การออกแถลงการณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีถึงสื่อต่างประเทศ เกี่ยวกับคดีที่ดินรัชดาฯที่ตนเองถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองของไทยพิพากษาให้จำคุก 2 ปี ว่าเป็นเรื่อง "การเมือง"นั้น เป็นการพูดที่เอาดีใส่ตัวและขาดจากความรับผิดชอบโดยแท้
ที่ว่า "เอาดีใส่ตัว " เพราะว่านอกจากจะพยายามทำให้คนทั่วไปเห็นว่า ตนเองไม่ได้ทำอะไรผิดแล้ว... การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดย้ำมาหลายครั้งว่าที่ตนเองถูกดำเนินคดีมีสาเหตุมาจาก"การเมือง " ก็เพื่อหวังที่จะให้ประเทศอังกฤษที่ตนเองพำนักอยู่ ไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน มาให้ประเทศไทยดำเนินคดี อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการขอลี้ภัยของตนเองอีกด้วย
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังบอกว่า ตนเองรู้สึกสับสนกับการถูกตัดสินว่ากระทำผิด เพราะไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการทุจริตคอรัปชั่น
ซึ่งนั่นหมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เข้าใจในเรื่องของ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ที่เกี่ยวกับเรื่อง "จริยธรรมของนักการเมืองที่ดี " ที่ควรมี
และเชื่อได้จริงๆว่า พ.ต.ท. ทักษิณ คงไม่เข้าใจในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เห็นได้จากพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรี จะมีปัญหาในเรื่องนี้ตลอด
และถือว่าเป็น"จุดอ่อน"สำคัญที่ทำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ต้องกระเด็นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มักพูดเสมอว่า ตนไม่ได้ทำอะไรผิด เหตุก็เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ แยกไม่ออกว่าเมื่อตนเองก้าวมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จะทำเหมือนกับตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักธุรกิจ ไม่ได้อีกต่อไป
เพราะจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนบุคคลขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือที่เรียกกันว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อน" นั่นเอง
และเรื่องนี้เองเป็นหัวใจของคำพิพากษาในคดีที่ดินรัชดาฯ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ฝ่าฝืนมาตรา 100 ของ พ.ร.บ. ปปช. พ.ศ. 2542 ที่มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิให้แสวงหาประโยชน์จากหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในอำนาจกำกับดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของตนเอง
เพราะการปฏิบัติหน้าที่หรือวินิจฉัยสั่งการหรืออำนาจที่ตนมีอยู่ เหนือหน่วยงานของรัฐ อาจส่งผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อการใช้ดุลพินิจ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในหน่วยงานของรัฐนั้นๆ อันจะก่อให้เกิดการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของตนกับผลประโยชน์ของรัฐ หรือก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความซื่อสัตย์สุจริต ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนได้
สำหรับคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดาฯ ถือว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์คดีแรก ที่มีการลงโทษนักการเมืองที่มีตำแหน่งสูงสุด จึงเป็น"บทเรียน" สำหรับพวก"นักการเมือง" ทั้งหลายว่า อย่าได้คิดหาผลประโยชน์เข้าตัวเป็นอันขาดหรือใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาผล ประโยชน์และยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานว่านักการเมือง ต้องมีธรรมมาภิบาล มีคุณธรรมและจริยธรรม อีกด้วย
อย่างไรก็ตามแม้ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ จะพยายามโจมตีศาลไทยผ่านทางสื่อต่างๆทั้งไทยและเทศ แต่ก็ไม่มีทางที่จะทำให้ต่างชาติหรือคนไทย ลดความเชื่อถือศาลไทยหรือเคลิ้มตาม พ.ตท.ทักษิณ อย่างแน่นอน
เพราะระบบของศาลไทยเป็นไปตามระบบสากลโลกและมีความน่าเชื่อถือที่สุดแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่มีคำว่า "ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน "
และหากพ.ต.ท. ทักษิณ ยังไม่เข้าใจว่า ทำไมตนเองจึงผิด ก็ขอให้ไปอ่านคำพิพากษาของศาลให้ละเอียดดีกว่าที่จะออกมาโวยวาย
โดยเฉพาะคำพิพากษาที่ว่า.." ขณะนั้นจำเลย เป็นนายกรัฐมนตรี มีฐานะมั่งคั่ง มีอำนาจและบารมีทางการเมืองสูง เป็นที่ยอมรับทั้งในคณะรัฐมนตรีที่ร่วมรัฐบาลและประชาชนจำนวนมาก หากพิจารณาในด้านของธรรมาภิบาลแล้ว บุคคลผู้เป็นนายกรัฐมนตรีรวมถึงภริยาและบุตร ไม่สมควรที่จะเข้าไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลและรับผิดชอบอยู่ "
และ.." ขณะเกิดเหตุ จำเลยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมาย ไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชน แต่จำเลยกลับฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งที่จำเลยเป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องกระทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ประพฤติตนในสิ่งที่ดีงามตามจริยธรรมของนักการเมืองให้เหมาะสมกับที่ได้รับ ความไว้วางใจในตำแหน่งหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้ จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำเลย"
ซึ่งหาก พ.ต.ท. ทักษิณ มีสติและรับฟังคำพิพากษา ก็จะเข้าใจได้ว่า การเป็น "นักการเมือง" ไม่ได้เป็นเหตุผล ที่ทำให้พ.ต.ท. ทักษิณ ต้องรับโทษ อย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้าง
แต่การกระทำของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่เอื้อประโยชน์ให้กับญาติมิตรและพวกพ้อง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรมของนักการเมืองที่ต้องมีต่างหาก ที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องติดคุก



