เมื่อไม้บรรทัดงอ เข้าไปจุ้นใน สสส. ผลลัพท์คือองค์กรเขาแทบแตก
แม้แต่คนดี ๆ อย่าง อาจารย์หมอประกิต ที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั้งเมือง มีคนรักทั้งประเทศ ยังต้องโดนกำจัดออกไป จากฝีมือของ 'ไอ้ไม้บรรทัดงอ'
------------------------------------------------------------------
เมื่อคนดีไม่มีเสื่อม จะเขมือบ สสส.นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2547 ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ
ข่าวคราวสถานการณ์ความวุ่นวายเกี่ยวกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ ที่รู้จักกันในนาม สสส. นั้นปรากฏทางหน้าหนังสือพิมพ์มานานหลายเดือนแล้ว แต่ข่าวคราวที่ปรากฏนั้นไม่สู้ปะติดปะต่อและไม่ได้นำเสนอภาพรวมของปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดใน สสส. ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่ติดตามข่าวสารเรื่องนี้ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับ สสส. ในวันนี้องค์กร สสส.ที่เป็นความหวังของประเทศไทยในการผลักดันการสร้างเสริมสุขภาพให้เป็นของคนไทยทุกคนตามเจตนารมณ์ของ สสส. นั้นมีความน่าเป็นห่วงยิ่ง เพราะ สสส.กำลังจะถูกเขมือบโดยคนที่มีภาพพจน์ดีที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย กองบรรณาธิการวารสารโรงพยาบาลชุมชนจึงได้รวบรวมสถานการณ์ทั้งหมดเรียบเรียงขึ้น เพื่อให้สาธารณชนและชาวสาธารณสุขรับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่ไม่น่าเชื่อ
สสส. องค์กรที่น่าเขมือบรัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติตั้ง “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” สสส.ขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 เป็นหน่วยงานของรัฐที่อยู่นอกระบบราชการ กองทุนนี้มีรายได้จาก “ภาษีบาป” (เหล้า บุหรี่) จำนวนปีละ 1,500 – 1,900 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion)
สสส.ถือเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญยิ่งของประเทศไทยที่ผลักดันมายาวนานกว่า 7-8 ปี ผ่านการผลักดันถึง 3 รัฐบาล การตั้ง สสส.ได้สำเร็จถือเป็นชื่อเสียงที่องค์การอนามัยโลกให้ความชื่นชมอย่างยิ่ง ขณะนี้มีเพียง 5 ประเทศทั่วโลกที่มีองค์กรอย่าง สสส.แต่อีก 10 กว่าประเทศกำลังเสนอผลักดันกฎหมายกันอยู่
สสส. เป็นสำนักงานเล็ก ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่เพียงสี่สิบกว่าคน แต่ทำงานผ่านเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพหลากหลายวงการ (วงการสาธารณสุข วงการศึกษา วงการพัฒนาท้องถิ่น วงการพัฒนาสังคม วงการกีฬา วงการสื่อสารมวลชน วงการทหาร วงการอุตสาหกรรม เป็นต้น) นับเป็นองค์กรหนึ่งที่มีการจัดรูปองค์กรที่จิ๋วแต่แจ๋ว
กองทุนขนาดเกือบสองพันล้านบาทต่อปีนั้นย่อมเป็นที่มุ่งมาดปรารถนาของกลุ่มผลประโยชน์ มีการของบประมาณจากนักการเมืองในหลายโอกาส แต่ทาง สสส. ก็ได้จัดให้มีการพิจารณาไปตามระบบคุณธรรม กระบวนการพิจารณาโครงการของ สสส.นับได้ว่าโปร่งใสที่สุดองค์กรหนึ่ง นื่องจากคณะผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้ามาร่วมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจริงและเป็นอิสรชน ที่เข้ามาพิจารณาโครงการด้วยสาระและวิจารณญาณจริง ๆ มิใช่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของหน่วยงานซึ่งเกี่ยวพันกับผู้เสนอขอรับทุน และมิใช่ข้าราชการตัวแทนผู้หลักผู้ใหญ่ของกรมกองต่าง ๆ
