พรรคประชาสันติของปุระชัยจะมาแย่งฐานเสียงใคร ใครได้ประโยชน์

เรื่องการเมือง เชิญที่นี่เลยครับ
Forum rules
- ห้ามใช้คำพูดหยาบคาย
- ห้ามโพสกระทู้หรือข้อความที่ดูหมิ่นเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันขาด

เชิญทุกท่านเข้าสู่บอร์ดใหม่ได้ที่ http://webboard.serithai.net ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ viewtopic.php?f=2&t=44976 ครับ

Re: พรรคประชาสันติของปุระชัยจะมาแย่งฐานเสียงใคร ใครได้ประโยชน์

Postby nnnn » Mon Mar 21, 2011 11:55 pm

ในสงครามข่าวสารแบบปัจจุบัน

ถ้าใครภูมิหลังไม่ดีจริง พฤติกรรมในอดีตไม่ดีจริง มีสิทธิตายก่อนแจ้งเกิด
nnnn
 
Posts: 2388
Joined: Wed Dec 10, 2008 2:33 am


Re: พรรคประชาสันติของปุระชัยจะมาแย่งฐานเสียงใคร ใครได้ประโยชน์

Postby คนบาป » Tue Mar 22, 2011 12:19 am

คนบาป wrote:จับตา ! บุคคลมีชื่อเสียงแห่ตาม"ปุระชัย" เข้าพรรคประชาสันติ

มติชนออนไลน์ วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 21:13:04 น.

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาสันติ เปิดเผยภายหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคธรรมาธิปัตย์ วันนี้ว่า ที่ประชุมมีมติเปลี่ยนชื่อพรรค จากพรรคธรรมาธิปัตย์ เป็นพรรคประชาสันติ โดยได้แจ้งจดทะเบียนกับคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว โดยมีตนเป็นหัวพรรค และว่าพรรคให้ความสำคัญกับพื้นที่ กทม. เป็นหลักในการเลือกตั้ง เพราะ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ซึ่งจะมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น มีบทบาทและผลงานเป็นที่ชัดเจนในพื้นที่ กทม. อย่างไรก็ตาม พรรคก็ตั้งเป้าให้ได้ ส.ส.ในพื้นที่จังหวัดอื่นด้วย

ส่วนที่มองว่า พรรคประชาสันติตั้งขึ้นเพื่อรองรับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่จะแยกตัวออกมานั้น นายเสรี กล่าวว่า การจะรับ ส.ส.เข้ามาสังกัดพรรค จะต้องดูแนวทางการทำงานว่าตรงกันหรือไม่ เราไม่ได้ปิดกั้น ซึ่งขณะนี้มี ส.ส.จากหลายพรรคได้ติดต่อเข้ามาบ้างแล้ว และหลังจากนี้จะไปทาบทามบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับ มาร่วมงานกับพรรคให้มากขึ้น.
( จาก สำนักข่าวไทย )


หุ้น “ปุระชัย” ราคาวูบ

(ทีมการเมือง นสพ.ไทยรัฐ 21 พ.ย. 44 p.3)

ในหน้า 3 ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 12 พ.ย. ทีมของเราได้เสนอรายงานพิเศษ “เสนาะ” ขึ้นขี่ “ทักษิณ”

โดยเป็นเรื่องราวที่คณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายติดตามการปฏิบัติราชการ ที่มีนายเสนาะ เทียนทอง เป็นประธาน ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์นโยบายรัฐบาล

และปัญหาความไม่พอใจของ ส.ส. ที่ไม่ได้รับการดูแลจากพรรค ส่งผลให้บารมีของนายเสนาะพองโตขึ้น

นับตั้งแต่นั้น สงครามระหว่างนายเสนาะกับ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รมว.มหาดไทย ก็รุนแรง ขึ้น มีการปะทะคารมกันอย่างเปิดเผย

ร.ต.อ.ปุระชัยบอกว่า คนที่ไม่ได้เรียนปริญญาโท ปริญญาเอก เข้าใจสภาพผู้ว่าฯซีอีโอได้ยาก

ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็แสดงออก เข้าข้าง ร.ต.อ.ปุระชัย ด้วยการใช้ มติ ครม.สัญจรอนุมัติเพิ่มอำนาจผู้ว่าฯซีอีโอ ย้ายข้าราชการทุกกระทรวงได้ถึงระดับ 8

คอการเมืองต่างตื่นเต้นกับความห้าวหาญของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กล้าชนนายเสนาะอย่างตรงไป ตรงมา

มีการวิเคราะห์ว่า สงสัยถึงเวลาแล้ว ที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะลดบทบาท สลายอำนาจของนายเสนาะ อย่างจริงจัง

ประกอบกับเกิดเหตุการณ์สภาล่มเมื่อวันที่ 14 พ.ย. คอการเมืองก็ยิ่งเชื่อมากขึ้นว่า

งานนี้ “เสนาะ” เสร็จแน่

ภาพความร้าวฉานไปฉายชัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อนายเสนาะไปพูดในการสัมมนาสมาชิกพรรค ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อย่างรุนแรง

ไม่ให้ลูกเรียนด็อกเตอร์ เพราะกลัวโง่

ไม่เท่านั้น นายเสนาะยังไม่แวะทักทาย พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งๆที่พักโรงแรมห่างกันแค่ 100 เมตร

คอการเมืองมันสะใจเป็นอย่างยิ่ง เช็กข่าวกันวุ่นวาย เกมนี้จะจบอย่างไร

แต่แล้ว บรรดาคอการเมืองก็ต้องตะลึงงัน

เมื่อ “เจ้าของพรรคไทยรักไทยตัวจริง” คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.อ.ทักษิณ ได้ล็อกตัว ร.ต.อ.ปุระชัยขึ้นรถประจำตำแหน่ง มท. 1 หิ้วกระเช้าผลไม้ไปเยี่ยมนายเสนาะ ที่บ้านเมืองทองธานี

เกมนี้ชัดเจนว่า เริ่มต้นโดยฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน

ต้องการให้เป็นข่าวครึกโครม

โดยนายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อยู่ระหว่างติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณไปเยือน ประเทศญี่ปุ่น ได้โทรศัพท์ข้ามประเทศมาถึงนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล แจ้งให้ทราบว่า ร.ต.อ.ปุระชัย จะไปบ้านนายเสนาะก่อนถึงเวลานัดหมาย 3 ชั่วโมง

และในความลึกของเหตุการณ์ ร.ต.อ.ปุระชัยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เขาให้เด็กไปซื้อมะม่วงที่หลังกระทรวง มหาดไทย จัดกระเช้าอย่างง่ายๆ

ด้วยเหตุนี้ ตลอดเวลาของฉากการเมืองฉากนี้ ร.ต.อ.ปุระชัยจึงอยู่ในสภาพหน้าจ๋อย

อธิบายเหตุผลที่มาเยี่ยมนายเสนาะก็ตะกุกตะกัก ไม่สมเหตุสมผล

และฉากนี้ก็ไม่แนบเนียน เพราะจริงๆแล้ว นายเสนาะไม่ได้ป่วยถึงขั้นที่ต้องมาเยี่ยมเยียนกันเหมือนคราวโดน รถกอล์ฟชน แค่คันเนื้อ คันตัว เพราะโดนอากาศหนาว

ภาพนี้คือคำตอบ ดังที่ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” เคยรายงานแล้วว่า “บ้านเมืองทองธานี” เป็นขุม กำลังทางการเมือง ที่มีพลังจริง

และนี่คือฉากฆ่า ร.ต.อ.ปุระชัยอย่างเลือดเย็นที่สุด

ถ้าเปรียบ ร.ต.อ.ปุระชัยเป็นหุ้น ตอนเช้า 19 พ.ย. ราคาหุ้นของ ร.ต.อ.ปุระชัยสูงถึง 100 บาท แต่ทันทีที่เขาเปิดประตูรถเข้าบ้านนายเสนาะ หุ้นเขาเหลือแค่บาทเดียว

ความอหังการที่เขาประกาศอย่างกร้าวแกร่งว่า คนอย่างผมไม่ยึดติดเก้าอี้ ไม่สนใจตำแหน่ง รัฐมนตรี ผมไม่เป็นก็ได้

ในที่สุด เขาก็ให้คำตอบแก่สังคมว่า เมื่อถูกบังคับโดยเจ้าของพรรคไทยรักไทยตัวจริงให้เล่นบท ที่เคยประกาศว่าจะไม่เล่น

แต่เขาก็ต้องเล่นเพื่อรักษาสถานภาพของตัวเอง

???
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: พรรคประชาสันติของปุระชัยจะมาแย่งฐานเสียงใคร ใครได้ประโยชน์

Postby nontee » Tue Mar 22, 2011 12:25 am

คนบาป wrote:ทีนี้ก็จะถึงคิวเชือด ไม้บรรทัดงอ อีกวาระหนึ่ง ฮ่า


ไม่เคยมีนักการเมืองเลว หรือบุคคลสาธารณะชั่วๆตัวได

หลุดรอดการสแกนของเหล่า สรท.ไปได้ เอิ้ก เอิ้ก .. :lol: :lol:
User avatar
nontee
 
Posts: 6598
Joined: Tue Jan 26, 2010 2:34 pm
Location: หว้ากอ

Re: พรรคประชาสันติของปุระชัยจะมาแย่งฐานเสียงใคร ใครได้ประโยชน์

Postby Sweet Chin Music » Tue Mar 22, 2011 12:29 am

ว่าแต่ พรรคการเมืองใหม่ ไปอยู่ไหน เค้าคุยเรื่องการเลือกตั้งไปถึงไหนต่อไหนละ
ตอนนี้เริ่มเสียบกุญแจ สตาร์ทรถหรือยัง ???
ทำดีได้ทำดี ทำชั่วได้ทำชั่ว
User avatar
Sweet Chin Music
Moderator
 
