baezae wrote:
นั่นสิครับ ได้บริหารประเทศหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะรัฐมนตรีจะใช้จะออกนโยบายอะไรต้องโทรไปถามเหลี่ยม ส่วนนายกสองตัวมีไว้แค่เป็นหุ่นเซ็นอนุมัติกู้ อนุมัติโครงการแค่นั้นเอง
จะเข้าไม่เข้าทำเนียบก็มีค่าเท่ากัน ว่าไหม?
มะแอศิษย์บังโม wrote:ผู้ใช้เสรีไทย wrote:คิดเลขผิดไปไหม หรือใช้ภาษาไทยบิดเบือนผิด 30-40 % ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้มันยุคไหนหว่า ยุคหมักกับชายได้ไหม
แล้วก็ สมัย 10 % น่ะอย่าเอาไปอ้างกับยุคแม้ว (เข้าข้างตัวเอง) เทียบย้อนไปยุคแม้วก็ 6 ปี ก็ไม่ใช่ 10 % มันต้อง 30 อัพแล้ว
อันนี้หอการค้าว่ามาเองครับ เครือข่ายอำมาตย์ด้วยกันทั้งนั้น เชื่อๆกันหน่อยซิครับ
มะแอศิษย์บังโม wrote:baezae wrote:
นั่นสิครับ ได้บริหารประเทศหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะรัฐมนตรีจะใช้จะออกนโยบายอะไรต้องโทรไปถามเหลี่ยม ส่วนนายกสองตัวมีไว้แค่เป็นหุ่นเซ็นอนุมัติกู้ อนุมัติโครงการแค่นั้นเอง
จะเข้าไม่เข้าทำเนียบก็มีค่าเท่ากัน ว่าไหม?
ไม่ต้องมาย้อนหรอกครับ ใครก่อความเสียหาย ใครก่อความวุ่นวาย รู้กันอยู่เต็มอก ฉะนั้นจะมาโวยวายอ้างว่าตนเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างเต็มความสามารถแล้วนะ มันฟังไม่ขึ้น
อีกอย่าง ที่ก่อกรรมทำชั่วไว้นี่ ไม่รู้จะสำนึกหรือเปล่า เห็นยึดอกพูดออกมาอย่างเต็มภาคภูมิว่า " ดนตรีไพเราะ อาหารอะไร "

nosta wrote:ขอลิ้งข้อมูลหน่อยครับผู้โพสที่เอาข้อมูลมาจาก IMF และผู้โพสที่เอาข้อมูลมาจาก World bank


ssa wrote:เมื่อค่ำวานหรือค่ำวานซืนไม่แน่ใจ
หมวดเจี๊ยบมาออกรายการกับน้องขวัญหรือไงเนี่ย
พูดถึงบัตรพลังงาน ผมยังไม่อยากเอ่ยถึงชัดๆ เพราะหมวดเจี๊ยบไม่ใช่กรรมการบริหาร ต้องการรอให้กรรมการบริหารมาย้ำอีกที
สมาชิกบอร์ดลองพิจารณาบางอย่างเกี่ยวกับบัตรนี้นะครับ
มีประเด็น



มะแอศิษย์บังโม wrote:Torres_No9 wrote:
ถ้างั้นเอางี้ครับบัง เลือกตั้งครั้งนี้ ตัวบัง ญาติพี่น้องบัง เพื่อนฝูงของบัง
บังไปบอกให้กาเบอร์ 10 ให้หมดเลยครับ เพื่อให้มาร์คชนะกลับมาเป็นรัฐบาล
เพื่อรับผิดชอบในสิ่งที่ ปชป ได้ทำไปทั้งหมด ปัญหาใครสร้างก็ให้คนนั้น
เข้าไปแก้เอง กาเบอร์ 10 ครับบัง ++
ไม่เอาหรอกครับ กลัวม๊ากนาซีแกจะอ้างความจำเป็น อ้าวเศรษฐกิโลก อ้างปัญหาน้ำมัน เรื่องลิเบีย ฯลฯ แล้วไปกู้เพิ่มอีกนะซิครับ
แกหาเงินไม่ค่อยจะเป็นอยู่ด้วย เป็นแต่กู้ ๆ![]()
![]()
[/quote]PinkDevil wrote:
ลองดูตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของไทย ย้อนหลังตัวเลข ณ เดือนตุลาคมของทุกปี
หน่วย พันล้านเหรียญสหรัฐ
Year>>>ดุลบัญชีเดินสะพัด>>>>>%GDP
2001>>>>5.114>>>>>>>>>>4.426%
2002>>>>4.685>>>>>>>>>>3.693%
2003>>>>4.784>>>>>>>>>>3.354%
2004>>>>2.767>>>>>>>>>>1.715%
2005>>>-7.642>>>>>>>>>>-4.333%
2006>>>>2.315>>>>>>>>>>1.117%
2007>>>>15.682>>>>>>>>>6.346%
2008>>>>1.633>>>>>>>>>>0.599%
2009>>>>20.291>>>>>>>>>7.687%
2010>>>>11.100>>>>>>>>>3.551%
2011>>>>8.477>>>>>>>>>>2.538% ตัวเลขคาดการณ์โดย IMF
http://www.imf.org/external/pubs/ft/weo ... 41&pr1.y=9
ดุลบัญชีเดินสะพัด = ดุลการค้า(ส่งออก-นำเข้า) +ดุลบริการ (ค่าขนส่ง ท่องเที่ยว)+ รายได้ (รายได้จากการจ้างงาน และผลตอบแทนจากการลงทุนของสินทรัพย์ในต่างประเทศ)
พิจารณาตัวเลขบัญชีเดินสะพัดแล้ว จะเห็นได้ว่าความสามารถในการบริหารงานของทักษิณที่จะทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากต่างประเทศ ต่ำกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์มากๆ แล้วในปี 2005 ที่ทักษิณบริหารอยู่ มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 7.6 พันล้านเหรียญ แล้วภายใต้รัฐบาลสมัคร นอมินีทักษิณเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแค่ 1.633 พันล้านเหรียญเอง
รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เข้ามาตอนที่ตลาดส่งออกหลักของไทยซบเซา แดงมาป่วน ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวไม่ดี แต่ยังสามารถเกินดุลบัญชีเดินสะพัดได้ถึง 20.291 พันล้านเหรียญในปี 2009 และ 11.1 พันล้านเหรียญในปี 2010 และตัวเลขในปี 2011 คือ ตัวเลขที่ทาง IMF คาดการณ์ไว้
ถ้าอย่างนี้บอกว่าอภิสิทธิ์หาเงินไม่เก่ง อย่างทักษิณต้องเรียกว่าหาเงินไม่เป็นเลยแหละ ถ้ามองจากตัวเลข ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนที่ทักษิณธุรกิจที่มีการแข่งขัน ถึงเจ๊งกระจาย



