

แม้กระทั่งในเวลาที่กำลังถูกทำลายอย่างหนักหน่วงในระหว่างช่วงเวลา หลายทศวรรษของยุคซาดัตและยุคมูบารัค อย่างน้อยที่สุดกลุ่ม MB ก็ยังสามารถรักษาโครงสร้างเอาไว้ได้ ถ้าหากมีการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรมขึ้นมาแล้ว เป็นที่แน่นอนทีเดียวว่า MB จะได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อยที่สุด 30%

พวกสื่อมวลชนภาคบรรษัทระดับโลกทั้งหลาย ย่อมสามารถที่จะเรียนรู้อะไรขึ้นมาบ้าง หากเพียงแค่พยายามเดินเตร็ดเตร่เข้าไปในสำนักงานของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ในกรุงไคโร, ใน เอล มาเลค เอลซาเละห์ (El Malek El Saleh) โมฮัมเหม็ด บาดิอี (Mohammed Badie) หัวหน้าคนใหม่ของ MB มีความสนใจห่วงใยกับเรื่องราวทางสังคมมากกว่าเรื่องราวทางการเมือง เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ลงท้ายแล้วอียิปต์จะกลายเป็นรัฐอิสลามขึ้นมา เขาก็ยืนยันว่าการตัดสินใจเรื่องนี้จะกระทำ “โดยประชาชน”

แตกต่างไปจากบาดิอี สำหรับ เชริฟ อับดุล มักด์ (Sherif Abul Magd) ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเฮลวาน (Helwan University) และเป็นหัวหน้าของ MB ในเมืองกิซา (Giza) เขาแสดงอาการช่างพูดช่างอวดยิ่งกว่ามากในเวลาที่เขาให้สัมภาษณ์ ลา สตัมปา (La Stampa) หนังสือพิมพ์รายวันในอิตาลี เขาแสดงความระมัดระวังโดยชี้ว่า พวกผู้ประท้วงไม่ควรที่จะเป็นศัตรูกับฝ่ายทหาร แต่เขาก็ย้ำว่า “คนของเราเข้าควบคุมถนนสายต่างๆ เอาไว้แล้ว”

ข้อมูลสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดที่ได้จากมักด์ก็คือ เขาบรรยายให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของ MB สำหรับขั้นตอนต่อไป นั่นคือ การมีนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ซึ่งควรที่จะเพิ่มผู้พิพากษาเข้าไปอีก 5 คน เพื่อจัดตั้งขึ้นเป้นคณะกรรมาธิการของประธานาธิบดีทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญกันใหม่ และจากนั้นก็เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งรัฐสภา และเลือกตั้งประธานาธิบดี

มักด์กล่าวยืนยันอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “รัฐแบบอิสลามไม่ได้มีความขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตยเลย –แต่ประชาชนควรที่จะสามารถเลือกได้ (ว่าต้องการรัฐแบบนี้หรือไม่)” สำหรับท่าทีต่ออิสราเอลนั้น วอชิงตันย่อมจะทราบดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังจะต้องรู้สึกตื่นตัวระวังภัยอยู่นั่นเอง นั่นก็คือ MB ไม่เชื่อใน “กระบวนการสร้างสันติภาพอิสราเอล-ปาเลสไตน์” ซึ่งอันที่จริงในปัจจุบันก็อยู่ในสภาพของซากศพทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีชื่อ เสียงโด่งดังเท่านั้น มักด์บอกว่า “สันติภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าหากไม่ทำข้อตกลงกับกลุ่มฮามาส” ส่วนความเห็นของเขาที่มีต่ออัลกออิดะห์นั้น มักด์บอกว่า “ทุกวันนี้ก็ยังเหลือแต่การแทรกแซงของซีไอเอเท่านั้น ที่นำมาใช้เป็นเหตุผลความชอบธรรมของสงครามต่อสู้เอาชนะการก่อการร้าย”