Posts: 3892
Joined: Mon Oct 13, 2008 1:40 pm

Re: พรรคประชาสันติของปุระชัยจะมาแย่งฐานเสียงใคร ใครได้ประโยชน์

Postby คนบาป » Tue Mar 22, 2011 12:33 am

เห็นทวิตเตอร์ของพรรคเพื่อไทยบอกว่า เฉลิมสั่งอย่าเพิ่งพูดเรื่องใครจะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มันจะมีแรงกระเพื่อม...ยังแปลความตรงนี้ไม่ค่อยออก

0000

คอการเมืองฮาร์ดคอร์ รุ่นราชดำเนินเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึมซับเรื่อง ปุรชัยไว้ค่อนข่างมาก ไม่ต้องห่วงหรอก ไม้บรรทัดงอ จะโดนเฉาะมากน้อยแค่ไหน

เพราะเป้าหมายพรรคประชาสันติ คือ กทม. แรงเบียด เสียดทานย่อมเยอะเป็นธรรมดา

แล้วต้องถามว่า ผลงาน ไม้บรรทัดงอ คืออะไร นอกจากเดินตามก้นทักษิณต้อย ๆ
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: พรรคประชาสันติของปุระชัยจะมาแย่งฐานเสียงใคร ใครได้ประโยชน์

Postby Alien007 » Tue Mar 22, 2011 1:12 am

พรรคประชาสันติของปุระชัย ไม่ว่าพวกนี้จะพยายามเล่นละครตบตาสังคมว่ายังไง ก็ต้องหางแดงโผล่ออกมาวันยังค่ำ

เอาแค่ชื่อรองหัวหน้าพรรคประชาสันติก็แดงได้ใจแล้วคร้าบบบบบบบ พันธ์เลิศ ใบหยก
เคยเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการพรรค แต่ลาออกก่อนจะมีคำสั่งยุบพรรค จึงไม่ได้เป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 :lol:

ใบหยกน่ะแหล่งกบดานพวกชุดดำช่วงเหตุการณ์เผาเมืองของแท้
นายชูวิทย์ รับงานจากใครมาเพื่อขัดขวางการทำงานของพรรคฝ่ายค้าน เลียนแบบการเมืองสิงคโปร์แบบไม่มีผิดเพี้ยน
เงินภาษีของเราอย่าให้พวกอันธพาลเผาบ้านเผาเมืองมันเอาไปถลุงเล่น หนีได้เป็นหนี เลี่ยงได้เป็นเลี่ยงภาษีพี่น้อง
Alien007
 
Posts: 1844
Joined: Thu Nov 25, 2010 6:21 am

Re: พรรคประชาสันติของปุระชัยจะมาแย่งฐานเสียงใคร ใครได้ประโยชน์

Postby คนบาป » Tue Mar 22, 2011 1:22 am

วิเคราะห์การเมืองไทยรัฐ

ตามยุทธศาสตร์ที่ต่างฝ่ายต่างตีธง "ลากกระแส" เดินหน้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างที่กระแสข้ามช็อตไปถึงการเตรียมทัพ ตั้งป้อมค่ายใหม่ลุยกันแล้ว

ทางหนึ่งก็มีเสียงแพลมออกมาจากพรรคเพื่อไทย เปิดชื่อของ "เจ๊ปู" น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวคนสวยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คือตัวจริงเสียงจริงที่จะยึดเบอร์หนึ่งในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ จ่อแท่นแคนดิเดตผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ตามคำทำนายของโหรหลายสำนัก เมืองไทยจะมีผู้นำหญิงมากอบกู้วิกฤติ

แต่อีกนัยก็แกะรอยได้ว่า "นายใหญ่" กลับมาลุยสงครามรูปแบบเก่า ใช้ญาติสนิทใกล้ชิดเป็นแม่ทัพในการประกันความชัวร์ในศึกชิงอำนาจประเทศไทย หลังจากวิเคราะห์แล้ว
สัญญาณปรองดองเป็นแค่ "เกมหลอก" ของฝ่ายคุมเกมอำนาจ

"ทักษิณ" ต้องเปิดแนวรบแบบวัดดวงต่อไป

อย่างไรก็ตาม น่าสนใจเซอร์ไพรส์กับคิว "โยนหิน" ออกมาจากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ปล่อยชื่อของ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรองนายกฯ เจ้าของฉายา "ไม้บรรทัด"เป็นหัวหอก ในการแตะมือกับเพื่อนรักอย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีต ส.ว.กทม. นายพันธุ์เลิศ ใบหยก นักธุรกิจใหญ่

ตั้งป้อมค่ายใหม่ในนามพรรคประชาสันติ

ตามเป้าหมายที่ว่ากันว่า จะเป็นพรรคเอสเอ็มอี ที่แทรกขึ้นมาเก็บแต้มจากคนกรุงเทพฯและชนชั้นกลางตามหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด ชิงคะแนนจากคนกลางๆที่เบื่อชื่อ "อภิสิทธิ์" เซ็ง "คุณชายสะอาด" ที่เส้นใหญ่ แต่ไร้กึ๋นบริหาร ครั้นจะหันไปที่พรรคเพื่อไทย โดยการเปิดชื่อของ "เจ๊ปู" น้องสาวนายใหญ่ ก็เห็นกันอยู่ว่า น่าจะวุ่นไม่จบโดยจังหวะการเปิดตัวที่รับมุกพอดีกับห้วงกระแส ชื่อ "ปุระชัย" จึงเป็นที่จับตาและก็ให้บังเอิญอีกว่า ชื่อของ พล.ต.อ.พัชรวาท นามสกุล "วงษ์สุวรรณ" ไปพ่วงอยู่กับ"บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ตามเครือข่ายเชื่อมโยง ก็เลยไม่วายถูกลากไป "กั๊ก" อยู่กับชื่อของ "เนวิน ชิดชอบ"

และยิ่งรับมุกกันไปใหญ่ ตามคิวที่ "เนวิน" ก็แท็กทีมกับ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชาหลงจู๊ใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา โดยที่นายเนวินแบะท่ากับนักข่าวเองว่า ทำไมจับตาเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นัยว่าอาจเป็นพรรคขนาดกลางรวมกันก็ได้

ตามปรากฏการณ์ "สอดรับ" กับรูปแบบของพรรค "อัมโน" ของมาเลเซีย และสมัยหนึ่งที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีแค่ 18 เสียงในกำมือ แต่เป็นแกนนำจัดรัฐบาลได้

ถ้า ร.ต.อ.ปุระชัย นำพรรคประชาสันติ ได้เสียงอยู่ในระดับเดียวกัน

มุกที่ "เนวิน" แบไต๋ อาจไม่ใช่แค่มุกธรรมดา.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: พรรคประชาสันติของปุระชัยจะมาแย่งฐานเสียงใคร ใครได้ประโยชน์

Postby คนบาป » Tue Mar 22, 2011 2:39 am

วิเคราะห์ลงท้ายแบบไทยรัฐ ก็มองได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า เนวิน กับ ทักษิณ เสมือนเส้นขนาน ที่ไม่มีวันรวมกันได้

นาทีนี้ยังไงก็ยังไม่เชื่อว่า เนวิน บรรหาร จะคิดการณ์ใหญ่ขนาดนั้นได้

เพราะไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมายังไง 2 พรรคใหญ่ เพื่อไทย ปชป. ก็ย่อมมากกว่า พรรเล็กพรรคน้อย

ทีนี้ก็คงไปขึ้นกับว่า เนวินจะหันหัวไปทางใดเท่านั้นเอง

มองเกมนี้ เส้นทางของ ประชาธิปัตย์ ยังไม่ถึงกับปิดตาย แต่เส้นทางของ เพื่อไทยสิ ยังน่าห่วง ขนาดหัวหน้าพรรคยังไม่มี แล้วยังมีข่าวแพล็มๆ จะใช้นายกคนนอกพรรค

แล้วยังงี้ จะไปเอาเสียงที่ไหน เมื่อเนวิน ล็อคคอบรรหารตีเข่าซะแล้ว

ส่วนที่เหลือก็คงเป็นกลุ่ม โคราชชาติพัฒนา เท่านั้นเอง คงไม่มีผลดึง ปชป. เนวิน บรรหาร ไปร่วมได้

ดีไม่ดีเที่ยวนี้ ปชป./เนวิน/บรรหาร 3 พรรค ก็น่าเกินครึ่งแล้ว....ที่เหลือก็เป็นฝ่ายค้านไปซะ...
User avatar
คนบาป
 
Posts: 13482
Joined: Fri Nov 19, 2010 3:52 pm

Re: พรรคประชาสันติของปุระชัยจะมาแย่งฐานเสียงใคร ใครได้ประโยชน์

Postby Limmy » Tue Mar 22, 2011 11:04 am

คดีประวัติศาสตร์ของไทย ใครยังจำได้บ้างครับ

ฝรั่งยังต้องเอาไปเป็นตำราสอนนักกฎหมายกันเลยทีเดียว

-----------------------------------------------------------------------------------------

ประวัติศาสตร์ไทย ด็อกเตอร์ฆ่าเมียไม่ติดคุก!!


กระหึมก้องไปทั่วฟ้าเมืองไทยอีกคำรบ จนกลายเป็นโจทย์วิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนาๆ สำหรับคดีสามีลงมือฆาตกรรมภรรยาของตนเอง
เมื่อผู้ตกเป็นจำเลยชื่อ ดร.พิพัฒน์ ลือประสิทธิ์กุลฆ่าภรรยาของตัวเองนางวรรณี ลือประสิทธิกุลจนเสียชีวิตด้วยความสาหัว ในเดือนมกราคม ปี พ.ศ.2544
ดร.พิพัฒน์ ลือประสิทธิ์กุลเคยเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาปริญญาโทอยู่ในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิดา เป็นชายหนุ่มที่มีชื่อเสยง มีเกียรติ และมีฐานะ ตลอดจนมีหน้ามีตาในสังคมในวงการการศึกษาของไทยในระยะที่ผ่านมา
ทำไมคนที่มีฐานันดรสูงสุดในสังคมในระดับหนึ่งขนาดนี้ จึงตัดสินสังหารภรรยาของตนเองได้อย่างลงคอ
แต่เรื่องราวสังหารนั้นสังคมไทยในเวลานั้นไม่สนใจเท่าไหร่ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือคำตัดสินศาลไทยคือ
ด็อกเตอร์ฆ่าเมียไม่ติดคุก!!
คดีนี้เลยเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สั่นสะเทือนกระบวนยุติธรรรมของไทยได้เป็นอย่างดี......



จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันที่ 17 กรกฎาคม 2544
ดร.พิพัฒน์ ลือประสิทธิ์สกุลได้นัดหมายนางวรรณีภรรยาของเขาจับรถมารับเขาในเวลา 21.00 น. ตรง เนื่องจากเขาเสร็จสิ้นภารกิจการสอนนักศึกษาในเวลาดังกล่าว
จากสามทุ่มเป็นสี่ทุ่ม จนใกล้ห้าทุ่ม นางวรรณีถึงปรากฏตัว ทั้งที่ก่อนหน้า ดร.พิพัฒน์พยายามติดต่อมือถือของนางวรรณีหลายสิบครั้งแต่ปลายสายไม่เปิดเครื่อง ด้วยเกรงว่าเกิดอะไรขึ้นกับภรรยาของตัวเองต่างๆ นาๆ และการผิดเวลานั้นเธอก็ไม่ได้แจ้งสาเหตุกลับมา
เขาพบนางวรรณีตอนห้าทุ่ม เธออยู่ในสภาพมีกลิ่นเหล้าคลุ้มคละ มึนเมา จากเขาให้การของเขาในเวลาต่อมาบอกว่าเธอไปสังสรรค์กับเพื่อนผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง และรถติดมากจึงมารับเขาช้า
ดร.พิพัฒน์โทรศัพท์ไปหาเพื่อนคนที่ภรรยาอ้าง ปรากฏว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ไม่มีงานสังสรรค์ที่ไหนสักหน่อย

ภรรยาของเขาโกหก และนี่เธอไปกินเหล้ากับใครมา??

ความคลุมเครือ...แค้นเคือง เริ่มปรากฏในจิตใจของด็อกเตอร์หนุ่ม ตลอดระยะทางที่กลับบ้านเขาครุ่นคิดตลอดเวลา ถึงความสัมพันธ์ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา แม้จะมีลูกถึงสองคนแล้วก็ตาม แต่ยังไม่วายที่มีเหตุหึงหวงระหองระแหงเป็นระยะ เขาคาว่าภรรยาของเขากำลังปันใจให้คนอื่นอยู่.....แม้ไม่มีหลักฐานก็ตาม......
เมื่อมาถึงบ้านเลขที่ 166 ซอยสุขุมวิท 23 แขวงคลองตัน เขตวัฒนาบ้านพักของคนทั้งสอง พยานหลายปากให้การกับตำรวจตรงกันว่าได้ยินเสียงทะเลาะกัน เสียงข้างของหล่อนกระจายหลายครั้ง จนเกือบเที่ยงคืนเสียงนั้นก็ไม่หยุดแต่อย่างใด
ไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุว่าการกระทำของคนทั้งคู่เป็นแบบใด แต่ท้ายสุดทุกอย่างก็จบสิ้นลงเมื่อร่างของนางวรรณี นอนจมกองเลือดอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก เธอหมดสติ และน่วมไปทั้งตัวร่างกายบอบช้ำ ใบหน้าบวมปูดไปหลายส่วน
น้องสาวนางวรรณี โทรศัพท์แจ้งตำรวจสน.ทองหล่อ ว่าพี่สาวถูกพี่เขยคือดร.พิพัฒน์ ทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่ร.พ.พร้อมมิตร
สภาพนางวรรณี ที่ตำรวจไปพบ เห็นชัดแน่นอนว่าเธอถูกทำลายอย่างสาหัส และเช้าวันรุ่งขึ้นเธอก็เสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว แพทย์ระบุว่าม้ามแตก มีเลือดออกใต้เยื่อบุสมอง สาเหตุเพราะถูกทำร้ายอย่างรุนแรง!!!
ตำรวจสน.ทองหล่อ พยายามติดต่อผู้แจ้งความกลับได้รับข้อมูลที่น่าฉงน เพราะคนที่เป็นเดือดเป็นแค้นในตอนแรกอ้างว่าเข้าใจผิดนางวรรณีแค่ตกบันไดเท่านั้น
คดีทำท่าว่าจะไปไม่ถึงไหนกระทั่งมีการร้องเรียนไปยังพล.ต.ท.อนันต์ ภิรมย์แก้ว ผบช.น. จึงสั่งการให้นายตำรวจระดับสูงเข้าไปจี้คดี ท้ายที่สุดพบว่าดร.พิพัฒน์ ทำร้ายเมียจนเสียชีวิต
แพทย์ชันสูตรระบุสาเหตุว่าสาเหตุการตายทมาจากเหยื่อสมองมีเลือดออกมาอย่างรุนแรง คล้ายกับถูกฟาดของวัตถุของแข็งอย่างแรง และม้านของเธอแตกกระจาย ไม่มีคมอาวุธหรือกระสุนปืนแต่อย่างใด
ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2544 ตำรวจเข้าตรวจค้นคฤหาสน์หรูของดร.พิพัฒน์ ที่อยู่กับพี่สาวย่านสุขุมวิทพบว่ามีการปรับเปลี่ยนไปจากสภาพเดิมทั้งหมด แต่เจ้าหน้าที่ก็ตรวจพบคราบเลือดหลายแห่ง รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกนำไปทิ้งเพื่อทำลายหลักฐานก็ตามยึดมาได้ มีทั้งโซฟาเปื้อนเลือด คราบเลือดที่พื้น-วอปเปเปอร์-ผ้าม่าน
แต่ช้าเกินไปแล้วดร.พิพัฒน์ หลบหนีไปก่อนหน้านั้น!!!
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของญาตินางวรรณี ก็พยายามปกป้องเขยผู้ร่ำรวยอย่างผิดปกติไปจากคดีอื่นๆ ก็ได้รับการเปิดเผยว่าเนื่องจากที่ผ่านมา ดร.พิพัฒน์ช่วยเหลือจุนเจือมาตลอด
แถมหลังเกิดเหตุมีการซื้อบ้านและโอนเงินหลักล้านเข้าบัญชีญาติภรรยาด้วย!!!
เดือนตุลาคมปีเดียวกัน ดร.พิพัฒน์ที่หนีไปอยู่กับเพื่อนที่ประเทศลาวและกัมพูชาอยู่ 2 เดือน ตัดสินใจเข้ามอบตัวกับตำรวจให้การสารภาพ
ก่อนหน้านั้นพ่อของ ดร.พิพัฒน์ กระจายข่าวให้สังคมรับรู้ตลอด เรื่องที่ว่าลูกชายของตนจะมามอบตัวเร็วๆ นี้ โดยชี้ว่าที่หนีไปก็เพราะลูกชายของตนจะถูกตำรวจจับตาย ด้วยการวิสามัญฯ โดยเขาจะมามอบตัวเอง มีการนัดหมายเวลา หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่พบไม่แต่เงาด็อกเตอร์พิพัฒน์แต่อย่างใด
ดร.พิพัฒน์ เข้ามอบตัวกับตำรวจเมื่อปลายเดือน พฤศจิกายน 2544 พร้อมรับข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเสียชีวิต
ดร.พิพัฒน์สู้คดีในชั้นศาล เขายอมรับเกือบทุกข้อกล่าวหา ประเด็นสำคัญคือโทษสูงสุดที่พึ่งได้รับคือ “ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา
เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ประกันตัวออกไปได้ ด้วยวงเงินประมาณเกือบ 800,000 บาท เนื่องจากผู้ต้องหารับสารภาพ และมามอบตัวโดยไม่มีเงื่อนไข และเชื่อว่าเขาจะไม่หลบหนีอีก
ต้นปี พ.ศ.2544 พนักงานอัยการ ยื่นเรื่องส่งฟ้องต่อศาล ตามสำนวนคดี กว่า 500 หน้า ที่เจ้าหน้าที่ชุดสอบสวนทำสำนวนส่งมา
พนักงานอัยการกลายเป็นเป้าที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป กสนพิจาณาคดี และการสืบพยานในครั้งนี้ กระทำอย่างรวดเร็ว ตามประบวนยุติธรรมสมัยใหม่ เพราะคดีนี้เป็นที่จับตาของประชาชนทั้งประเทศ
ในระหว่างพิจารณาคดีพยานๆ หลายๆ ปากไม่ว่าญาติของฝ่ายผู้ตาย ฝ่ายจำเลย ต่างให้การว่าด็อกเตอร์พิพัฒน์เป็นคนดี ช่วยเหลือครอบครัว และญาติๆ ของนางวรรณคดีมาโดยตลอด ทั้งเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือน การปลูกบ้านใหม่ และเป็นคนจิตใจเอื้ออารี ฯลฯ
และแล้วก็ถึงวันสำคัญที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาคดีดร.พิพัฒน์ ลือประสิทธิ์สกุล อายุ 44 ปี อดีตอาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ทำร้ายนางวรรณี ลือประสิทธิ์สกุล ภรรยาจนเสียชีวิต

โดยให้รอลงอาญาโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี!!!