ด้วยกระบวนการที่เป็นระบบเปิดประกอบกับบารมีสนับสนุนของผู้ใหญ่ สสส.จึงสามารถปลอดจากการแทรกแซงแบบตรง ๆ จากอิทธิพลมาได้เกือบ 2 ปี
ใครเป็นใครใน สสส.สสส.มีระบบการบริหารงานโดยคณะกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธานคนที่ 1 กับคณะกรรมการประเมินผล มี นพ.ดำรง บุญยืน (อดีตรองปลัดกระทรวงและอธิบดีหลายกรมของกระทรวงสาธารณสุข) เป็นประธาน
เมื่อต้นปี 2545 อาจารย์หมอประกิต “หมอนักรณรงค์สู้บุหรี่” ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีให้เป็น รองประธานคนที่สอง พร้อมกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 8 ท่านได้แก่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช, ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม, นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์, ครูสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์, แม่ทองดี โพธิ์ยอง, ดร.สายสุรี จุติกุล, รศ.ดร.กาญจนา แก้วเทพ
สสส.เป็นองค์กรที่มีการทำงานที่เป็นระบบ มีคณะกรรมการดูแลการกระจายงบประมาณอย่างเป็นระบบ ซึ่งประธานคณะกรรมการพิจารณาโครงการนั้นมี นพ.บรรลุ ศิริพานิช อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้มีฉายาว่าเป็น “เปาบุ้นจิ้น” ได้มีส่วนรู้เห็นในการพิจารณาโครงการทั้งหมด
ความตรงคือภัยนพ.ประกิต เวทีสาธกกิจ รองประธาน สสส.คนที่ 2 ได้กล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจนในวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 ว่า “แม้หลายคนบอกว่า สสส.จะมีงบมากถึง 2,000 ล้านบาท แต่ขอใช้ยากเหลือเกิน ต้องขอเรียนว่า เงินก้อนนี้เป็นเพียงร้อยละ 0.17 ของงบประมาณปกติ หรือเพียงร้อยละ 1 ของค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นต้องใช้งบก้อนนี้อย่างคุ้มค่าที่สุด”
ดังนั้นในการพิจารณาโครงการนั้น โครงการใดที่เสนอเข้ามาแล้วมีแนวโน้มที่จะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หรือเอื้อประโยชน์แอบแฝงแก่ผู้เสนอมากกว่าประชาชนก็จะไม่ได้รับการพิจารณา ส่งผลให้มีโครงการจำนวนมากที่ไม่ผ่านการพิจารณา รวมทั้งหลายโครงการของ สส.หรือโครงการที่มีฝ่ายการเมืองขอมาอย่างไม่สมเหตุผลด้วย
ในรอบปี 2546 ที่ผ่านมา สสส.มีโครงการเปิดรับทั่วไปที่ส่งเข้ามา 1,947 โครงการ ไม่ผ่านการกลั่นกรองรอบแรก เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์อย่างชัดเจนเช่นเน้นการแจกของ ซื้อวัสดุครุภัณฑ์ เน้นการรักษาพยาบาล หรือเป็นกิจกรรมงานประจำของหน่วยงาน จำนวน 521 โครงการ หรือคิดเป็น 37 % ที่เหลือผ่านการกลั่นกรอง 1,426 โครงการ แต่ได้รับการอนุมัติสนับสนุนจำนวน 300 โครงการ คิดเป็น 21 % ของโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองแล้ว เป็นวงเงิน 89 ล้านบาทเศษ
นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2546 ถึง พฤษภาคม 2547 ซึ่งเป็นช่วงที่รองนายกปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์เข้ามาดูแล สสส.นั้น มีการจัดการส่งสัญญาณจากคนที่ใกล้ชิดประธานให้ สส.เสนอโครงการจาก สส.เข้ามาถึง 180 โครงการ โดยมีลักษณะเด่น คือ เป็นโครงการที่ลอกกันมา โดยเปลี่ยนเพียงชื่อสถานที่ วันเวลา เท่านั้น ส่วนเนื้อในนั้นเหมือนกันแทบทุกตัวอักษร ส่งผลให้โครงการเหล่านี้ผ่านการพิจารณาเพียง 8 โครงการครึ่งเท่านั้น