ชาวอาหรับตามท้องถนนสายต่างๆ ทราบดี (และส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย) ในข้อเท็จจริงที่ว่า กลุ่มภราดรภาพมุสลิมคัดค้านข้อตกลงแคมป์เดวิดปี 1978 (1978 Camp David accords) เสมอมา และไม่ยอมให้การรับรองอิสราเอล ในทางยุทธศาสตร์แล้ว MB ตระหนักดีว่าการรีบแสดงจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจนในตอนนี้ เป็นเรื่องที่มีแต่โทษมีแต่เสีย แต่ถ้าในเวลาต่อไปข้างหน้ามันก็ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวดนั้นอยู่ที่ว่า MB ประกาศอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ว่า คัดค้านการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน --และดังนั้นจึงปฏิเสธอย่างเด็ดขาดไม่ยอมรับอัลกออิดะห์ กลุ่ม MB ที่ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง และมีความคึกคักกระตือรือร้นยิ่งในการเมืองภาคประชาชนในอียิปต์ ย่อมไม่สามารถหลอกหลอนทำให้ฝ่ายตะวันตกเกิดความตื่นตระหนก ยิ่งกว่านั้น ในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองแบบอิสลามที่ปักหลักมั่นคงแล้วพรรคหนึ่ง MB ย่อมเป็นยาถอนพิษความคลั่งไคล้ไหลหลงแบบอัลกออิดะห์ อย่างชนิดที่หายาตัวอื่นๆ มาเทียบเทียมได้ยาก

ตรงกันข้ามกับเสียงไซเรนร้องหวอๆ ของพวกฝ่ายขวานักเตือนภัย ภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ได้กำลังถูกครอบงำด้วย “ความศรัทธาแรงกล้าแบบอิสลามิสต์” (Islamic fervor) แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ใครๆ ก็สามารถค้นพบได้ในจังหวะเวลานี้ ก็คือ ความเลวทรามต่ำช้าในทางศีลธรรมที่มีอยู่อย่างมากมาย ในหมู่พวกระดับบนๆ ของผู้ที่อยู่ผิดข้างของประวัติศาสตร์

จุดยืนของอิสราเอลเป็นสิ่งที่สามารถอธิบายตัวเองได้อย่างชัดเจนอยู่ แล้ว ดังจะเห็นได้จากการที่หนังสือพิมพ์เยรูซาเลมโพสต์ (Jerusalem Post) บรรยายถึงการปฏิวัติที่อียิปต์คราวนี้เอาไว้ว่า เป็น “ภัยพิบัติหายนะครั้งร้ายแรงที่สุดภายหลังจากการปฏิวัติของอิหร่าน” ตลอดจนการที่คอลัมนิสต์รายหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ฮาอาเรตซ์ (Ha'aretz) ป่าวร้องว่า โอบามาทรศต่อ “ประธานาธิบดีเดินแนวทางสายกลางของอียิปต์ ผู้ซึ่งยังคงมีความภักดีต่อสหรัฐฯ, ยังคงส่งเสริมเสถียรภาพ และกระตุ้นสนับสนุนให้เกิดการเดินทางสายกลาง”

สำหรับ มาหมุด อับบาส (Mahmoud Abbas) ประธานาธิบดีขององค์การบริหารกิจการปาเลสไตน์ (Palestinian Authority) เขาโทรศัพท์ถึงมูบารัคเพื่อแจ้งให้ทราบว่าเขารู้สึกเสียใจขนาดไหนเกี่ยวกับ ความปั่นป่วนยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นนี้ทั้งหมด จากนั้นก็สั่งให้พวกนักเลงอันธพาลของเขาเข้าไปหยุดยั้งชาวปาเลสไตน์ที่กำลัง ชุมนุมเดินขบวนแสดงการสนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยในอียิปต์

ไม่ต้องสงสัยกันเลยว่า ถ้าหาก MB เข้าเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐบาลอียิปต์ เป็นรัฐบาลของชาวอียิปต์ซึ่งมีอธิปไตยอย่างแท้จริงแล้ว สนธิสัญญาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับอียิปต์ก็จะต้องมีการเจรจาตกลงกันใหม่ (MB นั้นชมชอบที่จะให้จัดการลงประชามติ) และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราก็จะสามารถเข้าอกเข้าใจถึงหัวใจของเรื่องทั้งหมด นั่นก็คือ ภายหลังการปฏิวัติคราวนี้ ผลประโยชน์ของสหรัฐฯและของอิสราเอลก็จะไม่สามารถบรรจบสอดคล้องกันได้อีกต่อ ไป แม้กระทั่งในฐานะที่เป็นทางเลือกอันมีแต่มายาภาพ

