
antiseptic wrote:เงินเดือนต้องทำงานทั้งเดือนถึงจะได้
ส่วนรายได้ บางครั้งแค่มาเย้วๆเค้าก็แจกวันละ 500
จังหวะดีๆยังได้ iPhone4 เอ๊ย! ประชาธิปไตย กลับไปเป็นรายได้เสริมอีกด้วย

sanskrit_shower wrote:....
แต่อาจจะมีคำถามว่าทำไมการขึ้นเงินเดือนต้องขึ้นทั้งระบบ จะขึ้นเฉพาะคนเงินเดือนน้อยกว่า 15000 ได้หรือไม่ เรามาช่วยกันคิดมั้ยครับ ว่าทำได้หรือไม่
sanskrit_shower wrote:ประเด็นนี้รัฐบาลคุณปู อาจนำไปใช้ประโยชน์ในการเลี่ยงบาลีว่าเพิ่มรายได้แทนการเพิ่มเงินเดือน ซึ่งมีผลต่างกันมากราวฟ้ากับเหว
ยกตัวอย่าง
หากเพิ่มรายได้ให้อย่างน้อย 15000 บาท สามารถทำได้โดยการจ่าย ส่วนต่าง ให้เฉพาะกับคนที่มีเงินเดือนไม่ถึง 15000
ทำให้คนคนนั้น มีเงินเดือนเท่าเดิม แต่รายได้ 15000และจะใช้งบประมาณน้อยกว่าการเพิ่มเงินเดือนที่ต้องเพิ่มทั้งระบบอย่างมากมาย
แต่อาจจะมีคำถามว่าทำไมการขึ้นเงินเดือนต้องขึ้นทั้งระบบ จะขึ้นเฉพาะคนเงินเดือนน้อยกว่า 15000 ได้หรือไม่ เรามาช่วยกันคิดมั้ยครับ ว่าทำได้หรือไม่

นโยบายเร่งด่วน
1.7.2 เพิ่มรายได้รายวันสำหรับแรงงานเป็นวันละ 300 บาท และรายเดือนของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท
sigree wrote:งั้น
หากผมจ่ายคนงานวันละ 250 บาท 8 ชม
แต่ให้ทำ OT อีก 3 ชม ต่อวัน แล้วเพิ่มให้อีก 50 บาท
เท่ากับผมได้ให้คนงานมีรายได้ 300 บาทต่อวันใช่ไหม?
นั้นหมายถึงงานที่เพิ่มสิ ไม่ใช่เท่าเดิมแต่ได้เพิ่ม
สมมุติผมจ่ายคนงาน 10 คน คนหนึ่งทำงาน 8 ขม ต่อวัน มีเวลาทำงานรวมต่อวัน 80 ชม
จ่ายคนละ 250 บาท 10 คน ตกวันละ 2 500 บาท
หากยึดกฏว่ารายได้ ไใช่ค่าแรงขั้นต่ำ ผมให้ออกไป 3 คน เหลือ 7 คน แต่ให้ทำ OT อีก 3 ชม ต่อวัน
คนหนึ่งทำงาน 11 ขม ต่อวัน มีเวลาทำงานรวมต่อวัน 77 ชม(ต่างจากของเดิม 3 ชม)
จ่ายคนละ 300 บาท 7 คน ตกวันละ 2 700 บาท
หนทางรอดทางธุรกิจเลยนะนั้น
3สูตรปรับเงินเดือนป.ตรี แก้โครงสร้างขึ้นค่าครองชีพให้ถึง15,000บาท
สำนักงบประมาณ ไอเดียสุดบรรเจิด ชูโมเดลสิงคโปร์ สนองรัฐบาล"ยิ่งลักษณ์1"ปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการใหม่ "ตามมูลค่ารับราชการ"ชี้เป็นการเอาเงินอนาคตแบบไม่มีดอกเบี้ยมาใช้ก่อน
ด้าน "กรมบัญชีกลาง"หนุนข้อดีกระทบงบแค่ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนการปรับขึ้นเงินเดือน ต้องใช้งบสูง อีกทั้งอาจต้องตัดสิทธิสวัสดิการขรก. ที่ผูกกับเงินเดือน ขณะที่สบน.หนุนควรดำเนินการ เพราะจะทำให้ฐานภาษีรัฐโตตาม
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ" ถึงกรณีการปรับขึ้นเงินเดือน ปริญญาตรี 15,000 บาท ตามนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลว่า สำนักงบประมาณได้เตรียมพร้อมเสนอแนวคิดการปรับโครงสร้างเงินเดือนใหม่ ที่เรียกว่า "การปรับโครงสร้างเงินเดือนให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน"ให้กับรัฐบาลเพื่อนำไปพิจารณา ซึ่งเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับการจัดทำระบบบัญชีเงินเดือนข้าราชการใหม่ทั้งระบบ " ตามมูลค่ารับราชการ"