กรณีที่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงถึงความผิดปกติในการเสนอโครงการของ สส. ได้แก่ หนังสือจากสภาผู้แทนราษฎร ที่ 169/2546 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2546 เรียน ฯพณฯรองนายกรัฐมนตรี (ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์) ซึ่งลงนามโดย พลเรือโทโรช วิภัติภูมิประเทศ สส.ชลบุรี ที่ระบุว่า “อนุสนธิจากโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่และป้องกันยาเสพติด ฯพณฯ ได้กรุณาให้งบประมาณกับผม 1,500,000 บาท เพื่อไปดำเนินโครงการนั้น กระผมได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และสมควรเริ่มที่นักเรียนก่อน จึงได้หารือกับโรงเรียนต่างๆ ในเขตรับผิดชอบของผม จำนวน 18 โรงเรียนเป็นโรงเรียนนำร่อง ” ซึ่งเมื่อโครงการในลักษณะดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณา ก็เท่ากับเป็นการเสียหน้าของรองนายกที่ดูแล สสส.อย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ตัวอย่างของโครงการที่โดดเด่นที่ไม่ผ่านการพิจารณา ได้แก่
โครงการรณรงค์การใช้หมวดนิรภัยที่ได้มาตรฐาน หรือโครงการแจกหมวกกันน็อคเอื้ออาทร ที่เสนอโดยกระทรวงมหาดไทย วงเงิน 2,155 ล้านบาท ที่ถูกประชาสังคมวิจารณ์ว่า ได้แจกเก็บแต้มหาเสียง แต่อุบัติเหตุไม่ลดแน่ เพราะปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ไม่มีหมวก จากแหล่งข่าวกล่าวว่า มีคนใกล้ชิดประธานไปแนะให้กระทรวงมหาดไทยเสนอมหาอภิโครงการนี้เข้ามา
โครงการจัดหาอุปกรณ์ออกกำลังกายสำหรับสมาชิกรัฐสภา วงเงิน 6 ล้านบาท เพราะเป็นการซื้อครุภัณฑ์ล้วนๆ และควรใช้จากงบประมาณส่วนของรัฐสภามากกว่าเช่น ดูงานต่างประเทศให้น้อยลงสักครั้งก็ได้งบก้อนนี้แล้ว ดีกว่ามาเบียดเงินสนับสนุนส่วนของประชาชน
วารสาร connect ฟางเส้นท้ายๆในวันที่ 6 ตุลาคม 2546 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหารคนหนึ่งใน สสส.ได้ถูกเรียกเข้าพบ
รองนายกฯปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ , สส.ประวัตร อุตะโมทย์ และ สส.นพดล อินนา เลขานุการของรองนายกปุระชัย ซึ่งพูดคุยพร้อมยื่นโครงการ “หนังสือสีขาวเพื่อเยาวชน หรือ วารสาร connect” โดยใช้ชื่อ บริษัท ฐานการพิมพ์ จำกัด เป็นผู้เสนอโครงการขอรับทุน จำนวน 9.8 ล้านบาท เพื่อจัดพิมพ์วารสารเพื่อให้เยาวชนรักสุขภาพ และใช้ในการจัดกิจกรรมนักศึกษา
ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 คณะกรรมการพิจารณาโครงการของ สสส.ที่มี นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธานได้จัดประชุมพิจารณาโครงการ มีความเห็นว่า วารสาร connect นั้นน่าจะเกิดประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมายในระดับหนึ่ง จึงให้การสนับสนุนเป็นเงิน 4.8 ล้านบาท เพื่อผลิตวารสาร 24 ฉบับใน 1 ปี คือตลอดปี 2547 และจะมีการประเมินผลเมื่อวารสารออกได้ 2 เดือน ส่วนการจัดกิจกรรมนักศึกษาที่ขอมา 4 ล้านบาทนั้น ไม่อนุมัติเพราะไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะก่อประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย
เมื่อวารสารออกมาได้ 2 เดือน ก็มีการประเมินผลตามที่ตั้งเงื่อนไขไว้ ซึ่งพบว่า วารสารยังมีเนื้อหาที่เน้นบันเทิง สุขภาพแบบตามกระแส เช่น ผิวพรรณ รูปร่างภายนอก อีกทั้งมีกระแสข่าวในเชิงลบต่อวารสารว่า เป็นการใช้เงิน สสส. แอบแฝงหาเสียงเตรียมลงสมัครผู้ว่า กทม.หรือ สร้างภาพให้กับคนบางคน ซึ่งทางคณะกรรมการก็ได้แจ้งให้ผู้รับผิดชอบโครงการไปปรับปรุง และในเดือนกรกฎาคม 2547 จะประเมินอีกครั้งว่าจะพิจารณาสนับสนุนโครงการต่อหรือไม่
เป็นที่ทราบกันดีใน สสส.ว่า โครงการดังกล่าวคือโครงการของรองนายกปุระชัย ประธาน สสส. และเมื่อผ่านการพิจารณาเพียงครึ่งเดียว รวมทั้งมีการประเมินผลที่เข้มข้นก็ยิ่งทำให้ความร้อนระอุของความไม่สบอารมณ์ของฝ่ายการเมืองสูงขึ้นจนเกือบถึงจุดเดือด
