

Red Baron wrote:ในหลวงครับ
เพราะท่านดับไฟในวันนั้น ในตุลา16
ท่านสั่งให้เปิดประตูวังรับนักศึกษาที่หนีตายว่ายน้ำข้ามคูวังหนีคมกระสุนด้านสะพานเสาวณีย์
ผมฟังเสียปืนและระเบิดอยู่สองวันสองคืน ได้เห็นคนตายต่อหน้าและอาคารโดนเผาทีละหลัง
พอในหลวงออกมาทรงห้ามปรามและสามผู้ปราบนักศึกษาด้วยปืนบินออกไปเมืองนอก ถนนราชดำเนินก็กลับเงียบสงบอีกครั้งด้วยพระบารมี
พวกปี 16 แม้จะมีความคิดเหมาอิสซ้ายจัด แต่ไม่เคยมีใครพูดว่าร้ายในหลวง แต่พวกปี19 บางตัวมัน........ระยำแท้
cameronDZ wrote:พลเอกกฤษณ์ สีวะรา
(ลุง)ถึก สไลเดอร์ wrote:cameronDZ wrote:พลเอกกฤษณ์ สีวะรา
พลเอก กฤษณ์ สีวะรา มีข่าวลือว่า มีคนแอบใส่ยาพิษ
ในถุงน้ำเกลือ จนเดดสะมอเร่
คาเมฯอย่าอมภูมฺิ รีบเล่าให้ฟังเสียดีๆ....เอิ้กกกกก
![]()
![]()
![]()
![]()



himitsu wrote:พอดีสะกิดใจนิดหน่อย รู้สึกว่า คนในเหตุการณ์ ช่วงนั้น
ตอนนี้ ต่างก็แยกไปตามเหตุปัจจัยของตัวเอง
บางคนกลับไปเข้าข้างทุนนิยมสามานย์แบบทักษิณ
บางคนก็หันไปทำธุรกิจ บางคนไปสอนหนังสือ บางคนก็ยังมีความหลังฝังใจ และพยายามล้มล้างในสิ่งที่ตนเคยเกลียดอยู่ต่อไป
แต่คนทีเรานับถือมีอยู่สองคน
สองคนแรกคือ อาจารย์เสกสรรค์ และคุณจีระนันท์
ไม่ค่อยได้อ่านงานของอาจารย์ในช่วงนี้เท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้อาจารย์ทำงานการเมืองอะไรบ้าง นอกจากสอนหนังสือที่รัฐศาสตร์
แต่ที่ผ่านมา จะตามอ่านพ็อกเกตบุ๊คของท่านตลอด
หนังสือของอาจารย์ทำให้เราได้เข้าใจช่วงเหตุการณ์ตอนนั้นมากขึ้น่
เรียกว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เราตามอ่าน ...
งานช่วงที่ผ่านมาของอาจารย์ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องชีวิต จักรวาล การดำรงอยู่มากกว่า
เหมือนอาจารย์จะรู้สึกว่าปลงๆกับชีวิต
ไปแสวงหาเรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการเมือง แต่ก่อนเหมือนจะเคยอ่านหนังสือเจอว่า
อาจารย์จะไม่ยอมคุยเรื่องการเมืองเลย
เราทำงานใกล้ๆกับแถวๆสนามหลวง นานมากแล้ว เคยเห็นอาจารย์มาเดินออกกำลังกาย
แกตัวสูงใหญ่มากเลย แต่แอบขำที่เห็นอาจารย์ เอาผ้าขาวม้าคาดหัวแล้วก็เดินๆๆๆๆ
เราไม่กล้าไปบอกว่า หนูเป็นแฟนหนังสือของอาจารย์ค่ะ ได้แต่ยืนมองห่างๆด้วยความชื่นชม
ส่วนท่านที่สามนี้
เป็นอีกท่านหนึ่งที่ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม และเรานับถือสูงสุด และเราถือว่า (เฉพาะตัวเราเอง) เป็นบุญของสังคมไทยมากตอนนี้
ที่มีท่านที่ให้ความรู้ และสั่งสอนถึงวิถีของปัญหาที่แท้ของมนุษย์แท้จริง คืออะไร ไม่ใช่ระบบการเมือง การปกครอง
แต่จริงๆแล้ว ก็คือ กิเลสในใจของมนุษย์ทุกคนนั่นเอง