โดยรูปแบบที่ศึกษานั้นมีต้นแบบมาจากโครงสร้างเงินเดือนจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งแนวทางการปรับโครงสร้างเงินเดือนใหม่ดังกล่าวได้มีการปรึกษากับนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง และเลขาธิการ สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) รับไปพิจารณาแล้ว"
++ชูต้นแบบโมเดลสิงคโปร์
ผู้อำนวยการสงป. กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเงินเดือนของข้าราชการจะเริ่มต้นที่เดือนละ 8,000 บาท และจะปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี จนถึงระดับของการดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับสูงสุดที่เดือนละ 70,000 บาท หากพิจารณาเส้นกราฟปัจจุบันจะเห็นว่า อยู่ในลักษณะที่ค่อนข้างชันมาก คือ เริ่มต้นที่เงินเดือนน้อยๆ และขึ้นไปจนถึงเงินเดือนสูงสุดในช่วงก่อนวัยเกษียณ ซึ่งภายใต้แนวคิดใหม่ที่ต้องการจะให้มีการปรับเปลี่ยน คือ จะทำให้เส้นกราฟเงินเดือนของข้าราชการใหม่ อยู่ในลักษณะที่ลาดมากขึ้น เพื่อสอดรับกับนโยบายเพิ่มเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรีจบใหม่ที่ 15,000 บาทของรัฐบาลใหม่ ลักษณะเป็นการเริ่มต้นเงินเดือนในอัตราที่สูง แต่การปรับขึ้นเงินเดือนในแต่ละปีจะอยู่ในลักษณะการปรับขึ้นในอัตราที่ลดลง
"กล่าวคือในช่วงต้นวัยทำงานการปรับขึ้นเงินต่อปีจะปรับในอัตราที่สูง เพราะถือเป็นช่วงการสร้างตัวและมีภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ต้องการมีเงินเดือนมากและปรับขึ้นไว แต่พอถึงจุดหนึ่ง คือเมื่ออายุการทำงานนานขึ้น การปรับขึ้นเงินเดือนจะมีอัตราน้อยและช้าลงอาจขึ้นเงินเดือนไม่ถึง 1%" นางสาววลัยรัตน์กล่าวและว่า
เมื่อเทียบกับการปรับขึ้นเงินเดือนในปัจจุบัน คือ เมื่ออายุรับราชการนานมากขึ้น การปรับขึ้นเงินเดือนก็มากด้วย และเมื่อถึงวัยเกษียณก็จะมีเงินมาก ขณะที่รายจ่ายก็น้อยลงแล้ว ดังนั้น ฐานเงินเดือนไม่ว่าจะเข้าก่อนหรือเข้าหลังจะเหมือนกัน แค่ต่างกันตรงจุดเริ่มต้น และตอนจบ ทั้งนี้ การปรับขึ้นเงินเดือนวิธีใหม่ดังกล่าวจะเป็นการเอาเงินในอนาคตแบบไม่มีดอกเบี้ยมาใช้ก่อนนั่นเอง
นางวลัยรัตน์ ยังกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ถ้าใช้รูปแบบของการปรับโครงสร้างเงินเดือนให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในแนวทางดังกล่าวนั้น ระยะแรกอาจจะมีผลกระทบต่อภาระงบประมาณ ส่วนจะมากและนานเท่าใดนั้น คงต้องรอดูนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะใช้นโยบายเงินเดือนข้าราชการ 15,000 บาท กับคนที่เข้าทำงานใหม่หรือคนที่ทำงานอยู่เดิมด้วย อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว คาดว่าไม่น่าจะกระทบกับงบประมาณมากนัก เนื่องจากคงจะเท่ากับงบประมาณรายจ่ายเงินเดือนที่ต้องจ่ายอยู่ในระบบปัจจุบัน
"นโยบายดังกล่าวจะทำให้ข้าราชการมีความกระตือรือร้นมากขึ้น เพราะในช่วงที่สร้างตัวเงินเดือนพอใช้ไม่ต้องไปหาเงินพิเศษทำ เนื่องจากมีเงินพอใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าศึกษาของบุตร แต่พอเขาอายุ 50 ปีขึ้นไป ลูกๆก็ทำงานหมดแล้ว ทุกอย่างไม่เดือดร้อน" นางวลัยรัตน์ กล่าว