และแล้ว ฟางเส้นท้ายๆ ที่เหลืออยู่จึงขาดสะบั้นภาพรวมคำกล่าวหา สสส.เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2547 เริ่มมีข่าวโจมตี “หมอประกิต” ในข้อหามีนอกมีในจาก “โครงการ 265 ล้าน” ซึ่งบิดเบือนว่า อาจารย์หมอประกิตทำโครงการนี้ไปของบประมาณจาก สสส. โดยขอเงินไปเข้ามูลนิธิรามาธิบดี ในขณะเดียวกันก็ขอนั่งตำแหน่งประธานคณะกรรมการอำนวยการดูแลโครงการนี้ เปิดบัญชีชื่อตนเองเพื่อให้มีการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล และท้ายที่สุดคือเอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อครุภัณฑ์ด้วยวิธีพิเศษ โดยซื้อของแพงไปกว่าที่ควรจะเป็นถึงสองเท่า โดยสรุปคำกล่าวหาว่า “ชงเอง-กินเอง”
ส่วนข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น เชิญติดตามต่อไป
ความจริงของโครงการป้องกันอุบัติเหตุ 265 ล้านบาทสสส.เองได้ทำงานระบบสร้างเสริมสุขภาพในรูปที่เรียกว่า “แผนงาน” (program) ขึ้นมาซึ่งไม่ใช่โครงการ (project) แผนงานคือกรอบใหญ่ (กรอบงาน กรอบเวลา กรอบงบประมาณ) จากกรอบนี้จะต้องมีผู้ไปพัฒนาให้เกิดโครงการ (projects) เพื่อให้เกิดเอกภาพและประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาสุภาพ
แผนงานอุบัติเหตุนี้จึงประกอบด้วยโครงการย่อยจำนวนหลายสิบโครงการ ซึ่งแยกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ โครงการวิชาการ โครงการรณรงค์ โครงการนำร่องในบางจังหวัด และโครงการประเมินผล โดยผู้ที่รับผิดชอบไปพัฒนาโครงการย่อย ๆ คือ รศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล นักวิชาการจากรามาธิบดีที่จับเรื่องอุบัติเหตุมาเป็นสิบปี โดยกำหนดกรอบให้ทำงานเป็นเวลาสองปีเพื่อไปพัฒนาและสนับสนุนโครงการย่อย ๆ สี่ประเภทข้างต้นด้วยงบประมาณรวม 44 ล้านบาท
โครงการหลัก 44 ล้านบาทนี่เองที่ สสส.ให้ทุนผ่านมูลนิธิรามาธิบดี (ไม่ใช่ 265 ล้านบาทที่มีผู้ออกข่าวบิดเบือน) นอกจากนั้นยังได้ตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการ” (ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิอาทิเช่น จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคมและขนส่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจราจร และสภาทนายความ) มาดูแล ส่วนการสนับสนุนทุนแก่มูลนิธิรามาฯ นั้น มูลนิธิมิได้เป็นผู้ขอทุน แต่ สสส.เองได้ขอคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดีให้เข้ามาช่วย และเมื่อวันที่ 7 มี.ค.46 คณะกรรมการกองทุน สสส.ก็ได้มีมติมอบหมายให้ ศ.นพ.ประกิต เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการ ศ.นพ.ประกิต มิได้ขอเป็นเองและท่านก็มิได้อยู่ในการประชุมด้วย
ในจำนวนโครงการย่อยเหล่านี้มีอยู่ 5 โครงการที่ สสส.สนับสนุนงบประมาณแก่จังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต และสงขลา โดยส่วนหนึ่งสนับสนุนเป็นครุภัณฑ์ ส่วนนี้คิดเป็นงบประมาณ 10.3 ล้านบาท (ไม่ใช่ซื้อครุภัณฑ์มากถึง 265 ล้านบาทอย่างที่มีผู้ออกข่าว)
ทั้งหมดนี้จะเห็นอย่างชัดเจนว่า รองนายกปุระชัย ซึ่งควรรู้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างดีในเรื่องดังกล่าว กลับออกมาให้ข่าวที่บิดเบือน หวังใช้ภาพพจน์มิสเตอร์ครีน (นายสะอาด) ทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเข้าใจผิดต่อคุณหมอประกิตและองค์กร สสส.นี่คือการป้ายสีกรณีที่ 1 นับเป็นการโกหกที่ไม่กลัวตกนรกเอาเสียเลยหมอประกิตกับผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interests)?