นั่นก็คือ หลวงพ่อปราโมช ปราโมชโช ค่ะ
ท่านเคยเขียนเล่าประวัติของตัวเอง ไว้ว่า
" จบแล้วเรียนตรี - โทที่คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ในช่วงที่เรียนปริญญาตรีนั้นเข้าร่วมกิจกรรมกับศูนย์นิสิตโดยตลอด
งานหลักไม่ใช่การเรียนหนังสือแต่ได้แก่งานล้มรัฐบาลในช่วง 14 ตุลาคม หลังจากนั้นก็ออกชนบทในฐานะผู้ประสานงานของศูนย์นิสิต
จะว่าเป็นบุญก็คงได้ครับเพราะชนบทที่เลือกไปนั้นคือภาคอีสาน นับจากนั้นเป็นต้นมาก็คุ้นเคยกับภาคอีสาน แล้วเป็นโอกาสให้เข้าไปศึกษาธรรมตามวัดป่าในเวลาต่อมา
ต่อมาเกิดไปคลั่งลัทธิวัตถุนิยมเข้าอย่างแรงครับ ได้ศึกษาลัทธิมากซ์กับกรมการเมืองและกรรมการกลางพรรคบางคน
แต่ไม่ว่าจะศึกษาอย่างไรใจก็ไม่เชื่อว่าจะเหมาะกับเมืองไทย"
--------------------------------------------------------------
ช่วงนี้เราอ่านงานของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมฯอยู่เหมือนกัน บางทีเราก็ไปกวนโอ๊ย อาจารย์ด้วย
(ขออภัยด้วยนะคะ ว่ากันตามจริง หนูอายุน้อยกว่าอาจารย์ ก็ไม่น่าไปพูดแบบนั้น
เวลาที่อาจารย์บอกว่าเราโง่ พวกทาสไพร่ความคิด พวก ฯลฯ
พอดีวันนี้เปิดไปอ่านเจอที่หลวงพ่อปราโมช เขียนไว้นานมาก ครั้งยังเป็นฆราวาส โดยใช้ชื่อสันตินันท์
ก็เลยสะกิดใจขึ้นมา
เรื่อง ผู้เกิดมาเป็นทาส
ผมเคยพิจารณาเรื่องนี้มานานแล้วว่า
ทำไมผู้คนตั้งมากมายจึงหาที่สนใจการปฏิบัติยากนัก
ก็พิจารณาเห็นว่า เพราะส่วนส่วนมากไม่รู้ว่าตนกำลังถูกจองจำอยู่
ไม่รู้ว่า ตนกำลังเป็นทาสอยู่
แต่คิดว่าตนเป็นไทแก่ตัว
เหมือนคนที่เกิดมาติดคุก หรือติดเกาะอยู่สักแห่งหนึ่ง
ไม่เคยรู้จักโลกภายนอก ไม่เคยกระทั่งจะจินตนาการถึงโลกภายนอก
ก็คือว่า โลกมีแค่สิ่งที่ตนรู้เห็นเท่านั้น
เขาย่อมไม่มีความคิด หรือความพยายามที่จะหักกรงขัง หรือหาทางออกจากเกาะนั้น
คนในโลกส่วนมากก็ยอมจำนนอยู่กับโลก เพราะไม่รู้ว่า ยังมีสิ่งนอกเหนือออกไปอีก
เมื่อเกิดมาก็เรียนหนังสือ เรียนจบก็หางานทำ
แล้วก็มีครอบครัว มีลูกหลาน แล้วก็ตายไป
ต่างคนต่างจำเป็นต้องทำตามอย่างคนอื่นๆ
เพราะไม่รู้ว่า ยังมีสิ่งที่ดีๆ อื่นๆ อีกในชีวิตนี้
อนึ่ง คนส่วนมากมีมานะอัตตารุนแรง
รู้สึกว่าตนเองเก่ง แน่ ไม่มีใครบังคับได้
เขาไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า ในความจริงแล้ว
เขาตกเป็นทาสของตัณหา ถูกตัณหาควบคุมบังคับสั่งการอยู่แทบทั้งวัน
เพียงแต่นายทาสคนนี้ฉลาดแสนฉลาด
มันปกครองทาสของมันด้วยการทำให้ทาสหลงผิดว่าตนเองเป็นไท
จนทาสบางคนคิดว่าตนเป็นเจ้าโลก
ทั้งที่ถูกเขาจูงจมูกอยู่ต้อยๆ ทั้งวัน
ผู้ได้ฟังธรรมของพระศาสดา
เกิดความรู้ตัวว่าตนติดคุกอยู่ ตนกำลังเป็นทาสอยู่
ก็ย่อมหาทางหนีออกจากที่คุมขัง หนีจากนายทาสผู้ทารุณร้ายกาจ