ผลการพิพากษานี้ได้สร้างปรากฏการณ์วลีที่ว่า “ด็อกเตอร์ฆ่าภรรยาไม่ติดคุก” หนังสือพิมพ์ต่างลงข่าวนี้อย่างเมามัน กลายเป็นกระแสทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปทั่ว โดยบางฉบับได้พิมพ์บางส่วนบางตอนในคำพิพากษาตัดสินว่า
“วันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องดร.พิพัฒน์ ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย นางวรรณี ภรรยา จนเสียชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี
และตามกระบวนการที่ปรับปรุงใหม่ให้ศาลสืบพยานอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว และเวลาเพียง 6 เดือนคดีนี้ก็ได้คำตัดสิน
วันที่ 18 กรกฎาคม นายเทพ อิงคสิทธิ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญากรุงเทพใต้ พร้อมองค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีนี้
โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 17-18 ก.ค.44 เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ได้บังอาจใช้กำลังชก ต่อย ตบ เตะ และใช้ของแข็งไม่มีคม ตีทำร้ายร่างกายผู้ตาย ที่ศีรษะ ใบหน้า ลำตัว หลายครั้งทำให้เกิดบาดแผลฟกช้ำหลายแห่ง ที่เปลือกตา ศีรษะ เข่าซ้าย และสมองช้ำบวมจนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่บ้านพักของจำเลย ย่านคลองเตย
ภายหลังก่อเหตุจำเลยได้หลบหนีไปอยู่ที่ประเทศเวียดนามและลาว ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ต.ค.44 จำเลยได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ และให้การรับสารภาพโดยตลอดว่า ทำร้ายร่างกายผู้ตายจริง แต่กระทำไปเพราะบันดาลโทสะ
"ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คืนวันเกิดเหตุ จำเลยได้ทำร้ายร่างกายผู้ตาย เนื่องจากไม่พอใจผู้ตายขับรถช้า และมีอาการคล้ายดื่มสุราเมา ทั้งยังสงสัยเรื่องที่ผู้ตายยังโทรศัพท์ติดต่อกับคนรักเก่า จำเลยจึงทำร้ายร่างกาย โดยใช้หนังสือขว้างใส่ ใช้ร่มตีที่ใบหน้า และเตะผู้ตาย เป็นเหตุให้เสียชีวิต แม้ผู้ตายจะพยายามต่อสู้ ก็เพราะสืบเนื่องมาจากจำเลยเป็นฝ่ายหาเรื่องจับผิด และทำร้ายร่างกายก่อน”
"แม้ผู้ตายพูดเกี่ยวกับคนรักเก่าก็สืบจากจำเลยเป็นฝ่ายหาเรื่องและทำร้ายร่างกายก่อน เพราะไม่ไว้วางใจจึงเป็นลักษณะประชดประชันจำเลย มากกว่าที่จะเป็นการข่มเหงจำเลย กรณีนี้จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยบันดาลโทสะเพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่การกระทำเพราะบันดาลโทสะ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง"
ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินอีกว่า พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี แต่คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ที่กระทำความผิดไปเพราะอารมณ์โทสะที่เกิดขึ้นในชั่วขณะ และได้รับผลจากการกระทำโดยสูญเสียคนรักไป
จำเลยเป็นผู้มีการศึกษาสูง เคยเป็นอาจารย์สอนที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์มาก่อน ยังสามารถใช้ความรู้อันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติได้ ประกอบกับจำเลยยังมีภาระต้องดูแลบุตรซึ่งอายุยังน้อย
"โทษจำเลยจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 3 ปี แต่กำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติให้จำเลยใช้ความรู้สอนหนังสือนักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไปตามสถานศึกษาต่างๆ มีกำหนด 50 ชั่วโมง"
การที่ดร.พิพัฒน์ จำเลยคดีทำร้ายร่างกายภรรยาจนเสียชีวิต แต่ไม่ต้องติดคุก ทำให้เกิดกระแสสังคมถาโถมดร.พิพัฒน์รุนแรงยิ่ง
พลันนั้นกระแสสังคมก็พุ่งเป้าเข้าหาดร.พิพัฒน์ทันที พร้อมๆกับการเคลื่อนไหวขององค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรเพื่อเด็กและสตรี
รวมทั้งการจี้ให้อัยการเปิดสำนวนที่ส่งฟ้อง รวมทั้งสำนวนของตำรวจว่าเป็นมาอย่างไร มีข้อมูลครบถ้วนรอบด้านหรือไม่!??
เพราะจะว่าไปแล้วคดีดร.นิด้า ถือว่าเป็นหนึ่งในข่าวใหญ่ของปี 2544 และได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง สาธารณชนรับทราบข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่เกิดเหตุ การหลบหนีของดร.พิพัฒน์ ฯลฯ
กลุ่มองค์กรสตรี ประกอบด้วยตัวแทนจากกลุ่มแนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง 39 องค์กร และเครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ 46 องค์กร มีความเคลื่อนไหวแทบจะในทันที


นายวสันต์ พานิช คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า กฎหมายยังมีช่องให้พนักงานรัฐเลือกปฏิบัติ แม้ว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ.2540 มาตรา 30 ระบุว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในทางกฎหมาย ชายและหญิงย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกัน และมาตรา 53 ระบุว่าเด็ก เยาวชนและบุคคลในครอบครัวมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากรัฐ แต่กฎหมายลูกมีข้อความที่ขัดกัน
"เห็นได้จากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ตั้งเงื่อนไขว่า หากไม่เคยมีความผิดมาก่อน ต้องคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา อบรม อาชีพ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจวินิจฉัยเอาเอง"
พร้อมกันนี้องค์กรต่างๆเรียกร้องให้อัยการอุทธรณ์คดี ดร.พิพัฒน์ฆ่าเมียและร่วมส่งไปรษณียบัตรแสดงความเสียใจแก่นางวรรณี ภรรยาดร.พิพัฒน์ที่บ้านของดร.พิพัฒน์ด้วย!!!
เช่นเดียวกับ'ครูหยุย'นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ส.ว.กทม. ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ วุฒิสภา ยิ่งไม่เห็นด้วยกรณีดร.พิพัฒน์จะมาสอนหนังสือให้เด็กๆ โดยระบุว่าผลการวิจัยชัดเจนว่าคนที่ใช้ความรุนแรงมีโอกาสที่จะใช้ความรุนแรงอีกได้
"ผมมีสิทธิปฏิเสธคนแบบนี้ไม่ให้มาสอนเด็กของผมไหม ผมขอเรียกร้องให้กรมสามัญศึกษาปฏิเสธด้วยซึ่งผมจะขอให้อธิบดีปฏิเสธอย่างเป็นทางการด้วย เพราะผมกลัวว่าเด็กจะได้แบบอย่างที่ไม่ดี เด็กจะซึมซับรับเอาความรุนแรง"
ในขณะที่องค์กรภาครัฐหลายแห่งก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ต้องการให้ดร.พิพัฒน์ ไปสอนหนังสือ จนกรมคุมประพฤติต้องมีความคิดว่าอาจจะให้เข้าไปสอนหนังสือนักโทษแทน!??
นอกจากนี้ องค์กรต่างๆยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดขอให้เปิดเผยคำฟ้องนี้ต่อสาธารณะ เพราะเชื่อว่าคำฟ้องน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ประชาชนควรจะได้รู้ รวมทั้งขอให้มีการอุทธรณ์คดีนี้ด้วย
และไปยื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร เพื่อยืนยันว่าเป็นสิทธิที่ประชาชนจะต้องรู้ข้อมูลเหล่านี้
เนื่องเพราะกระแสสังคมที่ไม่เข้าใจทำให้นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกคำแถลงการณ์ในนามศาลอาญากรุงเทพใต้ถึงกรณีศาลมีคำพิพากษารอลงอาญา 3 ปีดร.พิพัฒน์
"ภายหลังที่องค์คณะพิจารณาพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากการนำสืบของพนักงานอัยการโจทก์ที่เป็นไปตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยคดีนี้พนักงานอัยการนำสืบพยานรวม 3 กลุ่ม คือกลุ่มแรกเป็นนักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กลุ่มที่สองเป็นคนรักเดิมของนางวรรณี ผู้ตาย และกลุ่มสุดท้ายเป็นพนักงานสอบสวนเพื่อสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด"
นายเฉลิมชัย กล่าวในแถลงการณ์อีกว่า พยานทั้ง 3 กลุ่มไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และเห็นข้อเท็จจริงขณะที่จำเลยทะเลาะและทำร้ายร่างกายนางวรรณี เป็นเพียงพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ก่อนและหลังที่จำเลยกับนางวรรณีทะเลาะกันโต้เถียงกันแล้ว จึงไม่มีการนำสืบ
ทั้งนี้ ในการพิจารณาคดีของศาลเมื่อพนักงานอัยการไม่มีพยานนำสืบให้เห็นเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย ศาลก็จะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบ และวินิจฉัยตามประเด็นที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องและจำเลยต่อสู้ไว้
"สำหรับข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดศาลจึงลดโทษจำคุกให้จำเลย โดยรอการลงโทษเป็นเวลา 3 ปีนั้น เนื่องจากคดีนี้พนักงานอัยการไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มานำสืบในชั้นศาล ซึ่งข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบเป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดีของศาลเป็นอย่างมาก โดยจำเลยให้การลักษณะตรงไปตรงมา แสดงถึงการรู้สำนึกในการกระทำผิด ซึ่งก่อนหน้านี้หากจำเลยจะแต่งเรื่องขึ้นมาว่านางวรรณีเป็นผู้ก่อเหตุเพื่อให้จำเลยพ้นผิดก็สามารถทำได้"
อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ระบุด้วยว่าในการรอลงอาญาศาลวินิจฉัยจากประมวลกฎหมายอาญา ม.56 โดยคำนึงถึงสติปัญญา การศึกษาอบรม อาชีพ สภาพความคิดและเหตุอื่นอันควรปรานี
อีกทั้งญาติของนางวรรณีก็เบิกความเป็นพยานในลักษณะที่ไม่ติดใจเอาความจำเลย ประกอบกับจำเลยกระทำผิดเพราะอารมณ์โทสะอันเกิดจากความรักหึงหวงภรรยา
ดังนั้น องค์คณะจึงมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าจำเลยกระทำผิดจริง แต่สมควรรอการลงโทษจำเลย
"คดีนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้พิจารณาคดีอย่างโปร่งใส สุจริต สามารถตรวจสอบได้ โดยศาลมีคำสั่งให้สำนักงานคุมประพฤติสืบเสาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยเพื่อประกอบการพิจารณาลงโทษ ดังนั้น คงไม่สามารถนำผลของคดีนี้ไปเป็นบรรทัดฐานคดีอื่นได้"!??
นายกิตติพงศ์ กิติยารักษ์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า ในฐานะนักกฎหมายเห็นว่าคดีนี้ศาลคงต้องมีการชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลที่พิพากษาให้รอลงอาญาว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทำให้ต้องรอลงอาญา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
“กระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา เรื่องของสามีทำร้ายภรรยามักมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว ทำให้ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เสมอ จึงทำให้ผู้หญิงเกิดความรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมไม่คุ้มครองสิทธิของผู้หญิงเท่าที่ควร ประกอบกับมีการตัดสินคดีนี้ขึ้น จึงจำเป็นที่ศาลต้องชี้แจงให้เข้าใจว่าการตัดสินคดีเช่นนี้จะไม่เป็นการส่งสัญญาณไปถึงคดีอื่นๆ ว่าสามีทำร้ายภรรยาแล้วถือเป็นเรื่องภายในครอบครัว"