คำกล่าวหามีว่า นพ.ประกิตมีหลายตำแหน่งหรือ “สวมหมวก” ถึง 6-7 ใบ ได้แก่ (1) กรรมการ สสส. ตำแหน่งรองประธานคนที่สอง (2) ประธานคณะกรรมการตรวจสอบภายในของ สสส. (3) ประธานคณะกรรมการอำนวยการแผนงานป้องกันอุบัติเหตุ (4) คณบดีคณะแพทยศาสตร์ (5) ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดี (6) เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และ (7) ผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งในองค์คณะที่พิจารณาให้งบประมาณแก่โครงการนำร่อง 5 จังหวัด
การหยิบยกตำแหน่งต่าง ๆ มากล่าวก็เพื่อชี้แจงว่า อาจารย์หมอประกิตทำโครงการมาของบประมาณไปใช้เอง อนุมัติเอง กำกับดูแลเอง โดยไปใช้ซื้อครุภัณฑ์ในราคาแพง (มีนอกมีใน)
ความจริงก็คือ ทุกตำแหน่งข้างต้นนั้น อาจารย์หมอประกิตได้รับเชิญหรือถูกขอร้องให้ไปทำคุณประโยชน์ทั้งสิ้น และเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ (เช่น คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ท่านเป็นรองประธานคนที่สอง คณบดีและประธานมูลนิธินั้นท่านก็เป็นมาก่อน เลขาธิการมูลนิธิบุหรี่ก็เป็นงานที่ท่านทำมากว่า 15 ปี ส่วนประธานกรรมการอำนวยการและประธานคณะตรวจสอบภายในนั้นก็เป็นมติมอบหมายจากบอร์ด สสส.เอง)
ผลประโยชน์ที่ท่านได้รับก็คือ ค่าเบี้ยประชุมจากบางตำแหน่ง และในกรณีของประธานคณะกรรมการอำนวยการ ท่านก็ได้ทำเรื่องคืน “ผลประโยชน์” (เบี้ยประชุม) ให้แก่ สสส.ทั้งหมด
คนที่ทำงานเพื่อสาธารณะมานานถึง 20 ปี และล้วนทำสำเร็จเป็นผลดี หากมีผู้เชื้อเชิญไปช่วยงานต่าง ๆ นานาน ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด (ความจริงนอกจากตำแหน่งที่รองนายกปุระชัยยกมากล่าวหาแล้ว อาจารย์หมอประกิตยังได้ช่วยงานสาธารณะอื่นอีกหลายตำแหน่ง) ในขณะที่ผลประโยชน์จริง ๆ ก็ไม่มี แต่กลับถูกหยิบยกขึ้นมาป้ายสีโจมตี ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีแต่คุณประโยชน์ทับซ้อน คือทำงานมากมายที่เป็นคุณให้แก่สังคมซ้อนทับหลายองค์กรต่างหาก
นี่คือการป้ายสีกรณีที่ 2 ที่พยายามทำขาวให้เป็นดำให้สังคมสับสน
ซื้อของแพงจริงหรือของแพงที่กล่าวหากันก็คือ “เครื่องตรวจจับความเร็ว” (speed-gun) รุ่น MPH Z-35 จำนวน 45 เครื่อง ราคาเครื่องละ 107,000 บาท ซึ่งซื้อเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2546 ข้อหา “แพง” นั้น โดยการเทียบกับการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วรุ่น Kustom Falcon จำนวน 350 เครื่องที่กระทรวงมหาไทยจัดซื้อเมื่อเดือนเมษายน 2547 ในราคาเครื่องละ 42,000 บาทเศษ
รองนายกรัฐมนตรีปุระชัยได้กล่าวต่อวุฒิสภา ระบุว่า เครื่องมือทั้งสองมีคุณลักษณะใกล้เคียงกัน และบางกรณีเครื่องที่กระทรวงมหาดไทยจัดซื้อมีคุณลักษณะดีกว่าอีกด้วย
ประเด็นนี้พิสูจน์ได้ไม่ยาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ตรวจสอบและทดสอบได้