นอกจากนี้ หากใช้แนวคิดดังกล่าว จะเป็นการแยกบัญชีเงินเดือนระหว่างข้าราชการที่เข้าใหม่ซึ่งได้รับเงินเดือน 15,000 บาท กับคนที่รับราชการมาก่อน เช่น คนเข้าใหม่ด้วยเงื่อนไขเงินเดือน เริ่มต้นที่ 15,000 บาท ก็จะเดินหน้าขยับเงินเดือนไป แต่คนที่เข้ามารับราชการก่อนแล้ว ก็จะมีการปรับให้เป็นธรรมและใช้อัตราของการปรับขึ้นเงินเดือนที่มากและรวดเร็ว ซึ่งจะแตกต่างจากกลุ่มที่เริ่มต้นด้วยเงินเดือน 15,000 บาท เช่น หากเงินเดือนข้าราชการเริ่มต้นที่ 15,000 บาท ก็จะไปสิ้นสุดที่ 40,000-50,000 บาท ขณะที่หากข้าราชการเก่าที่เริ่มต้น 8,000 บาท เงินเดือนสูงสุดก็จะอยู่ที่ 70,000 บาท
++แจงข้อดีใช้งบแค่ 3-4 หมื่นล.
สอดรับกับนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ที่กล่าวว่า ปัจจุบันมี 3 แนวทาง สำหรับการปรับโครงสร้างเงินเดือนให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ได้แก่ 1. การปรับขึ้นเป็นค่าครองชีพ 2.การปรับขึ้นเป็นเงินเดือน 3.การปรับขึ้นตามมูลค่ารับราชการ ขณะที่กรมบัญชีกลาง ประเมินแนวทางการปรับขึ้นเป็นค่าครองชีพนั้นจะใช้งบประมาณเพียง 10,000 ล้านบาท ส่วนรูปแบบที่ 2 จะใช้งบประมาณมากที่สุด และต้องปรับระบบเงินเดือนใหม่ทั้งหมด เนื่องจากรูปแบบนี้จะกระทบต่อสิทธิสวัสดิการที่ผูกกับเงินเดือน เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.)ซึ่งต้องปรับอัตราเพิ่มขึ้นด้วยตามเงินเดือนที่ปรับขึ้น
ส่วนแนวทางสุดท้าย "การปรับขึ้นตามมูลค่ารับราชการ"นั้นมีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะในระยะยาวใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นไม่มาก โดยกำหนดเงินเดือนทุกคนที่จบปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 15,000 บาท จากเดิมเริ่ม 8,700 บาท รวมค่าครองชีพพิเศษอีก 2,000 บาท หรือปรับเงินเดือนคนกลุ่มนี้ขึ้นอีก 5,000 บาท ขณะเดียวกันกำหนดเงินเดือนเริ่มต้นปริญญาโทและปริญญาเอกใหม่ที่เพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้งการปรับขึ้นเงินเดือนแต่ละปี จะกำหนดอัตราสูงในช่วงอายุราชการน้อยและเฉลี่ยลดลงจนถึงครบอายุราชการที่ 60 ปี อีกทั้งแนวทางการปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาทตามที่ สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ประเมินงบประมาณที่ต้องใช้ไว้ที่ 30,000-40,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันข้าราชการนอกจากได้รับเงินแล้วยังได้ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีตามผลงานเฉลี่ยที่ 2% หากผลงานดี 4% และสูงสุด 6% และจะมีเงินเดือนถึง 15,000 บาท ต้องมีอายุราชการ ทำงานถึง 8 ปี ดังนั้น ข้าราชการที่ได้รับเงินเดือน 15,000 บาทในปัจจุบัน รวมถึงคนที่จบปริญญาโทและปริญญาเอก ต้องใช้วิธีการปรับเงินเดือนขึ้นเป็นครองชีพตามแบบที่ 1 ควบคู่ไปด้วยเพื่อไม่ให้คนกลุ่มนี้เสียสิทธิ
"ขณะนี้สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ ยังรอรัฐบาลใหม่เรียกประชุมหารือ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะกรรมการเงินเดือนแห่งชาติ เพื่อหาข้อสรุปว่าจะใช้แนวทางใดและแก้ไขกฎหมายบัญชีเงินเดือน กำหนดนโยบายที่ชัดเจน"