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้พิพากษาจะชี้แจงเหตุผลประกอบ รวมทั้งยกตัวอย่างหลายๆคดีทั้งชาย-หญิงเป็นจำเลย ในลักษณะเดียวกันนี้ก็มีที่รอลงอาญาเช่นกัน
แต่เนื่องจากคดีดร.พิพัฒน์นั้นโด่งดังเกินไปและมีคนติดตามสนใจมาตั้งแต่เกิดเรื่องใหม่ๆ
กระแสสังคมจึงแสดงออกมาอย่างที่เห็น พร้อมทั้งการจี้ไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้ยื่นเรื่องอุทธรณ์
เพราะไม่ต้องการให้ทุกอย่างจบลงเพียงแค่นี้!??

บทสรุปคดีนี้ครับhttp://www.hunsa.com/2005/view.php?cid=4609&catid=87


http://www.oic.go.th/CABOICFORM05/DRAWE ... 001989.DOC
http://www.ams.cmu.ac.th/pub/law/crimin ... r_kill.htm
http://www.hunsa.com/2005/view.php?cid=4609&catid=87
จากหนังสือตามรอยคดีฆ่า โดยเจนจล ยิ่งสุมล+ +

http://forum.mthai.com/view_topic.php?t ... t_id=53342
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ถ้าดร.พิพัฒน์ ไม่ได้เป็นเพื่อนรักกับไม้บรรทัดงอ ๆ อย่างปุระชัย ซึ่งมีอำนาจใหญ่ในกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น

เรื่องจะจบแบบนี้หรือไม่ ?
User avatar
Limmy
 
Posts: 3466
Joined: Mon Oct 13, 2008 10:15 am

Re: พรรคประชาสันติของปุระชัยจะมาแย่งฐานเสียงใคร ใครได้ประโยชน์

Postby Limmy » Tue Mar 22, 2011 11:16 am

เมื่อไม้บรรทัดงอ เข้าไปจุ้นใน สสส. ผลลัพท์คือองค์กรเขาแทบแตก

แม้แต่คนดี ๆ อย่าง อาจารย์หมอประกิต ที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั้งเมือง มีคนรักทั้งประเทศ ยังต้องโดนกำจัดออกไป จากฝีมือของ 'ไอ้ไม้บรรทัดงอ'

------------------------------------------------------------------

เมื่อคนดีไม่มีเสื่อม จะเขมือบ สสส.

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2547 ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

ข่าวคราวสถานการณ์ความวุ่นวายเกี่ยวกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ ที่รู้จักกันในนาม สสส. นั้นปรากฏทางหน้าหนังสือพิมพ์มานานหลายเดือนแล้ว แต่ข่าวคราวที่ปรากฏนั้นไม่สู้ปะติดปะต่อและไม่ได้นำเสนอภาพรวมของปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดใน สสส. ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่ติดตามข่าวสารเรื่องนี้ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับ สสส. ในวันนี้องค์กร สสส.ที่เป็นความหวังของประเทศไทยในการผลักดันการสร้างเสริมสุขภาพให้เป็นของคนไทยทุกคนตามเจตนารมณ์ของ สสส. นั้นมีความน่าเป็นห่วงยิ่ง เพราะ สสส.กำลังจะถูกเขมือบโดยคนที่มีภาพพจน์ดีที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย กองบรรณาธิการวารสารโรงพยาบาลชุมชนจึงได้รวบรวมสถานการณ์ทั้งหมดเรียบเรียงขึ้น เพื่อให้สาธารณชนและชาวสาธารณสุขรับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่ไม่น่าเชื่อ

สสส. องค์กรที่น่าเขมือบ

รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติตั้ง “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” สสส.ขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 เป็นหน่วยงานของรัฐที่อยู่นอกระบบราชการ กองทุนนี้มีรายได้จาก “ภาษีบาป” (เหล้า บุหรี่) จำนวนปีละ 1,500 – 1,900 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion)

สสส.ถือเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญยิ่งของประเทศไทยที่ผลักดันมายาวนานกว่า 7-8 ปี ผ่านการผลักดันถึง 3 รัฐบาล การตั้ง สสส.ได้สำเร็จถือเป็นชื่อเสียงที่องค์การอนามัยโลกให้ความชื่นชมอย่างยิ่ง ขณะนี้มีเพียง 5 ประเทศทั่วโลกที่มีองค์กรอย่าง สสส.แต่อีก 10 กว่าประเทศกำลังเสนอผลักดันกฎหมายกันอยู่

สสส. เป็นสำนักงานเล็ก ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่เพียงสี่สิบกว่าคน แต่ทำงานผ่านเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพหลากหลายวงการ (วงการสาธารณสุข วงการศึกษา วงการพัฒนาท้องถิ่น วงการพัฒนาสังคม วงการกีฬา วงการสื่อสารมวลชน วงการทหาร วงการอุตสาหกรรม เป็นต้น) นับเป็นองค์กรหนึ่งที่มีการจัดรูปองค์กรที่จิ๋วแต่แจ๋ว

กองทุนขนาดเกือบสองพันล้านบาทต่อปีนั้นย่อมเป็นที่มุ่งมาดปรารถนาของกลุ่มผลประโยชน์ มีการของบประมาณจากนักการเมืองในหลายโอกาส แต่ทาง สสส. ก็ได้จัดให้มีการพิจารณาไปตามระบบคุณธรรม กระบวนการพิจารณาโครงการของ สสส.นับได้ว่าโปร่งใสที่สุดองค์กรหนึ่ง นื่องจากคณะผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้ามาร่วมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจริงและเป็นอิสรชน ที่เข้ามาพิจารณาโครงการด้วยสาระและวิจารณญาณจริง ๆ มิใช่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของหน่วยงานซึ่งเกี่ยวพันกับผู้เสนอขอรับทุน และมิใช่ข้าราชการตัวแทนผู้หลักผู้ใหญ่ของกรมกองต่าง ๆ

ด้วยกระบวนการที่เป็นระบบเปิดประกอบกับบารมีสนับสนุนของผู้ใหญ่ สสส.จึงสามารถปลอดจากการแทรกแซงแบบตรง ๆ จากอิทธิพลมาได้เกือบ 2 ปี


ใครเป็นใครใน สสส.

สสส.มีระบบการบริหารงานโดยคณะกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธานคนที่ 1 กับคณะกรรมการประเมินผล มี นพ.ดำรง บุญยืน (อดีตรองปลัดกระทรวงและอธิบดีหลายกรมของกระทรวงสาธารณสุข) เป็นประธาน

เมื่อต้นปี 2545 อาจารย์หมอประกิต “หมอนักรณรงค์สู้บุหรี่” ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีให้เป็น รองประธานคนที่สอง พร้อมกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 8 ท่านได้แก่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช, ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม, นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์, ครูสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์, แม่ทองดี โพธิ์ยอง, ดร.สายสุรี จุติกุล, รศ.ดร.กาญจนา แก้วเทพ

สสส.เป็นองค์กรที่มีการทำงานที่เป็นระบบ มีคณะกรรมการดูแลการกระจายงบประมาณอย่างเป็นระบบ ซึ่งประธานคณะกรรมการพิจารณาโครงการนั้นมี นพ.บรรลุ ศิริพานิช อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้มีฉายาว่าเป็น “เปาบุ้นจิ้น” ได้มีส่วนรู้เห็นในการพิจารณาโครงการทั้งหมด

ความตรงคือภัย


นพ.ประกิต เวทีสาธกกิจ รองประธาน สสส.คนที่ 2 ได้กล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจนในวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 ว่า “แม้หลายคนบอกว่า สสส.จะมีงบมากถึง 2,000 ล้านบาท แต่ขอใช้ยากเหลือเกิน ต้องขอเรียนว่า เงินก้อนนี้เป็นเพียงร้อยละ 0.17 ของงบประมาณปกติ หรือเพียงร้อยละ 1 ของค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นต้องใช้งบก้อนนี้อย่างคุ้มค่าที่สุด”

ดังนั้นในการพิจารณาโครงการนั้น โครงการใดที่เสนอเข้ามาแล้วมีแนวโน้มที่จะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หรือเอื้อประโยชน์แอบแฝงแก่ผู้เสนอมากกว่าประชาชนก็จะไม่ได้รับการพิจารณา ส่งผลให้มีโครงการจำนวนมากที่ไม่ผ่านการพิจารณา รวมทั้งหลายโครงการของ สส.หรือโครงการที่มีฝ่ายการเมืองขอมาอย่างไม่สมเหตุผลด้วย