PinkDevil wrote:
ลองมาดูตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบง่ายๆก็คือ เงินออมของประเทศที่อยู่ในรูปทองคำ เงินตราระหว่างประเทศ หลักทรัพย์ในต่างประเทศ ซึ่งเงินในส่วนนี้มีผลต่อความเชื่อมั่นในค่าเงินของประเทศ รวมทั้งไว้หนุนหลังธนบัตรที่พิมพ์ออกมาใช้หมุนเวียนในประเทศ
ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ กุมภาพันธ์ 2544 >>>>>>>33,193.50 ล้านเหรียญสหรัฐ ทักษิณเข้ารับตำแหน่ง
ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ กันยายน 2549>>>>>>>>>61,592.67 ล้านเหรียญสหรัฐ ทักษิณโดนปฏิวัติ
ดังนั้น ภายใต้การบริหารงานของทักษิณ 5 ปี 7 เดือน
ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 28,438.77 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ ตุลาคม 2549>>>>>>>62,302.19 ล้านเหรียญสหรัฐ สุรยุทธ์เข้ารับตำแหน่ง
ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ มกราคม 2551 >>>>>>92,762.28 ล้านเหรียญสหรัฐ สุรยุทธ์เออกจากตำแหน่ง
ดังนั้น ภายใต้การบริหารงานของสุรยุทธ์ ฤาษีเลี้ยงเต่า 1 ปี 4 เดือน
ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 30,467.09 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ มกราคม 2551 >>>>>>92,762.28 ล้านเหรียญสหรัฐ นอมินีทักษิณเข้ารับตำแหน่ง
ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ ธันวาคม 2551 >>>>>>111,008.02 ล้านเหรียญสหรัฐ นอมินีทักษิณออกจากตำแหน่ง
ดังนั้น ภายใต้การบริหารงานพรรคพลังประชาชน 11 เดือน
ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 18,238.74 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ ธันวาคม 2551 >>>>>>111,008.02 ล้านเหรียญสหรัฐ อภิสิทธิ์เข้ารับตำแหน่ง
ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ เมษายน 2554>>>>>> 189,883.65 ล้านเหรียญสหรัฐ
ดังนั้น ภายใต้การบริหารงานของอภิสิทธิ์ 2 ปี 4 เดือน
ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 78,875.63 ล้านเหรียญสหรัฐ
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย
http://www2.bot.or.th/statistics/Downlo ... TH_ALL.XLS
ลองพิจารณากันเองนะคะ ว่าทักษิณเก่งอย่างที่โฆษณาสร้างภาพไว้หรือเปล่า ไม่อยากจะคิดถ้าทักษิณมีตัวเลขเสณษฐกิจได้สูงอย่างที่อภิสิทธิ์ สงสัยคงต้องออก TV pool ประกาศให้สาธารณชนทราบ เหมือนตอนที่มาแหกตาคนไทยเรื่องใช้หนี้ IMF



สมจิต พิษณุโลก wrote:แสดงความคิดเห็นหน่อย เป็นข้าราชการคนหนึ่งจบปโท คงไม่โง่มาก อยากตั้งคำถามว่า 5 ปีที่ผ่านมา ได้อะไรบ้างหลังปฏิวัติ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปบัตร 2ปีกว่า เห็นชัดสุด เรียงแถวซื้อน้ำมันพืช จากขวดละ 30-35บาท เป็น 70-80 บาท (ราคาขายตามอำเภอรอบนอกเขตเมือง ไข่ฟองละ 5 บาท ข้าวแกงบ้านนอกจากจานละ 15-20 บาทเป็น 25-30 บาท ไข่ดาวฟองละ5บาท เป็น 7-10 บาทในระยะเวลาตั้งแต่กุมภาพันธ์ - ปัจจุบัน รัฐบาลประกาศขึ้นเงินเดือนข้าราชการล่วงหน้าตั้งแต่กรกฏาคม 53 ขึ้นจริง ๆ สิ้นเมษายน 54 แต่เงินรอตกเบิกณตอนนี้ยังไม่ได้เลย ชีวิตข้าราชการไทยไม่โกงจะเอาเงินที่ไหนกิน