ที่เลี้ยงทาสไว้เพื่อฆ่าทิ้งตามอำเภอใจเมื่อถึงเวลาหนึ่ง
ธรรมที่กล่าวมานี้จึงสอดรับกับธรรมที่คุณดังตฤณกล่าวไว้
คือจะทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
ก็ต้องรู้ตัวว่าทำเพื่อการปลดแอกตนเอง
เพื่อความเป็นอิสระ เพื่อความหลุดพ้น
เพื่อความดับสนิทแห่งทุกข์หรืออนุปาทาปรินิพพาน
ไม่ใช่เพียงแค่ทำทานตามๆเขา รักษาศีลตามๆเขา เจริญภาวนาตามๆเขา
เหมือนที่เรียน ทำงาน มีครอบครัว เลี้ยงลูกหลาน
แล้วก็ตายตามๆเขามานับภพนับชาติไม่ถ้วนนั่นเอง
โดยคุณ สันตินันท์วัน อาทิตย์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2542 15:37:05
--------------------------------------------------------
สรุปแล้ว มนุษย์ทุกคนล้วนแต่เป็นทาสทัง้นั้นใช่มั้ย
ไม่ว่าเราจะอยู่ในระบบการปกครองแบบไหนก็ตาม ....

ที่ผ่านมาเหตุการณ์อย่างรัฐประหาร 2549 ดูเหมือนเหลือเชื่อ นึกไม่ถึงว่าจะเกิด แต่ถ้าเราไปพิจารณาดูดีๆ จะเห็นว่าเหตุการณ์นำร่องคือความผิดพลาดล้ทเหลวของผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งก็คือผู้นำที่มาจากภาคธุรกิจทำให้เกิดช่องโหว่ในเรื่องการนำ สุดท้ายผู้นำจากระบบราชการเขาก็กลับคืนมาใช้ประโยชน์จากช่องว่างตรงนั้น
ทีนี้จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต มันมีสองทางเลือกเท่านั้น หนึ่ง คุณต้องทำให้นักการเมืองพลเรือนมีประสิทธิภาพ สถาปนาการนำได้อย่างถูกต้อง ลึกซึ้ง และยั่งยืน แก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองได้สำเร็จ เพราะความชอบธรรมของผู้นำแบบนั้นจะนำไปสู่ความยั่งยืนของตัวระบอบประชาธิปไตยด้วย ถ้าเขาพลาด ระบอบก็ล้ม นั่นคือทางเลือกที่หนึ่งว่าทำอย่างไรให้ผู้นำจากการเลือกตั้งเป็นผู้นำที่เก่งกล้าสามารถและเป็นคนซื่อสัตย์ ซึ่งตรงนี้คิดกันจนหัวแทบผุแล้ว ลองมาหลายแบบแล้ว ก็ยังไม่สำเร็จเสียที
อีกทางหนึ่งก็คือว่า ถ้ายังไม่มั่นใจว่าจะทำแบบแรกได้สำเร็จ ก็ต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้นำมาจากหลายทาง มาจากการเลือกตั้ง มาจากธุรกิจภาคเอกชนก็ได้ ผสมผสานกับผู้นำที่มาจากการแต่งตั้ง หรือมาจากกลไกรัฐที่มีอยู่ก็ได้ ฟังดูบางคนเขาอาจจะด่าผมว่า นี่บิดเบือนหลักการประชาธิปไตยแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็คงต้องขอบอกว่า หลักการประชาธิปไตยความจริงเราเขียนขึ้นเองทั้งนั้น อย่าไปยึดติดกับรูปกับนามมากเกินไป เพราะจริงๆแล้วเนื้อในของสังคมไทยโดยตัวมันเองไม่ได้เปลี่ยนมากมายอะไร คุณเพียงแต่ยัดมันเข้าไปในหีบห่อที่เรียกว่าประชาธิปไตยบ้าง เผด็จการบ้าง มันเป็นเพียงชื่อที่เราตั้งกันในแต่ละช่วงเวลา พอเอาสิ่งเหล่านี้มาครอบสังคมไทยอย่างลงตัวบ้างไม่ลงตัวบ้าง เราก็พานโกรธว่ามันไม่เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้ อันที่จริงมันไม่เป็นอะไรสักอย่างนอกจากเป็นตัวมัน มันคลี่คลายไปเรื่อยๆ