ในรอบปี 2546 ที่ผ่านมา สสส.มีโครงการเปิดรับทั่วไปที่ส่งเข้ามา 1,947 โครงการ ไม่ผ่านการกลั่นกรองรอบแรก เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์อย่างชัดเจนเช่นเน้นการแจกของ ซื้อวัสดุครุภัณฑ์ เน้นการรักษาพยาบาล หรือเป็นกิจกรรมงานประจำของหน่วยงาน จำนวน 521 โครงการ หรือคิดเป็น 37 % ที่เหลือผ่านการกลั่นกรอง 1,426 โครงการ แต่ได้รับการอนุมัติสนับสนุนจำนวน 300 โครงการ คิดเป็น 21 % ของโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองแล้ว เป็นวงเงิน 89 ล้านบาทเศษ

นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2546 ถึง พฤษภาคม 2547 ซึ่งเป็นช่วงที่รองนายกปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์เข้ามาดูแล สสส.นั้น มีการจัดการส่งสัญญาณจากคนที่ใกล้ชิดประธานให้ สส.เสนอโครงการจาก สส.เข้ามาถึง 180 โครงการ โดยมีลักษณะเด่น คือ เป็นโครงการที่ลอกกันมา โดยเปลี่ยนเพียงชื่อสถานที่ วันเวลา เท่านั้น ส่วนเนื้อในนั้นเหมือนกันแทบทุกตัวอักษร ส่งผลให้โครงการเหล่านี้ผ่านการพิจารณาเพียง 8 โครงการครึ่งเท่านั้น

กรณีที่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงถึงความผิดปกติในการเสนอโครงการของ สส. ได้แก่ หนังสือจากสภาผู้แทนราษฎร ที่ 169/2546 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2546 เรียน ฯพณฯรองนายกรัฐมนตรี (ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์) ซึ่งลงนามโดย พลเรือโทโรช วิภัติภูมิประเทศ สส.ชลบุรี ที่ระบุว่า “อนุสนธิจากโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่และป้องกันยาเสพติด ฯพณฯ ได้กรุณาให้งบประมาณกับผม 1,500,000 บาท เพื่อไปดำเนินโครงการนั้น กระผมได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และสมควรเริ่มที่นักเรียนก่อน จึงได้หารือกับโรงเรียนต่างๆ ในเขตรับผิดชอบของผม จำนวน 18 โรงเรียนเป็นโรงเรียนนำร่อง ” ซึ่งเมื่อโครงการในลักษณะดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณา ก็เท่ากับเป็นการเสียหน้าของรองนายกที่ดูแล สสส.อย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ตัวอย่างของโครงการที่โดดเด่นที่ไม่ผ่านการพิจารณา ได้แก่

โครงการรณรงค์การใช้หมวดนิรภัยที่ได้มาตรฐาน หรือโครงการแจกหมวกกันน็อคเอื้ออาทร ที่เสนอโดยกระทรวงมหาดไทย วงเงิน 2,155 ล้านบาท ที่ถูกประชาสังคมวิจารณ์ว่า ได้แจกเก็บแต้มหาเสียง แต่อุบัติเหตุไม่ลดแน่ เพราะปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ไม่มีหมวก จากแหล่งข่าวกล่าวว่า มีคนใกล้ชิดประธานไปแนะให้กระทรวงมหาดไทยเสนอมหาอภิโครงการนี้เข้ามา

โครงการจัดหาอุปกรณ์ออกกำลังกายสำหรับสมาชิกรัฐสภา วงเงิน 6 ล้านบาท เพราะเป็นการซื้อครุภัณฑ์ล้วนๆ และควรใช้จากงบประมาณส่วนของรัฐสภามากกว่าเช่น ดูงานต่างประเทศให้น้อยลงสักครั้งก็ได้งบก้อนนี้แล้ว ดีกว่ามาเบียดเงินสนับสนุนส่วนของประชาชน

วารสาร connect ฟางเส้นท้ายๆ

ในวันที่ 6 ตุลาคม 2546 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหารคนหนึ่งใน สสส.ได้ถูกเรียกเข้าพบ รองนายกฯปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ , สส.ประวัตร อุตะโมทย์ และ สส.นพดล อินนา เลขานุการของรองนายกปุระชัย ซึ่งพูดคุยพร้อมยื่นโครงการ “หนังสือสีขาวเพื่อเยาวชน หรือ วารสาร connect” โดยใช้ชื่อ บริษัท ฐานการพิมพ์ จำกัด เป็นผู้เสนอโครงการขอรับทุน จำนวน 9.8 ล้านบาท เพื่อจัดพิมพ์วารสารเพื่อให้เยาวชนรักสุขภาพ และใช้ในการจัดกิจกรรมนักศึกษา

ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 คณะกรรมการพิจารณาโครงการของ สสส.ที่มี นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธานได้จัดประชุมพิจารณาโครงการ มีความเห็นว่า วารสาร connect นั้นน่าจะเกิดประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมายในระดับหนึ่ง จึงให้การสนับสนุนเป็นเงิน 4.8 ล้านบาท เพื่อผลิตวารสาร 24 ฉบับใน 1 ปี คือตลอดปี 2547 และจะมีการประเมินผลเมื่อวารสารออกได้ 2 เดือน ส่วนการจัดกิจกรรมนักศึกษาที่ขอมา 4 ล้านบาทนั้น ไม่อนุมัติเพราะไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะก่อประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย

เมื่อวารสารออกมาได้ 2 เดือน ก็มีการประเมินผลตามที่ตั้งเงื่อนไขไว้ ซึ่งพบว่า วารสารยังมีเนื้อหาที่เน้นบันเทิง สุขภาพแบบตามกระแส เช่น ผิวพรรณ รูปร่างภายนอก อีกทั้งมีกระแสข่าวในเชิงลบต่อวารสารว่า เป็นการใช้เงิน สสส. แอบแฝงหาเสียงเตรียมลงสมัครผู้ว่า กทม.หรือ สร้างภาพให้กับคนบางคน ซึ่งทางคณะกรรมการก็ได้แจ้งให้ผู้รับผิดชอบโครงการไปปรับปรุง และในเดือนกรกฎาคม 2547 จะประเมินอีกครั้งว่าจะพิจารณาสนับสนุนโครงการต่อหรือไม่

เป็นที่ทราบกันดีใน สสส.ว่า โครงการดังกล่าวคือโครงการของรองนายกปุระชัย ประธาน สสส. และเมื่อผ่านการพิจารณาเพียงครึ่งเดียว รวมทั้งมีการประเมินผลที่เข้มข้นก็ยิ่งทำให้ความร้อนระอุของความไม่สบอารมณ์ของฝ่ายการเมืองสูงขึ้นจนเกือบถึงจุดเดือด

และแล้ว ฟางเส้นท้ายๆ ที่เหลืออยู่จึงขาดสะบั้น

ภาพรวมคำกล่าวหา สสส.

เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2547 เริ่มมีข่าวโจมตี “หมอประกิต” ในข้อหามีนอกมีในจาก “โครงการ 265 ล้าน” ซึ่งบิดเบือนว่า อาจารย์หมอประกิตทำโครงการนี้ไปของบประมาณจาก สสส. โดยขอเงินไปเข้ามูลนิธิรามาธิบดี ในขณะเดียวกันก็ขอนั่งตำแหน่งประธานคณะกรรมการอำนวยการดูแลโครงการนี้ เปิดบัญชีชื่อตนเองเพื่อให้มีการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล และท้ายที่สุดคือเอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อครุภัณฑ์ด้วยวิธีพิเศษ โดยซื้อของแพงไปกว่าที่ควรจะเป็นถึงสองเท่า โดยสรุปคำกล่าวหาว่า “ชงเอง-กินเอง”

ส่วนข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น เชิญติดตามต่อไป

ความจริงของโครงการป้องกันอุบัติเหตุ 265 ล้านบาท

สสส.เองได้ทำงานระบบสร้างเสริมสุขภาพในรูปที่เรียกว่า “แผนงาน” (program) ขึ้นมาซึ่งไม่ใช่โครงการ (project) แผนงานคือกรอบใหญ่ (กรอบงาน กรอบเวลา กรอบงบประมาณ) จากกรอบนี้จะต้องมีผู้ไปพัฒนาให้เกิดโครงการ (projects) เพื่อให้เกิดเอกภาพและประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาสุภาพ

แผนงานอุบัติเหตุนี้จึงประกอบด้วยโครงการย่อยจำนวนหลายสิบโครงการ ซึ่งแยกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ โครงการวิชาการ โครงการรณรงค์ โครงการนำร่องในบางจังหวัด และโครงการประเมินผล โดยผู้ที่รับผิดชอบไปพัฒนาโครงการย่อย ๆ คือ รศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล นักวิชาการจากรามาธิบดีที่จับเรื่องอุบัติเหตุมาเป็นสิบปี โดยกำหนดกรอบให้ทำงานเป็นเวลาสองปีเพื่อไปพัฒนาและสนับสนุนโครงการย่อย ๆ สี่ประเภทข้างต้นด้วยงบประมาณรวม 44 ล้านบาท

โครงการหลัก 44 ล้านบาทนี่เองที่ สสส.ให้ทุนผ่านมูลนิธิรามาธิบดี (ไม่ใช่ 265 ล้านบาทที่มีผู้ออกข่าวบิดเบือน) นอกจากนั้นยังได้ตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการ” (ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิอาทิเช่น จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคมและขนส่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจราจร และสภาทนายความ) มาดูแล ส่วนการสนับสนุนทุนแก่มูลนิธิรามาฯ นั้น มูลนิธิมิได้เป็นผู้ขอทุน แต่ สสส.เองได้ขอคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดีให้เข้ามาช่วย และเมื่อวันที่ 7 มี.ค.46 คณะกรรมการกองทุน สสส.ก็ได้มีมติมอบหมายให้ ศ.นพ.ประกิต เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการ ศ.นพ.ประกิต มิได้ขอเป็นเองและท่านก็มิได้อยู่ในการประชุมด้วย

ในจำนวนโครงการย่อยเหล่านี้มีอยู่ 5 โครงการที่ สสส.สนับสนุนงบประมาณแก่จังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต และสงขลา โดยส่วนหนึ่งสนับสนุนเป็นครุภัณฑ์ ส่วนนี้คิดเป็นงบประมาณ 10.3 ล้านบาท (ไม่ใช่ซื้อครุภัณฑ์มากถึง 265 ล้านบาทอย่างที่มีผู้ออกข่าว)

ทั้งหมดนี้จะเห็นอย่างชัดเจนว่า รองนายกปุระชัย ซึ่งควรรู้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างดีในเรื่องดังกล่าว กลับออกมาให้ข่าวที่บิดเบือน หวังใช้ภาพพจน์มิสเตอร์ครีน (นายสะอาด) ทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเข้าใจผิดต่อคุณหมอประกิตและองค์กร สสส.