++ชี้รัฐได้กลับคืนรูปของภาษี 5%
เช่นเดียวกับนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง ที่ระบุว่า เชื่อว่านโยบายปรับขึ้นเงินเดือนดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่องบประมาณแน่นอน แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าเมื่อมีการปรับขึ้นเงินเดือนแล้ว ฐานภาษีจะต้องเติบโตขึ้นตามไปด้วย และจะช่วยให้มีกำลังการใช้จ่ายในระบบเพิ่มขึ้นมา โดยรัฐก็จะได้กลับคืนมาในรูปแบบของภาษี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนได้รับเงินเดือนอยู่ที่ 10,000 บาท เมื่อปรับขึ้นเป็น 15,000 บาท รัฐก็จะได้รับกลับคืนมาในรูปของภาษี 5% จากจำนวนเงิน 5,000 บาทที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะนำเข้ามาสู่ระบบ นั่นคือมีการจ่ายไปแล้วมีการกลับคืนมา
ทั้งนี้ สบน.มองว่าการปรับขึ้นเงินเดือนดังกล่าว เป็นสิ่งที่ควรจะต้องดำเนินการ เนื่องจากปัจจุบันรัฐ ไม่สามารถที่จะบีบให้ผู้ที่จบปริญญาตรีมาใหม่ได้รับเงินเดือนอยู่เพียงแค่ 7,000-8,000 บาทได้ เพราะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และหากเทียบกับลงทุนที่ได้เรียนมาจนจบ เห็นว่าไม่คุ้มค่ากับอัตราค่าจ้างที่ได้รับแม้แต่น้อย หากมองจากระบบราชการปัจจุบันที่ผู้จบปริญญาตรีได้รับค่าจ้าง ขณะนี้รัฐก็พยายามที่จะเพิ่มขึ้นให้ได้รับเงินเดือนอยู่ที่ 10,000 บาท เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ได้รับเงินเดือนไม่เหมาะสมกับความรู้ที่ได้เรียนมา เช่น จบปริญญาโทแต่ได้รับเงินเดือนอยู่ที่ 12,000 บาท
ก่อนหน้านี้ นายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) เคยกล่าวว่าได้จัดทำข้อมูลรองรับการปรับฐานเงินเดือน 15,000 บาทให้กับทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ซึ่งในทางปฏิบัติต้องแก้ไขพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการ บัญชีแนบท้ายซึ่งปรับฐานเงินเดือนที่เกิน 10% ต้องเสนอร่างกฎหมายเข้าสภา ถ้ากฎหมายมีผลบังคับใช้ทัน 1 ตุลาคม 2554 จะต้องใช้งบประมาณ 65,000 ล้านบาทเพราะเป็นการใช้งบ 12 เดือน แต่ถ้าเริ่มเดือนมกราคม 2555 ก็จะเหลือ 9เดือนหรือหากเริ่มปรับเดือนเมษายน 2555 จะใช้งบที่ลดเหลือเพียง 6 เดือน อีกทั้งยังมีปัญหาที่ต้องศึกษากรณีผลกระทบข้าราชการที่รับราชการมาก่อน เพราะคนเข้าใหม่จะมีเงินเดือนสูงกว่าเดิม 64%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,657
31 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

DarkSwan wrote:^
^
ฟังเข้าทีดีเหมือนกันครับ เริ่มต้นเงินมาก แล้วขึ้นเงินเดือนน้อยกว่าเดิมพอถึงพีคสุดเปอร์เซนต์การเพิ่มก็ค่อยๆ ลดลงเนี่ย น่าจะเป็นไปได้จริงครับ
แต่ก็จะต้องเสียภาษีมากขึ้นล่ะนะ (เพราะรายได้ต่อปีถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีเร็วขึ้น)
ก็ไม่เป็นไรถือว่าทำหน้าที่ประชาชนที่ดี
ปล. คุณ Sigree 300*7 = 2,100 บาทครับ
ถ้าจะเอา 2,700 คุณให้ออกคนเดียวก็พอ (300*9)
หรือไม่ก็ 2,400 คุณก็ให้ออก 2 คนครับ (300*8)