ข้อมูลจริงก็คือ เครื่องมือทั้งสองแตกต่างกัน เครื่อง Falcon ออกสู่ตลาดเมื่อปี 2529 ในขณะที่ Z-35 ออกสู่ตลาดปี 2542 (เทคโนโลยีต่างกันถึง 13 ปี) มีคุณสมบัติที่ต่างกัน เช่น เครื่อง Z-35 ตรวจจับรถได้พร้อมกันหลายคันในระยะตรวจจับ 1.6 กิโลเมตร ทำงานในเวลากลางคืนได้สะดวก สามารถใช้แบตเตอรี่ (ไม่ต้องมีสาย) มีระบบป้องกันเรดาร์อัตโนมัติ และน้ำหนักเบากว่าถึง 40% ราคาขายในประเทศผู้ผลิต (สหรัฐ) ราคาเครื่องละ 1,303 เหรียญ
ส่วนเครื่อง Falcon ที่มหาดไทยจัดซื้อนั้น สามารถตรวจได้ดีเฉพาะรถที่วิ่งมาคันเดียวโดด ๆ เท่านั้นและตรวจได้คราวละหนึ่งคันในระยะ 0.75 กิโลเมตร เครื่องไม่มีไฟหรือเสียงที่จะใช้ในเวลากลางคืน เวลาใช้ต้องมีสายเสียบติดกับปลั๊กจุดบุหรี่ในรถตำรวจตลอดเวลา และป้องกันเรดาร์อัตโนมัติไม่ได้ ราคาในสหรัฐเครื่องละประมาณ 600 เหรียญ
การจัดซื้อครุภัณฑ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับอาจารย์หมอประกิตแต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องของ สสส.ที่มอบหมายให้คุณหมอไพบูลย์รับไปจัดซื้อรวมเพื่อแจกจ่ายให้แก่จังหวัดนำร่อง
ส่วนครุภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งคือ เครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ ซึ่งจัดซื้อขึ้นพร้อมกัน (ธ.ค.46) โดยคุณหมอไพบูลย์จัดซื้อได้ในราคาต่ำกว่าราคาที่หน่วยราชการใด ๆ เคยจัดซื้อมาในอดีต นี่คือการป้ายสีกรณีที่ 3 หวังทำลายคนดีด้วยข้อมูลเท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอก
พูดขาวเป็นดำ—เอาเงินเข้าบัญชี “ส่วนบุคคล”มีการกล่าวหาว่าเงินงบประมาณที่ได้จาก สสส.นั้น ศ.นพ.ประกิต นำไปเข้าบัญชีบุคคลส่วนตัว
คำกล่าวหานี้มีขึ้นในการตอบกระทู้ของรองนายกรัฐมนตรีปุระชัยในวุฒิสภา และเป็นคำกล่าวหาจากปากของผู้ที่เคยเป็นถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยมาก่อน
ประเด็นนี้สามารถเทียบเคียงได้กับการรับทุนวิจัย ผู้ที่เป็นนักวิจัยคงจะเข้าใจเหตุการณ์ได้ไม่ยาก เมื่อนักวิจัยที่สังกัดมหาวิทยาลัยได้รับทุนโดยมีมหาวิทยาลัยเป็นคู่สัญญารับทุน หน่วยงานให้ทุนมักจะกำหนดให้นำเงินทุนไปเปิดบัญชีแยกออกจากรายได้อื่น ๆ ของมหาวิทยาลัย บัญชีลักษณะดังกล่าวเป็นบัญชีของโครงการ และมักจะกำหนดให้มีผู้ลงนามสั่งจ่ายเงินในบัญชีจำนวน 2 – 3 คน
ระเบียบปฏิบัติดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและเพื่อให้การตรวจสอบบัญชีโครงการกระทำได้โดยง่ายเพราะไม่ปะปนกับรายรับ-รายจ่ายอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการวิจัยนั้น ๆ
ในกรณีของโครงการหลักที่ สสส.จัดงบประมาณแก่มูลนิธิรามาธิบดีก็เป็นลักษณะเดียวกัน “บัญชีส่วนตัว” ที่กล่าวหาก็คือบัญชีโครงการที่มีชื่อว่า “บัญชีโครงการวิจัยแผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติภัยจราจร” โดยมีผู้สั่งจ่ายคือ อ.ประกิต คุณหมอไพบูลย์ และคุณมณฑิรา ไตรโกมล (เจ้าหน้าที่) โดยต้องลงนามสั่งจ่ายจำนวน 2 คน ใน 3 คน กระนั้น อ.ประกิตเองไม่เคยสั่งจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว
นี่คือการป้ายสีกรณีที่ 4 ที่มีเจตนาพูดความจริงบางส่วนเพื่อสร้างความเข้าใจผิดในกับผู้คนในสังคม
ปุตั้งกรรมการสอบ นพ.ประกิตเมื่อป้ายสีจนเกิดกระแสสังคมที่เข้าใจผิดไปบ้างแล้ว ด้วยอาศัยภาพการจัดระเบียบสังคมที่สังคมยังติดภาพบวก รองนายกปุระชัยจึงได้เริ่มกระบวนการปลด ศ.นพ.ประกิต ออกจากตำแหน่งรองประธาน สสส.คนที่ 2 ซึ่งข้อกล่าวโทษอาจารย์หมอประกิตจนถึงขั้นมีผู้สรุปว่ามีความผิดและเสนอคณะรัฐมนตรีให้ปลดนั้น น้อยคนจะทราบว่ามีที่มาอย่างไร
สรุปขั้นตอนของการสอบสวนได้ ดังนี้
24 ธ.ค.46 ประชุมคณะกรรมการกองทุน สสส. ประธาน (รองนายกรัฐมนตรี) ได้เปิดประเด็นเรื่องการจัดซื้อเครื่องมือแก่จังหวัดนำร่อง และได้แจ้งให้ผู้จัดการกองทุน (นพ.สุภกร บัวสาย ) ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร
ผู้จัดการได้ทำหนังสือชี้แจงถึงสองครั้ง โดยขอให้มีการจัดวาระพิจารณาในคณะกรรมการกองทุนฯ แต่การประชุมบอร์ดอีกสามครั้งถัดมาประธานก็ไม่ยอมให้จัดวาระพิจารณาเรื่องนี้
4 ก.พ.47 รองนายกปุระชัยในฐานะประธาน สสส. ได้ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง” อันประกอบด้วยผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ ผู้ตรวจราชการมหาดไทย และที่ปรึกษาของประธานเองรวม 4 คน คำสั่งนี้เป็นคำสั่ง “ลับ” โดยคณะกรรมการ สสส.ท่านอื่น ๆ ก็ไม่รู้เห็นด้วยเลย
25 ก.พ.47 ประชุมคณะกรรมการกองทุน นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้ขอในวาระอื่น ๆ ให้เปิดเผยเรื่องคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ จึงได้มีการส่งสำเนาคำสั่งให้กรรมการกองทุนฯ ในสัปดาห์ถัดมา
25 มี.ค.47 มีกรรมการสอบถามเรื่องการสอบสวนอีกและขอให้นำมาพิจารณาในคณะกรรมการกองทุนฯ แต่ประธานตัดบทว่า “ขั้นตอนนี้เป็นเพียงการตรวจสอบว่ามีมูลหรือไม่ ถ้ามีมูลก็จะเอาเข้าพิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไป”
7 เม.ย.47 ประธานในฐานะรองนายกรัฐมนตรีนำผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบไว้แต่เพียงเอกสารบางส่วน ตีความเองว่าเป็นผลการสอบสวนเสร็จสมบูรณ์และมีความผิด แล้วเสนอแก่คณะรัฐมนตรีเองในวาระจรก่อนเที่ยง 5 นาที โดยเสนอปลด นพ.ประกิต ออกจากตำแหน่ง แต่ ครม.ไม่เห็นด้วยและมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (ดร.วิษณุ เครืองาม) รับไปดูแลข้อกฎหมายก่อนส่งคืนให้รองนายกฯ คนที่เป็นเจ้าของเรื่อง จากลำดับเหตุการณ์ข้างต้น ใครกันแน่ที่ “ชงเอง กินเอง” ?
การต่อสู้ในสภาผู้แทน ธรรมย่อมชนะอธรรม
ตามกฏหมาย สสส.ต้องรายงานผลการปฏิบัติงานต่อคณะรัฐมนตรีและสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาปีละ 1 ครั้ง สำหรับการรายงานต่อคณะรัฐมนตรีนั้น สสส. ได้นำเสนอรายงานต่อคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องก่อนเข้า ครม.ชุดที่ 5 ที่มีรองนายกปุระชัยเป็นประธานเอง เมื่อวันที่ .................... แต่ถูกตีกลับให้กลับไปแก้ไข จึงยังไม่ผ่านการรายงานต่อ ครม.