นี่คือการป้ายสีกรณีที่ 1 นับเป็นการโกหกที่ไม่กลัวตกนรกเอาเสียเลย

หมอประกิตกับผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interests)?

คำกล่าวหามีว่า นพ.ประกิตมีหลายตำแหน่งหรือ “สวมหมวก” ถึง 6-7 ใบ ได้แก่ (1) กรรมการ สสส. ตำแหน่งรองประธานคนที่สอง (2) ประธานคณะกรรมการตรวจสอบภายในของ สสส. (3) ประธานคณะกรรมการอำนวยการแผนงานป้องกันอุบัติเหตุ (4) คณบดีคณะแพทยศาสตร์ (5) ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดี (6) เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และ (7) ผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งในองค์คณะที่พิจารณาให้งบประมาณแก่โครงการนำร่อง 5 จังหวัด

การหยิบยกตำแหน่งต่าง ๆ มากล่าวก็เพื่อชี้แจงว่า อาจารย์หมอประกิตทำโครงการมาของบประมาณไปใช้เอง อนุมัติเอง กำกับดูแลเอง โดยไปใช้ซื้อครุภัณฑ์ในราคาแพง (มีนอกมีใน)

ความจริงก็คือ ทุกตำแหน่งข้างต้นนั้น อาจารย์หมอประกิตได้รับเชิญหรือถูกขอร้องให้ไปทำคุณประโยชน์ทั้งสิ้น และเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ (เช่น คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ท่านเป็นรองประธานคนที่สอง คณบดีและประธานมูลนิธินั้นท่านก็เป็นมาก่อน เลขาธิการมูลนิธิบุหรี่ก็เป็นงานที่ท่านทำมากว่า 15 ปี ส่วนประธานกรรมการอำนวยการและประธานคณะตรวจสอบภายในนั้นก็เป็นมติมอบหมายจากบอร์ด สสส.เอง)

ผลประโยชน์ที่ท่านได้รับก็คือ ค่าเบี้ยประชุมจากบางตำแหน่ง และในกรณีของประธานคณะกรรมการอำนวยการ ท่านก็ได้ทำเรื่องคืน “ผลประโยชน์” (เบี้ยประชุม) ให้แก่ สสส.ทั้งหมด

คนที่ทำงานเพื่อสาธารณะมานานถึง 20 ปี และล้วนทำสำเร็จเป็นผลดี หากมีผู้เชื้อเชิญไปช่วยงานต่าง ๆ นานาน ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด (ความจริงนอกจากตำแหน่งที่รองนายกปุระชัยยกมากล่าวหาแล้ว อาจารย์หมอประกิตยังได้ช่วยงานสาธารณะอื่นอีกหลายตำแหน่ง) ในขณะที่ผลประโยชน์จริง ๆ ก็ไม่มี แต่กลับถูกหยิบยกขึ้นมาป้ายสีโจมตี ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีแต่คุณประโยชน์ทับซ้อน คือทำงานมากมายที่เป็นคุณให้แก่สังคมซ้อนทับหลายองค์กรต่างหาก

นี่คือการป้ายสีกรณีที่ 2 ที่พยายามทำขาวให้เป็นดำให้สังคมสับสน

ซื้อของแพงจริงหรือ

ของแพงที่กล่าวหากันก็คือ “เครื่องตรวจจับความเร็ว” (speed-gun) รุ่น MPH Z-35 จำนวน 45 เครื่อง ราคาเครื่องละ 107,000 บาท ซึ่งซื้อเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2546 ข้อหา “แพง” นั้น โดยการเทียบกับการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วรุ่น Kustom Falcon จำนวน 350 เครื่องที่กระทรวงมหาไทยจัดซื้อเมื่อเดือนเมษายน 2547 ในราคาเครื่องละ 42,000 บาทเศษ

รองนายกรัฐมนตรีปุระชัยได้กล่าวต่อวุฒิสภา ระบุว่า เครื่องมือทั้งสองมีคุณลักษณะใกล้เคียงกัน และบางกรณีเครื่องที่กระทรวงมหาดไทยจัดซื้อมีคุณลักษณะดีกว่าอีกด้วย

ประเด็นนี้พิสูจน์ได้ไม่ยาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ตรวจสอบและทดสอบได้

ข้อมูลจริงก็คือ เครื่องมือทั้งสองแตกต่างกัน เครื่อง Falcon ออกสู่ตลาดเมื่อปี 2529 ในขณะที่ Z-35 ออกสู่ตลาดปี 2542 (เทคโนโลยีต่างกันถึง 13 ปี) มีคุณสมบัติที่ต่างกัน เช่น เครื่อง Z-35 ตรวจจับรถได้พร้อมกันหลายคันในระยะตรวจจับ 1.6 กิโลเมตร ทำงานในเวลากลางคืนได้สะดวก สามารถใช้แบตเตอรี่ (ไม่ต้องมีสาย) มีระบบป้องกันเรดาร์อัตโนมัติ และน้ำหนักเบากว่าถึง 40% ราคาขายในประเทศผู้ผลิต (สหรัฐ) ราคาเครื่องละ 1,303 เหรียญ

ส่วนเครื่อง Falcon ที่มหาดไทยจัดซื้อนั้น สามารถตรวจได้ดีเฉพาะรถที่วิ่งมาคันเดียวโดด ๆ เท่านั้นและตรวจได้คราวละหนึ่งคันในระยะ 0.75 กิโลเมตร เครื่องไม่มีไฟหรือเสียงที่จะใช้ในเวลากลางคืน เวลาใช้ต้องมีสายเสียบติดกับปลั๊กจุดบุหรี่ในรถตำรวจตลอดเวลา และป้องกันเรดาร์อัตโนมัติไม่ได้ ราคาในสหรัฐเครื่องละประมาณ 600 เหรียญ

การจัดซื้อครุภัณฑ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับอาจารย์หมอประกิตแต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องของ สสส.ที่มอบหมายให้คุณหมอไพบูลย์รับไปจัดซื้อรวมเพื่อแจกจ่ายให้แก่จังหวัดนำร่อง

ส่วนครุภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งคือ เครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ ซึ่งจัดซื้อขึ้นพร้อมกัน (ธ.ค.46) โดยคุณหมอไพบูลย์จัดซื้อได้ในราคาต่ำกว่าราคาที่หน่วยราชการใด ๆ เคยจัดซื้อมาในอดีต นี่คือการป้ายสีกรณีที่ 3 หวังทำลายคนดีด้วยข้อมูลเท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอก

พูดขาวเป็นดำ—เอาเงินเข้าบัญชี “ส่วนบุคคล”

มีการกล่าวหาว่าเงินงบประมาณที่ได้จาก สสส.นั้น ศ.นพ.ประกิต นำไปเข้าบัญชีบุคคลส่วนตัว

คำกล่าวหานี้มีขึ้นในการตอบกระทู้ของรองนายกรัฐมนตรีปุระชัยในวุฒิสภา และเป็นคำกล่าวหาจากปากของผู้ที่เคยเป็นถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยมาก่อน

ประเด็นนี้สามารถเทียบเคียงได้กับการรับทุนวิจัย ผู้ที่เป็นนักวิจัยคงจะเข้าใจเหตุการณ์ได้ไม่ยาก เมื่อนักวิจัยที่สังกัดมหาวิทยาลัยได้รับทุนโดยมีมหาวิทยาลัยเป็นคู่สัญญารับทุน หน่วยงานให้ทุนมักจะกำหนดให้นำเงินทุนไปเปิดบัญชีแยกออกจากรายได้อื่น ๆ ของมหาวิทยาลัย บัญชีลักษณะดังกล่าวเป็นบัญชีของโครงการ และมักจะกำหนดให้มีผู้ลงนามสั่งจ่ายเงินในบัญชีจำนวน 2 – 3 คน

ระเบียบปฏิบัติดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและเพื่อให้การตรวจสอบบัญชีโครงการกระทำได้โดยง่ายเพราะไม่ปะปนกับรายรับ-รายจ่ายอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการวิจัยนั้น ๆ

ในกรณีของโครงการหลักที่ สสส.จัดงบประมาณแก่มูลนิธิรามาธิบดีก็เป็นลักษณะเดียวกัน “บัญชีส่วนตัว” ที่กล่าวหาก็คือบัญชีโครงการที่มีชื่อว่า “บัญชีโครงการวิจัยแผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติภัยจราจร” โดยมีผู้สั่งจ่ายคือ อ.ประกิต คุณหมอไพบูลย์ และคุณมณฑิรา ไตรโกมล (เจ้าหน้าที่) โดยต้องลงนามสั่งจ่ายจำนวน 2 คน ใน 3 คน กระนั้น อ.ประกิตเองไม่เคยสั่งจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว

นี่คือการป้ายสีกรณีที่ 4 ที่มีเจตนาพูดความจริงบางส่วนเพื่อสร้างความเข้าใจผิดในกับผู้คนในสังคม

