phoebus wrote:ถ้าจะพูดถึงปรีดีนี่ยังมีอะไรให้พูดถึงอีกเยอะ
แกชอบทำอะไรแผลง ๆ ตลก ๆ อยู่เรื่อย ซึ่งตัวแกเข้าใจเองว่า ดี
อย่างก่อนสงครามโลกไม่นาน แกอุตส่าห์เขียนบทหนัง ลงทุนสร้างเองเรื่อง พระเจ้าช้างเผือก แล้วเอาไปฉายเมืองนอก หวังว่าจะทำให้นานาอารยประเทศรู้จักเมืองไทยในแง่มุมใหม่ที่ดีขึ้น
แต่ว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเลยครับ เอาไปฉายที่อเมริกา เช่าโรงฉายได้ 7 วัน เจ้าของโรงบอกเลิกสัญญา เพราะไม่มีคนดู คนที่ได้ดูก่อนหน้านั้นเห็นตรงกันว่า แย่ ไม่ควรฉาย มีหลากฉายที่ทำออกมาแล้วมันดูตลก และแทนที่จะเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้เมืองไทย แต่กลับจะทำให้ดูแย่กว่าเดิมมากกว่า
หรืออย่างกบฏวังหลวง ที่แกอุตส่าห์แอบเล็ดลอดมาจากเมืองจีน ปลอมตัวเป็นทหารเรือ ติดหนวดติดเครา ทำแอ๊คอาร์ตไปยึดพระบรมมหาราชวัง แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วก็มีคนจำได้ แล้วพอแกแพ้แกก็จ้ำอ้าวหนีก่อนเลยเป็นคนแรกก
คงมาจากสมัยสงครามโลก ที่แกเป็นรู้ธ แกเคยปลอมตัวทีนึงต่อหน้าสายลับของอเมริกันมั๊ง ถ้าจำไม่ผิด ถึงขนาดสายคนนั้นจำแกไม่ได้เชียวล่ะ ต่อเมื่อแกถอดหนวด ถอดแว่นออกค่อยถึงบางอ้อ แล้วก็หัวเราะคิกคักกันใหญ่ แกคงคิดว่าแกเคยทำได้แล้วคงสำเร็จอีก
อันนี้ผมเอามาจากหนังสือของนายสุพจน์ ด่านตระกูล ลูกศิษย์ตัวกลั่นผู้ภูมิใจมาก ๆ ในตัวแกเลยนะนั่น

หนังเรื่อง พระเจ้าช้างเผือก เป็นหนังขาวดำ ผู้แสดงพูดภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง มีให้ดูในยูทูปครับ ดูโลเกชั่นแล้วก็เห็นว่าถ่ายที่วัดพระแก้ว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร(อยู่ข้างธรรมศาสตร์นี่เอง) แล้วถ่ายที่ต่างจังหวัดด้วย รู้สึกว่าจะถ่ายที่แพร่ ถ้าจำไม่ผิด คนที่ทำดนตรีประกอบคือ พระเจนดุริยางค์ ที่แต่งทำนองเพลงชาติไทย
เนื้อเรื่องก็มีอยู่ว่า พระเจ้าจักราแห่งกรุงอโยธยาที่ไม่สนใจราชประเพณีที่พร่ำเพรื่อและไม่จำเป็น โดยเฉพาะการหานางสนมให้ได้ 365 คนตามคำยุยงของขุนนาง เพราะพระเจ้าจักราต้องการหาช้างมาเตรียมไว้เพื่อเป็นพาหนะในการสู้รบ เนื่องจากกรุงหงสาผูกมิตรไมตรีกับพระเจ้าโมกุล คาดว่าฝ่ายนั้นจะต้องมารุกรานอโยธยา
เพื่อความไม่ประมาท พระเจ้าจักราจึงสั่งให้ไพร่พลคล้องช้างในป่าเข้ามาเลี้ยงแทนการหานางสนม แถมได้ช้างเผือกมาด้วย
เรื่องนี้เป็นความทราบมาถึงกรุงหงสา และด้วยความเชื่อที่ว่า ช้างเผือกจะช่วยให้บ้านเมืองที่ปกครองเจริญรุ่งเรือง จึงตั้งราชทูตไปส่งสาสน์เพื่อขอช้างเผือก พระเจ้ากรุงหงสาคาดว่ายังไงฝ่ายกรุงอโยธยาต้องปฏิเสธแน่นอน จะได้หาเรื่องมาทำสงคราม ฝ่ายหงสาเดินทางมาถึงท้องพระโรงพระราชวังของอโยธยา พระเจ้าจักราได้อ่านสาสน์แล้วปฏิเสธ
ฝ่ายพระเจ้าหงสาจึงส่งทหารไปรบ ไปถึงเมือง "กานบุรี" ที่เป็นเมืองหน้าด่าน ทหารรักษาเมืองก็ต้านทานกำลังไม่ได้ ถูกตีเมืองแตกยับ เจ้าเมืองกานบุรี(เข้าใจว่าอย่างนั้น)จึงรีบนำความไปบอกพระเจ้าจักราให้เตรียมทหารและสัตว์พาหนะไปรบกับหงสา
พอถึงฉากที่ต้องสู้รบกันด้วยการชนช้าง พระเจ้าจักราบอกว่า การสู้รบในเรื่องนี้เป็นเรื่องของคน 2 คน ไม่อยากให้ไพร่ราบทหารเลวต้องเดือดร้อน ต้องมาบาดเจ็บล้มตาย เลยสู้กันตัวต่อตัว พระเจ้าหงสาที่เพิ่งสร่างเมาก็รบแพ้ ตกลงมาจากคอช้าง
เรื่องนี้ หลายๆ คนจะบอกว่า ให้แง่คิดในเรื่องของสันติภาพ เพราะเรื่องนี้ฉายก่อนที่ญี่ปุ่นจะบุกไทยไม่กี่เดือน