อย่างในเวลานี้ถามว่า เป็นระบอบเผด็จการเต็มรูปเหมือนอย่างที่เราเคยเห็นมาในอดีตหรือเปล่า? ก็ไม่ใช่...เช่นเดียวกับสภาพก่อนหน้ารัฐประหาร 19 กันยายน ถามว่ามันเป็นประชาธิปไตยตามอุดมคติที่ฝันถึงตอน 14 ตุลาคมหรือเปล่า? ก็ไม่ใช่อีก...แต่ถ้าถามต่อไปอีกว่าความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังรัฐประหารนั้นมากแค่ไหน? คำตอบคือไม่มากเท่าไหร่โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ระหว่างคนมีอำนาจกับคนไม่มีอำนาจ มันก็เหมือนเดิม แค่เปลี่ยนตัวบุคคลจำนวนหนึ่งเท่านั้น
ในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นคุณจะปฏิเสธความจริงเกินไปก็ไม่ได้ ครั้นเอามาเฉพาะความจริงล้วนๆ ก็ซอยเท้าอยู่กับที่ ไม่ต้องไปถึงไหน มันจะต้องมีพอดีพองามระหว่างความเป็นจริงกับอุดมคติ
ถ้าเราจะร่างรัฐธรรมนูญใช้เอง เราจะทำอะไรที่เป็นการสร้างสันติสุขให้กับประเทศเรา อะไรที่มันตรงกับความเป็นจริงของเราก็ทำไปเถิด ไม่ต้องไปเสียเวลาคำนวณว่ามันจะถูกใจตะวันตกหรือไม่ พูดอย่างนี้ไม่ใช่ชาตินิยมหรอกนะ ชาตินิยมแบบคับแคบผมไม่ชอบ แต่พวกเพ้อเจ้อบ้าทฤษฎี ผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน คือเราควรอยู่กับความเป็นจริง


Oriland wrote:14 ตุลา 16 ผมชอบ จอมพลถนอมครับ
6 ตุลา 19 ชอบสมัครครับ
พฤษภา 35 ชอบ สุจินดา มากๆ
7 ตุลา 51ชอบ สมชาย สุชาติ เหมือนแก้ว อำนวย นิ่มมโน มากๆครับ
ที่กล่าวมาทุกอย่างประชดหมดเลย
Canthai wrote:อืมม...คนรุ่น 14ตุลา 16 อย่าไปปิดกั้นแค่ แกนนำแบบธียุทธ์ บุญมี หรือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
หรือแกนนำ เรียกร้องรัฐธรรมนูญ 13 คน ยังมีอีก 99 คน ที่ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ฯลฯ
.....................................................................................................
สื่อมวลชน คือ กระบอกเสียงของฝ่ายโค่นล้มเผด็จการ...( ไม่ทราบว่ามีคนทำรายงานเรื่องสื่อมวลชนกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไว้แล้วหรือไม่ )
ทั้งลุงอุทธรณ์ พลกุล หรือแม้แต่ อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช , สส.ฝ่ายค้านในสภา ที่ถูกการปฏิวัติยกเลิกสภาที่มาจากการเลือกตั้งเหล่านั้นอีก ฯลฯ
หากจะพูดว่า ใครคือคน 14 ตุลา 16
ผมก็ต้องบอกว่า ประชาชนทุกหมู่เหล่าก็ว่าได้
ผมถึงบอกว่า เสกสรรค์ - ธีรยุทธ เป็นเพียงปลายยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น