ปุตั้งกรรมการสอบ นพ.ประกิต

เมื่อป้ายสีจนเกิดกระแสสังคมที่เข้าใจผิดไปบ้างแล้ว ด้วยอาศัยภาพการจัดระเบียบสังคมที่สังคมยังติดภาพบวก รองนายกปุระชัยจึงได้เริ่มกระบวนการปลด ศ.นพ.ประกิต ออกจากตำแหน่งรองประธาน สสส.คนที่ 2 ซึ่งข้อกล่าวโทษอาจารย์หมอประกิตจนถึงขั้นมีผู้สรุปว่ามีความผิดและเสนอคณะรัฐมนตรีให้ปลดนั้น น้อยคนจะทราบว่ามีที่มาอย่างไร

สรุปขั้นตอนของการสอบสวนได้ ดังนี้

24 ธ.ค.46 ประชุมคณะกรรมการกองทุน สสส. ประธาน (รองนายกรัฐมนตรี) ได้เปิดประเด็นเรื่องการจัดซื้อเครื่องมือแก่จังหวัดนำร่อง และได้แจ้งให้ผู้จัดการกองทุน (นพ.สุภกร บัวสาย ) ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร

ผู้จัดการได้ทำหนังสือชี้แจงถึงสองครั้ง โดยขอให้มีการจัดวาระพิจารณาในคณะกรรมการกองทุนฯ แต่การประชุมบอร์ดอีกสามครั้งถัดมาประธานก็ไม่ยอมให้จัดวาระพิจารณาเรื่องนี้

4 ก.พ.47 รองนายกปุระชัยในฐานะประธาน สสส. ได้ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง” อันประกอบด้วยผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ ผู้ตรวจราชการมหาดไทย และที่ปรึกษาของประธานเองรวม 4 คน คำสั่งนี้เป็นคำสั่ง “ลับ” โดยคณะกรรมการ สสส.ท่านอื่น ๆ ก็ไม่รู้เห็นด้วยเลย

25 ก.พ.47 ประชุมคณะกรรมการกองทุน นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้ขอในวาระอื่น ๆ ให้เปิดเผยเรื่องคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ จึงได้มีการส่งสำเนาคำสั่งให้กรรมการกองทุนฯ ในสัปดาห์ถัดมา

25 มี.ค.47 มีกรรมการสอบถามเรื่องการสอบสวนอีกและขอให้นำมาพิจารณาในคณะกรรมการกองทุนฯ แต่ประธานตัดบทว่า “ขั้นตอนนี้เป็นเพียงการตรวจสอบว่ามีมูลหรือไม่ ถ้ามีมูลก็จะเอาเข้าพิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไป”

7 เม.ย.47 ประธานในฐานะรองนายกรัฐมนตรีนำผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบไว้แต่เพียงเอกสารบางส่วน ตีความเองว่าเป็นผลการสอบสวนเสร็จสมบูรณ์และมีความผิด แล้วเสนอแก่คณะรัฐมนตรีเองในวาระจรก่อนเที่ยง 5 นาที โดยเสนอปลด นพ.ประกิต ออกจากตำแหน่ง แต่ ครม.ไม่เห็นด้วยและมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (ดร.วิษณุ เครืองาม) รับไปดูแลข้อกฎหมายก่อนส่งคืนให้รองนายกฯ คนที่เป็นเจ้าของเรื่อง จากลำดับเหตุการณ์ข้างต้น ใครกันแน่ที่ “ชงเอง กินเอง” ?

การต่อสู้ในสภาผู้แทน ธรรมย่อมชนะอธรรม
ตามกฏหมาย สสส.ต้องรายงานผลการปฏิบัติงานต่อคณะรัฐมนตรีและสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาปีละ 1 ครั้ง สำหรับการรายงานต่อคณะรัฐมนตรีนั้น สสส. ได้นำเสนอรายงานต่อคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องก่อนเข้า ครม.ชุดที่ 5 ที่มีรองนายกปุระชัยเป็นประธานเอง เมื่อวันที่ .................... แต่ถูกตีกลับให้กลับไปแก้ไข จึงยังไม่ผ่านการรายงานต่อ ครม.

แต่ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 นั้น ได้มีการพิจารณารับทราบผลการดำเนินงานของ สสส.ของสภาผู้แทนราษฎร โดย สส.ไทยรักไทยส่วนหนึ่งก็รุมถล่ม สสส.และ ศ.นพ.ประกิต เวทีสาธกกิจ กลางสภาในช่วงแรก แต่ไม่นาน บรรยากาศในสภาก็เปลี่ยนไป เมื่อ สส.พรรคชาติไทย และประชาธิปัตย์ ได้กล่าวให้กำลังใจแก่ สสส.และ ศ.นพ.ประกิต รวมทั้งชี้ให้เห็นความไม่จริงของการกล่าวหาของ สส.ลิ่วล้อของคนดีไม่มีเสื่อม และเมื่อ ศ.นพ.ประกิตกล่าวชี้แจง ความจริงก็ยิ่งปรากฏชัด จนสภาผู้แทนราษฎรในวันนั้นที่รัฐบาลคุมเสียงข้างมากได้ลงมติรับรองรายงานการดำเนินงานของ สสส. ผิดไปจากความคาดหวังของใครบางกลุ่มที่จ้องเปลี่ยนบอร์ด สสส. เพื่อหวังเขมือบอย่างเป็นขบวนการ

ก้าวต่อไปของ สสส. ผจญมารเพื่อองค์กรเข้มแข็ง
จากวิกฤต สสส.ที่ปรากฏ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเข้มแข็งภายในของ สสส.เองที่ยังสามารถต้านทานการรุกฆาตของพญามารได้

การที่รองนายกรัฐมนตรีปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วสรุปเองว่ามีมูลนั้น สิ่งที่ควรจะเป็นคือ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีควรจะตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งที่มีบุคคลที่สังคมยอมรับมาสอบสวนข้อครหาทุกข้อต่อ สสส.และ ศ.นพ.ประกิต เวทีสาธกกิจ ให้ชัดเจน แต่แค่นั้นย่อมไม่พอ คณะกรรมการชุดนี้ควรที่จะสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อกรณีการบริหารงานอย่างไร้ประสิทธิภาพของประธานบอร์ด สสส.ด้วย รวมทั้งหากข้อครหาล้วนไม่มีมูล แต่เป็นเจตนาแอบแฝงที่ต้องการให้ผู้คนในสังคมเข้าใจผิดต่อ สสส.ว่ามีการทุจริตแล้ว ก็ควรที่ทาง ฯพณฯนายกรัฐมนตรีจะพิจารณาเปลี่ยนแปลงประธานบอร์ด สสส.ต่อไป เพื่อให้ สสส.สามารถทำงานตามภารกิจการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง

วิกฤต สสส.เป็นปัญหาที่แก้ง่าย เพราะเป็นผลมาจากคนๆ หนึ่งมีหลงตนเองว่า ตนเป็นคนดีคนวิเศษ ไม่ใช่ปัญหาเชิงระบบ ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาให้ถูกจุดแล้ว ก็ต้องปรับคณะรัฐมนตรี ให้คนดีไม่มีเสื่อมไปอยู่ในที่ๆ ควรจะเป็น

ถึงวันนี้ จริงไม่น่าที่ทำไมแปลกใจแต่อย่างใดที่ทำไม พรรคไทยรักไทยไม่ยอมส่ง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ลงสมัครชิงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร


เรื่องราวความไม่สงบในองค์กร สสส.ยังไม่จบ ก็ขอฝากชาวสาธารณสุขและผู้สนใจปัญหาบ้านเมืองทุกคนได้คอยติดตามและช่วยผลักดันสังคมให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง และส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาล ความตระหนักและรู้ทันของผู้คนในสังคมเท่านั้น ที่จะทำให้ผู้ที่คิดจะเขมือบแต่ยังหวังรักษาภาพพจน์ให้ดูดี ต้องคิดหนักหากยังจะลงมือทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล

http://www.dlfp.in.th/paper/340

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

'คนที่น่ากลัวที่สุด คือคนชั่วที่เสแสร้งว่าตนเป็นคนดี และชี้นิ้วกล่าวหาคนอื่น'

ยังมีอีกเยอะครับ สำหรับเรื่องราวเลว ๆ ของ 'จอมลวงโลก' 'ไม้บรรทัดงอ' ผู้ไม่เคยทำอะไรให้ประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากการสร้างภาพให้ตัวเองดูดีเท่านั้น

จะทยอยหามาลงเรื่อย ๆ ครับ เพื่อทำให้คนที่ยังไม่รู้จักธาตุแท้ของ 'เขา' ได้เข้าใจ

เห็นอดีต ย่อมเห็นอนาคต ครับ
User avatar
Limmy
 
Posts: 3466
Joined: Mon Oct 13, 2008 10:15 am

Re: พรรคประชาสันติของปุระชัยจะมาแย่งฐานเสียงใคร ใครได้ประโยชน์

Postby nosta » Mon Mar 28, 2011 6:20 am

ผมว่าพรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์เต็มๆครับ เพราะคนกรุงไม่เอาพรรคเผาเมืองแน่นอน ก็เลยเอาสส พรรคตนเองมาลงในนามพรรคอื่น ซึ่งก็เป็นการหลอกลวงกันซึ่งๆหน้า ไห้ดูเป็นว่าพรรคนี้ไม่เกี่ยวกับการเผาเมืองโกยคะแนนเสียงกันไป ยกเว้นว่าพรรคนี้ส่งตัวแทนลงสมัครทุกเขตจริงๆนอกกรุงก็ลงด้วย แล้วลงแข่งกับเพื่อไทยคือไม่ไช่พรรคเพื่อไทยลง ประชาสันติไม่ลง อันนี้ร่วมมือกัน แต่ถ้าลงทั้งคู่แย่งคะแนนกัน ลงทั่วประเทศจริงๆอันนี้มองว่าแข่งกัน
User avatar
nosta
 
Posts: 417
Joined: Tue Feb 08, 2011 11:24 am

Previous

Return to สภากาแฟ