นี่ไม่ใช่เป็นการปฏิวัติเพื่อต่อต้านอเมริกัน มันเป็นการปฏิวัติที่ต่อต้านระบอบปกครองที่สนับสนุนโดยอเมริกัน รัฐบาลยุคหลังมูบารัคที่เป็นรัฐบาลอันมีอำนาจอธิปไตยและถูกต้องตามกฎหมาย จักไม่สามารถที่จะเป็นหุ่นเชิดของวอชิงตัน และนั่นย่อมส่งผลกระทบอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างมากมายต่อภูมิภาคแถบนี้ ทว่านั่นเป็นเรื่องที่ไปไกลเกินเลยจาก MB แล้ว มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหัวใจของผู้คนหลายร้อยล้านในโลกอาหรับ ซึ่งเป็นไปได้ว่ากำลังอยู่บนปากขอบของการเปลี่ยนแปลงอันมากมายมโหฬารน่าตื่น ใจยิ่ง

เปเป เอสโคบาร์ เป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Globalistan: How the Globalized World is Dissolving into Liquid War” (สำนักพิมพ์ Nimble Books, ปี 2007) และเรื่อง “Red Zone Blues: a snapshot of Baghdad during the surge” หนังสือเล่มใหม่ของเขาคือเรื่อง “Obama does Globalistan” (สำนักพิมพ์ Nimble Books, ปี 2009) ทั้งนี้สามารถที่จะติดต่อกับเขาได้ที่ [email protected]


http://www.manager.co.th/Around/ViewNew ... 0000021135
เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา อำมาตย์น่าจะสำนึกได้แล้วว่าประเทศไทยไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน
سمائيل انق موريد ابع مو
User avatar
มะแอศิษย์บังโม
 
Posts: 2129
Joined: Thu Oct 30, 2008 5:12 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby มะแอศิษย์บังโม » Fri Feb 25, 2011 12:25 am

สามย่อหน้าสุดท้าย


ชัยค์ ดร. ยูซุฟ อัลก๊อรฎอวีย์ ได้ให้ทัศนะต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการอิสลามในนามประชาธิปไตยไว้ว่า หาก เฝ้าดูประวัติศาสตร์ของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามในยุคสมัย ใหม่ให้ใกล้เข้าไปยิ่งขึ้นจะเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อุดมการณ์อิสลาม, ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามและการตื่นตัวเข้าสู่อิสลามไม่เคยได้เฟื่องฟูหรือ ผลิดอกออกผล เว้นแต่ในบรรยากาศของประชาธิปไตยและเสรีภาพ และจะอับเฉาและเป็นหมันก็เฉพาะในยุคของการกดขี่และการปกครองแบบทรราช ที่เหยียบย่ำเจตนารมณ์ของประชาชนที่จงรักภักดีต่ออิสลามเท่านั้น ระบอบการปกครองแบบกดขี่ดังกล่าวได้นำเอาลัทธิเซ็คคิวล่าร์ (แยกศาสนจักรกับจากอาณาจักร) ลัทธิสังคมนิยมหรือลัทธิคอมมิวนิสต์มายัดเหยียดให้กับประชาชนของตนเองโดยการ ใช้กำลังและการบังคับขู่เข็ญ ใช้การทรมานอย่างลับๆ และการสำเร็จโทษต่อหน้าสาธารณะ และใช้เครื่องไม้เครื่องมืออันโหด***มเหล่านั้นที่ฉีกทึ้งเนื้อหนัง ละเลงเลือด บดขยี้กระดูกและทำลายจิตวิญญาณ เรา พบเห็นการปฏิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศมุสลิมหลายๆ ประเทศ ซึ่งรวมทั้งตุรกี, อียิปต์, ซีเรีย, อิรัค, เยเมนใต้, โซมาเลียและรัฐต่างๆ บริเวณอัฟริกาเหนือในช่วงเวลาต่างๆ กัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับยุคสมัย

หรือระบอบการปกครองของเผด็จการแต่ละประเทศ ใน ทางตรงข้าม เราพบเห็นขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามผลิดอกออกผลและเฟื่องฟูในยุคสมัยของ เสรีภาพและประชาธิปไตยภายหลังการล่มสลายของระบอบการปกครองจักรวรรดินิยม ซึ่งปกครองประชาชนด้วยความหวาดกลัวและการกดขี่ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจะไม่จินตนาการไปหรอกว่าขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามสามารถสนับสนุนสิ่ง หนึ่งสิ่งใดอื่นไปจากเสรีภาพทางการเมืองและประชาธิปไตยได้ เหล่า ทรราชยินยอมให้เสียง(ของระบอบ)อะไรก็ได้ดังขึ้น นอกจากเสียงของอิสลาม และยังยินยอมให้ทุกแนวความคิดได้แสดงตัวเองออกมาในรูปของพรรคการเมือง หรือองค์กรในบางประเภท ยกเว้นกระแสอิสลาม ซึ่งเป็นแนวความคิดเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่มีปากมีเสียงเพื่อประชาชาติ นี้ อย่างแท้จริง และแสดงหลักความเชื่อ, คุณค่า, แก่นแท้และการมีอยู่จริงของตัวเองออกมา อย่าง ไรก็ตาม เหล่านักเคลื่อนไหวอิสลามบางคนยังคงสงวนท่าทีของตัวเองเกี่ยวกับประชาธิปไตย แถมยังมีความระมัดระวังเกี่ยวกับคำว่า "ประชาธิปไตย" ในตัวของมันเอง สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการจะเน้น ณ ที่นี้ก็คือว่าอิสลามไม่ใช่ประชาธิปไตย และประชาธิปไตยก็ไม่ใช่อิสลามเหมือนกัน ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนา ให้อิสลามไปสังกัดอยู่ในหลัก
การหรือระบอบใดๆ อิสลามมีความเป็นเอกในแง่วิธีการ, จุดหมายปลายทางและแบบวิธีต่างๆ ที่เป็นของตนเอง และข้าพเจ้าเองก็มิได้ปรารถนาจะให้ประชาธิปไตยของตะวันตกได้รับการถ่ายทอดมา ยังพวกเราในสภาพที่มีอุดมการณ์และคุณค่าอันเลวร้ายพ่วงท้ายมาด้วย โดยที่เราเองไม่ได้นำเอาคุณค่าและอุดมการณ์ต่างๆ ของเราเข้าไปผนวกเข้ากับประชาธิปไตย ทั้งนี้เพื่อผสมผสานประชาธิปไตยเข้ากับระบอบที่กว้างขวางลึกซึ้งของเราจน เป็นเนื้อเดียวกัน (อ้างใน http://www.fityah.com/index.php?option= ... iew&id=522)

ดังนั้นในอนาคตหากอำนาจทางการเมืองตกไปอยู่ภายใต้ร่มธงของขบวนการ ภราดรภาพอิสลาม จะทำให้อียิปต์ ตกอยู่ภายใต้ รัฐอิสลามสายซุนนีย์ที่มีความแข็งแกร่งด้านการทหารอีกประเทศหนึ่งเคียงคู่ อิหร่านซึ่งเป็นรัฐสายชีอ๊ะห์ และจะยังความกังวลกับตะวันตกและอิสรอเอลอย่างแน่นอน


http://www.muslimthai.com/main/1428/con ... 9&id=16837
เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา อำมาตย์น่าจะสำนึกได้แล้วว่าประเทศไทยไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน
سمائيل انق موريد ابع مو
User avatar
มะแอศิษย์บังโม
 
Posts: 2129
Joined: Thu Oct 30, 2008 5:12 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby ppneer » Fri Feb 25, 2011 12:30 am

ผิดแล้วครับบัง

ศาสนา ไม่ได้ไปขัดแย้งกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แต่มีบางจำพวกหรือแกนนำพยายามนำเอามาโยงเพื่อสร้างมวลชนต่างหากละบัง