แต่ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 นั้น ได้มีการพิจารณารับทราบผลการดำเนินงานของ สสส.ของสภาผู้แทนราษฎร โดย สส.ไทยรักไทยส่วนหนึ่งก็รุมถล่ม สสส.และ ศ.นพ.ประกิต เวทีสาธกกิจ กลางสภาในช่วงแรก แต่ไม่นาน บรรยากาศในสภาก็เปลี่ยนไป เมื่อ สส.พรรคชาติไทย และประชาธิปัตย์ ได้กล่าวให้กำลังใจแก่ สสส.และ ศ.นพ.ประกิต รวมทั้งชี้ให้เห็นความไม่จริงของการกล่าวหาของ สส.ลิ่วล้อของคนดีไม่มีเสื่อม และเมื่อ ศ.นพ.ประกิตกล่าวชี้แจง ความจริงก็ยิ่งปรากฏชัด จนสภาผู้แทนราษฎรในวันนั้นที่รัฐบาลคุมเสียงข้างมากได้ลงมติรับรองรายงานการดำเนินงานของ สสส. ผิดไปจากความคาดหวังของใครบางกลุ่มที่จ้องเปลี่ยนบอร์ด สสส. เพื่อหวังเขมือบอย่างเป็นขบวนการ
ก้าวต่อไปของ สสส. ผจญมารเพื่อองค์กรเข้มแข็ง
จากวิกฤต สสส.ที่ปรากฏ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเข้มแข็งภายในของ สสส.เองที่ยังสามารถต้านทานการรุกฆาตของพญามารได้
การที่รองนายกรัฐมนตรีปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วสรุปเองว่ามีมูลนั้น สิ่งที่ควรจะเป็นคือ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีควรจะตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งที่มีบุคคลที่สังคมยอมรับมาสอบสวนข้อครหาทุกข้อต่อ สสส.และ ศ.นพ.ประกิต เวทีสาธกกิจ ให้ชัดเจน แต่แค่นั้นย่อมไม่พอ คณะกรรมการชุดนี้ควรที่จะสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อกรณีการบริหารงานอย่างไร้ประสิทธิภาพของประธานบอร์ด สสส.ด้วย รวมทั้งหากข้อครหาล้วนไม่มีมูล แต่เป็นเจตนาแอบแฝงที่ต้องการให้ผู้คนในสังคมเข้าใจผิดต่อ สสส.ว่ามีการทุจริตแล้ว ก็ควรที่ทาง ฯพณฯนายกรัฐมนตรีจะพิจารณาเปลี่ยนแปลงประธานบอร์ด สสส.ต่อไป เพื่อให้ สสส.สามารถทำงานตามภารกิจการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง
วิกฤต สสส.เป็นปัญหาที่แก้ง่าย เพราะเป็นผลมาจากคนๆ หนึ่งมีหลงตนเองว่า ตนเป็นคนดีคนวิเศษ ไม่ใช่ปัญหาเชิงระบบ ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาให้ถูกจุดแล้ว ก็ต้องปรับคณะรัฐมนตรี ให้คนดีไม่มีเสื่อมไปอยู่ในที่ๆ ควรจะเป็น
ถึงวันนี้ จริงไม่น่าที่ทำไมแปลกใจแต่อย่างใดที่ทำไม พรรคไทยรักไทยไม่ยอมส่ง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ลงสมัครชิงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเรื่องราวความไม่สงบในองค์กร สสส.ยังไม่จบ ก็ขอฝากชาวสาธารณสุขและผู้สนใจปัญหาบ้านเมืองทุกคนได้คอยติดตามและช่วยผลักดันสังคมให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง และส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาล ความตระหนักและรู้ทันของผู้คนในสังคมเท่านั้น ที่จะทำให้ผู้ที่คิดจะเขมือบแต่ยังหวังรักษาภาพพจน์ให้ดูดี ต้องคิดหนักหากยังจะลงมือทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล
http://www.dlfp.in.th/paper/340----------------------------------------------------------------------------------------------------------
'คนที่น่ากลัวที่สุด คือคนชั่วที่เสแสร้งว่าตนเป็นคนดี และชี้นิ้วกล่าวหาคนอื่น'
ยังมีอีกเยอะครับ สำหรับเรื่องราวเลว ๆ ของ 'จอมลวงโลก' 'ไม้บรรทัดงอ' ผู้ไม่เคยทำอะไรให้ประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากการสร้างภาพให้ตัวเองดูดีเท่านั้น
จะทยอยหามาลงเรื่อย ๆ ครับ เพื่อทำให้คนที่ยังไม่รู้จักธาตุแท้ของ 'เขา' ได้เข้าใจ
เห็นอดีต ย่อมเห็นอนาคต ครับ