1.ทำไมคุณถึงเชื่อว่า ผู้นำของอียีปต์ถึงโกงประเทศชาติ :?:

2.ทำไมคุณถึงเชื่อว่า กัดดาฟี่ เป็นเผด็จการ :!:
ขวานทอง บรรพบุรุษ เป็นคนสร้างให้เราทุกวันนี้ ตัวกูจะปกปักรักษาเท่าชีวิตเพื่อ พ่อหลวง กูถวายชีวิต

ใอ้แม้ว ออกไปๆๆๆ กูเกลียดใอ้แม้ว
User avatar
ppneer
 
Posts: 3382
Joined: Mon Jan 19, 2009 2:59 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby มะแอศิษย์บังโม » Fri Feb 25, 2011 12:33 am

ppneer wrote:ผิดแล้วครับบัง

ศาสนา ไม่ได้ไปขัดแย้งกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แต่มีบางจำพวกหรือแกนนำพยายามนำเอามาโยงเพื่อสร้างมวลชนต่างหากละบัง

1.ทำไมคุณถึงเชื่อว่า ผู้นำของอียีปต์ถึงโกงประเทศชาติ :?:

2.ทำไมคุณถึงเชื่อว่า กัดดาฟี่ เป็นเผด็จการ :!:


แล้วมันเกี่ยวกับอเมริกายังไง ว่ามา
เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา อำมาตย์น่าจะสำนึกได้แล้วว่าประเทศไทยไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน
سمائيل انق موريد ابع مو
User avatar
มะแอศิษย์บังโม
 
Posts: 2129
Joined: Thu Oct 30, 2008 5:12 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby มะแอศิษย์บังโม » Fri Feb 25, 2011 12:39 am

เปิดตัวหนังสือพิมพ์เบงกาซี ฉบับแรก "การปฏิวัติ 17 กุมภา" ของฝ่ายต่อต้านกัดดาฟีครับ

http://feb17.info/media/first-edition-o ... newspaper/

มีรูป Omar Al muktar วีรบุรุษที่ต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมอิตาลีในอดีต พร้อมข้อความ "เราจะไม่ยอมศิโรราบ ชนะหรือไม่ก็ตายเท่านั้น"



Image
เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา อำมาตย์น่าจะสำนึกได้แล้วว่าประเทศไทยไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน
سمائيل انق موريد ابع مو
User avatar
มะแอศิษย์บังโม
 
Posts: 2129
Joined: Thu Oct 30, 2008 5:12 pm

Re: อำมาตย์ชั่วแห่งลิเบียโดนแล้ว...

Postby neonewman » Fri Feb 25, 2011 1:40 am

กัดดาฟีโทษบินลาเดนอยู่เบื้องหลังม็อบ



คมชัดลึก :สถานีโทรทัศน์ของทางการลิเบีย ได้ถ่ายทอดเสียงแถลงของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย เมื่อเย็นวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น

โดยผู้นำลิเบียกล่าวหาว่าเครือข่ายอัลไกดาของนายโอซามา บินลาเดน อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศ เยาวชนถูกยุยงปลุกปั่นและมอมเมายาเสพติดโดยนายบินลาเดน คนที่สหรัฐและโลกตะวันตกต้องการตัว

พันเอกกัดดาฟีได้พูดถึงเยาวชนในเมืองอัส ซาวิยาห์ ทางตะวันตกของกรุงตริโปลี ซึ่งมีการสู้รบดุเดือดระหว่างฝ่ายสนับสนุนและต่อต้าน ว่ากำลังถูกนายบินลาเดนหลอกใช้ และขอให้คนลิเบียรุ่นเก่า อย่ายอมให้นายบินลาเดนมาล้างสมองบุตรหลาน นอกจากนี้ยังประกาศย้ำอีกครั้งว่า ตนคือหัวหน้าแห่งการปฏิวัติ จะตายในฐานะผู้รักชาติ ในดินแดนของบรรพบุรุษและต่อสู้จนเลือดหยดสุดท้าย

http://www.komchadluek.net/detail/20110 ... B8%9A.html
User avatar
neonewman
 
Posts: 4046
Joined: Sat May 01, 2010 8:45 pm

PreviousNext

Return to สภากาแฟ